WANGYUAN's DREAM | KAIYUAN [END]

ตอนที่ 22 : Special ๓ - หวังจุนไค กับองค์จักรพรรดิ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 739
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    3 ก.ย. 59


王源的梦想

#ความฝันของหวังหยวน


 

 

Special


 

 

Talked by WangJunkai

ถ้าจู่ๆมีคนบอกกับคุณว่าเขามาจากอดีต คุณจะเชื่อเขาไหมครับ?



 

จะคิดว่าเขาพูดจาเพ้อเจ้อไร้สาระ และจับเขาส่งโรงพยาบาลบ้าเลยหรือเปล่า?



 

หรือจะหัวเราะที่เขามันดูสะเหล่อ และดูโง่เง่ามากที่พูดอะไรออกไปอย่างนั้น?



 

 

ใช่ครับ...มันฟังดูไร้สาระ และไม่มีทางเป็นไปได้จริงๆอย่างที่คุณรู้สึกนั่นแหละครับ ทว่าผมก็เป็นคนที่เหมือนกันในคำถามกิ๊กก๊อกพวกนั้นจริงๆ

 


 

นั่นก็คือ...ผมมาจากอดีต

 


 

แต่อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ใช่เรื่องที่สำคัญที่สุดในตอนนี้หรอกครับ ส่วนเรื่องที่สำคัญจริงๆน่ะเหรอ

“นี่มันจะเกินไปแล้วนะ” ผมพึมพำกับตัวเองในระหว่างที่เอานิ้วเคาะโต๊ะเป็นจังหวะรัวๆไปด้วยเพื่อระบายความร้อนรนในใจทั้งหมดที่มีอยู่ตอนนี้ แม้มันจะไม่ได้ช่วยอะไรเลยก็ตาม

ผมมองนาฬิกาสลับกับมือถือเป็นรอบที่ร้อยกว่าๆด้วยความหงุดหงิด นี่เวลามันผ่านมาสองชั่วโมงกว่าแล้วนับตั้งแต่ที่ผมกับหวังหยวนแยกกันที่ร้านอาหาร แต่เขากลับยังไม่ส่งข้อความ หรือโทรศัพท์มาบอกผมเลยว่าเขาถึงบ้านอย่างปลอดภัยดีแล้ว

แม้ผมจะพยายามมองโลกในแง่ดีว่าเขาอาจจะลืม และเป็นฝ่ายส่งข้อความและโทรศัพท์ไปหาเขาเอง แต่เขาก็ไม่รับโทรศัพท์หรือส่งสติ๊กเกอร์ตอบผมกลับมาเลยแม้แต่ตัวเดียว

“ไฟบ้านยังมืดอยู่เลย” ผมพูด และเยี่ยม...ผมเริ่มจะนั่งไม่ติดเก้าอี้ขึ้นมาจริงๆแล้ว ผมลุกขึ้นก่อนจะเดินวนไปวนมาด้วยความกังวลค่อนข้างหนัก และต่อสายหาเขาไปด้วย

ก่อนหน้านี้ผมรู้ว่าเขาต้องโกรธผม ไม่ก็เป็นอะไรอย่างแน่ๆ เพราะเขาพยายามหนีหน้าผมมาตลอดทั้งสัปดาห์ ไม่สบตาไม่มองหน้า และหาเรื่องเฉไฉเพื่อบ่ายเบี่ยงผมอยู่ตลอด ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากถามว่าเขาเป็นอะไรกันแน่ แต่เขานั่นแหละที่ไม่เคยเปิดโอกาสให้ผมได้ถามอะไรเขาเลย เขาทั้งโดดกีฬา ไม่เข้าชมรม แถมยังอะไรๆอีกตั้งหลายสิ่งหลายอย่างที่ทำให้ผมอยากจะบ้าตายเสียให้รู้แล้วรู้รอด


ครั้งนี้น่าจะเป็นรอบที่ยี่สิบกว่าๆแล้วที่เขาไม่รับสายผม ผมทิ้งตัวลงบนเตียงอย่างไม่รู้จะทำยังไงต่อไป ผมควรจะออกไปตามหาเขาข้างนอกดีไหม แต่...แล้วผมจะไปตามหาเขาที่ไหนกันล่ะ ทำเหมือนเมืองนี้มันมีขนาดแค่หนึ่งกิโลเมตรคูณหนึ่งกิโลเมตรอย่างนั้นแหละ ผมจะไปหาเขาเจอได้ยังไง หรือว่าผมจะต้องแจ้งความ แต่เขาก็ยังหายไปได้แค่สองชั่วโมงเองนี่นา แถมเราก็ไม่ใช่เด็กเล็กๆกันแล้วด้วย ตำรวจคงไม่มองว่าผมสมองปกติดีแน่ถ้าถ่อไปแจ้งความเข้า

 

เรื่องนับล้านผุดขึ้นมาในหัวของผมเต็มไปหมด คำว่า “ถ้า....แล้ว...แต่....” เหมือนกำลังทำสงครามกันอยู่ในสมองผม ผมเกือบจะยอมรับว่าตัวเองสิ้นหวังพอๆกับไม่มีทางเลือกอะไรอีกเลยอยู่แล้ว แต่ทว่าจู่ๆ ไฟของห้องที่อยู่ตรงข้ามกันกับห้องผมก็สว่างจ้าขึ้น ผมเด้งตัวขึ้นมาจากเตียงราวกับเป็นรีแอ็คชั่นอัตโนมัติ หัวใจผมกระโดดโลดเต้นอย่างลิงโลด แม้จะมองเห็นเขาได้เพียงแค่เงาที่ไม่ชัดอะไรนักผ่านทางผ้าม่านก็ตาม

ผมพยายามโทรศัพท์หาเขาอีกครั้ง แต่แน่นอนว่าผลลัพธ์มันก็ไม่ได้ต่างจากเดิม นั่นแสดงว่าเขาตั้งใจจะสลัดผมให้ออกห่างจากเขาจริงๆใช่ไหม ผมไม่มีทางยอมให้เขาทำแบบนั้นแน่ ผมกับเขายังมีเรื่องต้องเคลียร์กันอีกเยอะ และผมก็ยังมีเรื่องราวอีกนับไม่ถ้วนที่อยากจะบอกให้เขาได้รู้เอาไว้

 

คิดได้อย่างนั้นผมก็จัดการปีนข้ามระเบียงห้องผมข้ามไปยังฝั่งของเขา อันที่จริงแล้วมันห่างกันแค่ประมาณหนึ่งเมตรกับอีกนิดหน่อย ซึ่งไม่ใช่ระยะที่ยากเย็นอะไรสำหรับการปีนของผมอยู่แล้ว แต่มันก็เป็นไปไม่ได้เลยที่ผมจะข้ามไปยังฝั่งนั้นได้อย่างเงียบเชียบโดยไม่เกิดเสียงดังก๊องแก๊งอะไรขึ้น

และเสียงนั้นก็ดังจนผมกลัวว่าจะทำให้บ้านอื่นได้ยินเข้า แต่ผมคงโชคดีมั้งที่มันไม่ได้เป็นแบบนั้น ผมรู้มาตลอดว่าเราอยู่บ้านข้างๆกัน วันแรกที่ผมรู้เข้า ผมเกือบจะทนไม่ได้ที่จะไปเคาะประตูบ้านของเขา แต่มันคงตลกน่าดูถ้าผมทำแบบนั้น แล้วไปทำตัวเฟรนลี่เกินเหตุใส่เขาเข้า เพราะฉะนั้นผมเลยได้แต่รอเวลา และเห็นได้ชัดว่าเวลานั้นมันมาถึงแล้ว

อันที่จริงผมไม่ได้วางแผนว่าจะเข้าบ้านหวังหยวนครั้งแรกด้วยวิธีนี้หรอกครับ แบบว่าปีนเข้าบ้านเขาเหมือนเป็นพวกขโมยน่ะ ปกติแล้วผมไม่เคยทำตัวไม่มีมารยาทแบบนี้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องโทษหวังหยวนนั่นแหละครับที่ทำให้ผมทนไม่ไหวเอง

 

ผมใช้เวลาไม่ถึงสองนาทีก็ปีนข้ามมาที่ฝั่งระเบียงห้องของหวังหยวนได้เรียบร้อย และตอนนี้เขาเองก็ดูจะรู้ตัวแล้วด้วยว่ามีผู้บุกรุก ผมเห็นเขายืนนิ่งอยู่ที่อีกฝั่งของบานประตูกระจก มือจับที่ผ้าม่านแน่นราวกับกำลังทำใจว่าอาจจะได้เจอกับอะไรที่ไม่คาดคิดเข้า(ก็คงไม่คาดคิดจริงๆนั่นแหละครับ) ผมยืนรอเขาอยู่อย่างนั้นไม่นานนักเขาก็กระชากเปิดผ้าม่านออก และไม่กี่วินาทีต่อจากนั้นเขาเริ่มด่าผม...

 

 

 


 

 

 

หูของผมอืออึงไปหมดเพราะเสียงก่นด่าของหวังหยวนที่รัวติดกันจนผมฟังแทบไม่ทันว่าเขาด่าผมไปว่าอะไรบ้าง เขาดูสติแตกและหัวเสียกว่าที่ผมคิดเอาไว้มาก(ก็น่าอยู่หรอก) แต่ในขณะเดียวกันเขาก็ดูโล่งอกที่สุดท้ายแล้ว ต้นเหตุของเสียงโครมครามที่ขึ้นนั่นกลายเป็นผมแทนที่จะเป็นโจร หรืออะไรอย่างอื่นที่น่ากลัวว่านั้น

 

“พอเลย โวยวายไปถึงไหนแล้ว เงียบก่อน” ผมบอกเขาพลางทำมือให้เขาหยุดบ่นไปด้วย ให้ตาย...นี่สินะครับคือหวังหยวน ถ้าเขาไม่บ่นผมเมื่อไหร่ นั่นคงดูแปลกพิลึก

“....”

“ก่อนที่นายจะด่าว่าฉันทำแบบนี้ทำไมนายช่วยถามตัวเองก่อนได้หรือเปล่า” ผมบอกเขาหลังจากเขารัวคำถามใส่ผมว่าผมทำแบบนี้ทำไม ทำได้ไง เอาที่อยู่เขามาจากไหน อะไรทำนองนั้น

“ว่าไงนะ”

ข้อแรกเลยนะ นายไม่ตอบข้อความฉัน ไม่รับโทรศัพท์ฉันด้วย นายเป็นอะไรทำไมไม่พูด อย่าคิดว่าตอนไปกินมื้อเย็นฉันไม่สังเกตว่านายแปลกๆไปนะผมเป็นฝ่ายว่าเขากลับบ้าง

“....”

ข้อที่สอง ฉันปีนระเบียงมา และมันก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลยด้วย

อ..อะไรนะ

และข้อที่สามฉันอยู่บ้านข้างๆนาย อยู่ห้องตรงข้ามนายนี่เอง เพราะงั้นฉันก็ต้องรู้อยู่แล้วสิว่านายอยู่ที่ไหน

น...นายอยู่บ้านข้างๆฉัน นายหมายถึง..........ข้างๆนี่เลยเหรอเขาถามผม

ก็ใช่น่ะสิผมตอบ นายจะบิดขี้เกียจ เต้นท่าตลกๆ หัวเราะเสียงประหลาดๆ หรือแม้แต่ร้องเพลงฉันก็เคยเห็นมาหมดแล้วทั้งนั้นแหละ

 ได้ยังไง ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ทำไมฉันไม่เคยเห็นนายเลยล่ะเขาดูตกใจ แต่ก็ดูประหลาดใจมากกว่า จริงๆผมว่าเขาออกจะอายเลยด้วยซ้ำ

ก็อยู่มาตลอดนั่นแหละ นายลองถามตัวเองดูสิว่าทำไมนายไม่เห็น ผมพูดแล้วเขาก็เงียบไปเลยพักใหญ่ วันนี้ผมตั้งใจแล้วว่าจะคุยทุกเรื่องกับเขาให้ได้ วันนี้ต่อให้เขาเงียบยังไง ผมก็จะพูดกับเขาให้ได้อยู่ดี เป็นไง คิดออกแล้วใช่ไหม

จ.......จะยังไงก็แล้วแต่เหอะ ถึงนายจะอยู่บ้านข้างๆฉัน ก็ไม่ได้แปลว่านายจะปีนเข้าบ้านคนอื่นเขาตามใจชอบแบบนี้ได้นะเขาเหมือนเพิ่งนึกออกว่าตัวเองควรพูดอะไร

ถ้านายไม่ทำตัวแปลกๆ ฉันจะทำแบบนี้รึเปล่าล่ะ ผมพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง และหวังว่าเขาจะรู้ว่าผมจริงจังแค่ไหน ตกลงนายเป็นอะไรกันแน่ ฉันรู้นะว่านายพยายามหลบหน้าฉัน มันเพื่ออะไรกัน

ผมถามเขา

นายโกรธที่ฉันพานายไปติดอยู่ในตู้เก็บอุปกรณ์ห้องพละงั้นเหรอ

ฉันไม่ได้โกรธนายเรื่องนั้น ฉันไม่ได้โกรธอะไรนายเลยด้วย แต่....เขาสบถออกมาด้วยความหงุดหงิด ในหัวของเขาเหมือนคิดอะไรอยู่เต็มไปหมด แต่เขาก็ไม่ยอมพูดมันออกมา นายไม่เข้าใจหรอก

งั้นนายก็พูดให้ฉันเข้าใจสิ

มัน............มันไม่มีอะไรหรอกน่า ฉันพูดจริงๆนะเขาบอก นายกลับไปเถอะ

ฉันจะกลับแน่ถ้านายสัญญากับฉันว่าพรุ่งนี้นายจะเหมือนเดิม ตอบข้อความฉัน รับโทรศัพท์ และก็พูดคุยอย่างที่นายเคยทำผมพูด ถ้าสัญญาไม่ได้วันนี้ฉันก็จะไม่ไปไหนทั้งนั้น จนกว่าจะได้ฟังเหตุผลจริงๆของนาย

“....” หวังหยวนเงียบไป เขาเงียบไปนานมากจนผมต้องเอ่ยถามเขาซ้ำอีกครั้ง

ว่ายังไงล่ะ

เขาดูลังเลใจที่จะพูดถึงเหตุผลนั้น เขาเหมือนกำลังตัดสินใจว่าควรจะพูดมันออกมาดีหรือเปล่า และมือของผมก็เย็นเฉียบไปหมด แต่แล้วในที่สุดเขาก็บอกผม

ฉันจะบอกเหตุผลทั้งหมดกับนายก็ได้ ทุกเรื่องราวที่ฉันคิด ที่ฉันรู้สึกเขาพูด แต่ก่อนอื่น นายช่วยตอบคำถามฉันจริงๆสักข้อได้ไหม

ผมนิ่งไปสองสามวิ ก่อนจะตอบ ได้สิ

หวังหยวนสูดลมหายใจเขาราวกับเขาต้องการกำลังใจ เราเคยเจอกันมาก่อนหน้านี้ไหม นายช่วยบอกฉันทีเถอะ

คำถามของเขาทำเอาผมใจเต้นแทบไม่เป็นจังหวะ ก่อนหน้านี้สิ่งที่ผมกลัวที่สุดคือความทรงจำของเขา ผมมาจากอดีต...คุณจำได้ใช่ไหม เคยมีคนบอกกับผมว่าเขาอาจจะลืมผมไป และลืมเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมด ทุกๆเรื่องที่เขาเคยทำร่วมกับผมมา นั่นคือสาเหตุหลักเลยที่ผมไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่าม หรือพูดอะไรโดยไม่ไตร่ตรองให้ดีเสียก่อน ผมกลัวว่าเขาจะมองว่าผมเสียสติ แต่แน่นอนครับว่าผมกับเขา....


“อืม...” ผมตอบ “เราเคยเจอกันมาก่อน”


สิ้นคำตอบของผม หวังหยวนก็ดูสติหลุดไปเลยสองสามวิ เขาทิ้งตัวนั่งลงที่ข้างเตียงเหมือนกับขาของเขามันหมดเรี่ยวแรงไปเสียดื้อๆ เขายกมือขึ้นมาปิดที่ริมฝีปาก และมีท่าทางเหมือนอยากร้องไห้

“ใช่...แบบว่า....เดินส่วนกัน หรือว่าเป็นตอนเด็กไหม” เขาถามผมอีกครั้ง ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความหวังของเขาทำให้ผมใจเต้นได้มากกว่าเดิมเสียอีก แต่นั่นยังสู้ไม่ได้เลยกับความรู้สึกที่ผมไม่เคยพูดออกไป

ผมคลายยิ้มออกมาบางๆก่อนจะตอบเขา “ไม่ใช่ทั้งคู่”

“แล้วเราเคยเจอกันที่ไหนล่ะ!

มันคงถึงเวลาแล้วจริงๆสินะครับ “ที่ๆยากเกินกว่าจะอธิบาย”


แล้วหวังหยวนก็ดูอึ้งเสียยิ่งกว่าก่อนหน้านี้ซะอีก


“ฉะ.....ฉะ........ฉันแบบว่า ก่อนหน้านี้ฉันคิดว่า.....” เขาพูดอย่างร้อนรนไปหมด เหมือนคำพูดของเขาพยายามจะแย่งกันหลุดออกมา ตอนนี้ผมไม่รู้เลยว่าระหว่างมือกับเสียงของเขา อย่างไหนที่ดูสั่นมากกว่ากัน “ไม่สิ....ฉันแน่ใจว่าฉันฝันถึงนายมาก่อน คือมัน.....เป็นแค่ความฝันของฉันน่ะ”

“....”

“ในฝันนั้นเราทำอะไรด้วยกันตั้งเยอะตั้งแยะ เราพูดคุยกัน ใช้เวลาอยู่ด้วยกัน และ.....และมันทำให้ฉันคิดว่านายสำคัญกับฉัน”

“....”

“มันดูบ้ามากๆฉันรู้ แต่ว่าฉันฝันถึงนายจริงๆ มีหลายๆอย่างเกิดขึ้นกับเราสองคน และฉันคิดว่านายคือคนๆเดียวกับในฝันของฉัน มันงี่เง่ามากเลยใช่ไหม” น้ำตาของเขาไหลออกมา “ก่อนหน้านี้ฉันก็ลืมมันไปด้วย ฉันไม่รู้ว่าฉันลืมมันไปได้ยังไง และไม่รู้ว่าทำไมมันถึงได้หายไปเฉยๆ”

เรื่องราวทั้งหมดพรั่งพรูออกมาจากริมฝีปากเล็กๆนั่น ผมรู้ว่าการพูดเรื่องที่ฟังดูไร้สาระมันเป็นยังไง มันกดดันแค่ไหน แต่เชื่อเถอะว่าสำหรับผมมันไม่ได้ไร้สาระเลย

“แต่พอเจอนาย ความทรงจำพวกนั้นก็กลับมา ฉันเหมือนคนบ้าเลยนายว่าไหม” แล้วในที่สุดเขาก็ร้องไห้งอแงออกมา เขาเอามือขยี้ตาจนผมกลัวว่าเขาจะเจ็บ “ฉันกลัวว่าพูดออกไปแล้วมันจะฟังดูบ้าบอแบบนี้ แล้วมันก็บ้ามากจริงๆด้วย”

เขาร้องไห้ และสะอึกสะอื้นจนผมอยากจะเข้าไปกอดเขาไว้เสียตั้งแต่ตอนนี้แต่มันยังไม่ถึงเวลาหรอก ผมรู้ว่าเขาเกลียดการร้องไห้ และรู้ด้วยว่าเขาพยายามจะหยุดมัน แต่ยิ่งเขาพยายามทำแบบนั้นสักเท่าไหร่ ก็เหมือนจะยิ่งทำให้เขาร้องไห้หนักขึ้นเท่านั้น


เขาเอาแต่พูดว่าเขากลัวอะไรสารพัด กลัวว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง กลัวว่าผมจะมองเขายังไง จริงๆแล้วมันไม่ได้ต่างจากความกลัวของผมสักเท่าไหร่หรอก แต่เขากลับกล้าที่จะพูดมันออกมาได้มากกว่าผมซะอีก

 

“เฮ้...ฉันรู้ว่านายรู้สึกยังไง” ผมนั่งลงตรงหน้าเขา จับมือของเขาที่เอาแต่ยกขึ้นไปขยี้ตาไว้ และเช็ดน้ำตาที่ข้างแก้มออกให้เขา ตอนนี้จมูกของเขาแดงไปหมดจนผมอดไม่ได้ที่จะโยกปลายจมูกของเขาเบาๆ “ฉันมีคำพูดนับล้านที่อยากจะบอกกับนาย อยากจะพูดกับนายให้หมดเลยเสียตอนนี้ แต่ฉันกลับไม่รู้ว่าจะเริ่มพูดมันยังไง”

หวังหยวนสูดจมูกเบาๆ และเขาก็น่ารักชะมัด

“ฉันคิดถึงนายนะ” ผมบอกเขา “คิดถึงมากๆ”

เขายิ้มบางๆ ก่อนจะเม้มปากเหมือนอยากร้องไห้อีกแล้ว

“นั่นฟังดูไม่คุ้นเหรอ” ผมยิ้ม “แล้วถ้าฉันบอกว่า...”

“....”

“หวังหยวน...ข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกิน” ผมพูด “เช่นนี้เจ้าพอจะคุ้นหูบ้างหรือไหม จะจำข้าได้จริงๆหรือยัง”

เขายิ้มกว้าง ก่อนจะเอามือมาจับที่สองข้างแก้มผมเอาไว้

“ถ้านายทำฉันร้องไห้ขึ้นมาอีกฉันเอานายตายแน่หวังจุนไค”

เขาทำปากยื่นๆใส่ผมนิดหน่อย แล้วผมก็หัวเราะออกมา

“ฉันรู้แล้วว่าใช่....ฉันจำได้หมดแล้วด้วย” เขาบอกผม “แต่มันเป็นเรื่องจริงใช่ไหม องค์จักรพรรดิของฉันอยู่ตรงนี้จริงๆน่ะเหรอ”

ผมไม่ได้ตอบคำถามของเขาหรอก อืม...ไม่เชิงไม่ตอบคำถามเสียทีเดียว

 

ผมยันตัวขึ้นนิดหน่อย ก่อนจะกดจูบที่ริมฝีปากน่ารักของเขาช้าๆ มือของเขาหล่นลงมาค้างแหมะอยู่ที่บ่าของผมเหมือนมันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ จูบของเขายังน่ารักสำหรับผมไม่เคยเปลี่ยน จะบอกว่ามันหอมหวานเหมือนลูกกวาดนั่นก็คงจะน้อยไป มันเทียบไม่ได้เลยด้วยซ้ำกับที่ผมรู้สึกเมื่อริมฝีปากของเราสัมผัสกัน เมื่อผมขยับริมฝีปากอย่างเชื่องช้าและอ้อยอิ่ง

จูบนี้แทนความคิดถึงของผม เพราะอย่างนั้นผมจึงหวังว่ามันจะเนินนาน และค่อยๆเป็นค่อยๆไป หวังหยวนไม่ได้จูบเก่งขึ้นอะไรหรอกครับ เขาขยับริมฝีปากตอบผมเท่าที่ผมเคยสอนเขา ซึ่งมันก็เพียงพอแล้วสำหรับผม

ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเราจูบกันไปนานแค่ไหน ผมรู้แค่มันมากพอที่จะทำให้หวังหยวนหน้าแดงได้เมื่อเราผละริมฝีปากออกจากกัน

 

“แบบนี้ชัดเจนพอไหม” ผมถามเขา

เขาพยักหน้าตอบผมพร้อมกับยกมือขึ้นมาเกาที่แก้มนิดหน่อย ให้ได้แบบนี้สิน่า ถ้าผมจูบเขาอีกสักครั้งจะมีใครว่าอะไรผมไหมเนี่ย

“ฉันรอนายมาตั้งหลายเดือน” หวังหยวนพูด “นายมาที่นี่ได้ยังไง คือฉันหมายถึง...ออกมาจากความฝันน่ะ”

ผมลุกขึ้นมานั่งข้างๆเขา

“ฉันไม่เชิงออกมาจากความฝันหรอก ฉันมีอยู่จริงนะในภพที่แตกต่างออกไปน่ะ ฉันคิดว่านายคงจะเคยได้ยินคำพูดนี้มาแล้ว”

เขาพยักหน้าพลางหัวเราะหน่อยๆ “บ่อยเลยล่ะ”

“ฉันไม่รู้จะบอกยังไงว่าฉันถูกส่งมาที่นี้ได้ยังไง มันเหมือนฉันหลับตาลง แล้วลอยอยู่ในอวกาศเนินนาน เหมือนจะไม่หายใจ แต่ก็ยังหายใจ มันเป็นแบบนี้อยู่......” ผมเงียบไปสักพัก “ไม่รู้แฮะ นานเลยทีเดียว นานจนกะเวลาไม่ได้ แล้วฉันก็เหมือนตื่นขึ้นมาเฉยๆ ตอนที่เกิดมา”

“หมายความว่านายเกิดมาเป็นหวังจุนไคคนนี้เลยอย่างนั้นน่ะเหรอ”

“ใช่...” ผมบอก “ฉันเหมือนคนที่โตมาโดยมีเรื่องในอดีตติดมาในหัว ฉันจำได้ทุกอย่างทุกความรู้สึก ฉันรู้ว่าฉันมาที่นี่เพื่ออะไร และมาเพื่อตามหาใคร”

ผมลูบหัวเขาเบาๆ

“แต่กว่าจะเจอก็ท้อไปหลายครั้งเลย” ผมหัวเราะ “ฉันรู้ว่าฉันไม่ได้มาแทนที่ใคร และฉันก็คือหวังจุนไคในภพนี้นี่แหละ เพียงแต่ฉันจำเรื่องในอดีตได้ก็เท่านั้น มันฟังดูเหมือนจะดีนะที่จำเรื่องราวต่างๆได้น่ะ แต่ก็ใช่ว่ามันจะไม่มีข้อเสีย”

“ข้อเสียเหรอ” เขาขมวดคิ้ว

“อืม...ฉันค่อนข้างปรับตัวนานเลยล่ะ เดี๋ยวนี้ก็ใช่ว่าจะปรับได้แล้วทั้งหมด” ผมอธิบาย “ฉันยังติดนิสัยเดิมๆแบบองค์จักรพรรดิ ติดการเป็นผู้นำ หัวสูง ยอมแพ้ไม่เป็น แล้วก็ชอบแก้ไขอะไรแบบรวบเดียวจบ”

“ก็ฟังดูเป็นนายดีออก” หวังหยวนยิ้มขำ ดวงตาที่เคยแดงก่ำของเขาเริ่มกลับมาเป็นปกติ

“มันไม่ง่ายแบบนั้นน่ะสิ ฉันติดคำพูดโบราณ ทำอะไรโบราณๆ แบบว่าเปิดรับอะไรใหม่ๆได้ช้า แม่ฉันเรียกฉันว่าตาแก่ประจำ แถมฉันยังลืมตัวทุกครั้งเวลาที่ได้เจอใครที่เคยรู้จักจากในอดีต หลายคนที่อยู่ในภพนี้ แต่เขาไม่ได้มีความทรงจำเก่าเหมือนอย่างฉัน ฉันพยายามมากที่จะห้ามตัวเองไม่ให้วิ่งเข้าไปทักเขา”

“มีคนอื่นด้วยเหรอ”

“แน่นอน” ผมยืนยัน “ฉันเกิดใหม่ได้คนเดียวซะที่ไหนล่ะ แต่อย่างที่บอกไปนั่นแหละ ว่าพวกเขาก็ไม่เชิงเป็นคนเดิมหรอก”

“นายเจอใครบ้างอ่ะ!” แววตาของเขามีประกายตื่นเต้น

“เดี๋ยวนายได้เจอก็รู้เองนั่นแหละ” ผมบอก “แต่ใช่ว่ารู้แล้วเราจะไปยัดความทรงจำของเราให้พวกเขาได้นายรู้ใช่ไหม พวกเขาไม่ใช่คนเดิมแล้ว”

“ฉันรู้แล้วน่า” เขามุ่ยหน้า “นายนี่มันตาแก่ขี้บ่นจริงๆด้วย”

“ที่แน่ๆขี้บ่นน้อยกว่านายก็แล้วกัน”

เขาเบะปากใส่ผม “พอนายไม่พูดจาโบราณแล้วนายดูกวนประสาทขึ้นเยอะเลยรู้ตัวไหมเนี่ย”

“งั้นเหรอ” ผมยักไหล่ “ไม่รู้ตัวมาก่อนเลยแฮะ”

ผมได้ยินหวังหยวนบ่นผมกระปอดกระแปด แต่นั่นก็ดูจะปกติไปเสียแล้ว ผมบิดขี้เกียจไปมาช้าๆ ก่อนจะกระเถิบขึ้นมานอนบนเตียงของเขา

“เฮ้....นายไม่กลับไปนอนห้องนายล่ะ ปีนมาได้แล้วทำไมไม่ปีนกลับไป” เขาแย้ง

“ไม่ล่ะ ฉันจะนอนกับนายที่นี่แหละ”

“เอาอีกแล้ว ให้ตายเถอะ” เขากลอกตา แล้วปาหมอนใส่ผม ผมจัดการดึงเอาหมอนใบนั้นมาหนุนหัวแล้วจัดการดึงเขามานอนข้างๆ และแน่นอนว่าผมต้องแกล้งกอดเขาไว้ไม่ให้ขยับไปไหนได้

“เราเพิ่งเข้าใจกันเองไม่ใช่อ่อ นายไม่คิดถึงฉันหรือไง”

“คิดก็เรื่องส่วนคิด นอนก็เรื่องส่วนนอนสิ”

“แต่ของฉันมันเรื่องเดียวกัน” ผมพูดก่อนยักคิ้วกวนๆใส่เขา “นี่...นายรู้อะไรไหม”

“อะไร”

“นายบอกว่านายรอฉันมาหลายเดือน แต่ฉันน่ะ รอนายมาสิบแปดปีแล้วนะ ตั้งแต่ฉันเกิดยันม.ปลายปีสาม ฉันรอนายมานานกว่าเยอะ”

ผมพูด และมันก็เป็นความจริงทั้งหมด ผมยังมีเรื่องราวอีกเยอะที่อยากจะพูดกับเขา และอยากให้เขาได้รับรู้เอาไว้ แต่ว่าผมจะไม่รีบร้อนหรอกครับ ในเมื่อผมหาเขาเจอแล้ว เก็บคำพูดเหล่านั้นเอาไว้พูดวันอื่นบ้างก็คงจะไม่ผิดอะไร

“แล้วนายเคยคิดไหม...ว่าฉันจะคิดถึงนายขนาดไหน”

ผมเลื่อนหัวไปวางแหมะลงที่หมอนใบเดียวกับเขา และกอดเขาไว้

“ขอบคุณนะ” เขาลูบหัวผมเบาๆ “ฉันก็ไม่รู้หรอกว่าหลังจากฉันตายไปในความฝันมันแย่แค่ไหน แต่ขอบคุณที่พยายามมาหาฉันนะ”

“เรื่องเล็กน่า” ผมบอก แม้ผมจะรู้ดีว่าช่วงเวลาที่ผ่านมาโดยไม่มีเขามันเป็นยังไงก็ตาม “แค่ต่อจากนี้...อย่าทิ้งฉันไปไหนอีกก็พอแล้ว”

ผมจูบที่แก้มเขาช้าๆ

“นายต้องเอาใจฉันให้มากๆเข้าใจไหม” ผมยิ้ม “เริ่มตั้งแต่ตอนนี้เลยก็ได้...”

End of talked by WangJunKai

 

 

 


 

 

 

ผมยืดแขนจนสุดตัวในขณะที่พยายามลืมตาไปด้วย สมองผมทั้งมึนและงงไปหมดจนไม่รู้ว่าตอนนี้มันปาเข้าไปกี่โมงแล้ว

เช้านี้อะไรๆดูแปลกไปหมดสำหรับผม แม้ผมจะยังลืมตาแทบไม่ขึ้นเลยก็ตาม อาจจะเพราะเมื่อคืนนี้ผมฝันดีเกินไปหน่อย ผมฝันว่าผมได้หวังจุนไคคืนมาจากความฝันครั้งก่อนๆแล้ว เขามาหาผม และมาเล่าความจริงทั้งหมดให้ผมฟัง มันรู้สึกดีมากๆจนผมไม่อยากจะเชื่อเลยว่ามันเป็นแค่ฝัน แต่มันก็ดีเกินกว่าจะเป็นความจริงได้เหมือนกัน

แต่ว่าหวังจุนไคจะมาอยู่ตรงนี้ได้ยังไงกันล่ะ...

 

ผมนึกพลางป้องปากหาว

 

เขาถึงกับนอนอยู่ข้างๆผมด้วยซ้ำ แล้วเขาก็ยัง....

 

 

“หวังจุนไค!” ผมโพล่งขึ้น หลังจากลืมตาขึ้นมาเห็นเขากำลังนอนเท้าคางมองผมพร้อมกับยิ้มเหมือนพวกมีความผิดปกติทางสมองอยู่จริงๆ

แต่นั่นก็แสดงว่าทุกอย่างที่เกินขึ้นเมื่อคืนนี้ผมไม่ได้ฝันอย่างนั้นเหรอ ให้ตาย...นึกแล้วก็อายชะมัดผมทำอะไรลงไปบ้างเนี่ย ผมเลื่อนตัวลงไปใต้ผ้าห่มจนเหลือแค่ดวงตาเท่านั้นที่โผล่พ้นออกมา

“ทำไมนายยังไม่กลับไปอีกเนี่ย” ผมถามเขาเสียงอู้อี้ผ่านผ้าห่ม “แถมยังมานอนมองคนอื่นนอนอีก นิสัยไม่ดี! ไม่ใช่ว่าฉันเผลอทำหน้าตาหน้าเกลียดไปหรอกใช่ไหม”

“อาฮะ” จุนไคยิ้ม “นายนอนน้ำลายไหลอ่ะ”

“จริงดิ!!” ผมรีบดึงผ้าห่มออกพร้อมกับจับไปตามปากของตัวเอง “น้ำลายไหลจริงเหรอ! เป็นไปไม่ได้เหอะ ฉันไม่เคยนอนน้ำลายไหลมาก่อน!

แล้วเขาก็หัวเราะ...เยี่ยมจริงๆ!

“นี่นายกวนประสาทฉันใช่ไหม”

“เปล่าเลย” เขาเลื่อนหน้ามาจุ๊บที่ริมฝีปากผมเร็วๆ “จริงๆนายน่ารักนะเวลานอนน่ะ ฉันทำแบบนี้ไปเป็นสิบครั้งนายยังไม่ตื่นเลย”

“หา”

แล้วเขาก็จุ๊บที่ปากผมอีกครั้ง

“โว้ย! นี่นาย!

และอีกครั้ง

“หวังจุนไค!” ผมไม่รู้หรอกว่าตัวเองหน้าแดงไหม แต่ผมแทบอยากจะระเบิดตัวเองซะเดี๋ยวนี้เลย เขาทำหน้าล้อเลียนผม ผมเลยขยุมคอเสื้อเขาก่อนจะเขย่าแรงๆ

“โอเคๆ ฉันยอมแล้ว พอแล้ว” เขายกมือยอมแพ้ผม แต่ก็ยังหัวเราะอยู่

“ห้ามกวนประสาทแบบนั้นอีก เข้าใจไหม” ผมชี้หน้าเขา ผมสารภาพก็ได้ครับว่าจริงๆแล้วผมก็แค่เขิน แล้วพอผมเขินผมก็จะทำอะไรไม่ถูกและเผลอทำอะไรสะเหล่อจี๊ดออกไป ซึ่งมันจะทำให้ผมขายขี้หน้าไปกันใหญ่

จุนไคไม่ได้ตอบอะไร เขาบิดขี้เกียจพร้อมกับครางอืออึงในลำคอก่อนจะกอดผมไว้อีกครั้งแล้วเอาหัวมาซุกอยู่แถวๆไห่ปลาร้าผม

“ไม่รับปากก็แล้วกัน” เขาพูดขึ้น “รู้สึกดีเหมือนฉันฝันไปเลยแฮะ”

ผมเองก็รู้สึกเหมือนฝันไปเหมือนกัน... แต่ผมจะไม่บอกเขาหรอกครับ ผมกอดเขาตอบก่อนจะเอามือลูบหัวเขาเบาๆไปด้วย

“ขออยู่แบบนี้ไปสักพักได้ไหม” เขาถามผม

ผมตอบรับคำขอของเขา แต่แล้วเราก็อยู่แบบนั้นไปได้แค่สักพักหนึ่งจริงๆครับ เมื่อเสียงเคาะประตูห้องผมดังขึ้น

 

“หวังหยวน! ตื่นได้แล้วลูก นี่มันปาไปเก้าโมงแล้วนะลูกจะทานมื้อเช้าเลทเอานะ” แม่พูดพร้อมกับเคาะประตูห้องผมไปด้วย

ฉิบหายล่ะสิ!!

ผมรีบลุกขึ้นจากเตียง ก่อนจะดึงจุนไคให้ลุกขึ้นด้วย เขาทำท่าทางอิดออด จะลากผมกลับไปนอนที่เตียงทุกครั้งที่มีโอกาส ให้ตายเถอะ ผมอยากจะบีบคอเขาให้ตายจริงๆ!

“ลุกสิ แม่ฉันกำลังจะเข้ามาในห้องนะ!” ผมบอกเขาในขณะที่เสียงเคาะประตูเริ่มรัวขึ้นเรื่อยๆ แม่ผมไม่ใช่พวกยอมแพ้อะไรง่ายๆซะด้วยสิ ไม่ว่าผมจะตะโกนบอกแม่ว่าผมจะตามลงไปยังไง แม่ก็จะต้องเข้ามาเช็คห้องผมเพื่อดูว่าผมเปิดผ้าม่าน พับผ้าห่ม และไม่ได้เสียบปลั๊กไว้ทิ้งไว้ทุกๆเช้า และวันนี้แม่ก็คงไม่ล้มเลิกอะไรที่แม่ทำมาทุกวันง่ายๆแน่ แล้วถ้าแม่เห็นจุนไค เรื่องต้องใหญ่มากๆ อย่างน้อยแม่ก็ต้องไม่พอใจแน่ๆล่ะครับถ้ารู้ว่าเขาปีนเข้าห้องผมมา

“อือฮึ” ผมจุนตอบในลำคอ เขาดูเหมือนยังไม่ได้สติดีด้วยซ้ำ เพราะหลังจากที่ผมดึงให้เขาลุกขึ้นได้ เขาก็เอาแต่กอดเอวผมไว้ โธ่เอ๊ย เมาขี้ตาหรือไงวะเนี่ย!!

“อือฮึอะไรของนาย แม่ฉันจะเข้ามาแล้ว นายรีบกลับออกไปเลยนะ” ผมทั้งฉุดทั้งลากจุนไคออกมาที่นอกระเบียง ในขณะที่ตะโกนบอกแม่ว่าผมตื่นแล้วไปด้วย แต่แม่ก็ยังยืนยันที่จะให้ผมรีบเปิดประตูเดี๋ยวนี้ “นายปีนกลับไปเลย ให้ไว แล้วก็ระวังด้วย แม่ฉันคงไม่ดีใจหรอกที่คนบ้านข้างๆแอบปีนเข้ามาแบบนี้”

ผมเหลียวมองข้างหลังไปด้วย เสียงของแม่ทำใจผมเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมาจากอกได้ของจริงเลยล่ะ

“หวังหยวน”

“อะไร!

อืม...แล้วเขาก็จูบผม ตอนนี้เนี่ยนะ! ผมยืนนิ่งค้างอยู่อย่างนั้นอย่างไม่รู้ว่าควรจะหัวใจวายกับอะไรก่อนดี ระหว่างแม่กับคนตรงหน้าผมตอนนี้

เขากอดเอวผม พร้อมกับขยับบดเบียดริมฝีปากของเขาไปด้วย และมันก็ร้อนแรงกว่าเมื่อคืนนี้เสียอีก ผมอยากจะกระโดดเตะเขาสักป๊าบ แต่ผมกลับทำได้แค่ขยำชายเสื้อเขาไว้และพยายามยืนอยู่ให้ได้ ครั้งนี้เขาจูบผมไม่นานนัก แต่ผมกลับหายใจหนักหน่วงเสียยิ่งกว่าเมื่อคืนนี้ เขาถอนจูบออก และพูดกับผม

“เจอกันเย็นนี้นะ” เขายิ้ม

 

ก่อนจะปีนระเบียงกลับไป...



talk: มาแล้วกับตอนที่สาม ฮือออออออออออออ นี่เรียกว่าไถ่โทษที่ทำค้างได้ไหมคะ

ตอนนี้เรารู้แล้วว่าหวังจุนไคกับองค์จักรพรรดิเป็นคนเดียวกันไหม ปรบมือค่ะ!

ท้อคแค่นี้แหละค่ะ ติดตามตอนต่อไปนะคะ ยังมีเรื่องที่ต้องเกิดอีกเยอะเลยยย(รึเปล่า)

ขอบคุณสำหรับคอมเม้ท์และแท็กทวิตเตอร์นะค้า อ่านทุกอันเลย รักมาก

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

471 ความคิดเห็น

  1. #403 Kaiyuan 888 (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2559 / 22:51
    จูบกันไปกี่ครั้งแล้วคะ เขินโว้ยย เท้าคางมองหน้าน้องตอนหลับแล้วยิ้มนี่ ฮืออ หล่อพังมากแน่ๆ น่าเห็นใจองค์จักรพรรดิ รอมา18ปี คาราวะเลยอ่ะ เจอกันเข้าใจกันแล้ว อินี่ก็ปริ่มก็สุขแล้วอ่ะ
    #403
    0
  2. #320 MyJINU (@Gk_BF) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2559 / 03:32
    ปีนบ้านเค้าแล้วยังมาขโมยจูบเคาอีกแหนะคนเรา ต้องขอบคุณความที่หยวนหยวนไม่ปากแข็งปากหนักยอมถามอะไรไปตรงๆนะคะ เรื่องคลี่คลายเร็วขึ้นเยอะเลย
    #320
    0
  3. #243 luvKY (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 4 กันยายน 2559 / 11:30
    อยากให้มีสเปเชียลสักร้อยตอน น่าร้ากกกกก น่าร้ากก น่ารักมากอ่ะ องค์จักรพรรดิทวงคืนได้น่ารักมาก ///^^///
    #243
    0
  4. #242 Pea_nell (@pennello) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 3 กันยายน 2559 / 18:15
    เขินจนไม่รู้จะเขินยังไงให้เหมือนคนปกติเขิน เขินระดับ 9?10กำลัง100 ppb เขินจนแก้สมการเด็กป.1ไม่ได้ (?) -///////- เขินจนไม่อยากให้จบตอน รีบมาต่อนะคะไรท์ ชอบมากถึงมากที่สุด สู้ๆ ค่ะ ??????????????????
    #242
    0
  5. #241 arituan (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 3 กันยายน 2559 / 17:23
    อร้ายยยย เขินจนตัวจะเเตกเเล้ว 😆😄
    #241
    0
  6. #240 miyamimi (@jirapatn) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 3 กันยายน 2559 / 14:03
    งื้ออออออ เขินนน
    #240
    0
  7. #239 มี้หยวน (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 3 กันยายน 2559 / 13:51
    ชอบมาก ชอบแรง รอตอนต่อไปนะคะ
    #239
    0
  8. #238 little sai43 (@2543saiza) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 3 กันยายน 2559 / 11:15
    เขินแรงมากกอ๊ากกกองจักรพรรดิก็คือองค์จักรพรรดิวันยังค่ำ
    #238
    0
  9. #237 Noon'exol Maknae Vck (@mumeenarak) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 3 กันยายน 2559 / 10:12
    เขินมากกกก ตาแก่ขี้บ่นถ้าทำน้องช้ำละก็ คอยดู!!!
    #237
    0
  10. #236 Vivianie27 (@vivianietm) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 2 กันยายน 2559 / 23:49
    หือออออออออ 18 ปีแล้วเอาใหญ่เลยนะ กะให้ปากน้องช้ำไหม #มีความหวง
    ปล. ไม่เข้าไปหลบแม่ยายในตู้เหรอ 555555555555 5
    #236
    0
  11. #235 Mymelody (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 2 กันยายน 2559 / 22:39
    โอ้โห ฟินยิ่งกว่าอะไรทั้งหมดเลยยยย
    #235
    0
  12. #234 520 (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 2 กันยายน 2559 / 22:15
    กรี้ดดดดดดดดดดดดดดฟินนาเล่ เย้ว ตอนนี้โอเคมากๆค่ะ ไถ่โทษได้หมดเลย ฮ่าๆๆ
    #234
    0
  13. #233 520 (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 2 กันยายน 2559 / 22:15
    กรี้ดดดดดดดดดดดดดดฟินนาเล่ เย้ว ตอนนี้โอเคมากๆค่ะ ไถ่โทษได้หมดเลย ฮ่าๆๆ
    #233
    0
  14. #232 panda o_o (@juscha) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 2 กันยายน 2559 / 22:14
    ฮือออออ เขินอ่ะ! รู้ความจริงแล้ววว แหมมม องค์จักรพรรดิ พอหยวนจำได้นี่เอาใหญ่เลยน้าา เขินจริงจังมักกก
    #232
    0