WANGYUAN's DREAM | KAIYUAN [END]

ตอนที่ 17 : 第十六章 - สายเกินไป

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 546
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    23 ก.ค. 59


王源的梦想

#ความฝันของหวังหยวน


 

 

๑๖

 


 

ผมรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะเป็นบ้า หลังจากตื่นขึ้นมาพร้อมเรื่องร้อนใจในฝัน จากนั้นผมก็ลุกขึ้น และรีบวิ่งลงไปหาแม่ ก่อนจะบอกกับแม่ว่าผมจะไม่ไปโรงเรียน แม่ขมวดคิ้วใส่ผมอย่างที่แม่มักจะทำเวลาไม่พอใจ ผมรอแม่เดินไปเดินมาอยู่ในครัวมาหลายนาที แต่แม่ก็ยังไม่ตอบรับคำขออนุญาตของผม (จริงๆต่อให้แม่ไม่อนุญาตผมก็จะไม่ไปอยู่ดี)

 

“นะครับแม่ วันนี้แค่วันเดียว” ผมเร่ง “ผมไม่มีเวลาแล้วนะ”

แม่วางจานลงในตู้เก็บภาชนะหลังจากเช็ดมันเสร็จเรียบร้อยแล้ว

“ลูกหมายความว่าไง ที่บอกว่าลูกไม่มีเวลาแล้ว”

“คือผม...ผม...คือผม.....เอ่อ....” ผมอึกอัก


การจะหาเหตุผลมาอ้างกับแม่ผมไม่ใช่เรื่องที่ปุบปับก็ทำได้เลย หนึ่งแหละคือแม่ผมเป็นประเภทที่จับไต๋ผมได้ตลอด ผมไม่เคยโกหกอะไรแม่ได้สำเร็จเลยสักครั้ง ถ้าผมแกล้งป่วยล่ะก็ แม่ผมคงเป็นคนแรกบนโลกใบนี้ที่จะดูออกว่าผมสำออยไหม สองเลยคือแม่ผมเป็นพวกไม่เชื่อในเหตุผลไร้สาระ ถ้าเหตุผลที่ผมยกมาอ้างมีน้ำหนักไม่เพียงพอล่ะก็ โอกาสที่ผมจะถูกประปฏิเสธคำขอก็สูงลิ่ว


“ถ้าลูกตอบไม่ได้แม่ก็ไม่อนุญาต”

“แต่แม่ครับ! นี่มันเรื่องคอขาดบาดตายเลยนะ!

“แล้วลูกมีเรื่องคอขาดบาดตายอะไรกันล่ะ” แม่ถามผมพร้อมกับกอดอก

“เอ่อ...เอาเป็นว่ามันเป็นเรื่องสำคัญก็แล้วกันครับ” ผมพยายามทำสายตาอ้อนวอน “มันสำคัญมากจริงๆนะครับแม่”

“เรื่องสำคัญอะไร ทำไมมันถึงได้สำคัญมากถึงขนาดที่ลูกจะต้องมาขอแม่หยุดเรียน”

“ก็เรื่องสำคัญใน.....” ฝัน คำสุดท้ายผมไม่ได้พูดมันออกไป อันที่จริงผมนึกขึ้นได้พอดีว่าไม่ควรพูดมันออกไปต่างหาก

แม่คงไม่คิดว่าผมยังปกติดีอยู่แน่ ถ้าผมพูดมันออกไปจริงๆล่ะก็นะ ให้ตายเถอะ! มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่ผมจะบอกแม่ว่าผมไม่อยากไปโรงเรียนเพราะมีคนจำนวนหนึ่งรอคอยความช่วยเหลือจากผมอยู่ ซึ่งคนพวกนั้นอยู่ในความฝันของผมเอง

เห็นไหมล่ะ แค่พูดตรงนี้มันยังดูไร้สาระเลย!

 

ผมยืนกระสับกระส่ายอย่างไม่รู้จะทำยังไง ยิ่งเวลาผ่านไปผมก็ยิ่งกังวลมากขึ้น

“นะครับแม่ ให้ผมหยุดเถอะนะครับ แค่วันเดียวเท่านั้นเอง” ผมขอร้องแม่อีกครั้ง “ผมสัญญาว่าถ้าแม่อนุญาต ผมจะซักถุงเท้ากับชั้นในเองตลอดทั้งเดือนเลย”

ผมยกมือขึ้นชูสามนิ้ว ในขณะที่แม่กอดอกฟังผมเหมือนกำลังคิดคำตัดสินอยู่

“ผมจะช่วยแม่ดูดฝุ่น เก็บผ้า อะไรก็ได้ที่แม่จะให้ผมทำ ผมยอมทุกอย่างเลย นะครับแม่”

ผมเริ่มหายใจติดขัดเหมือนตอนกำลังลุ้นว่าทีมฟุตบอลที่ตัวเองเชียร์อยู่จะยิงลูกโทษเข้าโกลไหมในขณะที่อีกไม่กี่วินาทีก็จะหมดเวลาทด หลังจากมองหน้าผมอยู่สักพักแม่ก็ถอนหายใจออกมา

“ลูกพูดแล้วนะ”

เยส! ผมตะโกนร้องกับตัวเองในใจ

“หยวน...ลูกมีเรื่องอะไรที่ไม่ได้เล่าให้แม่ฟังหรือเปล่า” แม่มองหน้าผมหวั่นๆ “ปกติลูกไม่เคยปิดบังอะไรแม่เลยนะ”

“ม...ไม่มีนี่ครับ ทำไมแม่ถึงได้ถามอย่างนั้นล่ะ”

“ลูกทำให้ทุกคนกังวลนะ”

“....”

“ลูกเป็นเด็กดีมาตลอดเรื่องนั้นแม่รู้ดี ลูกไม่เคยออกไปเที่ยวกลางคืน หรือออกไปเถลไถลนอกบ้าน แม้แต่เหล้ากับบุหรี่ลูกก็ไม่แตะมันเลย แม่ดีใจนะที่ลูกเป็นอย่างนั้น”

“....”

“แต่บางทีแม่ก็คิดว่ามันจะทำให้ลูกเก็บกดหรือเปล่า” แม่บอก “แม่ไม่ได้กดดันอะไรลูกจนมากเกินไปใช่ไหม”

สีหน้าของแม่เหมือนกำลังคิดอะไรมากมายอยู่ในหัว

“หมู่นี้ลูกเอาแต่เก็บตัวอยู่บนห้อง คุณตาก็บ่นว่าลูกแทบไม่ได้คุยกับท่านเลย จริงๆแล้วลูกไม่ค่อยได้พูดคุยกับใครสักเท่าไหร่ ลูกมีปัญหาอะไรรึเปล่า หรือว่าลูก...”

“แม่ครับ” ผมพูดน้ำเสียงจริงจัง “แม่รู้จักผมดี ถึงช่วงนี้ผมจะไม่ได้ออกไปไหน และเก็บตัวอยู่บนห้อง แต่ผมสาบานได้ครับว่าผมไม่ได้กำลังทำอะไรไม่ดีแน่ๆ”

“....”

“แล้วผมก็ไม่มีได้มีปัญหาอะไรด้วย ผมยังโอเคอยู่นะครับแม่ แม่อย่าคิดแบบนั้นสิครับ”

ผมพยายามพูด แต่มันก็เหมือนจะไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก หลายเดือนมานี้นับตั้งแต่ผมเริ่มฝัน นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ผมได้รู้ความคิดของคนในชีวิตจริง ผมเพิ่งจะรู้ว่าผมกลายเป็นเหมือนพวกเก็บตัวและมีปัญหากับโลกภายนอก และผมก็คาดไม่ถึงเลยด้วยว่ามันจะทำให้คนอื่นๆเป็นกังวลกับผมถึงขนาดนี้

“มันไม่มีอะไรหรอกครับแม่ เพียงแต่วันนี้ผมมีธุระที่ต้องจัดการนิดหน่อยก็เท่านั้นเอง” ผมบอก “ผมสัญญาว่าหลังจากวันนี้ทุกอย่างจะเรียบร้อย ผมจะพยายามออกจากห้องให้มากขึ้น คุยกับทุกคนให้บ่อยขึ้นเหมือนอย่างแต่ก่อน ตกลงไหมครับ”

ใบหน้าของแม่ยังดูกังวล แต่แม่ก็ระบายยิ้มบางๆให้ผม “จ้ะ ถ้าลูกยืนยันว่าจะทำอย่างนั้น”

“เยี่ยมไปเลยครับแม่ แล้วก็ขอบคุณด้วยนะครับ” ผมวิ่งไปหอมแก้มแม่ไวๆ ก่อนจะรีบวิ่งขึ้นห้องไป

“หวังหยวนแม่บอกกี่ครั้งแล้วว่าห้ามวิ่งในบ้านแบบนั้น เดี๋ยวก็หกล้มเอาหรอก” แม่พูดเสียงดัง “ข้าวเช้าของลูก ลูกจัดการอุ่นเองได้ไหมแม่จะต้องออกไปดูงานข้างนอกแล้ว”

“ได้ครับแม่!” ผมตะโกนตอบแม่

 

ผมรู้ว่าทุกคนในบ้านเป็นห่วงผม และผมก็รู้สึกไม่ดีเอามากๆที่ทำให้ทุกคนคิดแบบนั้น แต่ตอนนี้ผมจะมัวกังวลอยู่กับเรื่องนี้ไม่ได้ เพราะผมยังมีอีกเรื่องที่สำคัญมากและรอไม่ได้อีกแล้ว ให้ต้องกังวลอยู่


ทันทีที่ผมกลับมาถึงห้อง ผมก็จัดการล็อคประตูห้องก่อนจะคิดหาวิธีที่จะทำให้ตัวเองนอนหลับ แต่สิ่งที่เราต้องพูดถึงกันก่อนเป็นอันดับแรกเลยคือ(ตั้งแต่เริ่มฝัน)ผมยังไม่เคยนอนกลางวันที่บ้านมาก่อน ดังนั้นผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าผมจะสามารถฝันในตอนเช้าได้ไหม

อันดับที่สองต่อให้ผมหลับแล้วฝัน ผมก็ไม่รู้อีกแหละว่ามันจะหมดเวลาไปแล้วกี่วัน ผมไม่รู้ว่าห้วงความฝันของผมแบ่งเวลายังไง ผมได้แต่ภาวนาว่าให้อย่าให้มันถึงสามวันเลย เพราะไม่อย่างนั้นอะไรๆก็คงจะสายเกินไปแล้ว

ทีนี้ผมจะทำยังไงให้ตัวเองฝันกันล่ะ เอนตัวลงแล้วหลับตาไปเฉยๆผมคงไม่มีทางหลับแน่ เพราะตอนนี้ผมตื่นเต็มตาสุดๆ ผมเดินวนไปวนมากอยู่สักพัก ก่อนจะนึกได้ว่าผมเคยเก็บยานอนหลับของแม่ไว้ตรงไหนสักที่ในห้องของผม

โชคดีที่ผมใช้เวลาไม่นานก็หามันพบ ผมเทยาสองเม็ดใส่มือตัวเอง จากนั้นก็เอามันใส่ปากตามด้วยน้ำอีกแก้ว ผมรู้ว่ามันบ้า แต่มันก็บ้าแบบนี้นับตั้งแต่ผมเริ่มฝันนั่นแหละ

 

ผมรออยู่สักพักจนตัวเองเริ่มรู้สึกอยากจะล้มตัวลงนอน เปลือกตาของผมเริ่มหนักอึ้งขึ้น ผมไม่รู้จะขอพรกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือเทพเจ้าองค์ไหนเพราะผมไม่เคยทำอย่างนั้นจริงๆจังๆมาก่อน สิ่งที่ทำให้ผมได้ไปในโลกของความฝันคือโชคชะตา ถ้างั้น...ผมก็ควรจะลองขอพรกับโชคชะตาดูสิจริงไหม

 

“เอ่อ...โชคชะตาครับ” ผมพูด และนึกอยากจะหัวเราะตัวเองขึ้นมาหน แต่ผมก็ง่วงเกินกว่าจะทำอย่างนั้น “ผมไม่รู้หรอกนะว่าคุณเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง ไม่รู้ด้วยว่าคุณจะได้ยินที่ผมพูดไหม แต่ผมอยากจะขออะไรคุณสักอย่าง”

ไม่มีเสียงอะไรโต้ตอบกลับมาทั้งนั้น ซึ่งผมก็ไม่ได้คาดหวังว่ามันจะมี ถ้าเกิดว่ามีเสียงเออออดังออกมาจากเงามืดสักมุมในห้องขึ้นมาจริงๆ ผมคงไม่มีทางนอนหลับได้อีกแน่

“ขอให้ผมไปช่วยหวังจุนไคและคนอื่นๆได้ทันเวลา อย่าให้พวกเขาเป็นอะไรเลย”

ผมกระพริบตาช้าๆเมื่อตาผมกำลังปิดการทำงาน

“ผมยอมทุกอย่าง ขอแค่พวกเขาปลอดภัยก็พอ”



 

แล้วผมก็เหมือนจะหลับไป ไม่มีอะไรเกิดขึ้นในหัวของผม...



 

ไม่มีอะไรเกิดขึ้นนอกจากภาพสีดำมืดกับสติที่กำลังจะหลุดไปของผม

 



 

ผมจะไม่ฝันจริงเหรอ

 



 

ผมเฝ้าถามอะไรสักอย่าง ซึ่งอะไรสักอย่างนั้นก็ไม่ได้มีคำตอบให้ผมเหมือนอย่างเคย


 

 

ผมได้แต่รอคอยและภาวนา

 



 

จนในที่สุดก็มีเสียงกระดิ่งดังขึ้น

 


 

มันดังขึ้นพร้อมกับแสงสว่างตรงหน้า แล้วหลังจากนั้น....


 



 

ผมก็กลับมายืนอยู่ที่ตลาดอีกครั้ง...

 

 

 


 

 

 

ผมไม่เคยเห็นเชียนซีในมุมของ องค์ชายเชียนซี มาก่อนเลย และนี่เป็นครั้งแรกจริงๆ ที่ผมได้สัมผัสกับตัวตนอีกแบบของเขา

ตอนที่ผมมาถึงวัง(ด้วยเกวียนขนหมูของครัวหลวงที่กำลังมุ่งหน้ามายังวังหลวงพอดี ขอบคุณสวรรค์แต่คราวหน้าขอรถที่ดีกว่านี้หน่อยก็จะดี) และเล่าเรื่องราวทุกอย่างที่เกิดขึ้นให้เชียนซีฟัง เขาแทบไม่ต้องขอตั้งสติเพื่อคิดแผนการอะไรเลยด้วยซ้ำ เขาสั่งการออกไปแทบจะในทันที

เชียนซีในตอนนี้ช่างดูแตกต่างจากที่ผมเคยเห็น เขายังคงดูเคร่งขรึมและพูดน้อยอย่างที่เขามักจะเป็น แต่ปกติแล้วเขาจะฉายแววขี้เล่นอยู่ในรอยยิ้มของเขานิดหน่อย ทว่าตอนนี้เขากลับดูเคร่งขรึมเสียยิ่งกว่าเดิม เขาทั้งพูดจาฉะฉานและทำงานเป็นระบบ สายตาของเขาหนักแน่นและแน่วแน่ไม่แพ้คำพูดของเขาเลย แม้เขาจะไม่แผ่อำนาจออกมาอย่างที่องค์จักรพรรดิทำให้ผมรู้สึก แต่การตัดสินและวางแผนของเขาก็เด็ดขาดไม่ต่างกัน

 

นายจะปลอดภัยแน่ถ้ามีฉัน ทุกอย่างจะเรียบร้อย... สายตาของเขาเหมือนจะพูดคำนี้อยู่ตลอดเวลา เขาทำให้ผมเกิดความรู้สึกอยากจะโค้งคำนับเขาขึ้นมาเลยด้วยซ้ำ เอาเป็นว่าเขาดูดี และเอ่อ...ดูดีมาก สำหรับการเป็นผู้นำสักคนน่ะนะ

 

เขาสั่งการให้ทหารในหน่วยซุ่มโจมตีกว่าห้าสิบนายออกไปทำภารกิจนี้อย่างลับๆ เขาบอกผมว่าเราควรจัดการเรื่องนี้อย่างเงียบๆและให้สำเร็จลุล่วงโดยเร็วที่สุด เพราะถ้าหากเรื่องที่องค์จักรพรรดิตกอยู่ในอันตรายแพร่งแพรายออกไป ประชาชนจำนวนไม่น้อยคงขวัญเสียแน่ๆ

มิหนำซ้ำอาจจะทำให้ขุนนางบางกลุ่มที่กำลังรอคอยจังหวะนี้อยู่คิดทำการอะไรอุกอาจขึ้นมา จะทำให้เรื่องมันบานปลายเข้าไปใหญ่

 


เราส่งทหารห้าสิบนายล่วงหน้าออกไปก่อน จากนั้นผมและเชียนซีก็ตามไปโดยใช้ม้าเป็นพาหนะ โชคดีที่ป่าทางทิศตะวันตกอยู่ไม่ไกลจากวังหลวงมากนัก เราใช้เวลาเดินทางกันไม่ถึงชั่วโมงก็ถึงจุดที่เรานัดพบกับทหาร

หลังจากจัดการพลางตัวให้ม้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว เชียนซีก็ออกคำสั่งให้เหล่าทหารกระจายตัวออกไปตามจุดต่างๆที่ได้วางแผนเอาไว้ และให้รอสัญญาณการบุกจากเขา เราล้อมค่ายเอาไว้โดยหมอบซ่อนตัวอยู่ตามพุ่มหญ้าที่มีความสูงขึ้นมาอยู่เหนือระดับเข่า ผมต้องขอยอมรับฝีมือในการพลางตัวของทหารหน่วยซุ่มโจมตีเลยจริงๆ พวกเขาซ่อนตัวได้แนบเนียนและเงียบเชียบ ผมแทบจะไม่สังเกตเห็นการเคลื่อนไหวอะไรของพวกเขาเลยด้วยซ้ำ

ภายในค่าย กองโจรยังอยู่ในสภาพเละเป็นปกติอย่างที่พวกเขาเป็น ซากโครงกระดูกของหมูป่าขนาดใหญ่ยังห้อยอยู่บนท่อนไม้ที่ใช้ย่างไฟ ทว่ากองไฟที่เคยลุกโชนตอนนี้เหลือเพียงเถ่าถ่าน กลุ่มโจรส่วนหนึ่งยังคงทำหน้าที่ยืนเฝ้ายาม แต่พวกเขาคงเป็นยามที่ห่วยพอตัวแน่ๆ เพราะพวกเขาไม่ได้สังเกตเห็นเหล่าทหารที่ล้อมอยู่รอบๆค่ายเลยแม้แต่นิด บางส่วนยังคงนอนปะปนอยู่กับซากไห่เหล้ารำตามพื้น และอีกส่วนหนึ่งกำลังถกเถียงกันเรื่องส่งสารเรียกค่าไถ่


ลึกเข้าไปใจกลางค่าย ภาพที่เห็นทำผมกลับมาใจเต้นได้อีกครั้ง ทุกคนยังปลอดภัยดี พวกเขายังนั่งกันอยู่ที่ตำแหน่งเดิม แต่สภาพร่างกายดูอิดโรยกันมากขึ้น บางคนถึงกับมีรอยชกช้ำตามใบหน้าเพิ่มมากขึ้น

และองค์จักรพรรดิ เขาไม่ได้ดูดีขึ้นจากเมื่อวานมากนัก รอยช้ำที่ข้างแก้มของเขาเริ่มกลายเป็นช้ำม่วงชัดเจนมากขึ้น มันออกจะดูบวมขึ้นเสียด้วยซ้ำ รอยช้ำที่มุมปากก็ดูจะชัดเจนมากขึ้น เลือดที่คิ้วของเขาหยุดไหลไปแล้ว แต่นั่นไม่ได้ทำให้ผมสบายใจขึ้นมาเลย ยิ่งได้เห็นเขาเป็นแบบนั้นผมก็ยิ่งโกรธ ผมอยากวิ่งเข้าไปอัดพวกโจรให้เละ พวกบ้านั่นมีสิทธิ์อะไรมาทำร้ายคนของผมล่ะจริงไหม

แต่ในความเป็นจริง ผมก็รู้ดีว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ผมจะสามารถทำได้อย่างใจคิด ลองๆนึกภาพดูว่าผมทำแบบนั้น คงกลายเป็นผมซะเองที่จะโดนอัดจนเละ

 

“ข้ารู้ว่าเจ้าร้อนใจ แต่จงรออีกหน่อย ใกล้เวลาแล้ว” เซียนซีพูดกับผม

ผมไม่ได้ตอบอะไรเขา แต่เขาก็คงรู้ว่าผมฟังเขาอยู่

“เจ้าบอกว่าเจ้าตื่นจากฝันเมื่อคืน แล้วเหตุใดเช้านี้เจ้าถึงได้มาปรากฏตัวที่นี่ได้ จริงๆมันต้องสามวันไม่ใช่รึ” เชียนซีถามผม

“บอกตามตรง ฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามันเป็นไปได้ยังไง” ผมบอกเขา “แต่มาแล้วก็เป็นเรื่องดีไม่ใช่หรือไง”

เชียนซีไม่ได้ปฏิเสธอะไรผม เมื่อเช้านี้ถ้าไม่ได้เป็นเพราะโชคชะตารับฟังคำขอของผม ก็คงเป็นเพราะผมโชคดีล่ะมั้ง เพราะผมกลับมาโผล่ที่ตลาดได้อีกทีในตอนเช้า ทั้งๆที่ผมเพิ่งจะสลายแว๊บไปเมื่อคืนนี่เอง ถือเป็นเรื่องอัศจรรย์มากที่ผมสามารถมาโผล่ที่ตลาดได้ทั้งที่เวลายังเดินหน้าไปไม่ถึงวัน

 

ข้างหน้าผม โจรบางส่วนที่กำลังถกเถียงกันเรื่องการส่งสารเรียกค่าไถ่ดูเหมือนจะยังหาข้อสรุปกันไม่ได้เสียที หัวหน้ากองโจรที่นั่งอยู่ตรงกลางก็ดูจะเบื่อหน่ายเต็มทน แต่ผมก็ทึ่งมากเลยทีเดียวที่เขาทนนั่งฟังอยู่ได้โดยไม่ดึงดาบออกมาแทงใครตายเพราะความรำคาญ

แต่แล้วจู่ๆเขาก็ตะโกนขึ้น โจรคนอื่นๆหยุดนิ่งแล้วหันกลับไปฟังเขา เขาสบถด้วยความหงุดหงิดก่อนจะบอกสมาชิกกองโจรของเขาว่า ถ้าหากพวกเขายังตกลงกันไม่ได้อยู่อย่างนี้ ก็ไม่ต้องสนใจอยากจะได้เงินแล้ว เพราะเขารำคาญเหลือเกิน รีบฆ่าตัวประกัน แล้วไปจากทีนี้จะดีกว่า บ่อเงินบ่อทองที่หาได้ง่ายกว่าการเรียกค่าไถ่ก็มีอยู่ข้างหน้าเป็นร้อยเป็นพัน อย่าทำอะไรให้ยุ่งยากไปมากกว่าเดิมเลย

พอหัวหน้าโจรพูดจบ โจรคนอื่นๆก็พยักหน้าเออออตามกันไปหมดราวกับโดนล้างสมอง แล้วแผนของพวกเขาก็เปลี่ยนทันที ปัญญาอ่อนชะมัด พวกนี้เหมือนพวกสมองกลวง ที่ไม่ว่าหัวหน้าแสนงี่เง่าของพวกเขาจะพูดอะไร ก็ถูกต้องไปซะหมด

แต่ที่แย่ไม่ใช่เรื่องที่โจรพวกนั้นสมองกลวงหรอก เพราะหลังจากที่กองโจรตัดสินใจที่จะทิ้งเงินเรียกค่าไถไป พวกเขาก็คว้าดาบแล้วเดินตรงไปยังตัวประกัน และนั่นคือสิ่งที่ทำให้ใจผมกระตุกวูบ

เชียนซีที่อยู่ข้างๆผมขบกรามแน่นก่อนจะพึมพำออกมาว่า “ข้าจะไม่ยอมให้ทำอย่างนั้นหรอกน่า”

จากนั้นเขาก็เป่าปากเป็นสัญญาณบุก กองทหารของเราบุกทะลวงเข้าไปได้อย่างรวดเร็วมาก กองโจรถึงกับแตกฮือ และวิ่งพล่านหาอาวุธไปทั่ว พวกเขาโห่ร้องและตอบโต้ไปอย่างสะเปะสะปะ


ผมวิ่งเข้าไปพร้อมกับใช้ดาบปัดป้องการโจมตี แม้ทหารของเราจะมากกว่า แต่กองโจรก็ไม่ได้ถือว่าง่อยเสียทีเดียว หลายคนพุ่งเข้ามาหาผมพร้อมกับตวัดดาบใส่ แต่ผมไม่มีเวลามากพอที่จะเล่นกับพวกเขาหรอก ผมปัดป้องพร้อมกับหลบวิถีดาบไปด้วย ผมยังคงวิ่งเข้าไปในค่าย เพื่อให้ไปถึงที่ที่ตัวประกันโดนจับอยู่

เชียนซีที่อยู่ถัดออกไปแทงจ้วงดาบใส่โจรทุกคนที่บังเอิญโชคร้ายวิ่งเข้ามาตัดหน้าเขา แล้วเขาก็รวดเร็วมาก เขาแทบจะเป็นคนเดียวเลยล่ะมั้งที่ใช้ประโยคจากสงครามปลอมๆในการต่อสู้จริงได้ ใบหน้าเขาไม่มีความกลัวหรือกังวลอะไรอยู่เลยแม้แต่น้อย แม้กองโจรที่อาจหาญบุกปล้นฆ่าคนมานับหมื่นนับพันและไม่เคยเกรงกลัวใคร ผมบอกได้เลยว่าอี้หยางเชียนซีนี่แหละ คือคนแรกที่พวกเขาควรจะเริ่มกลัว

โจรคนอื่นๆดูจะเป็นปัญหาระดับจิ๊บจ๊อยของเหล่าทหาร พวกเขาใช้เวลาไม่นานก็สามารถจัดการกองโจรไปได้มากกว่าครึ่ง และสามารถเข้าไปแก้มัดให้กับตัวประกันได้จนหมด หัวหน้าโจรดูโมโหมากขึ้นไปอีก เขาสังหารทหารของเราไปได้หลายคน จำนวนคนดูจะไม่เป็นปัญหาสำหรับเขาแม้แต่นิด

 

ผมสามารถวิ่งเข้าไปได้จนถึงใจกลางค่าย หัวใจผมสูบฉีดเลือดเร็วมากขึ้น ผมเห็นหวังจุนไคนั่งอยู่กับพื้น และกำลังดึงเชือกที่ถูกตัดแล้วออกจากข้อมือ เขามองมาที่ผมพร้อมกับคลี่ยิ้ม ผมวิ่งเข้าไปหาเขา และให้ตาย ผมอยากจะร้องไห้ชะมัด

 

“ข้าคิดอยู่แล้วว่าเจ้าต้องทำได้” เขาพูดพร้อมกับรอยยิ้ม

“ยังมาพูดอีก!” ผมเริ่มทำเสียงอแง จริงๆผมไม่ได้อยากจะงอแงเลยนะสาบานได้ แต่พอได้เห็นเขาเจ็บแบบนี้มันก็อดไม่ได้จริงๆ พอได้มองใกล้ๆ ใบหน้าของเขามีรอยช้ำมากขึ้นกว่าเดิมเสียอีก ผมเอามือสองข้าประคองหน้าเขาไว้ “พวกบ้านั่นทำอะไรกับนายเนี่ย ให้ตาย! ให้ตายเถอะ ฉันอยากจะขยี้พวกนั้นให้เละคามือไปเลย”

จุนไคหัวเราะนิดหน่อย ผมลูบไปตามรอยช้ำบนใบหน้าเขาแผ่วเบา

“นายเจ็บรึเปล่า”

“เจ็บสิ” เขาตอบ และผมก็กำลังจะร้องไห้ออกมาจริงๆแล้ว “แต่ข้าทนได้ เจ้าอย่าร้องไห้สิ”

“ไม่ได้ร้อง!” ผมบอกเขาพร้อมกับขยี้ตา

จุนไคระบายยิ้มออกมาอีกครั้ง ก่อนจะกอดผมไว้

“ไม่เป็นไรนะคนดี ข้าปลอดภัยแล้วเจ้าก็เห็น” เขาลูบหัวผม

“ฉันเป็นห่วงนายแทบตาย...” ผมพูดอู้อี้อยู่ที่ไหล่เขา “ฉันนึกว่าจะมาไม่ทันซะแล้ว”

“....”

“ฉันปล่อยให้พวกบ้านั่นทำร้ายนายจนเจ็บขนาดนี้ นี่ขนาดแค่คืนเดียว ถ้าฉันกลับมาไม่ทันจะทำยังไง นายจะไม่เละเป็นโจ๊กไปกว่านี้หรอกเหรอ! มันน่าโมโหชะมัด”

“ชู่ว์...” เราผละออกจากกัน จุนไคใช้นิ้วโป้งทั้งสองข้างเช็ดน้ำตาให้ผม “แต่เจ้าก็มาทันแล้วนี่ ข้าไม่เป็นไรแล้วจริงๆ แค่เจ้ามานั่นก็เพียงพอแล้ว”

ผมพยักหน้าให้เขาก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกๆ จากนั้นก็ยืนขึ้นพร้อมกับพยุงให้จุนไคยืนขึ้นด้วย

 

สภาพโดยรอบของเราตอนนี้กลับเข้าสู่ความสงบอีกครั้ง ร่างไร้วิญญาณของเหล่าโจรนอนเกลื่อนอยู่ตามพื้น เราเสียทหารไปจำนวนไม่มาก นั่นเป็นเรื่องน่าเศร้า แต่เราก็สามารถช่วยเหลือตัวประกันได้หมด ทุกคนปลอดภัยและได้รับการปฐมพยาบาลเบื้องต้นจากทหารกันไปบ้างแล้ว

เชียนซีเช็คคราบเลือดที่ติดอยู่ตามดาบของตัวเองออก ก่อนจะเก็บมันใส่ฟักไว้อย่างเดิม จากนั้นเขาก็สั่งงานกับทหารสองสามคน แล้วก็เดินเข้ามาหาผมกับองค์จักรพรรดิ

“น่าเสียดายนะที่การล่าสัตว์ของท่านถูกขัดขวาง” เชียนซีกลับมาฉายแววขี้เล่น(นิดหน่อย)อีกครั้ง “ท่านก็เลยอดที่จะเฉลิมฉลองชัยชนะให้แก่ทีมของข้า”

“เอาเป็นว่าข้าจะซื้อหมูที่ห้อยอยู่ในตลาดให้เจ้าแทนก็แล้วกัน” องค์จักรพรรดิหัวเราะพร้อมกับมองหน้าผม นี่เขา...ไม่ได้กำลังล้อเลียนคำพูดผมอยู่ใช่ไหม

“ขอบใจเจ้ามากที่มาช่วยข้า เจ้าทำได้ดีกว่าที่ข้าคาดการณ์ไว้เสียอีกนะน้องชาย” จุนไคพูดขึ้นอีกครั้ง

“เรื่องเล็กน้อย ท่านปลอดภัยดีก็ดีแล้ว” เชียนซีบอก เขาตบไหล่องค์จักรพรรดิเบาๆ “ข้าว่าเรารีบกลับวังกันเถิด ก่อนที่เวลาจะล่วงเลยไปมากกว่านี้”

 

พอเชียนซีพูดขึ้น ผมก็เพิ่งสังเกตว่าเราใช้เวลากันไปจนแทบจะหมดวัน ผมกลับมาในตอนเช้า อันที่จริงมันออกจะเป็นเช้าที่สายหน่อยๆ จนถึงตอนนี้ก็ปาเข้าไปเกือบเย็นแล้ว เวลาช่างผ่านไปอย่างรวดเร็วทั้งๆที่ผมรู้สึกเหมือนมันเพิ่งจะผ่านไปไม่ถึงชั่วโมง

ทุกคนทยอยขึ้นรถม้ากัน โดยผมและเชียนซีช่วยกันพยุงคนที่ได้รับบาดเจ็บขึ้นไปก่อน จนในที่สุดก็เหลือแค่ผม เชียนซี องค์จักรพรรดิ และทหารอีกสามนาย ซึ่งตัดสินใจว่าจะใช้ม้าในการเดินทางกลับวัง ตอนแรกผมบอกให้จุนไคกลับไปพร้อมๆกับคนอื่นก่อน แต่เขาก็ยืนยันว่าเขายังไหว และกลับไปพร้อมกับผม

ผมหันไปมองทางด้านหลังของเรา ยังคงมีร่างของเหล่าโจรป่านอนเรียงรายอยู่ตามพื้น เชียนซีบอกกับผมว่าเขาจะส่งคนมาจัดการกับร่างพวกนี้ตามวิธีการและพิธีกรรมที่สมควรทีหลัง ตอนนี้เราต้องทำให้ทุกอย่างเป็นปกติที่สุด

 

ทุกอย่างมันฟังดูลงตัว แต่ไม่รู้ทำไมผมถึงได้ยังรู้สึกไม่ค่อยดีอยู่อีก ทั้งที่องค์จักรพรรดิก็ปลอดภัยดี และทุกอย่างก็กำลังจะเป็นปกติ ทว่าในใจผมกลับรู้สึกไม่โล่งเอาเสียเลย ผมพยายามที่จะตัดความรู้สึกเหล่านี้ทิ้งไปซะ แล้วบอกตัวเองว่ามันไม่มีอะไรหรอกน่า แต่ผมก็ยังทำไม่ได้อยู่ดี


 

แล้วความรู้สึกพวกนี้มันคืออะไรกันล่ะ


 

ก่อนที่ผมจะคิดออก ชายผมหยักศอกที่สวมชุดสีน้ำตาลไหม้ที่ผมจำได้ดีกว่าเขาเป็นหัวหน้าของเหล่ากองโจรก็ลุกขึ้นมาท่ามกลางร่างของลูกของเขาที่นอนเรียงรายกันอยู่ ตัวของเขาสั่นเทาด้วยความโกรธ เขาหยิบธนูที่วางระเกะระกะอยู่ใกล้ๆตัวเขาขึ้นมา ก่อนจะเล็งมาที่ผม ไม่สิ เล็งมาที่องค์จักรพรรดิต่างหาก!

ทุกอย่างเกิดขึ้นไวกว่าที่ผมจะได้ร้องทัก ผมวิ่งเข้าไปขว้างวิถีธนูนั่นไว้ ทว่าเพียงชั่ววินาทีชายคนนั้นก็ล้มลงกับพื้นด้วยลูกธนูที่ปักอยู่ที่กลางหน้าผากเขา ผมไม่ทันมองว่าเป็นฝีมือของใคร อาจจะของทหารสักคน ไม่ก็ของเชียนซี

 

 


แต่ว่า...

 


 

อะไรๆก็ดูจะสายเกินไปเสียแล้ว...


 

 

เพราะต่อให้สามารถยิงธนูโต้ตอบกลับไปที่ชายคนนั้นได้เร็วแค่ไหน ก็ยังไม่ทันการอยู่ดี...



 

ผมไม่ได้ตั้งตัวกับสิ่งที่เกิดขึ้น

 



 

ผมได้ยินเสียงองค์จักรพรรดิตะโกนร้อง ก่อนจะวิ่งเข้ามาหาผม

 


 

ตอนนี้ร่างกายผมไม่รู้สึกถึงอะไรทั้งนั้นนอกความเจ็บปวดและชาที่กลางหลัง ราวกับมีมีดฝังอยู่ตรงนั้นเป็นร้อยเป็นพันเล่ม ผมเริ่มหายใจไม่ออก เสียงวิ้งค์ที่ผมเกลียดที่สุดดังขึ้นมาให้หัวพร้อมกับภาพที่เริ่มเดินช้าลง จุนไคเข้ามารับตัวผมไว้ก่อนที่ผมจะล้มลงกับพื้น

เขาร้องไห้ ในขณะที่จับไปตามใบหน้าของผม ผมเพิ่งเคยเห็นเขาร้องไห้จนน่าสงสารได้ขนาดนี้เป็นครั้งแรก ผมอยากจะบอกเขาว่าผมไม่เป็นไร แต่ผมกลับไม่สามารถทำแบบนั้นได้

ทั้งเชียนซีและทหารที่เหลือคงรู้สึกตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่แพ้กัน เพราะพวกเขาเอาแต่เบิกตากว้าง เชียนซีทรุดลงที่ข้างๆองค์จักรพรรดิ เขาเหมือนอยากจะพูดอะไรสักอย่างกับผม แต่เขาคงตกใจเกินกว่าจะพูดมันออกมา

 

ผมร้องไห้ แม้แต่เสียงสะอื้นยังไม่สามารถเล็ดรอดออกมาได้ ผมหายใจลำบากขึ้น และมันก็ทรมานมากขึ้นด้วย ทรมานเสียจนอยากจะหลับตาลง

 

“ไม่ได้นะ! หวังหยวนเจ้าห้ามหลับเด็ดขาด!” องค์จักรพรรดิพูดขึ้นทั้งที่เขายังร้องไห้ “มองข้าสิ! อยู่กับข้า! อย่าเป็นอะไรนะได้โปรด...”

เขาจับมือผมขึ้นไปแนบที่แก้มของเขา

“หวังหยวน! ได้โปรด เจ้าจะทิ้งข้าไปดื้อๆเช่นนี้ไม่ได้นะ!

 


ผมรู้ว่าเวลาของผมจะต้องหมดลง แต่ผมก็ไม่คิดว่ามันหมดลงเร็วขนาดนี้

และไม่คิดว่ามันจะหมดลงไปอย่างนี้ ...


 

ผมอยากจะเปล่งคำพูดออกมาสักสองสามคำ แต่มันก็ยากเย็นเหลือเกิน ผมจะทนมันไม่ไหวอยู่แล้ว ลมหายใจที่ใกล้ดับลงยิ่งทำให้ผมทรมาน

 

“ฉัน........ดีใจ....นะ” ผมพยายามเปล่งเสียง “ที่.........ได้เจอ....นาย” 

“ข้ารู้...ข้ารู้....” จุนไคพูด เขาจูบที่มือผมซ้ำๆ “อดทนนะหวังหยวน ได้โปรด...อย่าไปจากข้า.....ได้โปรดเถอะ....”

 


“ฉัน....ขอโทษนะ” 

 

ผมเหมือนได้เข้าใจความรู้สึกของคนที่กำลังจะหมดลมหายใจ ตาผมค่อยๆปิดลงพร้อมกับเสียงตะโกนเรียกชื่อของหวังจุนไค...เสียงสุดท้ายที่ผมได้ยิน...เสียงของเขา

 


และคำพูดหนึ่งก็ดังขึ้นในหัวผม

การแลกเปลี่ยน มักมีราคาเสมอ

 

 


แล้วหลังจากนั้นทุกอย่างก็สิ้นสุดลง...





talk: โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ...เราจะไม่มีแต่เรื่องเสียใจแน่ๆ ไรท์เตอร์สัญญา ฮึบบ

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

471 ความคิดเห็น

  1. #461 Jirawan Naksuk (@mod_bambam) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 6 กันยายน 2561 / 19:45
    ฮือออออออ ใจอีแม่ เห็นลูกตาย ใจสลายยิ่งนัก จุนไค ทำใจดีๆไว้ลูก T^T
    #461
    0
  2. #398 Kaiyuan 888 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2559 / 12:32
    หวังหยวนนนนนน
    #398
    0
  3. #180 KUholic (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2559 / 13:59
    การแลกเปลี่ยนเกิดขึ้น โอกาสก็ต้องเกิดอีกนะ ขอร้องงง
    #180
    0
  4. #179 Noon'exol Maknae Vck (@mumeenarak) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2559 / 22:21
    ตัดฉึบเลย หน่วงมากๆ หวังหยวนต้องไม่เปนอะไรสิ TT
    #179
    0
  5. #178 little sai43 (@2543saiza) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2559 / 17:13
    หยวนต้องไม่เป็นอะไรหยวนต้องกลับมาอยู่กับองต์จักรพรรดิจิ
    #178
    0
  6. #177 MADAM_OH (@First_yehet) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2559 / 08:51
    ไรท์ขา~~ตะไมมันมาม่าขนาดนี้ อ่านแล้วเจ็บลึกไปในจิตใจมากกก หวังหยวนห้ามทิ้งจุนไคไปเหมือนหม่าซือหยวนน้าาา ไม่งั้นเค้าจะร้องไห้????????????????????????
    #177
    0
  7. #176 kanni15 (@kanni15) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2559 / 00:21
    ไม่นะ มันต้องไม่เป็นแบบนี้😢
    #176
    0
  8. #175 Meenahhx_ (@Meenahhx_) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 22 กรกฎาคม 2559 / 23:28
    โอ้ยยย จะร้องไห้ ฮืออออออ ห้ามตายนะะ กลับมาอยูากับองค์จักรพรรดิก่อนนน
    #175
    0
  9. #174 panda o_o (@juscha) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 22 กรกฎาคม 2559 / 23:03
    ฮือออออออ หวังหยวนของข้าเจ้าจะตายไม่ได้นะ อย่าทิ้งองค์จักรพรรดิไปปปปปปปป ตอนนี้เศร้ามากอ่ะะ อ่านแล้วเจ็บปวดมากเลยค่า แงงงงงงง สงสารองค์จักรพรรดิอ่ะ มีความสุขได้แปปเดียว เศร้าอีกแล้ว ขอให้มีเรื่องดีๆเกิดขึ้นกับองค์จักรพรรดิ~ ชีวิตพี่แกน่าสงสารเกิดไปแล้วววว
    #174
    0
  10. #173 Mymelody (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 22 กรกฎาคม 2559 / 23:02
    เศร้าเกินไปปป หักดิบกันง่ายๆ สองตอนที่แล้วยังหวานอยู่เลยยยยยยย
    #173
    0
  11. #172 Mymelody (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 22 กรกฎาคม 2559 / 23:02
    เศร้าเกินไปปป หักดิบกันง่ายๆ สองตอนที่แล้วยังหวานอยู่เลยยยยยยย
    #172
    0
  12. #171 Mymelody (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 22 กรกฎาคม 2559 / 23:02
    เศร้าเกินไปปป หักดิบกันง่ายๆ สองตอนที่แล้วยังหวานอยู่เลยยยยยยย
    #171
    0