เซียนจอมเวทย์ Deva Wizard

  • 96% Rating

  • 4 Vote(s)

  • 3,931,382 Views

  • 27,201 Comments

  • 28,109 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    77,651

    Overall
    3,931,382

ตอนที่ 227 : ภาค 3.2 ตอนที่ 65

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 13887
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 846 ครั้ง
    10 พ.ย. 61

ทันทีที่อักขระเวทย์เรียงรายออกมา พลังที่ลึกลับก็ม้วนตัวกันและก่อรูปจนอากาศนั้นเกิดความสั่นสะเทือน พลังเวทย์เริ่มแปรปรวน

 

ภายในความว่างเปล่าปรากฏเป็นคลื่นพลังที่ก่อรูปร่างเป็นประตูเชื่อมต่อมิติออกมา

 

ในตอนนั้นเอง

 

วิหารดาราทั้งสิบสองแห่งก็รับรู้ถึงพลังที่หายไปกับของจ้าวหอคอย

 

คลื่นแรงกดดันพลังเวทย์ภายในหอคอยดาราเบาบางลงอย่างได้ชัด

 

"ดูเหมือนว่าท่านหัวหน้าได้ออกเดินทางแล้ว" ชายรูปร่างผอมแห้งลืมตาขึ้นมาจากการนั่งสมาธิ บรรยากาศรอบๆ ตัวเขาเต็มไปด้วยความแข็งแกร่งของพลังเวทย์

 

"อาจารย์ ท่านจ้าวหอคอยท่านจะไปที่ไหนหรือ?" สาวกดาราคนหนึ่งที่อยู่ข้างกายเอ่ยถาม

 

เมนซ่ายิ้มและเงียบไปครู่หนึ่ง

 

"ไม่มีใครสามารถมองเห็นความคิดของท่านได้" เขาเอ่ยตอบเป็นประโยคสั้นๆ

 

นับตั้งแต่เมนซ่าและกลุ่มดาราได้พบกับเมอร์ลิน พวกเขาก็ได้พบกับสิ่งมหัศจรรย์มากมายที่ไม่อาจคาดคิดได้ ไม่ว่านานเท่าไหร่พวกเขาก็ไม่สามารถคาดเดาการกระทำของชายผู้นี้ได้เลยแม้แต่น้อย

 

ครั้งนี้ก็เหมือนกัน

 

เมนซ่าเชื่อว่าการเดินทางของเมอร์ลินในครั้งนี้จะต้องสำคัญต่อเขาอย่างแน่นอน ไม่เช่นนั้นครั้งนี้เขาคงไม่เตรียมการในการจากไปไว้เป็นอย่างดี

 

ภารกิจดูแลหอคอยดาราและครอบครัวของเมย์ กลุ่มดาราได้รับปากว่าจะทำให้สุดความสามารถ

 

เมนซ่าและกลุ่มดาราปฏิญาณต่อตนเอง

 

ร่างที่ผอมลูบไม้เท้าที่แผ่พลังสีม่วงออกมาและมองไปยังท้องฟ้าที่ว่างเปล่า

 

นอกจากกลุ่มดาราแล้วก็ยังมีเด็กหนุ่มในวัยสิบเจ็ดปีอีกคนหนึ่งที่มองขึ้นไปบนยอดของหอคอย

 

เอ็ดเวิร์ดในตอนนี้กำลังยืนอยู่บนอากาศอย่างมั่นคง

 

ถูกต้องแล้ว เขากำลังยืนบนอากาศ

 

ในเวลาที่ผ่านมาอาจารย์ของเขาได้ช่วยเขาให้บรรลุเข้าสู่ขอบเขตก่อลำต้นและได้ปรับปรุงกระบี่ไม้ของเขาให้กลายเป็นอาวุธอักขระขั้นสีม่วง

 

ด้วยความแข็งแกร่งของเขาในตอนนี้ ต่ำกว่าขอบเขตจอมเวทย์ย่อมไม่ใช่ค่อต่อสู้ของเขา

 

มิหนำซ้ำวิถีกระบี่ของเขาก็ยังลึกล้ำเหนือพรรณนา ต่อให้ไม่ใช่จิตเวทย์ความก้าวหน้าในการบ่มเพาะของเขาก็รุ่งโรจน์ราวกับแสงสว่างของดวงอาทิตย์ จิตเซียนกระบี่ช่วยให้พลังของเขาเพิ่มพูนขึ้นมาอย่างคาดไม่ถึง

 

ในเวลาเดียวกัน

 

ในส่วนลึกของปราสาทที่เก่าแก่ พลังด้านลบแผ่กระจายออกไปครอบคลุมทั่วบริเวณ

 

แม้ที่แห่งนี้จะยังคงอยู่ในดินแดนมนุษย์ แต่มันกลับต่างออกไปเป็นอย่างมาก

 

"ไร้ใบหน้ามีคำสั่งเรียกรวมใบหน้าทั้งเก้า ไร้ใบหน้ามีคำสั่งเรียกรวมใบหน้าทั้งเก้า ..."

 

เสียงที่แหบแห้งและน่าสะพรึงของสิ่งมีชีวิตที่มีรูปร่างโปร่งใสดังก้องไปทั่วทั้งปราสาท ทะลวงไปถึงชั้นฟ้า ผู้คนในบริเวณนั้นต่างได้ยินเสียงนี้อย่างชัดเจน

 

"ดูเหมือนท่านไร้ใบหน้ากำลังจะตื่นขึ้นมาอีกครั้ง" น้ำเสียงที่แยกไม่ออกว่าเป็นหญิงหรือชายเอ่ยออกมาอย่างเย็นชา ใบหน้าของเขามีหน้ากากตัวเลขเลขสองปรากฏอยู่

 

พรึบ! พรึบ! พรึบ!

 

เพียงเวลาไม่นาน ตัวตนทั้งเก้าก็ปรากฏอย่างพร้อมเพียงกันในห้องโถงแห่งหนึ่งภายในปราสาทเก่าแก่

 

กลิ่นอายของคนทั้งเก้าแข็งแกร่งยิ่งกว่าผู้พิทักษ์ทอร์ของอาณาจักรอารากอนมากกว่าเท่าตัว

 

ในบรรดากลิ่นอายเหล่านั้นบางตัวตนยังแข็งแกร่งเทียบเท่ากับผู้พิทักษ์เอวิชแห่งอาณาจักรดัชชี หรืออาจจะแข็งแกร่งยิ่งกว่าด้วยซ้ำ

 

ร่างทั้งเก้ายืนอยู่หน้าบัลลังก์ทมิฬที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายด้านลบ แผ่กลิ่นอายที่แข็งแกร่งออกมาอยู่ตลอดเวลา

 

ตัวตนของพวกเขาดุจเงาสลัวที่ไหววูบ นอกจากหน้ากากที่มีหมายเลขแล้ว นัยน์ตาเปล่าไม่อาจมองเห็นรูปลักษณ์ของพวกเขาได้ชัดเจน

 

หลายตัวตนมีการแสดงออกสีหน้านิ่งสงบไร้ซึ่งอารมณ์ และมีบางตัวตนที่ไม่ค่อยสบอารมณ์กับการเรียกรวมตัวครั้งนี้นัก

 

"หืม ..." ใบหน้าที่หกคำรามเสียงต่ำ "เหตุใดกันไร้หน้าถึงได้เรียกพวกเรามารวมตัวกัน"

 

นี่เป็นอีกครั้งในรอบหลายปีที่ไร้หน้าเรียกรวมตัว ตลอดเวลาที่ผ่านมาพวกเขานั้นแฝงตัวอยู่ในเงามืด คอยดำเนินแผนการอยู่เบื้องหลังอาณาจักรต่างๆ ตามหน้าที่ ไม่ค่อยปรากฏตัวออกมาให้เห็นบ่อยครั้ง

 

ยิ่งเป็นการรวมตัวเช่นนี้ ยิ่งยากจะพบเจอ

 

นั่นแสดงว่าเรื่องที่ไร้หน้าต้องการจะพูดนั้นต้องสำคัญเป็นอย่างมาก

 

ตัวตนที่แข็งแกร่งทั้งหลายกำลังเฝ้ารอการปรากฏตัวของไร้หน้า

 

ในตอนนั้นเอง

 

ร่างที่โปร่งแสงร่างหนึ่งก็บินโฉบเข้ามา

 

พรึบ!

 

ร่างนั้นมุ่งหน้าไปที่บังลังก์ทมิฬและนั่งลงในทันที

 

ทันใดนั้นเองอำนาจพลังด้านลบอันน่าสะพรึงก็ปรากฏครอบคลุมไปทั้งปราสาท คนทั้งเก้ารู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาลอันน่าอึดอัดใจ

 

อำนาจที่ใกล้เคียงกับจักรพรรดิเวทย์แผ่กระจายออกมา

 

ร่างที่โปร่งใสนั้นไม่ใช่ร่างจริงของไร้หน้า

 

มันเป็นเพียงตัวแทน

 

ตัวตนของมันเป็นเพียงร่างของดอพเพิลแกงเกอร์กันที่ถูกไร้หน้าควบคุมเอาไว้

 

ร่างนั้นคือร่างหญิงสาวที่มีใบหน้าซีดเซียว แต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่ขาดวิ่น ปลดปล่อยกลิ่นอายด้านลบออกมาอย่างมหาศาล

 

ที่สำคัญที่สุดก็คือดวงตาของเธอนั้นเป็นสีขาวโพรนคล้ายกับความว่างเปล่า

 

"ใบหน้าทั้งเก้า ... จงเตรียมตัวให้พร้อม อีกไม่นานเกินรอแผนการปลุกชีพซากอสูรจะเริ่มขึ้น"

 

เสียงที่ไร้ซึ่งอารมณ์ถูกเอ่ยขึ้นจากปากของหญิงสาว แต่ทว่าเสียงนั้นกลับเป็นเสียงของบุรุษเพศ

 

เอ่ยเพียงเท่านี้ทุกคนก็รับรู้ถึงความอ่อนแรง

 

นั่นเป็นเพราะไร้หน้าอยู่ในพื้นที่ห่างไกลและกำลังหลับไหลอยู่ จึงทำให้เขาไม่อาจพูดคุยได้มาก

 

"ไม่ทราบว่าพวกเรากำลังอะไรอยู่ เหตุใดไม่เริ่มดำเนินการในตอนนี้" ใบหน้าที่หนึ่งเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เยียบเย็น ทั่วร่างของเขาเต็มไปด้วยกลิ่นอายที่แข็งแกร่ง พลังรบเหนือชั้นกว่าคนที่เหลือเป็นอย่างมาก

 

นี่คือคำถามที่ทุกคนในที่นี้ต้องการทราบ

 

ผู้ที่อยู่ในที่นี้ ไม่ว่าใครก็ทรงพลังไม่แพ้เหล่าเซนต์และผู้พิทักษ์ของอาณาจักรต่างๆ อีกทั้งบางคนยังเหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด แต่ทำไมไร้หน้าถึงยังไม่ลงมือตอนนี้?

 

"ยังก่อน ... พลังสมบัติเทพของอาณาจักรทั้งห้ายังไม่อ่อนแรงมากพอ พวกเราไม่สามารถลงมืออย่างประมาทได้"

 

ยิ่งไร้หน้าพูด พลังของเขาก็ยิ่งอ่อนแรงลง

 

นั่นแปลว่าเขายังไม่ตื่นจากการหลับไหลดี อีกทั้งยังส่งพลังมาจากที่ห่างไกล จึงทำให้ดูอ่อนแรงลงเป็นอย่างมาก

 

เมื่อได้ยินไร้หน้ากล่าวอย่างนั้น ใบหน้าอื่นๆ ก็ไม่ได้เอ่ยอันใดออกมา

 

"พอแค่นี้ ... ดูเหมือนพลังของข้าจะอ่อนแรงลงมากแล้ว อีกไม่นานเกินรอ วันที่พวกเรารอคอยก็จะมาถึง"

 

เพล้ง!

 

ทันทีที่กล่าวจบร่างของหญิงสาวที่ถูกพลับด้านลบมากมายมหาศาลเข้าครอบงำก็แตกสลาย พลังสีหม่นสาดกระจายออกไป ปราสาทที่เก่าแก่ทั้งปราสาทเกิดการสั่นสะเทือน

 

ตัวตนทั้งเก้าไม่ได้พูดอันใดออกมา พวกเขาไม่ต้องการที่จะพูดคุยต่อกันใดๆ ทั้งสิ้น

 

ทันทีที่ไร้หน้าจากไปการรวมกลุ่มพวกเขาก็สลายตัวไปในทันที

 

นี่ไม่ใช่การรวมกลุ่มเพราะมิตรภาพ แต่มันคือการรวมกลุ่มเพื่อผลประโยชน์

 

ข้อเสนอที่ยื่นให้กับพลังเขานั้นมีมูลค่ามหาศาลเป็นอย่างมาก

 

ผลประโยชน์ใดกันที่สามารถทำให้ตัวตนอย่างผู้สูงศักดิ์ทั้งเก้ายอมที่จะรวมกลุ่มร่วมมือกันและฟังคำสั่งของคนแปลกหน้า

 

หากข้อเสนอนี้ไม่ได้มาซากอสูร แน่นอนว่าพวกเขาย่อมไม่มีวันที่จะร่วมมือเป็นแน่

 

ซากอสูรอย่างนั้นหรือ?

 

ถูกต้องแล้วมันคือดินแดนของซากอสูร

 

ดินแดนต้องห้ามที่หายสาปสูญ

 

ดินแดนที่เต็มไปด้วยตัวตนอมตะผู้ไม่มีวันตาย

 

แน่นอนว่าสิ่งที่ดินแดนซากอสูรตกลงทำสัญญาที่จะมอบให้ย่อมต้องเป็นความเป็นนิรันดร์

 

บนที่ราบสูงที่เต็มไปด้วยต้นหญ้าเขียวชอุ่ม

 

จู่ๆ อากาศบริเวณนั้นก็เกิดการสั่นไหว

 

สายฟ้าสีดำที่ไร้ที่มาก่อรูปร่างเป็นบานประตูมิติปรากฏออกมา

 

ร่างเล็กที่เดินทางมาจากต่างดินแดนก้าวเดินออกมาจากบานประตู

 

วูบ!

 

ทันทีที่ร่างนั้นก้าวออกมาบานประตูมิติก็ถูกปิดและหายไปในทันที

 

"ในที่สุดก็ได้กลับมาอีกครั้ง ดินแดนเกาะลอยฟ้าบาบิโลน" เมอร์ลินกล่าวอย่างอารมณ์ดี

 

ก่อนหน้าที่จะมาที่นี่เขาได้เตรียมพร้อมมาหลายอย่าง

 

จุดประสงค์หลักของการเดินทางในครั้งนี้คือการเรียนรู้ศาสตร์ของการเล่นแร่แปรธาตุ

 

"ในเมื่อดินแดนมนุษย์เคยปรากฏผู้บำเพ็ญเพียร ดินแดนแห่งนี้ก็คงไม่ต่างกัน ไม่เช่นนั้นคนของดินแดนนี้คงไม่อาจแปรธาตุพืชสมุนไพรให้เป็นสมุนไพรเซียนได้"

 

เมื่อได้สมุนไพรเซียนต้นนั้นมาจากเคมิส เมอร์ลินก็ตั้งใจศึกษามันเป็นอย่างดี

 

ภายในคัมภีร์หมื่นนักปรุงยาสิบแสนสมุนไพรได้มีบันทึกเกี่ยวกับสมุนไพรชนิดนี้ไว้จริงๆ

 

สมุนไพรต้นนั้นมีชื่อว่า "ต้นหญ้านภาสีทอง" คุณสมบัติของมันคือเพิ่มความเร็วในการบ่มเพาะ ให้กับผู้ฝึกตนระดับขอบเขตแตกหน่อลงมา ยิ่งผู้ที่อยู่ในขอบเขตรวบรวมลมปราณยิ่งเห็นผลได้อย่างชัดเจน

 

เมื่อกินมันเข้าไปความเร็วในการรวบรวมปราณจะเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก

 

น่าเสียดายที่มันมาอยู่ในมือของเมอร์ลินช้าไป เพราะบัดนี้เขาได้บรรลุถึงขอบเขตผลิดอกแล้ว

 

เมอร์ลินได้นำต้นหน้านภาสีทองไปศึกษาหาร่องรอยของการแปรธาตุ ปรากฏว่าสมุนไพรต้นนี้ได้หลงเหลืออำนาจอักขระไว้ในลำต้นไว้น้อยมาก มันยากที่จะแกะรอยหาได้พบ

 

แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ทำให้เขาแน่ใจได้แล้วว่า ในดินแดนแห่งนี้นั้นมีศาสตร์ที่สามารถแปรธาตุสมุนไพรของโลกนี้ให้เป็นสมุนไพรเซียนได้

 

ความคิดที่จะเดินทางมายังดินแดนเกาะลอยฟ้าบาบิโลนจึงเพิ่มมากขึ้น

 

เมอร์ลินได้นำสมุนไพรต้นนั้นไปมอบให้กับเอ็ดเวิร์ดลูกศิษย์ของเขา

 

ฤทธิ์ของสมุนไพรต้นนี้ได้ผลอย่างทันตา มันทำให้เสาทั้งเก้าต้นของเอ็ดเวิร์ดแข็งแกร่ง มิหนำซ้ำยังช่วยส่งเสริมให้เด็กหนุ่มสามารถก้าวเข้าสู่ขอบเขตก่อลำต้นได้อย่างปลอดภัย

 

น่าเสียดายที่สมุนไพรต้นนี้ไม่ได้ถูกนำมากลั่นเป็นยา ไม่เช่นนั้นแล้วคุณภาพของมันจะต้องดีกว่านี้อย่างแน่นอน

 

เมอร์ลินใช้เวลาไปเดือนกว่าถึงจะสามารถท่องคัมภีร์หมื่นนักปรุงยาสิบแสนสมุนไพรได้หมด แม้จะยังไม่เข้าใจในเนื้อหาแต่เขาก็สามารถจำได้และเรียกใช้งานได้ตลอดเวลาโดยอาศัยอำนาจของดวงตาเลเมเกทัน

 

มือเล็กหยิบของสิ่งหนึ่งออกมาจากแหวนเวทย์

 

ของสิ่งนั้นก็คือตราสัญลักษณ์ที่เอมิเรียมอบให้

 

"ตรานี้คือตราสื่อสารของเอมิเรีย ในตอนนั้นเธอได้กล่าวถึงบัตรยืนยันตัวตน ดูเหมือนว่าบัตรนั้นจะสำคัญในดินแดนนี้เป็นอย่างมาก"

 

เมอร์ลินคิดไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่าการที่จะเข้ามาท่องเที่ยวในดินแดนแห่งนี้ได้จำเป็นต้องอาศัยอำนาจของหญิงสาวผู้นั้น ดูเหมือนว่าเธอจะเกิดในตระกูลระดับสูงไม่ใช่เล่น

 

เมอร์ลินต้องการให้เอมิเรียอำนาจความสะดวกเรื่องบัตรยืนยันตัวตนสำหรับ

 

แต่ปัญหาก็คือตอนนี้เมอร์ลินไม่รู้ว่าตนเองอยู่ส่วนไหนของดินแดนเกาะลอยฟ้าบาบิโลน

 

"คงต้องหาเมืองที่ใกล้ที่สุดเป็นอย่างแรกเพื่อให้ทราบตำแหน่งที่แน่ชัด หลังจากนั้นค่อยติดต่อกับเอมิเรีย"

 

กล่าวถึงตรงนั้นเมอร์ลินก็ได้สำรวจร่างกายของตนเอง

 

"การบ่มเพาะของข้าในตอนนี้คือระดับผู้ฝึกหัดห้าวงเวทย์ ด้วยการผสานอักขระก้าวหน้าไปถึงเจ็ดร้อยกว่าอักขระแล้ว คุณภาพของพลังเวทย์ในตอนนี้ไม่ต่ำกว่าขอบเขตนักรบเวทย์เลยแม้แต่น้อย ทางที่ดีข้าควรจะต้องใช้อำนาจของรอยสักปลอมแปลงอำนาจอักขระให้ลดลงมาอยู่ที่ขั้นสีฟ้า ไม่เช่นนั้นจะเป็นที่ผิดสังเกตเกินไป"

 

ต่อให้การบ่มเพาะพลังเวทย์ของเมอร์ลินจะเป็นแค่ผู้ฝึกหัด แต่ด้วยอำนาจอักขระขั้นสีเขียวและพลังของพืชพันธุ์พลังธาตุทำให้เขามีพลังรบไม่ต่างจากขอบเขตมหาจอมเวทย์เลยแม้แต่น้อย

 

ก่อนหน้านี้เมอร์ลินได้รักษาต้นไม้ทั้งสามในมิติบ่มเพาะจนสมบูรณ์เรียบร้อยแล้ว จึงทำให้เขาสามารถใช้อำนาจนี้ได้อย่างเต็มที่เช่นเดิม

 

อำนาจในระดับนี้สามารถเทียบเคียงกับผู้คุมกฏในดินแดนแห่งนี้ได้เลยทีเดียว

 

ก่อนหน้าที่เมอร์ลินมาถึงดินแดนแห่งนี้ เขาได้ยินเรื่องราวของดินแดนของเผ่าเทพมาจากเอมิเรียบ้างแล้ว

 

ในเผ่าเทพแทบทุกคนล้วนสามารถใช้พลังอักขระได้ทั้งสิ้น

 

โดยโครงสร้าง

 

เผ่าเทพถูกปกครองโดยเทพนักบุญ ตัวตนผู้ใช้อักขระขั้นสีคราม แน่นอนว่าพลังย่อมไม่ต่ำกว่าขอบเขตจักรพรรดิเวทย์ ไม่น้อยกว่านี้อย่างแน่นอน

 

นอกจากเทพนักบุญแล้วยังมี 4 ลอร์ดผู้ยิ่งใหญ่ซึ่งเป็นผู้นำในแต่ละเขตปกครอง ไม่เท่านั้นพวกเขายังมีผู้คุมกฎที่เป็นผู้ใช้อักขระขั้นสีเขียวนับหมื่นอยู่ภายใต้การปกครอง

 

ดินแดนเกาะลอยฟ้าบาบิโลนแม้จะมีจักรพรรดิเวทย์เพียงแค่หนึ่งคน แต่ทว่าพวกเขายังมีผู้คุมกฎซึ่งเป็นผู้ใช้อักขระขั้นสีเขียวนับหมื่น

 

เพียงผู้ใช้อักขระขั้นสีเขียว ฟังดูแล้วเหมือนไม่น่ากลัวอะไร

 

แต่ทว่าผู้ใช้อักขระขั้นสีเขียวของดินแดนมนุษย์กับดินแดนบาบิโลนนั้นแตกต่างกันอย่างยิ่ง

 

เพราะศาสตร์อักขระเวทย์ที่ลึกล้ำของเผ่าเทพ พลังของผู้ใช้อักขระขั้นสีเขียวนั้นแทบจะไม่ต่างจากขอบเขตมหาจอมเวทย์เลยแม้แต่น้อย

 

มีมหาจอมเวทย์นับหมื่นอยู่ภายใต้การปกครอง เพียงแค่คิดก็ขนหัวลุกแล้ว

 

ไม่รอช้าเมอร์ลินใช้รอยสักเถาวัลย์ปลอมแปลงอำนาจอักขระขั้นกลายเป็นขั้นสีฟ้าและออกเดินทางทันที

 

เขาสุ่มการเดินทางไปในทิศทางทางด้านใต้

 

ทดลองมุ่งหน้าลงใต้ไปเพื่อค้นหาเมืองที่อยู่ใกล้แถวนี้

 

ร่างเล็กลอยตัวทะยานออกไปโดยใช้อำนาจของพืชพันธุ์พลังธาตุลม

 

เมอร์ลินเดินทางไปเรื่อยๆ จนพบกับป่ารกชัฏ

 

ป่านี้อุดมไปด้วยต้นไม้และพืชนานาพันธุ์ การเจริญเติบโตของมันนับว่าอุดมสมบูรณ์มากยิ่งกว่าดินแดนมนุษย์มากนัก

 

เมื่อมุ่งหน้าเดินทางลงใต้ไปเรื่อยๆ เมอร์ลินก็พบกับสิ่งผิดปกติ

 

ครืน!

 

ตูม!

 

สายตาที่เฉียบคมจ้องไปยังจุดที่ต้นไม้ล้มระเนระนาด

 

เมื่อมองลึกเข้าไปเขาก็พบกับสัตว์อสูรร่างมหึมาสองตัวกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด โดยที่ด้านข้างของสัตว์อสูรเหล่านั้นมีเด็กน้อยคนหนึ่งที่กำลังเป่าขลุ่ยที่เต็มไปด้วยอำนาจอักขระยืนกำกับอยู่ด้านข้าง

 

"ผู้ควบคุมสัตว์อย่างนั้นหรือ?"




.....................................................................

ปัจจุบันกลุ่มลับถึงกลุ่มที่ 8 ภาค 4
อ่านต่อจากเด็กดีเริ่มอ่านที่กลุ่มที่ 4
หากสนใจอ่านต่อล่วงหน้าสามารถติดต่อเข้ากลุ่มลับได้ที่ เพจเซียนจอมเวทย์
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 846 ครั้ง

8 ความคิดเห็น

  1. #25968 Namtip2002 (@Namtip2002) (จากตอนที่ 227)
    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2561 / 18:05
    ไม่ใช่สีม่วงเหรอ
    #25968
    0
  2. #25936 ddlovepp (@puilikedd) (จากตอนที่ 227)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2561 / 16:17

    ต่อ สนุกมากกก
    #25936
    0
  3. #25932 มะแขว้งขม (@yutthapong06) (จากตอนที่ 227)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2561 / 23:25

    แสงอุษาจะปลุกสิบหางสินะ

    #25932
    0
  4. #25931 TR7053 (@TR7053) (จากตอนที่ 227)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2561 / 22:33
    อำนาจรอยสักเปลี่ยนจากอักขระสีม่วงไปเป็นสีฟ้าสิไม่ใช่จากสีเขียวมาเป็นสีฟ้า
    #25931
    1
    • #25931-1 muea16884 (@muea16884) (จากตอนที่ 227)
      11 พฤศจิกายน 2561 / 13:32
      เมอลินอักขระขั้นสีม่วงไม่ใช่หรอ สีม่วงเเปลงเป็นสีฟ้าสิ อ่อเเล้วที่บอกว่า อักขระสีเขียว มีอำนาจถึงมหาจอมเวท 1 วงเวทใช่มั้ย เพราะเผ่าเทพ มีกรรมวิธี ใช้อักขระได้เก่งมาก ขนาดสีฟ้ายังสู้กับสัตว์อสูรระดับจอมเวทได้เลย
      #25931-1
  5. #25929 SCice (@SCice) (จากตอนที่ 227)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2561 / 16:06

    ขอบคุณครับ

    #25929
    0
  6. #25926 Fresher Aeolus Zephyrus (@fresherzephyr) (จากตอนที่ 227)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2561 / 13:25
    ตอนนี้เหมือนจะมีคำตกหล่นเยอะ
    #25926
    0
  7. #25925 mild25Time (@mild25Time) (จากตอนที่ 227)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2561 / 12:43

    รอต่อไป
    #25925
    0
  8. #25924 boat489 (@boat489) (จากตอนที่ 227)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2561 / 12:05
    ขอบคุณครับ
    #25924
    0