[Laflora X Conan] เถ้าธุลี - Ashes

ตอนที่ 4 : [The Arc] Chapter 1 : ฉันขอปฏิเสธเพราะฉันอยาก...

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 722
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 27 ครั้ง
    13 ส.ค. 62

Chapter 1 : ฉันขอปฏิเสธเพราะฉันอยาก...



 

12 มิถุนายน 2008

สถานที่ : ญี่ปุ่นโรงพยาบาลนาโกย่า

                  

                  เสียงพูดคุยของหมอในเครื่องแบบและพยาบาลที่มาเป็นคู่มือเรียกความรำคาญใจจากเด็กสาวที่พักอยู่บนเตียงในห้องวีไอพีห้องหนึ่ง เปลือกตาที่ปิดสีม่วงเหมือนของมารดาลืมขึ้นมาเมื่อหมดความอดทนกับเสียงรบกวน หากแต่การกระทำเช่นนั้นกลับทำให้คนในห้องต่างกรู่เข้ามาหาเธอ “หนูชินเฮย์ รู้สึกยังไงบ้าง?” หมอสาวจับมือเธอ เกลี่ยนิ้วของตัวเองกับหลังมือเล็กๆอย่างนุ่มนวลเหมือนเสียงที่เธอใช้พูดคุยกับเด็กน้อย

                  แพทย์หญิงมองอาการเหม่อลอยของเด็กสาวอย่างกังวลใจ รีบหันไปหาผู้ปกครองใหม่ของเด็กสาว “คุณอากาอิ อาการของเธอเป็นอย่างที่เราคาดเอาไว้ ตอนนี้น้องชินเฮย์กำลังตกอยู่ในสภาวะโศกเศร้าจากการสูญเสียบิดามารดาระยะแรก” คุณหมอหยุดพูดชั่วครู่มองสีหน้ากลุ่มของชาวผมสีรัตติกาลกับชาวอเมริกันอีกสองคนที่มาพร้อมกันสลับกัน บนใบหน้าทั้งคู่ปรากฏความสงสัยตามที่แพทย์คาดการไว้ เธอจึงพูดให้กระจ่างมากขึ้น 

                  “ผู้ที่ประสบกับการสูญเสียคนสำคัญโดยส่วนใหญ่จะมีปฏิกิริยาตามลำดับ เริ่มด้วยระยะมึนชา หรือรู้สึกตกใจและปฏิเสธความเป็นจริงและปกปิกตัวเองจากภายนอก สองคือระยะซึมเศร้า ระยะที่ผู้ป่วยจะเกิดอาการนึกถึงคนที่จากไป ร่ำไห้และคร่ำครวญ นอนไม่หลับ ฝันถึงเหตุการณ์นั้น กับมีอาการอยากอาหารน้อยลง สามระยะที่เราไม่สามารถบอกได้ชัดเจน คนไข้บางคนในระยะที่สามจะต่างกันไป แต่แบ่งใหญ่แล้วจะมีสองกลุ่ม กมลุ่มที่กลับสู่สภาวะปกติ สามารถกลับไปใช้วิตอย่างปกติโดยไม่ต้องพบจิตแพทย์ และกลุ่มที่สอง กลุ่มอันตรายซึ่งรวมจำพวกคนที่ตำหนิตัวเอง รู้สึกผิดอย่างรุนแรง พยายามฆ่าตัวตาย เคลื่อนไหวเชื่องช้า หรืออาจจะประสาทหลอน” สีหน้าของทั้งสามย่ำแย่เมื่อได้ฟัง 

                  หากอาการของเด็กสาวเข้าระยะสองกับสามมันไม่ถึงชีวิตเลยเหรอ? หากเป็นอย่างนี้พวกเขาควรจะทำอย่างไร?

                  ความกระวนกระวายของทั้งสามผ่านพ่นไปได้ไม่นานหมอสาวก็เข้ามาดึงความสนใจพวกเขากลับมาที่ตัวเธอ “อย่างไรก็ตาม เราเองก็พอจะมีทางรักษาเด็กคนนี้ การทำให้เด็กยอมรับความจริง ให้เธอระบายอารมณ์ความรู้สึกต่างๆที่มีต่อบุคคลที่เสียชีวิตนั้น เพื่อให้เข้าใจได้ว่าความรู้สึกต่างๆเหล่านี้เป็นเรื่องปกติธรรมดา และช่วยให้ได้ถ่ายทอดอารมณ์ที่เกิดขึ้นให้บุคคลใกล้ชิดได้รับฟัง สิ่งสำคัญที่สุดการได้รับการสนับสนุนประคับประคองจากบุคคลสำคัญคนอื่น” ชูอิจิมองชินเฮย์ที่นั่งนิ่งไร้ชีวิตชีวาอย่างชั่งใจ เขาคนเดียวจะมีความสามารถช่วยเธอได้หรือไม่ นั้นคือสิ่งที่เขากังวลมากที่สุด

                  “พอจะทราบไหมคะว่ามีใครที่สนิทกับเด็กมากที่สุดรองมาจากพ่อแม่ของเธอ”

                  “ผมเองครับ” ชูอิจิก้าวเดินหน้าไปหาคุณหมอ “ถ้างั้นรบกวนคุณลองเข้าไปคุยกับเด็กหน่อยค่ะ แต่อยากจะขอให้มีความอดทนมากๆ เพราะการรักษาผู้ป่วยเช่นเธอต้องใช้ความพยายามอย่างสูง” เอฟบีไอหนุ่มพยักหน้าเข้าใจ

                  หมอสาวปลีกตัวเองมานั่งสังเกตการณ์อยู่ปลายเตียงคนไข้เด็กที่กำลังนั่งเหม่อมองออกนอกหน้าต่าง ชายผมดำกุมมือคนที่ตัวเองรักเหมือนน้องสาวแท้ๆล่วมๆ ตามจิตสำนึกของเธอ ใบหน้าหวานกลมหันมามองคนที่จับเนื้อต้องตัวเอง ชายหนุ่มสูดหายใจเข้าลึกๆ “ชินเฮย์ นี้พี่ไง”

                  เงียบนิ่ง

                  เขาลองอีกครั้ง “ชินเฮย์ เจ็บตรงไหนไหม?” เขาพยายามเลี่ยงคำถามที่ต้องใช้คำพูดตอบเพราะอย่างไรเด็กสาวคงไม่มีอารมณ์มานั่งตอบเขา

                  เงียบนิ่งครั้งที่สอง และครั้งที่สาม สี่ ห้าก็ตามมาเรื่อยๆ  จนคุณหมอขอให้หยุดไว้แค่นั้นก่อน และค่อยมาวันอื่น

อากาอิ ชูอิจิมีความมุมานะมากในการช่วยให้คนตาสีอเมทิสท์กลับมาเป็นเหมือนเดิม ตลอดเวลาระยะหนึ่งเดือนเขามาที่โรงพยาบาลอย่างไม่ขาดสาย มานั่งพูดคุยอย่างที่ไม่เคยทำเพื่อจะเอาน้องสาวคืนมา และความพยายามของเขาก็สำเร็จผล 

                  ดวงตาสีม่วงคลอน้ำตา โศกเศร้าจนแม้แต่หมอที่คุ้นชินกับแววตาแบบนี้ยังต้องเบี่ยงหน้าหนี “พี่ชู” เสียงเรียกชื่อเขาสั่นเครือ คนโดนเรียกอุ้มเธอขึ้นแนบอกตัวเองพยายามถ่ายถอดความรู้สึกเข้าใจไปให้ เด็กสาวใช้เวลาร่วมชั่วโมงในการปลอบประโลมเด็กสาวที่ระบายความอัดอั้นทั้งหมดออกมา ซึ่ง

มันเป็นอะไรที่ดีมากเพราะนั้นเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเขาได้น้องสาวของตัวเองคืนมาแล้ว

วันนั้นเป็นวันที่อากาอิ ชูอิจิ หนึ่งในเอฟบีไอระดับต้นๆขอบอกภายใต้ใบหน้าที่เรียบเฉยนั้นว่ามันคือวันที่ชวนดีใจอย่างเสียที่สุดเพราะชินเฮย์ได้กลับมาแล้ว

 

 

 

สถานที่ : ญี่ปุ่นบ้านพักส่วนตัวของอากาอิในนาโกย่า

 

หลังจากนั้นสองสัปดาห์ คุณหมอสาวก็ปล่อยชินเฮย์ออกจากโรงพยาบาลมาที่บ้านพักส่วนตัวของชูอิจิที่เขาซื้อไว้ในนาโกย่าเพื่อความสะดวกสบายยามต้องมาหาเด็กสาวในยามก่อนเหตุการณ์สองสามีภรรยาไคซาว่าจากไป เจ้าหน้าทีเอฟบีไอที่ได้รับคำสั่งจากเบื้องบนก็เข้ามาหาเธอ

ร่างเล็กที่เบาหวิวจนชูอิจิอุ้มยังใจหายมองคนในเครื่องแบบเอฟบีไออย่างสงสัย เธอกำลังนั่งมองพี่ชูของเธอคุยกับสองคนนั้น และจับใจความได้ว่าเธอกำลังจะถูกรับไปอยู่ในการดูแลของเอฟบีไอต่างแผนกกับพี่ชูซึ่งกำลังพยายามสู้เพื่อให้เธออยู่กับเขาแทนที่จะไปอยู่ที่ฐานเอฟบีไอในอเมริกาเพื่อปกป้องเธอจากคนร้ายที่ฆ่าพ่อแม่เธอ

เธอไม่ต้องการให้ใครปกป้อง สิ่งที่เธอต้องการคือการเรียนรู้วิธีปกป้องตัวเองต่างหาก และไม่ต้องการแยกจากพี่ชูไปไหน ทั้งยังเข้าใจว่าพ่อแม่ของเธอต้องเป็นที่หมายหัวของกลุ่มหรือองกรค์อันตรายไหนที่แน่ๆ ไม่อย่างนั้นทำไมเอฟบีไอสองคนนี้จะต้องเอาเธอไปปกป้องด้วยเล่า?

ชินเฮย์กวาดสายตาอ่านเอกสารภาษาอังกฤษอย่างคล่องแคล่ว และยื่นกลับไปให้เจ้าหน้าที่สองคนนั้นทันที “ฉันขอปฏิเสธที่จะเซ็นรับสัญญาปกครองและปกป้องฉันคะ” ทั้งสองมองแววตาที่ดูโตเกินวัย แน่ละ การตายของบิดามารดาเธอนั้นเปิดโลกให้เธอมาก ทั้งยังมอบความรู้เข้าใจเกี่ยวกับโลกนี้อีก ถ้าไม่โตก็ให้มันรู้กันไป “ขอให้คุณช่วยอัดคลิปสิ่งที่ฉันจะพูดต่อไปนี้ด้วยค่ะ” เจ้าหน้าที่ยอมทำตามแต่โดยดี เพราะรู้ว่าเด็กคนนี้ไม่ธรรมดา ตั้งแต่คำพูด ท่าทาง การคิดวิเคราะห์ที่เผลอๆอาจจะนำผู้ใหญ่บางคนเสียด้วยซ้ำ 

เมื่อเห็นว่ากล้องกำลังจับภาพเธอ เด็กสาวก็เริ่มกล่าวอย่างชัดเจน เสียงดังฟังชัด “ฉัน ไคซาว่า ชินเฮย์ ขอปฏิเสธข้อเสนอที่จะปกป้องฉันด้วยเหตุผลที่หนึ่ง ฉันไม่ต้องการแยกจากอากาอิ ชูอิจิ ทั้งยังอยากได้เขามาเป็นผู้ปกครอง สองฉันต้องการที่จะเป็นเอฟบีไอค่ะ”ถ้าไม่ใช่เพราะกลัวชินเฮย์เจ็บตัวอยู่ลึกๆ มือกับแขนของชูอิจิคงเผลอปล่อยร่างเล็กลงพื้นอย่างแน่ๆ “หากไม่มากเกินไปฉันอยากให้คุณเสนอรับฉันเป็นเอฟบีไอมากกว่าค่ะ”

 

“และวีดีโอนี้มีเพื่อเอาไว้ใช้ยืนยันว่าฉันไม่จะคิดเปลี่ยนใจค่ะ”

 

เธอไม่ได้พูดออกมามั่วๆ เอฟบีไอย่อมาจาก Federal Bureau of Investigation ซึ่งเป็นประมาณตำรวจของอเมริกาที่ทำงานอย่างเป็นความลับต่างจากตำรวจที่เราเห็นง่ายๆทั่วไป พวกเขาสืบเกี่ยวกับพวกด้านมืดที่อยู่ในประเทศของตัวเองเท่านั้นยกเว้นแต่ว่าคนของประเทสเขาจะไปทำอะไรในประเทศอื่นหรือกลับกันเมื่อคนนอกมายุ่งกับเรื่องมิควรในพื้นที่ของเขา เอรู้ดีว่าการเป็น

รู้มาขนาดนี้แล้วเธอก็หย่อมต้องเข้าใจว่างานของเอยีไอนั้นหนักและดหดร้ายมากสำหรับมนุษย์คนหนึ่ง เพราะฉะนั้นอย่าหวังว่าเรื่องมั่วๆจะหลุดออกไปจากปากของเธอ

ตั้งแต่เจ้าหน้าที่สองคนกลับไป ชินเฮย์ก็โดนสวดโดยผู้ปกครองจนหูอื้อ แต่ในระหว่างที่เขายังว่าไม่จบ เด็กสาวก็ขัดขึ้นมา “พี่ชู” ​เมื่อถูกขานเรียกเงียบลงรับฟังสิ่งที่ตัวเล็กต้องการพูด “พี่จะไม่ทิ้งหนูไปใช่ไหมคะ?” 

ดวงตากับท่าทางของคนที่โตกว่าอ่อนลงยกตัวเด็กสาวขึ้นให้ดวงตาสีม่วงสวยอยู่ฝนระดับเดียวกับเขา “จำคำของพี่เอาไว้ให้ดี” เธอมองลึกเข้าไปในด้วยตาสีรัตติกาลที่ต่างจากสีของจิตใจเขามาก ฉันขอสาบานอย่างจริงจังว่าจะไม่มีวันทิ้งเธอ” นิ้วก้อยของทั้งสองรัดกันราวกับต้องการผูกสัญญาที่จะไม่มีวันขาด ชินเฮย์ระบายยิ้มออกมาพลางโอบกอดรอบคอคนที่ซึนไม่ดูอายุตัวเอง

                  “เอาประโยคนี้มาจากแฮรี่ พอตเตอร์รึเปล่าคะเนี่ย คล้ายมากเลยนะคะ” ชายหนุ่มเลิกคิ้วเมื่อเจอกับคำถามนี้ “ก็ในเรื่องมันมีประโยคที่พูดว่า ข้าขอสาบานว่าข้านั้นหาความดีมิได้แล้วมันคล้ายกับคำพูดของพี่มากเลย”

                  อากาอิส่ายหน้าเบา “ไม่รู้สิ ก็พึ่งนึกออกมาสดๆ คงไม่ใช่หรอก”​ เสียงคุยระหว่างสองคนดำเนินอยู่นาน และขาดช่วงเมื่อแต่ละคนต้องทำธุระส่วนตัวของตัวเอง

 

 

 

สถานที่ : อเมริกาห้องประชุมลับของเอฟบีไอระดับสูง

 

“สมกับเป็นลูกของปีศาจ” ชายเข้าวัยชราทาบแขนตัวเองกับโต๊ะมองภาพของเด็กสาวฉายครั้งที่สอง สาววัยสามสิบพยักหน้าควบคู่กับพูดชมเชย “มองแววแล้วเราคงได้เจ้าหน้าที่อัจฉริยะของศตวรรษมาครองในไม่ช้า”

คนที่อยู่หัวโต๊ะมองเข้าไปในแววตาแนวแน่ของเด็กสาวอีกคราและผละออกมาหาคนร่วมห้อง “สำหรับฉัน ฉันปฏิเสธที่จะรับข้อเสนอนี้” เสียงหือของคนในห้องตามมาติดๆจนหัวหน้าต้องตบโต๊ะ “ฟังให้จบก่อน ฉันว่าเธอยังเด็กเกินไป ดูซิ ห้าขวบยังอยู่อนุบาล แม้ฉลาดหลักแหล่มเกินวัยก็ตามแต่ยังไม่เหมาะสมอยู่ดี ฉันจะขอรอดูก่อน หากเธอโตขึ้นอีกนิดแล้วตรงตามที่ฉันต้องการ ฉันจะรับข้อเสนอนั้น ตอนนี้บอกให้คนที่เธอเลือกเป็นผู้ปกครองสอนเธอในสิ่งที่จำเป็นและบอกว่าเมื่อถึงเวลาจดหมายมันจะไปหาเธอเอง”

พรึบร่างของคนที่หัวโต๊ะหายไปราวกับเวทมนตร์ คนอื่นๆที่เห็นคนนำการประชุมหายไปแล้วก็พากันออกไปบ้าง

 

 

 

สถานที่ : ญี่ปุ่นฐานเอฟบีไอในทตโตริ 

 

ทตโตริเป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่มาทางเหนือของโอคายาม่า ทั้งยังเป็นจังหวัดที่มีประชากรน้อยที่สุดในญี่ปุ่น ช่างเหมาะสำหรับเอฟบีไอในญี่ปุ่นที่ต้องการใช้สถานที่ฝึกให้รุ่นต่อไปเป็นอย่างดี

เด็กสาวยิ้มทักทายเพื่อนชายสองคนที่ฝึกร่วมกับเธออย่างที่ทำประจำแม้ในใจอยากทำหน้าบูดบึ้งให้รู้แล้วรู้รอด

ย้อนความเล็กน้อย ตั้งแต่วันที่สองเจ้าหน้าที่เอฟบีไอบุกมาหาตัวเธอ เธอก็ถูกบังคับโดยพี่ชูให้เข้าร่วมการฝึกของเอฟบีไอรุ่นเยาว์ที่มีแค่เธอและเด็กชายอายุเจ็ดกับแปดขวบสองคน แต่เธอก็ไม่คิดปฏิเสธหรอกเพราะแต่ละอย่างที่ครูฝึกสอนคือสิ่งที่ควรรู้และใประโยชน์ทั้งนั้น โดยหลักสิ่งที่เธอเรียนคือศิลปะการต่อสู้ ภาษาที่ต่างๆ เสริมความแข็งแรงของร่างกาย และอื่นๆอีกมาก การเรียนครั้งนี้คุมค่ามากกับความเหนื่อยที่ต้องแลกมา

แต่เหนื่อยกายยังไม่ทันจบ เรื่องพาเพลียจิตก็ตามมาติดๆ ชินเฮย์อยากจะร่ำไห้เสียจริง ทำไมใบหน้าที่เหมือนมารดาราวกับเคาะออกมาจากแม่พิมพ์นี้ต้องดึงดูดให้เพื่อนร่วมชั้นมาวุ่นวายกับเธอด้วย!ช่วยเลิกกวนใจเธอด้วยเถอะ!

“ไปทานข้าวกับฉันไหม?” มาเอฮาระ ยูมะเขยิบเข้าใกล้เธอมากขึ้นจากทางข้างขวาขณะที่กำลังเรียนวิชาภาษาเกาหลีพร้อมโยนคำถามมาให้เธอ ชินเฮย์กรีดร้องในใจพยายามพิจารณาว่าควรหนีออกจากสถานการณ์นี้อย่างไรดี ให้ตายเถอะ เก่งมาเกือบทุกอย่าง แล้วทำไมเราไม่เก่งเรื่องรับมือคนด้วยเนี่ย!’แก้มนวลพองลมอย่างเผลอไผล เจ้าของคำถามที่เห็นก็เคลิบเคลิมไปกับความน่ารักของหญิงสาวระคนกระวายใจว่าตัวเองทำให้เธอไม่พอใจในสิ่งใดหรือเปล่า

“เออ” เสียงที่ดังลอดปากมาจากมาเอฮาระทำให้เด็กสาวรับรู้ว่าตัวเองเผลอทำให้บรรยากาศมันกระอักกระอวน “ขอโทษที่นะ พอดีคิดอะไรเพลินๆอยู่นะ ส่วนคำตอบคือได้จ้ะ” พูดจบเธอก็ฉีกยิ้มกว้างปลอบประโลมไปให้ รู้ตัวอีกทีเด็กชายก็หน้าเห่อร้อนไปหมด อ้าวเฮ้ย กลายเป็นปักธงมากขึ้นละ

มาเอฮาระ ยูมะเป็นเด็กผู้ชายที่อายุเจ็ดขวบ เขาเป็นเด็กกำพร้าตั้งแต่เด็ก เรือนผมสีอัลมอนด์ที่ระอยู่กับกรอบหน้าที่ฉายแววหน้าตาดีแต่เยาว์วัยคู่กับดวงตาสีฟ้าสว่างเหมือนท้องฟ้ายามเช้าใสวันที่สดใส

ส่วนอีกคนชินเฮย์ขอส่ายหน้าอย่างระอาให้ค่ะ

นิ้วของเด็กชายอีกคนสะกิดเรียกความสนใจจากเธอ ชินเฮย์หันไปหาเจ้าของนิ้วเล็กๆนั้น ภาพแรกคือภาพของคนผมสีดำที่สื่ออารมณ์เหมือนเด็กถูกแย่งของเล่นไปควบกับดวงตาสีเขียวมรกตที่หล่อไม่แพ้ยูมะ ฮิโรคาชิ คารุมะมีอายุมากกว่ายูมะหนึ่งปีแต่ดันทำตัวเด็กกว่าเขาไปได้ “เน่~อย่าสนใจแค่ยูมะได้ไหม” อ้อ เลิกบอกเข้าออกแนวนักเลงด้วยนะคะ “เจ็บ!” ชินเฮย์ร้องออกมาเบาๆจากการโดนดีดนิ้วใส่หน้าผากอย่างไม่ทันตั้งตัว

ปึงนักเรียนทั้งสามสะดุ้งเมื่อครูผู้สอนตบโต๊ะอย่างเกรี้ยวกราด “ครูบอกแล้วใช่ไหมว่าไม่ให้แกล้งน้อง!”​ คารุมะหน้าซีดเป็นไก่ต้มเมื่อเห็นเมื่อของชายวัยยี่สิบเก้าเอื้อมมาจับใบหูของเขาที่ซ่อนอยู่หลังผมสีทองและบิดอย่างรุนแรง เด็กชายใช้ความพยายามที่จะดึงมือเขาออกแต่ก็ไม่ได้ผล สองคนหายออกไปจากห้อง อีกทีครูก็เข้ามาบอกว่าเขาโดนลงโทษให้ยืนขาข้างเดียว คาบไม้บรรทัดหน้าห้องเรียน

คิมูระ อิรูกะ ครูที่รับผิดชอบการสอนพวกเขาทั้งสามหยุดการสอนชั่วขณะและย่อกายให้อยู่ในระดับเดียวกันกับเด็กสาวคนเดียวของเด็กกลุ่มใหม่ “ให้ตายเถอะ เจ้าเด็กคนนี้ บอกกี่ครั้งต่อกี่ครั้งว่าอย่าแกล้งคนอื่น”  ครูหนุ่มเปิดหน้าผากของเด็กสาวและวินิจฉัยรอยแดง พอเห็นว่าไม่เป็นอะไรมากจนถึงขึ้นต้องทายงทายาเขาก็ดำเนินการสอนต่อ 

พอถึงเวลาพักเที่ยงคิมูระเซนเซย์ก็ยกเลิกโทษทัณฑ์ของคารุมะ เด็กชายผมทองร่างผล็อยลงกับพื้นด้วยความเมื่อยตัวแต่ก็ยอมกระเด้งตัวขึ้นมาเมื่อเห็นเด็กสาวเดินออกมาจากห้องเรียนกับยูมะ ดวงตาสีมรกตเรืองรองด้วยความพิโรธแต่ก็ปั้นหน้ายิ้มเข้าหาทั้งสอง “ฉันขอไปกินข้าวด้วยซิ” ทั้งสองพยักหน้ารับคำขออย่างไม่ปฏิเสธถึงยูมะจะไม่ค่อยเต็มใจเท่าไรก็เถอะ

เมื่อได้ยินคำตอบคารุมะก็จับข้อมือชินเฮย์และพาเด็กสาววิ่งออกมาจากตึกเรียน ยูมะตามมาติดๆ ถ่ามกลางความตกใจของชินเฮย์สมองก็ยังทำงานได้ดีมองไปรอบๆ ขาสั้นๆของเด็กสาวพยายามตามเด็กชายมาเรื่อยๆ ร่างของทั้งสามเข้าสู่ป่าไม้ ต้นไม้ใหญ่ทำให้ชินเฮย์นึกว่าตัวเองหลุดเข้ามาที่อื่น ดวงตาสีดอกไอริสวาววับเมื่อเห็นทิวทัศน์ที่แปลกใหม่ “ทะเล!?” ชินเฮย์แย้มยิ้มเมื่อได้ยินเสียงคลื่นน้ำเกยทับชายหาดสีขาวสะอาดที่ยาวไปตลอดแทบ 

ตอนแรกๆก็ตื่นเต้นอยู่หรอกนะ แต่พอมาหยุดนิ่งแล้วความเหนื่อยอ่อนก็ท่าโถมเข้าสู่ประสาท เด็กสาวกุมเข่าตัวเองซูดหายใจอย่างเอาเป็นเอาตายโดยมียูมะโบกมือช่วยคลายความร้อนของร่างกาย คารุมะเหมือนจะพึ่งรู้ตัวว่าตัวเองนั้นลืมว่าเด็กสาวยังอายุน้อยมากและการพาวิ่งเป็นกิโลกว่านั้นถือว่าโหดร้ายมาก “นายจะบ้าหรอ ลากเธอแบบนี้ไม่คิดจะให้หายใจกันบ้างเลยหรือไง?!” ยูมะตวาดสนั่นไปทั่วรอบบริเวณ คารุมะหน้าถมึง เด็กสาวมองสองคนที่จ้องหน้ากันอย่างอึดอัดใจ เธอรีบเข้าไปขวางระหว่างสองคนที่ทำท่าจะมีเรื่องกัน 

“ไม่เอาหน่า เรามาทานข้าวกันเถอะ” ยูมะเริ่มถอยตามคำพูดของเด็กสาว แต่คารุมะยังไม่ ชินเฮย์ช้อนตาขึ้นมาคนที่สูงที่สุด “น้า” แล้วคารุมะก็ยอมเลิกราแต่โดยดี เขาเดินนำไปจุดที่มีต้นไม้สูงริมชายหาด ชินเฮย์หลับตาลงรับกระแสลมเย็นๆที่พัดผ่านและฟังเสียงนกนางนวลที่กำลังหาหลงไปกับน้ำที่กระเพื่อมไม่หยุดหย่อน “ทำไมถึงพาเรามาที่นี้หรอ?”​ เด็กสาวหันไปถามคนผมทองอย่างประหลาดใจ 

ฮิโรคาชิคนสุดท้ายมองร่างที่มีใบหน้ากลมประดับอยู่ทิ้งตัวนั่งข้างๆเขา “ทำไม ฉันพามาไม่ได้หรือไง?” เขาตอบกลับมาด้วยเสียงหวน “ก็เปล่าไม่คิดว่านายจะรู้จักที่แบบนี้ด้วย” 

“ฉันรู้จักที่ดีๆแถวนี้เยอะ”อยากไปก็บอกมา ฉันพาไปเอง...คารุมะกลืนคำพูดพวกนี้เขาไปโดยระวังที่จะไม่พูดมันออกมา “ยังไงก็ขอบใจนะที่พามา”​ ออร่ารอบกายของเด็กสาวดูหวานขึ้นในพริบตา ยิ่งร้อยยิ้มที่พิมพ์ใจนั้นยิ่งทำให้คนแถวนี้ใจกระตุก “เออ รู้แล้วน่า” คารุมะพิงหลังเข้ากับต้นไม้และเปิดข้าวกล่องที่สภาพดูไม่จืด การทานข้าวดำเนินอย่างราบรื่น ต่างคนต่างพลัดแลกเปลี่ยนเรื่องที่ตัวเองอยากเล่าเพราะอย่างไรพวกเขาก็ต้องอยู่ด้วยกันอีกนาน สานไมตรีกันตอนนี้เหมาะที่สุดแล้ว แต่ไม่นานชินเฮย์ก็ต้องกระวนกระวายใจ 

“คาบเรียนศิลปะการต่อสู้!” ชิเฮย์ลุกพรวดพราดจนคนร่วมวงกินข้าวตกใจจนเกือบหงายหลัง แต่เมื่อนึกถึงคำพูดของชินเฮย์ก็เกิดปฏิกิริยาเหมือนกัน ทั้งสามพากันวิ่งจู๊ดกลับห้องเรียนที่มีคิมูระเซนเซย์ยืนถือไม้เรียวรออยู่หน้าประตู ชายหนุ่มมองหน้าปัดนาฬิกาที่บ่งบอกเวลาที่เลยเวลาเข้าห้องเรียนมามาก “มีข้อแก้ตัวอะไรไหม? หืม?” ร้อยยิ้มหวานเคลือบยาพิษเรียกให้ขนของทั้งสามลุกขึ้นมาเต้นระบำ สีหน้าเหยเกของทั้งสามแย่ลงมือครูตวัดไม้เรียวมาตรงหน้าพวกเขา

เอือก!พวกเขากลืนน้ำลายรอรับชะตากรรมอย่างพร้อมเพรียง

 

“อู้ย” เด็กสาวโอดครวญออกมา รอบดวงตามีคราบน้ำตาเปรอะเปื้อน มือขวาของเธอแดงเถือกเพราะถูกตี ส่วนเด็กผู้ชายอีกสองคนมองคิมูระเซนเซย์ด้วยดวงตาว่างเปล่าและอิจฉากับความสองมาตราฐานของครูหนุ่ม

อะไรคือการที่พวกเขาโดนตีเกือบสิบครั้งจนมือแทบหัก แต่ชินเฮย์โดนแค่ครั้งเดียวเพราะครูใจอ่อนตอนเห็นดวงตาสีม่วงนั้นคลอน้ำตาและปากเล็กๆที่แบะออกพร้อมที่จะร่ำไห้แต่ก็กลั้นเอาไว้?

ยูมะกับคารุมะมองตากัน พยักหน้าให้กันอย่างเข้าใจกันและกัน เกิดมาเป็นผู้หญิงก็ดีอย่างงี้แหละ

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 27 ครั้ง

46 ความคิดเห็น