WANGYUAN's DREAM | KAIYUAN [END]

ตอนที่ 26 : Special ๗ - ความรัก [END]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 659
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    4 ต.ค. 59


王源的梦想

#ความฝันของหวังหยวน

 


 

Special

 


 

ถ้าคุณกำลังคิดว่าผมกับหวังจุนไคกำลังสวีทหวานกันหลังจากที่วิ่งหนีซ่งเวยหลงได้สำเร็จอยู่ล่ะก็...คุณคิดผิดถนัดเลย



 

เพราะสิ่งที่เราทั้งคู่กำลังทำอยู่มันไม่ได้ใกล้เคียงคำๆนั้นเลยแม้แต่นิด



 

อย่างน้อยๆก็ตอนนี้...



 

เรานั่งกันอยู่ที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ข้างๆลำธารมาได้สักพักแล้ว นับจากที่เราวิ่งหนีเวยหลงกันมาน่ะนะครับ และเราก็กำลังเขียนรายงานเรื่องการทัศนศึกษาในไร่ส้มกันอยู่ ใช่ครับ...ที่คุณอ่านมันไม่ผิดหรอก เรากำลังนั่งเขียนรายงานกันอยู่จริงๆ ไม่สิ...อันที่จริงต้องพูดว่าผมคนเดียวต่างหากที่กำลังเขียนรายงานอยู่


 

ส่วนหวังจุนไคน่ะเหรอครับ?


 

ตั้งแต่มาถึง...เขาก็รีบแสดงความรับผิดชอบต่อผม ที่พาผมวิ่งข้ามไร่ส้มมาไกลหลายร้อยเมตร ด้วยการยื่นสมุดรายงานเล่มเล็กๆที่อยู่ในตะกร้ามาให้ผม จากนั้นก็บอกกับผม...ว่าผมจำเป็นที่จะต้องเขียนมันให้เสร็จก่อนถึงเวลารวมพลเย็นนี้ ซึ่งเขาจะทำหน้าที่ที่สำคัญและยากมากๆยิ่งกว่านั้น คือการนั่งให้กำลังใจผมไปเรื่อยๆ เขาบอกว่ามันคือหนึ่งในการลงโทษสถานเบา ที่ผมควรจะได้รับเพราะเข้าใกล้เวยหลงมากเกินไปจนทำให้เขาไม่พอใจ

ผมพูดจริงๆนะ เขาก็ไม่เคยพอใจเวลาที่ผมต้องพูดคุยอะไรกับเวยหลงอยู่แล้ว แม้ผมจะยืนยันว่าไม่ได้คิดอะไรกับเวยหลงเลยก็ตาม และไอ้เรื่องที่เขาสั่งให้ผมเขียนรายงานคนเดียวนี่น่ะ มันก็ฟังดูไม่สมเหตุสมผลกันเลยด้วย

 

โอเค...การเขียนรายงานทำมันอาจจะไม่ได้ยากเย็นอะไรเลยก็จริง แต่มันจะดีกว่านี้มาก ถ้าเขาปล่อยให้ผมได้เขียนรายงานอย่างเงียบๆ

 

เขาพยายามที่จะขัดสมาธิผมอยู่ตลอดเวลา เริ่มแรกเลยคือพูดแทรกในระหว่างที่ผมทำงาน พูดคุยกับต้นไม้ใบหญ้าด้วยคำพูดน้อยใจไร้สาระบ้างล่ะ ถามคำถามกวนโอ๊ยบ้างล่ะ แล้วตอนนี้เขาก็ยังนั่งถอนหญ้าทำเสียงหนวกหูน่ารำคาญทำลายสมาธิผมอีก


“ให้ตาย” ผมจิ๊ปากเป็นรอบที่สามล้านเพราะเอาแต่แก้ประโยคเดิมๆมาห้านาทีแล้ว “นายเลิกทำเสียงหนวกหูแบบนั้นสักทีจะได้ไหม”

จุนไคยิ้มไร้สาระ ก่อนจะโรยเศษหญ้าที่เด็ดออกมาไปตามพื้น “มันมีเสียงด้วยเหรอ ฉันว่าฉันก็ดึงเบาแล้วนะ”

ผมกลอกตาใส่เขา ก่อนจะก้มหน้าเขียนรายงานต่อ

“นายลากฉันมาคู่กับนาย เพื่อจะมาบังคับให้ฉันเขียนรายงานให้เนี่ยนะ” ผมบ่น “ฉันอยู่กับเวยหลงอย่างน้อยเขาก็สัญญาว่าจะช่วยฉันเขียนครึ่งนึง”

“ฉันก็ช่วยอยู่นี่ไง” เขาบอก ก่อนจะโน้มมาจุ๊บที่หน้าผากผมไวๆพร้อมกับทำเสียงจุ๊บดังๆจนน่ารำคาญ โอ้ให้ตาย มันไม่ได้ทำให้ใจเต้นอะไรเลยผมสาบานได้ “สู้ๆล่ะหวังหยวน”

“หวังจุนไค!” ผมตวัดสายตาใส่เขาแทนคำต่อว่า แต่จุนไคก็หัวเราะร่าอย่างไม่ยี่หระ

ผมถอนหายใจออกมา ก่อนจะพยายามรวบรวมสมาธิเพื่อเขียนข้อแตกต่างของส้มแต่ละชนิดให้เสร็จ และหวังจุนไคก็เริ่มถอนหญ้าอีกครั้ง พร้อมทั้งผิวปากไปด้วยเหมือนการดึงวัชพืชตามพื้นมันทำให้เขามีความสุขนักหนา

“นายเลิกทำเสียงน่ารำคาญแบบนั้นสักทีจะได้ไหม” ผมพูด “ถ้านายนั่งมองวิวเงียบๆได้ฉันจะขอบคุณนายมาก”

“ก็ได้” เขาตอบด้วยใบหน้ากรุ่มกริ่ม พร้อมกับเหยียดแขนยืนเส้นยืดสาย

จากนั้นเขาก็เงียบไปจริงๆ เขาเงียบไปนานมากจนผมเริ่มแปลกใจ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมันก็ยังดีกว่าตอนที่เขาพยายามทำเสียงจุบจิบน่ารำคาญ

ไม่นานนักผมก็เขียนรายงานในส่วนที่เป็นพาร์ทเนื้อหาเสร็จ ต่อไปก็คงเหลือวาดรูปส้ม...ซึ่งสารภาพตามตรงเลยว่าการวาดรูปไม่ใช่เรื่องที่ผมถนัดสักเท่าไหร่นัก เพราะทุกครั้งที่ผมได้ลงมือวาดอะไร ภาพมันมักจะออกมาไม่ต่างจากตอนที่ผมยังอยู่ชั้นอนุบาลมากนัก

“นายวาดรูปแย่มาก” ในที่สุดเขาก็พูดขึ้น หลังจากผมวาดรูปส้มไปได้สองชนิด

“แย่แล้ว....” ผมเงยหน้ามองเขา และก็ต้องชะงักไป

เมื่อเห็นหวังจุนไคกำลังนั่งเท้าค้างมองผมด้วยสีหน้าผ่อนคลาย สายตาของเขาราวกับกำลังจับจ้องทุกการกระทำที่ผมทำ ไม่ว่าจะขยับเขยื้อนแบบไหนหรือไม่ว่าผมจะทำอะไร เขายกยิ้มที่มุมปากเหมือนกับว่ามันเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เขาอารมณ์ดี คำพูดนับสิบที่ผมเตรียมจะบ่นจะว่าเขาถูกกลืนกลับเข้าไปในลำคอจนหมด

“แย่แล้วไง ถ้านายอยากให้มันดีก็มาวาดเองดิ” ผมรีบก้มหน้าลงทำทีขีดๆเขียนๆกระดาษต่อ แม้ว่าจริงๆผมจะนึกอะไรไม่ออกเลยก็ตาม

“นายวาดต่อไปนั่นแหละน่า” จุนไคบอก ผมรู้ว่าเขากำลังยิ้ม ถึงผมจะยังไม่กล้ามองหน้าเขาก็เถอะ

“ขอบคุณที่เงียบได้จริงๆสักที แต่ฉันบอกให้นายมองวิว...” ผมพูดเบาที่ประโยคสุดท้าย “ไม่ได้ให้มานั่งมองฉัน”

“ก็มองนายนี่แหละ วิวที่ดีที่สุดแล้ว” จุนไคบอก

“....” ผมเม้มริมฝีปากเข้าหากัน พลางนึกสงสัยว่าตัวเองรู้สึกดีจนอยากจะยิ้มกับคำพูดเพียงเล็กน้อยแบบนี้ได้ยังไงนะ สุดท้ายผมก็เค้นเสียงพูดออกมา “ไร้สาระ”

จุนไคหัวเราะอารมณ์ดีเหมือนเมื่อกี้ผมเพิ่งจะพูดชมเขาออกไปอะไรอย่างนั้น แล้วเขาก็เงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็ยกมือขึ้นมาแตะที่ข้างแก้มของผมแผ่วเบา ผมสะดุ้งนิดหน่อย และเกือบจะชิงโวยวายไปแล้วถ้าเขาไม่พูดขึ้นมาเสียก่อน

“นายรู้ไหม...ว่าการได้มองนายที่อยู่ตรงหน้าฉัน ในแบบที่อยู่กับฉันน่ะ...มันดีแค่ไหน” เขาใช้ปลายนิ้วโป้งเกลี่ยที่ข้างแก้มผมเบาๆไปด้วย “แล้วรู้ไหมว่าการได้มองนายที่อยู่ตรงหน้าฉัน ในแบบที่นายอยู่กับคนอื่นมันแย่ยังไง...”

“....”

“ฉันว่าความรู้สึกพวกนี้มันเป็นอะไรที่ไร้สาระของจริงเลยล่ะ แต่ฉันรู้สึกจริงๆนะ” จุนไคว่า “แม้ว่าฉันพยายามแล้วที่จะไม่คิดอะไร...แต่พออีกฝ่ายเป็นนายทีไร ความพยายามนี้มันก็ไม่เคยสำเร็จเลย...”

จุนไคถอนหายใจออกมาเบาๆ

“ฉันก็ยังคงหวง แล้วก็หวงมากขึ้นเรื่อยๆด้วย และไม่รู้ว่าทำยังไงถึงจะเลิกหวงได้ จนกว่าจะไม่มีใครหน้าไหนกล้าเข้ามาตอแยนายล่ะมั้ง” เขาหัวเราะฝืดๆ

“....”

“ฉันรู้ดีว่านายไม่คิดอะไรกับมัน นายเห็นมันเป็นแค่เพื่อน...เรื่องนั้นฉันก็รู้ ก็รู้อยู่ตลอดนั่นแหละ” จุนไคขบกรามนิดหน่อยราวกับเรื่องต่อไปที่เขาจะพูดมันทำให้เขาอึดอัดใจ “แต่ทำไมฉันถึงแต่รู้สึกว่ามันไม่พอสักที ทำไมฉันถึงได้รู้สึกว่าเวยหลงจะไม่มีทางเข้าใจแบบนั้น เพราะฉันอคติมากไปอย่างนั้นเหรอ หรือเพราะฉันเอาแต่คิดอะไรเด็กๆ”

เปล่าหรอก...ผมทำได้แค่ตอบในใจ มันเป็นเพราะผมไม่ชัดเจนมากพอเองต่างหาก ผมวางแผนกับตัวเองมาตลอดทั้งเช้าว่าควรจะเริ่มพูดกับเวยหลงแบบไหนให้เขาเข้าใจความรู้สึกจริงๆของผมได้ แต่สุดท้ายวันนี้ทั้งวันผมก็ทำได้คิด และยังไม่มีโอกาสที่จะเอ่ยปากพูดอะไรออกไป

ผมปิดสมุดรายงานลงหลังจากขีดๆเขียนๆรูปส้มจนเสร็จ

“นี่...หวังจุนไค” ผมยันตัวขึ้นยืนบนเข่าให้ตัวเองอยู่สูงกว่าเขา ก่อนจะเป็นฝ่ายจับสองข้างแก้มของเขาไว้ซะเอง “ฉันขอโทษนะ”

แล้วผมก็กอดหัวทุยๆของเขาไว้หลวมๆ หัวของเขาซุกอยู่บริเวณหน้าอกของผม จุนไคไม่ได้พูดอะไร เขาทำแค่เพียงกอดเอวผมตอบก็เท่านั้น

“ฉันผิด...ที่ไม่ปฏิเสธเขาให้ชัดเจน” ผมพูด “ฉันน่ะ...ไม่เคยสนใจหรอกนะว่าใครจะรู้สึกกับฉันมากมายแค่ไหนแม้แต่เวยหลงเอง เพราะฉันไม่ได้รู้สึกอะไรกับเขามากไปกว่าเพื่อนคนนึงเลย ฉันอาจจะพูดมันบ่อยแล้ว แต่มันก็เป็นสิ่งที่ฉันคิดมาตลอดจริงๆ”

“....”

“นอกจากนายฉันก็ไม่รู้สึกอะไรกับใครทั้งนั้นแหละ” ผมลูบหัวเขาเบาๆ “ฉันไม่รู้หรอกว่าใครจะจริงจังยังไง ฉันรู้แค่ฉันจริงจังแต่กับนาย นั่นยังไม่ชัดเจนพอเหรอ”

“พอสิ” จุนไคตอบ “แต่จะให้ฉันเลิกหวงก็เป็นไปไม่ได้อยู่ดีนั่นแหละ”

เราผละกอดออกจากกัน ผมจับที่ข้างแก้มเขาไว้อีกครั้ง ก่อนฝังจมูกลงบนกลุ่มผมนุ่มของเขาช้าๆ “ฉันไม่คิดมาก่อนเลยนะว่าองค์จักรพรรดิจะขี้หวงได้ขนาดนี้”

จุนไคหัวเราะนิดหน่อย “งั้นจักรพรรดิก็อยากจะบอกอะไรสักให้รู้ไว้สักข้อ”

“ฮาฮะ” ผมพยักหน้า

 

“ข้ามีเหตุผลเพียงอย่างเดียวเท่านั้นที่จะหวงเจ้า” เขาพูดออกมาเป็นภาษาโบราณพร้อมกับมองหน้าผม “และมันก็เป็นเพียงแค่เหตุผลสั้นๆ”

“....”

“เพราะเจ้าคือหวังหยวนของข้า”

 

ผมหลุดยิ้มออกมา “นายนี่มันน่ารำคาญจริงๆด้วย”

จุนไคหัวเราะ

“ยังไงก็เหอะน่า” เขารวบเอวผมให้เข้ามาชิดกับตัวเขาอีกครั้ง “นายก็ชอบที่ฉันน่ารำคาญแบบนี้นั่นแหละ”

“.....หลงตัวเอง” ผมพึมพำเบาๆ

“ว่าแต่....” จุนไคกัดที่ริมฝีปากตัวเองนิดหน่อย “ฉันขอเรียกร้องจูบเหมือนที่จูบที่หัวแบบเมื่อกี้อีกครั้งได้หรือเปล่า”

“....”

“แต่ฉันจะขอเปลี่ยนตำแหน่ง..........จากหัวเป็นปากแทนอ่ะ นายจะว่าไง.......”

“ตลก!” ผมดันตัวเขาออกห่างนิดหน่อย “เราอยู่ในระหว่างทัศนศึกษากันอยู่นะ”

“อาฮะ แล้วไงล่ะ”

“แล้วไงงั้นเหรอ...นี่มันในไร่ส้มนะหวังจุนไค”

“ก็ถูกแล้วนี่...ฉันก็ไม่ได้บอกว่าเราอยู่ในสวนสัตว์กันสักหน่อย”

“ให้ตาย นายนี่มัน.....” ผมกัดฟันแน่นพลางพูดผ่านไรฟัน “ได้คืบจะเอาศอก ฉวยโอกาสอยู่ตลอด”

“ช่วยไม่ได้” เขายักไหล่ “ครั้งนี้นายเริ่มก่อนชัดๆ ฉันต่างหากที่เสียเปรียบ”

ผมกลอกตา และก็กำลังคิดว่าจะบีบคอเขาให้ตาย แล้วผลักเขาตกน้ำเพื่อเป็นการอำพลางคดีไปเลยดีไหม “งั้นหรอกเหรอ”

“แน่นอน” เขาตอบ “สรุปฉันจะได้ตามคำขอไหม”

 

 

ผมบอกแล้วไงครับ....เราไม่ได้สวีทอะไรกันอยู่หรอก

 

 

สุดท้าย...ผมก็ทำได้แต่ถอนหายใจ

 

 

 

“ก็ได้” ผมบอก “ฉันตอบรับคำขอของนาย...”

 

 

 


 

 

 

Talked By Wang JunKai

ถ้าคุณคิดว่าการที่ผมได้จูบหวังหยวนมันดีจนแทบอธิบายออกมาเป็นคำพูดไม่ได้แล้ว

 

 


แต่ผมขอบอกไว้เลย ว่าตอนที่หวังหยวนจูบผมน่ะ มันดีมากกว่ามากเป็นหลายสิบเท่า...


 

 

ผมหลับตาลง ทันทีที่ริมฝีปากนุ่มนิ่มของเขาประทับลงบนกลีบปากผมหัวใจผมก็สูบฉีดแรงขึ้น ผมอาจจะต้องคลั่งตายหากต้องบรรยายว่ามันรู้สึกดีถึงขั้นไหน จูบของเขาเป็นจูบที่แสนธรรมดา ไม่ได้หวือหวา...ไม่ได้เร่าร้อน แต่มันกลับน่ารักและหอมหวานจนผมอยากจะกดพอสหยุดเวลาเอาไว้ที่ตรงนี้ และปล่อยให้ริมฝีปากของเราได้โอบกอดกัน

ผมชอบจูบของเขา และถึงกับชอบมากกว่าเดิมเสียอีกเมื่อเขาเป็นฝ่ายเริ่มขยับริมฝีปากขึ้นมาก่อน มือที่สัมผัสอยู่ตรงข้างแก้มของผมขืนใบหน้าผมให้เชิดขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อยเผื่อให้เขาควบคุมจูบนี้ได้ถนัดขึ้น ผมไม่อยากที่จะเปรียบเทียบมันกับของหวานใดๆทั้งนั้น เพราะเชื่อผมเถอะครับ...ว่ามันหวานไม่ได้ครึ่งของหวังหยวนคนนี้เลย

 

ผมขยับริมฝีปากตอบเขา และมันก็เหมือนกับว่าริมฝีปากของเรามีแรงดึงดูดต่อกันเลยล่ะครับ ผมขืนตัวขึ้นยืนบนเข่าสองข้างให้เราอยู่ในระดับเดียวกัน เลื่อนมือข้างหนึ่งที่เคยวางอยู่รอบเอวของเขาขึ้นมาจับที่ปลายคางแทน และมือของเขาก็ร่วงลงมาแตะอยู่ที่บ่าของผม เราต่างฝ่ายต่างขยับริมฝีปากตอบกันอย่างเชื่องช้า แต่ในขณะเดียวกับมันก็นุ่มนวลและอบอุ่น

หลังจากจูบกันอยู่นาน...เราก็ผละริมฝีปากออกจากกันอย่างอ้อยอิ่ง และผมก็ต้องห้ามตัวเองอยู่สักพักไม่ให้กดจูบที่กลีบปากนุ่มนิ่มนั่นซ้ำๆอีกหลายต่อหลายครั้ง และผมก็คงจะทำตามใจตัวเองไปแล้วถ้าหากหวังหยวนไม่ได้กำลังหน้าแดงอยู่ตอนนี้ล่ะก็...

เขาหลุบสายตาลงต่ำและก้มหน้าลงนิดหน่อย แต่ผมก็ยังมองเขาได้ชัดเจนอยู่ดี มือของเขาที่วางอยู่แหมะอยู่ที่ไหล่ผมกำเข้าหากันเพราะมันเริ่มสั่นขึ้นมานิดหน่อย

“เขินเหรอ” ผมเอ่ยถามเขา

หวังหยวนพยักหน้าหงึกๆแทนคำตอบ และเขาก็น่ารักเป็นบ้าเลยล่ะครับให้ตายเถอะ น่ารักจนอยากจะแกล้งซ้ำๆ

“ชอบจูบเมื่อกี้ไหม” ผมแกล้งถามเขา

เขานิ่ง ก่อนจะกระพริบตาถี่ๆด้วยความประหม่าและไม่ตอบคำถามผม

“ฉันชอบจูบเมื่อกี้ของเรานะ.....” ผมขำในลำคอ “นายน่ารักมากเลย”

แล้วหวังหยวนก็กัดริมฝีปาก เขาดูอยากจะลุกขึ้นมาตะโกนใส่ผมเพื่อระบายความเขินที่อัดอั้นจนใกล้ระเบิดเต็มที แต่เขาก็ทำเพียงแค่ตอบผมกลับมาสั้นๆ

“ถ้าขืนยังพูดแบบนี้ต่ออีก ฉันจะต่อยนาย” เขากำหมัดแน่น และผมก็รู้ว่าเขาเอาจริงแน่ถ้าผมไม่เชื่อฟังแล้วทำให้เขาเขินมากไปกว่านี้

“โอเค ไม่พูดแล้ว” ผมหัวเราะ ก่อนจะดึงเขามากอดเอาไว้ “แต่นายน่ารักจริงๆนะ อุก..”

แล้วหวังหยวนก็ต่อยเข้าที่ท้องผมจริงๆ แต่ถึงมันจะเป็นการต่อยที่ไม่ได้จริงจังอะไรนัก ทว่ามันก็ทำผมจุกขึ้นมาได้นิดหน่อยเลย เขาขยับออกห่างจากผมพร้อมกับบอกผมว่าเขาเตือนผมแล้ว

หวังหยวนบ่นผมอุบอิบอย่างที่เขามักจะทำ พลางลุกขึ้นปัดเศษหญ้าที่ติดอยู่ตามขากางเกงออก และเก็บสมุดรายงานและส้ม(ที่เก็บกันมาได้)ใส่ตะกร้า แต่ไม่ทันที่เราจะได้เคลื่อนย้ายไปไหน ความซวยก็วิ่งเข้ามาหาเรา...

 

ซ่งเวยหลงวิ่งกระหอบหระหืดเข้ามาหาผมและหวังหยวน พร้อมกับเชือกสะเหล่อๆกำมือหนึ่งที่พันอยู่รอบเอวของเขา สภาพของเขาตอนนี้ดูไม่ค่อยเหมือนดาราทีวีที่มีชื่อเสียงโด่งดังสักเท่าไหร่นัก ผมของเขากระเซอะกระเซิงไปหมด หมวกที่เขาเคยสวมก็ไม่มีอยู่แล้ว และเขายังวิ่งเข้ามาหาเราพร้อมกับรองเท้าที่หายไปข้างหนึ่งอีกต่างหาก

เขาสบถด่าทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวมาตลอดทาง จนกระทั่งมาถึงจุดที่ผมและหวังหยวนยืนอยู่ เขาโยนเชือกที่เพิ่งจะแกะออกได้พอดิบพอดีทิ้งไป ยืนเอามือชันเข่าไว้สักพัก จากนั้นก็หันมาเผชิญหน้ากับผม

 

“มันจะมากเกินไปแล้วนะหวังจุนไค” เขาชี้หน้าด่าผมอย่างเอาเรื่อง “กลัวว่าจะแพ้ฉันถึงขนาดต้องเล่นสกปรกขนาดนี้เลยหรือไง”

“นายไปกินรังแตนที่ไหนมาไม่ทราบ” ผมถามเขา “ฉันไปทำอะไรให้นาย”

“นายยังกล้าถามฉันอีกเหรอ ทั้งหมดนี่นายยังกล้าที่จะ...เหอะ” เขากลากตา ก่อนจะฉีกยิ้มอย่างไม่อยากจะเชื่อ “นาย....แย่งคู่ทำรายงานของฉัน”

เขาขึ้นเสียงใส่ผม

“แล้วนายก็ส่งไอ้คู่หูนรกของนายมาก่อกวนฉัน!” เขาตะคอก “แล้วนายดูที่ไอ้บ้านั่นมันทำกับฉันสิ! สภาพฉันอย่างกับหมาข้างถนน!

“โอ้...แต่ฉันว่านายดูดีกว่าปกติของนายเยอะเลยนะ” ผมหัวเราะ “ว่าแต่เชียนซีทำอะไรงั้นเหรอ ฉันไม่เห็นรู้เรื่องเลยแฮะ”

และที่ผมพูดก็เป็นความจริง สิ่งเดียวที่ผมรู้ก็คือเชียนซีบอกว่าเขาจะเป็นคนจัดการเวยหลงเอง ส่วนวิธีการนั่นน่ะ ผมจะไปรู้ด้วยได้ยังไงล่ะ

“อย่ามากวนประสาทฉันนะจุนไค!” เขาบอก “ฉันไม่ได้มีสมองครึ่งเดียวนะ!

ไม่ใช่แต่ก็คล้ายมากอยู่... ส่วนนี้ผมแค่คิดในใจ

“แล้วนาย...ก็ไม่มีสิทธิ์พาหวังหยวนหนีฉัน”

“แล้วนายมีสิทธิ์ที่จะห้ามฉันไม่ให้พาหวังหยวนหนีหรือไงกันล่ะ” ผมพูด

“นี่ไม่ใช่เกมนะหวังจุนไค”

“ฉันก็ไม่ได้บอกว่ามันคือเกมเลยซ่งเวยหลง” ผมพูดด้วยท่าทางจริงจังมากขึ้น “นี่มันชีวิตจริงต่างหาก ตั้งแต่เล็กจนโต...นายจะแย่งอะไรจากฉันไปฉันไม่เคยสนใจ แต่อย่ามายุ่งย่ามกับคนของฉัน หวังหยวนเป็นคนของฉัน นายไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะรู้สึกอะไรด้วยเลยด้วยซ้ำ”

“คนของนาย? คนของนายงั้นเหรอ” เวยหลงหัวเราะราวกับมันตลกนักหนา “นอกจากจะเป็นญาติที่ห่วยแล้ว นายยังเป็นคนตลกใช้ได้อีกต่างหาก”

เวยหลงเหยียดยิ้ม

“ถ้านายกล้าพูดว่าหวังหยวนเป็นคนของนาย แล้วนายเป็นอะไรกับหวังหยวนกันล่ะหวังจุนไค”

“ก็เป็น....”

แล้วผมก็ต้องเงียบไป...ผมเป็นอะไรกับหวังหยวนอย่างนั้นเหรอ?

 

นั่นสิ...ผมเองก็ตอบไม่ได้

 

เพราะเราไม่เคยพูดเรื่องสถานะกันอย่างจริงจังเลยแม้แต่ครั้งเดียว และผมก็ไม่เคยคิดว่ามันจะเป็นเรื่องสำคัญอะไรเลยด้วย สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับผม...คือรู้เพียงแค่เรารู้สึกอะไร รู้สึกมากมายแค่ไหน และรู้สึกกับใคร เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว และสถานะมันก็ไม่เคยจำเป็นเลย

แต่พอซ่งเวยหลงเอ่ยถามขึ้นมา ผมกลับไม่มีตัวเลือกที่จะอธิบายในสิ่งที่ผมรู้สึกได้


“นายไม่มีสิทธิ์จะห้ามฉันไม่ให้คิดอะไร ถ้าหากนายยังตอบคำถามของฉันไม่ได้ว่านายเป็นอะไรกับหวังหยวน”

“ฉัน....”

 

“เป็นความรักไงล่ะ” หวังหยวนตอบแทรกขึ้น “หวังจุนไคเป็นความรักของฉัน”


“....” ทั้งผมและเวยหลงเงียบไป เมื่อกี้เขาพูดว่าอะไรนะครับ...

“นั่นมันไม่มากพอหรอกเหรอ” เขาถาม

“ทำไมนาย...”

“เวยหลง...” หวังหยวนระบายยิ้ม ก่อนจะถอนหายใจออกมาราวกับในที่สุดเขาก็ตัดสินใจได้สักที “หวังจุนไคไม่มีสิทธิ์ที่จะห้ามนายไม่ให้รู้สึก ไม่สิ...อันที่จริงมันไม่มีใครที่จะห้ามใครไม่ให้รู้สึกได้ทั้งนั้นแหละ เพราะทุกคนเป็นเจ้าของความรู้สึกของตัวเอง”

“....”

“ความรู้สึกฉันเองก็ด้วย ไม่ว่าใครก็บังคับให้ฉันรู้สึกไม่ได้ทั้งนั้น” หวังหยวนพูด “และฉันก็รู้สึกแบบนี้กับหวังจุนไคจริงๆ รู้สึกว่าเขาคือความรัก”

โอเค...ครั้งนี้มันชัดเจนมากพที่จะทำให้ผมไม่ต้องเอ่ยถามซ้ำว่าเขาพูดว่าอะไร หัวใจผมพองโตจนผมเกือบจะหลุดยิ้มออกมาอยู่แล้ว ถ้าผมไม่ได้กำลังอึ้งกับคำพูดของเขาอยู่มากกว่า

“ฉันไม่ได้ตั้งใจว่าจะต้องพูดอะไรตรงๆเลี่ยนๆแบบนี้หรอกนะ แบบว่ามันขนลุกน่ะนายเข้าใจไหม” หวังหยวนลูบที่แขนตัวเองเหมือนเขากำลังขนลุกอยู่จริงๆ “แต่พอเห็นพวกนายพูดจายื้อแย่งกันเหมือนฉันเป็นพวกสาวน้อยแล้วฉันก็อดที่จะพูดขึ้นมาไม่ได้”

“แต่....นายรู้จักกับเขาได้เดือนเดียวเองนะ แค่เดือนเดียวเท่านั้นเอง ก่อนฉันแค่ไม่กี่วันเองด้วย นายแน่ใจได้ยังไงว่าเขาคือความรักของนาย” เวยหลงขมวดคิ้วอย่างไม่ได้เข้าใจอะไรนัก “ฉันอาจจะทำให้นายรู้สึกมากกว่าเขาก็ได้”

ให้ตาย...ญาติผมนี่มีความพยายามมากจริงๆครับในเรื่องของการตื้อ และผมก็อยากจะบอกเขาจริงๆว่าความเป็นจริงแล้วนั้น ผมกับหวังหยวนน่ะผ่านอะไรด้วยกันมามากมายขนาดไหน เรื่องนี้พวกคุณคงรู้ดี ถ้าผมสามารถอธิบายจุดนั้นให้เขาเข้าใจได้ง่ายๆ คงสะใจชอบกล

“แน่นอนว่าฉันต้องมั่นใจอยู่แล้ว” หวังหยวนยิ้ม “สำหรับฉันไม่ว่าจะกี่ปี กี่เดือน หรือแค่ไม่กี่นาที รู้สึกก็คือรู้สึกนั่นแหละน่า”

“ไม่มีทาง...”

“ฉันขอโทษนะ” หวังหยวนก้มหน้าลงนิดหน่อย “แต่ฉันรักหวังจุนไคจริงๆ นายอย่าพยายามที่จะทำอะไรอีกเลย”

“....”

“ฉันไม่อยากทำร้ายจิตใจใครหรอกถ้าเป็นไปได้ ไม่อยากเลยจริงๆ แต่ฉันว่ามันคงจะดีกว่าถ้าฉันชัดเจนกับนายให้มากๆหน่อย” หวังหยวนพูด “ขอบคุณที่ทำดีกับฉัน นายเป็นเพื่อนที่ดีมากเลยล่ะ แล้วนายก็ไม่ได้ไม่น่าคบอะไรเลยด้วย ฉันว่าคงอื่นๆอาจจะตัดสินนายผิดไป เพราะสำหรับฉันนายเป็นเพื่อนที่ดีจริงๆ”

เวยหลงหัวเราะในลำคอ เขาดูช็อคไปเลยหลังจากที่หวังหยวนพูดจบ “นาย...ย้ำคำว่าเพื่อนกับฉันถึงสองครั้งในประโยคเดียวเลยนะนายรู้ตัวไหม”

“....”

“นายทำให้ฉันอิจฉาหวังจุนไคอีกแล้วสิ” เวยหลงถอนหายใจ ก่อนจะมองมาที่ผม “ชีวิตนี้ฉันอิจฉานายมามากมายหลายครั้งจนนับไม่ถ้วน อิจฉาที่นายเรียนเก่ง อิจฉาที่นายมักได้ของขวัญที่ดีกว่า อิจฉาที่นายมักจะถูกยกเป็นตัวอย่างที่ดีที่ฉันควรทำตาม อิจฉาที่นายมักจะได้รับความไว้วางใจมากกว่าฉัน”

ผมไม่เคยรู้เรื่องพวกนี้มาก่อนเลยสาบานได้ ผมไม่เคยรู้เลยด้วยซ้ำว่าผมมีอะไรให้เขาอิจฉา

“และฉันก็อิจฉาที่หวังหยวนพูดทุกอย่างในวันนี้เพื่อนาย” เวยหลงเชิดหน้าขึ้นนิดหน่อย “นายมันรำคาญจริงๆเลยหวังจุนไค”

ผมขำหึในลำคอ ก่อนจะปรายตาไปมองหวังหยวน

“มีคนบอกอยู่บ่อยๆเหมือนกันว่าฉันเป็นแบบนั้น”

“เพราะความอิจฉาพวกนี้แหละฉันถึงได้เกลียดนาย” เวยหลงว่า “ไม่ว่าวันนี้ฉันจะพูดดีกับนายยังไง นายก็คือคนที่ฉันเกลียดที่สุดตั้งแต่เล็กจนโตอยู่ดี”

ผมดีดนิ้ว “เหมือนกันเลย ดีใจที่เรื่องนี้นายยังรู้สึกตรงกับฉัน”

“แล้วก็นะ....ฉันจะไม่เลิกชอบนายหรอกนะหวังหยวน” เวยหลงเอามือสางผมให้เข้าที่ “ฉันชอบนะที่นายชัดเจนน่ะ ถึงมันจะเจ็บปวด แต่มันก็ทำให้ฉันรู้จักนายมากขึ้น และฉันก็คิดว่าฉันชอบนายมากกว่าก่อนหน้านี้ซะอีก”

ว...ว่าไงนะ

“ฉันไม่ได้วางแผนมาว่าจะต้องตัดใจจากนาย เพราะงั้นมันคงยากหน่อย...”

“นี่นายฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องหรือไงวะเนี่ย” ผมโวย “หรือต้องให้ฉันพูดภาษาไรฝุ่น ภาษาพวกพ้องของนายน่ะ ว่าแต่มันพูดยังไง ใช่แบบที่นายกำลังพยายามสื่ออยู่ตอนนี้รึเปล่า”

เวยหลงกลอกตาใส่ผมก่อนจะจิ๊ปากด้วยความหงุดหงิด “ไปคุยกับต้นไม้เหอะนายอ่ะ”

“ให้ตายเหอะ...”

 

เขาพยายามจัดแจงสภาพร่างกายของเขาให้ดูแย่น้อยลง ก่อนจะบอก

“นายยังต้องซ้อมเต้นรำกับฉันอยู่นะหวังหยวน”

“....”

“ฉันรับปากว่าจะพยายามไม่ล้ำเส้นพวกนาย” เขาหันหลังให้ผมกับหวังหยวน “แต่ฉันก็จะปฏิบัติกับหวังหยวนอย่างที่ฉันเคยทำ เหมือนอย่างที่หวังหยวนบอก ไม่มีใครห้ามฉันไม่ให้รู้สึกได้ทั้งนั้น

เวยหลงพูด

“และถ้านายทำโอกาสของนายหลุดมือไปเมื่อไหร่นะหวังจุนไค....”

“....”

“โอกาสนั้นจะต้องกลายเป็นของฉันแน่...ฉันขอบอกเอาไว้เลย”

พูดจบเขาก็เดินออกไป...

 

 

 


 

 

 

บทสรุปของการทัศนศึกษาของเราจบลงด้วยการมอบรางวัลให้กับคู่ที่เขียนรายงานในวันนี้ได้ดีที่สุด ซึ่งคู่ที่ได้รับรางวัลทรงคุณค่านี้ไปก็คือคู่ของซ่งเวยหลงและอี้หยางเชียนซี เวยหลงดูมีสีหน้าบอกบุญไม่รับ ในขณะที่เชียนซีดูมีความสุขกับการได้ทรมานเวยหลง

เรานั่งรถกลับกันโดยที่ผมได้นั่งคู่กับหวังหยวน และแน่นอนว่าเชียนซีไปนั่งคู่กับเวยหลงแทน ผมได้ยินเสียงเวยหลงตะโกนด่าเชียนซีเป็นพักๆ แต่เชียนซีก็ดูจะไม่ได้ใส่ใจและขบขันมากกว่าที่ได้เห็นเวยหลงหัวเสีย

 

และไม่ถึงสองชั่วโมงเราทั้งหมดก็กลับถึงบ้าน ตอนนี้ผมกำลังนั่งอยู่ที่ระเบียงห้องของหวังหยวน พร้อมกับนับถอยหลังรอคอยเวลาที่พระอาทิตย์จะตกดิน มองจากตรงนี้...แน่นอนว่ามันไม่ได้สวยเหมือนอย่างที่มองจากตำหนักพยากรณ์ในอดีต หรือจากสถานที่อื่นๆที่สร้างขึ้นมาเพื่อดูวิวโดยเฉพาะหรอกครับ แต่มัน...ก็ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว

หวังหยวนนั่งลงข้างๆผม พร้อมกับยื่นกระป๋องโค้กให้ ผมรับมันมาดื่มไปอึกสองอึกจากนั้นก็วางมันลงที่ข้างๆตัวอีกฝั่ง

“วันนี้สนุกดีนะว่าไหม” หวังหยวนถามขึ้น “ถึงฉันจะต้องเขียนรายงานคนเดียว แล้วก็ถูกลากให้วิ่งข้ามไร่ก็เหอะ”

ผมหัวเราะนิดหน่อย “นั่นล่ะจุดที่สนุกเลย”

“ตอนที่คุยกับเวยหลงน่ะ...ที่เขาบอกว่าเชียนซีแกล้งเขา นั่นมันหมายความว่าไง” หวังหยวนถามผมต่อ เอาจริงๆถ้าให้ผมนึกถึงตอนที่คุยกับเวยหลงวันนี้ ผมแทบจะนึกถึงเรื่องอื่นไม่ออกเลยนอกจากเรื่องที่หวังหยวนพูดว่าผมคือความรักของเขา ว่าไปแล้วผมก็เกิดอยากจะยิ้มโง่ๆขึ้นมาเลยแฮะ แต่ผมก็รู้ว่ามันคงดูเสียสติแน่ๆถ้าหากว่าทำแบบนั้น

“ก็หมายความอย่างที่เวยหลงบอกนั่นแหละ เขากับเชียนซีเคยมีเรื่องทะเลาะกันนิดหน่อย พวกเขาก็เลยไม่ค่อยชอบหน้ากันนัก” ผมเล่า “เท่าที่ฉันถามเชียนซีมา...นอกจากวางกับดับตาข่ายจับสัตว์ที่เราเห็นกันก่อนจะวิ่งออกไปแล้วน่ะนะ ก็คงจะมี....”

ผมลากเสียงยาวอย่างใช้ความคิด

“โยนกองใบไม้แห้งใส่หัวเขา เอาหนอนมาโรยบนหมวก ปารองเท้าข้างหนึ่งของเขาลงไปในบ่อปุ๋ยหมัก แกล้งให้เขาวิ่งตามหาไปนายไปทั่วไร่ แล้วก็หลอกให้เขาเขียนรายงานทั้งหมดคนเดียวจนเสร็จ” ผมพูด “แค่นี้ล่ะมั้ง...”

“แค่นี้งั้นเหรอ ให้ตาย...นั่นฟังดูแย่เลยนะถ้าฉันเป็นเวยหลง”

“เฮ้...แต่เชียนซีก็ไถ่โทษด้วยการเอารองเท้าที่อยู่ในบ่อปุ๋ยหมักมาคืนให้แล้วนะ แต่หมอนั่นไม่ใส่เองต่างหาก”

“เป็นนายจะใส่ไหมล่ะ” เขาถามผม

“ถ้าเวยหลงแปลงร่างเป็นหมูป่าได้ฉันใส่แน่” ผมหัวเราะ และหวังหยวนก็หัวเราะตามผมไปด้วย เขาส่ายหน้าใส่ผมอย่างกับความคิดของผมมันช่างไร้สาระ

 

“นี่...” ผมกุมมือเขาเอาไว้ “ขอบคุณนะ”

“เรื่องอะไร”

“เรื่องที่พูดกับเวยหลงวันนี้น่ะ”

หวังหยวนยกมืออีกข้างที่ยังว่างอยู่ขึ้นมาเกาที่แก้มหน่อยๆ

“อือฮึ” เขายิ้ม

“ถึงมันจะฟังดูเลี่ยนไปหน่อยอย่างที่นายว่า...แต่นายก็เป็นความรักของฉันเหมือนกันนะ”  ผมบอก “ฟังดูดีใช่ไหมล่ะ”

“ฟังดูขี้ลอกต่างหาก” เขาตอบ

“นายจะไม่จูบฉันเพราะซึ้งใจที่ฉันพูดแบบนั้นบ้างเหรอ”

“ไม่ล่ะ”

“ทำไมล่ะ”

“ก็ฉันจะไม่จูบนายไง จะทำไมล่ะ”

“ไม่ทำไมอ่ะ” ผมยิ้ม “เพราะฉันจะจูบนายเอง”

แล้วผมก็จูบเขา อย่างที่ผมพูด...มันเป็นแค่จูบสั้นๆเพียงแค่ไม่กี่วินาที เพื่อช่วยยืนยันคำพูดของผมว่าเขาเป็นความรักของผมจริงๆ


แล้วหวังหยวนก็หน้าแดงอีกแล้วล่ะครับ วินาทีแรกเขาตะกุกตะกักจนพูดอะไรออกมาแทบไม่ถูก ครั้นจะต่อว่าว่าผมฉวยโอกาส ก็คงไม่ทันการแล้ว...และผมก็ฉวยโอกาสเขาอยู่ตลอดจริงๆนั่นแหละ แต่ก็แค่กับเขาหนิ...แล้วคุณจะทำไมล่ะ จะต่อว่าว่าผมทำเกินไป แล้วบอกว่าคุณหวงหวังหยวนงั้นเหรอ ขอโทษทีเถอะครับ...นั่นน่ะมันหน้าที่ผมต่างหากล่ะ


ผมจับมือหวังหยวนแน่นขึ้น นิ้วมือของเราสอดประสานกันแน่นราวกับเราจะไม่ปล่อยมือจากกันอีกแล้วต่อจากนี้...

“จริงๆฉันมีคำพูดแบบที่ไม่ได้ลอกนายมาด้วยนะ”

หวังหยวนเลิกคิ้วขึ้น “คำพูดแบบไหนกันล่ะ”

ผมยิ้มก่อนจะจูบที่แก้มเขาเบาๆ

 

 

“ฉันรักนายนะ...หวังหยวน”

 

 

-NEVER END-



talk: มันเลี่ยนใช่ไหมมมมมมมมมมมม ตั้งใจให้มันเลี่ยนมากๆ 55555555

ในที่สุดก็จบจริงๆค่ะ ยังคงยืนยันว่าไม่ใช่เรื่องที่ดีที่สุด แต่เราก็ตั้งใจมากๆเลย

ขอบคุณสำหรับการติดตามมาตลอดนะคะ ขอบคุณทุกๆคอมเม้นท์และแท็กทวิตเตอร์

ถ้าไม่มีทุกคนความฝันของหวังหยวน เรื่องราวของไคหยวนในฟิคเรื่องนี้ที่ออกทะเลสุดๆคงมาถึงจุดนี้ไม่ได้

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีโอกาสแต่งเรื่องอื่นๆให้ทุกคนได้อ่านกัน


แล้วเจอกันนะคะ จุ๊บบบบบบบบบบบบ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

471 ความคิดเห็น

  1. #445 CHENBONUS (@CHENBONUS) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 28 มกราคม 2560 / 00:33
    ขอบคุณสำหรับฟิคดีๆเรื่องนี้นะคะ อ่านมาตั้งแต่ตอนแรกถึงตอนนี้นี่รู้สึกได้เลยจริงๆว่าวางพล็อตมาดี ใส่รายละเอียดยิบย่อยมาดีมาก อ่านแล้วเหมือนกับว่าได้ผ่านอะไรมากับองค์จักรพรรดิและหวังหยวนของเขามากมายจริงๆ ประทับใจมากค่ะ ตอนนี้อ่านแล้วเขินแทบตาย ยิ้มแก้มจะแตกเมื่อยหน้าไปหมด 55555555555 หวานมากสมกับที่ฝ่าฟันอะไรกันมาเยอะ ชอบมากจริงๆค่ะ
    #445
    0
  2. #407 Kaiyuan 888 (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2559 / 16:34
    อ่าวว จบแล้วหรอ 5555 เขาบอกรักกันสักทีนะคะ กว่าจะได้ยินก็มาถึงภพนี้เลย เชียนซีนี่ไม่มีคู่หรอ คู่กับเราค่ะ อิอิ จื้อหงนี่หายไปเลยย

    ปล.เป็นฟิคที่ดีมากจริงๆค่ะ อ่านต่อเนื่องทุกวัน นึกว่าดูละครหลังข่าว ขอบคุณที่แต่งฟิคน่ารักๆยังงี้ให้ได้อ่านนะคะ :)
    #407
    0
  3. #288 KPH (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2559 / 18:39
    โง้ยยยย ช่วยเปิดจองด้วยนะคะะะ ฮืออ

    อยากได้แบบรูปเล่มมากๆ
    #288
    0
  4. #286 Tfboys_fan1739 (@Tfboys_fan1739) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2559 / 22:12
    น่าล๊ากกกก อ่านแล้วเขินเลยอะ   ขอบคุณที่แต่งให้อ่านนะค่ะ แต่งสนุกมากเลยย    จะติดตามผลงานแล้วก้อเป็นกำลังใจให้น้าาา
    #286
    0
  5. #285 little sai43 (@2543saiza) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2559 / 00:57
    อ๊าาจบได้น่ารักกมากกงือออแต่ก็ไม่อยากให้จบสงสารเว่ยหลง จริงๆนะไม่รำค่ญแล้ว เซียนซีกับเวยหลงก็น่ารักแฮะ55 จะรอเรื่องใหม่นะคะ
    #285
    0
  6. #284 Vivianie27 (@vivianietm) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2559 / 23:41
    จบแล้วววววว น่ารักมากเลยค่ะ ชอบภาษามากๆ อ่านแล้วเข้าใจง่าย สบายๆฟิลกู๊ดดี เป็นภาษาที่ชวนนึกถึงวรรณกรรมแปลอะไรประมาณนั้น แบบเวลาเปรียบเปรย ประชดกันน่ารักมาก ชอบมากค่ะ  ก็ไม่คิดว่าจะจบเร็วขนาดนี้ ยังไงถ้าว่างๆก็แน่งเรื่องใหม่ให้ได้ติดตามกันนะคะ ขอบคุณสำหรับฟิคดีๆค่ะ
    ปล. จบในที่กว้างไปหน่อยนะคะ //โดนตบ 5555
    #284
    0
  7. #283 Musickrj (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2559 / 21:37
    เขินมากกกก(กอ ไก่ล้านตัว) :). งือมันดีต่อใจแล้วก็ฟินมากด้วย ตอนที่หยวนบอกว่า จุนไคเป็นความรัก ฟิลแบบเขินมากกกกๆๆๆๆเลยอ่า. ต้องขอบคุณไรท์ด้วยนะค่ะที่แต่งฟิคดีๆน่ารักๆฟินๆมาใช้อ่าน พยายามแต่งเรื่องต่อๆไปออกมาเยอะๆนะค่ะ. จาโหยวๆ
    #283
    0
  8. #282 KKnitKY (@KKnitKY) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2559 / 21:31
     เขิน หวาน ละมุน รักกันไปนานๆ Never End อย่างที่ไรต์เลยนะ ไคหยวน
    #282
    0
  9. #281 刘丽萍 (@gpalmy1119) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2559 / 19:18
    รอฟิคเรื่องนี่ทุกอาทิตย์ สนุกมากๆ ยิ้มไม่หุบเลย ขอบคุณที่แต่งเรื่องนี้นะคะไรท์ ^^
    #281
    0
  10. #280 Noon'exol Maknae Vck (@mumeenarak) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2559 / 19:07
    แอบสงสารเวยหลง 55555 ท่านเชียนภพนี้ทำไมกลายเปนคนขี้แกล้งไปแล้วละท่านน ปกติก็คือจะเปนคนชอบแนวๆพีเรียดยุแล้ว เจอเรื่องนี้คือโดนมากกก ติดตามตั้งแต่ยังมีแค่สี่ห้าตอน แล้วก็รออ่านมาจนถึงตอนจบ โมเม้นที่รอคอยฟิคนี้อัพมันก็ได้หมดลงแล้วสินะ T^T มีความใจหาย คู่ไคหยวนก็น่ารักเสมอต้นเสมอปลาย ฉากสวีทนี่เขินแล้วเขินอีก ขอบคุณไรท์มากๆค่ะ ที่แต่งฟิคสนุก(มากกกกก)มาให้อ่าน ????????????
    #280
    0
  11. #279 Pea_nell (@pennello) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2559 / 18:59
    จบแล้วว เขินมากอ่ะ น่ารัก อบอุ่น มุ้งมิ้ง ตะมุตะมิ เป็นฉากจบที่ดูไม่ค่อยมีอะไรแต่สัมผัสถึงบรรยากาศน่ารักๆ ขอบคุณฟิคดีๆแบบนั้จากไรท์นะคะ ถ้าแต่งเรื่องต่อไปจะตามอ่านแน่นอนค่ะ ชอบภาษาที่ใช้ รูปแบบ ละก็จังหวะของเนื้อเรื่อง รวมๆแล้วดีอ่ะ ไม่ได้หวานเกินไป บางฉากออกจะธรรมดาแต่ไรท์สามารถทำให้ฉากนั้นอ่านแล้วรู้สึกจับต้องได้ รู้สึกว่ามันน่ารักทั้งๆ ที่ไม่มีอะไรมากมาย ชอบค่ะ ชอบมาก รู้สึกพิมพ์วนไปวนมา 5555 จะติดตามผลงานต่อไปเรื่อยๆ นะะ #ความฝันของหวังหยวน
    #279
    0
  12. #278 Chouko [13 มงกุฎ ] (@0873586062) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2559 / 18:47
    โอ้ยยย เขินแทนหวังหยวน นี่อายแทนจนม้วยไปสิบตลบแล้วว >////< ขอบคุณไรท์ที่แต่งเรื่องราวดี ๆ แบบนี้ให้อ่านนะคะ
    #278
    0
  13. #277 Mild (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2559 / 18:36
    ยิ้มแก้มจะแตกแล้วววววววว
    #277
    0
  14. #276 panda o_o (@juscha) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2559 / 18:28
    หูยยย นี่ขนาดไม่สวีทนะคะน้องหยวนน ฮือออ น่ารักมากเลยยย อ่านแล้วเขินมากกกๆๆๆ สงสารเวยหลงเล็กๆแฮะโดนเชียนซีแกล้งหนักมาก555555555 ขอบคุณนะคะไรท์เตอร์ที่แต่งฟิคสนุกๆแบบนี้ให้อ่าน ขอบคุณน้าา~~
    #276
    0