WANGYUAN's DREAM | KAIYUAN [END]

ตอนที่ 35 : ROOM NO.1002 - 9 ; ได้ไหม {QianHong}

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 454
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    9 ธ.ค. 59


Room no.1002

#ห้องหมายเลข1002 (YiYang QianXi & Liu ZhiHong)

 


 


 

 

Talked by YiYangQianXi

“เอาข้าวมาส่ง” คือประโยคที่น่าเบื่อที่สุดเท่าที่ผมเคยได้ยินมาในช่วงเกือบสองสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ และมันก็ถึงกับน่าเบื่อได้มากกว่าปกติหลายสิบเท่าเมื่อคนที่พูดประโยคนี้คือหวงยู่หางด้วยแล้ว

ผมถอนหายใจออกมาอย่างที่มักจะทำทุกครั้งเวลาที่เขาเอาข้าวมาส่งผมทุกๆหกโมงเย็น ทุกวันเขามักจะโผล่มาเคาะประตูห้องผมด้วยสีหน้าสับสนโลกของเขา และยัดเยียดข้าวกล่องที่เขาเป็นคนทำเองให้ผม และวันนี้เองก็เช่นกัน...

ผมรับเอากล่องข้าวนั้นมาถือไว้เองก่อนจะถอนหายใจใส่เขาอีกครั้งราวกับมันเป็นอากัปกริยาเดียวที่ผมทำเป็นในตอนนี้

“จะมีวันไหนไหมที่ฉันจะไม่ได้เห็นหน้านาย”

ยู่หางหัวเราะฝืดๆ จากนั้นก็ถอนหายใจใส่ผมกลับด้วยความเบื่อหน่ายไม่แพ้กัน

“พูดอย่างกับฉันอยากจะเห็นหน้านายทุกวันเลยอย่างนั้นแหละ นายทำให้อาหารมื้อเย็นของฉันย่อยยากขึ้นมากเลยรู้ไหม ถ้าฉันไม่รับปากหลิวจื้อหงเอาไว้ ฉันไม่มีทางเสียเวลามาเคาะประตูห้องนายแน่ๆ”

ผมกลอกตา ก่อนจะปิดประตูห้องก่อนที่จะได้ต่อความยาวสาวความยืดอะไร


รับปากจื้อหงเอาไว้...ส่วนนี้แหละครับที่ผมทำหงุดหงิดใจที่สุด เมื่อประมาณสองสัปดาห์ก่อน หลังจากที่ผมคุยธุระกับคนของบริษัทเรียบร้อยแล้ว จื้อหงก็กลับเข้ามาในห้องพร้อมกับถุงซุปเปอร์มาร์เก็ตราวๆสิบถุงได้ และรีบจัดเก็บของนู่นนี่นั่นไว้ในส่วนต่างๆอย่างที่มันควรจะเป็น ก่อนจะเขียนรายละเอียดใส่กระดาษไว้ด้วยว่าอะไรอยู่ตรงไหนทั้งๆที่มันไม่จำเป็น(เพราะปกติแล้วเขาจะเป็นคนทำให้ผมทั้งหมด)

จากนั้นเขาก็บอกกับผมว่าเขาต้องการที่จะกลับไปอยู่ที่บ้านคุณยายของเขาสักระยะเพื่อคิดอะไรนิดหน่อย บวกกับตั้งแต่ที่เขาย้ายมาอยู่หอ เขายังไม่ได้กลับไปที่บ้านคุณยายเลยสักครั้ง เขาเลยจะถือโอกาสนี้กลับไปช่วยดูแลคุณยายสักระยะด้วย เขายืนยันกับผมว่ามันไม่ใช่การหลบหน้า เพราะถ้าหากว่าผมไม่ได้กำลังจะมีการสอบประจำเดือนที่บริษัทล่ะก็ เขาก็คงชวนผมไปค้างที่บ้านคุณยายด้วยแล้ว

 

มันก็จริงอยู่หรอกครับที่เขาบอกว่าไม่ได้จะหลบหน้าผมน่ะ ทว่าด้วยอะไรหลายๆอย่างที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้เรื่องนี้มันแย่เสียยิ่งกว่าการที่เขาหลบหน้าผมจริงๆเสียอีก

อย่างแรก...เป็นเพราะการเดินทางไปกลับระหว่างบ้านคุณยายของเขาและโรงเรียน บังเอิญว่ามันจะต้องใช้ระยะเวลาในการเดินทางค่อนข้างมากหน่อย(อย่างที่เขาเคยบอกเอาไว้) เพราะงั้นเขาก็เลยมาถึงโรงเรียนก่อนเวลาแค่แป๊บเดียว และต้องรีบกลับเลยทันทีที่โรงเรียนเลิก อืม...ตัดโอกาสที่จะได้เจอกันก่อนเข้าเรียนหรือหลังเลิกเรียนของเขากับผมไปได้เลย

อย่างที่สอง...โชคร้ายที่คำว่า บ้านอยู่นอกเมืองของจื้อหง หมายความว่าอยู่นอกเมืองเลยจริงๆ เพราะนอกจากมันจะใช้ระยะเวลาในการเดินทางไม่น้อยแล้ว สัญญาณมือถือก็ยังไม่ค่อยจะมีด้วยอีกต่างหาก บวกกับผมที่ช่วงก่อนหน้านี้ต้องฝึกซ้อมจนแทบไม่มีเวลาปลีกตัวไปโทรศัพท์ด้วยแล้ว ยิ่งทำให้ติดต่อเขาได้ยากมากขึ้นไปอีก

สรุปแล้วตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ ผมมีเวลาที่ได้เจอเขาแค่ช่วงพักระหว่างคาบเรียน แล้วก็ช่วงเที่ยงเท่านั้น ซึ่งถ้าพูดกันตามตรงมันก็แค่เดี๋ยวเดียวเอง ไม่ทันที่ผมจะได้เริ่มพูดอะไรก็หมดเวลาไปแล้ว ผมไม่อยากจะโวยเลยว่าสองสัปดาห์รวมกันผมยังเจอเขาไม่ถึงยี่สิบชั่วโมงเลยด้วยซ้ำ!

 

แล้วที่แย่ไปกว่านั้น คือเขาฝากให้หวงยู่หางมาคอยส่งอาหารให้ผมทุกๆวันเลย ให้ตายเถอะ! อาหารฝีมือหวงยู่หางก็ทำให้ผมเจริญอาหารพอๆกับเคี้ยวฟางเล่น หรือกินอาหารที่มีไฟเบอร์น้อยที่สุดในโลกเท่านั้นแหละ ใช่แหละที่ว่าไปนั้นผมยังพอทนได้ แต่ไอ้ที่ต้องทนเห็นหน้าเขาทุกวันเนี่ยสิที่จะทำผมบ้าตายอยู่แล้ว!

แต่นั่นก็ยังไม่ใช่เรื่องที่ทรมานที่สุดหรอกครับ เรื่องทรมานที่ทำให้ผมอยากจะคลั่งตายเสียยิ่งกว่าอะไรทั้งหมดน่ะ ผมคงไม่ต้องบอกคุณหรอกใช่ไหมว่ามันคือเรื่องอะไร

 

ผมวางกล่องข้าวของหวงยู่หางทิ้งไว้บนโต๊ะ ก่อนจะเดินไปหยิบมือถือแล้วรีบต่อสายหาหวังจุนไค สัญญาณมือถือดังอยู่ได้ไม่นานนัก เขาก็รับสายผม

 

“โทรมาอีกแล้ว” จุนไคพูดขึ้นทันทีหลังจากกดรับสายผมแล้ว “ช่วงนี้โทรหาฉันทุกวันเลยนะ พายุทอร์นาโดจะถล่มบ้านฉันไหมเนี่ย ไม่มีจื้อหงมันเหงาขนาดนั้นเลยเหรอเพื่อน”

จุนไคหัวเราะขบขัน

ผมกลอกตาทั้งที่โทรศัพท์ยังแนบอยู่ข้างหู “ลองให้หวังหยวนไปเยี่ยมญาติสักเดือนดูบ้างไหมล่ะ”

“เฮ้ อย่าพยายามเอาคืนน่าโอเค้? ฉันมันไม่ชนะนายหรอก” จุนไคว่า “ตกลงมีอะไร จะให้โทรสั่งข้าวให้อีกงั้นเหรอ นายฝืนๆกินไปบ้างก็ได้นะที่ยู่หางทำมาให้นายน่ะ”

“ฉันไม่ได้จะโทรมาเรื่องสั่งข้าวสักหน่อย” ผมพูด “ฉันอยากจะรู้ว่าบ้านคุณยายจื้อหงอยู่ที่ไหน นายช่วยถามหวังหยวนให้ฉันหน่อยได้ไหม เอาอย่างละเอียดเลยนะ”

“ได้...” จุนไคบอก “สรุปทนไม่ได้แล้วว่างั้น ฉันอยากจะเห็นหน้านายตอนนี้จริงๆ ช่วยถ่ายรูปส่งมาให้ดูหน่อยได้ไหม”

“ช่วยย้อนกลับไปที่ประโยคก่อนหน้านี้ของฉันสักแป๊บจะได้ไหมประธาน” ผมพูด “ฉันกำลังพูดเรื่องซีเรียสอยู่นะเว้ย”

“นายหมายถึงเรื่องข้าวของยู่หางน่ะเหรอ”

“หวังจุนไค...”

“แหย่เล่นนิดเดียวเองน่า อย่าทำเสียงเหมือนจะฆ่าฉันผ่านมือถือแบบนั้นสิ” จุนไคหัวเราะ “เรื่องที่อยู่น่ะสบายมาก....ว่าแต่จะเอาข้อมูลเมื่อไหร่”

“เร็วที่สุด” ผมตอบ “แต่ถ้านายจะทำให้ฉันได้ล่ะก็...”

“.....”

“ฉันขอเดี๋ยวนี้เลย”

 

 

 


 

 

 

Talked by Liu ZhiHong

ผมไม่ได้เจอเชียนซีมาสองสัปดาห์เห็นจะได้แล้ว คืออันที่จริงก็ได้เจอ...แต่มันก็แค่วันละนิดวันละหน่อย ถ้าเทียบกับตอนที่อยู่ด้วยกัน ก็เรียกได้ว่าน้อยนิดจนน่าใจหายเลยล่ะครับ

จริงๆแล้วผมกะจะกลับมาตั้งหลักที่บ้านคุณยายสักพัก รอให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้นมาหน่อยแล้วค่อยกลับไปเจออะไรๆต่อ มันอาจจะดูบ้าบอหรือฟังดูปอดแหกไปหน่อยเรื่องนั้นผมรู้ ทว่าผมก็อยากจะมีเวลาที่ไม่ต้องนึกถึงอะไรเลยบ้าง แม้ว่ามันจะเป็นไปได้ยากก็เถอะ เพราะบอกตามตรงเลยว่าผมก็ยังคิดเรื่องของเชียนซีอยู่ตลอดเวลานั่นแหละครับ แต่การกลับมาอยู่กับคุณยายก็ช่วยให้ผมฟุ้งซ่านน้อยลงมาก

บังเอิญว่าช่วงนี้คุณแม่ผมกำลังมีงานรัดตัว เพราะฉะนั้นจนกว่าจะผ่านช่วงเวลานี้ไป แม่เลยต้องรบกวนผมไปอีกพักใหญ่ เอาจริงๆดูแลคนในครอบครัวตัวเองมันก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรหรอกครับ อย่างน้อยๆให้ผมฟังคุณยายบ่นผม ดุผม หรือทะเลาะกันจุกจิกบ้าง ก็ยังดีกว่าให้ผมไปนั่งฟังคนของบริษัทเชียนซีพูดจาเสียดแทงผมแบบกะจะคั้นให้ตาย

 

สองสัปดาห์ก่อนตอนที่ผู้ชายคนนั้นมาขอพบกับเชียนซี เขาได้พูดอะไรกับผมนิดหน่อยระหว่างที่เชียนซียังจัดการตัวเองไม่เรียบร้อย

ในวันนั้นผมจำได้ว่าเขาเดินเข้ามาในห้องพร้อมกับหวังจุนไคที่พาเขามาส่งอยู่แค่ครู่เดียว จากนั้นจุนไคก็กลับไปเรียนตามเดิม ทำให้ภายในห้องนั้นเหลือแค่ผมกับผู้ชายคนนั้น

 

“เธอคือคนที่มาทำงานแทนเสี่ยวหม่าช่วงนี้ใช่ไหม” คือประโยคแรกที่เขาเอ่ยถามผมขึ้น “หนักหน่อยนะทำงานกับเด็กบริษัทเนี่ย เรื่องเยอะใช่เล่นเลยเชียวล่ะแต่ล่ะคนน่ะ”

เขาหัวเราะนิดหน่อยราวกับมันช่างขบขัน ทั้งๆที่ความจริงแล้วบรรยากาศระหว่างเขาผมมันดูตึงเครียดจนผมแทบจะกรี๊ดออกมาอย่างสาวน้อย

“แต่เธอไม่ต้องห่วงหรอก ทันทีที่ครบสามเดือนหน้าที่ของเธอก็จะหมดลงแล้ว แล้วเธอก็จะได้ใช้ชีวิตของเธอต่อ”

“เอ่อ...ครับ” ผมตอบกลับไป(เพื่อรักษามารยาท)

“เธอคงจะได้เห็นข่าวแล้วสินะ เรื่องที่เชียนซีถูกปาปารัสซี่แอบถ่ายเข้า ตอนที่ออกมาจากตึกน่ะ อันที่จริงแล้วข่าวที่ส่งมาที่บริษัทมีเยอะกว่านั้นมาก แต่ทางเราก็ทำการปิดข่าวได้หมด แต่กว่าจะจัดการได้ก็เล่นเอาหัวปั่นกันแทบแย่” เขาพูด “และ.........โชคร้ายที่ทุกข่าวกอซซิปทั้งหลายแหล่ของเชียนซีน่ะเกิดขึ้นเพราะเธอ”

“.....”

“อ่า...ไม่สิ เกิดขึ้นกับเธอต่างหาก” เขาเดินมานั่งลงบนโซฟา “ยังโชคดีอยู่นิดหน่อยที่คนเขียนข่าวกอซซิปพวกนั้นเข้าใจว่าเธอเป็นผู้หญิงน่ะนะ แต่ไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงมันก็แย่เหมือนกันทั้งนั้นแหละจริงไหม สำหรับเด็กฝึกที่กำลังมีชื่อเสียง แต่ก็ยังคงเป็นแค่เด็กฝึกเนี่ย...”

เขาหัวเราะ และผมก็ได้แต่เงียบฟังเขาอย่างไม่รู้จะพูดอะไร

“เธอคงจะคุยกับเชียนซีแล้วล่ะ ฉันคิดว่างั้นน่ะนะ” เขาแสร้งทำเป็นถอนหายใจออกมา “แต่พนันได้เลยว่าเขาต้องบอกเธอว่าเขาไม่สนใจเรื่องพวกนั้น คนอย่างเชียนซีน่ะไม่เคยสนใจอะไรเรื่องพวกนั้นหรอก เขามองว่ามันไร้สาระเสมอ คือมันก็อาจจะเป็นเรื่องไร้สาระจริงนะเพียงแต่....”

“....”

“เพียงแต่เรื่องไร้สาระพวกนั้นนั่นแหละ ที่มีผลต่ออนาคตของเขาโดยตรง” เขาพูด “เธอคงได้คุยกับจู่เอ๋อร์หลานของฉันแล้วใช่ไหม ฉันคิดแล้วล่ะว่าจู่เอ๋อร์คงจะทำให้เธอเปลี่ยนใจจากเชียนซีไม่ได้ โอ้...อย่าเข้าใจผิดนะ ฉันก็ไม่ได้จะบอกให้เธอเปลี่ยนใจจากเขา เรื่องแบบนี้มันห้ามกันปุบปับไม่ได้ฉันรู้”

เขาปัดมือไวๆตรงหน้าราวกับเขาเข้าใจจริงๆ

“ขนาดหลานฉันเองแท้ๆฉันยังบังคับให้เปลี่ยนใจจากเชียนซีไม่ได้เลย น่าโมโหนะว่าไหม พูดไปก็ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง หลานฉันก็ยังคิดไม่ได้อยู่ดี” เขาบอก “แต่ฉันก็หวังไว้ลึกๆว่าเธอจะไม่เหมือนหลานฉัน”

“.....”

“คือฉันหวังว่าเธอจะเข้าใจว่าที่พูดทั้งหมดนี้มันหมายความว่าอะไรน่ะนะ” เขายิ้ม “เธอลองคิดดูให้ดีว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นต่อเธอและเชียนซีบ้าง เชียนซีจะเสียอะไร และเธอเองจะเสียอะไร เธอเห็นไหมว่ามันมีแต่เสียกับเสีย...และฉันหวังว่าเธอจะคิดออกนะ”

“....”

“อ้อจริงสิ.......ว่าแต่ว่า....ห้องนี้พอจะมีกาแฟบ้างหรือเปล่า...”

 

นั่นคือสิ่งที่เขาพูดกับผม....ในวันนั้น มันบั่นทอนกำลังใจค่อนข้างมากเลยล่ะครับผมบอกตามตรง ผมแทบจะอยากวิ่งหนีไปเลยเสียตั้งแต่ตอนนั้น แต่สิ่งเดียวที่ทำให้ผมยังอยู่ตรงนั้นคือเชียนซี

ผมสารภาพเลยว่าการอยู่ห่างจากเขาก็ทำให้ผมกังวล ผมกลัวว่าเขาฝึกซ้อมหักโหมมากเกินไป ผมเป็นห่วงว่าเขาจะกินอาหารครบไหม แล้วถ้าผมไม่ได้ทำอะไรหลายๆอย่างให้แล้วเขาจะใส่ใจที่จะทำเองหรือเปล่า ผมกังวลสารพัด แต่เพราะงานของแม่ยังไม่มีวี่แววว่าจะเรียบร้อยดี ผมก็เลยต้องอยู่ที่นี่ต่อไปอีกสักพัก

 

“กลับมาแล้วครับ” ผมเอ่ยขึ้น หลังจากเป็นธุระออกไปซื้อของให้คุณยายมาเมื่อราวๆชั่วโมงก่อน ผมวางถุงทั้งหมดลงตรงหน้า ก่อนจะก้มไปดึงเชือกรองเท้าออก

 

“ไง....ให้รออยู่นานเลย”

แล้วเสียงคุ้นหูเสียงหนึ่งก็เอ่ยขึ้น ผมหยุดกึกและรีบปล่อยมือจากเชือกรองเท้า ก่อนจะมองไปที่เจ้าของเสียงนั้น และผมก็แทบจะหยิกต้นขาตัวเองซ้ำๆเพราะกลัวว่าจะแค่ฝันไป


“เชียนซี!” ผมโพลงขึ้น “นายมาได้ไง!

 

 

 


 

 

 

เชียนซีนั่งกอดผมนิ่งๆโดยไม่พูดหรือตอบคำถามอะไรผมสักอย่างมาราวๆสิบนาทีแล้ว นับตั้งแต่ที่แม่ใช้ให้ผมพาเขายกกระเป๋าขึ้นมาเก็บบนห้อง

มันบ้ามากๆที่อยู่ดีๆเขาก็มาโผล่ที่บ้านคุณยายผมพร้อมกับกระเป๋าเป้หนึ่งใบที่เต็มไปด้วยเสื้อผ้าที่เพียงพอที่จะให้เขาอยู่ที่บ้านคุณยายผมได้อย่างสบายๆเป็นวีค แถมแม่ผมก็ดูจะพูดคุยกับเขาได้อย่างถูกคออีกต่างหากทั้งๆที่เขาไม่ได้ดูเหมือนคนที่จะเข้ากับใครได้ง่ายๆเลย(เขาถึงกับเคยเล่าให้ผมฟังแล้วด้วยซ้ำว่าเขาก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ!)

 

และตอนนี้ผมก็กำลังนั่งอยู่บนตักของเขา และมือสองข้างของเขาก็โอบอยู่ที่รอบเอวของผมแน่น หัวของเขาวางแหมะอยู่แถวๆไหล่ปลาร้าของผมพร้อมลมหายใจที่เข้าออกสม่ำเสมอ

“เชียนซี ห้ามหลับนะ!” ผมร้องขึ้น “บอกว่าห้ามหลับไง!

“ไม่ได้หลับสักหน่อย” เขาตอบเสียงงัวเงีย “แต่จริงๆก็ง่วงมากเลยนะ ขอนอนได้ไหม”

“ไม่ได้โว้ย! ให้ตายเถอะ” ผมกลอกตา “อย่างน้อยๆก็ควรจะตอบคำถามฉันก่อนไม่ใช่หรือไง นายมาได้ยังไงกันเนี่ย”

“ฉันนอนไม่ค่อยหลับเลยตั้งแต่นายไม่อยู่” เขาพูด เหมือนไม่ได้ฟังที่ผมเพิ่งจะพูดไปเมื่อตะกี้นี้เลยแม้แต่นิด “ทรมานจะแย่อยู่แล้ว รู้สึกเหมือนสมองมีเลือดอยู่ครึ่งเดียวเลย”

“นายกำลังงอแงเหรอเนี่ย” ผมขำหึในลำคอ “อี้หยางเชียนซีกำลังงอแงเนี่ยนะ”

“เปล่าสักหน่อย” เขาปฏิเสธ “ฉันเล่าให้ฟังต่างหาก”

“ก็ได้...แล้วสรุปนายมาที่นี่ได้ยังไง” ผมถามเขาซ้ำทั้งที่เขาทำท่าเหมือนจะหลับไปจริงๆอีกรอบ “วันนี้ฉันจะได้รู้เรื่องไหมเนี่ย ตอบคำถามฉันสักทีเถอะ”

“ป้าฉันมาส่ง” เชียนซีตอบสั้นๆ

“ได้ไงอ่ะ แล้วนายรู้ได้ยังไงว่าบ้านยายฉันอยู่ตรงไหน”

“ป้าฉันไม่ใช่คนจุกจิกหรอกน่า แต่บอกว่าอยากมาเขาก็มาส่งแล้ว ส่วนเรื่องที่ว่ารู้จักบ้านนายได้ยังไง....ก็เอาเป็นว่าฉันรู้ก็แล้วกัน”

“งั้นเหรอ” ผมเลิกคิ้วขึ้น “แล้วทำไมไม่รออยู่ที่หอล่ะ นายสอบเสร็จแล้วเหรอ”

“ก็บอกอยู่นี่ไงว่ารอไม่ไหวแล้ว” เชียนซีตอบ “ฉันสอบเสร็จไปได้หลายวันแล้ว...แต่นายก็ยังไม่กลับไปสักที”

“....”

“ฉันเบื่ออาหารของหวงยู่หางมากเลยนายรู้ไหม เค็มจนเกลือเรียกพี่ ไม่อร่อยเลยสักนิด แล้วฉันก็เบื่อหน้าเขามากๆด้วย” เชียนซีบ่น “เจ้าบ้านั่นชอบทำหน้าเซ็ตเดียวใส่ฉันตลอด”

ผมหัวเราะ อย่างน้อยๆผมก็ได้รู้ว่าหวงยู่หางเป็นคนรักษาคำพูดล่ะนะ

“นายมีหน้าหลายเซ็ตตายแหละ” ผมหัวเราะต่อพร้อมกับเขามือยีหัวทุยๆของเขานิดหน่อย

“ช่างเหอะน่า ประเด็นสำคัญเลยคือฉันคิดถึงนายตากห่าง”

เขาพูด ก่อนจะกระชับกอดของเขาให้แน่นขึ้น

“.....”

“นายจะต้องชดใช้ให้ฉันโทษฐานที่ทำให้ฉันทรมาน” เขาพูด “ถ้าไม่ติดว่ามีสอบที่บริษัท ฉันกะจะบุกมาหานายตั้งแต่สามวันแรกเลยด้วยซ้ำ”

“.....”

“ฉันคิดถึงนายจนจะบ้าตายอยู่แล้วนายเห็นไหม”

ผมคลายยิ้มออกมาหน่อยๆ “ก็สงสัยจะเป็นบ้าไปแล้วจริงๆ”

“นายทนได้ยังไง ทำไมถึงมีแต่ฉันที่ทนไม่ได้”

ผมเอาแขนกอดรอบหัวทุยๆของเขาไว้หลวมๆ “ฉันยังไม่ได้บอกว่าทนได้เลยสักคำ”

แล้วเราสองคนเงียบไป ปล่อยให้ความรู้สึกทั้งหมดของเราถ่ายทอดไปถึงกันผ่านกอดนี้ ผมเองก็หงุดหงิดใจไม่น้อยหรอกครับที่ติดต่อเขาไม่ได้ แถมยังได้เจอหน้าเขานับครั้งได้อีก แต่ผมก็รู้ว่าสิ่งเดียวที่ผมทำได้คืออดทนรอเท่านั้น


“นี่...กังวลใช่ไหม เรื่องที่ผู้ชายคนนั้นพูด” เชียนซีเอ่ยขึ้น

“ใช่...” ผมตอบไปตามตรง “ฉันกังวลเรื่องที่เขาพูด แต่ฉันไม่ใช่กังวลว่าตัวฉันเองจะเป็นยังไงหรอกนายรู้ไหม ฉันไม่สนใจหรอกต่อให้ฉันจะต้องโดนต่อว่า หรือโดยเกลียดยังไง แต่ฉันกลัวว่านายจะเดือดร้อนมากกว่า”

“....”

“จำได้ไหมที่ฉันเคยพูดว่านายเหมาะที่จะยืนอยู่ท่ามกลางแสงไฟน่ะ”

เชียนซีพยักหน้าแทนคำตอบ

“ฉันหมายความอย่างที่พูดจริงๆนะ” ผมบอก “ถ้านายจะต้องเดินออกมาจากแสงไฟนั้นเพราะฉันเป็นต้นเหตุ ฉันก็ไม่เอาด้วยหรอก สู้ให้ฉัน....”

“อย่าได้พูดเหมือนจะไปจากฉันเด็ดขาดเลยนะ และห้ามพูดอะไรทำนองนั้นเลยด้วย แค่คล้ายๆก็ไม่เอา นายรู้ว่าฉันไม่มีทางยอมแน่” เชียนซีแทรกขึ้น “ถ้าจะให้ฉันยืนอยู่บนนั้นโดยไม่มีนายฉันก็ไม่เอาด้วยหรอก”

“รู้แล้วน่า ก็แค่พูดเฉยๆเอง” ผมมุ่ยหน้า “รู้ทันตลอดแล้วจะไปไหนได้ยังไง”

ผมพูดเสียงเบาที่ประโยคสุดท้าย

เชียนซีหัวเราะในลำคอ “นายไม่ควรแบกความรู้สึกพวกนั้นเอาไว้คนเดียว รู้ใช่ไหม”

“....”

“นายอย่าลืมว่านายไม่ได้รู้สึกกับฉันแค่ฝ่ายเดียว ฉันเองก็รู้สึกกับนายด้วย ถ้าเรื่องนี้มันจะยุ่งยากเพราะเรารู้สึกเหมือนกัน แล้วผลที่ตามมานายจะแบกมันไว้มากกว่าฉันได้ยังไง”

“ฉันแค่กลัวว่านายจะแย่เพราะฉัน”

“ถ้านายกลัวว่าฉันจะแย่ก็ต้องจับมือฉันไว้แน่นๆรู้รึเปล่า” เขาโยกปลายจมูกผมเบาๆ “ถ้านายทิ้งฉันไป พนันได้เลยว่าฉันจะแย่กว่าเดิมมาก จะเสียผู้เสียคนไม่กินไม่นอนมันแล้ว”

“เพ้อเจ้อ” ผมหัวเราะ “ฉันอยากให้เรื่องนี้ง่ายกว่านี้จังแฮะ”

“ฉันไม่กล้าพูดหรอกนะว่ามันจะดีขึ้นหรือง่ายขึ้นไหม บางทีในวันข้างหน้ามันอาจจะยากกว่านี้ก็ได้ แต่ต่อให้มันยากกว่านี้ยังไงฉันก็อยากให้นายอยู่กับฉัน ถ้านายอยู่กับฉัน...ฉันรู้ว่าเราจะต้องผ่านเรื่องแย่ๆไปได้แน่”

“.....”

“ถ้าความธรรมดาคือสิ่งที่ฉันโหยหาที่สุดท่ามกลางความโด่งดังทั้งหลายล่ะก็”

“....”

“ฉันก็อยากจะเก็บส่วนที่ธรรมดาของฉันไว้ใช้กับนายนะ” เขายิ้ม “ช่วยอยู่ตรงนี้ด้วยกันไปนานๆได้ไหมครับคุณหลิวจื้อหง”

“....”

ผมรู้สึกเหมือนมีเสียงร้อนฉ่าดังออกมาจากแก้มตัวเองเลยให้ตาย คุณไม่ได้ยินเสียงเขา หรือเห็นหน้าเขาเหมือนอย่างที่ผมกำลังเจออยู่ตอนนี้ บางทีคุณอาจจะยังไม่เข้าใจว่าผมรู้สึกยังไง แต่ผมก็อยากจะบอกว่าผมรู้สึกเหมือนกำลังจะระเบิดเสียให้ได้เลยล่ะ

ผมดึงเขามากอดเอาไว้เสียเอง ก่อนที่เขาจะจับได้ว่าประโยคเลี่ยนๆของเขาทำให้ผมเขินได้มากขนาดไหน ผมฝั่งหน้าลงบนไหล่ของเขาในขณะที่ตัวสั่นนิดหน่อย

อา...ให้ได้แบบสิ นี่ผมกำลังจะระเบิดจริงๆใช่ไหม


เชียนซีกอดผมตอบก่อนจะโยกเยกตัวไปมาเหมือนผมเป็นเด็กเล็กๆ

“ฉันจะได้คำตอบไหมเนี่ย หืม” เชียนซีถาม

“......ยังต้องตอบอีกเหรอ” ผมถามเขาเสียงอู้อี้

“แน่นอนสิ” เชียนซีว่า “หรือว่านายจะต้องให้ฉันถามซ้ำ”

“ไม่เอานะ!” ผมรีบพูดขึ้น ก่อนเสียงแผ่วลงที่ประโยคถัดไป “แค่นี้จะเขินจะตายอยู่แล้ว เงียบไปเลย”

“.....”

“.....”

“คำตอบ.....”

“รู้แล้วน่า!” ผมพูด “ก็บอกไปแล้ว..................ว่าฉันจะไปไหนได้ยังไง”

เชียนซียื้อให้ผมผละออกจากอ้อมกอด ฝ่ามืออบอุ่นของเขาลูบที่ข้างแก้มของผมเบาๆก่อนจะยืดตัวขึ้นและประทับจูบที่หน้าผากของผมช้าๆ

“แค่นั้นฉันก็พอใจแล้ว”

พูดจบเขาก็กอดผมไว้อย่างเดิม

 


ทว่าไม่นานนักเขาก็เริ่มขยับยุกยิก มือซุกซนของเขาก็เริ่มอยู่ไม่เป็นสุขพอๆกับปลายจมูกโด่งที่โฉบไปโฉบมาอยู่แถวๆต้นคอของผม แตะลงตรงนี้ทีตรงนั้นทีจนผมต้องย่นคอหนีเพราะความจั๊กจี้

“เชียนซี!

“หืม” เขาครางฮึมฮัมรับในลำคออย่างไม่ได้ใส่ใจเสียงของผมนัก

“ทำอะไรของนายเนี่ย!” ผมดุเขา “จะอยู่ดีๆสักวันไม่ได้เลยหรือไง อื้อ...เชียนซี!

“หืม...”

ให้ตายเถอะ ผมเปลี่ยนใจไม่ชอบเขาแล้วฆ่าเขาแทนได้ไหม

“เรากำลังอยู่ที่บ้านคุณยายฉันกันนะ!

“อาฮะ” เขาตอบ “แล้ว...?”

แล้ว? แล้วยังไงล่ะ! ให้ทำตามใจอะไรก็ได้มั้ง โธ่เว้ย!

“ช่วยอยู่เฉยๆบ้างได้ไหม” ผมรีบเอ่ยถาม ก่อนที่เขาจะได้ทำให้สติผมกระเจิดกระเจิงไปจริงๆซะก่อน

“ไม่ได้” เขาตอบออกมาราวกับนั่นเป็นคำถามที่ไม่ต้องขบคิดอะไร “ฉันบอกนายไปแล้วนะ ว่านายต้องชดใช้โทษฐานที่ทำให้ฉันทรมาน แล้วฉันก็จะให้นายชดใช้เดี๋ยวนี้ ตอนนี้เลยด้วย”

“แต่มัน...........ช..เชียนซี! ฉันบอกว่าไม่ได้ไง!” ผมดันหน้าเขาออก “นายอยากจะโดนไล่ตะเพิดออกจากบ้านฉันงั้นเหรอ ถ้าแม่กับยายฉันรู้เข้า นายคิดว่าเราจะยังได้นั่งอยู่ตรงนี้ด้วยกันอีกไหม ฉันบอกได้เลยว่า ไม่แน่ๆ”

“.....”

“ช่วยอยู่เฉยๆทีเถอะขอร้องล่ะ” ผมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ

“ก็ได้” เชียนซีว่า “แต่นิดนึงได้ไหม”

“ไม่ได้!

“แค่นิดเดียวเองนะ”

“ก็บอกว่าไม่ได้ไง!

ให้ตายเถอะให้ตาย! ใครก็ได้ มาลากเข้าออกไปจากผมที!!!!

 

 

 


 

 

 

Talked by YiYangQianXi

ในที่สุดผมก็ตัดสินใจเคาะที่บานประตูหนาตรงหน้าผมได้สักที หลังจากยืนงุ่นง่านเป็นพวกสะเหล่ออยู่อย่างเดียวมาร่วมห้านาที ผมยืนรออยู่ตรงนั้นไม่นานนัก ประตูก็ถูกเปิดออกด้วยมือผู้หญิงคนหนึ่งที่หน้าตาเหมือนกับหลิวจื้อหงเป๊ะๆอย่างกับลอกกันมา เพียงแต่เธอแค่ดูมีอายุ ผมยาว และสวมเสื้อผ้าคนทำงาน เธอมองผมด้วยสายตางุนงงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มให้ผมอย่างเป็นมิตร

“มาหาใครจ๊ะ” เธอถามผม “เอ๊ะ...หรือเอาน้ำมาส่ง แต่จำได้ว่ายังไม่ถึงกำหนดส่งรอบถัดไปเลยนี่จ๊ะ”

“เอ่อ...ไม่ใช่หรอกครับคุณน้า” ผมยิ้ม ก่อนจะโค้งให้เธอเพื่อเป็นการทักทาย “สวัสดีครับ ไม่ทราบว่านี่ใช่บ้านของหลิวจื้อหงหรือเปล่าครับ”

ผมถาม แม้ว่าใบหน้าของคุณน้าคนนี้จะได้ตอบคำถามของผมไปหมดแล้วก็ตาม

“ใช่แล้วล่ะจ้ะ มีอะไรรึเปล่าจ๊ะ”

“ผมชื่อเชียนซีครับ เป็นรูมเมทของจื้อหง เขาเอ่อ....อยู่รึเปล่าครับ”

“อ้อ! รูมเมทของจื้อหงเหรอจ๊ะ เข้ามาก่อนสิ” เธอยิ้มกว้าง ก่อนจะเพยิดหน้าเป็นเชิงอนุญาตให้ผมเดินเข้าไปในบ้าน “ตอนนี้จื้อหงไม่อยู่หรอกจ้ะ ออกไปซื้อของน่ะ แต่เดี๋ยวก็คงกลับมาแล้ว จื้อหงไม่เห็นบอกน้าก่อนเลยว่าเพื่อนจะมาเยี่ยม คงลืมอีกแน่ๆเลยเจ้าลูกคนนี้”

“อย่าดุเขาเลยครับ เป็นผมเองแหละครับคุณน้าที่ไม่ได้บอกเขาก่อนว่าจะมา พอดีผมได้ยินข่าวว่าคุณยายของจื้อหงไม่สบายเลยอยากจะมาเยี่ยมเองแหละครับ แล้วผมก็มีเรื่องจะคุยกับเขาอยู่ด้วย”

“คุณยายก็เรื่อยๆตามประสาคนแก่นั่นแหละจ้ะ อาการดีขึ้นมาแล้ว ขอบใจที่มาเยี่ยมนะจ๊ะ” แม่จื้อหงว่า “ว่าแต่......ที่มาหาจื้อหงเนี่ยไม่ได้ทะเลาะอะไรกันใช่ไหมจ๊ะ น้าเห็นจื้อหงไม่ค่อยจะร่าเริงเลยช่วงนี้”

“เปล่าหรอกครับ สงสัยที่โรงเรียนจะมีเรื่องยุ่งๆมั้งครับ ใกล้จะสอบปลายภาคแล้วเขาอาจจะเครียด” ผมตอบ สาบานได้เลยว่าผมไม่ได้ตั้งใจจะโกหก ผมก็แค่ไม่อยากให้ผู้ใหญ่คิดมากก็เท่านั้นเอง คุณลองนึกภาพผมพูดความจริงทั้งหมดออกไปดูสิครับ แม่จื้อหงคงได้ช็อคตาตั้ง ไม่ก็สาปแช่งผมไปตลอดชีวิตแน่ๆ

“ไม่ทะเลาะกันก็ดีแล้วจ้ะ” เธอนั่งลงที่โซฟา ก่อนจะบอกให้ผมนั่งลงด้วย “จื้อหงน่ะไม่ใช่ประเภทที่จะเอาความไม่สบายใจของตัวเองไปรบกวนใครหรอก บางทีนั่นก็เป็นข้อดี แต่บางทีมันก็เป็นข้อเสีย”

“.....”

“น้าเห็นเขาทะเลาะกับเพื่อนทีไร เขาก็เอาแต่คิดว่าตัวเองคือคนผิดตลอด น้าก็ไม่ได้บอกว่าจื้อหงถูกเสมอ แต่เขามักจะรู้สึกผิดมากกว่าคนอื่นๆ ทั้งๆที่บางทีมันก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้น”

โอ้....จริงเลยทีเดียวครับ

“ว่าแต่เชียนซีเป็นดาราอะไรทำนองนั้นหรือเปล่าจ๊ะ น้ารู้สึกคุ้นหน้ามากๆเหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อนเลย” เธอหรี่ตาอย่างใช้ความคิด “บางทีอาจจะเป็นตามโฆษณา...”

“เปล่าหรอกครับ” ผมปฏิเสธ “ผมหน้าโหลมั้งครับคุณน้าก็เลยคุ้นๆ”

“อย่างนั้นเองหรอกเหรอ! ก็เชียนซีหล่อขนาดนี้ น้าก็เลยนึกว่าเป็นคนดังน่ะสิ” เธอหัวเราะ “แต่ก็ดีแล้วล่ะจ้ะที่ไม่ใช่คนดัง เพราะถ้าเป็นคนดังจื้อหงก็คงทำตัวลำบากแย่”

“ทำไมล่ะครับ”

“ก็ไม่มีอะไรมากหรอกจ้ะ พอดีจื้อหงน่ะไม่ค่อยชอบความวุ่นวาย เขาเป็นคนรับมือกับความวุ่นวายได้ไม่ค่อยดีนัก แถมยังไม่ชอบการตกเป็นเป้าสายตา หรือโดนเพ็งเล็งเป็นพิเศษด้วย มันจะทำให้เขาทำตัวลำบาก ตอนแรกที่ได้ย้ายเข้าไปในโรงเรียนชื่อดังขนาดนั้นน้าก็กังวลนะว่ามันจะทำให้จื้อหงอึดอัดใจรึเปล่า”

“.....”

“น้ากลัวว่าเขาจะรับมือกับความวุ่นวายไม่ไหว แต่ถ้าเขาผ่านมาได้น้าก็ดีใจ” เธอยิ้ม “เป็นรูมเมทจื้อหงอาจจะลำบากนิดหน่อยเพราะจื้อหงเข้าใจอะไรยาก แต่น้ารับประกันได้เลยว่าเขาเป็นเด็กดีแน่นอนจ้ะ”

“ผมรู้ครับ” ผมพูด “เขาเป็นเด็กดี”

เธอหัวเราะ “ใช่จ้ะ ถึงจะเงอะๆงะๆ ทำนู่นทำนี่พังบ้าง แต่เป็นเด็กดีและมีความรับชอบสูงแน่นอน น้ารับประกันเลย แต่ยังไง...น้าก็ฝากเชียนซีช่วยดูเขาด้วยนะ”

“.....”

“น้าอยากให้เขาได้เจอคนที่ดีๆ ใส่ใจในตัวเขา” เธอพูดด้วยแววตาเศร้าๆ ราวกับเรื่องพวกนั้นเคยเกิดกับเธอมาก่อน “ไม่ทำให้เขาอึดอัดใจ หรือทิ้งเขาให้ต้องอยู่คนเดียว...”

“.....”

“พ่อของจื้อหงเป็นคนมีชื่อเสียงมากเรื่องทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เขาคิดเสมอว่าการหาเงินได้มากๆคือการดูแลครอบครัว แต่ความจริงแล้วมันไม่ได้เป็นอย่างนั้น เพราะระยะหลังๆเขาก็เริ่มทำแต่งานจนลืมครอบครัวไป” เธอเล่าด้วยท่าทางที่ดูเหม่อลอย

“....”

“ครอบครัวเราเคยมีจุดที่ต่ำสุด จุดที่ชื่อเสียงของเขาทำให้เราไม่เป็นสุข เพราะอย่างนี้จื้อหงเลยไม่ค่อยสัดทันเรื่องความดังนัก รับมือลำบากเลยล่ะช่วงนั้น อาจจะเพราะจื้อหงยังเด็กเกินไปในตอนนั้น จริงๆก็ไม่ใช่แค่จื้อหงหรอกนะ น้าเองก็ไม่ค่อยสันทัดสักเท่าไหร่” เธอว่า “แต่อันที่จริงเราก็ไม่เป็นสุขกันตั้งแต่ที่พ่อของจื้อหงทำงานหามรุ่งหามค่ำแล้วล่ะ จนถึงวันนี้เขาก็ยังเป็นอย่างนั้น เขาไม่เคยมีเวลาอยู่กับคนในครอบครัวได้นานเลย นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องแย่ๆทั้งหมด ที่ไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากปล่อยให้มันผ่านไป”

“.....”

“โอ้ น้าขอโทษนะจ๊ะ เลยเผลอเล่าเรื่องไม่เป็นเรื่องให้เชียนซีฟังไปจนได้”

“ไม่เป็นไรหรอกครับคุณน้า ผมถือว่าได้รู้จักจื้อหงมากขึ้น”

แม่ของจื้อหงคลายยิ้มบางๆ

“คุณน้าไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ...ผมจะคอยดูเขาเท่าที่ผมจะทำได้” ผมพูด

“....”

“ผมสัญญาครับ”



talk: มาแล้ว มาแล้วววววววววววววว ไหนใครคิดว่าจะดราม่า

ไหนล่ะดราม่าที่ว่า ๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕ มีแต่น้ำตาลปี๊บหวานเลี่ยนเจียนอ้วก(ใช่มะ)

จริงๆตอนนี้มันก็ไม่มีอะไรอีกนั่นแหละ แต่พระเอกของเราก็ได้ลั่นคำสัญญาไปแล้ว

แล้วเราจะมาคอยดูกันข่าาา ท้อคแค่นี้แหละ ลืมหมดแล้ว เพราะมันไม่มีอะไรจริงๆ(?)

แล้วเจอกันตอนหน้านะคะ คาดว่าเป็นตอนจบแล้วด้วย ถ้าไม่บังเอิญคิดอะไรขึ้นมาได้อีกนะ ๕๕

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

471 ความคิดเห็น

  1. #424 Alicia Tea (@aliciatea) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2559 / 17:36
    ท่านเชียนโหมดนี้ดีต่อใจมาก 
    ตอนหน้าจะจบแล้วเหรอ ฮืออออออออออ
    #424
    0
  2. #423 CoolBom (@CoolBom) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2559 / 15:01
    โอ่ยยย ท่านเชียนละมุนอ่าาา อยากเป้นหงหง555
    #423
    0
  3. #422 hhongchibi (@onegirlizm) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2559 / 19:24
    ท่านเชียนตอนนี้ทำตัวน่ารักมากอะแสดงออกชัดเจนสุดๆ
    จุดนี้คืออยากจะมโนว่าตัวเองเป็นหงหง เขิลลลลลล >////<
    อยากได้ช็อตก่อนมานั่งกอดกันจังเลยค่ะ 
    ท่านเชียนหลอกล่อหงหงยังไง 555

    ว่าแต่ยังไม่จบได้มั้ยยยยยย ฮืออออออออออ
    หรือจะจบก็ได้ค่ะแต่ขอสเปซัก 5 6 7 8 9....ตอน 
     
    #422
    0
  4. #421 ผีสึ่ง (@king-tom) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2559 / 00:59
    นานแค่ไหนที่ไม่ได้อ่านฟิคไปบิดไปแบบนี้ 

    ตอนสองคนนั้นกอดกันทำไมนี่ต้องยกแขนขึ้นมากอดตัวเอง อ๊ากกกกกกกกก 

    ฉันเขิน แล้วก็อิจฉา เค้ากอดกันแต่ฉันกอดตัวเอง บ้าจริง 

    ปล. ทอล์คบรรทัดสุดท้ายนั่นทำร้ายจิตใจมาก ขอแช่งให้คิดอะไรขึ้นมาได้เยอะ ๆ หลาย ๆ ตอน เพี้ยงงง
    #421
    0
  5. #420 kimbeem (@kimbeem) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2559 / 21:28
    เรียกแม่สิเชียนเรียกน้าตะไม 55555 พ่อมือปลาหมึกลวนลามน้องหงของเจียอีกล้าวนะ >\\\<
    #420
    0
  6. #419 scrabber (@scrabber) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2559 / 14:13
    หูยยยยหวานเจี๊ยบบบบบ อยากอ่านฝั่งไคหยวนเพิ่มอีกสักนิด นะๆๆๆ5555
    #419
    0
  7. #418 mewmonmonmew (@mew-jera) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2559 / 10:07
    โหยย ท่านเชียนนี่มือปลาหมึกมาก55555555555 มีความโรแมนซ์นิดๆกับคำพูดของท่านเชียน ฮือเขิงๆๆๆ
    #418
    0
  8. #417 lovetfboysforever (@nigysung) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2559 / 09:26
    ง่าาจะจบแล้วหรออ ยังไม่อยากให้จบเลยยง่าาา งื้อออ เชียนน่าร้ากกก
    #417
    0
  9. #416 AIAI_PH (@coolluv) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2559 / 09:08
    โห้ยยยยยท่านเชียนลั่นวาจากับแม่เขาขนาดนี้ต้องดูแลหงหงให้ดีนะ
    #416
    0
  10. #415 Mild (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2559 / 08:23
    โอ้ยยย ทำงี้ไปฝากตัวเป็นลูกเขยเลยดีกว่มั้ยอ้ะ55555555
    #415
    0