WANGYUAN's DREAM | KAIYUAN [END]

ตอนที่ 27 : ROOM NO.1002 - 1 ; โชคร้าย {QianHong}

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 725
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    25 ธ.ค. 59


Room no.1002

#ห้องหมายเลข1002 (YiYang QianXi & Liu ZhiHong)

 

 


Chapter ๑


 

 

ความรู้สึกแรกเลยที่ผมมีต่อโรงเรียนนี้คือ...ทึ่ง ทึ่งในความหมายของผม ณ ที่นี้ คือการทึ่งในความเยอะแยะ จุกจิก และมีกฎระเบียบหยิบย่อยน่ารำคาญของโรงเรียน อย่างเช่นห้ามใส่ถุงเท้าสีสันสะดุดตากับเครื่องแบบนักเรียน ห้ามพับขากางเกงขึ้นเหมือนก๊วนชาวแว๊น หรือห้ามเคี้ยวหมากฝรั่งในอาคารเรียน อะไรทำนองนั้น

ผมไม่ได้ชอบการย้ายโรงเรียนหรอก โดยเฉพาะการย้ายโรงเรียนในช่วงเวลากลางเทอมอย่างที่ทำอยู่ตอนนี้ผมยิ่งไม่ชอบไปใหญ่ แต่มันก็ช่วยไม่ได้เลยเพราะความจำเป็นในเรื่องของครอบครัวผม บลาๆๆ ผมขี้เกียจที่จะเล่าให้พวกคุณฟัง เพราะถึงยังไงเดี๋ยวสุดท้ายพวกคุณก็ได้รู้อยู่ดีนั่นแหละว่าผมย้ายมาที่นี่ทำไม


 

พูดถึงโรงเรียนใหม่ของผม...


 

อันที่จริงมันก็ไม่ได้แย่หรอกถ้าพูดกันในแง่ของสภาพแวดล้อมทั่วไป...มันออกจะ...หรูหรา และน่าประทับใจเลยด้วยซ้ำ หากว่ามองด้วยตาน่ะนะครับ ยิ่งถ้าพูดถึงว่ามันคือโรงเรียนเอกชนชายล้วนชื่อดังของเมืองที่ใครๆต่างก็ไขว่คว้าเพื่อที่จะให้ได้เข้ามาเรียน(แม้ว่าค่าเทอมของมันออกจะแพงไปหน่อย)ด้วยแล้ว มันยิ่งฟังดูดีเข้าไปใหญ่

แต่ถ้าพูดในแง่ของความรู้สึก...ผมก็อาจจะ.......ไม่ค่อยโอเคกับที่นี่สักเท่าไหร่ อาจจะเป็นเพราะผมยังคงเคยชินกับสภาพแวดล้อมแบบเดิมๆที่สงบ ทุกคนดูเป็นเพื่อน และไม่ได้ให้ความรู้สึกเหมือนใครๆต่างก็เป็นอัจฉริยะ และมีผมคนเดียวเท่านั้นที่ไม่ใช่


 

ผมกำลังเดินดูรอบๆโรงเรียนกับประธานนักเรียนของโรงเรียนนี้ เขาดูตัวสูงประมาณหนึ่งร้อยแปดสิบเซนนิดๆ หน้าตาของเขาเรียกได้ว่าดีเลยทีเดียวล่ะ เขาสวมเครื่องแบบนักเรียนที่มองดูแล้วให้ความรู้สึกว่าค่อนข้างภูมิฐาน และเนี๊ยบมากตั้งแต่หัวจรดเท้า อย่างกับชีวิตนี้เขาไม่เคยผูกเน็กไทด์เบี้ยวหรือลืมติดกระตุมที่แขนเสื้อก่อนออกจากบ้านเลยแม้แต่ครั้งเดียว เขาแนะนำตัวว่าเขาชื่อหวังจุนไค และผมก็โชคดีมากที่สไตล์การพูดคุยของเขาก็ไม่ได้ดูเนี๊ยบจนน่าอึดอัดเหมือนอย่างการแต่งตัวของเขา


เขาพาผมเดินไปดูห้องกิจกรรมที่สำคัญต่างๆของโรงเรียน ซึ่งมันก็เพอร์เฟ็คเลยถ้าคิดว่านี่คือโรงเรียนมัธยมสักที่ล่ะก็นะ ที่นี่มีอุปกรณ์เพื่อการศึกษาที่รองรับกับการศึกษาทุกรูปแบบ ชนิดที่พ่อแม่พวกคุณคงจะร้องออกมาว่าว้าว!ถ้าบังเอิญได้รู้เข้า และคงรีบคำนวณเงินอย่างกระตือรือร้นที่จะส่งคุณมาเรียนที่นี่เลยล่ะ แม้แต่การพับจรวดง่อยๆที่นี่ยังมีให้เลือกเรียนเลย

หวังจุนไคอธิบายถึงข้อมูลจำเป็นต่างๆ ส่วนต่างๆของโรงเรียน และสาธยายไปว่าโรงเรียนนี้มีทั้งหมดกี่ตึก และแต่ละตึกแบ่งเป็นภาควิชาอะไรบ้าง และผมก็สารภาพตามตรงเลยว่าผมไม่ได้ตั้งใจฟังข้อมูลพวกนั้นอย่างจริงจังอะไรมากนัก แต่...ผมก็ทำตัวเป็นผู้ฟังที่ดีเลยนะ เพราะอย่างน้อยๆผมก็พยักหน้า และตอบเขาว่า อ๋อ เจ๋งไปเลย ไปเป็นระยะ

 

“ทั้งหมดก็มีประมาณนี้แหละ” จุนไคพูดขึ้น หลังจากที่เราเดินทัวร์กันมาจนถึงห้องสุดท้ายของทางเดิน “ที่ฉันอธิบายให้นายฟังไปเรื่องกิจกรรม กีฬา แล้วก็ชมรมนั่นน่ะนายเข้าใจใช่ไหม ดูเหมือนว่านายจะไม่ได้ตั้งใจฟังที่ฉันพูดสักเท่าไหร่เลย”

“ปะ...เปล่าสักหน่อย!” ผมพยายามที่จะกลบเกลื่อนอาการสตั๊นไปชั่วขณะของตัวเองด้วยการหัวเราะไร้สาระ แต่ว่ามันก็คงช่วยอะไรไม่ได้นัก เพราะหวังจุนไคกำลังส่ายหน้าระอาๆใส่ผมอย่างรู้ทัน

“ไม่เป็นไรหรอก” เขาว่า “ตอนที่นายไปลงทะเบียนจะมีแผ่นพับแจกให้นายดูข้อมูลอย่างละเอียดอีกทีเพื่อประกอบการตัดสินใจ”

“อ้อ...ขอบใจ” ผมยิ้มแห้งๆ “แล้ว.....ฉันต้องไปลงทะเบียนที่ไหนกันล่ะ”

“ฉันกำลังจะพานายไปนี่ไง ตามมาทางนี้”

จุนไคเพยิดหน้าให้ผมเดินตามเขาไป เราเดินตัดไปที่ทางเดินยาวสีเข้มซึ่งมีต้นไม้ปลอมวางประดับอยู่ตามสองข้างทางเป็นระยะๆ สำหรับผมแล้วมันยิ่งให้ความรู้สึกห่อเหี่ยวใจมากกว่าให้ความสึกสดชื่นเวลาที่ได้มองมัน

ไม่นานนักเราก็เดินมาถึงห้องลงทะเบียนของโรงเรียน มันเป็นแค่ห้องสำนักงานธรรมดาๆของเหล่าอาจารย์ที่หนาแน่นไปด้วยโต๊ะและสมุดการบ้านที่มองแล้วน่าเวียนหัวชอบกลนั่นแหละครับ ภายในห้องจะมีมุมหนึ่งที่มีคอมพิวเตอร์วางเรียงกันอยู่สามสี่เครื่อง จุนไคชี้ไปที่มุมนั้นก่อนจะบอกกับผม

“นายเดินเข้าไปที่มุมนั้น เลือกคอมฯสักเครื่อง แล้วหยิบโบชั่วร์เล่มสีฟ้าที่วางอยู่ข้างๆคอมพิวเตอร์ขึ้นมาดูได้เลย ในนั้นจะบอกนายทุกอย่างจะตั้งแต่วิธีการเปิดคอม เข้าโปรแกรม และกรอกรหัส อ้อ...รายละเอียดของทุกชมรม ทุกกิจกรรม และกีฬาทุกชนิดก็อยู่ในนั้นด้วย หวังว่านายจะรู้รหัสนักเรียนของตัวเองแล้วนะ”

“แน่นอนอยู่แล้ว” ผมบอกเขา “มันเป็นสิ่งเดียวที่ฉันรู้รองจากชื่อฉันเลยล่ะ”

จุนไคหัวเราะนิดหน่อย “นายอยู่ม.ปลายปีสามห้องเจ็ด อาจารย์ประจำชั้นของนายฝากมาบอกว่าเขาจะเป็นคนพานายไปส่งที่ห้องเองหลังจากที่นายลงทะเบียนเสร็จแล้ว นายลงทะเบียนเสร็จก็เดินไปหาอาจารย์แซ่จางที่นั่งอยู่ในห้องก็แล้วกัน ฉันว่าเขาคงเป็นอาจารย์แซ่จางคนเดียวที่ยังนั่งอยู่ตอนนี้”

“มันฟังดูง่ายมากเลยขอบใจนะ แต่นายจะไม่เข้าไปกับฉันแล้วคอยแนะนำอะไรหน่อยเหรอ แบบว่า...ฉันตื่นเต้นแล้วจะสติแตกน่ะ”

“เสียใจด้วยเพื่อน ฉันมีธุระต่อน่ะ” เขาบอกผมพร้อมกับสีหน้าเห็นใจนิดหน่อย(แค่นิดหน่อยจริงๆครับ) “อาจารย์ทุกคนในนั้นให้คำปรึกษานายได้หมดเลยเชื่อฉันสิ อันที่จริงแล้วมันก็ไม่ยากหรอก นายแค่ต้องรู้ว่าตัวเองสนใจอะไรก็เท่านั้นเอง”

เยี่ยม...นั่นแหละที่ยากเลย ถ้ามันมีกีฬานอนเพื่อสุขภาพ กิจกรรมนั่งชิงช้าหรรษา แล้วก็ชมรมดูการ์ตูนวันพีชตั้งแต่ซีซั่นแรกยันตอนปัจจุบัน มันคงน่ารักมากสำหรับผม

“นายมีคำแนะนำอะไรให้ฉันไหม”

“อาฮะ” จุนไคบอก “แค่ลงชมรมที่ไม่ฆ่านายก็พอ”

“....”

เขาทิ้งท้ายไว้กับผมเพียงแค่นั้น ก่อนจะเดินหายไปจากเลนส์สายตาผมภายในเวลาไม่ถึงห้าวินาที...

 

 

 


 

 

 

แล้วการลงทะเบียนของผมก็ผ่านไปแบบกระท่อนกระแท่นนิดหน่อย แต่มันก็ไม่ได้ยากเย็นอย่างที่คิดอะไรขนาดนั้น แม้มันจะไม่ได้ง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปากเลยก็ตาม ด้วยความที่ผมเป็นพวกที่มีความถนัดทางด้านเทคโนโลยีติดลบ

แบบว่ากับมือถือผมไม่ได้มีปัญหาอะไรนักเพราะผมใช้มันทุกวัน ส่วนคอม...จริงๆก็ไม่ได้มีปัญหาหรอกครับถ้าพูดถึงเรื่องของการเล่มเกมหรือเข้าเว็บอะไรพวกนั้นน่ะนะ แล้วจริงๆนะ การลงทะเบียนก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรเลยด้วย เพราะปัญหาที่แท้จริงแล้วมันอยู่ตอนเริ่มต้น(แค่ตอนเริ่มต้นสุดจริงๆ)


เริ่มแรกเลย...ผมพยายามมองหาที่เปิดสวิตซ์อยู่ราวๆห้านาทีเศษ และผมก็พยายามที่จะเปิดมัน (ที่หวังจุนไคบอก...ในโบชัวร์มีวิธีเปิดคอมให้...นั่นมันก็มีอยู่จริงครับ แต่ไม่ได้มีบอกไว้ว่าเปิดสวิตซ์ไฟตรงไหนหนิ!)

และหลังจากที่ผมพยายามที่จะกดเปิดมันนี่แหละครับ ไฟในสำนักงานก็ดับพรึ่บลงทั้งหมดราวกับผมเป็นพวกนำหายนะทั้งปวงมาสู่ห้องนี้ แต่โชคดีที่มันไม่ใช่ความผิดของผม เนื่องจากวงจรไฟดันมาตก ลงล็อกกับตอนที่ผมเปิดสวิตซ์พอดี และไม่กี่นาทีต่อจากนั้นมันก็ทำงานได้อย่างปกติ และผมก็สามารถเปิดคอมได้แล้ว

ต่อมา...ผมพยายามที่จะทำความเข้าใจแผ่นพับโบชัวร์อันยาวเหยียดของโรงเรียน ในขณะที่ผมไม่ได้เข้าใจนักหรอกว่าทำไมชีวิตการเป็นนักเรียนของผมถึงต้องทำอะไรมากมายขนาดนี้ ทำไมผมต้องเข้ากิจกรรม และในขณะเดียวกันก็ยังต้องเล่นกีฬาอีก มิหนำซ้ำยังต้องเข้าชมรมด้วย แต่ผมก็ตอบคำถามนั้นด้วยการบอกตัวเองว่าให้เลิกสงสัยจะดีกว่า

 

ผมจัดการกรอกข้อมูลลงไปอย่างลวกๆ ตามชนิดและประเภทของรายการที่ผมอ่านแล้วเข้าใจเป็นภาษามนุษย์ได้ง่ายที่สุดนั่นก็คือ ชมรมการเกษตร กิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ และกีฬาตีกอล์ฟ มันดูไม่เข้ากันเลยผมรู้ แต่คุณอย่าได้ออกความเห็นเรื่องนี้เชียวล่ะ

หลังจากลงทะเบียนเสร็จแล้ว ผมก็เดินเข้าไปหาอาจารย์แซ่จาง(เพียงคนเดียว)ที่กำลังนั่งดูกีฬามวยปล้ำในทีวีอยู่ อย่างกับทีวีห้องนี้มีไว้เพื่อเขาเพียงคนเดียวเท่านั้น

แล้วอาจารย์แซ่จางก็มีท่าทีต้อนรับผมอย่างกระตือรือร้นหลังจากที่เขารู้ว่าผมคือนักเรียนใหม่ที่จะมาอยู่ใต้ความควบคุมของเขา เขาลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วทักทายผมอย่างเป็นมิตร จากนั้นเขาก็บอกกับผมว่าเขาจะพาผมไปส่งที่ห้อง แม้เขาจะยังดูเสียใจที่จะต้องพลาดมวยปล้ำคู่สำคัญของเขาไปก็ตาม

เขาเดินนำผมเพื่อไปยังห้องเรียน ระหว่างนั้นก็อธิบายกฎระเบียบที่สำคัญของโรงเรียนให้ผมฟังไปด้วยอีกรอบ แม้ก่อนหน้านี้หวังจุนไคจะพูดให้ผมฟังไปหนหนึ่งแล้วก็ตาม แต่ผมก็ไม่ได้ตั้งใจฟังอะไรสักเท่าไหร่

 

“ระหว่างที่อยู่ที่นี่มีกฎหยุมหยิมที่เธอต้องทำเยอะแยะ ครูรู้ว่ามันฟังดูน่ารำคาญอยู่เหมือนกันใช่ไหมล่ะนักเรียน.......” อาจารย์จางนิ่งไป “เธอชื่ออะไรนะ ขอโทษที”

“หลิวจื้อหงครับ”

“อ้อ! นักเรียนหลิว” อาจารย์จางหัวเราะ “ถึงมันจะยุ่งยากไปบ้างแต่มันก็เป็นสิ่งที่จะทำให้โรงเรียนเราเรียบร้อย กฎหยุมหยิมพวกนั้นบางครั้งเธอก็อาจจะเพิกเฉยต่อมันไปบ้างก็ได้”

“....”

“แต่ก็มีกฎเหล็กอยู่สองสามข้อ ที่เธอจะละเลยไปไม่ได้เลย” เสียงของอาจารย์จางฟังดูแข็งขึ้น ใบหน้าท้วมของเขาดูเคร่งเครียดขึ้นเป็นสามเท่าเมื่อพูดถึงเรื่องนี้ “ข้อแรกคือเธอจะพาผู้หญิงเข้ามาในโรงเรียนไม่ได้เป็นอันขาด เป็นวัยรุ่นมันร้อนแรงครูเข้าใจเรื่องนี้ดี”

แล้วเขาก็หัวเราะขบขันเหมือนว่าเขาเข้าใจวัยรุ่นจริงๆราวกับเขาก็กำลังเป็นอยู่

“ข้อสองเลยคือการตอกย้ำข้อแรก การลักลอบพาผู้หญิงเข้ามาทำอะไรก็แล้วแต่ที่นี่ แม้จะเป็นแค่การพูดคุย ก็จะได้รับโทษจนถึงที่สุดซึ่งแล้วแต่โรงเรียนจะพิจารณาโดยไม่มีการยกเว้นไม่ว่าเธอจะเป็นใครก็ตาม หากโทษหนักมากๆเข้าอาจถึงขั้นถูกไล่ออกได้”

“โอ้...ไว้ใจได้ครับ” ผมพูด เพราะผมคงไม่มีทางทำแบบนั้นแน่สาบานได้ การดูไม่ป๊อบในหมู่ผู้หญิงอาจเป็นเรื่องน่าเศร้า แต่มันก็มีข้อดีเอาตอนนี้นี่แหละครับ

“ส่วนข้อที่สาม...ถ้าหากว่าเธออยู่หอพักของโรงเรียน เธอจะออกนอกโรงเรียนโดยไม่ได้รับอนุญาตไม่ได้เด็ดขาด จนกว่าจะถึงสุดสัปดาห์ ซึ่ง...ก็เป็นธรรมดาของการอยู่ประจำล่ะนะ”

“อ้อ...จริงสิครับ” ผมท้วงขึ้น “พูดถึงเรื่องหอพัก ถ้าผม....อยากจะทำเรื่องอยู่หอพักบ้าง ผมจะต้องทำยังไงบ้างครับ ต้องกรอกข้อมูลออนไลน์แบบลงทะเบียนหรือเปล่า”


ข้อมูลของผมมันจุกจิกเกินกว่าที่ผมจะอธิบายอย่างละเอียดให้คุณฟังได้ในครั้งเดียว เอาเป็นว่าหลังจากที่ผมย้ายมาอยู่ที่บ้านคุณยายของผม(ในเมืองนี้) การมาโรงเรียนของผมก็เกิดปัญหาขึ้นนิดหน่อย เนื่องจากบ้านของคุณยายผมอยู่ค่อนข้างไกลจากโรงเรียน การเดินทางไปกลับในแต่ละวันเลยจำเป็นต้องใช้เวลานานมากเป็นพิเศษ และถ้าหากเป็นแบบนี้ไปทุกๆวันล่ะก็ ผมคงหมดสภาพและสิ้นใจเพราะการเดินทางไปในสักวันแน่ๆ

เพราะฉะนั้นแม่ก็เลยอยากให้ผมพักอยู่ในที่ที่อยู่ใกล้กับโรงเรียนมากกว่า ทว่าตัวเลือกก็มีเพียงไม่กี่ข้อเท่านั้น และหอพัก...ก็คือหนึ่งในตัวเลือกเพียงไม่กี่ข้อนั้น


“อ้า...เกรงว่าตอนนี้หอพักจะไม่มีห้องว่างแล้วน่ะสินักเรียนหลิว” อาจารย์จางพูด “การย้ายมากลางเทอมก็ลำบากนิดหน่อยล่ะนะ”

“ไม่มีว่างแบบไม่มีว่างจริงๆเลยน่ะเหรอครับ” ผมถามย้ำ

“แน่นอนสิ เธอคิดว่าครูพูดเล่นหรือไงกัน”

ผมก็หวังให้เป็นอย่างนั้น แต่แล้วอาจารย์จางก็ดีดนิ้วขึ้น

“จริงสิ! ก็ใช่ว่าจะไม่มีเลยเสียทีเดียวหรอกนะ” อาจารย์จางพูดขึ้นอย่างลังเลใจ “มีนักเรียนอยู่คนนึงที่ทำเรื่องขออยู่คนเดียวด้วยเหตุผลส่วนตัวของเขา และในตอนนั้นทางโรงเรียนก็อนุมัติเพราะบังเอิญไม่มีนักเรียนคนอื่นอยากจะอยู่หอพักของโรงเรียนแล้ว”

“....”

“เธอจะลองไปขอเขาก็ได้นะถ้าเขายอม...”

“หมายความว่า.......ผมจะได้อยู่หอพักก็ต่อเมื่อเขาตกลงที่จะเป็นรูมเมทของผมอย่างนั้นเหรอครับ”

“แน่นอน! ก็เขาจ่ายค่าห้องเป็นราคาสองเท่าไปแล้วนี่นะ”

“โอ้...เยี่ยม” ผมพูด

“ถ้าครูจำไม่ผิดล่ะก็นะ เด็กคนนั้นน่าจะชื่อ..........” อาจารย์จางลากเสียงยาวอย่างใช้ความคิด “อี้หยางเชียนซี! อ้า! ใช่สิ! นั่นแหละชื่อของเด็กคนนั้น”

 


อี้หยางเชียนซี...อย่างนั้นเหรอ


 

ตอนนี้ทั้งโรงเรียน ผมรู้จักคนไปทั้งสิ้นเพียงแค่สามคนถ้วน คนหนึ่งเลยคือหวังหยวน เพื่อนสนิทที่เคยอยู่โรงเรียนเก่ากับผมเอง คนที่สองคือประธานนักเรียนชื่อหวังจุนไค และคนที่สามคืออาจารย์ประจำชั้นของผมที่แซ่จาง ถ้าหากว่าโรงเรียนนี้มีนักเรียนและบุคลากรรวมกันทั้งหมดอยู่ที่4500คน ผมก็เหลือคนอีกแค่4497คนเท่านั้นเองที่จะต้องรู้จัก แค่คิดผมก็รู้สึกสิ้นหวังขึ้นมาเลย...

แล้วนายอี้หยางเชียนซีนี่เป็นใครกันล่ะ เขาอยู่เกรดไหน ห้องอะไร หน้าตาเป็นยังไงผมยังไม่รู้เลย แล้วผมจะตามหาเขาเจอได้ยังไง ในเวลานี้สิ่งเดียวที่ผมมีคือชื่อของเขา


 

และผม...ก็หวังว่าตัวเองจะไม่ได้โชคร้ายอะไรขนาดนั้น...

 

 

 


 

 

 

อืม......จริงๆแล้วผมโชคร้ายได้มากกว่าที่ตัวเองคิดซะอีก ผมโดนปล่อยทิ้งไว้ที่กลางทางหลังจากที่อาจารย์แซ่จางนึกขึ้นได้ว่าต้องพาผมไปซื้อหนังสือสำหรับใช้ในการเรียนที่ห้องสวัสดิการก่อนเข้าห้องเรียน จากนั้นเขาก็ได้รับโทรศัพท์ด่วนจากใครสักคนที่มีตำแหน่งใหญ่โตมากกว่า เขาถึงกับลนลาน และรีบร้อนที่จะออกไปทำธุระนั้น โดยทิ้งผมไว้ผมกับหนังสืออีกหนึ่งตั้ง จากนั้นก็บอกผมแค่ห้องเรียนของผมอยู่ถัดจากตึกนี้ไปสองตึก เป็นตึกเรียนที่ทาด้วยสีฟ้าอ่อนและห้องเรียนก็อยู่ชั้นสอง

มันฟังดูเป็นคำอธิบายที่ไม่ได้แย่และมีประโยชน์มากเลยทีเดียวครับ ถ้าเกือบทุกตึกในโรงเรียนนี้ไม่ได้ทาด้วยสีฟ้าอ่อนเหมือนกันทั้งหมดล่ะก็นะ

หลังจากที่ผมลงมาจากห้องสวัสดิการ ผมก็ยืนเคว้งโง่ๆอยู่ตรงนั้นไปร่วมห้านาทีเลย ผมกอดหนังสือตั้งหนึ่งไว้กับตัว และมันก็พยายามอย่างมากที่จะเลื่อนหล่นออกจากท่อนแขนผมไปทุกๆสองนาที ผมถอนหายใจ พลางสบถซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในขณะที่พาตัวเองเดินไปข้างหน้าอย่างทุลักทุเล


 

และในที่สุดผมก็มายืนอยู่หน้าตึกที่ทาด้วยสีฟ้าอ่อนจนได้ และมันก็เป็นตึกที่ผมนับในใจมาได้เป็นตึกที่สองพอดี ผมเกือบจะตัดสินใจแล้วว่าความโชคร้ายของผมคงจบลงเพียงแค่นี้ ถ้าไม่ได้มีไอ้บ้าสักคนวิ่งมาชนผมจนหนังสือกระจายไปทุกทิศทุกทางเหมือนกับเป็นภาพช้าเสียก่อน ไอ้บ้านั่นหันมามองผมแค่วินาทีสั้นๆ แล้วจากนั้นเขาก็วิ่งไปต่อ

“อะไรวะเนี่ย!

ผมร้องออกมาในขณะที่พยายามคว้าหนังสือทั้งหมดที่ลอยขึ้นบนอากาศ แม้จะรู้ดีว่ายังไงผมก็ไม่มีทางเก็บมันได้หมดแน่ และทันทีที่ภาพช้าในหัวผมจบลง(ประมาณอีกหนึ่งวินาทีข้างหน้า)ผมก็มั่นใจด้วยความผมจะดูน่าอนาถาขนาดไหน

หนังสือหลายสิบเล่มกรูกลับลงมาตกกระแทกที่หน้าอกผมเหมือนเป็นห่ากระสุนหนังสือเล่มหนาๆ ผมรู้สึกเจ็บที่กลางอกและกำลังจะหงายหลังล้มลงอย่างสิ้นสภาพ สิ่งเดียวที่ผมภาวนาอยู่ตอนนี้คืออย่าได้มีใครมองผมอยู่เลย ไม่อย่างนั้นผมคงขายขี้หน้าและพยายามที่จะลาออกจากโรงเรียนนี้ทุกห้านาทีแน่ๆ


เสี้ยววินาทีที่ขาผมดีดขึ้นจากพื้น และตัวผมก็เกือบจะหงายหลังกระแทกลงกับพื้นอยู่แล้ว ใครสักคนก็เข้ามารับตัวผมไว้เหมือนผมเป็นนางเอกละครน้ำเน่าหลังข่าว เขาดึงแขนข้างหนึ่งของผมไว้อย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ใช้แขนอีกข้างรั้งเอวของผมไว้ไม่ให้ล้มลงกับพื้น ผมหยุดหายใจไปชั่วขณะ และได้ยินเสียงหนังสือตกกระทบลงบนพื้นรัวราวกับเป็นโดมิโน่ที่ล้มลงเรียงกัน

ภาพรอบข้างของผมกลายเป็นภาพช้าอีกครั้ง และครั้งนี้มันก็ดูเหมือนจะช้ามากกว่าเดิมซะอีก ผมมองเห็นใบหน้าของคนตรงหน้าผมได้อย่างชัดเจนเพราะเราอยู่ห่างกันเพียงแค่ฝ่ามือเดียวเท่านั้น ปลายจมูกเชิดๆของเขาทำให้เขาดูซุกซนหน่อยๆได้อย่างไม่น่าเชื่อ ริมฝีปากสวยได้รูปที่เหยียดเป็นเส้นตรงคล้ายจะบูดบึ้ง แต่ครู่หนึ่งที่ผมเห็นเขายกยิ้มที่มุมปากมันทำให้ที่สองข้างแก้มของเขาเกิดรอยบุ๋ม ซึ่งนั่นดูดีเลยล่ะ สายตาที่เหมือนจะดูแข็งกร้าวของเขา กลับกลายเป็นสีน้ำตาลอบอุ่นเมื่อมันกระทบกับแสงแดด ผมบอกได้เลยว่าทุกๆองค์ประกอบมันทำให้เขาดูน่ามองชะมัด แล้วผม...ก็เผลอมองไปแล้วจริงๆด้วย

อ่า...ผมกำลังบรรยายอะไรอยู่กันล่ะเนี่ย


เขาละสายตาจากผมไปก่อนจะมองไปข้างหน้า แล้วเวลาของผมก็กลับมาเดินเป็นปกติอีกครั้งเมื่อเขาปล่อยผมทิ้งลงกับพื้นเหมือนเมื่อก่อนหน้านี้ที่มันกำลังจะเกิดขึ้นอยู่แล้ว แต่เขาก็แค่ช่วยจัดท่าให้ผมล้มได้ไม่ทุเรศมากนัก

“อูย...” ผมร้องออกมา ที่ก้นผมปวดระบมไปหมดหลังจากลงไปนั่งกับพื้นเรียบร้อยแล้ว จริงๆผมว่ามันน่าจะชาไปแล้วเสียมากกว่า “ฉันเกือบจะขอบคุณนายที่ช่วยฉันอยู่แล้วนะ...แต่ก็แค่เกือบ...ทีหลังถ้านายไม่ช่วยเลยฉันจะขอบคุณมากกว่า”

เขาไม่ได้มองมาที่ผม จริงๆคำพูดของผมดูเหมือนจะไม่ทะลุผ่านเข้าหูเขาไปเลยด้วยซ้ำ เขายังคงมองไปที่ใครอีกคน(ที่เป็นคนวิ่งชนผมก่อนหน้านี้)

“จื่ออี้...เลิกกวนประสาทฉันได้แล้ว” เขาพูดขึ้น “ฉันรำคาญที่จะวิ่งไล่ตามนายเป็นเด็กๆ และฉันก็จะไม่ทำแบบนั้นแล้วด้วย”

“ฉันเปล่านะ” ผู้ชายที่ชื่อจื่ออี้ปฏิเสธ “ฉันพูดความจริง เธอมารอนายอยู่จริงๆ”

“....” เขาไม่ได้ตอบอะไรกลับไป แต่แววตาของเขาดูวูบไหวราวกับกำลังคิดอะไรอย่างหนักอยู่

“เธอให้ฉันมาบอกเรื่องนี้กับนาย เพราะเธออยากจะคุยกับนาย”

“ฉันไม่ได้โดดเรียนมาเพื่อฟังนายพูดจาเพ้อเจ้อ”

“เฮ้...ฉันไม่ได้เพ้อเจ้อนะ” จื่ออี้ยิ้มที่มุมปาก “เอาอย่างนี้สิ ถ้านายไม่เชื่อก็ตามฉันมา....ถ้าฉันโกหกล่ะก็ เชิญนายอัดหน้าหล่อๆของฉันได้ตามสบายเลย...อี้หยางเชียนซี”

เขาถอนหายใจ...จากนั้นก็เดินข้ามผมไปเหมือนผมเป็นแค่ธาตุอากาศที่มีเนื้อหนัง โอเค...ไม่ว่ากันอยู่แล้ว ผมก็ยินดีเลยหากเขาจะเป็นธาตุอากาศของผมเหมือนกัน

ผมยันตัวเองลุกขึ้น ก่อนจะปัดคราบดินที่ติดอยู่ตามกางเกงออก

 

 

ว่าแต่....ไอ้มองนั่นชื่ออะไรนะ

 

 

“ไม่จริงน่า” ผมพึมพำ

 

 

เขาชื่ออี้หยางเชียนซีหนิ!

 

 

เขาคืออี้หยางเชียนซีจริงๆด้วย! ผมหวังว่าเขาคงจะไม่ใช่พวกชื่อโหลหรอกนะ คิดได้อย่างนั้นผมก็รีบเก็บหนังสือที่กระจายอยู่ตามพื้นขึ้นมา ก่อนจะรีบสะกดรอยตามเชียนซีและจื่ออี้ไปอย่างเงียบเฉียบ

 

ยังไงซะวันนี้...ผมก็ต้องพูดเรื่องหอกับนายเชียนซีอะไรนั่นให้ได้!

 

 

 


 

 

 

เชียนซีกำลังยืนคุยกับใครสักคนอยู่ในโกดังเก็บของขนาดใหญ่ของโรงเรียน ซึ่งดูเหมือนว่าจะไม่มีใครใช้งานโกดังนี้มานานแล้ว เพราะมันทั้งอับ มีฝุ่นปกคลุมอยู่ทั่ว และมีแต่กลิ่นของสปอร์คละคลุ้มอยู่เต็มอากาศไปหมด

และอันที่จริง...ผมไม่แน่ใจนักหรอกว่าจะเรียกการพบกันของพวกเขาสองคนว่าคุยกันได้ไหม เพราะตั้งแต่ที่ผมมายืนอยู่ตรงนี้(ราวๆสิบนาทีได้) สิ่งเดียวที่พวกเขาทำมาตลอดคือการมองหน้ากันเฉยๆผ่านความเงียบ เหมือนพวกเขากำลังเมามันกับการสนทนากันด้วยสายตามากกว่าที่จะใช้ปากพูดอะไรอย่างนั้น

แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นที่ทำให้ผมยังยืนอยู่ตรงนี้หรอก...

 

ประเด็นก็คืออี้หยางเชียนซีกำลังยืนคุยกับผู้หญิงอยู่ต่างหากล่ะ!!

 

ผู้หญิงคนนั้น...หน้าตาเธอดูคุ้นๆเหมือนผมเคยเจอเธอที่ไหนมาก่อน(ผมไม่ได้จะเล่นมุขเนื้อคู่อะไรแน่ๆครับสาบานได้) เธอทั้งสูงเพรียว ทั้งผิวสวย ผมสีดำที่ดัดเป็นลอนตรงปลายนิดหน่อยเข้ากับในหน้าหวานๆ ตากลมโต และจมูกที่โด่งสวยได้รูปของเธอได้อย่างน่าอัศจรรย์ เหมือนกับเธอเกิดมาบนโลกนี้เพื่อที่จะสวยเป็นเรื่องปกติ เธอสวมชุดลำลองกระโปรงสั้นสีดำเรียบๆ แต่เพียงแค่นั้นมันกลับทำให้เธอดูดีชนิดที่ผู้ชายทุกคนมองเธอแล้วคงต้องเหลียวหลัง และผมเองก็เช่นกัน

 

ให้ตายเถอะ...เธอสวยแค่ไหนมันไม่สำคัญหรอกครับ มันสำคัญที่นั่นมันผิดกฎข้อร้ายแรงของโรงเรียนเลยไม่ใช่หรอกเหรอ แล้วทำไมพวกเขาถึงได้...

 

“เธอจะตอบคำถามของฉันได้หรือยัง...ว่าเธอมาที่นี่ทำไม” ในที่สุดเชียนซีก็เป็นฝ่ายถามขึ้นมาก่อน ผมเดาว่าเขาคงเถียงแพ้เธอในความคิดแล้ว

“เพราะนายอยากเจอฉันน่ะสิ” เธอตอบออกมาด้วยสีหน้าที่หมายความตาม-ที่-พูด

และมันก็ทำให้เชียนซีนิ่งไปเลยสองสามวิ จากนั้นเขาก็แสยะยิ้มที่มุมปาก “ฉันไม่เคยอยากเจอเธอ เธอไปเอาความมั่นใจแบบนั้นมากจากไหนกันจู่เอ๋อร์

โอ้..แม่ครับหยิกผมทีเถอะ! ใช่แล้ว! เธอเป็นดารา! มิน่าล่ะผมถึงได้คุ้นหน้าเธอนัก เพราะผมเคยเห็นโฆษณาของเธอผ่านตาบ่อยๆ แถมแม่ของผมยังชอบดูซีรีส์ที่เธอเล่นมากๆอีกด้วย แล้วผมจะไม่รู้จักเธอได้ยังไงล่ะ แล้วเธอ...เข้ามาหาเชียนซีทำไมกัน

จู่เอ๋อร์หัวเราะออกมาราวกับคำถามของเชียนซีเองก็น่าขบขันไม่แพ้กัน

“ถ้านายไม่อยากเจอ...นายก็ไม่มาเจอฉันที่นี่หรอก”

“ฉันแค่จะมา...เพื่อบอกเธอให้กลับไปซะ” เชียนซีว่า “ถ้าเธอจะมาเพื่อพูดเรื่องที่พ่อเธออยากให้ฉันทำล่ะก็เธอลืมมันไปได้เลย ฉันยังยืนยันคำเดิม...ว่าฉันเลือกทางเดินของฉันเองได้”

“ทำไมนายถึงได้ดื้อด้านแบบนี้นะ!” จู่เอ๋อร์ขมวดคิ้วเข้าหากันอย่างหงุดหงิด “กี่ครั้งๆแล้วที่นายดื้อแบบนี้”

“....”

“จนถึงวันนี้นายก็ยังเลือกทางเดินของตัวเอง ทั้งๆที่ข้อเสนอของพ่อฉันดีกับเราขนาดนั้นแต่นายก็ยัง...”

“ข้อเสนอที่ดีกับเธอแค่คนเดียวต่างหาก” เชียนซีแก้ “ฉันทะเลาะกับเธอเรื่องนี้มามากพอแล้ว และฉันก็ไม่อยากที่จะเสียเวลาพูดเรื่องนี้อีก เธอกลับไปจะดีกว่า”

เชียนซีหมุนตัวกลับหลังหัน และผมก็ผงะไปเลยเมื่อพบว่าเขาหันมาทางที่ผมยืนอยู่เข้าพอดิบพอดี แต่ไม่ทันที่เชียนเชียนจะได้เริ่มเดินหรือได้สังเกตเห็นผม เขาก็ต้องหยุดนิ่งอยู่กับที่

“อย่าไปนะ!” จู่เอ๋อร์ออกคำสั่ง เธอเดินเข้ามาใกล้แผ่นหลังของเชียนซี ก่อนจะจับชายเสื้อของเขาไว้(จากทางด้านหลัง) “นายทำแบบนี้ตลอดเลย ทำไมนายถึงชอบทำเหมือนนายไม่ได้แคร์อะไรเรื่องของฉัน ไม่ได้แคร์อะไร....เรื่องของเราเลย”

เยี่ยม...ผมแทบจะเบิกตากว้างเท่าไข่ห่านหลังจากที่ยินประโยคนี้ ไม่จริงน่า! ที่ได้ยินนั่นมันไม่ได้หมายความว่าจู่เอ๋อร์กับเชียนซีมีความสัมพันธ์อะไรบางอย่างต่อกันหรอกเหรอ แต่จู่เอ๋อร์กับเชียนซีเนี่ยนะ...

“นายยอมทิ้งข้อเสนอนั้น ยอมถอยห่างจากฉัน เพื่อทางเดินที่นายเลือก” จู่เอ๋อร์เสียงสั่นเครือเหมือนเธอกำลังจะร้องไห้ แต่แล้วเธอก็เชิดหน้าขึ้นและพยายามหายใจเข้าลึกๆ “นายมีความสุขอย่างนั้นเหรอ ทำไมนายไม่เลือกทางอื่นที่ไม่ต้องดิ้นรนเท่า แถมนายยังมีทุกอย่าง ยังมีฉัน”

เชียนซีหลับตาลง เขาขบกรามแน่นราวกับเรื่องนี้ทำให้เขาเจ็บปวดอยู่ไม่น้อยเลย ทว่าหลังจากนั้นเขาก็ถอนหายใจออกมา แล้วหันกลับไปเผชิญหน้ากับจู่เอ๋อร์อีกครั้ง

“เพราะฉันไม่ได้แคร์อะไรจริงๆน่ะสิ” เชียนซีตอบ “เรามีสิทธิ์ที่จะเลือกว่าเราต้องการที่จะเป็นใคร ต้องการที่จะทำอะไร และเรื่องพวกนั้น...”

“....”

“อะไรที่มันผ่านไปแล้วก็ให้มันแล้วไปจะดีกว่า เธออย่าขุดคุ้ยมันขึ้นมาอีกเลย”

“....”

“ฉันไม่ได้รู้สึกว่านั่นมันสำคัญอะไรแล้ว ใช้ชีวิตของเธอต่อไปน่าจะดีต่อตัวเธอมากกว่า”

“...นายหยุดพยายามได้แล้วเชียนซี...ยอมรับซะ...” จู่เอ๋อร์พูด “นายยังรู้สึกกับฉันอยู่ใช่ไหมล่ะ นายไม่มีทางลืมฉันได้หรอก”

แล้วผม....ก็เริ่มคันยุกยิกขึ้นมาที่กรอบหน้าและตามแขนขา อันที่จริงมันลามไปแทบจะทั้งตัวผมเลยในระยะเวลาเพียงไม่กี่วินาที เหมือนกับมีสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กกำลังไต่ยั้วเยี้ยไปตามผิวหนังของผมเต็มไปหมด และผมก็รู้สึกเหมือนอยากจะ...

 

โอ้...ไม่นะ ขอฟังให้จบก่อนสิ แล้วฉันจะรีบออกไป อย่าเพิ่งมาไร้สาระตอนนี้นะเว้ยหลิวจื้อหง ผมพยายามบอกกับตัวเอง

 

“พูดสิว่านายไม่ได้คิดอะไรกับฉันแล้ว ถ้านายลืมฉันได้แล้วจริงๆ ก็พูดมันออกมา” จู่เอ๋อร์ร้องขึ้น “ได้ยินที่ฉันพูดไหม! ถ้านายไม่พูดฉันจะไม่หยุดหรอกนะ”

 

แล้วผม...ก็ไม่ได้มองอีกเลยครับว่าสองคนนั้นจะยังไงกันต่อ เพราะตอนนี้ผมเริ่มคันยุบยิบไปที่ตา และก็เริ่มที่จะทนไม่ไหว ผมเกาแกรกๆไปตามแขนอยู่หลายต่อหลายจนผมเริ่มแสบไปตามผิวหนัง แต่มันก็ไม่ช่วยให้ผมรู้สึกคันน้อยลงอยู่ดี ผมไม่ได้ยินเสียงของใครแล้วนอกจากเสียงในหัวตัวเองที่กำลังตระโกนอย่างบ้าคลั่งว่ามันเกิดบ้าอะไรขึ้นมากันเนี่ย!

 


แล้วในที่สุดผมก็...



 

“ฮัดชิ่วววววววววววววววววววว!” ดังๆไปหนึ่งรอบ



 

ไม่หรอกครับ...แค่นั้นยังไม่พอ ผมยังจามต่อไปอีกถึงห้าครั้งติดๆกันราวกับเป็นอาการอัตโนมัติ ผมยังคงเกาไปทั่วของตัวเองอย่างเอาเป็นเอาตายจนกระทั่งไปชนเข้ากับใครสักคนที่มายืนอยู่ใกล้ๆผมตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

 

“นี่นาย...” เสียงนั้นเอ่ยขึ้น และทันทีที่เขาเอ่ยขึ้นผมก็รู้แต่เลยว่าเขาคือเชียนซีแน่ๆ “ฉันเจอนายที่หน้าตึกเรียนนี่”

ซวยล่ะสิ...โดนจับได้ซะแล้ว แต่เรื่องนั้นเอาไว้ก่อนเถอะ!

“นายมาทำอะไรอยู่ตรงนี้”

ผมไม่ได้ตอบคำถามของเขา และผมก็ไม่สนใจที่จะตอบด้วย เพราะผมกำลังให้ความสนใจต่อการเกามากกว่า ผมอยากจะพาตัวเองออกไปจากตรงนี้เต็มที แต่อาการคันยุบยิบที่ตาของผมก็ดูเหมือนจะไม่ยอมให้ผมได้ก้าวไปไหน

“แล้วนั่น......ทำไมตัวนาย.........” เขาหรี่ตาลงเหมือนกำลังสังเกตอะไรสักอย่าง

“มองอะไร ไม่เคยเห็นคนเกาหรือไง”

“เฮ้อ กับคนบื้อๆแบบนายฉันไม่พูดอะไรมากจะดีกว่า” เขารั้งมือผมเอาไว้ “เลิกเกาได้แล้ว ตัวนายแดงไปหมดแล้ว เดี๋ยวก็เลือดออกหรอก”

ผมรีบสะบัดมือออก “ก็ฉันคันนี่ ไม่ให้ฉันเอามือเกาแล้วจะให้เอาลิ้นเลียหรือไง”

เชียนซีหลุดยิ้มที่มุมปากนิดหน่อยเหมือนที่ผมเคยเห็นไปเมื่อก่อนหน้านี้ แล้วเขาก็รั้งมือผมไว้อีกครั้ง

“ถ้าเลียได้นายก็เอาเลย” เชียนซีพูด “ดูเหมือนว่านายจะแพ้ฝุ่นนะ รีบออกไปจากทีนี่ดีกว่า”

“ถ้าไม่มัวแต่พูดกับนายป่านนี้ฉันก็ได้ออกไปแล้ว!

“เดี๋ยวสิ!” เป็นจู่เอ๋อร์ที่พูดแทรกขึ้น เธอเองก็ยืนอยู่ไม่ห่างจากผมมากนัก นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ผมได้มองเธอใกล้ขนาดนี้ แล้วเธอก็สวยมากจริงๆครับ ผมคงจะทำตัวอ้ำอึ้งๆเขินเป็นบ้าเป็นหลังและพยายามนั่งนึกชื่อตัวเองให้ออกไปแล้ว ถ้าผมไม่ได้กำลังจดจ่ออยู่กับธุระอื่นมากกว่าอยู่ล่ะก็ (อย่างเช่นการเกา)

“นายจะไม่ตอบคำถามของฉันจริงๆงั้นเหรอ”

เชียนซีถอนหายใจอีกครั้งราวกับเขาตัดสินใจได้แล้ว “ก็ได้...เธอให้ฉันพูดเองนะ”

“....”

“ฉันไม่ได้รู้สึกอะไรกับเธอแล้ว สักนิดก็ไม่รู้สึก...เธอพอใจหรือยัง”


เชียนซีจับที่แขนผมแน่นกว่าเดิม


“นายโกหก” จู่เอ๋อร์ว่า “นายก็แค่พูดเพราะฉันบังคับนาย”

“นี่จู่เอ๋อร์...ถ้าเธอไม่เชื่อ” เชียนซีพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ฉันจะยืนยันให้เธอดูอีกครั้ง”


 

พูดจบ เชียนก็ดึงให้ผมเข้าไปหาเขา แขนผมที่เคยเกาอยู่ที่ซอกคอวางแหมะอยู่ที่แผ่นอกหนาๆของเขา วินาทีแรกแทนที่ผมจะเริ่มต้นด้วยการแหกปากด่าเขา ผมกลับได้กลิ่นน้ำหอมอะไรสักอย่างจากตัวเขาแทน และผมก็คิดว่ามันหอมดี


แล้วต่อจากนั้น เพียงแค่ชั่ววินาทีสั้นๆที่ผมไม่ได้ตั้งตัว...และไม่ทันที่จะได้อ้าปากโวยวายอะไร


 



ผมก็ต้องหยุดหายใจไปเลย...




 

เพราะว่าเชียนซีจูบผม...


TBC.



talk: ในที่สุดก็ได้ฤกษ์สักที มีใครคิดถึงขาแด๊นซ์อยู่บ้างไหมคะ ๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕

แล้วก็จะไม่ต้องทนคิดถึงกันแล้วเพราะเขาจะมีตอนเป็นของตัวเอง *จุดพลุ*

ในพาร์ทของห้องหมายเลข1002เป็นพาร์ทแยกจากความฝันของหวังหยวนนะคะ

ซึ่งเรื่องจะเกี่ยวกับเรื่องราวของเชียนซีและจื้อหง (ซึ่งจะไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆกับเรื่องราวของความฝันแล้ว)

แต่ตัวละครทั้งหมดก็จะยังวนเวียนอยู่ในเรื่องนี่แหละค่ะ จะแวะมาเป็นพักๆเพื่อทำให้เรื่องสมบูรณ์

ตอนแรกไรท์เตอร์คิดว่าจะขึ้นเรื่องใหม่ ในฟิคเรื่องใหม่ไปเลย แต่คิดว่ายังต่อจากตรงนี้ได้

เพราะเรื่องก็มีส่วนที่เชื่อมโยงกันอยู่ และไม่นานเรื่องนี้ก็ไม่น่าจะเกิน 7-10 ตอน(ถ้าไม่แต่งเพลิน)

หวังว่าจะชอบกันนะคะ บอกตรงๆว่าลุ้นมากจริงๆค่ะ *กรีดร้อง*

เจอกันตอนหน้าค่ะ จุ๊บบบบบบบ รออ่านทุกคอมเม้นท์ทั้งในเด็กดีและแท็กทวิตเตอร์อยู่นะคะ

ปล. สำหรับแท็กของเรื่องนี้ก็คือ #ห้องหมายเลข1002 ค่ะ ตอนนี้ยังไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับชื่อเรื่องและแท็ก

แต่ไม่นานมันจะเกี่ยวแน่ๆค่ะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

471 ความคิดเห็น

  1. #408 Kaiyuan 888 (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2559 / 22:03
    กรี๊ดได้ไหม เชียนหงมาล๊าววว ฮืออออ ดีต่อใจ

    เจอกันเค้าจูบกันเลยย ฟินนน
    #408
    0
  2. #341 mewmonmonmew (@mew-jera) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2559 / 20:26
    โอมายก้อด555555555555 ตอรท้ายมันคืออะไรน่ะ เชียนซีคนเร่าร้อนหรือยังไง(?)
    #341
    0
  3. #332 Alicia Tea (@aliciatea) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2559 / 18:11
    ขอให้ไรท์แต่งเพลินๆ ลากยาวไป 15 - 20 ตอนเลยก้ได้นะคะ ชอบคู่มากจริงๆ ค่ะ ^^
    #332
    0
  4. #300 bugtoon (@bugtoon) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2559 / 17:55
    พ่อหนุ่มขาแดนซ์๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕
    #300
    0
  5. #299 Noon'exol Maknae Vck (@mumeenarak) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2559 / 12:44
    เดี๋ยววว  จะไวไฟไปไหนเนี่ย 55555555
    #299
    0
  6. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  7. #297 Vivianie27 (@vivianietm) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2559 / 22:33
    ตอนแรกก็มีความรวดเร็วประหนึ่งซรญี่ปุ่นที่นางเอกโดนขโมยจูบก่อนเปิดเรื่องเลยขร่ะ ยอมมมมม ท่านเว่อร์ชั่นนี้ไม่ได้คิดถึงเซียนซีเลยอ่ะ คิดถึงหยางหยาง มีความเป็นหนุ่มเฟร้ออออออ หงหงอ่าาา นายต้องทำใจดีๆไว้นะ ไหนๆก็ต้องร่วมห้องแล้ว ก็ไม่ต้องแยกเตียงหรอก นอนด้วยกันเลย //ผิด 5555 5 ติดตามต่อไปข่าาา มาอัพไวๆนะ
    #297
    0
  8. #296 st.ephanie_why (@First_yehet) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2559 / 22:07
    อมก!!!
    #296
    0
  9. #295 Tfboys_fan1739 (@Tfboys_fan1739) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2559 / 21:37
    เซียนชีเป็นคนตรงๆมาถึงก้อจูบเลย5555555555555
    #295
    0
  10. #294 หมึก (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2559 / 21:14
    ตอนแรก เขาก็จูบกันแล้ว แค่ตอนแรกเขาก็จูบกันแล้ว;////////; ขาแดนซ์ของน้องรุกแรกมากค่ะ ;-;
    #294
    0
  11. #293 palm (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2559 / 21:14
    วร้ากกกกก ปฐมบทด้วยการจูบเชียวหรือคะท่านเชียน ฮืออออ น้องเขิน น้องชอบมาก สู้ๆกับเรื่องใหม่นะคะ(ยังอ่านความฝันของหวังหยวนไม่จบเลยค่ะ แหะๆ..)
    #293
    0
  12. #292 Mild (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2559 / 21:02
    กรีดร้องงงงงงงงงงงงง เชียนหงงงงงงงงง
    #292
    0
  13. #291 Juscha (@juscha) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2559 / 20:51
    ท่านเชียนนทำไมทำแบบนี้จู่ๆมาจูบหงได้ยังไงงงง๊ ลูกเขามีพ่อมีแม่นะคะคุณ ให้พ่อแม่มาสู่ขอเลยนะะ นึกภาพตอนที่เชียนซียิ้มมมุมปากแล้วพี่เขาหล่อมากจริงๆใจละลายเป็นเนยเหลวกันเลยทีเดียวววว ติดตามค่าาาาา อยากอ่านเรื่องของขาแดนซ์มาก อยากรู้จะออกมาเป็นยังไง ขาแดนซ์คนขรึมของเราาา
    #291
    0
  14. #290 pandora_K1T (@pandora1400) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2559 / 20:49
    มาถึงก็จูบเลยเหรอ !!! อีหยางเซียนซี~~~~
    #290
    0