WANGYUAN's DREAM | KAIYUAN [END]

ตอนที่ 32 : ROOM NO.1002 - 6 ; ป่วย {QianHong}

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 489
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    22 พ.ย. 59


Room no.1002

#ห้องหมายเลข1002 (YiYang QianXi & Liu ZhiHong)

 

 


 


 

หลังจากที่การวิ่งมาราธรในอุณหภูมิสิบองศานิดๆเมื่อคืนนี้จบลง ผมก็ตื่นเช้าขึ้นมาด้วยอาการโลกหมุนแบบสุดเหวี่ยง พร้อมกับจามติดต่อกันอีกประมาณหกเจ็ดครั้งเพื่อเป็นการยืนยันว่าความรู้สึกโลกเหวี่ยงของผมนั้นไม่ใช่อะไรที่ผมแค่ทึกทักไปเอง

ร่ายการของผมกำลังเรียกร้องให้ผมหยุดพักอยู่ที่ห้อง(แม้วันนี้จะเป็นวันจันทร์ก็ตาม) แต่ทว่าอะไรหลายๆอย่างในวันนี้กลับบังคับให้ผมไม่สามารถทำตามที่ร่างกายต้องการได้เลย

 

เริ่มต้นที่ช่วงเช้า...ผมมีนัดส่งงานในรายวิชาของอาจารย์ท่านหนึ่งที่ได้ชื่อว่าโหดที่สุดในบรรดาอาจารย์ทั้งสายชั้น และเนื่องจากผมดันย้ายมาที่นี่เอาตอนกลางเทอม ทำให้คะแนนของผมตามหลังเพื่อนๆอยู่มาก เพราะงั้น...ถ้าผมไม่รีบตามส่งงานให้ทันล่ะก็ เกรดของผมก็อาจจะมีปัญหาตอนสิ้นเทอมได้

ทว่าผ่านไปได้แค่เพียงครึ่งวัน ผมก็โดนเพื่อนร่วมชั้น และอาจารย์ที่ปรึกษาไล่กลับไปพักที่หอเป็นการใหญ่ เนื่องจากผมเกิดหน้ามืดขึ้นมาระหว่างทำการทดลองจนเผลอทำบีกเกอร์แตกไปสองสามใบ ทำเอาหลายๆคนในห้องใจแทบวายเพราะกลัวว่าผมจะเป็นต้นเหตุที่ทำให้สารละลายในห้องเกิดระเบิดตูมตามขึ้น

 

แต่หลังจากที่ผมกลับมาถึงห้อง ยังไม่ทันที่ผมจะได้วางหัวลงบนหมอนเลยแม้แต่วินาทีเดียว คนของบริษัทเชียนซีที่มีหน้าที่ประสานงานกับคนดูแลเด็กฝึก ก็เมล์มาบอกผมให้เข้าไปที่บริษัทด่วน เพื่อไปรับตารางของเด็กฝึกที่มีการเปลี่ยนแปลงกะทันหัน ด้วยกิจกรรมแทรก และงานสำคัญ บลาๆๆ ทำให้ผมต้องถ่อสังขารตัวเองไปถึงบริษัท

 

และผมก็แทบจะหน้าทิ่มกับพื้นเลยทีเดียวหลังจากออกมาจากห้องประชุม ข้อมูลนับร้อยถูกกรอกเข้ามาให้หูผมภายในเวลาสองชั่วโมงเต็มโดยที่ไม่มีการพักเบรกดื่มน้ำส้ม หรือปล่อยให้ไปปัสสาวะตามอัธยาศัย

ผมไม่ได้เข้าใจในสิ่งที่พวกเขาพูดกันทั้งหมดหรอก ก็แหงสิ...จะเข้าใจได้ยังไง ผมเป็นแค่ม.ปลายเองนะ ขอย้ำอีกทีเถอะ แน่นอนล่ะว่าเรื่องดูแลเด็กฝึกและตารางงานของเชียนซีน่ะผมต้องเข้าใจแน่นอนอยู่แล้ว แม้มันจะจุกจิกแต่มันก็ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน จนกระทั่งพวกเขาตัดเนื้อหาทั้งหมดเข้าเรื่องการตลาดและการวางแผนทางการตลาดต่างๆนั่นแหละครับที่ทำให้หัวผมเริ่มหมุน

 

วันนี้เชียนซีเองก็เข้ามาที่บริษัทตั้งแต่เช้าแล้ว ปกติแล้วเขาไม่ได้มีตารางเข้าบริษัทวันนี้หรอกครับ แต่ผมได้ยินมาว่าการสอบประจำเดือนของเด็กฝึกใกล้เข้ามาทุกที และการฝึกซ้อมของถิงซิ่นก็ยังไม่สมบูรณ์ดีด้วย เขาก็เลยต้องเข้ามาที่บริษัทเพื่อสอนถิงซิ่นเป็นกรณีพิเศษ

 

เชียนซีตกใจเสียยิ่งกว่าเห็นผีซะอีกตอนที่เขาเห็นผมเดินเข้าไปในห้องซ้อม(ด้วยสีหน้าที่เหมือนผีจริงๆ) และหลังจากที่เขารู้ว่าผมมาที่บริษัทด้วยเหตุผลอะไร เขาก็เริ่มดุผม...

 

“นายถ่อมาที่นี่เพื่อมาเข้าประชุมแทนพี่เสี่ยวหม่าแล้วก็รับตารางพิเศษฉันเนี่ยนะ” เชียนซีพูดออกมาอย่างหงุดหงิด “ฉันเคยบอกให้นายทำแบบนั้นหรือไง นายทำเท่าที่ฉันบอกให้นายทำก็พอแล้ว ไอ้การประชุมอะไรนั่นน่ะมันไม่จำเป็นเลยหลิวจื้อหง”

“....”

“แล้วตารางนั่นฉันก็รับเองได้ ทำไมนายไม่เมล์มาบอกฉัน ให้ตายเถอะ...”

“ก็ฉันคิดว่ามันเป็นหน้าที่ฉัน.....” ผมตอบเสียงเบาจนเหมือนกำลังคุยอยู่กับกระดุมเสื้อของตัวเองอยู่มากกว่า แต่ผมก็คิดว่ามันคงจะไม่เบาพอที่จะทำให้เชียนซีไม่ได้ยิน

เขากำลังหงุดหงิด และเขาก็ดูหงุดหงิดจนผมรู้สึกผิดขึ้นมาเลยที่ตัวเองจุ้นจ้าน เอาจริงๆผมก็รู้อยู่ลึกๆว่าการประชุมมันคงไม่เหมาะกับผม ผมถึงกับเอ่ยถามตัวเองเลยด้วยซ้ำว่าผมเข้าไปนั่งอยู่ในห้องนั้นทำไม แต่สุดท้ายผมก็ได้ชื่อว่ากำลังทำงานแทนพี่เสี่ยวหม่าอยู่ดี เพราะงั้นหน้าที่นั้นก็ดูจะตกเป็นของผมไปโดยปริยาย คนอื่นๆในห้องนั้นไม่เอ่ยถามด้วยซ้ำว่าผมอายุเท่าไหร่ เขาแค่รับทราบว่าผมมาแทนใคร เป็นอันจบพิธี

“มันก็ใช่...แต่นาย....” เชียนซีสูดลมหายใจเข้าลึกๆเหมือนเขากำลังพยายามไม่ให้ตัวเองโมโหอยู่ “นายน่าจะรู้ว่างานไหนที่เหมาะกับนายและงานไหนที่ไม่เหมาะ ถ้ามันไม่เกินความสามารถของนายฉันก็บอกให้นายทำไปแล้วสิ”

“แต่ฉันทำได้นะ” ผมรีบบอก

“ฉันรู้ว่านายทำได้ แต่ต้องไม่ใช่ตอนที่นายมีสภาพเหมือนศพแบบนี้ ให้ตายเถอะ ฉันจะบอกกับนายยังไงดีนายถึงจะเข้าใจในสิ่งที่ฉันกำลังจะพูด” เชียนซีเอามือลูบหน้าเหมือนเขาอยากจะบ้าตายเสียให้ได้

“นาย....ไม่ชอบที่ฉันก้าวก่ายงานเหรอ” ผมพยายามแล้วที่จะไม่เบะปากงอแงเป็นเด็กๆ แต่ก็ดูเหมือนว่าผมจะกำลังทำแบบนั้นอยู่ “ฉันขอโทษ”

ตอนนี้ผมไม่กล้ามองหน้าเชียนซีเลยด้วยซ้ำ ผมไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงได้โมโหเพราะผมมาเข้าประชุมแทนพี่เสี่ยวหม่าได้ถึงขนาดนี้ มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรขนาดนั้นสักหน่อย

เชียนซีเงียบไปสักพัก จากนั้นเขาก็ถอนหายใจออกมา

“ฉันไม่ได้ไม่ชอบที่นายก้าวก่ายงาน จริงๆมันก็ไม่ได้ผิดอะไร”

“แต่นายโมโหอ่ะ ที่ต่อว่าฉันปาวๆๆอยู่เนี่ยไม่ใช่เพราะไม่พอใจหรอกเหรอ”

“เพราะเป็นห่วงต่างหากล่ะ”

ผมมองหน้าเขา “...หา”

“หาอะไร นายนี่มันน่าหงุดหงิดจริงๆ” เขาบ่น “นายส่องกระจกดูหน้าตัวเองบ้างไหมว่าตอนนี้นายเหมือนศพขนาดไหน”

เขาเอามือแตะที่หน้าผากของผม ค้างมันไว้อย่างนั้นสองสามวิ จากนั้นก็เลื่อนลงมาจับที่ข้างแก้มซ้ายของผมไว้แทน และยกมืออีกข้างขึ้นมาจับแก้มอีกข้างที่ว่างอยู่ด้วยเช่นกัน

“นายตัวร้อน ปวดหัวรึเปล่า”

ผมพยักหน้าแทนคำตอบ

“มากไหม”

“ก็.........มากอยู่” ผมแสร้งทำเป็นหัวเราะแห้งๆ

เชียนซียังขมวดคิ้วด้วยความหงุดหงิดอยู่นิดหน่อย แต่เขาก็ไม่ได้มีท่าทีโมโหมากมายอะไรแล้ว เขาลดมือลง ก่อนจะดีดหน้าผากผมอย่างไม่ได้จริงจังไปที

“นายนี่มันน่าดุจริงๆ ทีหลังถ้าไม่สบายก็ไม่ต้องฝืนตัวเอง ถ้าฉันรู้เร็วกว่านี้นายไม่ได้ออกจากห้องนายแน่หลิวจื้อหง” เขาขู่ผม ซึ่งคำขู่ของเขาก็น่าขนลุกใช้ได้เลย “รอฉันตรงนี้เดี๋ยว..”

พูดจบเขาก็ลุกเดินออกจากห้องไป ทิ้งผมให้นั่งอยู่ตรงนั้นราวๆห้านาที จากนั้นเขาก็กลับมาพร้อมกับโค้ทตัวหนาสีดำหนึ่งตัว น้ำหนึ่งขวด และซองยาแก้ไข้ เขาบังคับให้ผมกินยาและดื่มน้ำให้หมดขวด ก่อนจะเอาโค้ทมาห่อตัวผมไว้เหมือนดักแด้ โดยไม่ลืมที่จะกำชับเสียงแข็ง

“เดี๋ยวสักพักนายจะเริ่มรู้สึกง่วงเพราะฤทธิ์ยา เพราะงั้นนายก็นอนพักรอฉันไปก่อน ไว้ซ้อมเสร็จแล้วฉันจะมาปลุกนายเอง”

ผมพยักหน้าหงึกหงักตอบเขา และยังไม่ทันที่ผมหรือเขาจะได้พูดอะไรต่อ หลัวถิงซิ่นก็เดินเข้ามาในห้อง

 

“พี่เชียนซี! ผมมาแล้ว...ขอโทษทีนะครับที่พักนานไปหน่อย แต่ผมเติมพลังมาเต็มที่แล้วล่ะ!” ถิงซิ่นร้องขึ้น พร้อมกับกระโดดโหยงเหยงไปด้วย “อ้า! นั่น...พี่จื้อหงมาด้วยเหรอครับ!

“เอ่อ....หวัดดี” ผมเอ่ยทักทาย ถิงซิ่นรีบปรี่มานั่งลงที่ข้างๆผม ก่อนจะเอนตัวเข้ามาหาผม จนผมต้องเอนตัวหลบเขา และดันตัวเขากลับไป

“ดีจัง...วันนี้ผมมีกำลังใจซ้อมแล้วแฮะ” เขายิ้มร่า “ไม่เจอกันตั้ง.............สิบแปดชั่วโมง”

“....”

“คิดถึงมากเลยครับ...”

“หลัวถิงซิ่น...” เชียนซีเอ่ยแทรกขึ้น “เลิกล้อเล่นสักที หลิวจื้อหงไม่สบายอยู่”

“จริงเหรอครับ! มิน่าล่ะถึงได้หน้าซีดๆ” ถิงซิ่งพูดอย่างกระตือรือร้น ก่อนจะเอามือข้างหนึ่งแตะที่หน้าผากตัวเอง ส่วนอีกข้างยกขึ้นมาแตะที่หน้าผากผม “ตัวร้อนหน่อยๆด้วย แต่เดี๋ยวก็หายแล้วล่ะครับถ้าให้ผมเป่าเหม่งให้สักที”

“หลัวถิงซิ่น” เชียนซีเสียงแข็งขึ้น

“ก็ได้...รู้แล้วครับว่าเล่นไม่ได้ พี่จื้อหงป่วย” ถิงซิ่นมุ่ยหน้าอย่างขัดใจ แต่เขาก็ยอมลดมือลง “อ้อ! พี่เชียนซี! พี่เห็นนี่หรือยังครับ”

ถิงซิ่นดีดนิ้ว ก่อนจะหยิบมือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกงรีบๆ กดอะไรหยุกหยิกอยู่สักพัก จากนั้นเขาก็ยื่นมันให้เชียนซีดู

“พี่ดูนี่สิครับ...พี่จู่เอ๋อร์ออกไปกับผู้ชายอีกแล้ว” ถิงซิ่นพูดราวกับมันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง

เชียนซีจ้องมองภาพในจอมือถือนั้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก่อนจะถามกลับมาสั้นๆ

“แล้วยังไง”

“ก็จะยังไงซะอีกล่ะ ผมว่านะ...พี่จู่เอ๋อร์ต้องทำประชดพี่อีกแหงๆเลย”

ถิงซิ่นหันโทรศัพท์กลับมาดูเอง ภาพที่โชว์หราในหน้าจอมือถือคือภาพของผู้หญิงคนหนึ่งที่ผมเห็นเพียงแค่มุมข้างของเธอ ผมก็มั่นใจได้เลยว่าเธอคือจู่เอ๋อร์แน่ๆ เพราะเธอยังดูสวยในแบบที่เธอเป็น เธอสวมโค้ทสีดำเรียบหรู และแม้ว่าร้านที่เธอนั่งอยู่นั้นจะไม่ได้ดูเข้ากับการสวมแว่นกันแดดเลยแม้แต่นิด เธอก็คงไม่สน เพราะเธอสวมมันอยู่ด้วย

ส่วนผู้ชายอีกคนก็แต่งตัวด้วยชุดที่สบายกว่านิดหน่อย เขาสวมฮู้ดแขนยาวสีเทาตัวหนา สวมผ้าปิดหน้า เขาตัวสูง และดูผอมกว่ามาตรฐานแต่ก็ไม่ได้ดูแย่เหมือนไม้เสียบผีแน่ๆ...อันนี้ผมมั่นใจ

“แต่แปลกแฮะ...” ถิงซิ่นพูดขึ้นอีกครั้ง “แปลกที่ครั้งนี้ดูหลบๆซ่อนๆ ไม่ได้จงใจจะประชดเหมือนอย่างครั้งก่อนๆ จะว่าไปผมก็ไม่เข้าใจเลยว่าพี่จู่เอ๋อร์จะประชดพี่ไปทำไมกัน หึงสักนิดยังไม่เคยเลย หรือเคยแล้วแต่ผมไม่เคยเห็นนะ....”

“....” เชียนซีไม่ได้ตอบคำถาม เขากำลังสาละวนอยู่กับการมัดเชือกรองเท้าผ้าใบที่ดูเหมือนจะใหญ่ไปสำหรับเขาอยู่

“ถ้าเป็นผมนะผมจะไม่แกล้งยั้วพี่หรอก เพราะถ้าจะให้ผมยั้วพี่ ให้ไปแกล้งยั้วหมีที่สวนสัตว์เล่นมันยังดูเป็นเดือดเป็นร้อนได้มากกว่าพี่เลย” ถิงซิ่นว่าพลางยู่ปากไปด้วย “แล้วก็นะ ผมจำได้ว่าพี่จู่เอ๋อร์เคยน่ารักกว่านี้ตั้งเยอะ ตอนที่พวกพี่ยังคุยกันดีๆอยู่น่ะ อ๋า...ว่าแต่ทำไมพวกพี่ถึงไม่คุยกันได้ล่ะเนี่ย ผมก็ลืมไปแล้วแฮะ ผมว่านะถ้าพี่เชียน....”

“พอเถอะน่า” เชียนซีแทรกขึ้น “นายสนใจเรื่องตัวเองก่อนจะมาสนใจเรื่องของฉันจะดีกว่าไหมหลัวถิงซิ่น”

พูดจบเชียนซีก็ลากถิงซิ่นไปยืนที่กลางฟลอร์ โดยไม่เปิดโอกาสให้เขาได้เอ่ยปากค้านหรือพูดอะไรต่อเลยแม้แต่คำเดียว เสียงเพลงในห้องเริ่มดังขึ้น ในขณะที่เปลือกตาของผมค่อยๆหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆด้วยเช่นกัน หูของผมอื้ออึงไปหมด และตาผมก็เบลอจนเริ่มมองเห็นภาพเป็นจุดสี จนในที่สุดภาพทั้งหมดนั้นก็เลือนหายไป...

 

 

 

 

แล้วผมก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาเพราะเชียนซีเขย่าตัวผม อันที่จริง...ผมว่าเขาเขย่าตัวผมอยู่นานเลยล่ะ เพราะโค้ทตัวหนาที่คลุมตัวผมอยู่ มันเลื่อนหล่นไปกองอยู่ที่เอวของผมแทน และหลัวถิงซิ่นก็หายตัวไปจากห้องแล้ว

ตอนนี้เป็นเวลาทุ่มเศษๆ ผมค่อนข้างแปลกใจเลยทีเดียวที่เขาเลิกซ้อมก่อนเวลา คือปกติแล้วพวกเขาจะเลิกซ้อมกันก็ต่อเมื่อตึกจะปิด ซึ่งก็คือเวลาประมาณสี่ทุ่ม แต่เชียนซีก็ให้เหตุผลว่าไม่อยากให้ผมรอนาน

เขาบังคับให้ผมใส่โค้ทสีดำตัวนี้ไว้เพราะอากาศข้างนอกหนาวกว่าเมื่อเช้านี้มาก และผมก็เพิ่งรู้เอาตอนนี้เองว่าไอ้โค้ทสีดำตัวหนานี้มันใหญ่กว่าที่ผมคิดเอาไว้สุดๆไปเลย และมันก็ยาวจนเกือบจะคลุมเข่าผมเลยด้วย นอกจากนั้น...ที่ฮู้ดของมันยังมีหูโพล่าแบร์เล็กๆติดอยู่อีก ซึ่งส่วนทางกับขนาดที่ใหญ่เทอะทะของมันเอามากๆ

 

ผมกับเชียนซีเดินอ้อมไปที่หลังบริษัทเพื่อไปที่จุดเรียกแท็กซี่ จากประสบการณ์ที่เราเคยประสบมา ทำให้เราเลือกที่จะเดินอ้อมไปทางด้านหลังแทนที่จะเดินผ่านร้านอาม่าไปตรงๆ ไม่อย่างนั้นผมกับเขาคงได้วิ่งมาราธรกันอีกหน และไม่แน่ว่าครั้งนี้ผมอาจจะตายขณะที่กำลังวิ่งอยู่เลยก็ได้ และในระหว่างที่เดินนั้นเชียนซีก็คอยถามคำถามผมไปด้วยเป็นระยะ คำถามของเขาจะไม่ได้ฟังดูจู้จี้ หรือน่ารำคาญอะไร ทว่ามันก็แทบทำผมอยากวิ่งไปซื้อกระดาษมาเขียนรายงานเรื่อง ความรู้สึกของผมในวันนี้ ส่งเขาสักเล่มเลยล่ะ

 

“เฮ้ ฉันไม่เป็นไรจริงๆน่า โอเค้?” ผมพูด “ตอนนี้ฉันไม่ได้รู้สึกเวียนหัว ความดันต่ำหรือมีเลือดหล่อเลี้ยงสมองน้อยอะไร นายไม่ต้องกังวลขนาดนั้นหรอก ฉันแค่ไม่สบายธรรมดาเอง”

ผมตบไหล่เขาปุๆ

เชียนซีเลิกคิ้วมองผมเหมือนเขาไม่ได้เชื่อคำพูดผมนัก แต่เขาก็ไม่ได้เซ้าซี้อะไรผมต่อ เอาจริงๆเลยนะ ตอนนี้ผมแค่รู้สึกว่าในหัวมันหนักกว่าปกตินิดหน่อย แต่มันก็แค่นิดหน่อยเท่านั้นเอง มันดีกว่าเมื่อเช้าสิบเท่าเลยผมสาบานได้

“ว่าแต่เราจะกินอะไรกันดี ฉันขอเบี้ยวสัญญาทำอาหารให้นายไปสักสองสามวันแล้วกันนะ เพราะไม่อย่างนั้นฉันคงได้ระเบิดครัวนายขึ้นมาจริงๆแน่” ขนาดบีกเกอร์ในห้องเรียนยังแตกไปแล้วเลย อืม....ส่วนหลังนี่ผมไม่ได้พูดออกมาให้เชียนซีด่าผมว่าสะเหล่อจี๊ดเล่นหรอก

“แน่นอน ถึงนายอยากทำฉันก็ไม่อนุญาตหรอก” เชียนซีบอก ก่อนจะกวักมือเรียกรถแท็กซี่ที่กำลังวิ่งผ่านมาทางนี้เข้าพอดิบพอดี


เขาหันมาหาผม ยกยิ้มในแบบที่เขามักจะทำอยู่เสมอ พร้อมกับใช้มืออีกข้างที่ยังว่างอยู่จับมือผมไว้



“เอาเป็นว่าจนกว่านายจะหาย ฉันจะดูแลนายเอง” เขาเหมือนจะให้สัญญา..

 

 

 


 

 

 

ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมาเพราะเสียงคุยโทรศัพท์ที่ดังขึ้นอยู่นอกห้องนอน หลังจากกลับมาถึงห้องเมื่อวานนี้ ผมก็ได้รู้เลยว่าจริงๆแล้วผมไม่ได้ดีขึ้นอะไรหรอก ในหัวผมยังคงหนักเหมือนมีแท่นหินสักแท่นวางอยู่ คอก็แหกผากเหมือนอยากจะดื่มน้ำสักแอ่งนึงได้ และดูเบลอๆเอ๋อๆเกินกว่าความเป็นจริงอยู่สองเท่า

ผมลุกขึ้นมานั่งนิ่งๆอยู่บนเตียงสักพัก ก่อนจะตัดสินใจลุกขึ้น และโลกก็หมุนเคว้งจนผมแทบจะทิ้งตัวลงไปนอนอีกหนเลยล่ะ แต่ผมก็พยายามที่ลุกขึ้นอีกอยู่ดี เพราะถ้าจะให้ผมนอนเป็นผักแห้งๆอยู่บนเตียงต่อไป ผมก็คงจะทำไม่ได้เหมือนกัน

ผมดันประตูที่แง้มอยู่ให้เปิดออกกว้างขึ้น เชียนซีที่ยืนอยู่บริเวณครัว มัวแต่วุ่นวายอยู่กับถุงช็อปปิ้งตรงหน้าเลยไม่ทันได้สังเกตเห็นผม เขาหยิบของในถุงออกมาทีละอย่างเหมือนกำลังตรวจดูว่ามีอะไรที่ตกหล่นไปไหม ในขณะที่กำลังคุยโทรศัพท์ไปด้วย

 

“เมื่อประมาณเดือนก่อนครับ...แม่ทำเสียงตกใจแบบนั้นผมเสียเซลฟ์นะครับ” เชียนซียิ้มขำกับโทรศัพท์นิดหน่อย “ใช่ครับ เขาไม่สบาย แม่รอผมแป๊บนึงนะครับ”

เชียนซีวางมือถือลงบนโต๊ะ ก่อนจะกดเปิดสปีคเกอร์ จากนั้นเขาก็กลับไปค้นถุงช็อปปิ้งต่อ

“ต่อเลยครับแม่...คือเขาไม่สบายนิดหน่อยน่ะครับ ผมก็เลยอยากจะถามวิธีทำซุปที่แม่ทำให้หนานหนาน ตอนที่น้องป่วย”

ปลายหัวเราะออกมา “แม่ต้องหูฝาดไปแล้วแน่ๆ ลูกแม่จะเข้าครัวเอง”

“หยุดล้อผมได้แล้วน่าครับ เอ่อ...แป๊บนะครับแม่ มีสายซ้อน” เชียนซีคว้ามือถือขึ้นมากดยุกยิกครู่หนึ่ง ก่อนจะวางมันลงตามเดิม “ว่าไงถิงซิ่ง”

“พี่เชียนซี! ผมต่อสายหาพี่ตั้งนานแหนะ” ถิงซิ่นบ่นอุบอิบ “วันนี้พี่ไม่มาเหรอครับ”

“อาฮะ” เชียนซีตอบ “ฉันจะไม่เข้าบริษัทสองสามวัน”

“อ้าว ทำไมล่ะครับ!

“จื้อหงไม่สบาย” เขาตอบสั้นๆ

ผมยกมือขึ้นมาเกาที่แก้มนิดหน่อยเหมือนเป็นรีแอ็คชั่นอัตโนมัติเมื่อได้ยินเขาตอบแบบนั้น รู้สึกเขินแปลกๆเลยแฮะ

ถิงซิ่นอุทานออกมาเสียงดัง “หา! ไม่สบายเหรอครับ พี่เขาเป็นหนักมากไหม พี่พาพี่จื้อหงไปหาหมอรึยัง อยากให้ผมไปหารึเปล่า ผมว่าถ้าให้ผมไปหาพี่จื้อหงจะต้องดีขึ้นแน่ๆ”

เชียนซีกลอกตา “เพ้อเจ้อ นายซ้อมเต้นอยู่บริษัทไปนั่นแหละดีแล้ว ไม่ต้องมา ไว้ฉันจะบอกให้ว่านายฝากเยี่ยม”

“แต่...”

“สรุปตามนั้น ซ้อมท่าที่ฉันสอนไปทั้งหมดให้ดี แล้วฉันจะไปเก็บรายละเอียด ถ้าไม่พัฒนาขึ้นฉันเอานายตายแน่ แค่นี้นะฉันมีธุระ”

พูดจบเชียนซีก็กดตัดสายของถิงซิ่นไปโดยไม่สนใจว่าถิงซิ่งจะโวยวายอะไรเลยแม้แต่นิด จากนั้นเขาก็กดมือถืออีกครั้ง

“ขอโทษครับแม่ ต่อเลยครับ มันต้องทำยังไงบ้างนะครับ ผมว่าเริ่มตั้งแต่ตั้งค่าเตาไฟฟ้าเลยก็ดี” เชียนซีว่า

จากนั้นแม่ของเชียนซีก็เริ่มอธิบายขั้นตอนต่างๆอย่างใจเย็น และละเอียดยิบ จนเชียนซีต้องวิ่งไปหยิบกระดาษกับปากกามาเพื่อจดสิ่งที่แม่ของเขาบอก

เริ่มแรกเชียนซีดูไม่คุ้นเคยกับอุปกรณ์ในครัวเลยแม้แต่นิด เขาทั้งดูเงอะๆงะๆ และงงที่จะหยิบจับสิ่งของ แต่ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นอย่างนั้น ทว่าเขาก็หยิบจับอะไรได้อย่างระมัดระวังจนน่าเหลือเชื่อเลยทีเดียว ลองมาเทียบๆกับการเข้าครัวครั้งแรกของผมแล้ว มันช่างแตกต่างกันจนน่าใจหาย และไม่นานนัก เชียนซีก็ดูไม่ได้มีปัญหากับครัวเลย

ให้ตายเถอะ...อยู่ดีๆผมก็รู้สึกดีใจจนอยากจะยิ้มโง่ๆออกมาเลยแฮะ เขากำลังทำอาหารให้ผม ให้ผมเนี่ยนะ!? ไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองเลย เขาถึงกับจำได้ด้วยซ้ำว่าผมชอบรสชาติแบบไหน หรือไม่ชอบกินอะไร ผมไม่รู้ว่าเขาจำมันได้ได้ยังไง ทั้งๆที่ไม่เคยบอกเรื่องพวกนั้นกับเขาเลยด้วยซ้ำ จะมีก็แต่การแสดงความคิดเห็นลอยๆ เวลาที่เขาสั่งให้ผมทำนู่นทำนี่ หรือเติมนู่นนี่จนกว่าเขาจะพอใจก็เท่านั้นเอง

 

ผมยืนมองดูเขาตั้งแต่เขาเริ่มตั้งค่าเตาไฟฟ้าจนตอนนี้ซุปในหม้อเริ่มส่งกลิ่นหอมฉุยไปทั่วห้อง ผมไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าตัวเองเผลอยิ้มไปทั้งหมดกี่ครั้ง หรือยืนมองเขาไปนานแค่ไหน ผมรู้แค่มันไม่น่าเบื่อเลยสักนิด และคุณเชื่อผมเถอะว่าถ้าคุณได้ยืมมองเขาแบบนี้ คุณเองก็จะไม่เบื่อเลยเหมือนกัน

 

“เรียบร้อยแล้วครับแม่” เขาพูด หลังจากกดปิดเตาไฟฟ้าเรียบร้อยแล้ว

“จ้ะ อย่าลืมถ่ายรูปมาอวดแม่ด้วยล่ะ รูมเมทคนนี้นี่โชคดีจังเลยน้า...” แม่เชียนซีทำเสียงล้อเลียน

“ไม่เอาน่าแม่ครับ มันจะกินได้ไหมผมยังไม่รู้เลย” เชียนซีว่า ก่อนจะยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดู “แค่นี้ก่อนนะครับแม่ ใกล้เวลากินยาของจื้อหงแล้ว ไว้ผมโทรหาใหม่นะครับ”

แม่ของเชียนซีรับคำ แต่ยังไม่ทันที่จะได้บอกลากันอย่างจริงจัง เสียงเล็กๆของเด็กผู้ชายคนหนึ่งก็ดังขึ้นมาจากปลายสาย

“พี่เชียนซีเหรอฮะ! ผมเองนะ!” เสียงเล็กๆนั้นเอ่ยอย่างตื่นเต้น

เชียนซียิ้ม ยิ้มของเขาดูอบอุ่นขึ้นเป็นกองเลยเมื่อได้ยินเสียงจากปลายสาย “ใช่ครับ..พี่เอง หนานหนานทานข้าวหรือยังครับ”

“แล้วฮะ แล้วพี่ล่ะฮะทานข้าวหรือยัง”

“พี่เหรอ” เขาขำเบาๆ เหมือนว่าเสียงเล็กๆนั้นจะทำให้เขาอารมณ์ดีได้เสมอ “ยังเลยครับ”

“ทำไมละฮะ ถ้าไม่ทานข้าวท้องจะร้องเสียงดังเลยนะฮะ!” หนานหนานพูด

“พี่กำลังจะทานครับ” เชียนซีตอบพลางยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

“เพื่อนของพี่เชียนซีไม่สบายเหรอฮะ”

และผมก็สะดุ้งหน่อยๆ เมื่อได้ยินว่าคนในคำถามนั้นคือตัวผมเอง

“พี่เชียนต้องให้พี่เขาทานผักเยอะๆนะ แม่บอกว่าคนไม่ทานผักจะไม่แข็งแรง”

เชียนซีหัวเราะออกมาอีกครั้ง “พี่เข้าใจแล้วครับ”

“อ้อ! แล้วก็...เวลาที่ผมไม่สบายแม่จะจุ๊บแก้มด้วยล่ะฮะ พอแม่จุ๊บแก้มผมก็หายดีเลย ถ้าพี่เชียนจุ๊บแก้มเพื่อน เพื่อน...เพื่อนพี่เชียนซีจะต้องแข็งแรงเหมือนผมแน่ๆเลย”

“....” เชียนซียกยิ้ม และไม่ได้ตอบอะไรกลับไป ซึ่งมันไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกหายใจสะดวกขึ้นเลย

“อ้อแล้วพี่เชียนซีจะมาหาผมเมื่อไหร่ฮะ ผมคิดถึงนะฮะ”

“คิดถึงเหมือนกันเลยครับ เดี๋ยวเราจะได้เจอกันแล้ว แล้วพี่จะรีบกลับไปนะ”

“จริงๆนะฮะ!” หนานหนานถามด้วยความตื่นเต้น ในขณะเดียวกันเสียงรอห้ามของแม่เชียนซีก็ดังออกมาจากปลายสายด้วย ประมาณว่าให้พี่เขาทานข้าวได้แล้ว ถ้าผมฟังไม่ผิดล่ะก็นะ

“จริงสิ” เชียนซียืนยัน “ต้องวางหูแล้วนะครับ เป็นเด็กดีนะครับหนานหนาน”

“ก็ได้ฮะ” เสียงนั้นฟังดูเศร้าหน่อยๆ “แล้วคุยกันใหม่ฮะ”

แล้วเสียงจากปลายสายก็ถูกตัดไป เชียนซีมองมือถือก่อนจะถอนหายใจออกมานิดหน่อย จากนั้นก็หันไปจัดการเทซุปใส่ถ้วย

ผมตัดสินใจเคาะที่บานประตูเบาๆเพื่อให้สัญญาเขาว่าผมตื่นแล้ว

“ตื่นแล้วเหรอ ฉันคุยโทรศัพท์เสียงดังรึเปล่า” เขาเงยหน้าจากถ้วยซุปพร้อมกับเอ่ยถามผม

 

ให้ตาย....แล้วจู่ๆผมจะตื่นเต้นขึ้นมาทำไมเนี่ย

 

ผมรีบส่ายหน้าตอบเขา แล้วถามเขากลับ “หอมแฮะ นั่นกลิ่นซุปเหรอ”

“อืม” เขาตอบ “นั่งสิ ใกล้ถึงเวลากินยาแล้ว”

ผมนั่งลงที่เก้าอี้ตัวที่อยู่ใกล้ผมที่สุด ไม่นานนักถ้วยซุปหอมฉุยก็ถูกยกมาวางตรงหน้าผม และเชียนก็นั่งลงที่เก้าอี้ตรงข้ามผมด้วย

“แล้ว...ของนายอ่ะ” ผมถาม หลังจากเห็นว่าบนโต๊ะไม่มีอย่างอื่นเลยนอกจากซุปของผม กับน้ำผลไม้

“ไว้ฉันจัดการเอง นายกินได้แล้วเดี๋ยวเย็นหมด”

ผมพยักหน้าสองสามทีก็จะจัดการโซ้ยซุปเข้าไป

เชียนซีเท้าคางก่อนจะถาม “รสชาติเป็นยังไง”

“เค็ม” ผมตอบไปตามตรง “เค็มนิดๆ แต่ก็อร่อยดี”

“เค็มแล้วจะเรียกว่าอร่อยได้ยังไง” เขาเลิกคิ้วขึ้น แต่ก็คลายยิ้มออกมา

“ทำไม.............นายถึงได้ทำซุปล่ะ” ผมถามเขา “แบบว่า....ทำให้ฉันน่ะ”

“ก็ฉันบอกแล้วไงว่าจะดูแล” เชียนซีว่า ก่อนจะบิดขี้เกียจนิดหน่อย

“จะสลับหน้าที่กับฉันว่างั้น ถึงจะป่วยฉันก็สระผมให้ได้นะ” ผมยักคิ้ว

เชียนซีหัวเราะ “วันนี้ฉันไม่อยากสระผมแฮะ อยากทำอย่างอื่นมากกว่า...”

อืม...แล้วผมก็เป่าซุปในช้อนซ้ำเป็นรอบที่ห้า จนน้ำในช้อนเริ่มกระเพื่อมแล้วหล่นลงไปในถ้วยตามเดิม

เชียนซียิ้มขำ ก่อนจะพูดต่อ “ความหมายของฉันคือไหนๆวันนี้เราก็อยู่ที่ห้องกันแล้ว”

“....”


“เรามาดูหนังด้วยกันไหม”

 

“....”

 

 

 


 

 

 

Secret of YiYang QianXi

จริงๆการซ้อมเต้นในวันนี้ไม่ได้เหนื่อยกว่าทุกครั้ง หรือยากกว่าทุกครั้งหรอกครับ แต่ผมกลับรู้สึกกังวลได้มากกว่าทุกครั้ง เพราะคนที่นอนพิงกำแพงกอดเสื้อโค้ทอยู่ที่มุมซ้ายของห้องซ้อมในตอนนี้นั่นแหละครับ คือสาเหตุของความกังวลทั้งหมด

เมื่อสองชั่วโมงก่อนหลิวจื้อหงโผล่พรวดเข้ามาในห้องซ้อมของผมด้วยใบหน้าซีดเซียว ชนิดที่ผมเห็นแล้วอดตกใจไม่ได้ แน่นอนครับว่ามันไม่ได้ดูแย่มาก ทว่าผมก็ดูออกแทบจะในทันทีเลยว่าเขาไม่ได้กำลังปกติอยู่ และหลังจากที่รู้ว่าเขามาที่นี่ด้วยเรื่องของผม ผมก็เกิดโมโหเป็นฟืนเป็นไฟขึ้นมา ผมไม่ได้โมโหที่เขาทำอะไรนอกเหนือจากที่สิ่งที่ผมให้เขาทำ แต่ที่ผมโมโหเพราะเขาฝืนตัวเองต่างหาก เขาถ่อมาถึงที่นี่ ทั้งๆที่ตัวเองก็แทบจะยืนไม่ไหวอยู่แล้ว แบบนี้มันใช้ได้ที่ไหนกัน

 

ผมทิ้งตัวลงข้างๆเขาหลังจากที่บอกให้ถิงซิ่นพักได้สิบห้านาที จริงๆแล้วผมไม่ได้ต้องการพักอะไรหรอกครับ และผมก็คิดว่าถิงซิ่นยังไม่จำเป็นต้องพักด้วย แต่ผมก็เป็นห่วงจื้อหงเกินกว่าจะทำอะไรต่อไปได้อีกเหมือนกัน ผมไม่รู้หรอกว่าผมจะเป็นห่วงเขามากมายไปเพื่ออะไรในเมื่อเขาก็เป็นแค่ไข้หวัดธรรมดา แต่ผมก็ยังรู้สึกไม่สบายอยู่ดี

อาจจะเป็นเพราะหนึ่งเลยคือผมเป็นต้นเหตุที่ผมทำให้เขาเป็นแบบนี้ แบบว่า...พาเขาไปวิ่งในอากาศหนาวๆจนเขาเป็นหวัดขึ้นมาน่ะครับ เพราะงั้นล่ะมั้งผมก็เลยรู้สึกว่าตัวเองควรที่จะรับผิดชอบ ส่วนอย่างที่สอง...มันก็อาจจะเป็นความต้องการลึกๆของผมอยู่แล้วด้วย...

 

“นายดูไม่เข้ากับการป่วยเลยนะ” ผมพึมพำออกมาเบาๆ รู้สึกงี่เง่านิดหน่อยแฮะที่อยู่ๆผมก็ทำอะไรแบบนี้ จื้อหงไม่ได้ตอบอะไรผมกลับมา เขายังคงหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ ซึ่งอาจจะดีแล้วก็ได้

ผมเกลี่ยที่ปลายผมเขาเบาๆ เมื่อเห็นว่าผมของเขายาวกว่าเมื่อหนึ่งเดือนที่แล้วนิดหน่อย แตะที่หน้าผากอุ่นๆของเขาแผ่วเบา ก่อนจะเลื่อนมือไปที่พวงแก้ม กดน้ำหนักลงที่ปลายนิ้วให้เขาได้ขมวดคิ้วอย่างรำคาญใจเล่น และตอนนั้นแหละครับที่ผมได้รู้ว่าตัวเองนั่งยิ้มไร้สาระมาราวๆห้านาทีได้แล้ว

 

“นายมันไร้สาระจริงๆอี้หยางเชียนซี” ผมก่นด่าตัวเองเบาๆ

 

ผมเขยิบเข้าไปใกล้เขามากขึ้น ก่อนจะกระชับเสื้อโค้ทที่เลื่อนหล่นลงมาให้กลับขึ้นไปคลุมตัวเขาอยู่ตามเดิม อันที่จริง...การอยู่ใกล้เขามากๆไม่ได้เป็นผลดีต่อผมหรอก เขามักจะทำให้ผมควบคุมตัวเองไม่ได้อยู่บ่อยๆ ไม่สิ...ทำให้ผมไม่คิดที่จะควบคุมตัวเองอยู่บ่อยๆ หลายครั้งที่ผมแค่กะจะแกล้งเขาเล่นๆ แต่พอได้แกล้งเขาจริงๆความรู้สึกไม่อยากหยุดของผมก็มาแทนที่อยู่ร่ำไป

หลิวจื้อหงไม่ใช่ประเภทที่จะคิดว่าตัวเองเป็นคนน่ารักหรอกครับ แน่นอนล่ะก็เขาบ๊องจะตาย แต่นั่นแหละครับที่ทำให้เขาน่ารัก คุณอาจจะคิดไม่ถึงเลยด้วยซ้ำว่าเขาน่ารักได้มากขนาดไหน แต่ผมก็พอใจนะที่คุณคิดไม่ถึง...

 

อืม...ผมไม่แน่ใจด้วยซ้ำใบหน้าของผมเคลื่อนเข้าไปอยู่ใกล้เขาได้ถึงขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ตั้งแต่ตอนไหนกันที่มือข้างหนึ่งของผมยกขึ้นแตะที่ปลายคางเขาไว้ ผมบอกแล้วไงว่าหลิวจื้อหงมักจะทำให้ผมเป็นแบบนี้...

เพียงชั่ววินาที...ริมฝีปากของผมก็สัมผัสเข้ากับริมฝีปากของเขา แว๊บแรกมันเหมือนกับมีไฟฟ้าช็อตล่ะครับ เพียงแต่มันไม่ได้เจ็บปวด...มันออกจะรู้สึกดีจนทำให้ใจเต้นขึ้นมาได้เลยเสียด้วยซ้ำ

ผมไม่ได้ขยับริมฝีปาก หรือจูบจาบจ้วงเหมือนอย่างครั้งที่ผ่านมา มันเป็นเพียงแค่จูบธรรมดาๆก็เท่านั้น ทว่าสัมผัสนุ่มนิ่มที่กลีบปากของเขาก็ทำให้รู้ดีได้ไม่แพ้จูบที่เร่าร้อนเลย และผมก็รู้สึกดีจนอยากจะจูบเขาซ้ำๆอีกหลายต่อหลายครั้ง

แต่มัน....จะขี้โกงเกินไปไหมนะ?

 


ผมผละจากริมฝีปากเขานิดหน่อย ในขณะที่ด้านบวกกับด้านลบของผมเริ่มส่งเสียงทะเลาะกันในหัว จื้อหงยกขึ้นมือขึ้นมาเกาที่แก้ม เขาขมวดคิ้วเข้าหาหน่อยๆด้วยความความขัดใจที่ถูกรบกวน แต่ไม่นานนักเขาก็ผ่อนคลายอย่างเดิม ผมคลายยิ้มออกมาเมื่อเห็นอย่างนั้น...

 


 

เมื่อกี้มันจะดูขี้โกงยังไงนะ?

 


 

ผมว่าช่างเถอะ

 


 

แล้วผมก็จูบเขาอีกครั้ง ความรู้สึกอบอุ่นที่ริมฝีปากกลับมาอีกครา พร้อมๆกับหัวใจที่พองโตขึ้น แต่แล้วเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น...


 

“พี่....เชียนซี”


ผมผละริมฝีปากออกอย่างเชื่องช้า ก่อนจะมองไปที่เจ้าของเสียงนั้น หลัวถิงซิ่นยืนอ้าปากค้าง ก่อนจะปล่อยกระดาษแผ่นหนึ่งที่อยู่ในมือของเขาทิ้งไป ราวกับเขาเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ามันไม่ได้มีค่าอะไรแล้ว

“ถ้าหลิวจื้อหงรู้เรื่องนี้เข้า....”

“.....”

“ฉันเอานายตายแน่”

End This Secret



talk: มาแล้ววววววว ในที่สุดก็ได้ลงสักที กะจะลงตั้งแต่วันเสาร์ แต่ไม่พอใจเลยไม่ได้ลงสักที T_T

นี่ก็ไม่ได้ดีที่สุดค่ะ แต่คิดไม่ออกแล้วเลยไม่สามารถทำอะไรได้แล้ว /ขำแห้ง

ตอนนี้รู้สึกว่าจะมีแต่น้ำ(รึเปล่า) แต่ก็หวังว่าจะชอบกันนะคะ

คิดว่าน่าจะใกล้ตอนพีคแล้ว(ทั้งปี55555555555555) ฝากติดตามกันต่อไปด้วยนะคะ เลิ้บ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

471 ความคิดเห็น

  1. #355 mewmonmonmew (@mew-jera) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2559 / 19:32
    เชียนซีคนขี้โกงงงงงงงง ฮืออออออ ลักหลับหงหงได้ยังไงงงงงงง
    #355
    0
  2. #354 FD1827 (@fernvipclub) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2559 / 00:48
    เชียนซี นายมันร้ายกาจมากกกกกกกกกกกกกกกก
    ขอออกไปกรี๊ดนอกหน้าต่าง >///<
    #354
    0
  3. #353 ผีสึ่ง (@king-tom) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2559 / 00:38
    หือออออออออออออออ เชียนซีคนขี้โกงงงงงงงงงงงงงงงงง 
    ลักจูบไม่พอ มีขู่ถิงซิ่นอีก แบบนี้เมื่อไหร่น้องหงจะรู้ตัว งืออออออออออ
    สาบานว่าไม่ได้ร้ายกาจเหมือนท่าเชียน แต่เราก็อยากเห็นท่าทางเขินบ้าๆบวมๆของน้องหงเร็วๆ 

    งุ๊ยยยย มันต้องดีกับใจแน่ๆ รุยยยย รอเด้ >///< 

    #353
    0
  4. #352 kimbeem (@kimbeem) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 20 พฤศจิกายน 2559 / 22:47
    โอ้ยยยย เขินอ่ะ เขินๆๆๆๆ เขิ๊นนนนนนน แด้ดิ้นนนน งื้อออออออออ ไวะยดสกวพากสแาแหวำกววด >////////<
    #352
    0
  5. #351 ชุนชิว (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 20 พฤศจิกายน 2559 / 22:25
    มาพีคตอนท้ายของเชียนซี ขี้โกงที่สุด



    คึคึ คิดว่าจะไม่มีจูบเสียแล้ว รอตอนต่อไปจ้า
    #351
    0
  6. #350 Alicia Tea (@aliciatea) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 20 พฤศจิกายน 2559 / 18:27
    อ่านแล้วก็เขินนนนนนนนนน >/////////////<



    ป้าขอโทษนะหงหง ป้ารักหนูมากเลยนะ 

    แต่ป้าไม่อยากให้ท่านเชียนห้ามตัวเองหรือยับยั้งชั่งใจอะไรทั้งนั้น

    แค่อย่าทำให้หงหงเจ็บ อย่าทำให้หงหงช้ำก็พอ (สายมารเข้าสิงอิป้าไปแล้ว)

    #350
    0
  7. #349 Chompoo_karry (@Chompoo_karry) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 20 พฤศจิกายน 2559 / 17:53
    ฮื้อออออ เขินนนนแทนนนน...
    #349
    0
  8. #348 NamvaKRJ (@NamvaKRJ) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 20 พฤศจิกายน 2559 / 16:31
    เขินมาก ฮือออออ ตอนต้มซุปพี่เค้าน่ารักมากเลยค่ะ นี่ยิ้มแก้มแตกเลยค่ะ555555
    #348
    0
  9. #347 hhongchibi (@onegirlizm) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 20 พฤศจิกายน 2559 / 15:18
    เขินนนนนนนนมากกกกก 

    ตอนเซียนซีขโมยจูบหงหง

    ครั้งเดียวพี่เค้าไม่นะคะ ระดับพี่เค้าต้องจัดอีกรอบ

    งื้อออออออออออ >////<

    .

    .

    แอบผวาดแทนถิงซิ่นเบาๆ พี่เค้าขู่แรงนะคะ 555





    #347
    0
  10. #346 Vivianie27 (@vivianietm) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 20 พฤศจิกายน 2559 / 15:07
    ลักหลับคนป่วยแบบนี้ก็ได้อ่อออ ท่ายเชียนเป็นคนยังไง 555 แต่ตอนต้มซุปน่าย๊ากกกกก
    #346
    0
  11. #345 หัวใจสองสี (@pimpimolsakarin) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 20 พฤศจิกายน 2559 / 14:46
    ฟินอีกละค่ะ แต่แบบ โอยยยย ถิงซิ่นมา
    #345
    0
  12. #344 parkT (@suthimon) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 20 พฤศจิกายน 2559 / 14:36
    ถิงซิ่นเดี๋ยวพี่ฟ้องจื้อหงแทนเอง ฮือออออออออออออออออออออออออท่านเซียนขนบร้าาาาาาา
    #344
    0
  13. #343 Pea_nell (@pennello) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 20 พฤศจิกายน 2559 / 14:36
    -////- หูยย เขินมาก ให้ตายสิ แล้วนี่เชียนจะทำตามคำแนะนำของหนานหนานมั้นเนี่ย // สู้ๆค่ะ
    #343
    0