[Fic] Promise สัญญารักบ้านไร่ [Louis Tomlinson]

ตอนที่ 7 : Promise #6

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 14
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    22 ม.ค. 60




Promise #6


...............................................................


ฟางข้าวยืนเก้ๆกังๆอยู่หน้าเรือนหลังใหญ่ ซึ่งบริเวณด้านหน้ามีป้ายติดไว้เด่นหราว่า 


ฝ่ายบรรจุภัณฑ์’ 


หญิงสาวตัดสินใจผลักประตูกระจกเข้าไปก่อนจะพบกับโต๊ะหลายตัว โดยที่มีหญิงสาวหลายคนนั่งประจำอยู่


ภาพที่เห็นมันดูไม่ต่างจากโรงงานเย็บผ้าเท่าไหร่ ทว่าบนโต๊ะนั้นกลับเป็นถุงพลาสติกหลากหลายขนาด ด้านข้างมีองุ่นเข่งใหญ่วางอยู่

“ไงเด็กใหม่!”เสียงทักทายดังขึ้นจากด้านหลัง ก่อนที่อีกฝ่ายจะเดินกระแทกไหล่เธอแล้วหันมาหยุดยืนตรงหน้า

“ฉันชื่อแดเนียล ว่าที่คู่หมั้นของลูอิส ทอมลินสัน”


“ว่าที่คู่หมั้น?”ฟางข้าวขมวดคิ้วเข้าหากันโดยอัตโนมัติ


“เพราะอีกไม่นานบอสจะประกาศขอหมั้นฉัน วันนั้นเธอค่อยเรียกคู่หมั้นเต็มๆก็แล้วกัน”อีกฝ่ายเชิดหน้าใส่ ท่ามกลางเสียงปรบมือของคนอื่นในแผนก


“อ๋อ”เธอพยักหน้ารับ รู้สึกเหมือนตัวเองจะกินแห้วยังไงก็ไม่รู้ บางทีคำสัญญาเหล่านั้นมันก็เหมือนกับของเล่นขายของสินะ


ฟางข้าวถอนหายใจอย่างปลงๆ แล้วเดินไปยังโต๊ะที่ว่างอยู่ ซึ่งคนงานก็ช่วยสอนและแนะนำเธอเป็นอย่างดี

การแพคองุ่นใส่ถุงเพื่อส่งออก ถูกดำเนินการไปตามเวลาของมัน ทว่าหญิงสาวทำไปด้วยหัวใจที่เลื่อนลอย ทุกครั้งที่แดเนียลเดินตรวจงาน เธอมักจะได้ยินคำแซวจากคนงานเรื่องของหล่อนกับพี่ชายใหญ่อยู่บ่อยครั้ง






หลังจากจัดการหน้าที่ทั้งหมดเรียบร้อย ฟางข้าวก้าวเดินไปตามทางเพียงลำพังเพื่อกลับที่พัก แม้สายฝนจะเทกระหน่ำลงมาราวกับฟ้ารั่ว แต่เธอก็ไม่กลัวมันซักนิด ในหัวของเธอตอนนี้มีเพียงภาพพี่ชายใหญ่ รอยยิ้มของพี่ชายใหญ่


จะว่าไปแล้ว การที่พี่ชายใหญ่ไม่มาเจอหน้าเธอเลยจะด้วยเหตุผลนี้หรือเปล่า


“นี่คุณ! เป็นบ้าอะไร!”ลูอิสตะโกนและวิ่งขนาบข้างมาพร้อมกับร่มคันใหญ่ เขาติดธุระเอกสารเงินทุนทำให้ออกมารับเธอสายกว่าเวลาเลิกงาน และไม่คิดว่าจะเห็นฟางข้าวในสภาพเปียกปอนลุยฝนเช่นนี้


หญิงสาวหันมามองหน้าเจ้าของเสียง เจ้าของไร่ถึงกับชะงักไปชั่วครู่ เมื่อเขาเห็นหยดน้ำฝนเลอะอยู่บนใบหน้าหวาน อีกทั้งยังนัยน์ตาแดงก่ำที่มีน้ำใสไหลออกมา


“คุณเป็นอะไร?”ลูอิสถามอีกฝ่ายเสียงแผ่วลง เขาอยากจะดึงเธอเข้ามากอดปลอบเสียตอนนั้น แต่ติดที่ว่าเธอรู้จักเขาในฐานะของลูเซียสไม่ใช่พี่ชายใหญ่


“พี่ชายใหญ่...”


“...”ชายหนุ่มเม้มปากเป็นเส้นตรงทันทีที่ร่างเล็กเอ่ยเสียง เขาไม่รู้ว่าเธอไปรู้อะไรมา ทำไมถึงพูดออกมาแบบนั้น


“พี่ชายใหญ่มีแฟนแล้วลูเซียส!”เธอร้องไห้โฮ แล้วโผเข้ากอดอีกคนอย่างต้องการที่พึ่ง


เธอกลับมาที่นี่ ส่วนหนึ่งก็เพราะเขา 

แต่เขามีแฟนแล้ว

เขาไม่ใช่พี่ชายใหญ่ที่ให้คำสัญญาว่าจะแต่งงานด้วยอีกแล้ว

มีแต่เธอที่เอาแต่ผูกมัดตัวเองไว้อยู่แบบนั้น

คำพูดในวัยเด็ก... มันก็แค่สนุกไปวันๆ เธอไม่ควรเอามันมาใส่ใจเลย


ขณะเดียวกัน คนฟังได้ยืนตัวแข็งทื่อให้หญิงสาวกอด แม้จะโล่งอกที่เธอยังไม่รู้สถานะจริงของเขา แต่ก็หนักใจเรื่องข่าวที่เธอได้รับมา


ใครมันบ้าปล่อยข่าวอะไรไร้สาระแบบนี้ เขาไม่เคยควงผู้หญิงคนอื่นเสียด้วยซ้ำ 

นอกเสียจาก...แพทริเซีย’

ซึ่งนั่นมันก็นานมาแล้ว และคนทั้งไร่นี้ก็รู้เรื่องการจากกันของเขาและเธอเป็นอย่างดี


แต่เดี๋ยวนะ...


ทำไมฟางข้าวต้องร้องไห้หนักขนาดนี้ หรือว่าเธอก็รักเขา


“นี่คุณชอบบอสหรอ?”ลูอิสแกล้งถาม


“ไม่ต้องมายุ่ง!”เธอผลักเขาออกเมื่อได้สติ ทั้งๆที่ตัวเองเป็นฝ่ายกอดก่อนแท้ๆ


“เดี๋ยวๆ!”ชายหนุ่มรีบรั้งแขนคนตัวเล็ก เพราะเห็นว่าเธอกำลังจะเดินหนี

“ลุยฝนต่อไปแบบนั้น ถ้าคุณป่วยขึ้นมา บอสเล่นงานผมแน่ๆ”


“งั้นก็เอาร่มมานี่!”ฟางข้าวดึงร่มออกจากมือของอีกคนก่อนจะเดินออกไปหน้าตาเฉย ทิ้งให้เจ้าของไร่อย่างลูอิสยืนตากฝนอยู่แบบนั้น ใบหน้าหล่อส่ายไปมาอย่างเอือมระอา

...น้องฟางของเขาแสบไม่เปลี่ยนเลยนะ...



...............................................................



ก๊อก ก๊อก ก๊อก

เสียงเคาะประตูดังขึ้น ฟางข้าวเปิดออกด้วยสีหน้าบอกบุญไม่รับ เธอรู้ดีว่าใครมาเยือนห้องพักของเธอในยามนี้


“ตรงเวลาจริงนะ”ฟางข้าวบ่น แม้เธอเองปรับตัวทำเวลาให้พอดีกับผู้ชายคนนี้แล้วก็เถอะ แต่ก็ยังไม่วายอดแซะอดแซวไม่ได้


“แน่นอนอยู่แล้ว! ผมไม่อยากถูกบอสหักเงินเดือน”


พูดออกไปแล้วก็อยากจะหัวเราะเสียงดังๆ ใครจะบ้าหักเงินเดือนตัวเองวะ?


รถกระบะซอมซ่อสีตุ่นถูกขับออกไปตามเส้นทางที่คุ้นเคย หญิงสาวนั่งเท้าคางมองไร่องุ่นที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา คนงานมากมายกำลังทำงานอย่างขะมักเขม้น


กลิ่นไอธรรมชาติแบบนี้ไม่สามารถหาได้ในเมืองหลวง บรรยากาศสีเขียวขจีชวนให้รู้สึกอิ่มเอมใจ ไร่ที่เงียบสงบและอบอุ่นทุกครั้งที่ได้สัมผัส เธอมีความสุขทุกครั้งเมื่อมาเยือนมัน


“ฮัดชิ้วววว!!!”เสียงจามของสารถีจำเป็นเรียกให้ฟางข้าวหันกลับมามองในรถ มือของเขาขยี้จมูกไปมาจนผิวสไตล์คนยุโรปเป็นรอยแดง


“ฮัดชิ้วววว!!! ฮัดชิ้วววว!!!”ลูอิสจามติดต่อกันสองครั้ง และมันก็อยู่ในสายตาของฟางข้าวทั้งหมด


“คุณไม่สบายหรอ?”


“สงสัยจะเป็นเพราะตากฝนเมื่อวาน”ลูอิสพลั้งปากตอบไปตามความจริง แต่คนฟังนี่สิ...กำลังรู้สึกผิด เพราะเมื่อวานเธอเป็นขโมยร่มเขาไปหน้าตาเฉย


“ขอโทษนะที่เมื่อวานฉันปล่อยให้คุณเดินตากฝน”


“ช่างมันเถอะ! คุณกำลังเสียใจคงไม่ได้ตั้งใจทำมัน”


“แต่ยังไงฉันก็ต้องขอโทษจริงๆ”ฟางข้าวยังคงพูดอยู่แบบนั้น


“ผมไม่ได้โกรธอะไรหรอก”ลูอิสหันมายิ้มให้ รอยยิ้มนั้นทำให้จังหวะหัวใจของเธอเต้นแรง


“เอ่อ...วันนี้ตอนบ่ายฉันขอลางานนะ”ฟางข้าวพูดขึ้นมา


“จะไปไหน?”


“มีนัดกับพี่ชายเล็ก”ดวงตาสีฟ้ามองอีกคนนิ่งๆ เธอเพิ่งนึกได้ว่าลูเซียสไม่รู้จักพี่ชายเล็ก

“พี่เซนน่ะ เขาอยู่ไร่ข้างๆนี่เอง บอสของคุณก็รู้จักเขา ไม่ต้องกังวล”ฟางข้าวอธิบาย


“ตามใจ เพราะผมห้ามยังไงคุณก็คงไม่ฟังผม”เขาบอก ต่อให้ไม่อนุญาต เธอก็คงหาหนทางไปพบเซนอยู่ดี


“เดี๋ยวเย็นๆก็กลับแล้ว”ฟางข้างตอบ ทำไมเธอถึงรู้สึกว่าเหมือนอีกฝ่ายกำลังน้อยใจอะไรแบบนั้น


“อืม...”






ฟางข้าวเดินลัดเลาะไปตามถนน แม้จะสิ่งแวดล้อมรอบข้างจะเปลี่ยนไปพอสมควร แต่เธอก็ยังคงจำมันได้เช่นเดิม ป้ายไม้ขนาดใหญ่กรอบของมันถูกวาดด้วยดอกไม้ ซึ่งเป็นชื่อเดียวกับชื่อไร่

ไร่มะลิ’


พี่ชายเล็กเคยบอกกับเธอเกี่ยวกับที่มาของชื่อไร่ไว้ว่า ครอบครัวของเขาอยากได้ชื่อที่เป็นภาษาไทย และโชคชะตาก็ทำให้แม่ของเขาบังเอิญไปได้ยินชื่อนี้จากร้านดอกไม้ในตัวเมือง ซึ่งมันออกเสียงใกล้เคียงกับนามสกุลอีกด้วย


“เหนื่อยไหม?”คำแรกที่ทักขึ้นจากเซน ฟางข้าวปาดเหงื่อออกแบบลวกๆ เขามองบุรุษหนุ่มในแจ็คเก็ตหนังสีดำ ซึ่งเป็นสีเดียวกับรถบิ๊กไบค์ที่จอดอยู่ด้านข้าง


“นิดหน่อยค่ะ วันนี้แดดแรงมาก”


“มาใกล้ๆนี่มา!”เซนเรียก ฟางข้าวเดินเข้าไปหาอีกคนอย่างว่าง่าย


สองมือของเขาจับเข้าที่ช่วงเอวบางก่อนจะยกเธอขึ้นราวกับตุ๊กตา เซนวางคนตัวเล็กลงบนรถคันเก่งของเขา แล้วจึงหยิบผ้าเช็ดหน้าสีเข้มขึ้นมาซับเหงื่อให้ 


ฟางข้าวได้แต่นั่งตัวเกร็งอยู่แบบนั้นไปพักใหญ่ ระยะของเธอกับพี่ชายเล็กห่างกันแค่นิดเดียวเท่านั้น


“ไม่มองหน้าพี่หน่อยหรอ?”


คำถามของเซนเรียกให้คนฟังต้องเงยหน้า และทันทีที่เธอสบกับดวงตาสีเฮเซลคู่นั้น ใบหน้าหล่อก็โน้มเข้ามาประทับริมฝีปากอย่างรวดเร็ว


การถูกจู่โจมแบบนี้ทำเอาเธอไม่ทันตั้งตัว ฟางข้าวชะงักไปชั่วครู่ สภาพหญิงสาวตอนนี้ไม่ต่างกับการถูกกระชากวิญญาณออกจากร่าง เซนทิ้งริมฝีปากค้างอยู่นานจนกระทั่งสองมือบางผลักอีกคนออกเต็มแรงเมื่อได้สติ


“พี่ชายเล็กคิดจะทำอะไรคะ?”แววตาคู่นั้นแสดงอาการไม่เข้าใจกับการกระทำของชายหนุ่ม


“ค่าเช็ดเหงื่อไง”


“พี่ชายเล็กอย่าทำแบบนี้อีกนะคะ ฟางไม่ชอบ!”เธอลงมายืนเผชิญหน้ากับเขา


“ขอโทษ... พี่ไม่คิดว่าเราจะถือเรื่องนี้”เซนยักไหล่ เขาคว้าหมวกกันน็อคขึ้นสวมพร้อมกับยกยิ้ม


ลูอิสทุบมือรัวกับเสาใหญ่ทันทีก้าวเข้ามาในบ้านพัก จนกระทั่งสันมือของเขามีรอยถลอกจากการกระแทกอย่างหนัก และส่งผลให้เลือดสีแดงเริ่มไหลซึมออกมา เขาไม่รู้สึกเจ็บกายเลยซักนิด หากแต่หัวใจของเขามันกำลังเจ็บปวดกับสิ่งที่ เซน มาลิค ทำเมื่อช่วงเวลาก่อนหน้า


ก่อนอื่นต้องยอมรับว่า เขาแอบสะกดรอยตามฟางข้าวมาทางด้านในของไร่ และมาสุดทางที่รั้วอาณาเขต เขายืนมองการกระทำของเซนทั้งหมดรวมถึงฉากจูบ ที่แค่เห็นเขาก็เดินหันหลังกลับอย่างไม่ต้องคิด เพราะขืนยืนมองต่อจากนี้ คงมีคนใดคนหนึ่งตายกันไปข้างแน่ๆ


“ไงคร้าบบอสสสสส วันนี้ไม่....”เสียงของไนออลเดินมาทักอย่างอารมณ์ดี


“มีอะไร!”ดวงตาคู่นั้นที่หันมามองแทบจะสั่งประหารชีวิตได้


“ผมแค่แวะมาทักเฉยๆ”ไนออลวางท่าทีสงบเรียบร้อยมากขึ้น เพราะสีหน้าราวกับราชสีห์โมโหแบบนี้ ขืนลองแหย่นิ้วเล่น มีหวังโดนกัดตายแน่


“ถ้าไม่มีอะไรสำคัญก็ไปทำงานได้แล้ว”


“แต่บอสครับ...”หนุ่มไอริชยังคงยืนมองตาปริบๆ


“อะไรอีก!?”เจ้าของไร่ขมวดคิ้ว


“เลือดที่มือนั่น ผมช่วยทำแผลให้นะครับ”ไนออลตรงเข้ามาประคองมือเล็กๆของเขา เจ้าตัวทำท่าทางอย่างกับว่ากระดูกหักงั้นแหละ


“อย่าทำเว่อร์ไนออล แค่ถลอกนิดหน่อย”ลูอิสทิ้งตัวลงนั่งที่โซฟารับแขก


“ไม่รู้แหละครับ ผมต้องดูแลบอสให้ดี ยุงไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอม”ไนออลยิ้มให้ ลูกน้องเขานี่มันกวนประสาทหน้าตายกันทุกคนหรือเปล่า


“ถ้าไม่อยากถูกเตะออกจากบ้านตอนนี้ ก็เงียบปากแล้วไปหาอุปกรณ์มาทำแผลได้แล้วโว้ย!”


..................................................................


[โปรดติดตามตอนต่อไป]


7 ความคิดเห็น

  1. #5 บังเอิญ (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2560 / 20:01
    ไรต์จ๋า อยากอ่านต่อมากเลย เรื่องนี้สนุกอ่า กลับมาต่อเร็วๆนะคะ
    #5
    0
  2. วันที่ 23 มกราคม 2560 / 23:39
    รอนะ มาต่อไวๆนะไรท์
    #4
    0