คัดลอกลิงก์เเล้ว

[SF Aldnoah Zero] Happy Halloween

ฮาโลวีนคือเทศกาลที่เขารักมากที่สุด หัวเราะไปกับครอบครัว เครื่องแต่งกายแฟนตาซี กองขนมและเพื่อนบ้านแสนดี แต่มันไม่ใช่กับที่นี่...ฮาโลวีนที่เต็มไปด้วยการกลั่นแกล้งแบบนี้!

ยอดวิวรวม

809

ยอดวิวเดือนนี้

9

ยอดวิวรวม


809

ความคิดเห็น


13

คนติดตาม


39
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  12 เม.ย. 60 / 00:27 น.
นิยาย [SF Aldnoah Zero] Happy Halloween [SF Aldnoah Zero] Happy Halloween | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้





HAPPY HALLOWEEN



'ผี'...คือความเชื่ออย่างหนึ่งที่ครอบคลุมไปหลากหลายศาสนา หลายพื้นที่และหลายชนเผ่าทั่วโลก
บ้างก็ว่ามีอยู่จริง บ้างก็ว่าไม่ สุดท้ายคำตอบคืออะไร...ไม่มีใครรู้
แต่เรื่องเล่าของมันนั้นมีมากมายเหลือเกิน แต่ละท้องที่แตกต่างกันไป
บ้างก็ขับไล่...บ้างก็บูชา มีทั้งเรื่องจริงเรื่องหลอกมากมายจนแยกไม่ออก
แต่ที่เหมือนกันคือความน่ากลัวของ'ผี'ที่ตำนานเหล่านั้นต้องการจะสื่อ
ดังนั้นจะแปลกอะไรที่คนตาขาวอย่าง'เขา'จะกลัวมัน





แต่ฮาโลวีนในวันนั้นกลับทำให้เขาได้รู้ว่า
มีอยู่สิ่งหนึ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าผี
...ก็'คน'ไง














—— TALK ——

สวัสดีค่าาา กุ้งดำกลับมาพร้อมเรื่องสั้นอีกแล้ว
แล้วเรื่องยาวที่ว่าจะทำอยู่ไหน??...ดองอยู่ค่ะ 555
ปกติฟิคส้มค้างคาวที่กุ้งดำเขียนจะเน้นอิงตามอนิเมะเป็นหลักเนอะ
แต่ครั้งนี้มาแนวใหม่ ม.ปลายใสๆ(ไสยๆ)
สเลนน่ะไม่เท่าไหร่ แต่อินาโฮะที่มักจะครองบทพ่อที่ดีนี่สิ 
แหวกแนวสองเรื่องที่เคยเขียนมาเลย 555
ค่าา ยังไงก็ฝาก HAPPY HALLOWEEN ด้วยนะคะ
อ่านจบแล้วลองคิดดูว่าชื่อเรื่องสั้นนี้ อินาโฮะจะพูดด้วยน้ำเสียงแบบไหน
555







   —— ฝากผลงานเรื่องอื่นๆ ของกุ้งดำด้วยน้า จิ้มโลด —— 






ขอบคุณธีมสวยๆ จาก
 - BABY KISS -
baby ♥ theme

เนื้อเรื่อง อัปเดต 12 เม.ย. 60 / 00:27


                

               เมื่อเสียงออดดัง เวลาพักกลางวันก็เริ่มขึ้น นักเรียนในห้องต่างพากันตื่นเต็มตา อุปกรณ์การเรียนบนโต๊ะถูกเก็บลงในเก๊ะแล้วแทนที่ด้วยกล่องข้าว ขนมและเครื่องดื่ม หลายคนนั่งจับกลุ่มทานกันอยู่ในห้อง หลายคนไปทานที่โรงอาหาร และบางคนก็ถือกล่องข้าวออกไปหาที่เงียบๆ ทานเพียงลำพัง


                สเลน ทรอยยาร์ดเป็นหนึ่งในนั้น


                ร่างเพรียวบางลุกขึ้นแล้วสอดเก้าอี้เข้าใต้โต๊ะอย่างเงียบเชียบ พยายามทำตัวให้ลีบที่สุดเพื่อพาตัวเองออกจากห้องโดยไม่เป็นที่สังเกต เดินผ่านผู้คนไปตามระเบียงทางเดินอย่างไร้ตัวตนที่สุดเท่าที่จะทำได้


สเลนเบี่ยงตัวหลบหัวฟักทองอันใหญ่ที่เดินสวนเขาไป ไหนจะพวกที่สวมผ้าคลุมสีดำและหมวกแม่มดทรงสูงที่วิ่งตะโกนโหวกเหวกกันตลอดระเบียงทางเดินอีก เสียงอาจารย์ตะโกนดุดังให้ได้ยินเป็นระยะ แต่ก็ไม่มีใครสลด กลับกันมันทำให้พวนนั้นได้ใจกว่าเดิมด้วยซ้ำไป


สเลนยังคงไม่สนใจอะไรและตั้งหน้าตั้งตาเดินต่อ คิดว่ายิ่งหาที่สงบๆ ได้เร็วเท่าไหร่ยิ่งดี ถึงแม้วันนี้จะเป็นวันฮาโลวีน...เทศกาลที่เขาเคยโปรดปรานมากที่สุดก็ตามที Trick or treat เป็นคำถามที่อยู่คู่กับเทศกาลนี้ใครๆ ก็รู้ แต่เขาไม่อยากจะเป็นฝ่ายถูกถามแบบนั้นนัก โดยเฉพาะกับที่นี่


Trick or treat?


          “โถ่เอ๊ย เธอก็รู้ว่าฉันไม่มีขนม”


          “ยกขนมปังในมือเธอให้ฉัน หรือจะให้ฉันบอกแม่เธอว่าเมื่อวานเธอโดดเรียน”


          “ยัยบ้าเอ้ย ครึ่งเดียวพอ!


          “ครึ่งเดียวเหรอ เธอจะให้ฉันแค่นั้นจริงน่ะเหรอ งั้นเย็นนี้เตรียมล้างหูฟังแม่เธอเทศนาได้เลย”


          “โธ่เว้ย! ได้ๆๆ ยอมแล้ว เอาไปเลยไป!


ขนมปังไส้กรอกถูกโยนให้เด็กสาวตัวเล็กในเครื่องแบบมัธยมปลาย ใบหน้าของเธอถูกตบแต่งจนเกินงาม แต่ก็ไม่มีใครกล้าทักท้วง ริมฝีปากเคลือบลิปกรอสสีชมพูจัดของเธอเหยียดยิ้มอย่างพอใจ ก่อนพิจารณามองคนที่กำลังจะอดมื้อเที่ยงตั้งแต่หัวจรดเท้า กล่าวย้ำถึงบารมีพ่อแม่ของตนสองสามประโยคแล้วเดินหัวเราะสนุกสนานไปกับเพื่อนหญิงนุ่งกระโปรงสั้นจู๋อีกสองคน


เหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นเกือบจะตลอดทางที่สเลนเดินผ่าน ตอนที่ย้ายมาใหม่ๆ เขาค่อนข้างตกใจกับเหตุการณ์แบบนี้ สงสัยจับใจว่าทำไมทุกคนถึงทำอย่างกับว่าการกดขี่กันไปกันมามันเป็นเรื่องปกติ และเคยคิดจะเข้าไปช่วยเหลือเหยื่อพวกนั้น แต่หลังจากนั้นไม่นานเขาก็ล้มเลิกความคิดนั้น


...เพราะเขาเองก็กลายเป็นเหยื่อเหมือนกัน


“จะไปไหน สเลน ทรอยยาร์ด” น้ำเสียงยียวนกวนประสาททักขึ้นทันทีที่เดินเลี้ยวเข้ามุมตึก พร้อมกับแรงกระชากที่คอเสื้อจากด้านหลัง


เป็นเสียงที่สเลนไม่อยากได้ยินเป็นที่สุด


“...ทริลแรม”


สเลนบีบกล่องข้าวแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว หลับตาแล้วสบถด่าความโชคร้ายของตัวเองในใจ ก่อนลืมตาขึ้นมองผู้มาเยือนทั้งสามที่เข้ามาล้อมหน้าล้อมหลังตนเอาไว้ พวกนี้เป็นผู้มาเยือนที่มีอิทธิพลต่อนักเรียนเกือบทุกคนที่นี่ โดยเฉพาะหัวโจกทริลแรม ไม่รู้ว่าเพราะอะไรคนคนนี้ถึงได้จ้องรังแกเขาตั้งแต่วันแรกที่เข้าเรียน อาจเพราะเขามีผมสีทองและตาสีฟ้าอมเขียวที่แปลกประหลาดสำหรับทริลแรมก็ได้ แต่ที่รู้ๆ เขาไม่เคยขัดคำสั่งทริลแรมได้เลย เพราะทุกครั้งที่ลองทำก็ถูกขู่ไล่ออกจากโรงเรียนตลอด


ทริลแรมไม่ใช่ลูกผู้อำนวยการของโรงเรียน แต่เป็นพวกลูกนักการเมืองที่มีชื่อเสียง...มีชื่อเสียงในทางที่ไม่ค่อยจะดีเสียด้วย ไม่ว่าลูกชายจะก่อเรื่องอะไรก็ไม่ผิดทั้งนั้น เรื่องนี้ทุกคนต่างรู้ดี...แต่ก็ไม่มีใครกล้ายื่นมือเข้ามายุ่งเช่นกัน


“วันฮาโลวีนทั้งที ไม่คิดจะเล่นอะไรกันหน่อยเหรอ” ชายหนุ่มตัดผมทรงกะลาครอบในเครื่องแบบเดียวกันกับสเลนเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ เสริมด้วยเสียงหัวเราะจากลูกกระจ๊อกอีกสองคน


“ไม่...ผมขอตัว...”


พูดไม่ทันจบประโยคดี คอเสื้อก็ถูกกระชากอีกครั้ง สีหน้าของทริลแรมบึ้งตึงอย่างไม่สบอารมณ์


“เดี๋ยวนี้กล้าใช้คำว่าขอตัวกับฉันแล้วเหรอ ลืมไปแล้วรึไงว่าฐานะที่บ้านนายมันค่อนข้างกระท่อนกระแท่น แค่ฉันยกหูโทรศัพท์แปปเดียวนายก็กลายเป็นลูกทรพีที่ก่อเรื่องวิวาทจนถูกไล่ออกได้ง่ายๆ แล้ว ถึงแม้ว่าคนก่อเรื่องวิวาทจะเป็นฉันก็ตามที หึหึ” ทริลแรมฉีกยิ้มเยาะ “รักตัวเองให้มากกว่านี้หน่อย ไอ้เด็กหัวทอง ทำตัวให้ว่าง่ายเข้าไว้ แม่นายจะได้ไม่ต้องฟังข่าวร้าย”


ได้ยินดังนั้นภาพของแม่ที่กำลังทำงานหามรุ่งหามค่ำเพื่อเลี้ยงดูเขาก็ผุดพรายขึ้นมาทันที หลังจากเสียพ่อไปเขากับแม่ก็ย้ายมาอยู่ที่ญี่ปุ่นซึ่งเป็นบ้านเกิดของแม่ แม่ทำงานคนเดียวมาตลอด แม้จะเหนื่อย แม้สุขภาพจะไม่แข็งแรง แต่ก็ไม่เคยบ่นซักคำ แล้วยังยืนยันไม่ให้เขาออกจากโรงเรียนเพื่อมาช่วยทำงานอีกต่างหาก เขาไม่ยอมให้เรื่องนี้ไปทำให้แม่เป็นกังวลและเดือดร้อนเด็ดขาด


และนี่ก็คือสาเหตุที่ทำสถานะของเขาไม่เคยพ้นจากคำว่าเหยื่อเสียที


“อย่า...ผมยอมแล้ว”


“ดี ต้องอย่างนี้สิ” ทริลแรมตบบ่าทั้งสองข้างของสเลนหนักๆ สองสามที แล้วอธิบายต่อ “ที่บ้านเกิดของนายคงจะเห็นว่าฮาโลวีนเป็นเทศกาลที่สำคัญเทศกาลหนึ่งเลยใช่ไหม”


“...ครับ” สเลนก้มหน้าตอบ ดวงตาก็หลุกหลิกมองคนที่เดินอยู่รอบกายอย่างหวาดระแวง


“อืมม แต่ที่นี่ดูจะไม่ค่อยจริงจังกับเทศกาลนี้เท่าไหร่เลย น่าเสียใจแทนชาวต่างชาติอย่างนายจริงๆ” ทริลแรมหยุดตรงหน้าสเลน โน้มใบหน้าเข้าไปใกล้ เอื้อมมือไปบีบไหล่แล้วฉีกยิ้มกว้าง “แต่ไม่เป็นไร ฉันจะฉลองฮาโลวีนให้นายเอง”


เป็นคำพูดที่สเลนไม่อยากได้ยินที่สุด เขากลัวผี แต่รักฮาโลวีน...ซึ่งหมายถึงฮาโลวีนที่มีพ่ออยู่ ครอบครัวของเขาจะซื้อขนมมาตุนไว้ที่บ้านแล้วคอยแจกเด็กๆ หรือเพื่อนบ้านที่แวะเวียนมา แต่ที่นี่...ฮาโลวีนคือเทศกาลที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้งดีๆ นี่เอง


...เหมือนที่เขากำลังจะโดนในตอนนี้


“ผ...ผม”


“นายไม่คิดจะปฏิเสธใช่ไหม สเลน ทรอยยาร์ด คิดถึงแม่นายเข้าไว้สิ”


สเลนเม้มปากแน่น ความกล้าที่จะปฏิเสธถูกคำขู่นิ่มๆ นั่นกลืนลงคอไปในพริบตา


“เด็กดี ต้องอย่างนี้สิ” ทริลแรมว่าแล้วปรบมือเสียงดัง “เจอกันที่ห้องศิลปะตอนหกโมงเย็น อย่าหนีล่ะ ไม่อย่างนั้น...”


ทริลแรมยิ้มเย็นแล้วยกมือขึ้นระดับหู หุบนิ้วชี้ นิ้วกลางและนิ้วนางลงทำท่าโทรศัพท์ สเลนเห็นดังนั้นก็รีบพยักหน้าทันที


“ดี”


ว่าจบทริลแรมก็เดินกลับ พร้อมกับเสียงหัวเราะจากลูกกระจ๊อกอีกสองคนที่ดังขึ้นไล่หลัง


สเลนทิ้งตัวลงกับพื้น อยากจะร้องไห้แต่ก็พยายามกลั้นมันเอาไว้ กี่ครั้งแล้วที่เขาโดนแกล้ง คนอื่นๆ ในห้องก็ไม่ใช่ว่าไม่รู้ แต่ก็ไม่มีใครคิดจะยื่นมือเข้ามาช่วย เพราะกลัวว่าจะกลายเป็นเหยื่อเสียเอง เป็นแบบนี้มาเกือบปี...และเกือบปีที่เขาย้ายมาที่นี่ แม่คาดหวังกับโรงเรียนแห่งนี้ไว้มาก โรงเรียนอันดับหนึ่งของจังหวัด หวังว่าเขาจะได้เรียนกับครูที่ดี ระบบการศึกษาที่ดี และมีเพื่อนดีๆ จึงทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจจนเสียสุขภาพเพื่อส่งเขาเข้าที่นี่ให้ได้


อย่างนั้นแล้วเขาจะกล้าบอกได้ยังไง...ว่าสิ่งที่แม่หวังล้วนไม่มีอยู่จริงในโรงเรียนแห่งนี้ เปลือกนอกถูกตกแต่งอย่างสวยหรู แต่เนื้อในนั้นเน่าเฟะ ที่นี่มันก็แค่สวนหลังบ้านของพวกลูกคนใหญ่คนโตที่ป่วยทางจิตก็เท่านั้น!


สเลนเอนหลังพิงอาคารเรียน ปิดเปลือกตาลงอย่างเหนื่อยล้า แล้วพูดปลอบใจตัวเองเบาๆ


 “อีกแค่ปีเดียวสเลน อีกแค่ปีเดียวนายก็จะเรียนจบแล้ว อดทนไว้”


ที่หน้าต่างห้องเรียนชั้นสอง ชายหนุ่มผมหยักศกสีน้ำตาลจ้องมองเหตุการณ์เมื่อครู่ตั้งแต่ต้นจนจบด้วยดวงตาสีแดงที่แสนจะเรียบนิ่ง ที่แขนเสื้อเครื่องแบบนักเรียนม.ปลายมีแถบผ้าสีขาวกลัดอยู่


...ปลอกแขนเสื้อที่มีแต่ประธานนักเรียนเท่านั้นที่จะสวมได้



 

ภายในโรงยิมที่เงียบสงัดไร้ผู้คน ประตูห้องเก็บอุปกรณ์กีฬาแง้มเปิดอยู่ ร่างนักเรียนม.ปลายชายสามคนนั่งสุมหัวกันที่มุมหนึ่งของห้อง กลางวงมีถุงสีดำขนาดเท่าถุงขยะทั่วไปตั้งอยู่


“เก็นจิ ทากะ ของที่ให้เตรียมเอามาครบไหม”


“แน่นอน มีตุ๊กตาหมีหนึ่งตัว เข็ม ด้ายแดง ข้าวสาร กรรไกรตัดเล็บ แก้วน้ำ เกลือ ครบชุด” เก็นจิ ลูกกระจ๊อกคนหนึ่งร่ายยาว ส่วนทากะก็ชูของที่ว่าขึ้นให้ทริลแรมได้เห็นกับตา “ส่วนมีดเดี๋ยวไปแอบหยิบมาจากห้องคหกรรม”


 “ดี ฮาโลวีนนี้เรามาสอนไอ้ฝรั่งเล่นซ่อนแอบแบบญี่ปุ่นกันซักหน่อย” ทริลแรมหัวเราะในลำคออย่างชอบใจ “โชคดีที่เมื่อคราวก่อนแกล้งหลอกผีในห้องน้ำแล้วมันดันกลัวขึ้นมาจริงๆ คราวนี้ถึงได้จับทางถูกว่าต้องแกล้งหมอนั่นแบบไหนถึงจะสนุก”


“ใช่ ตอนนั้นหน้ามันซีดอย่างกับกระดาษ เหงื่อนี่เปียกเต็มหลัง ฉันเห็นมันน้ำตาคลอด้วย ไม่คิดมาก่อนเลยว่ามันจะกลัวผี เด็กจริงๆ” เก็นจิว่าแล้วตบตักชอบใจ


“ใช่ๆๆ คิดดูนะ กี่ครั้งต่อกี่ครั้งที่พวกเราทั้งแกล้ง ทั้งขู่ แล้วไหนจะทำร้ายร่างกายอีก หมอนั่นยังไม่แสดงทีท่าว่าจะกลัวอะไรเลย กะอีแค่ทำเสียงแปลกๆ แล้วโยนหัวคนปลอมราดน้ำน้ำหวานสีแดงเข้าไปในห้องน้ำ มันถึงกับพรวดพราดหน้าตื่นวิ่งออกมาทั้งที่ขายังสั่นพั่บๆ ตลกเป็นบ้า”


“หึหึ คราวนี้เราจะอัดวีดีโอเก็บไว้ด้วย เอาไว้ใช้ขู่มันตอนฉันขี้เกียจทำการบ้าน” ทริลแรมว่าแล้วยกมือลูบคางตัวเอง ในขณะที่ทากะขมวดคิ้วสงสัย


“มันจะกลัวเหรอ ขนาดตอนเราซ้อมมัน ถ้าไม่ยกเรื่องแม่ขึ้นมามันก็จะหาทางเลี่ยงตลอดเลย ไม่มีท่าทีกลัวอะไรเลย”


“ต้องกลัวสิ อย่าลืมว่าเกมนี้คนหาต้องถือมีด แค่ตัดวีดีโอส่วนนั้นมา แล้วป้ายสีไปอีกนิดว่าหมอนี่พกมีดมาทำร้ายร่างกายพวกเราที่โรงเรียน บวกกับอำนาจพ่อฉันอีกนิดหน่อย เอาไปขู่แค่นี้มันก็หน้าซีดแล้ว”


“นายมันสุดยอดจริงๆ ทริลแรม” ทากะปรบมือชอบใจแล้วถามต่อ “แล้วของพวกนี้ล่ะ จะให้เตรียมเอานุ่นออกเลยหรือเปล่า”


“ไม่ เอาไปวางไว้เฉยๆ ก็พอ ฉันปริ้นท์วิธีการเล่นซ่อนแอบคนเดียวมาด้วย เอาไปวางรวมกับอุปกรณ์ทั้งหมดตอนใกล้ถึงเวลานั่นแหละ ต้องให้มันลงมือทำเองทุกขั้นตอนถึงจะสนุก หึหึ”


“เยี่ยม ฉันเตรียมอุปกรณ์ทำเสียงน่ากลัวๆ มาด้วย”


“ฉันเอาของเล่นหลอนๆ มาด้วยล่ะ”


“ดี เอาล่ะ แยกย้ายไปเตรียมการ เอาตุ๊กตากับพวกข้าวสารไว้ที่นี่แหละ รอให้คนออกจากห้องศิลปะก่อน เลิกเรียนค่อยเอาไปวาง ตอนนี้แค่ตั้งกล้องก็พอ ใช้มือถือนายนั่นแหละเก็นจิ เอาให้เนียนล่ะ โดนจับได้ขึ้นมาฉันขี้เกียจคุยกับพวกคนแก่ในห้องปกครอง”


“รับทราบ” เก็นจิและทากะตอบรับอย่างพร้อมเพรียง


ทั้งสามแยกย้ายออกจากห้องด้วยรอยยิ้ม...รอยยิ้มขบขันที่จะได้เห็นโชว์แสนสนุกหลังเลิกเรียนนี้


หลังจากทั้งสามออกไปสักพัก นักเรียนชายที่สวมปลอกแขนสีขาวก็ก้าวออกมาจากที่ซ่อน เปิดประตูห้องเก็บของออกแล้วมองหาสิ่งแปลกปลอมที่ไม่ควรจะมีอยู่ในห้องเก็บอุปกรณ์กีฬานี้ ไม่นานก็ดวงตาสีแดงก็เจอเข้ากับถุงดำที่มุมห้อง เขาเดินเข้าไปเปิดมันออกแล้วหยิบตุ๊กตาสีน้ำตาลขึ้นมา หมุนดูรอบด้านราวกับหารอยตำหนิ ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายภาพเก็บไว้ แล้ววางมันกลับเข้าไปในถุง จัดแจงมัดและจัดรูปทรงถุงให้เหมือนเดิมแล้วเดินออกมาจากโรงยิมเงียบๆ


เขาล้วงโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงขึ้นมาอีกครั้งขณะเดินไปลัดเลาะไปตามอาคารเรียน เขี่ยปลายนิ้วไปมาบนหน้าจอแล้วกดไปที่แอพลิเคชั่นสีเขียวที่ถูกพี่สาวคะยั้นคะยอให้โหลดมาใช้คุยกัน เขาว่ามันไร้สาระ อยู่บ้านเดียวกันแท้ๆ ไม่จำเป็นต้องใช้พลิเคชั่นวุ่นวายพวกนั้นเลย


...แต่ในบางสถานการณ์เขาก็ยอมรับว่ามันสะดวกกว่าการโทร.จริงๆ


                ขณะที่กำลังจดจ่ออยู่กับโทรศัพท์ในมือ เสียงเคาะบางอย่างก็ดังขึ้นมาจากบริเวณใกล้ๆ เรียกให้ดวงตาสีแดงละออกจากหน้าจอแล้วหันไปตามเสียงที่มุมอาคารหลังโรงเรียน ซึ่งเป็นทางไปสวนพฤกษศาสตร์ขนาดย่อมที่พักหลังไม่ค่อยได้รับการดูแลนัก


                เขาไม่สนใจ ทำท่าจะออกเดินไปตามทางของตัวเองต่อ แต่คราวนี้เสียงพูดเบาอันหวิวกลับเรียกความสนใจของเขาได้อย่างชะงัด


ไม่ใช่เสียงที่เขาได้ยินบ่อยนัก แต่เขาก็ยังจำได้ดี ถึงแม้ตอนนี้น้ำเสียงนั้นจะติดหงุดหงิดเล็กน้อยก็ตามที แต่กลับให้ความรู้สึกอ่อนโยนน่าฟังอย่างน่าประหลาดในแบบของมัน


                เขาเปลี่ยนใจหันหลังกลับ เดินไปตามเสียงอย่างเงียบเชียบ เมื่อพ้นมุมตึกก็พบร่างเพรียวบางที่มีเรือนผมสีทองอย่างคนต่างชาติ ดวงตาสีฟ้าอมเขียวเหมือนหินหายาก ผิวกายขาวผ่องจนเห็นเส้นเลือดตามหลังมือและท้องแขนได้ชัดเจน ร่างนั้นนั่งชันเข่าอยู่บนพื้นสนามหญ้า ตรงหน้าคือกล่องข้าวที่มีผลไม้เหลืออยู่ และข้างกันนั้นคือกระรอกน้อยตัวหนึ่ง


                ...สเลน ทรอยยาร์ด


                “อะไรกัน ชิ้นเท่านี้ก็กินไม่ได้ ตอนหาอาหารกินเองแกเรื่องมากขนาดนี้ไหมเนี่ย” สเลนบ่นพึมพำ มือก็เคาะส้อมลงบนขอบกล่องข้าวอีกสองสามครั้งหวังให้เจ้ากระรอกตกใจกลัว แต่เจ้าสัตว์ตัวเล็กกลับไม่ขยับไปไหน ทั้งยังใช้มือคู่จิ๋วดันแอปเปิลชิ้นพอดีคำคนเข้าหามืออีกข้างของสเลนที่ว่างอยู่


ดวงตาสีแดงจับจ้องภาพตรงหน้าตาไม่กระพริบ สเลนถึงปากจะบ่นแต่มือก็ใช้ส้อมตัดแบ่งผลไม้ให้เล็กลงทุกชิ้น ทั้งยังใช้ปลายนิ้วลูบหัวกระรอกน้อยเล่นอย่างเพลิดเพลินอีกต่างหาก ดวงตาของสเลนในตอนนี้ยังคงแววเศร้าหมองไว้อย่างเคย แต่ที่ดูต่างออกไปเห็นจะเป็นท่าทางที่ดูผ่อนคลายและเป็นตัวของตัวเองขึ้นมาบ้างอย่างที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน


โดยไม่ทันคิด มือของเขาก็ยกโทรศัพท์ขึ้นมาเก็บภาพไว้เสียแล้ว โชคดีที่เขามักปิดเสียงเครื่องมือสื่อสารเป็นนิสัย จึงไม่มีเสียงชัตเตอร์ดังขึ้นมาให้ไก่ตื่น


“หมดแล้ว ไปได้แล้ว ไม่ต้องมาเกาะ” สเลนว่าพร้อมพลิกมือเทเจ้ากระรอกที่เกาะหนึบบนมือตัวเองลงบนสนามหญ้า แต่เจ้ากระรอกตัวดีกลับมีตีนเหมือนตุ๊กแก เกาะแน่นกว่าที่คิด แถมไต่ขึ้นมาบ่นไหล่อย่างรวดเร็วจนสเลนสะดุ้ง หดคอหนีหางนุ่มที่ปัดป่ายแถวลำคอ


“ฮะๆ จักจี้น่า”


สเลนหัวเราะเบาๆ พลางดันเจ้ากระรอกออกจากบ่า


เขากดชัตเตอร์อีกครั้ง


“พอแล้วๆ” สเลนพูดพลางก้มเก็บกล่องข้าวแล้วลุกขึ้นยืน โดยไม่ลืมใช้มือช้อนกระรอกน้อยมาขึ้นมาแล้วยื่นไปปล่อยที่ต้นไม้ “ไปได้แล้ว เดี๋ยวพรุ่งนี้เอามาให้ใหม่...ถ้ามาได้น่ะนะ”


                ดวงตาสีฟ้าอมเขียวหม่นลงเล็กน้อยพร้อมคลี่รอยยิ้มหมองจางๆ ก่อนจะเดินออกไปจากตรงนั้นอย่างเงียบเชียบ


                เขามองแผ่นหลังนั้นจนลับตาด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา มองกลับมายังต้นไม้ที่สเลนเพิ่งปล่อยกระรอกไว้ มันยังเกาะอยู่บนกิ่งไม้ที่ยื่นลงต่ำไม่ไปไหน เขาก้าวไปยืนใต้ต้นไม้ต้นนั้นแล้วยื่นมือไปหามันอย่างที่สเลนทำ แต่เจ้ากระรอกกลับวิ่งหนีหายขึ้นไปบนกิ่งสูงตั้งแต่เขายังเอื้อมไม่สุดแขน


                “อินาโฮะนี่นา  มาทำอะไรตรงนี้น่ะ”


                เสียงหวานร้องทักขึ้น เรียกให้คนที่ยกแขนค้างอยู่ให้หันไปมอง


                “อิงโกะ?”


                “อื้ม เห็นคาล์มบอกว่านายลงไปที่โรงอาหาร เลยไปหา...แต่ไม่เจอนายก็เลยลองเดินหาดู” เธอหลบสายตาลงต่ำแล้วพูดเสียงแผ่วลงในประโยคหลัง กลบเกลื่อนความเขินอายของตัวเองด้วยคำถามสัพเพเหระ “ล...แล้วนายล่ะมาทำอะไรตรงนี้ บนต้นไม้มีอะไรเหรอ?”


                “กระรอก”


                “กระรอก?” อิงโกะเอียงคอด้วยความสงสัย ก่อนจะเดินเข้าไปยืนข้างอินาโฮะแล้วชะเง้อมองบนกิ่งไม้ แต่ยังไม่ทันที่เธอจะพูดอะไรออกไปกระรอกน้อยก็ตกใจกระโจนไปยังอีกต้นหนึ่งเสียแล้ว “อ๊ะ ไปแล้วล่ะ ขี้กลัวจังเลย”


อินาโฮะได้แต่มองตามเงียบๆ


กระรอกตัวนี้ไม่ได้ชอบสุงสิงกับคนไปทั่ว...แต่ชอบสุงสิงกับคนคนนั้นเพียงคนเดียวต่างหาก





โรงเรียนไร้ผู้คนเมื่อเวลาล่วงเลยมาถึงหกโมงเย็น แสงอาทิตย์อาบไล้ตัวอาคารให้เป็นสีส้มอมแดง ความเงียบโรยตัวเข้าปกคลุมทุกพื้นที่ เงามืดตามซอกหลืบค่อยๆ แผ่ขยายตามพระอาทิตย์ที่คล้อยต่ำลง บรรยากาศดูเงียบเหงาและน่าขนลุกในเวลาเดียวกัน


เสียงฝีเท้าดังกึกก้องไปทั่วชั้นเรียน แม้เจ้าตัวจะพยายามเบาฝีเท้าให้มากที่สุดแล้วก็ตาม สองขาหยุดที่หน้าห้องศิลปะชั้นสาม ทำท่าจะก้าวต่อแต่ก็ชะงักแล้วหดเท้ากลับอย่างลังเล เป็นอย่างนั้นอยู่สักพักก่อนเจ้าตัวจะตัดสินใจยืนนิ่งๆ แล้วสูดลมหายใจเข้าปอดลึกเพื่อเรียกสติตัวเอง


ไม่นานนักดวงตาสีเขียวอมฟ้าก็สงบลงเล็กน้อย ผ่อนลมหายใจออกมาแล้วจ้องไปยังบานประตูตรงหน้าอย่างเป็นกังวลเช่นเดิม


หากเป็นก่อนหน้าที่เขาจะถูกแกล้งหลอกผี เขาคงทำใจเปิดประตูเข้าไปได้ง่ายกว่านี้


แต่เอาเถอะ ช้าหรือเร็วก็หนีไม่พ้นอยู่ดี มัวยืนขาสั่นอยู่แบบนี้ ดีไม่ดีอาจโดนเล่นงานหนักกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ


คิดได้ดังนั้นสเลนก็รวบรวมความกล้า แง้มประตูออกอย่างเบามือ อดรู้สึกแปลกใจไม่ได้ที่ภายในห้องศิลปะว่างเปล่าไร้เงาของพวกทริลแรม แต่เขาก็ไม่วางใจเสียทีเดียว สัญชาตญาณร้องเตือนว่าต้องมีอะไรรออยู่แน่ๆ จึงก้าวถอยหลังเตรียมจะหนีกลับ


แต่ขยับได้เพียงครึ่งก้าวเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นพาให้เจ้าตัวสะดุ้งโหยง บนหน้าจอปรากฏเบอร์ของทริลแรมที่เคยถูกบังคับให้บันทึกเอาไว้ สเลนมองซ้ายขวาหาคนโทร. แต่ก็ไม่พบใคร


โทร.มาตอนเข้าห้องพอดี ไม่เหมาะเจาะไปหน่อยหรือ


ไม่สิ...อาจเพราะเขามาตรงเวลาพอดีก็ได้


ฮัลโหล——”


ไงสเลน อย่าคิดหันหลังวิ่งหนีออกจากห้องเชียวเสียงของทริลแรมแทรกขึ้นมาแทบจะทันทีที่กดรับสาย เดินไปที่โต๊ะกลางห้อง บนนั้นมีของที่นายต้องใช้อยู่


สเลนสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วหันกลับไปยังกลางห้อง หยุดเท้าลงหน้าโต๊ะที่ว่า แล้วก็ต้องขมวดคิ้วแปลกใจระคนระแวงเมื่อเห็นสิ่งของที่ไม่น่ามีความเกี่ยวข้องกันวางเรียงอยู่บนโต๊ะ โดยเฉพาะมีดแร่เนื้อสีเงินวาวเล่มนั้น


เห็นรึยัง


เห็นแล้ว


มีอะไรบ้าง ไหนบอกมาหน่อยซิ


ตุ๊กตาหมี เข็มเย็บผ้า ด้ายแดง ข้าวสาร กรรไกรตัดเล็บ แก้วน้ำเปล่า เกลือและมีดเสียงสเลนสั่นเล็กน้อยในคำหลัง ความกลัวเริ่มเกาะกุมจิตใจทีละนิด ไม่รู้ว่าครั้งนี้พวกทริลแรมจะมาไม้ไหนถึงได้มีมีดอยู่บนโต๊ะด้วย


ดี ทีนี้หยิบมีดขึ้นมา


เดี๋ยวก่อน จะให้ผมทำอะไรกันแน่สเลนทำใจกล้าถามออกไปในที่สุด โดยไม่รู้เลยว่าท่าทีนั้นทำให้อีกฝ่ายต้องใช้ความพยายามในการกลั้นเสียงหัวเราะมากแค่ไหน


จุ๊ๆๆ ไม่กลัวสิ สเลน ทรอยยาร์ด


แต่ที่โรงเรียนมีกฎว่าห้ามนักเรียนพกของมีคมนอกจากอุปกรณ์การเรียนบางอย่างเข้ามาในโรงเรี­——”


ปัดโธ่! สเลนทริลแรมร้องขึ้นมาอย่างหงุดหงิด พาให้สเลนเงียบปากลงในทันที ลืมไปแล้วเหรอว่าฉันเป็นใคร ฉันคือคนที่สามารถเขี่ยนายออกจากโรงเรียนนี้ได้ทุกเมื่อ! อนาคตของนายมันขึ้นอยู่กับฉัน ลืมไปแล้วเหรอไอ้ฝรั่ง!?”


สเลนเม้มปากเป็นเส้นตรง กำโทรศัพท์ในมือแน่น ทั้งโกรธ ทั้งแค้นใจ


แต่ความกลัวเกรงกลับมีมากกว่า


หากเขาแข็งข้อขึ้นมาโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง หากเขาตัดสินใจผิดพลาด คงต้องโดนไล่ออกเพราะคำป้ายสีของทริลแรมแน่...ไม่สิ ไม่ว่าจะคิดมารอบคอบแค่ไหนก็ไม่มีทางหนีพ้นอำนาจของทริลแรมไปได้หรอก


...ไม่มีทาง


เห็นกระดาษบนโต๊ะนั่นรึเปล่า นั่นคือวิธีเล่นซ่อนแอบคนเดียว ทำตามทุกข้อห้ามลักไก่เด็ดขาด”


“ซ่อนแอบคนเดียว?” สเลนเผลอทวนคำด้วยสีหน้าซีดเผือด ถึงจะไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่แค่ชื่อก็พาให้ขนลุกซู่ไปทั้งตัวแล้ว


“ใช่ เป็นการละเล่นญี่ปุ่น ความจริงมันมีกฎและวิธีการที่เคร่งครัดและซับซ้อนกว่านี้ อย่างเช่นว่านายต้องเล่นมันคนเดียวตอนตีสาม แต่เพราะอะไรหลายๆ อย่างไม่เป็นใจ ฉันเลยอนุโลมให้เหลือแค่นี้ แต่ไม่ต้องห่วงนะ ฉันจะหาวิธีพานายเล่นเกมนี้ตอนตีสามได้แน่นอน...ไม่วันใดก็วันหนึ่ง หึหึ”


สเลนกลืนน้ำลายหนืดลงคนอย่างยากลำบาก ดวงตาที่กวาดมองข้าวของบนโต๊ะสั่นระริก


“เอ้า เริ่มได้แล้ว”


สเลนกวาดตาอ่านวิธีเล่นข้อหนึ่ง แล้วไล่ไปยังข้อสอง เลื่อนตุ๊กตาหมีมาวางตรงหน้า หยิบมีดแร่เนื้อขึ้นมา ปลายมีดส่องประกายวาววับเมื่อสะท้อนกับแสงอาทิตย์ยามเย็นที่ลอดผ่านเข้ามาทางหน้าต่าง มือของเขาสั่นเล็กน้อย ก่อนจะบรรจงกดลงบนท้องของตุ๊กตาหมีอย่างเชื่องช้า


“เดี๋ยว” สเลนชะงักมือทันที “ฉันบอกแล้วไงว่าอย่าข้ามข้อ”


สเลนรีบหันซ้ายหันขวามองหาคนบงการทันที


“เลิกมองหาแล้วทำข้อที่หนึ่งได้แล้ว!


เสียงตะคอกจากปลายสายทำให้สเลนมั่นใจว่าทริลแรมต้องอยู่ที่นี่แน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ ปกติมันควรจะไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก แต่สำหรับวันนี้มันไม่ใช่ เขารู้สึกอุ่นใจขึ้นเปราะหนึ่งเมื่อรู้ว่าอย่างน้อยเขาก็ไม่ได้อยู่ในโรงเรียนที่ปกคลุมไปด้วยบรรยากาศวังเวงนี่เพียงลำพัง


“พวกนาย...อยู่ใกล้ๆ นี่ใช่ไหม”


“ใกล้หรอ หึๆ อยากได้ความจริงหรือเรื่องโกหกล่ะ”


สเลนขมวดคิ้วอย่างกังวลใจ


“อยากได้แบบไหน หืม?”


“ค...ความจริง” สเลนตอบออกไปแบบนั้น เพราะมั่นใจว่าทั้งสามต้องอยู่ใกล้ๆ แน่นอน


แต่คำตอบดันเป็นเสียงหัวเราะชอบอกชอบใจ พาให้คนฟังอย่างสเลนเริ่มหน้าเสีย


“สเลนเอ๋ยสเลน ไอ้ฝรั่งน้อยผู้น่าสงสาร กลัวเหรอ?” ทริลแรมเว้นช่วงหัวเราะ สเลนมองซ้ายขวาอย่างร้อนรน “ไม่ต้องหันแล้ว เดินไปที่ตู้เก็บกระดาษ แล้วขยับรูปปั้นที่วางอยู่บนหลังตู้ออก”


สเลนวางมีดลง ก้าวท้าวอย่างเก้ๆ กังๆ ไปยังตู้ที่ว่า ข่มใจให้สงบแล้วทำตามที่ทริลแรมบอกทุกขั้นตอน และเมื่อเลื่อนรูปปั้นออก สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าก็คือสมาร์ทโฟนเครื่องหนึ่งที่กำลังเปิดกล้องออนไลน์อยู่ มุมล่างขวาของหน้าจอฉายภาพกล้องฝั่งเขา ส่วนหน้าจอใหญ่ไม่มีภาพอะไร มีแค่รูปไมค์โครโฟนตัวใหญ่สีเทาที่แสดงว่าอีกฝ่ายไม่เปิดทั้งกล้องและไมค์ฝั่งตัวเองเท่านั้น


ภาพไมค์โครโฟนสีเทาเปลี่ยนเป็นสีเขียว พร้อมกับมีเสียงดังออกมาจากลำโพงของโทรศัพท์เครื่องนั้น


“ไง พวกฉันอยู่นี่...” เสียงของทริลแรมที่ดังออกมาเป็นเสียงเดียวกันกับที่กำลังดังออกมาจากโทรศัพท์ของเขา “ที่บ้านของฉัน”


สเลนแทบทรุด รู้สึกเหมือนพื้นที่ยืนอยู่พังทลาย นี่เป็นครั้งแรกที่คิดว่าการถูกรุมกระทืบเพื่อความสะใจยังดีเสียกว่าการได้มารู้ว่าอยู่คนเดียวในสถานการณ์แบบนี้


เสียงกลั้นหัวเราะดังออกมาจากโทรศัพท์ของสเลนและโทรศัพท์หลังรูปปั้น พาให้เขารู้สึกตัวในทันทีว่าตอนนี้ตัวเองคือตัวตลกที่กำลังยืนคว้างอยู่กลางเวทีใหญ่เพียงลำพัง โดยมีนักแสดงทั้งสามคนที่มักขึ้นมาร่วมแสดงด้วยกันกำลังนั่งหัวเราะอยู่บนเก้าอี้นวมสุดหรูหราที่หน้าเวที


“เอาล่ะ ฉันวางสายจากโทรศัพท์นายแล้ว จากนี้เราคุยกันผ่านโทรศัพท์ของเก็นจิที่นายถืออยู่”


“ห้ามตกใจทำมือถือฉันหลุดมือล่ะ ไม่งั้นฉันเอานายตายแน่!” เสียงของเก็นจิดังแทรกขึ้นมาอย่างชัดเจน


“หึๆ พกโทรศัพท์เครื่องนี้ติดตัวตลอดเวลา หันกล้องเข้าหาตัวแก ห้ามปิดกล้องหรือปิดไมค์เด็ดขาด เข้าใจไหม”


“ผมขอกลับบ้านได้ไหม...ผมทำการบ้านทั้งหมดให้ก็ได้ ผมขอกลับบ้าน——


“ไม่ได้!” สเลนแทบจะทำโทรศัพท์หลุดจากมือ “กลับไปที่โต๊ะ หันกล้องเข้าหาตัวนายแล้วเริ่มข้อที่หนึ่งซะ”


“ต...แต่ว่า——


“เริ่มข้อที่หนึ่ง!


สเลนได้แต่เดินคอตกกลับไปที่โต๊ะกลางห้อง ไล่สายตามองอุปกรณ์การเล่นบนโต๊ะอย่างหวาดหวั่น กวาดตามองพระอาทิตย์ที่คล้องลงต่ำกว่าก่อนเข้าห้องอย่างกังวล ก่อนจะวางโทรศัพท์ลงในตำแหน่งที่ทริลแรมพอใจแล้วหยิบตุ๊กตาหมีขึ้นมา


“นายชื่อ...” อยากจะพูดเหลือเกินว่าชื่อทริลแรม ไม่ก็เก็นจิหรือทากะ แต่หากพูดออกไปแบบนั้นเขาคงถูกไล่ออกเป็นแน่ “ชื่อลูก้า”


“เริ่มข้อสอง”


สเลนทำตามวิธีการเล่นไปเรื่อยๆ โดยมีทริลแรมคอยกำชับเป็นระยะ เริ่มตั้งแต่ใช้มีดกรีดเปิดพุงลูก้า ควักนุ่นออกมาแล้วใส่ข้าวสารกับเล็บของตัวเองเข้าไปแทน สุดท้ายก็เย็บปิดด้วยด้ายสีแดงให้เรียบร้อย ถึงหน้าตาตุ๊กตาจะดูน่ารักน่าเอ็นดูแค่ไหน แต่เมื่อมีรอยเย็บเป็นทางยาวบนพุงแล้ว ทำให้มันดูน่าสยองขึ้นในพริบตา


“ดีมาก ทีนี้พาลูก้าของนายไปแช่น้ำที่ห้องน้ำ”


สเลนทำท่าจะแย้งที่ตนต้องออกจากห้อง แต่ก็ถูกขู่กลับเช่นเคย ได้แต่เดินคอตกไปตามระเบียงทางเดินโล่งไร้ผู้คนอย่างกล้าๆ กลัวๆ ห้องน้ำอยู่ชั้นเดียวกันที่สุดทางเดิน แต่ห่างจากห้องศิลปะเกือบสิบห้องเรียน แสงอาทิตย์อาบไล้ทิวทัศน์ทุกอย่างเป็นสีส้ม ตัดกับเงาขาโต๊ะเรียนและกรอบหน้าต่างที่ทอดยาวเป็นสีน้ำตาลเข้มจนเกือบดำไปบนพื้น ระหว่างเดินผ่านแต่ละห้องเรียน สเลนก้มหน้าตลอดทาง กลัวว่าเงาเหล่านั้นจะเคลื่อนไหวเป็นรูปเป็นร่างหรือเห็นอะไรแปลกประหลาดในห้องเรียน กระทั่งถึงห้องน้ำจึงได้รู้ตัวว่าห้องเรียนที่ผ่านมาเมื่อครู่ไม่ได้น่ากลัวเลยเมื่อเทียบกับที่นี่


ในห้องน้ำค่อนข้างทับแสงเพราะมีหน้าต่างบานเล็กเพียงบานเดียวที่คอยให้ความสว่าง โทนสีของห้องน้ำก็เป็นสีเทาหม่นพาให้มืดมนไปหมด ประตูห้องน้ำแต่ละห้องเปิดอ้า แต่ข้างในกลับเห็นเพียงความมืด ราวกับเป็นประตูข้ามมิติที่ไม่รู้ว่าหากก้าวเข้าไปแล้วจะไปโผล่ที่ไหน หรือไม่ก็เป็นเหมือนม่านสีดำที่บดบังบางสิ่งบางอย่างในนั้นเอาไว้ไม่ให้ย่างกรายออกมา


สเลนรีบก้มหน้ามองพื้นกระเบื้องทันที จินตนาการมากมายเริ่มฟุ้งซ่านขึ้นมาไม่หยุดหย่อน เสียงหัวใจและเสียงลมหายใจของตัวเองดังตีกันไปกันมาจะแทบไม่ได้ยินเสียงของทริลแรม


“เห้ย! ไม่ได้ยินรึไง บอกให้ไปที่อ่างล้างหน้าแล้วเปิดน้ำซะ!


สเลนสะดุ้งโหยง ก่อนพยายามตั้งสติแล้วก้มหน้าก้มตาเดินไปยังอ่างล้างหน้า หยิบจุกยางปิดรูระบายน้ำแล้วเปิดน้ำทิ้งไว้จนเกือบเต็ม


“เงยหน้าขึ้นมองสิ จะก้มทำไมเล่า บนกระจกมีอะไรงั้นเหรอ” ทริลแรมว่าอย่างขบขัน ก่อนเปลี่ยนเป็นตะคอก “บอกให้มองกระจกไง!!


สเลนเงยหน้าตามที่ว่า แต่ยังคงหลับตาแน่น ลมหายใจเริ่มถี่ขึ้นพร้อมกับมือเท้าที่เริ่มมีเหงื่อซึม


“ลืมตา!


สเลนสะดุ้งอีกครั้ง พยายามสูดหายใจเข้าลึกและลืมตาขึ้นช้าๆ โฟกัสสายตาไปที่เน็คไทของตัวเองบนภาพสะท้อนในกระจก แม้จะพยายามอย่างนั้นแล้วก็ตาม แต่เหมือนร่างกายมักชอบทำในสิ่งตรงข้าม สมาธิของเขาไม่จดจ่อไปยังเน็คไท แต่เลยไปยังประตูที่เปิดแง้มไว้ด้านหลังตัวเองต่างหาก ยิ่งจ้องนานก็ยิ่งรู้สึกเหมือนถูกบางสิ่งบางอย่างในนั้นจ้องตอบ ความเย็นแผ่ซ่านไปทั่วแผ่นหลังและต้นคออย่างเชื่องช้า พลันใบหน้าของสเลนก็ซีดเผือดเหมือนกระดาษ


“เอาลูก้าใส่ลงไปในน้ำ” คำสั่งของทริลแรมเรียกสติสเลนกลับมาได้ทันท่วงที “อ้อ บอกด้วยว่าฉันเป็นยักษ์


สเลนยกตุ๊กตาในมือขึ้นระดับอกตัวเอง มองรอยเย็บที่แม้จะประณีตเพียงใดก็ยังพาให้รู้สึกขนลุกอย่างหวาดหวั่น


“ฉ...ฉันเป็นยักษ์”


ว่าจบสเลนก็ค่อยๆ กดตุ๊กตาลงในอ่างน้ำ โชคดีที่เขารองน้ำไว้แค่ครึ่งค่อนอ่าง เมื่อกดลูก้าลงไปน้ำจึงปริ่มขึ้นมาถึงขอบอ่างพอดีไม่ล้นออกมา


“ทีนี้กลับไปที่ห้อง หลับตาแล้วรอสิบนาที”


พอได้ยินคำสั่งนั้นสเลนก็พุ่งออกจากห้องน้ำแทบจะทันที กึ่งเดินกึ่งวิ่งไปยังห้องศิลปะ


ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำลงเรื่อยๆ สเลนทำตามคำสั่งของทริลแรมอย่างว่าง่ายแม้ตอนนี้ขาจะเริ่มสั่นแล้วก็ตาม คิดแค่ว่ายิ่งจบเกมให้เร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดี เขาจะได้รีบกลับบ้านเสียที ไม่อยากจะอยู่เล่นเกมบ้าๆ นี่ในตอนที่ฟ้ามืดไปกว่านี้อีกแล้ว


เมื่อครบสิบนาที สเลนก็หยิบมีดแร่เนื้อแล้วเดินไปยังห้องน้ำอย่างกล้าๆ กลัวๆ อีกครั้ง แต่ไม่ใช้เวลานานเท่าครั้งแรกที่เดินไปวางลูก้า เพราะแม้จะกลัวแต่ก็มั่นใจว่าต้องไม่มีอะไรเกิดขึ้นแน่ๆ ทริลแรมก็แค่อยากเห็นเขากลัวบรรยากาศโพล้เพล้ในโรงเรียนก็เท่านั้น


...แต่สเลนคิดผิด


เคร้ง!


มืดแร่เนื้อในมือร่วงลงบนพื้น สองขาที่สั่นเทาก้าวถอยไปข้างหลังอย่างยากลำบาก รูม่านตาที่หดลงและสั่นระริกจ้องไปยังลูก้าที่ตอนนี้ไม่ได้นอนแช่น้ำอยู่ในอ่าง...แต่กลับนั่งอยู่บนพื้นใต้อ่างล้างหน้า!


ลงมาได้ยังไง...สเลนได้แต่ถามตัวเองในใจ


“เห้ยๆ! อะไรน่ะ ทำไมลูก้าอยู่บนพื้นล่ะ!” เสียงโหวกเหวกอย่างตกอกตกใจของพวกทริลแรมดังแทรกแข่งกันออกมาจากลำโพงโทรศัพท์ในมือของสเลน


สเลนเอื้อมมือไปคว้าผนังห้องน้ำ หอบหายใจถี่ ก้าวถอยหลังอย่างยากลำบากแล้วเตรียมออกวิ่ง แต่เสียงของทริลแรมก็ขัดขึ้นมาเสียก่อน


“เฮ้ อย่าไปไหนนะ! ถ้านายไปมันจะไม่จบ!” ทริลแรมแสร้งร้องเตือนอย่างร้อนรน “เร็วเข้า รีบหยิบมีดมาแทงลูก้าเร็วเข้า! ไม่อย่างนั้นมันจะตามนายกลับไปนะ!


สเลนหน้าชาวาบ ขนคอลุกชัน สองเท้าชะงักลงในทันที


“เร็วเข้า อย่ามัวยืนเฉยเซ่! รีบหยิบมีดมาแทงลูก้าเร็ว! อยากให้มันตามกลับไปบ้านนายรึไง!


“ม...ไม่——


“งั้นก็เร็วเข้า เดี๋ยวมันก็ลุกมาหานายหรอก! พูดด้วยว่าฉันเจอนายแล้วลูก้า!


เสียงเร่งเร้าของทริลแรมพาให้สเลนลนลานยิ่งขึ้น ก้มลงหยิบมีดแร่เนื้อขึ้นมากุมไว้ด้วยสองมือที่สั่นเทา ดวงตาสั่นระริกจ้องไปยังลูก้าที่นั่งส่งยิ้มมาให้จากใต้อ่างล้างหน้า หัวใจเต้นแรงจนรู้สึกปวดหนึบที่อก


“เร็วเข้า! พูดว่าเจอแล้ว แล้วก็เอามีดแทงลูก้าซะ!


เพราะสมองขาวโพลนจนคิดอะไรไม่ออก ไม่รู้ควรจะทำยังไงต่อไป พอเสียงของทริลแรมแทรกเข้ามาในโสตประสาทเขาก็เลือกที่จะทำตามโดยทันที


“ฉ...ฉันเจอนายแล้วลูก้า!


ฉึก!


เสียงโหวกเหวกจากลำโพงโทรศัพท์หายไป ทิ้งไว้แต่ความเงียบและเสียงหอบหายใจของสเลน


สเลนค่อยๆ ปล่อยสองมือที่สั่นเทาออกจากด้ามมีด ทิ้งตัวนั่งลงบนพื้นเย็นเยียบอย่างเหนื่อยหอบ แล้วค่อยๆ ขยับถอยออกห่างจากลูก้าด้วยความกลัว


 “ท...ทริลแรม” สเลนส่งเสียงเรียกอย่างคนเคว้งคว้างหาที่พึ่ง ความกลัวกัดกินจนแทบจะลืมไปแล้วว่าชื่อที่เรียกอยู่คือคนที่พาให้เขามาเจอเรื่องแบบนี้


“ใจเย็นๆ น่าสเลน  ตั้งสติไว้ ฉันรู้ว่ามันเหลือเชื่อ” ทริลแรมพูดด้วยเสียงกึ่งกระซิบราวกับกลัวใครจะได้ยิน “รู้ไหม ไม่มีใครเคยเล่นแล้วเฮี้ยนเท่านายมาก่อนเลยนะ”


“น...นายไม่ได้แกล้งผมใช่ไหม...นายไม่ได้อยู่บ้านจริงๆ ใช่ไหม...”


“ทริลแรมลูกรัก! ลงมาทานมื้อเย็นได้แล้วลูก!


เมื่อเสียงหญิงวัยกลางคนดังแทรกขึ้นมาจากปลายสาย ความหวังของสเลนก็พังทลายโดยที่ทริลแรมไม่ต้องตอบอะไร


“เมื่อกี้ว่าไงนะ  แม่ฉันเรียกลงไปกินข้าวพอดี ก็เลยได้ยินไม่ชัด” ทริลแรม


สเลนพูดอะไรไม่ออกอยู่พักใหญ่ สายตามองไปยังลูก้า พลันแขนขาก็ตะเกียกตะกายถอยห่างอย่างรวดเร็ว


ถ้าพวกทริลแรมอยู่ที่บ้านกันจริงๆ แล้วเจ้าลูก้าลงมาอยู่ใต้อ่างล้างหน้าในท่านั่งเหมือนจับวางได้ยังไงกัน!?


“เอาล่ะ เวลาของพวกฉันใกล้หมดแล้ว รีบกลับไปซ่อนซะ” ทริลแรมออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงปกติ


“จะ...จะให้ผมเล่นอีกรอบเหรอ ไม่! ไม่เอานะ ผมไม่เอาแล้ว” สเลนว่าพร้อมส่ายหน้าน้ำตาคลอ


“เอาน่า รอบสุดท้ายแล้ว แม่ตามพวกฉันไปกินข้าวแล้วเนี่ย เมื่อกี้ก็ได้ยินไม่ใช่รึไง!” เมื่อเห็นสเลนยังไม่ทำตามคำสั่ง ทริลแรมก็บ่นอย่างหัวเสีย “ที่ลูก้าลงมาอยู่กับพื้นคงเพราะนายวางมันหมิ่นขอบอ่าง พอตัวมันดูดน้ำเข้าไปเยอะๆ ก็เลยหนักจนร่วงลงมา เท่านั้นเอง นายกลัวอะไรนักหนาห้ะ สเลน?”


“ต...แต่ว่า”


“นายจะยอมถูกไล่ออกเพราะความตาขาวของนายน่ะเหรอ? กลัวไอ้สิ่งที่ไม่รู้ว่ามีอยู่จริงรึเปล่าเนี่ยนะ!?” เสียงตะคอกอย่างไม่พอใจของทริลแรมดังก้องไปทั่วห้องน้ำ “ลุกขึ้นแล้วไปซ่อนซะ ที่ห้องศิลปะนั่นแหละ ไม่ต้องไปชั้นอื่นหรอกจะได้เร็วๆ อ้อ ถือน้ำเกลือไว้ด้วยล่ะ กลับมาแล้วสาดใส่ลูก้าก็เป็นอันจบ”


สเลนข่มตาลงอย่างเรียกสติ ก่อนจะค่อยๆ พยุงตัวเองให้ลุกขึ้นยืนแล้วก้าวถอยหลังช้าๆ สายตาจับจ้องไปยังลูก้าที่นั่งฉีกยิ้มมาให้จากใต้อ่างล้างหน้า บนพุงของมันยังมีมีดแร่เนื้อปักไว้อย่างนั้น เมื่อก้าวพ้นประตูห้องน้ำ สเลนก็รีบวิ่งตรงไปยังห้องศิลปะทันที

 



บนชั้นห้าของอาคารหลังเดียวกัน ประตูห้องเรียนทุกห้องถูกเปิดอ้าไว้จนสุด เว้นแต่ห้องหนึ่งที่ประตูทั้งหน้าและหลังถูกเลื่อนปิดจนสนิท ด้านในมีนักเรียนสามคนนั่งล้อมวงกันอยู่กลางห้อง สายตาของทั้งสามพราวไปด้วยความสนุกสนานอย่างปิดไม่อยู่เมื่อจ้องไปยังหน้าจอสมาร์ทโฟนเครื่องหนึ่งที่วางอยู่กลางวง บนจอนั้นปรากฏภาพระเบียงทางเดินของชั้นสาม ซึ่งมีนักเรียนชายผมสีอ่อนกำลังวิ่งผ่านไปด้วยสีหน้าตื่นกลัว


แล้วทั้งสามก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาพร้อมกัน


“เห้ย ปิดไมค์โทรศัพท์เครื่องที่วีดีโอคอลกับหมอนั่นอยู่รึยัง เดี๋ยวมันก็ได้ยินหรอก” ทากะเอ่ยเตือนเก็นจิที่เป็นคนถือสมาร์ทโฟนอีกเครื่องอยู่


“ปิดแล้วๆ”


“แผนนี้เวิร์คจริงๆ” ทริลแรมพูดกลั้วหัวเราะพลางยกมือลูบคางของตัวเอง


“นายสุดยอดมาก คิดได้ไงหลอกหมอนั่นว่าเราไม่ได้อยู่ที่นี่ด้วยการออกคำสั่งผ่านวีดีโอคอล แล้วยังเปิดเสียงของของแม่นายที่แอบไปอัดเอาไว้ให้ไอ้สเลนได้ยินในเวลาเหมาะเจาะพอดีอีก เยี่ยมจริงๆ”


“ตอนแรกฉันนึกว่านายจะให้ฉันกับทากะไปคอยดักซุ่มอัดวีดีโอตอนหมอนั่นตกใจกลัวที่ห้องน้ำซะอีก”


“ขืนให้พวกนายไปดักซุ่มก็ถ่ายไม่ชัดน่ะสิ ดีไม่ดีจะถูกมันจับได้ด้วยซ้ำไป” ทริลแรมว่าทั้งที่สายตายังจ้องไปที่สมาร์ทโฟนตรงหน้า


“แล้วภาพจากกล้องวงจรปิดนี่จะใช้ได้แน่เหรอ?”


“แน่นอน ก่อนหน้านี้ฉันให้พ่อกำชับกับผอ.ว่าเงินที่บริจาคครั้งล่าสุดต้องใช้เปลี่ยนกลองวงจรปิดทุกตัวในโรงเรียนให้เป็นรุ่นที่คุณภาพสูงสุด ข้ออ้างก็คือเพื่อความปลอดภัยของลูกชายอย่างฉัน ดังนั้นไม่ต้องกลัวว่าภาพที่ได้จะไม่ชัด ที่สำคัญอีกข้อก็อย่างที่พวกนายเห็นกันอยู่ ฉันมีพาสเวิร์ดกล้องวงจรปิด สามารถมองเห็นภาพจากกล้องวงจรปิดทุกตัวผ่านมือถือของฉัน แล้วยังสามารถลบวีดีโอส่วนที่ไม่ต้องการออกจากเมมโมรี่ของกล้องทุกตัวได้อีกด้วย”


“เยี่ยมไปเลย ไอ้ที่ให้คอลวีดีโอกันก็แค่ให้มันมั่นใจมากขึ้นว่าเราไม่ได้อยู่ที่นี่งั้นสินะ”


“ใช่แล้ว” ทริลแรมยกมือขึ้นกอดอกอย่างวางมาด “ทีนี้เริ่มแผนกันต่อได้แล้ว เก็นจิรีบวิ่งลงไปที่ห้องน้ำแล้วเอาเจ้าลูก้าไปวางที่หน้าบันไดชั้นชั้นล่างซะ”

“ทำไมต้องเป็นบันไดชั้นล่างล่ะ? หมอนั่นอยู่ชั้นสามไม่ใช่เหรอ?” ทากะถามด้วยความงุนงง


“เพราะถ้ามันเดินไปที่ห้องน้ำแล้วไม่เจอลูก้า ก็ต้องสติแตกจนวิ่งป่าราบออกจากที่นี่แน่ แทนที่จะซ่อนไว้ที่อื่น สู้เอาไปดักที่บันไดไม่ให้มันหนีดีกว่า” ทริลแรมเว้นช่วงสบตาเก็นจิและทากะก่อนจะพูดต่อ “ทุกอย่างต้องทำให้เงียบที่สุด เข้าใจไหม เมื่อกี้ก็หลุดหัวเราะกันซะดัง โชคดีที่หมอนั่นสติแตกที่เห็นลูก้าลงมาอยู่ใต้อ่างจนไม่ได้ยินเสียงหัวเราะของพวกแก”


ทั้งสองพยักหน้าพลางกลั้นหัวเราะเมื่อนึกถึงท่าทีของสเลนในห้องน้ำเมื่อครู่


“เงียบแล้วฟังแผนต่อ ทากะวางลูก้าเสร็จแล้วให้รีบกลับขึ้นมา เราต้องดูกันว่าหมอนั่นจะวิ่งไปทางไหน จากนั้นก็สลับกันลงไปแกล้ง จะเสียงฝีเท้า เสียงเปิดปิดประตู โยนลูกบอลไปตามระเบียงทางเดินอะไรก็แล้วแต่ ที่ขาดไม่ได้เลยคือเจ้าลูก้า ต้องเปลี่ยนที่เพื่อวางดักหมอนั่นบ่อยๆ และจำไว้ ห้ามให้หมอนั่นรู้ตัวเด็ดขาดว่าพวกเราอยู่ที่นี่”


“รับทราบบบ” ทั้งคู่ตอบรับพร้อมกัน


เก็นจิออกไปย้ายที่ลูก้าตามแผน ไม่นานก็กลับขึ้นมาอย่างรวดเร็ว แล้วมานั่งล้อมดูภาพกล้องวงจรปิดผ่านสมาร์ทโฟนของทริลแรมอีกครั้ง เมื่อแน่ใจว่าลูก้าอยู่ในตำแหน่งที่ต้องการ ทริลแรมก็สลับกล้องจากหน้าบันไดชั้นล่างเป็นระเบียงทางเดินหน้าห้องศิลปะชั้นสาม สเลนค่อยๆ ก้าวออกมาจากห้องพร้อมแก้วน้ำเกลือ ดวงตาคู่นั้นเลิกลั่กและกระวนกระวายอย่างเห็นได้ชัดแม้มองผ่านกล้องวงจรปิด ทั้งยังใช้เวลาในการเดินไปห้องน้ำนานกว่าสองครั้งแรกหลายเท่า ก้าวๆ หยุดๆ อยู่อย่างนั้น จนตอนนี้ก็ยังไปได้แค่ครึ่งทาง ซึ่งเรียกเสียงหัวเราะจากทั้งสามได้เป็นอย่างดี


กึก กึก กึก


เสียงหนึ่งดังขึ้นขัดจังหวะ ทั้งสามเงยหน้าขึ้นมองไปยังบานประตูที่เขย่าเล็กน้อยเหมือนมีคนจะเข้ามา แต่ก็เข้าไม่ได้เพราะพวกเขาลงกลอนไว้


“พวกภารโรงแหงๆ มากวนอะไรตอนนี้” ทริลแรมจิปากอย่างขัดใจแล้วลุกไปที่ประตู “ต้องไล่ไปให้พ้น ไม่งั้นเสียแผนกันพอดี”


ทากะและเก็นจิไม่ว่าอะไร และนั่งรอให้ทริลแรมจัดการเงียบๆ แต่เมื่อทริลแรมเปิดประตูทั้งคู่ก็ไม่ได้ยินเสียงก่นด่าอย่างที่ควรเป็น มีแต่ความเงียบที่เรียกให้ทั้งคู่ละสายตาจากหน้าจอสมาร์ทโฟนไปยังประตูแทน


ทริลแรมยืนนิ่ง ก้มหน้าลงมองสิ่งที่อยู่บนพื้นตรงหน้า


...ไม่มีภารโรงที่ไหน


...แต่มีลูก้าเนื้อตัวชุ่มน้ำพร้อมมีดปักอยู่บนพุงนั่งส่งยิ้มให้เขาอยู่


คิ้วของทริลแรมขมวดเข้าหากันอย่างขัดใจ ก่อนชักสีหน้าแล้วหันไปตวาดเก็นจิด้วยเสียงที่เบากว่าปกติเล็กน้อย “เก็นจิ! ทำบ้าอะไรของนายห๊ะ! บอกให้เอาลูก้าไปไว้ที่หน้าบันไดชั้นหนึ่ง ไม่ใช่หน้าห้อง!


เก็นจิได้ยินดังนั้นก็รีบวิ่งมาดู แต่เมื่อเห็นลูก้านั่งยิ้มบนพื้นหน้าห้องก็ผงะถอยหลังไปทันที


“ม...ไม่ใช่นะ ฉ...ฉันเอาไว้ที่ชั้นหนึ่ง...แล้วจริงๆ”


ทริลแรมไม่สนท่าทีตื่นกลัวของเก็นจิและกระโจนเข้าไปคว้าคอเสื้อทันที


“อย่ามากวนประสาทฉัน เก็นจิ ฉันไม่ใช่เพื่อนเล่นของแก”


“จริงๆ นะ...ฉันพูดจริง เมื่อกี้ที่กล้องวงจรปิดนายก็ยังเห็นอยู่เลยไม่ใช่เหรอ” เก็นจิรีบละล่ำละลักอธิบาย ปกติเขามักยอมให้ทุกอย่างเพราะกลัวในอำนาจของทริลแรม แต่ครั้งนี้ไม่ใช่ เขากลัวสิ่งที่อยู่ข้างหลังทริลแรมมากกว่า


ตุ๊กตาตัวนั้นที่เขาเอาไปวางที่ชั้นหนึ่งเองกับมือ...มันขึ้นมาอยู่ชั้นห้านี้ได้ยังไง!


“แกคิดจะเล่นตุกติกกันฉันงั้นเรอะ!


“ทริลแรม มาดูนี่เร็วเข้า” ก่อนที่จะได้ลงไม้ลงมือทากะก็เรียกขึ้นเสียก่อน ทากะเดินหน้าตื่นเข้ามาหาทั้งคู่แล้วยื่นโทรศัพท์ที่ฉายภาพหน้าบันไดชั้นหนึ่งมาให้ดู “ดูนี่ ลูก้าไม่ได้อยู่ที่นั่นแล้วจริงๆ”


ในภาพนั้นหน้าบันไดชั้นหนึ่งว่างเปล่าไร้สิ่งมีชีวิต แม้แต่ลูก้าก็ไม่อยู่ที่นั่น เหลือแต่รอยน้ำเป็นทางที่ตำแหน่งเดิมของลูก้า ซึ่งไม่แปลกที่ตุ๊กตาเปียกน้ำจะทิ้งรอยน้ำเอาไว้ตามทางที่มันถูกเคลื่อนย้ายไป...แต่รอยน้ำกลับไม่ได้เพิ่มไปจากตอนที่เก็นจิเอาไปวาง เปียกเป็นทางแค่ที่ขั้นบันไดลงมาจนถึงพื้นหน้าบันได ไม่มีมากไปกว่านั้น


แสดงว่าตุ๊กตาไม่ได้ออกไปจากตึก...แต่มันกลับขึ้นมาบนตึกต่างหาก


ความเงียบโรยตัวเข้าปกคลุมห้องเรียนอีกครั้ง ทั้งสามมองหน้าสลับกันไปมา สองในสามคนเริ่มหน้าซีดกว่าปกติ


“อะไรวะ ก็แค่ตุ๊กตางี่เง่า!” ทริลแรมสบถแล้วยกขาเตะลูก้าออกไปจนกระเด็นไปกระแทกผนังระเบียงอีกฝั่ง ก่อนเลื่อนบานประตูปิดอย่างแรงราวกับลืมไปแล้วว่าแผนของเขาต้องใช้ความเงียบเป็นหลัก


“ฉันให้โอกาสสารภาพ นายเป็นคนทำใช่ไหม เก็นจิ?”


เก็นจิส่ายหน้ารัวจนผมกระจาย ริมฝีปากสั่นเครือจนพูดอะไรไม่ออก ทริลแรมจึงหยิบมือถือมาจากมือทากะ เปลี่ยนกล้องจากหน้าบันไดชั้นหนึ่งเป็นหน้าระเบียงทางเดินชั้นสาม ซึ่งเป็นภาพที่สเลนกำลังเดินไปยังห้องน้ำอย่างเชื่องช้าราวกับไม่อยากให้ไปถึง


“ตอนที่ฉันลุกมา นายได้ละสายตาจากหมอนี่บ้างไหม?” ทริลแรมหันไปถามทากะ


“ไม่...ไม่เลย จนนายเปิดประตูออกไปเจอ...เจอ...ลูก้า ฉันถึงค่อยเปลี่ยนกล้องกลับมา”


ทริลแรมขมวดคิ้วมุ่น ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าไม่น่าใช่สเลน เพราะหมอนั่นตาขาวเกินไป แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็อยากจะถามให้แน่ใจ เพราะถ้าเป็นหมอนั่น...ก็คงจะดีกว่าเป็นอย่างอื่น


“ฮึ่ย! ผีไม่มีอยู่จริงน่า!” ทริลแรมว่าแล้วสะบัดหัวไปมาไล่ความคิดฟุ้งซ่าน ก่อนจะหันกลับไปยังประตูอีกครั้ง กุมที่จับไว้แน่นแล้วเตรียมเปิดออก


“ทริลแรม นั่นนายจะทำอะไรน่ะ?!” เก็นจิและทากะท้วงขึ้นมาพร้อมกันอย่างใจเสีย


“มันไม่มีอะไรหรอกน่า ฉันจะโยนมันทิ้งเอง!


ว่าจบก็เปิดประตูออกทันที ไม่สนเสียงห้ามของทั้งคู่เลยแม้แต่น้อย แต่เขาก็ต้องเบิกตากว้างเมื่อหน้าห้องนั้นว่างเปล่า เหลือไว้เพียงน้ำที่นองบนพื้นเป็นหย่อมๆ


...ลูก้าหายไปแล้ว


ความเงียบจู่โจมเข้าอย่างฉับพลัน ทั้งสามก้าวถอยหลังคนละครึ่งก้าวโดยไม่ตั้งใจ


ม...ไม่จริงทากะปล่อยโทรศัพท์ร่วงลงพื้น สองขาก้าวถดถอยไปข้างหลังอย่างยากลำบาก ส่ายหน้าช้าๆ ทั้งน้ำตาเอ่อคลออย่างคนสติใกล้แตกเต็มทีฉ...ฉันไม่เล่นแล้ว ขอร้องล่ะทริลแรม กลับกันเถอะ!


เก็นจิหันมาพยักหน้ารัวๆ แม้จะไม่ส่งเสียงร้อง แต่ใบหน้าซีดเผือดนั่นก็บ่งบอกถึงความกลัวได้เป็นอย่างดี


ทริลแรมเม้มริมฝีปากแน่น เขาไม่เชื่อเรื่องลี้ลับ แต่ตอนนี้มือเท้ากลับเย็นเฉียบเพราะสิ่งที่ตัวเองไม่เชื่อและเอาแต่ลบหลู่ แต่ถึงอย่างนั้นทิฐิก็รั้งขาเขาเอาไว้


...หากนี่เป็นแค่การกลั่นแกล้งล่ะ? เหมือนที่เขากำลังทำกับสเลน ถ้าหนีไปตอนนี้จะไม่เสียหน้าเอาหรอกหรือ? แล้วหากเป็นแบบนั้นจริงใครจะกล้าแกล้งเขาได้ สร้างศัตรูเอาไว้เยอะก็จริง แต่ที่ผ่านมาก็ไม่มีใครกล้าหือใส่เขาซักคน...หรือว่าจะรวมหัวกัน?


ใครกัน? ใครกำลังแกล้งเขาอยู่? ใครกันที่ทำให้ลูก้าหายไปจากตีนบันไดชั้นหนึ่ง แล้วพามันมาวางหน้าประตูห้องโฮมรูมชั้นห้าภายในเวลาไม่ถึงสองนาที


และอีกไม่ถึงเสี้ยวนาทีก็ทำให้มันหายไปจากหน้าประตู


ไอ้ตุ๊กตาบ้าที่ควรจะอยู่ที่ชั้นหนึ่ง อยู่ๆ ก็มาโผล่บนชั้นห้า แล้วอยู่ๆ ก็หายไป


...จะใช่ฝีมือคนจริงๆ น่ะหรือ?


ขอร้องล่ะทริลแรม" เก็นจิตะคอกเรียกสติอย่างไม่กลัวเกรงอำนาจของอีกฝ่ายเพราะกำลังขวัญเสีย ซึ่งนั่นทำให้ทริลแรมและทากะที่กำลังตกอยู่ในภวังค์สะดุ้งพร้อมกัน


ทริลแรมยังคงยืนอึกอักไม่ตอบอะไรอย่างคนกำลังสับสน พาให้เก็นจิและทากะหันไปมองกันเลิกลัก ทั้งคู่แทบจะทนยืนต่อไปไม่ไหว เวลายิ่งเดินความรักตัวกลัวตายก็ยิ่งเด่นชัดมากขึ้น ในขณะที่ความหวาดเกรงต่ออำนาจของทริลแรมค่อยๆ ลดน้อยลง


แ...อ๊ดด...


สติยังไม่กลับมาดี เสียงหลอนอีกเสียงก็ดังแทรกความเงียบขึ้นมา เก็นจิและทากะเผลอสะดุ้งโหยงขยับเข้าหากัน แล้วหันรีหันขวางหาต้นตอเสียงอย่างหวาดหวา ก่อนสายตาจะไปสะดุดที่ตู้ล็อคเกอร์แฝดสำหรับเก็บอุปกรณ์ทำความสะอาดที่ตั้งอยู่มุมห้อง บานประตูค่อยๆ แง้มออกมาอย่างเชื่องช้าพร้อมส่งเสียงชวนขนลุกตามสภาพการใช้งานที่ใกล้จะพังเต็มที


“ประตูนั่นมันไม่ดีอยู่แล้ว เปิดเองแบบนี้เป็นประจำ จะกลัวอะไรกันนักกันหนา!” ทริลแรมกลบเกลื่อนความตกใจของตัวเองเมื่อครู่ด้วยการหันไปตวาดเก็นจิและทากะอย่างหัวเสีย “มัวยืนบื้อกันอยู่ทำไม ไปปิดประตูซะสิ!


                เก็นจิและทากะมองหน้ากันเลิกลัก ใจหนึ่งก็กลัวผี แต่อีกใจก็ยังกลัวอำนาจของทริลแรม จึงตัดสินใจเดินไปที่หน้าล็อคเกอร์พร้อมกัน โดยมีทริลแรมเดินตามหลังมาด้วย


“รีบปิดสิ จะได้ไปดูหมอนั่นต่อ!


เก็นจิและทากะได้ยินดังนั้นก็รีบเดินไปเปิดประตูล็อกเกอร์ ความกล้าถูกดึงกลับมาระดับหนึ่งเมื่อเห็นว่าภายในนั้นมีเพียงอุปกรณ์ทำความสะอาด ไม่มีอะไรที่ดูผิดปกติ


ตุบ!


แต่ยังไม่ทันที่มือของทากะจะแตะลงกับบานประตู บางอย่างก็หล่นลงมาจากชั้นวางของชั้นบนสุดในตู้ล็อคเกอร์เสียก่อน


ทั้งสามหลุดอุทานออกมาเสียงดังและต่างพากันผวาถอยหลังโดยอัตโนมัติ เมื่อเห็นว่าสิ่งที่ตกลงมานั้นคืออะไร


ตุ๊กตาหมีตัวคุ้นตานอนแอ้งแม้งอยู่บนพื้น เหลวสีแดงสดที่สาดกระจายเป็นวงกว้างเพราะแรงกระแทกตอนที่มันตกลงมา ก่อนจะค่อยๆ นองเป็นวงกว้าง บนพุงที่ถูกพันเกี่ยวด้วยด้ายแดงมีกระดาษสมุดยับยู่ยี่เสียบมีดปักไว้อยู่ ตัวอักษรสีแดงที่เขียนอยู่บนนั้นดูชุ่ยราวกับใช้พู่กันเบอร์ใหญ่ปาดไปมาลวกๆ แต่ก็ไม่ถึงขนาดต้องใช้เวลาเพ่งอ่าน


เด็กไม่ดีต้องถูกลงโทษ


ราวกับนั่นคือคำพิพากษาจากเจ้าหมีสยองตรงหน้า เป็นเพียงข้อความสั้นๆ แต่กลับปัดสติของทั้งสามให้แตกกระเจิงไปคนละทิศคนละทาง


เสียงร้องจับไม่ได้ศัพท์ดังขึ้นในห้องโฮมรูม ก่อนที่เด็กไม่ดีทั้งสามจะกระวีกระวาดวิ่งชนโต๊ะชนเก้าอี้แย่งกันออกจากห้องเรียน ไม่มีหัวหน้า ไม่มีลูกน้อง มีแต่ต่างคนต่างวิ่งตารีตาเหลือกจนเกือบตกบันไดโดยไม่แม้แต่จะหยิบของมีค่ากลับไปด้วย



 

อ้ากกกกกกกกก!!!


เสียงกรีดร้องดังสะท้อนมาตามระเบียงทางเดิน ปะปนไปกับเสียงฝีเท้าหลายคู่ที่ซอยถี่ลงบันไดไปยังชั้นล่าง สเลนที่กำลังจะก้าวเข้าห้องน้ำสะดุ้งเฮือกจนน้ำเกลือในแก้วกระเฉาะลงพื้น ไม่นานก็ตั้งสติได้ว่าเสียงที่คุ้นเคยนั้นเป็นเสียงของใคร พาให้รู้สึกโล่งใจขึ้นมาทันที


...อย่างน้อยสิ่งที่เขาเผชิญอยู่ก็เป็นการกลั่นแกล้งของพวกทริลแรมจริงๆ ไม่ใช่ผีสางแต่อย่างใด


สองเท้าเปลี่ยนทิศทางไปตามเสียงของพวกทริลแรม แต่ไปได้ไม่กี่ก้าวก็ต้องหยุดชะงัก เมื่อสายตาดันเหลือบไปเห็นทั้งสามวิ่งล้มลุกคลุกคลานออกจากตึกไปพร้อมส่งเสียงร้องอย่างคนสติแตก ราวกับกำลังหนีบางสิ่งบางอย่างที่น่ากลัว


...และนั่นทำให้ความโล่งใจเมื่อครู่สลายหายไปในทันที


“ทริลแรม! เดี๋ยวก่อน จะไปไหนกันน่ะ!” สเลนรีบชะโงกหน้าผ่านหน้าต่างระเบียงทางเดินบนชั้นสามแล้วตะโกนออกไปสุดเสียง แต่กลับไม่มีใครตอบ ไม่แม้แต่จะหยุดชะงักสักนิด หรือบางทีอาจไม่มีใครได้ยินเสียงของเขาเลยด้วยซ้ำ


“ทริลแรม! เก็นจิ! ทากะ!


ตะโกนซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเริ่มแสบคอ สิ่งที่ได้กลับมาคือภาพแผ่นหลังของทั้งสามที่กำลังวิ่งออกจากรั้วโรงเรียนไปโดยไม่เหลียวหลังกลับมา


พวกทริลแรมทำอะไรกัน?


ทำไมไม่เอาสัมภาระติดตัวออกไปด้วย?


ทำไมถึงได้ส่งสียงร้องจะเป็นจะตาย?


ทำไมถึงทำสีหน้าตื่นกลัว?


ทำไมล้มลุกคลุกคลานขนาดนั้น?


พวกนั้นกำลังหนีอะไรอยู่?


วิ่งออกมาจากตึกเดียวกัน...หมายความว่าสิ่งที่พวกนั้นหนีก็อยู่ในตึกนี้งั้นเหรอ?


ยิ่งคิดก็ยิ่งเจอแต่คำถามที่พาให้ใจสั่น ความกลัวมหาศาลก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว สเลนทิ้งแก้วน้ำเกลือลงพื้นแล้ววิ่งตรงไปยังบันไดทันที ไม่ว่าจะเป็นสัมภาระหรือลูก้าในห้องน้ำเขาก็ไม่สนใจอีกต่อไปแล้ว ตอนนี้ขอแค่ออกจากที่นี่ได้เป็นพอ


สเลนวิ่งลงบันไดฝั่งที่ใกล้ที่สุด ก้าวลงทีละสองขั้นสามขั้น แม้จะก้าวพลาดจนเกือบตกไปหลายครั้งก็ไม่คิดจะหยุด จนกระทั่งมาถึงที่พักเท้าระหว่างบันไดชั้นสองไปยังชั้นหนึ่ง สองขาของสเลนก็หยุดชะงักแล้วทรุดลงกับพื้นทันที


...ลูก้านั่งยิ้มอยู่ตรงนั้น


ม่านตาสีสวยหดเล็ก ร่างกายเย็นเฉียบ มือเท้าสั่นเทา สเลนพยายามตั้งสติ แม้จะเป็นเรื่องยากที่สุดสำหรับเขาในตอนนี้ก็ตาม ก่อนค่อยๆ จับราวบันไดพยุงตัวลุกขึ้นยืน พ้นจากตรงนี้ไปก็ออกจากอาคารเฮงซวยนี่ได้แล้ว...แต่เขาไม่กล้าพอ เขาทำใจวิ่งผ่านลูก้าไปไม่ได้


...กลัวเกินกว่าจะกล้าก้าวเข้าใกล้ลูก้าขึ้นอีกแม้แต่ก้าวเดียว


สเลนก้าวติดๆ ขัดๆ อย่างกับคนขยับขาไม่สะดวก เดินออกจากตรงนั้นน้ำตาคลอ มุ่งไปยังบันไดอีกฝั่งของอาคารเรียน เมื่อเริ่มห่างออกมา สองขาก็เริ่มกลับมาเป็นปกติ ก่อนจะสับเท้าวิ่งให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ด้วยหัวใจที่เต้นแรงจะแทบจะทะลุออกจากอก ไม่กล้าแม้แต่จะหันกลับไป เพราะกลัวว่าถ้าหันกลับไปแล้ว...


...จะพบลูก้าอยู่ข้างหลัง


อีกเพียงหนึ่งห้องเรียนก็จะถึงบันไดอีกฝั่งแล้ว สเลนเร่งฝีเท้าให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ ในใจคิดอยากจะกระโดดหน้าต่างระเบียงทางเดินลงไปให้รู้แล้วรู้รอดกันไปเลย


แกร๊ง..ง


เสียงของแข็งกระทบราวบันได้ดังขึ้น สเลนหยุดฝีเท้ากะทันหันจนพลาดลื่นล้มลงกับพื้น


แกร๊ง..ง


เสียงเดิมดังขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้มันใกล้เข้ามา ที่สำคัญ...มันดังมาจากบันไดที่สเลนกำลังจะไปถึง


แกร๊ง..ง


พร้อมกับเสียงฝีเท้าก้าวขึ้นบันไดขึ้นมาเรื่อยๆ


สเลนกระวีกระวาดลุกขึ้นทันที ข้างหลังก็มีลูก้า ข้างหน้ามีบางอย่างใกล้เข้ามา สเลนมองซ้ายขวาตาลีตาเหลือกหาที่ซ่อน ก่อนจะวิ่งเข้าไปในห้องเรียนที่ใกล้ที่สุด แล้วหลบในตู้ล็อคเกอร์ทรงสูงที่เก็บอุปกรณ์ทำความสะอาดหลังห้องเรียน


สเลนหอบหายใจถี่ สองมือยกขึ้นปาดน้ำตาลวกๆ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นปิดปากกลั้นเสียงสะอื้นของตัวเอง เสียงปริศนานั้นพ้นจากบันได ขึ้นมาอยู่บนชั้นเดียวกันกับเขาเรียบร้อยแล้ว ทั้งยังใกล้ห้องเรียนเข้ามาเรื่อยๆ แต่ละครั้งที่เสียงดังขึ้นมา บีบคั้นหัวใจของเขาจนแทบแหลกคาอก ร่างกายเกร็งและสั่นเทิ้มไปหมด


หัวใจแทบจะหยุดเต้นเมื่อเสียงนั้นหยุดลงที่หน้าห้องเรียน ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเสียงคล้ายกรีดผนังแหลมเสียดหู เสียงโต๊ะเก้าอี้เลื่อนกระแทกกันราวกับมีคนเดินชนมั่วๆ จากหน้าห้องตรงมายังหลังห้องเรียน ราวกับรู้ว่าเขาซ่อนอยู่ตรงไหน


สเลนทรุดลงกับพื้นและสะอื้นหนักกว่าเดิม ถดกายชิดมุมล็อกเกอร์แคบอย่างไร้ทางหนี น้ำตาไหลทะลักจนทุกอย่างพร่ามัว


อยู่ๆ ทุกเสียงก็หยุดลง เงียบกริบจนเสียงกระซิกของสเลนเด่นชัดขึ้นมาแทน สเลนจึงดึงคอเสื้อขึ้นมาปิดปากและจมูกของตัวเองแน่นเพื่อกลั้นเสียง ดวงตาคู่สวยที่จ้องบานประตูล็อคเกอร์สั่นระริก ความเงียบกดดันให้ทุกอย่างแย่ลง เขาแทบไม่กล้าหายใจ ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ประตูบานนี้คือสิ่งเดียวที่กั้นเขากับบางสิ่งที่อยู่ข้างนอก ไม่รู้ว่ามันจะถูกเปิดออกเมื่อไหร่ แล้วหากถูกเปิดออก...เขาต้องเจอกับอะไร


ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ที่นั่งฟังเสียงหัวใจตัวเองดังก้องอยู่ในหู หนึ่งชั่วโมง ครึ่งชั่วโมง สิบนาที หรืออาจแค่หนึ่งนาที เขาไม่อาจรู้ รู้เพียงแต่ว่ามันทรมานจนแทบบ้า ประตูยังไม่ถูกเปิด ภายนอกยังคงเงียบกริบเช่นเดิม พอนานเข้าสเลนก็ค่อยๆ ตั้งสติ ลุกขึ้นมองลอดผ่านช่องระบายอากาศเล็กๆ บนประตู ห้องเรียนว่างเปล่าไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิต แต่โต๊ะเก้าอี้ที่เคยเป็นระเบียบกลับกลายเป็นสะเปะสะปะ ราวกับมีบางอย่างเดินแหวกโต๊ะเก้าอี้เพื่อตรงมาทางนี้


สเลนนั่งลงกับพื้นตามเดิมอย่างคนหมดจนหนทาง โทรศัพท์ก็ไม่รู้ว่าปล่อยหลุดมือไปตั้งแต่ตอนไหน ราวกับถูกขังอยู่ในล็อคเกอร์ก็ไม่ปาน


เวลาผ่านไปนานพอสมควร แสงสีส้มที่ลอดผ่านเข้ามาทางช่องระบายอากาศไม่ได้เจิดจ้าเหมือนตอนเข้ามาซ่อน มันสลัวลงมากจนสเลนตกใจ


...ฟ้าเริ่มมืดแล้ว


สเลนสูดลมหายใจเข้าลึก วางมือลงบนบานประตูอย่างทำใจ เขาจะต้องออกไปเสียตั้งแต่ตอนนี้ แม้ว่าจะกลัวสิ่งที่อยู่ข้างนอกมากแค่ไหน แต่ออกไปเสียตั้งแต่ตอนแสงยังไม่หมดก็ยังดีกว่าต้องถูกขังอยู่ที่โรงเรียนคนเดียวตอนกลางคืน...กับบางสิ่งบางอย่างที่ไม่รู้ว่าคืออะไร


สเลนลุกขึ้นยืนแล้วแง้มประตูออกช้าๆ มองลอดผ่านช่องแคบที่แง้มไว้อย่างกล้าๆ กลัวๆ เมื่อมั่นใจว่าในห้องเรียนไม่มีใครแน่ก็เปิดออกให้กว้างขึ้น เตรียมก้าวออกมาจากล็อคเกอร์ แต่ยังไม่ทันที่เท้าจะแตะลงบนพื้นก็ต้องหยุดชะงักกับสิ่งที่อยุ่ตรงหน้า ตรงจุดที่เขามองข้ามและคาดไม่ถึง


บนพื้นตรงหน้า...คือลูก้าถือมีดนั่งอยู่


ตัวของมันโชกด้วยของเหลวสีแดงฉาน ด้ายแดงขาดรุ่ยจนข้าวสารทะลักออกมา ในมือถือมีดแร่เนื้อ ปากแสยะยิ้มแฉ่งอย่างน่ากลัว


เจอ-ตัว-แล้ว


เสียงแหลมเล็กดังมาจากลูก้า ตามด้วยเสียงหัวเราะคิกคักอย่างสนุกสนานของมันดังก้องขึ้น สะท้อนไปทั่วอาคารที่เงียบสนิท


                สเลนมองภาพตรงหน้านิ่ง ทุกสรรพเสียงที่ได้ยินค่อยๆ หายไป น้ำตาไหลอาบสองแก้มโดยไร้เสียงสะอื้น ภาพตรงหน้าเริ่มพล่าเลือน ก่อนจะดับไปพร้อมกับสติที่พยายามประคองมานานแสนนาน


หลังร่างโปร่งบางหมดสติล้มลงบนพื้นตู้ล็อคเกอร์ ชายหนุ่มในเครื่องแบบนักเรียนก็ก้าวเข้ามาทางประตูหลังห้อง หยิบลูก้าที่ส่งเสียงหัวเราะคิกคักขึ้นมา สอดปลายนิ้วเข้าไปในรอยกรีดบนพุงแล้วควานหาบางสิ่งบางอย่างจนข้าวสารร่วงกราวลงบนพื้น นิ้วเรียวยาวคีบวัตถุทรงเหลี่ยมขนาดเล็กที่กำลังส่งเสียงออกมา ก่อนจะกดหยุดเล่นเสียงแล้วเก็บเข้ากระเป๋าเสื้อตัวเอง


เขาปล่อยลูก้าลงบนพื้น หยิบกระดาษทิชชู่ออกมาเช็ดมือที่เปื้อนคราบสีแดง แล้วเดินไปหยุดที่ปลายเท้าของร่างนักเรียนลูกครึ่งที่หมดสติอยู่ในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอน พิงหลังเข้ากับผนังในตู้ล็อคเกอร์อยู่ ดวงตาสีแดงเรียบนิ่งจับจ้องไปยังใบหน้าขาวที่ติดซีดหน่อยๆ แพขนตาสีอ่อนปิดสนิท สองแก้มเนียนอาบไปด้วยคราบน้ำตา เขาเลื่อนปลายนิ้วไปเกลี่ยออกเบาๆ


Happy Halloween Slaine Troyard.


น้ำเสียงเรียบนิ่งเอ่ยออกไปแค่นั้น ก่อนขยับเข้าไปช้อนร่างไร้สติตรงหน้าขึ้นมากระชับไว้ในอ้อมอก แล้วเดินออกจากห้องไป



 

ภายในห้องประธานนักเรียน ร่างโปร่งบางของนักเรียนลูกครึ่งนอนสลบไสลอยู่บนโซฟาตัวยาวกลางห้อง สติดำดิ่งลงลึกจนไม่รับรู้อะไร ไม่แม้แต่จะได้ยินเสียงของการเคลื่อนไหวภายในห้องเลยสักนิด...ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่เจ้าของห้องต้องการ


                ชายหนุ่มในเครื่องแบบนักเรียนถูกระเบียบ ที่แขนเสื้อข้างหนึ่งมีปลอกแขนสีขาวกลัดเอาไว้ เขาเปิดประตูเข้าห้องมาเป็นรอบที่สามพร้อมกับถุงขยะอันหนักอึ้งที่ไปเดินตระเวนเก็บกวาดมาเมื่อครู่ สองมือลากมันไปวางข้างโต๊ะทำงานหลังโซฟาชุดของตัวเอง นั่งประจำที่แล้วจับจ้องไปยังหน้าจอคอมพิวเตอร์พกพาบนโต๊ะ


บนหน้าจอแสดงภาพกล้องวงจรทุกตัวบนอาคารเรียนนี้ เขากดเล่นวีดีโอช่วงที่นักเรียนผมสีอ่อนสลบลงคาตู้ล็อคเกอร์อีกครั้ง ซูมเข้าไปจนเห็นคราบน้ำตาบนใบหน้าสวย แล้วกดปริ้นท์สกรีนบันทึกภาพเก็บไว้ และตามด้วยภาพจากกล้องตัวอื่นอีกมากมาย


ไม่เสียแรงที่วิ่งซ่อนตุ๊กตาไปมา ทั้งได้กำจัดตัวน่ารำคาญ และได้คนคนนี้มาอยู่ในกำมือ


เขาทยอยคัดลอกวีดีโอในกล้องวงจรปิดลงในคอมของตัวเอง และลบภาพเหตุการณ์ที่เขาไม่ต้องการออกจากเมมโมรี่ของกล้องทุกตัว ระหว่างรอลบไฟล์ทั้งหมดเขาก็หยิบมือถือที่สั่นน้อยๆ ในกระเป๋ากางเกงขึ้นมาดู แตะปลายนิ้วลงบนแอพลิเคชั่นที่ขึ้นแจ้งเตือนอย่างเฉื่อยชา


SNOW WHITE YUKI : เย็นนี้ติดงานด่วน จะกลับบ้านดึกนะ


KAIZUKA INAHO : จะกลับกี่ทุ่ม?


SNOW WHITE YUKI : น่าจะสี่ห้าทุ่ม นายกับแม่ทานข้าวก่อนเลย ไม่ต้องรอ


KAIZUKA INAHO : กลับพร้อมพ่อ?


SNOW WHITE YUKI : อ่าฮะ พ่อให้ตามไปเรียนรู้งานไว้ ทำอย่างกับพี่จะขึ้นไปถึงระดับนั้นอย่างงั้นแหละ


SNOW WHITE YUKI : *ส่งภาพสลิปใบเสร็จ*


SNOW WHITE YUKI : นี่ค่าตุ๊กตาที่ฝากซื้อ เอาไว้ค่อยจ่าย ไม่รีบ แต่ขอก่อนสิ้นเดือน


KAIZUKA INAHO : อืม


SNOW WHITE YUKI : แล้วเอาไปทำอะไรตั้งสามสี่ตัว ดีนะที่เมื่อกลางวันว่างพอดี เลยรีบซื้อเข้าไปให้ได้


SNOW WHITE YUKI : สั่งมาได้ ฝากซื้อตุ๊กตาหมีตามภาพนี้สี่ตัว อีกครึ่งชั่วโมงเอามาให้ที่โรงเรียนหน่อย


SNOW WHITE YUKI : นี่พี่สาวนะยะ ไม่ใช่คนใช้


SNOW WHITE YUKI : *ส่งสติ๊กเกอร์เด็กผู้หญิงพ่นไฟ*


SNOW WHITE YUKI : ว่าแต่ไม่ได้ซื้อไปให้สาวที่ไหนใช่ไหม?


KAIZUKA INAHO : ใช้ในกิจกรรม


SNOW WHITE YUKI : เยี่ยม ค่อยโล่งอก


SNOW WHITE YUKI : เจ้านายบ่นแล้ว คุยกันแค่นี้ก่อนนะ


KAIZUKA INAHO : อืม ตั้งใจทำงาน


SNOW WHITE YUKI : *ส่งสติ๊กเกอร์ OK*


คุยจบเขาก็ออกจากแอพลิเคชั่น แล้วสไลด์ปลายนิ้วไปที่อัลบั้มรูปภาพ เลื่อนผ่านภาพนักเรียนลูกครึ่งเจ้าของตาคู่งามในอิริยาบถต่างๆ มากมายเป็นร้อยภาพที่แอบถ่ายเอาไว้ จนกระทั้งถึงภาพที่เขาต้องการ เมื่อแตะนิ้วลงไปภาพนั้นก็โชว์ขึ้นเต็มหน้าจอ เป็นภาพข้อความสั้นๆ บนเอกสารฉบับหนึ่งที่เขามือไวไปแอบถ่ายมาระหว่างส่งเอกสารให้อาจารย์


รหัสกล้องวงจรปิดอาคารB : XXX-XXXX-XXXXXX-XX


ตำแหน่งประธานนักเรียนทำให้หลายๆ อย่างดูง่ายดายไปหมด เขากดลบภาพนั้นทิ้ง ล็อคหน้าจอแล้วกลับไปสนใจที่คอมของตัวเอง ปิดโปรแกรมกล้องวงจรปิดแล้วซ่อนมันไม่ให้แสดงบนหน้าเดสก์ท็อป ซ่อนไฟล์วีดิโอที่เพิ่งคัดลอกมาไว้อย่างหนาแน่นในไฟล์ที่ซับซ้อนและต้องใส่พาสเวิร์ด เปลี่ยนภาพพื้นหลังจากภาพนักเรียนลูกครึ่งดวงตาสีสวยกำลังเหม่อมองท้องฟ้านอกหน้าต่างห้องเรียนอย่างเลื่อนลอย เป็นภาพนักเรียนคนเดิมแต่เปลี่ยนอิริยาบถเป็นยิ้มหัวเราะจนตาหยี บนไหล่มีกระรอกตัวน้อยกำลังคลอเคลียกับแก้มขาว เขามองภาพตรงหน้าด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา ก่อนกดชัตดาวน์แล้วงับฝาคอมพิวเตอร์พกพาลง


“อือ..อ”


เสียงครางเบาๆ ดังขึ้น เขาหยุดมือที่กำลังจะเลื่อนไปเก็บของอย่างอื่น แล้วมองไปยังร่างบนโซฟาที่เริ่มขยับ เปลือกตาที่บางจนแทบจะเห็นเส้นเลือดฝอยเปิดขึ้นช้าๆ ก่อนกะพริบอีกสองสามครั้งราวกับกำลังปรับสายตาและจูนสติตัวเอง


ไม่นานเกินรอ นักเรียนลูกครึ่งตาสวยก็ทะลึ่งลุกพรวดขึ้นนั่งหน้าตื่น มองซ้ายขวาอย่างมึนงงระคนตื่นตระหนก ดวงตาคู่สวยฉายแววกังวลอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะหันมาสบเข้ากับดวงตาสีแดงของเขาพอดิบพอดี


“เอ่อคือ...ผม คือผม คือที่นี่...ผม คือคุณ...”


เมื่อเห็นท่าทางเหมือนคนเรียบเรียงประโยคคำถามไม่เป็น เจ้าของห้องก็เป็นฝ่ายพูดแทน


“นายหมดสติอยู่ในห้องเรียน ผมเลยพามาที่นี่”


อีกฝ่ายนิ่งไปครู่หนึ่ง เมื่อตั้งสติได้ก็พยักหน้าตอบ


“อ้อ...ขอบคุณครับ แล้วคุณคือ...”


“ไคซึกะ อินาโฮะ”


“ครับ...ผมสเลน ทรอยยาร์ด”


“ทำไมถึงไปนอนหมดสติในตู้ล็อคเกอร์ได้” อินาโฮะถามพลางเก็บคอมพิวเตอร์และสายชาร์จลงกระเป๋า


“ตู้ล็อคเกอร์...” สเลนพึมพำกับตัวเองเบาๆ นึกทบทวนไปถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ ก่อนสีหน้าจะเปลี่ยนเป็นซีดเผือด “ต...ตุ๊กตา”


“ตุ๊กตา?”


“คุณเห็นตุ๊กตาหมีบ้างรึเปล่าครับ...ที่มีรอยเย็บตรงท้อง”


อินาโฮะเงียบ ไม่ส่งเสียงตอบและไม่แสดงสีหน้าอะไรออกไป พาให้อีกฝ่ายต้องรีบอธิบายต่อทันที


คือผม...ถูกบังคับให้เล่นซ่อนแอบคนเดียว” สีหน้าของสเลนหมองลงอย่างเห็นได้ชัด “คุณเห็นนักเรียนคนอื่นๆ อีกหรือเปล่าครับ?”


“ไม่ ที่อาคารนี้มีแค่นายกับผม”


ได้ยินดังนั้นสเลนก็ก้มหน้าลงต่ำแล้วพยักเบาๆ


อินาโฮะเปิดลิ้นชักข้างตัวออก มีมีดแร่เนื้อวางอยู่ในนั้นสามเล่ม ข้างกันคือกระดาษยับยู่ยี่ที่ใช้พู่กันกับหมึกสีแดงตวัดเขียนลวกๆ ว่าเด็กไม่ดีต้องถูกลงโทษ เขาหยิบมันยัดลงในถุงขยะใบใหญ่ข้างโต๊ะ เลื่อนลิ้นชักปิดเข้าที่แล้วกลับไปสนใจสเลนต่อ


“พวกคนที่แกล้งนายคงกลับกันไปหมดแล้ว”


“...ครับ” สเลนตอบเสียงแผ่วแล้วก็เงียบไป สักพักก็เงยหน้าขึ้นถาม “แล้วคุณละครับ เย็นแล้วทำไมยังไม่กลับ”


“งานประธานนักเรียน”


“อ้อ” สเลนครางตอบพลางมองสำรวจรอบห้องอย่างกับเพิ่งจะรู้สึกตัวว่าอยู่ที่ไหน


“ถูกแกล้งบ่อยเหรอ”


ก็เป็นประจ——” สเลนรีบหุบปากเหมือนคนเกือบเผลอพลั้งอะไรออกไป ส่ายหน้าจนผมกระจายแล้วพูดต่อ “ม...ไม่ครับ เราแค่เล่นกัน”


“แล้วทำไมพวกนั้นถึงไม่รอนาย”


“พ...พวกเขาคงกลัว”


แล้วนายไม่กลัวเหรอ”


สเลนไม่ตอบ แต่ก้มหน้าลงต่ำซ่อนน้ำตาที่เอ่อคลอ เม้มริมฝีปากแน่นเพื่อไม่ให้เห็นว่ามันเริ่มสั่น


อินาโฮะไม่ซักไซ้อะไร ตายังคงจดจ้องไปที่สเลนไม่ละไปไหน มือหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เข้าโหมดกล้องถ่ายรูปแล้วกดชัตเตอร์หนึ่งครั้ง ก่อนเก็บลงกระเป๋ากางเกงตามเดิม


“คราวหน้ามาหาผม”


“ครับ?” สเลนเงยหน้าขึ้นมองด้วยความงุนงง


ก่อนเข้าเรียน ช่วงพักกลางวันและหลังเลิกเรียน มาหาผมที่นี่”


เอ๋? ท...ทำไมครับ?”


“ทำแบบนี้พวกนั้นจะได้หาจังหวะรังแกนายได้ยากขึ้น


สเลนมองอินาโฮะด้วยสายตาอึ้งๆ ทั้งสับสน สงสัย งุนงงและดีใจปนกันมั่วไปหมด


“ไม่ดีรึไง”


“แต่ถ้าทำแบบนั้น คุณจะเดือดร้อนเอานะครับ”


ไม่หรอก” เพราะพ่อของเขาตำแหน่งสูงกว่าพ่อของทริลแรมเยอะ “ประธานนักเรียนจะมีผู้ช่วยเพิ่มอีกสักคนจะเป็นอะไรไป”


“เอ่อ...แต่”


“หรืออยากให้เป็นแบบนี้ต่อไป?”


สเลนส่ายหน้าน้ำตาคลอ


อินาโฮะลุกไปหาร่างที่นั่งซึมสนิทที่โซฟา วางมือลงบนผมนุ่มลื่น สอดนิ้วเข้าใต้เส้นผมสีอ่อนแล้วขยุ้มเบาๆ


“ไม่ต้องกลัว”


สเลนเงยหน้าขึ้นสบตาอินาโฮะ ดวงตาคู่สวยที่ถูกเคลือบด้วยม่านน้ำตาประกายแวววาว ขอบตาและปลายจมูกแดงก่ำเหมือนคนใกล้ร้องไห้อยู่รอมร่อ มือของอินาโฮะหยุดชะงักไปในทันที


“...ครับ”


เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายก้มลงเช็ดหน้าเช็ดตา อินาโฮะก็ผละมือออกมาแล้วถามต่อ


“จะกลับเลยไหม งานผมเสร็จแล้ว”


“ครับ” สเลนยิ้มรับแล้วลุกขึ้นยืน เป็นการยืนยันว่าพร้อมแล้ว


เห็นดังนั้นอินาโฮะก็เดินกลับไปที่โต๊ะทำงาน หยิบกระเปาเป้บนเก้าอี้ขึ้นพาดบ่า แล้วล็อคลิ้นชักที่มีมีดแร่เนื้อให้เรียบร้อย


...เห็นทีพรุ่งนี้เขาคงต้องมาให้เช้าหน่อย เพราะต้องเอามีดพวกนี้ไปคืนที่ห้องคหกรรมก่อนอาจารย์จะมาถึง โชคดีที่พวกนั้นเลือกใช้มีดจากห้องคหกรรม เขาจึงไม่ต้องเสียเงินอย่างเจ้าตุ๊กตา ทั้งยังทำให้ฉากที่เขาจัดซ้อนขึ้นมาดูน่าสมจริงมากขึ้นด้วย


“อ่ะ กระเป๋า...” สเลนร้องขึ้นเบาๆ สีหน้าแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด


“มีอะไร”


ผมลืมกระเป๋าไว้...ที่ห้องศิลปะ


ผมเอามาให้แล้ว” อินาโฮะว่าพลางชี้ไปยังชั้นวางของข้างประตู “เจอตอนเดินตรวจอาคารพอดี คิดว่าน่าจะเป็นของนาย”


สเลนวิ่งพรวดเข้าไปหาทันที สำรวจข้างนอกและในกระเป๋าอย่างรวดเร็ว ของทุกอย่างอยู่ครบแม้กระทั่งมือถือที่ไม่รู้ทำหล่นไปตอนไหน เมื่อแน่ใจว่าเป็นของตัวเองก็หันมายิ้มแป้นให้อินาโฮะ “ขอบคุณมากครับ!


อินาโฮะไม่ตอบอะไร รวบปากถุงขยะใบใหญ่แล้วยกขึ้นมา น้ำหนักของตุ๊กตายัดไส้ข้าวสารอิ่มน้ำสี่ตัวทำให้เส้นเลือดบริเวณหลังมือและข้อมือของเขาปูดขึ้นมาเล็กน้อย แต่สีหน้ายังคงเรียบสนิทไม่แสดงอาการใดๆ ออกมาให้อีกฝ่ายสงสัย


รีบรึเปล่า ผมต้องเอาขยะไปทิ้งที่เตาเผาหลังโรงเรียนก่อน


“ได้ครับ” สเลนพยักหน้า ก่อนพูดต่อเสียงแผ่ว “แต่ผมขอไม่รออยู่คนเดียวได้ไหม”


ไปด้วยกัน”


“ครับ” สเลนยิ้มร่า พลางตามอินาโฮะไปยังประตูห้องต้อยๆ “ถุงนั่นดูท่าจะหนัก ให้ผมช่วยไหมครับ


ไม่ แค่ขยะเปียก”


แล้วพรุ่งนี้ผมต้องทำอะไรบ้างเหรอครับ? ผมไม่เคยทำงานของคณะกรรมการนักเรียนเลย”


“ก็แค่นั่งอยู่ในห้องนี้ ช่วยงานผมบ้างเป็นบางครั้ง”


แค่นั้นเองเหรอครับ?” สเลนเลิกคิ้วถามด้วยความแปลกใจระคนกังวล “แบบนั้น...


แบบนั้นจะช่วยให้เขาพ้นจากทริลแรมได้จริงน่ะเหรอ? สเลนอยากจะถามออกไปแบบนั้น แต่ต้องเงียบเอาไว้ เพราะค่อนข้างเกรงใจอีกฝ่าย


ไม่ต้องห่วง” อินาโฮะหันพูดขึ้นมา เหมือนรู้ทันความคิด เมื่อล็อคห้องเสร็จก็หันมาประสานสายตากับดวงตาคู่สวยแล้วพูดด้วยน้ำเสียบราบเรียบตามฉบับตน แต่เต็มไปด้วยความจริงจังดั่งคำมั่นสัญญา “อยู่กับผมไม่มีใครรังแกนายได้แน่นอน...”


สเลนนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ คลี่ยิ้มสวยที่ไม่มีใครในโรงเรียนนี้เคยเห็นมาก่อนแล้วตอบ “ขอบคุณนะครับ ไคซึกะ อินาโฮะ”


อินาโฮะไม่ตอบ แต่พยักหน้าเป็นสัญญาณให้อีกฝ่ายออกเดิน ซึ่งอีกฝ่ายก็ทำตามอย่างว่าง่าย สองมือกระชับสายสะพายเป้ ริมฝีปากอมชมพูติดยิ้มน้อยๆ ก้าวเดินนำไปอย่างอารมณ์ดี เห็นดังนั้นเขาจึงคลี่ยิ้มละไม แล้วเอ่ยต่อข้อความที่ยังพูดไม่จบกับตัวเองเบาๆ


นอกจากผมคนเดียว

 

 

——  END ——

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ กุ้งดำ จากทั้งหมด 6 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

13 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 24 พฤษภาคม 2562 / 00:31
    แนะนำ อย่าอ่านตอนกลางคืรเหมือนเรา ถึงจะผีคนละประเทศก็แอบหลอนได้ แต่มาหลอนหนักกว่าผีก็อินาโฮะนี่แหละ! แม่งน่ากบัวกว่าผีอีก!!
    #13
    0
  2. #12 แอลซินอาร์ (@bennett13) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2562 / 00:30
    อินาโฮะอย่างกับสต๊อกเกอร์ตามติดชีวิตสเลนเลย ไม่ให้ใครแกล้งนอกจากตัวเองคืออะไร๊!?
    #12
    0
  3. วันที่ 12 มีนาคม 2562 / 03:10
    โอ้ยยยยยย น่ารัก แต่งภาษาดีมากเลยค่ะ ชอบมาก รักเลย เอร้ยยยยยย
    #11
    0
  4. วันที่ 12 กันยายน 2561 / 19:34

    แต่งอีกเอา ยันๆเลย


    #10
    1
    • 11 ตุลาคม 2561 / 17:33
      หน้อววว เราสายเดียวกันนนน
      #10-1
  5. วันที่ 2 พฤศจิกายน 2560 / 16:43
    ส้มร้ายกาจ!!!! ตอนแรกนึกว่าจะมาแบบนักบุญผู้ผดุงความยุติธรรม ที่ไหนได้ปีศาจตัวพ่อชัดๆ #สเลนผู้หนีผีมาเจอปีศาจ
    #9
    1
    • 3 พฤศจิกายน 2560 / 22:55
      ชอบแฮชแท็ก 5555
      #9-1
  6. #8 lovelykao
    วันที่ 25 ตุลาคม 2560 / 11:35
    ไอส้มมันร้ายยยยยยยยย
    #8
    0
  7. วันที่ 30 กันยายน 2560 / 16:32
    ความยันนี้... อินาโฮะมีความยันจังค่ะ 0_0;
    #7
    0
  8. วันที่ 3 กรกฎาคม 2560 / 22:52
    ร้ายมาก5555
    เล่นซะเราก็หลอน เป็นเรากระโดดถีบมันไปแล้วค่ะ=*= ***กลัวจนอยากกระทืบทิ้ง
    โฮะนี่ร้ายไม่เบานะเออ
    #6
    0
  9. #5 No! Sparrow (@1896reborn2) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 26 เมษายน 2560 / 02:07
    ร้ายนะยะอินาโฮะ แหมไม่ค่อยจะหลงเล้ยยย //อยากให้ไรท์ต่อเรื่องยาวจัง รอฟิคส้ม?ค้างคาวอยากใจจดใจจ่อตั้งแต่เรื่องแรกเลยค่ะ
    #5
    0
  10. วันที่ 22 เมษายน 2560 / 12:49
    อินาโฮะแกเล่นแรงมาก ร้าย ร้ายสุดๆ สเลนอุส่าจะรอดจากการโดนแกล้งแต่มาเจอประธานโรคจิต สงสาร5555555
    #4
    0
  11. #3 l3oss_it (@suchanee) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 21 เมษายน 2560 / 19:32
    นายจะแกล้งสเลยแบบนั้นไม่ได้นะอินาโฮะ อีตาโรคจิต เจ้าคนซาดิสต์ นายมันอันตราย!! สเลนนสยไว้ใจคนผิดแ้ลวล่ะ!!
    #3
    0
  12. วันที่ 15 เมษายน 2560 / 23:20
    ถึง ไคซึกะ อินาโฮะ คุณจะมาแกล้งสเลนคนเดียวไม่ได้นะคะ เราขอร่วมวงแจมด้วย------- เดี๋ยวๆ

    โฮะมันร้ายนักนะ..สมกับเป็นประธานนักเรียน ใช้อำนาจได้ดีเกินคาดมากค่ะ 555555
    #2
    0
  13. วันที่ 11 เมษายน 2560 / 21:16
    เกือบจะดีแล้ว เจ้าส้ม!!!! ถ้าไม่มีประโยคสุดท้ายน่ะ
    #1
    0