[Laflora X Conan] เถ้าธุลี - Ashes

ตอนที่ 11 : [The Arc] Chapter 8: รับปีใหม่ด้วยสิ่งดีๆ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 307
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    30 ส.ค. 62

Chapter 8รับปีใหม่ด้วยสิ่งดีๆ

 

 


31 ธันวาคม 2012

สถานที่ : อเมริกา,Big Sky Resort

 

ชินเฮย์มองคนร่วมโต๊ะอาหารอย่างเซ็งๆ จะปฏิเสธก็กลายเป็นโดนมัดมือชก เธอตักอาหารอ่อนสำหรับคนป่วยอย่างไข่ขนเข้าปากอย่างไม่รู้รส พอไม่สบายแล้วทุกอย่างดูจะจืดชืดไปเสียหมด แต่พอเห็นอาหารของพี่ชูที่เป็นเสต็กเนื้อดีชิ้นใหญ่ราคาฉีกหูนั้นก็ทำเอาน้ำลายเธอส่อเหมือน ชินเฮย์ไม่ปล่อยให้ตัวเองโหยหามันอีกต่อไปเร่งรีบถูหัวตัวเองกับแขนของพี่ชู และมองเขาด้วยสายตาเชื่อมหวานต้องมนตร์

ชูอิจิเหมือนจะรู้ทันเด็กสาวรีบดักคอ “กินไม่ได้ ไม่สบายอยู่” ผู้ใหญ่อีกสี่คนบนโต๊ะอาหารมองเด็กสาวอย่างดูเอ็น เอ้ย เอ็นดู

ชินเฮย์ไม่ยอมแพ้ยกระดับการอ้อนขึ้นด้วยการเติมการกระพริบตาน่ารักๆเข้าไป โคลด์กับซึลกีผู้อาภัพไม่ได้ลูกสาวทั้งคู่มีปมอยู่แล้วทำให้พวกเขาอิจฉาตาร้อนมากกว่าใครแถมใจละลายเป็นน้ำเรียบร้อย อีกนิดคงระเหยเป็นไอ คนผมดำหนักใจแล้วยอมแต่โดยดี “คำเดียว” เด็กสาวพยักหน้างึกๆ และอ้าปากรับเสต็กชิ้นเล็กๆเข้าปาก 

จืดมาก... ชินเฮย์แบะปากออกเมื่อไม่ได้รสเนื้อแม้แต่นิดเดียว เธอบู้หน้า “ไม่ได้รสเลย” และทำการงอแงใส่ผู้ปกครองตัวเองเล็กน้อย ด้วยการส่งสายตาหมาน้อยไปตกเหยื่อ “ไว้หายแล้วค่อยกิน” 

เด็กสาวพยักหน้ารับ เด็กชายสองคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามเด็กสาวถูกคนทั้งโต๊ะลืมเป็นที่น่าสงสาร ทั้งสองมองการกระทำของพ่อแม่ตัวเองอย่างหน่ายใจ แสดงออกนอกหน้าแบบนี้ไม่ขอกลับบ้านเลยละคริสโตเฟอร์ส่ายหน้าระอากิริยาของมารดาตัวเองและของเพื่อนที่กระซิบกระซาบว่าจะขอเด็กสาวมาเป็นลูกไม่เกร็งใจคนพี่ที่นั่งอยู่เลย

“จะว่าไปเราก็คุยกันมาตั้งนานแล้วแต่ยังไม่ได้แนะนำตัวกันเลยนะคะ” คุณนายริชาร์ดพูดขึ้นมาระหว่างที่ทานกันไปได้เกือบครึ่งทางแล้ว เหมือนคนอื่นบนโต๊ะจะเริ่มนึกขึ้นได้เหมือนกัน “งั้นเริ่มจากฉัน ฉันชื่อวิเวียน่า ริชาร์ดเป็นภรรยาของโคลด์” หญิงสาวอเมริกันสุดแซ่ผ่ายมือไปทางสามีตัวเอง “และเป็นแม่ของคริสโตเฟอร์” และมือเรียวของเธอก็หยุดตรงหน้าลูกชายที่ปากเปื้อนคราบซอสเต็มรอบปาก

“ส่วนฉันชื่อคิม ซอลอินเป็นแม่ของกียุล” คุณนายคิมทาบมือบนหัวของกียุลและระบายยิ้มนางฟ้าอ่อนโยนมาให้เด็กสาว “และนั้นสามีฉัน ซึลกี”

“มุเทะคิ เอนโย” อากาอิพูดขึ้นมาด้วยเสียงเรียบตามนิสัยเขาและชื่อปลอมนั้นเขาก็ใช้มันจองห้องโรงแรมนี้เหมือนกัน หลังจากเขาแนะนำตัวเสร็จเด็กสาวก็แนะตัวเองบ้าง “มุเทะคิ มูราซากิ” เธอค้อมหัวลงเล็กน้อย 

“พวกเราขอเรียกคุณมุเทะคิคนพี่ว่า เอนโยได้ไหมคะ?” ซอลอินอาศัยจังหวะนี้หาทางสนิทสนมกับพี่ชายของเด็กสาว

“ได้ครับ” และหันไปหาเด็กสาวต่อ “แล้วพวกน้าเรียกเราว่า ซากิจัง ได้ไหมจ๊ะ?” เด็กสาวพยักหน้าอย่างง่ายดายนั้นซื้อใจคุณแม่ชาวเกาหลี

“พวกคุณอาศัยอยู่ส่วนไหนของญี่ปุ่นหรอคะ? ครอบครัวฉันเองก็มีบ้านอยู่ที่โตเกียว หากเป็นไปได้อยากจะชวนพวกคุณไปทานข้าวด้วยกันอีกสักครั้ง” ชินเฮย์กับชูอิจิมองหน้ากันหลังคำถามของคหญิงเรือนผมสีทอง และทำการสื่อสารทางสายตา “อาจจะมีโอกาสที่เป็นไปได้” คุณแม่ทั้งสองแท็คมือกันใต้โต๊ะ “แต่เราอาศัยอยู่ที่โอซาก่า คงน้อยครั้งที่เราจำเป็นจะต้องไปโตเกียว”

หากชินเฮย์สอบเป็นเอฟบีไอผ่าน เขาก็กะว่าจะพาเธอย้ายมาอยู่ที่บ้านในโอซาก่าซึ่งค่อนข้างสงบสุขไม่แพ้ทตโตริ เขาซื้อบ้านนี้เมื่อกลางปีนี้เองและเตรียมของเข้าไปใส่บ้านเสร็จเมื่อสองเดือนก่อน บ้านที่เขาซื้ออยู่ในทำเลที่ดีมาก อยู่ติดแม่น้ำและขนาบข้างแม่น้ำก็คือต้นซากุระที่รัฐบาลปลูกไปตลอดแนวแม่น้ำที่ผ่านโอซาก่า เขามั่นใจว่าเด็กสาวต้องชอบมันมากๆแน่

ซอลอินตบมือตัวเอง “พอดีเลย!เรามีบ้านที่พึ่งซื้อที่โอซาก่าเหมือนกันค่ะ!”  ซึลกีส่งที่อยู่บ้านในโอซาก่าให้ภรรยาตัวเอง เธอเองก็ยื่นมันให้เอนโยอย่างรีบร้อน “แวะมาได้เสมอนะคะ!เรายินดีต้อนรับเสมอ” 

ไม่ใช่ว่าพวกคุณอาศัยอยู่เกาหลีหรอ... สองพี่น้องมองคนทั้งสี่คนอย่างไม่เข้าใจแต่ก็ยอมคุยกับพวกเขาเรื่อยมาจนทานข้าวเสร็จ ถึงอีกใจจะไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับพวกเขาอีกก็ตาม ทั้งสองในที่สุดก็หาทางปลีกวิเวกออกมาสองคนในห้องของทั้งสอง ชินเฮย์ทิ้งตัวเองนอนโดยไม่อาบน้ำเพราะร่างกายโดนพิษไข้ทำร้ายถึงแม้จะดีขึ้นตามลำดับแล้วแต่อย่างไรเธอก็ต้องการพักผ่อนเพื่อรักษาร่างกาย

[11:32]ประมาณสามชั่วโมงเด็กสาวก็ต้องถูกปลุกขึ้นมาจากฝันหวาน ชูอิจิยืนอยู่ปลายเตียงเธอและกำลังเขย่าขาเธอ

“ชินเฮย์ ใส่ชุดกันหนาวให้ครบนะ” เด็กสาวเอียงคอมองพี่ชายตัวเองเป็นการถามว่า ทำไมต้องแต่งตัวด้วย?

“พี่จะพาไปดูอะไรบ้างอย่าง” ชูอิจิตวัดผ้าพันคอตัวเองให้เข้าที่เข้าทางสวมถุงมือ และช่วยเด็กสาวแต่งตัว เขาตวัดแขนอุ้มคนตัวเล็กที่ยังงัวเงียมาอุ้มซบไหล่และเดินมาขึ้นรถของทางโรงแรมที่พาขึ้นไปจุดสูงสุดที่โรงแรมมีหรือจุดลงจากลานสกีนั้นเอง ริมฝีปากเล็กอ้าปากหาวหวอดและกระพริบตาถี่ปรับสายตาเมื่อจากแสงไปสลัวเริ่มสว่างจนแสบตา เด็กสาวขยี้ตาสีม่วงของตัวเองและมองรอบๆ 

“ว้าว” เธอมองต้นสนยักษ์ที่อยู่ใจกลางคนหมู่มาก และมีนักแสดงมากมายกำลังร่ายรำอยู่รอบต้นไม้นั้น ต้นสนเมื่อโดนแสงก็จะสะท้อนแสงสีรุ้งออกมาเนื่องจากทางโรงแรมได้พรมน้ำและสารเคมีบ้างอย่างบนใบของต้นสนและปล่อยให้มันแข็งตัว จากนั้นน้ำไฟมาประดับตกแต่งอย่างฉานฉลาดจนมันออกมาเหมือนต้นสนสีรุ้งเจ็ดสี หลังจากพักผ่อนร่างกายเหมือนได้รับการเติมเชื่อเพลิง เธอลงจากตัวพี่ชูและเดินจับมือเขาไปรอบๆบริเวณ

“ไม่ใช่ว่าต้นสนมันของงานคริสต์มาสหรอคะ?” ชินเฮย์เอียงคอเมื่อเจ้าต้นสนนี้เหมือนจะหลุดมาอยู่ผิดวัน

“เขาก็แค่ใช้เป็นจุดร่วมตัว” เด็กสาวพยักหน้าก่อนจะเดินเข้าไปในงานพร้อมชูอิจิ

[11:42]เสียงฮาครื้นของคนจากศรทิศเกิดขึ้นเมื่อนักแสดงตลกนั้นพ่ายให้กับตัวร้ายของเรื่องอย่างน่าขบขันและน่าสงสาร ชินเฮย์มองการแสดงและไหลไปกับการแสดงโดยมีที่นั่งชั้นดีอย่างตักพี่ชายเธอเป็นเบาะ ชูอิจิกระดกเบียร์ที่ไปซื้อมาก่อนเข้าชมการแสดงอึกใหญ่ มือในถุงมือสีดำปาดฝองที่มุมปากและรับไส้กรอกอุ่นๆจากเด็กสาวมาทานต่อเป็นกับแกล้ม

[11:56]คราวนี้การแสดงเลิกแล้ว มีพิธีกรขึ้นมาบนแสดงและพูดเกี่ยวกับวันสิ้นปีกัยการเตรียมตัวต้อนรับปีใหม่ ในคำพูดของเขามีการบอกให้คนฟังทุกคนอวยพรให้กันให้ปีที่จถึงเป็นปีที่ดีโดยมีเสียงบรรเลงของวงดนตรีคลออย่างไพเราะ

[11:59]เด็กสาวหันหลังมามองร่างโปร่งที่วางแก้วตัวเอง เธอดึงชายเสื้อเขาลงมาแล้วมองสิ่งที่ตัวเองอยากให้เขามาโดยตลอด กำไลที่เหมาะกับพี่ชู ในระหว่างเดียวกันชูอิจิก็มอบกำไลที่เขาเองก็ซื้อมาให้เธอ เป็นกำลังที่ออกแบบโดยเขาเอง 

“สาม” พี่น้องต่างสายเลือดมองหน้ากันและยิ้มอ่อน ทั้งสองนับถอยหลังตามฟูงชน

“สอง” หัวใจของชินเฮย์เต้นระถึกเพราะความตื่นเต้นกับปีใหม่ที่จะถึง 

“หนึ่ง” ตาของเธอเหมือนมีจุดโฟกัสอยู่แค่ที่พี่ชายต่างสายเลือดและมีเสียงของเขาเท่านั้นที่เธอรับรู้

“ขอให้ปีใหม่นี้น้องได้เจอแต่สิ่งดีๆ/ขอให้ปีใหม่นี้พี่ได้เจอแต่สิ่งดีๆ” เสียงของทั้งสองดังทับซ้อนกัน ดอกไฟไฟจำนวนมากถูกปล่อยขึ้นฟ้า นภาที่ดูมืดดำได้ถูกเติมแต่งด้วยสีของประกายไฟหลากสี 

 

ขอเพียงอยู่ด้วยกัน เคียงข้างกัน ทุกเวลา ยามป่วย ยามเจ็บก็ทำให้วันแย่ๆกลายเป็นวันที่ดีได้เสมอ

 

 

 

ในที่สุดวันหยุดของทั้งสองก็จบลง มือปืนเอฟบีไอช่วยกันข้นสัมภาระขึ้นรถกับเด็กสาว ชินเฮย์ตื่นสายในวันนี้เกือบเก้าโมงและคืนห้องเกือยเที่ยง ตามสัญญาที่ชายหนุ่มให้ไว้กับเธอ เด็กสาวตาม่วงก็ได้รับประทานเสต็กชั้นดีเป็นมื้อเช้าคงบเที่ยงถือเป็นการฉลองปีใหม่และฉลองที่ตัวเองหายไข้หวัดแล้ว

เสียดายที่ทั้งสองเที่ยวมากกว่านี้ไม่ได้ ไม่อย่างนั้นคงพากันไปต่อที่วอชิงตัน (Washington) เด็กสาวเท้าคางตัวเองกับคอนโซลรถมองเส้นทางกลับอย่างหน่ายใจ เธอไถล่กลับมานั่งติดเบาะดีๆเมื่อรถเคลื่อนที่ออกจากสี่แยก ตลอดหกชั่วดมงการเดินทางนั้นราบรื่นเกินไปจนเด็กสาวง่วงหลับผล็อยไปหลายรอบ และแต่ละรอบเธอตื่นขึ้นมาก็บ่นว่า ยังไม่ถึงอีกหรอทุกครั้ง

จนแล้วจดรอดรถคันสีดำก็เทียบจอดกับลานจอดรถในฐานเอฟบีไอ ใบหน้าแรกที่เข้ามาในสายตาเธอคือของคารุมะ ใบหน้าคมหล่อกำลังคลี่ยิ้มกวนๆชวนโดนกระทืบมาให้ ข้างๆคือคุณคาเมลผู้ปกครองของคารุมะนั้นเอง เขายื่นนาฬิกาข้อมือหญิงมาให้เธอ เด็กสาวคลี่ยิ้มขอบคุณเพื่อนร่วมงานของพี่ 

“นาฬิกาที่ด๊อกเตอร์อากาสะทำให้เธอนะ เขาบอกว่าเธอรู้วิธีใช้อยู่แล้ว”​ ชายร่างยักษ์ก้มลงมากระซิบข้างหูเธอ เธอพยักหน้าให้เขา คาเมลและอากาอิปลีกตัวคุยธุระของทั้งสอง พวกเด็กๆที่รู้ตัวดีจึงปลีกออกมาคุยกันสองคนไม่รบกวนผู้ใหญ่ 

“ไง วันหยุดสนุกไหม?” เสียงถอนหายใจพรืดยาวๆทำให้คารุมะตกใจ ชินเฮย์รู้สึกอยากจะกลายเป็นน้ำไหลไปกับพื้นเทื่อนึกถึงวีรกกรรมตัวเองที่ทำ “ไม่ต้องมาถามเลย ก็น่าจะรู้นี้” ​เด็กชายตาสีมรกตหัวเราะยามนึกถึงกิริยาเธอตอนโดนพี่ชายงอน “ร้องไห้ฟูมฟายเลยน้า~”​ คารุมะจิ้มนิ้วลงแก้มนวลหยอกล้อ หน้าของเด็กสาวนั้นแดงก่ำเป็นมะเขือเทศ ด้วยความเขินอายเธอตะโกนกลับไป “หุบปากไปเลย!” อีกครั้งที่คารุมะหัวเราะจนเจ็บท้อง 

เด็กสาวหันหน้าหลบสายตาล้อเลียนอย่างทำอะไรไม่ได้ แก้มขึ้นริ้วสีแดงลามไปจนถึงใบหู ริมฝีปากของเธอเบ้ออก 

บ้าเอ้ย ไม่น่าโทรไปปรึกษาเจ้าหมอนี้เลยดวงตาสีม่วงเคลือบแคลงความโกรธเมื่อนึกได้ถึงบ้างอย่างที่ตัวเองยังไม่ได้สะสางกับเขา เธอหน้าดำครืนเมื่อทวนสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวานก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าเป็นอ่อนโยน ริมฝีปากจิ้มลิ้มคลี่ยิ้มหวานน้ำผึ่งเคลือบพิษร้าย

“จะว่าไป คุณเพื่อนรัก” ชินเฮย์หยึดไหล่ทั้งสองข้างของเขา “อ-อะไรหรอ” ใบหน้าคมเริ่มเหงื่อตก 

ชินเฮย์เอียงคอ “นายตั้งใจซินะ” ดวงตาสีม่วงส่อประกายแค้น เสียงหัวเราะน่าขนลุกหลุดออกมาจนเด็กชายสะดุ้งเฮือก 

“ฉันรู้นะว่านายบแกให้ฉันนึกถึงปามีดก็เพื่อจะล่อฉันออกไปข้างนอก ในที่หนาวๆ และทิ้งท้ายทั้งอย่างนั้นจนฉันติองคิดหนักดเสียเวลาอยู่ข้างนอกตั้งนาน นายตั้งใจจะให้ฉันเป็นไข้สินะ”​ คารุมะกระแอมไอเบาๆพยายามจ้องเข้าไปในตาเธอ “เปล๊า” เด็กชายตอบด้วยเสียงสูงที่ไม่น่าเชื่อถืออย่างแรง มือเล็กออกแรงบีบไหล่เพื่อนชายมากขึ้น คารุมะที่เห็นท่าไม่ดีรีบแงะมือเล็กออกและออกตัววิ่งหนี อีกทีหนึ่งแผ่นหลังของเด็กชายก็อยู่ห่างเธอเกือบสิบเมตรแล้ว

ร่างเล็กรีบวิ่งตามไปแตะก้นเขา “หยุดนะ!” เสียงหวานตะโกนไล่หลัง

“หยุดให้โง่เซ่!” คารุมะหักเลี้ยวตรงมุมหนึ่งทำให้เด็กสาวไม่เห็นเขาในสายตาชั่วครู่ ตรงที่เขาเลี้ยวนั้นฝั่งสายคือห้องของเจ้าหน้าที่เรียงสุดทางและฝั่งซ้ายเป็นต้นไม้ต้นใหญ่ เหนือหัวจะเป็นคานอิฐหยึดตลอดทางและคานนั้นหนากับกว้างมาก เด็กสาวหันซ้ายขวามองหาเพื่อนชายที่หายไปในเสี้ยววินาที เธอหอบหายใจเดินช้าๆ สายตาเธอเหลือบมองดินข้างต้นไม้ที่มีรอยเท้าของเพื่อนชายอยู่ 

เธอยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งมองไปข้างหน้าของทางเดิน ไตร่ตรองว่าจะเอาอย่างไรต่อก่อนจะกระตุกมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์ เธอแสร้งทำเป็นมองไม่เห็นรอบเท้านั้นและเดินต่อไปเรื่อยๆ คารุมะที่แอบอยู่หลังประตูถอนหายใจค่อยๆเลื่อนบานประตูออกช้าๆ ย่องโดยถือร้องเท้าเปื้อนโคลนมาในมือ เขามองไปทางแยกทางซ้ายที่ชินเฮย์เดินไป (เท่าที่ฟังจากเสียงเท้า)

เมื่อไม่เห็นเด็กสาวตรงทางเดินก็คิดว่าเธอเดินหายไปไหนต่อไหนแล้ว เขาวางร้องเท้าตัวเองและสวมมันกลับเข้าไปไหม ด้วยที่การใส่ร้องเท้าจำเป็นต้องก้มเขาจึงไม่เห็นเด็กสาวที่กำลังนั่งอยู่บนคานเหนือหัวเขา ใบหน้าเรียบเฉยนั้นทำให้เธอดูน่ากลัวยิ่งสายตาที่เหมือนนักคิดอีก 

“ให้ตายเถอะ ผู้หญิงอะไรน่ากลัวเป็นบ้า” เขาบ่นงุบงิบขึ้นมากลางความเงียบเพราะคิดว่าคนที่ล่าตัวเองนั้นไม่ได้อยู่รวมกับเขาตรงนั้น

“น่ากลัวแค่ไหน?” เสียงหวานกดต่ำ เธอห้อยขาลงมา 

“น่ากลัวอย่างกับปีศาจไงเล่าถามได้!” คารุมะเหมือนรู้ตัวว่ามันแปลก เขาอยู่คนเดียวจะมีเสียงมาถามเขาได้อย่างไร ร่างกายเด็กชายชะงักเงยหน้าขึ้นมองเหนือหัวตัวเอง เหงื่อที่เคยแห้งเหือดกลับมาตกถึงคออีกครั้ง

เขาเตรียมตัวจะวิ่งอีกครั้งแต่พลาดท่า เด็กสาวกระโดดท้าแรงโน้มถ่วงโลกและตวัดตัดขาคนตาเขียว เด็กชายเอนตัวก้นลงพื้น “เพื่อนรัก ไม่เอาน่า” เขาถดตัวถอยหลัง รู้ตัวอีกทีก็หลังติดกำแพงแล้ว คารุมะมองเพื่อนสาวที่กลายร่างเป็นยมทูตมาปลิดชีวิตเขา ริมฝีปากหนาเปิดให้เสียงหัวเราะแห้งๆออกมา 

“เตรียมตัวเอาไว้เลย”

“ครับ...” เด็กชายเสียงอ่อยแต่เสียงที่เบาหวิวนั้นก็กลายเป็นเสียงกรีดร้องขอความเมตตาในต่อมา

เมื่อเล็กกอบกุมข้อเท้าเด็กชายขึ้นฟ้าเพื่อกันเขาหนี ริบบิ้นที่พกติดตัวได้ใช้ประโยชน์ผันรอบข้อเท้าเด็กชาย

สาวน้อยของชูอิจิเลียปากตัวเองและส่อประกายสนุกในตาสีไวโอเลต เธอได้เริ่มลิ้มรสชาติของการลงทัณฑ์เพื่อนชายคนสนิทอย่างอิ่มใจ

ถึงแม้เธอจะผูกขาเขาไว้ก็ตามเด็กชายก็พยายามหาทางหนีอยู่ดีจึงใช้ไม้แข็ง เด็กสาวยิงเข็มยาสลบใส่เขาจนเขาผล็อยหลับเป็นตายไป ในระหว่างนั้นเธอก็ละเลงปากกาหลายสีที่ผกไว้ในกระเป๋ากางเกงตลอดมาใช้งาน

เปาะเธอเปิดฝาปากกาและป้ายมันตรงแก้มข้างละสามขีด ตรงจมูกของเขาวนเป็นจุดเล็กๆ ที่หน้าผากของเขา เธอไล่มือจากซ้ายไปขวาเป็นเส้นหยักเหมือนรอยย่น รอบคิ้วเขา เธอเพิ่มความหนาและกว้างให้เขา ใต้ตาก็วาดเป็นตีนกาให้

เธอระเบิดหัวเราะออกมาก๊ากใหญ่ควานเอาโทรศัพท์ตัวเองมาถ่ายเก็บเอาไว้รัวๆเป็นสิบกว่ารูป รูปหนึ่งที่ถ่ายชัดเจนเธอส่งไปให้ยูมะได้เสพมัน

เด็กสาวฮัมในลำคออย่างอารมณ์ดีหลังจากได้ปลดปล่อยความอัดอันใจ เธอปัดมือตัวเองมองผลงานชั้นโบแดงเป็นครั้งสุดท้ายทอนริบบิ้นตัวเองมาเก็บ และจากไปโดยไม่ปลุกเขา เธอเดินกลับมาหาพี่ที่ลานจอดรถ ทั้งสองยังถกคุยกันอยู่จึงหยิบสัมภาระน้อยนิดของเธอกับพี่ลงไปที่ห้องพักตัวเองที่อยู่ไม่ห่วงมากก่อนจะกลับมาอีกที่บทสนทนาของผู้ใหญ่ก็ยุติลงแล้ว

“โอ้ หนูชินเฮย์” คาเมลกวักมือเรียกเธอ “เมื่อกี้ฉันไม่ทันได้เอาอันนี้ให้หนู หนูก็วิ่งหายไปแล้ว” เขายื่นเข็มขัดแปลกๆกับกิ๊บติดผมใหญ่สองนิ้วคนมากให้เด็กสาว ดวงตาสีม่วงเคลือบแคลงความสงสัยเพราะเท่าที่บอสใหญ่บอกมาเขาสั่งแค่นาฬิกาให้เธอนิก่อนไปเที่ยว

“และก็นี้ด้วย” คาเมลควักซองจดหมายยับๆออกมา “มันยับนิดนึงนะ”

“ไม่เป็นไรค่ะ” เธอรับมันมาแกะอ่าน แต่ก่อนอื่นขอเล่าให้ฟังก่อน หนึ่งวันก่อนที่เธอออกไปเที่ยวนั้นบอสใหญ่ได้เชิญเธอไปที่ห้องของเขาอีกครั้ง และถามไถ่เกี่ยวกับการสอบรอบที่ผ่านมา 

 

“เป็นอย่างไรบ้าง การสอบครั้งนี้” เธอเบ้หน้าออกมาเรียกเสียงหัวเราะจากชายนิรนามตรงหน้า 

“กะฆ่ากันเลยนี้คะ” เธอเท้าคางกับโต๊ะทำงานของเขาและทาบแก้มลงกับกระจกโต๊ะ ตามเสียงของเธอคือเสียงรถเข็นกับเลขาเข้ามาในห้อง 

“แน่อยู่แล้ว งานของเราเสี่ยงชีวิตมาข้อสอบก็ไม่ควรง่าย”

“แล้วทำไมถึงจัดปีนี้ละคะ หนูไม่เห็นรุ่นก่อนๆต้องสอบอย่างนี้เลย” เธอมุ่ยหน้ามองชายตรงข้าม ก่อนจะเบิกบานเมื่อเค้กช๊อคโกแลตกลิ่นหอมยั่วใจนั้นวางหน้าเธอ เด็กสาวหันไปขอบคุณเลขาหุ่นแซ่บและลงมือทานตามคำบอกของบอสใหญ่ เธอจิ้มเค้กมาเคี่ยวแก้มตุ้ย 

“ฮะๆ คงต้องโทษว่ามันเป็นเพราะหนูเอง” 

“อ้าว ไงงั้นละคะ?” เธอเงยหน้าขึ้นมาจากการกินเค้กมองหน้าบอสใหญ่ที่กำลังขำกับทวงท่าของเธอ

“เพราะฉันอยากให้ทุกคนได้เห็นความสามารถของหนู เขาจะได้ไม่มานินทาเราลับหลัง” เธอพยักหน้าและหันไปจิบชาตัดเลี่ยน เอฟบีไอถึงจะทำงานสืบสวนและต้องกุมข้อมูลลับจำนวนมากแต่นั้นก็ไม่ได้ทำให้พวกเขาทิ้งการนินทาคนในสังกัดตัวเองหรือคนอื่นได้ และเด็กสาวอายุเก้าขงบอย่างเธอมาเป็นเอฟบีไอนี้ค่อนข้างเหลือเชื่อ และจะเป้นเรื่องธรรมดาที่คนจะแซะว่าเธออาจจะเป็นเด็กเส้นอะไรทำนองนี้ได้  บอสใหญ่คงไม่อยากให้เธอเอาคำนินทาและนั้นมารกสมองเลยจัดการตัดไฟตั้งแต่ต้นลม

“ค่า~” เธอทานเค้กต่อเมื่อข้อสงสัยตัวเองที่ติดในหัวมาตั้งนานได้คลายสักที

บอสใหญ่เงยหน้าขึ้นมาจากถ้วยชา “อืม... จริงสิ ฉันมีของจะมอบให้เธอด้วย” เด็กสาวเลิกคิ้ว 

“แต่มันล่าช้านิดหน่อย คงได้หลังปีใหม่” เธอพยักหน้ารับอีกครั้ง 

“มันคืออะไรหรอคะ?”

“นาฬิกาที่สามารถยิงเข็มยาสลบ เข็มขัดที่ยืดได้เป็นกิโลเมตรถ้าฉันจำไม่ผิดและกิ๊บที่มีเครื่องเปลี่ยนเสียง” 

ห้ะ? เธอฟังผิดหรือเปล่า? ชินเฮย์แคะหูตัวเองและตบที่หูเหมือนอยากจะให้ขี้หูที่ไม่มีออกมา

“มันมีของแบบนั้นบนโลกด้วยหรอเนี่ย...” เธอบ่นพึมพำกับตัวเอง 

“มีซิ” เธอสะดุ้งเฮือกไม่คิดว่าบอสใหญ่จะได้ยิน “ฉันก็ใช้มันอยู่” เขาถลกแขนเสื้อตัวเองขึ้นมาทำให้เห็นนาฬิกาที่ข้อมือเขา มันเป็นนาฬิกาตัวเรือนค่อนข้างใหญ่เรียกว่าครอบคลุมเกือบทั้งหมดของข้อมือเหี่ยวๆเขา ชินเฮย์ถอยหลังพรืดออกจากโต๊ะ “คุณไม่ควรให้ฉันเห็นตัวคุณ” 

บอสใหญ่กับเลขาของเขาลอบยิ้ม “ฉันเคยบอกเธอแล้วว่าเธอพิเศษ”

“ถึงอย่างไรก็ตาม ฉันก็ยังไม่ได้กลายเป็นเอฟบีไอเต็มตัว!” แปะๆ บอสใหญ่ตบมือ “ไม่ต้องกังวลหรอก เพราะฉันตั้งใจให้เธอเห็น”

ชายชราที่แฝงในชุดปกปิดหน้ามาตลอดผายมือให้เธอกลับมานั่ง “เอาล่ะ มาฟังเรื่องการใช้งานดีกว่า” ผู้ใหญ่ว่าอย่างนั้นเธอก็ไม่ควรเถียงอีกอย่างเขาคงวางแผนอะไรบ้างอย่างไว้แล้ว เปิดเผยความลับสุดยอดขนาดนี้ต้องการอะไรกัน 

“นาฬิกาเรือนนี้สามารถยิงเข็มยาสลบได้ ดูเวลาเหมือนเรือนอื่นทั่วไป และที่สำคัญมันสามารถส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือจากที่ไหนบนโลกก็ได้เพราะมันจะเชื่อมกับดาวเทียมโดยตรง” เขาพลิกนาฬิกาออกแล้วยิงเข็มยาสลบมาปักบนกระดาษเอกสารบนโต๊แล้วสักพักเข็มก็ละลายหายไป

“ส่วนเข็มขัดสามารถยืดหดได้ถึงกิโลเมตรกว่า ปุ่มนี้ทำหน้าที่ยืดและปุ่มนี้ทำหน้าที่หด และเข็มขัดอันนี้รับน้ำหนักได้สองร้อยกิโลกรัม” เขากดปุ่มยืดหดให้เธอดู และให้เลขามาช่วยสาธิต มือเรียวฝนถุงมือจัดปลายหนึ่งและเดินไปสุดกำแพงในระหว่างที่บอสใหญ่จับอีกปลายหนึ่ง ชินเฮย์มองอุปรณ์ชิ้นนี้ด้วยความตะลึงงัน

“เครื่องเปลี่ยนเสียงจะจดจำเสียงที่เคยได้ยินตามและเวลาพูดมันจะเปลี่ยนเสียงเราเป็นเสียงของคนที่เราต้องการ” เขาหมุนเครื่องเปลี่ยนเสียงที่อยู่ในทรงหูกระต่ายและพูดออกมาเป็นเสียงของพี่ชู “แต่ของเธอจะถูกทำเป็นกิ๊บแทนหูกระต่าย” 

“วันนี้พอแค่นี้ก่อน แล้วเจอกันใหม่” บอสใหญ่โบกมือลาเธอที่ลุกขึ้นเดินออกไปจากห้องด้วยอารมณ์ปนเป สับสนและตื่นเต้น 

 

หลังจากอ่านจดหลายจากบอสใหญ่เธอก็เอามันไปเผาทิ้งทันที เธอมองกระดาษสีขาวกลายเป็นเถ้าธุลี เพลิงไฟสีแดงฉานกลับถูกใจเธออย่างน่าประหลาดใจ ไฟสามารถเผาได้เกือบทุกสิ่งแต่ลาวานั้นกลืนกินทุกสิ่งและทำให้พวกมันลอมละลาย หากเธอต้องเลือกระหว่างลาวากับไฟเธอก็จะเลือกไฟเพราะไฟมันทิ้งให้เราเห็นผลลับว่ามันกลายเป็นขี้เต่างจากลาวาที่มันจะไม่มีอะไรให้เราได้เห็น

เธอส่ายหน้าไล่ความคิดแล้วเขี่ยกระดาษให้ไฟมันโดนทั้งหมด ไม่นานเธอก็กลับมาหาพี่ชู ตอนเขาถามว่าไปไหนมาก็บอกว่าไปเดินเล่น เพราะเขาไม่รู้ว่าเธอและบอสใหญ่เคยเจอกัน และเธอก็ไม่สามารถบอกเขาได้เหมือนกัน จากบ่ายก็กลายมาเป็นค่ำวันนี้ของเธอจบด้วยการทานอาหารกับพวกคุณคาเมล เพื่อนชายอีกสองคน และที่ขาดไม่ได้พี่ชายเธอนั้นเอง 

วันนี้จบลงด้วยการที่อากาอิ ชูอิจิไม่พ้นเอื้อมมือเพื่อนร่วมงานโดนลากไปสังสรรย์โดยเธอและเพื่อนชายนั่งมองพวกเขาสนุกสนานกัน สามสหายนั่งกันไม่นานก็ออกไม่หาอะไรสนุกๆทำกัน พอเหนื่อยและดึกมากแล้วก็แยกย้ายกันกลับไปพักผ่อน
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

46 ความคิดเห็น