[Laflora X Conan] เถ้าธุลี - Ashes

ตอนที่ 16 : [The Arc] Chapter 13 : พิสูจน์ความจริง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 94
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 14 ครั้ง
    20 ก.ย. 62

Chapter 13 : พิสูจน์ความจริง

 


 

05 ธันวาคม 2012

สถานที่ :อเมริกา,หมู่บ้านในนอร์ทดาโคตา

 

นิ้วเรียวเคาะหลังเครื่องโทรศัพท์ตัวเอง ดวงตาสีม่วงนั้นว่างเปล่า ไร้ประกายชีวิต ความเยือกเย็นที่จู่โจมร่างกายเธอนั้นไม่ได้ทำให้เธอหวั่น เสียงเท้าเธอย่ำลงกับพื้นหิมะบางนั้นดังเป็นจังหวะ จากทางด้านหลังเธอมองบ้านร้างของสามีภรรยานักธุรกิจด้วยนัยน์ตาที่สั่นคลอน เธอกำมือแน่นมองต่างหูที่ตกอยู่ สีดำมันวาวสะท้อนแสงอาทิตย์จนเห็นได้ง่าย เธอหยิบมันขึ้นมามองอย่างเหม่อลอย 

เล็บของเธอจิกลงบนหน้ามือจนเป็นรอยลงไป เจ็บแต่ความรู้สึกอื่นมันมากกว่า นี้คงเป็นอีกครั้งที่เธอร้องไห้ พื้นผิวหิมะยุบตัวลงเมื่อหยาดหยดน้ำจากดวงตาสีลาเวนเดอร์ ริมฝีปากซีดจากการถูกความเย็นกัดเม้มเข้าด้วยกัน เขี้ยวที่ปักลงบนริมฝีปากเธอนั้นซ้ำแผลเก่า สะเก็ดเลือดที่แห้งแตกออก หยาดเลือดสดไหลรินอีกครา หิมะขาวถูกย้อมแดงด้วยหยาดโลหิตของเธอ

ไม่อยาก ไม่อยากเปิดตัวคนร้ายเลยเธอสั่นหัวไล่ความคิดบ้าๆออกไป ไม่ได้ เราต้องทำถ้าอยากเป็นเอฟบีไอ เราต้องก้าวข้ามมันให้ได้

เธอหันตัวเพื่อกลับไปที่โรงแรม วันนี้เธอต้องการหลักฐานมัดตัวคนร้ายแค่นั้น และแค่นี้ก็มากพอแล้ว 

ต่างหูที่เป็นหลักฐานถูกใส่ไปในถุงซิปที่เธอนำมาด้วย เธอรูดซิปปิดและเก็บมันเข้ากระเป๋า เธอพร้อมเผชิญสิ่งที่กำลังจะมาถึงแล้ว คลื่นอารมณ์นับล้านนั้นตีตื้นสูง เธอตั้งรับมันแทบทัน ตลอดระยะทางกลับเธอต้องมองฟ้าเพื่อสงบสติอารมณ์

เสียงฮัมที่บางเบานั้นมีเพื่อกลบเกลื้อนเสียงสะอื้นของตัวเอง แต่มันยากจังเลยเนอะ แสร้งทำเป็นไม่เป็นอะไรทั้งๆที่ข้างในแหลกหมดแล้ว 

ดวงตาสีม่วงหลบมองทุ่งหิมะที่หนากว่าเมื่อวันก่อนๆ และคริสตัลที่เกิดจากละอองน้ำแข็งที่กระจายอยู่ทั่วท้องฟ้าค่อยๆโปรยลงมา

 

 

 

09 ธันวาคม 2012

สถานที่ :อเมริกา,หมู่บ้านในนอร์ทดาโคตา

 

                  เสียงหัวใจเธอนั้นดังออกมาโดยไม่ต้องใช้เครื่องขยาย ในบ้านร้างที่ไร้ไฟ นอกจากแสงไฟเทียมจากคอมพิวเตอร์ ชินเฮย์กำลังกระวนกระวายภายใต้ใบหน้าและแววตาที่นิ่งสงบเยือกเย็น เธอถอนหายใจเงยหน้ามองเพดานบ้าน รอเวลาให้มาถึง 

                  แกร็ก!เสียงประตูหน้าบ้านสองสามีภรรยาที่เสียงชีวิตดังขึ้นเบาๆ เสียงประตูถูกผลักและเสียงโลหะเสียดสีเองก็เช่นกัน

                  เธอก้มหน้ากลับที่เดิมและจดจ้องร่างสูงที่กำลังย่างกรายเข้าใกล้เธอเรื่อยๆ ใบหน้าของฆาตกรถูกบดบังด้วยความมืด เธอกำลังสั่นระทมเพราะกำลังฝืนตัวเองไม่ให้ผ่ายแพ้ให้กับอารมณ์ที่ปั้นป่วน เธอเกลียดที่ตัวเองเขาใจในตัวคนร้าย เกลียดที่ตัวเองก้าวข้ามอดีตการตายของพ่อแม่เธอไม่ได้ 

                  “มาแล้วเหรอคะ?คุณอาเธอร์”​เหมือนในหนังสืบสวน ใบหน้าของคนร้ายฆ่าคนปรากฏต่อหน้าเธอยามที่เธอเอื้อนเอ่ยเขา

                  “ฉันมาตามข้อความที่เธอส่งมาแล้วนะ” อ่าห์...​ข้อความที่เธอส่งไปหาเขาเมื่อคืนหลังจากที่รวบร่วมความกล้ามานานเกือบสี่วัน เนื้อความนั้นก็มีเพียงบอกให้เขามาเจอเธอที่นี้ เวลาสิบโมงเช้าเพราะเธอต้องการจะบอกอะไรเขาบางอย่าง

                  “ค่ะ ฉันเห็นแล้ว” เธอหมุนเก้าอี้เผชิญหน้าเขา ใบหน้าที่ปาดความเย็นยะเยือกของชายหนุ่มเคลื่อนเข้าใกล้เธอ ร่างกายที่สูงโปร่งย้ายตัวเองมานั่งบนโต๊ะข้างเธอ ดวงตาของทั้งสองมองกันและกัน ชินเฮย์ยิ้มเหยาะกับยื่นสิ่งที่ตัวเองเก็บมาได้คืนเจ้าของ

                  “ว่าแล้วเชียวว่าเธอไม่ใช่เด็กธรรมดา”​

                  “รู้ได้อย่างไรคะ?”

                  “คนเราแค่มองก็รู้ว่าใครเหมือน ไม่เหมือนกับตัวเอง” ชินเฮย์พยักหน้าและว่าขึ้นมาเพื่อเข้าเรื่อง “เรามาสนใจเรื่องสำคัญกันดีกว่าค่ะ”

                  “หึๆ” อาเธอร์กอดอกมองร่างเล็กที่เป็นแค่เปลือกนอกของคนสุขุมเกินวัย เขารู้สึกชอบเด็กคนนี้ตั้งแต่เจอกันครั้งแรกแล้ว “ไหนเล่ามาซิว่ารู้อะไรมาบ้าง ฉันอยากเห็นความฉลาดของเธอ” มือหยาบปัดหน้าม้าของสาวน้อยตรงหน้าไปทางขวาและยึดมันด้วยกิ๊บดำที่เธอวางไว้บนโต๊ะ เขามองเธอด้วยแววตาที่อ่อนโยนตัดกับบุคลิกของเขา แววตาที่อ่อนลงทำให้เธอยิ่งไม่อยากเล่าออกไป

                  เธอจับมือเขาที่กำลังลูบหัวเธอพลางเล่าอย่างเนิบช้า “ก่อนที่มีอาร์กับสามีของเธอจะเสียชีวิต เธอได้โทรศัพท์คุยกับเพื่อนสนิทของตัวเอง ตำรวจได้บันทึกบทสนทนานั้นเอาไว้และหากฟังผ่านๆคงคิดแค่ว่าพวกเธอกำลังคุยกันเรื่องไปโบสถ์ตามปกติ เพราะวันที่สองคนพูดถึงคือสันเสาร์ซึ่งคนศาสนาคริสเตียนจะไปกันโดยส่วนใหญ่ มีประโยคหนึ่งที่มีอาร์พูดไม่ครบนั้นก็คือ 

Will you come with me to the abb—woops—, sorry my phone slipped off.” (เธอต้องไปกับฉันที่เอบว้ายโทษทีโทรศัพท์ฉันหลุดมือ)ประโยคนี้มีหนึ่งคำที่เธอพูดไม่ครบและอีกหนึ่งประโยคที่ทำให้ฉันมั่นใจว่าสถานที่ที่มีอาร์กำลังพูดถึงไม่ได้หมายถึงโบสถ์You’ve misunderstood of something!(ซูซาน เธอกำลังเข้าใจผิดนะ!)คำพูดแบบนี้มันแน่อยู่แล้วว่าเพื่อนของเธอกำลังเข้าใจผิดบางอย่างและบางอย่างที่ว่านั้นก็คือ สถานที่ที่เธอจะไปอย่างไรเล่า”

อาเธอร์เหมือนสนุกกับสิ่งที่เธอกำลังเล่า เขากรีดยิ้มบางๆออกมา นิ้วของเขาไล่ไปตามเรือนผมที่นุ่มลื่นยาวราวเส้นไหม ทั้งยังส่งกลิ่นหอมหวานอันน่าหลงไหล กลิ่นของจากเรือนผมนั้นติดนิ้วเขาออกมาจางๆ 

“คำที่เธอพูดไม่จบนั้นสามารถทำให้ซูซานเข้าใจผิดคิดว่ามีอาร์กำลังพูดถึงAbbeyซึ่งแปลความหมายแล้วคือโบสถ์ของหมู่บ้านหรือชุมชน แต่ที่มีอาร์ต้องการจะพูดถึงนะมันคือ Abattoir หรือโรงเชือดต่างหากค่ะ” ดวงตาสีม่วงเลิกสบกับนัยน์ตาสีคราม เธอหันไปหยิบกระดาษจากในกระเป๋าออกมา มันเป็นตารางเวลาการส่งเนื้อของเคอร์บในวันที่ทั้งคู่เสียชีวิต

“เจ็ดโมงสี่สิบคือเวลาที่เคอร์บมาถึงที่บ้านหลังนี้ หากคำนวณตามเวลาและเพื่อลีกเลี่ยงการเป็นจุดสนใจ คุณจึงเริ่มด้วยการโทรบอกทั้งสองว่าจะไปหาที่บ้านและขี่มอเตอร์ไซส์ไปทางถนนที่อยู่หลังบ้านนี้ เคาะเรียกคนสามีที่อยู่ภายในบ้านให้มาเปิดประตู หากฉันสันนิฐานไม่ผิด คุณที่จะให้คนมาจ่ายค่าเนื้อล่วงหน้าทุกเดือนต้องบอกมีอาร์ว่าจะไปรับค่าเนื้อที่บ้านเธอเองโดยอ้างว่าวันที่เธอมาจ่ายนั้นคุณไม่อยู่ เพื่อตัดปัญหาคุณจึงไปเอาเองและมีอาร์ก็จะคิดว่าการที่คุณมาจากทางด้านหลังเพราะเกลียดถนนที่มีคนเยอะๆ

เมื่อคุณเข้ามาในบ้านมีอาร์หลังจากที่เคอร์บขับรถออกไป คุณก็เริ่มแผนทันที คุณเริ่มจากคนสามีด้วยการแทงเขาที่ท้องและเมื่อมีอาร์กลับเข้ามาในบ้านมาก็ต้องตกใจกับสามีที่เสียชีวิต คุณรีบปิดปากเธอและจับเธอกดกับเคาน์เตอร์บาร์ ปลิดชีพเธอในที่สุด จากนั้นคุณก็รีบกลับมาที่ร้านเพื่อสร้างหลักฐานที่อยู่โดยอาศัยลูกค้าคนอื่นๆเป็นพยาน

เลือดนะมันใช้เวลานานกว่าจะแข็งตัวและนานยิ่งกว่าเซลล์ทั้งหมดจะตายเลยทำให้เวลาตายอาจจะคลาดเคลื่อนจากเวลาจริงได้ อาจจะได้สักครึ่งชั่วโมงบวกกับวันนั้นฮีตเตอร์ในบ้านมันก็เปิดอยู่ด้วยใช่ไหมละ? อีกอย่างหลังจากที่คุณก่อคดีฆาตกรรมหิมะมันก็ตกกลบรอยล้อมอเตอร์ไซส์ของคุณหมด” เธอวงปากกาลูกลื่นรอบรูปหิมะโปรยตอนเก้าโมงเช้า

“เพียงคำพูดปากเปล่านะมันยืนยันอะไรไม่ได้นะ” ชายหนุ่มยังดันทุรังไม่ยอมแพ้แม้นถูกต้อนจนถึงสุดทางแล้ว 

“มีสิคะ นี้ไงต่างหูต่างหน้าของคุณแม่ของคุณที่เสียชีวิตเมื่อยี่สิบปีก่อนพร้อมคุณพ่อของคุณเพราะพ่อของสามีคุณมีอาร์เป็นคนฆ่า” ต่างหูที่เธอเก็บมันมาได้เมื่อหลายวันก่อนถูกนำมาเสริมคำพูดของเธอให้หนักแน่น “คุณทำมันตกตอนกำลังหนีและหาไม่เจอเพราะหิมะตก จะกลับมาหาก็ไม่ได้ไม่อย่างนั้นจะตกเป็นผู้ต้องสงสัยของคดีทันที” เธอชี้ไปที่ตารางอากาศในวันนั้น

“ฮ่า” ชินเฮย์มองเขาเงยหน้า ดวงตาสีฟ้าที่วาวน้ำนั้นทำให้เธอรู้ว่าเขาไม่หนีอีกแล้ว หนีจากความจริง “ฉันยอมแพ้แล้วละ และพวกตำรวจนะรู้หมดแล้วสินะ” ชายหนุ่มหันไปมองตำรวจที่เข้ามาในบ้านตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ด้วยความรู้สึกที่เหมือนได้ยกภูเขาแห่งความรู้สึกผิดออกจากอก

“คุณตำรวจ ฉันขอคุยกับเด็กคนนี้อีกหน่อยก่อนมอบตัวได้ไหม” คริสตินมองหน้าอลันที่พยักหน้าอนุญาติช้าๆ

“เธอนะเสียพ่อแม่ตั้งแต่เมื่อไร” อาเธอร์ถอดต่างหูที่หูขวาของตัวเอง ต่างหูแบบหนีบสีนิลที่เหมือนกับที่ทำตกไว้ และวางมันคู่กับต่างหูอีกข้างที่หลุดออกมาเมื่อเขาก่อคดีบนโต๊ะ

“ตอนฉันห้าขวบค่ะ ประมาณสี่ปีที่แล้ว” ชินเฮย์มองมือตัวเองสารวนรอบหน้าตัก ดวงตาหลุบลงเจือความเศร้าโศก

“ฆ่าหรืออุบัติเหตุ?” ชินเฮย์หรี่ตาลงเมื่อต้องพูดเรื่องการเสียคนในครอบครัวไปพร้อมกันถึงสองคน เธอกำขากางเกงตัวเองและตอบเสียงไม่ดังมากเพียงพอให้เขาได้ยินเท่านั้น 

“ฆ่า” เธอเปล่งเสียงออกมาแผ่วเบาจนแทบเหมือนเสียงลม

“แค้นไหม?” ชินเฮย์เงยหน้ามองคนตรงหน้า นั้นสิ เธอไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้จริงจังเลยเพราะมัวแต่คิดถึงเรื่องการเป็นเอฟบีไอจนลืมเรื่องนี้เสียสนิท แต่พอมาคิดแล้ว เธอก็แค้นนะ เธอจึงพยักหน้าตอบเขา ชายหนุ่มขยับกายย่อตัวลงมา ระดับสายตาของทั้งสองทัดเทียมกัน 

“เรียนรู้จากข้อผิดพลาดของฉัน และโตเป็นผู้ใหญ่ เป็นคนที่ดีกว่าฉันให้ได้นะ”  ซึ่งนั้นแปลว่าให้คิดให้ดีว่าเธอสมควรแค้นเขาไหม คนที่ฆ่าพ่อแม่เธอ และเธอควรทำอย่างไรเพื่อไม่ให้ก่อเรื่องที่ผิดกับตัวเอง ให้เธอโตขึ้นและยั่งความรู้สึกของตัวเองได้ 

อีกนัยหนึ่ง เขากำลังจะบอกเธอว่า ให้ใช้ไฟแค้นให้เป็นประโยชน์ที่ดีที่สุดแก่ตัวเอง ให้สะใจแต่ทำด้วยวิธีการที่เหมาะสมในการเอาคืน

อาเธอร์โน้มตัวประทับริมฝีปากลงบนหน้าผากเนียน น้ำตาที่เด็กสาวว่าหยุดไหลแล้วกลับมาพรากอีกครั้ง แก้มเนียนซุกกับไหล่บางแต่แข็งแกร่งของเจ้าของร้านเนื้อและโอบกอดเขาปลอบประโลมเขา เขาเองก็กอดกลับเพื่อปลอบประโลมเธอเช่นกัน ไหล่ของเธอสั่นราวกับลูกนกตกน้ำเย็น เสียงกระซิบสุดท้ายของเขาติดก้องในหัวเธอ “ไว้เจอกันใหม่นะ ไว้เมื่อถึงตอนนั้น เรามาแลกเปลี่ยนเรื่องคุยกันนะ” 

อาเธอร์คลายอ้อมกอดออกและวางบางอย่างลงบนหัวเด็กสาว จากนั้นเดินไปหาหัวหน้ากรมตำรวจของหมู่บ้านเล็กๆนี้ที่ไม่สามารถสืบได้ว่าใครกันที่ฆ่าพ่อแม่เขา จนเขาเก็บความตายของทั้งสองทั้งมาคิดแค้นฆาตกรที่เขาสืบจนรู้และลงมันที่ตัวคนลูกแทนเป็นการแก้แค้นให้พ่อแม่  อาเธอร์ยื่นข้อมือตัวเองให้อลันก่อนจะสัมผัสได้ถึงเหล็กเย็นๆรอบสิ่งที่เขาหยิบยื่นให้ เขามองเด็กสาวด้วยรอยยิ้มกว้างที่สว่างไสว่และจากไปพร้อมพวกตำรวจ 

“ขอบคุณที่ทำให้ฉันยิ้มได้สักทีนะ แม่สาวน้อยผู้มากความสามารถ” ประตูรถตำรวจปิดลงหลังเสียงของเขา รถคันนั้นเคลื่อนตัวออกช้าๆเพื่อพาฆาตกรเลือดเย็นเข้าห้องขังให้สมกับความเลวของเขา กับการกระทำของเขา 

 

คดีฆาตกรรมที่คนร้ายเป็นผู้เสียหายของคดีฆาตกรรมเมื่อหลายปีก่อนปิดฉากลงด้วยรอยยิ้มที่ฝืดฝืนของเด็กสาวผู้ไขกระจ่างคดีนี้ และรอยยิ้มจริงใจของชายผู้ถูกตราหน้าว่าฆาตกร

 

                  ชินเฮย์คว้าเอาต่างหูที่เป็นแบบหนีบของเขามาสวมที่หูตัวเองทั้งสองข้าง อาเธอร์ไม่ได้เอาต่างหูของเขาไปด้วยเพราะเขาตั้งใจทิ้งมันไว้ให้เธอ เพื่อแสดงความขอบคุณจากใจที่ปลดปล่อยเขาจากความทรมาณและความรู้สึกผิด ต่างหูสีดำเล็กๆประดับบนหูขาวนั้นช่วงตัดกันเสียจริง

                  เด็กสาวค่อยๆไล่เก็บของๆตัวเองเข้ากระเป๋าช้าๆ ระหว่างที่เก็บกระเป๋าอยู่เธอก็บังเอิญไปเห็นบางอย่างวาววับข้างกองกระดาเธอ นี้มันมีดสั้นนิ ทำไมมาอยู่ตรงนี้ได้ร่างบางชะงัก หยิบมีดสั้นมันขึ้นมาดูตรงปลายด้ามจับที่สลักชื่อย่อเอาไว้ว่า ‘M.M– From A.’ ชินเฮย์หัวเราะในลำคอเบาๆกับน่ารักของอาเธอร์ ไม่รู้ว่าบังเอิญหรือเปล่าแต่ตรงมีดสั้นนั้นฝังอัญมณีสีม่วงอเมทิสเอาไว้ด้วย

                  มือเล็กแกว่งมีดเล่น น้ำหนักของมันกำลังพอดีพอเหมาะ ไม่หนักเกินหรือเบาเกินไป แถมหลายบนมีดยังสวยมาก วัสดุที่ทำมีดนั้นก็ไร้เทียมทาน 

ชิ้ง! ปลายมีตวัดออกไปข้างหน้าตัวเด็กสาวที่มีดวงตาสีม่วงที่เปล่งประกายบางอย่างที่ดูเหมือนกำลังพร้อมจะเล่นสนุกกับอนาคตของตัวเอง

เธอได้ก้าวข้ามความเจ็บปวดในอดีตเป็นที่เรียบร้อย “หึ” ริมฝีปากบางเหยียดยิ้มกำลังแย้มยิ้มเจ้าเล่ห์สมกับนิสัยตัวเอง มีดสั้นถูกตวัดเก็บเข้าซองที่มาคู่กับมีด เธอเดินออกจากตัวบ้านและพุ่งเข้ากอดคนที่มารอรับเธอ “พี่ชู~คิดถึงจังเลย” อากาอิรับแรงท้าโทมกระทันหันอย่างเคยชิน มือหนาวางใต้ขาของเด็กสาวช้อนตัวเธอขึ้นมาพิงตัวเอง

เขาเหลือบมองแก้มนวลซักไซ้อยู่ข้างใบหน้าของเขาด้วยรอยยิ้มบางๆ แก้มนิ่มๆแบบนี้ไม่ได้รู้สึกมาหลายวันนั้นทำให้เขารู้สึกเบาใจลง

โตขึ้นมาอีกก้าวแล้วซินะ ชินเฮย์ใบหน้าของมือปืนมือฉมังของเอฟบีไอประดับความภาคภูมิใจในตัวคนที่เขาเลี้ยวมาแต่เด็ก ขายาวๆก้าวพาเขาและเด็กสาวในอ้อมแขนไปที่รถสีดำคันโปรดของเขา และขับออกจากไปเพื่อกลับไปในที่ๆเรียกได้เต็มปากว่า บ้านที่ๆขอแค่มีเราสองไม่ว่าที่ไหนก็สามารถเรียกได้เต็มปากว่าบ้าน

อีกครั้งที่ทางระหว่างกลับฐานเอฟบีไอเต็มไปด้วยเสียงสองพี่น้องต่างสายเลือดพูดคุยกันอย่างสนิทสนม หนึ่งพูดด้วยเสียงที่เริงร่าผิดกับที่เป็นตอนไขคดี อีกหนึ่งพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูนิ่งเย็นชาหากทว่ากลับอ่อนโยนราวสายน้ำที่ปลอบประโลมเธอจากเรื่องร้ายๆในห้าวันที่ผ่านมา

สิ่งที่ชินเฮย์ได้รับประโยชน์จากการสืบคดีครั้งนี้คือ

หนึ่ง ผ่านบททดสอบในการเป็นเอฟบีไอ 

สอง สู้กับความรู้สึกของตัวเองได้สำเร็จ ไม่เอาอารมณ์มาเป็นแกนตั้งในตอนสุดท้าย

และสุดท้าย ยอมรับความจริงเรื่องการเสียชีวิตของพ่อแม่ได้เสียสักที หลังจากทุกข์ระทมกับมันมาเกือบหาปีคนเดียวโดยไม่บอกใคร

ดวงตาของเด็กสาววัยเก้าย่างสิบขวบมองเงาสะท้อนของตัวเองบนกระจกรถ ก่อนจะหันไปมองใบหน้าของพี่ชายต่างสายเลือด ยามที่สายตาของทั้งสองสบกันเด็กสาวกลับรู้สึกตัวลอยอย่างไรอย่างงั้น 

หากมานึกย้อนเรื่องคำพูดของคุณอาเธอร์ เธอแค้นเรื่องที่พ่อแม่ถูกฆ่า แต่ก็ไม่โง่เขลาเบาปัญญาที่ไม่รู้ว่าการล้างแค้นก็ไม่ต่างกับกลายเป็นฆาตกรเสียซะเอง แถมยังมือเปื้อนเลือดไปเปล่าๆไม่ได้กำไรอะไรนอกจากความรู้สึกสะใจ อีกอย่างตอนนี้เธอมีพี่ชายดีๆอย่างอากาอิ ชูอิจิที่เชื่อมั่นในตัวเธอมาโดยตลอด เธอไม่อยากทำลายความเชื่อมั่นนั้นด้วยน้ำมือตัวเอง 

เพราะเธอหวาดกลัวที่จะเสียเขาไป กลัวว่าสายตาที่เขาใช้มองเธอจะเปลี่ยนไป อีกอย่างเธอยังมีเพื่อมีครูที่ต้องค่อยแกล้งไปอีกนาน อย่างตาบ้าคารุมะที่วันๆเอาแต่แหย่เธอ หาสารพัดสิ่งของมาแกล้งเธอ อย่างคราวก่อนก็เอาถังใส่น้ำจนเกือบล้นมาวางเหนือประตูที่เปิดอ้าเล็กๆ ถ้าเธอไม่เอะใจและให้คิมูระเซนเซย์เข้าห้องก่อนคนที่โดนน้ำนั้นราดคงเป็นเธอ จะว่าไปรู้สึกผิดหน่อยๆแหะที่คิมูระเซนเซย์ต้องมาโดนอะไรอย่างนี้แทนเธอ

เด็กสาวลอบยิ้มออกมาบางๆเมื่อคิดถึงตรงนี้ เธอพิงหัวตัวเองกับแขนที่เต็มไปด้วยกล้ามและหลับตาพริมเพื่อพาตัวเองเข้าสู่การพักผ่อนหลังต้องสู้กับด้านที่สั่นไหวของตัวเองตลอดหลายคืน หลังเด็กสาวหลับไปแล้ว อากาอิก็เอื้อมมือไปปรับแอร์รถไม่ให้มันเย็นเกินผม เขาค่อยๆผลักหัวเด็กสาว ให้เธออยู่ในท่านอนที่สบายทที่สุด

รถที่กำลังแล่นอยู่ค่อยๆชิดข้างทางและจอด เข้าปลดเข็มขัดออกและโก่งตัวไปปรับเบาะเด็กสาวลง เมื่อเสร็จกิจตรงนี้เขาก็คว้าเอาผ้าห่มที่อยู่เบาะหลังมาห่มให้เธอ ดวงตาสีรัตติกาลมองเด็กสาวที่ดูบริสุทธิ์ยามหลับอย่างเอ็นดู ความเย็นช้าของเข้าเหมือนละลายหายไปทุกครั้งที่มองภาพน่ารักแบบนี้ จะว่าไปถ้าแม่ของเขาไม่เกิดแท้งขึ้นมาตอนนั้นเพราะอายุมากเกินจะมีลูก เขาก็คงมีน้องอายุเท่าชินเฮย์พอดี อาจจะเป็นน้องชายหรือน้องสาวก็ได้ ถ้าน้องชายก็คงชื่อชูตะ ถ้าเป็นน้องสาวก็คงชื่อมาสึมิตามที่แม่เขาเกริ่นเมื่อตอนท้องน้องเขา

แต่ก็นะ สวรรค์ช่างเล่นตรง แม่เขาแท้งขึ้นมา ในครอบครัวที่เป็นสายเลือดเดียวกันจึงเหลือแค่เขาและน้องชายเท่านั้น ส่วนแม่ปล่อยเขาให้เล่นเป็นเด็กๆไปเถอะ “เฮ้อ” ชูอิจิถอนหายใจออกมา กระชับพวงมาลัยรถหักไปทางขวา ตอนนี้เขามาขอแค่คนเดียวชินเฮย์ก็พอแล้ว อีกอย่างมีน้องสาวสองคนเขาดูแลไม่ไหวหรอกนะ อีกอย่างหากเขามีน้องสาวแท้ๆเพิ่มมาอีกคน ชินเฮย์คงน้อยใจแน่ๆ เขาไม่อยากโดนน้องสาวต่างสายเลือดงอนหรอกนะ

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 14 ครั้ง

46 ความคิดเห็น

  1. #46 Nura_Riku (@kanda-02) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 20 กันยายน 2562 / 12:01

    เฮ้ย!!! ไม่นะเซระ ใหงไรท์ทำแบบนี้อ่ะ นางคือหนึ่งในตัวละครที่เราชอบเลยนะ เสียใจอ่ะ
    #46
    0