[ฟิคแปล] Basilisk-Born แฮร์รี่ พอตเตอร์ HP Harry Potter by Ebendbild

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 26,038 Views

  • 499 Comments

  • 1,008 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    627

    Overall
    26,038

ตอนที่ 13 : Chapter 11: 15 AD A Castle in The Woods - ปราสาทหลังหนึ่งกลางไพร

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1552
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 133 ครั้ง
    18 มิ.ย. 61

Chapter 11

15 AD -- คริสตศักราชที่ 15

A Castle in The Woods – ปราสาทหนึ่งหลังกลางไพร

 

Xxx

 

ซัลวาซาฮาร์กลับมาแล้ว หลังจากกลับบ้านไปหามเยอดินเมื่อ 370 ปีก่อนคริสตกาลเขาได้อาศัยอยู่ในโลนดอมอยู่ช่วงหนึ่ง ที่นั่นเขาได้พบกับลูกหลานของพ่อทูนหัวเขา โอลิแวนนีเดอร์ ลูกหลานคนนี้มีความคิดจะเปิดกิจการในโลนดอม – และด้วยเหตุนั้นร้านไม้กายสิทธิ์โอลิแวนเดอร์ก็ถือกำเนิด ซัลช่วยประดิษฐ์พวกไม้กายสิทธิ์และช่วยขายบ้างเป็นบางเวลา แต่เขาก็รู้สึกเบื่อหน่ายขึ้นมาอีกครา เขาอยากจะไปทำอย่างอื่น ดังนั้นเขาก็เลยไปเยี่ยมเยียนพวกเอล์ฟและอาศัยกับพวกเขา จากนั้นเขาก็ไปอยู่กับพวกแวมไพร์พักหนึ่ง ในที่สุดก็ออกจากบริเทนเมื่อราวๆสองร้อยกว่าปีที่แล้วและท่องไปทั่วทั้งยุโรป เขาเคยอยู่ในกรีก กับพวกเผ่าเยอรมันนิกในโรม เขายังเคยกลับไปที่อียิปต์บ้างครั้งหรือสองครั้ง

 

และคราวนี้เขาก็กลับมายังบ้านอีกครา

 

มันเป็นทางเก่าสำหรับเขาที่กำลังเดินทางอยู่ตอนนี้ – ทางที่จะนำเขากลับไปสู่บ้านในยามเด็กในอีกไม่กี่อาทิตย์ ครั้งแรกที่เขาได้ใช้เส้นทางนี้ผ่านมามากกว่าห้าร้อยปีมาแล้วเมื่อเขามาถึงที่นี่เป็นครั้งแรก

 

เมื่อวานนี้เดินผ่านที่ที่มเยอดินได้พบกับเขาและตอนนี้กำลังเดินตามเส้นทางที่มองไม่เห็นที่พวกเขาได้เดินทางไป มันรู้สึกดีที่ได้กลับบ้าน...เขารู้ว่าพ่อของเขาสบายดี พวกเขาเขียนจดหมายหากันเป็นประจำ แต่ว่าบิดาของเขาไม่รู้ว่าซัลกำลังกลับมาหา

 

ซัลไม่ได้บอกเขา เขาอยากจะเซอร์ไพรส์พ่อของเขาแทน

 

Xxx

 

ในจังหวะที่มีคนขี่ม้าผ่านมาให้เห็นจากแนวป่า ซัลวาซาฮาร์หยุดกึก นิ่งสนิท ผู้ที่อยู่บนหลังม้ากลับกันหันมามองเขา ในมือของคนผู้นั้นถือโล่และดาบ

 

“มันผู้ใดล่วงล้ำเขตแดนของกษัตริย์?

 

กษัตริย์?!

 

ในบริททาเนียมีกษัตริย์ด้วยหรือ?!

 

นี่เป็นครั้งแรกที่ซัลได้ยินอะไรแบบนี้

 

“ข้าคือซัลวาซาฮาร์ เอมรีส์ ยินดีรับใช้” เขาตอบออกไปในที่สุด “ข้าเกิดในสถานที่ห่างจากที่นี่ไปเป็นเวลาปักษ์กว่าๆในทางทักษิณ”

 

“เอมรีส์?!” คราวนี้เขาได้ยินกระแสของความประหลาดใจในน้ำเสียงของคนผู้นั้น – บางทีอาจจะเป็นอัศวิน “เหมือนกับมเยอดิน เอมรีส์น่ะหรือ?

 

“บิดาของข้าเอง” ซัลตอบอย่างจริงใจ “ข้ากำลังจะไปเยี่ยมเยียนเขา”

 

“งั้นเจ้าคงกำลังหลงทิศแล้ว” เขาว่า “คาเมล็อตน่ะอยู่ออกไปทางทิศประจิมจากที่แห่งนี้”

 

คราวนี้ซัลจ้องชายตรงหน้า คาเมล็อต[1]?! เหมือนกับคาเมล็อตของกษัตริย์อาเธอร์[2]น่ะหรือ?! แล้วทำไม ใครก็ได้บอกที บิดาของเขาจะต้องไปอยู่ในคาเมล็อตด้วยเล่า?!

 

“ข้าไม่ได้กลับมานานแล้ว” ซัลพูดอย่างระมัดระวัง “และข้าก็ไม่เคยไปเยือนคาเมล็อตมาก่อน ข้าคงไม่รู้ว่ากำลังพลัดหลงอยู่”

 

รอบนี้อัศวิน – เขาคงต้องเป็นอัศวินนั่นแหละหากเขามาจากคาเมล็อตแล้ว – หัวเราะเสียงดัง

 

“บิดาเจ้ามิได้บอกทางมาหรืออย่างไร?

 

“เขาไม่เคยบอกทางมา” ซัลว่า “ข้ามาด้วยตัวเอง ข้าอยากทำให้เขาประหลาดใจ” เขามั่นใจว่ากำลังพูดถึงมเยอดิน เอมรีส์เดียวกันอยู่หรือเปล่า แต่เขาก็ตัดสินใจว่าจะต้องเข้าใจสถานการณ์ให้ดีกว่านี้ก่อนจะพูดอะไรแบบนั้นออกไป

 

อัศวินคนนี้ชักดาบขึ้นมาอีกครั้งและหันม้าไปทางทิศที่เขาจากมา

 

“แลนเซล็อต[3] ยินดีรับใช้” เขากล่าว “ข้าจะนำเจ้าไปหาบิดาเจ้าเอง”

 

“ข้าไม่อยากให้ท่านลำบาก” ซัลพูดอย่างอึดอัดเล็กน้อย "เพียงบอกทางข้ามาและข้าจะไปหาเขาเอง”

 

“โอ้ นั่นไม่เป็นปัญหาหรอก เจ้าหนุ่ม” แลนเซล็อตว่า แย้มรอยยิ้มมอบให้ซัล “ข้ายินดีไปกับเจ้า สหาย”

 

ซัลวาซาฮาร์มองอัศวินตรงหน้าเขา

 

เจ้าหนุ่ม?!

 

อัศวินคนนี้ดูเหมือนอายุราวสามสิบหนาวเป็นอย่างน้อย และซัลก็กลับมาใช้ร่างอายุสิบห้าของตัวเองอีกครั้ง ซึ่งก็ดูเหมือนจะอายุสิบสามหรือสิบสี่มากกว่า – แต่ว่าเอาจริงหรือ...เจ้าหนุ่มเนี่ยนะ?!

 

และแล้วซัลก็ตัดสินใจจะไม่พูดอะไร กลับกันเขาเลือกเดินตามม้าไปตามแนวป่าแทน

 

“แล้ว...นานเท่าไรแล้วที่เจ้ามิได้พบหน้าบิดา?” แลนเซล็อตถามระหว่างที่บังคับม้าไปเคียงข้างเขา

 

“ข้าไม่รู้” ซัลว่าอย่างไม่ใส่ใจ “หลายปีแล้วล่ะ คิดว่านะ”

 

“หลายปีแล้ว?

 

ซัลยักไหล่ให้

 

“ข้าไม่ได้นับหรอก” เขาเอ่ยอย่างระมัดระวัง “บางทีอาจเป็นสิบปีแล้วหรือนานกว่านั้น มันผ่านมานานแล้วล่ะ” แน่นอนว่าที่จริงมันนานกว่านั้น – แต่ซัลรู้ว่าเขาไม่ได้ดูโตพอจะพูดอย่างนั้นเขาเลยต้องระวังคำพูด เขาอาจจะบอกว่าแก่กว่าภายนอกได้นิดหน่อย - แต่มันก็มีข้อจำกัด มากกว่านั้นจะฟังดูไม่น่าเชื่อแล้ว

 

เมื่ออัศวินได้ยินคำพูดเหล่านั้นเขาก็เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง

 

“แสดงว่าเจ้าไม่ได้ติดต่อกับเขาเลยตั้งแต่ที่เขาเริ่มสอนกษัตริย์อาเธอร์เมื่อสิบห้าปีก่อนหรือ?” เขาถามให้แน่ใจ

 

“เขาเขียนจดหมายถึงข้า” ซัลว่า ยักไหล่อีกครา “ดังนั้นที่จริงเราก็ได้ติดต่อกัน”

 

แลนเซล็อตจ้องเขาเขม็ง

 

“เจ้าอายุเท่าไรกัน เจ้าหนุ่ม?” เขาถามออกมาในที่สุด

 

ซัลกะพริบตาปริบและจ้องกลับ

 

“ท่านว่าอะไรนะ?” เขาถาม

 

“เจ้าผ่านมากี่หนาวแล้ว?” อัศวินหนุ่มถามอีกครา “สิบห้า? หรือสิบหก?

 

ซัลอ้าปากจะบอกว่าเขาดูแก่กว่าที่คิดนะ แต่ว่าอัศวินกลับพูดต่อโดยไม่สังเกตุท่าทีประท้วงของซัลเลย

 

“เจ้ารู้หรือไม่ ตั้งแต่ข้าเข้าร่วมกับกษัตริย์อาเธอร์ บางทีข้าก็ได้คุยกับบิดาของเจ้า เขาคอยดูแลอาเธอร์อยู่ตลอดเวลา อยู่เคียงข้างพระองค์ทุกคราที่อาเธอร์ต้องการคำแนะนำ และบางทีทั้งปราสาทที่เหลือดูเหมือนจะมองไม่เห็นมัน - แต่ข้าเห็น ข้าเห็นว่าเขามองไปที่อาเธอร์บ่อยๆด้วยสายตาที่บอกว่าเขาไม่อยากจะคุยกับอาเธอร์ในยามนี้ บางครั้งเขาก็ขังตัวเองไว้ในห้องทำงาน ไม่ออกมาจากห้องนั้นเป็นวัน ยืนอยู่ริมหน้าต่างและมองแผ่นฟ้ากว้างใหญ่”

 

และในตอนนั้นเองซัลก็รู้สึกผิดขึ้นมา

 

พ่อของเขาคิดถึงเขาหรือ? แน่นอนว่าซัลเองก็คิดถึงพ่อ แต่ว่าเขากำลังออกท่องโลกเพื่อหาทางกลับบ้านไปยังอนาคต – บ้านที่รู้สึกเหมือนบ้านน้อยลงในทุกปีที่ผันผ่าน บิดาของเขานึกประหวั่นหรือว่าซัลจะหาทางกลับบ้านเจอในที่สุด?

 

แล้วซัลยังอยากกลับไปอยู่กระนั้นหรือ?

 

เขาได้เรียนรู้ที่จะอยู่ที่นี่แล้ว เขาได้มีครอบครัวที่นี่ บางที...บางทีเขาควรจะอยู่ บางทีเขาควรจะหยุดค้นหาจนกว่า...จนกว่าเมื่อใดเล่า? ตลอดกาลงั้นหรือ?

 

Xxx

 

“บิดาเจ้าเอ่ยถึงนามเจ้าเป็นบางครั้ง” แลนเซล็อตบอก “ทุกครั้งที่เขาต้องเล่าเรื่องในช่วงเล่าเรื่องที่เรามีทุกปักษ์ในห้องโถงใหญ่ มันเป็นการชุมนุมของเหล่าอัศวินของอาเธอร์และอาจารย์ของเขา อาเธอร์จะปล่อยให้เราเล่าเรื่องราวการผจญภัยและอดีตของพวกเรา มเยอดินปกตินั้นไม่พูดอะไรเลย แต่เมื่ออาเธอร์อยากให้เขาเล่าเรื่อง เขาจะเล่าเรื่องเจ้าให้ฟังตลอด เขาเรียกเจ้าว่าซัล – และบางอย่างที่เขาบอกเราก็ฟังดูไม่น่าเชื่อเลยสักนิด”

 

“ไม่น่าเชื่อ?” ทันใดนั้นซัลก็นึกภาพออกว่านั่นคงจะเป็นบิดาของเขาจริงๆที่กำลังอาศัยอยู่ในสภากษัตริย์อาเธอร์

 

“ก็ เรื่องสุดท้ายที่เกี่ยวกับการสังหารบาซิลิสก์ตัวหนึ่งด้วยดาบเพียงอย่างเดียวเมื่อเจ้ายังเป็นเพียงเด็กน้อยเท่านั้น”

 

ทันใดนั้นซัลก็หัวเราะออกมาดังลั่น เป็นพ่อของเขาจริงๆด้วยแฮะ เขาจำความภาคภูมิใจและสะพรึงกลัวของมเยอดินได้เมื่อเขาค้นพบความทรงจำนี้ระหว่างที่สอนการสกัดใจให้กับซัล ซัลบอกเขาทั้งหมดหลังจากนั้นและมเยอดินก็โกรธหน้าดำหน้าแดงไปหมด เขาออกคำสั่งมันตรงนั้นว่าให้ซัลพาเขาไปยังอนาคตด้วยเพื่อที่เขาจะได้ไปกรีดร้องใส่อาจารย์ใหญ่ของซัลที่บังอาจปล่อยให้สัตว์อันตรายพรรค์นั้นเข้าใกล้เด็ก

 

“เขากลัวมากเชียวล่ะเมื่อข้าบอกเขา” ซัลพูด ยังไม่เลิกหัวเราะ “เขาขอดูแขนข้าตั้งสามครั้งก่อนเขาจะแน่ใจว่าพิษของบาซิลิสก์ไม่ได้สังหารข้าไปแล้ว!

 

แลนเซล็อตเกือบจะตกจากหลังม้า

 

“เป็นเรื่องจริงหรือ?” เขาถามกึ่งผวากึ่งทึ่ง

 

ซัลทำแค่เพียงยักไหล่และดึงแขนเสื้อขึ้นเพื่อให้เขาดูรอยแผลเป็น “มันกัดข้า” เขาพูดสบายๆ “นกฟินิกส์รักษาข้าน่ะ”

 

อัศวินหนุ่มมองไปที่รอยแผลเป็นแล้วตัวสั่น

 

“ข้าประหลาดใจนักที่บิดาเจ้าไม่ได้ห้ามให้เจ้าออกห่างกายเขาอีก” เขาพูดยังคงตัวสั่นอยู่

 

“เป็นตอนกี่หนาวกันนี่ที่มันเกิดขึ้น? สอง? หรือสาม? ดูจากขนาดรอยแผลเป็นแล้วเจ้าต้องยังเป็นทารกอยู่เป็นแน่!

 

ซัลอยากจะเอ่ยค้านอีกครั้ง และบอกเขาว่าบาซิลิสน์นั่นแค่แก่มากแล้วและอาจจะใกล้ตายแล้วเท่านั้นเอง แต่ว่าแลนเซล็อตก็พูดขึ้นมาอีกรอบ

 

“เช่นนั้นเรื่องที่เหลือก็เป็นเรื่องจริงด้วยหรือ? สู้กับมังกร? รถม้าที่บินได้? เจ้าลอบไปยังสถานที่ที่ถูกสั่งห้ามไม่ให้ไป? สู้กับโทรลล์?!

 

“เอ่อ...อาจจะนะ” ซัลตอบอย่างกังวล “ข้า...ข้าไม่ค่อยฟังคนเท่าไหร่ตอนเด็ก แต่อาทไม่อยู่เสียส่วนมากดังนั้นข้าเลยไม่ถูกเขาตักเตือนสั่งสอน...”

 

“เจ้าหมายความว่าบิดาเจ้ามัวแต่ใช้เวลาส่วนมากสอนอาเธอร์อยู่” แลนเซล็อตพูดอย่างอึมครึม “และไม่มีใครคิดจะปล่อยให้มเยอดินกลับไปหาเจ้าเลยแม้แต่น้อย เรายังรั้งเขาเอาไว้ทุกคราที่เขาปรารถนาจะกลับบ้านอีกด้วย!

 

ซัลกะพริบตา ไม่รู้ว่าควรพูดอะไร เขาโตแล้วและก็เดินทางเองตั้งแต่ก่อนมเยอดินจะไปสอนอาเธอร์เสียอีก - แล้วอัศวินตรงหน้ามาคิดว่าเขายังเด็กอยู่ได้อย่างไรนี่?!

 

ซัลวาซาฮาร์ตัดสินใจว่าคำถามนี้คงมีเพียงบิดาของเขาที่ตอบได้แล้วกระมัง

 

“เรามันช่างเห็นแก่ตัวและเลือดเย็นเสียจริง ใช่หรือไม่?” แลนเซล็อตว่า “เขาบอกเราเกี่ยวกับเจ้าแต่เรากลับไม่เคยนึกเลยแม้แต่น้อยว่าเจ้าจะมีตัวตนอยู่จริง เราไม่นึกเลยว่าเขากำลังพูดถึงบุตรชายของเขาอยู่!

 

“อาเธอร์เป็นโอลด์” ซัลกล่าว จำได้ว่าพ่อของเขาเคยบอกเอาไว้ในจดหมายฉบับหนึ่งเกี่ยวกับศิษย์ใหม่ของเขา – ตอนนั้นซัลไม่รู้หรอกว่าพ่อเขาพูดถึงกษัตริย์อาเธอร์... “มันอันตรายถ้าหากโอลด์ไม่ได้รับการฝึกฝน อาเธอร์ต้องการเขาเพื่อสอนเรื่องพลังและเขาเองก็รู้หน้าที่ดี เขาจะไม่จากอาเธอร์ไปตราบใดที่อาเธอร์ยังต้องการเขาอยู่ นี่เป็นภาระและความรับผิดชอบของเฟียร์บอล์กบอร์น – ถึงแม้ว่าเฟียร์บอล์กบอร์นตนนั้นจะมิใช่พ่อแท้ๆของเด็กก็ตาม”

 

“ถึงแม้ว่าเขาจะต้องทอดทิ้งบุตรชายของเขาเองน่ะหรือ?” แลนเซล็อตถามย้อนอย่างขื่นขม

 

“ข้าไม่ต้องการเขา” ซัลตอบตามจริง “อาเธอร์ต่างหากที่มีความจำเป็น”

 

แลนเซล็อตร้องฮึ

 

“ข้าไม่เชื่อเช่นนั้น” เขาว่าอย่างหัวแข็ง

 

ความเงียบปกคลุมในอากาศอยู่หลายนาที เมื่อพ้นแนวป่ามาและแล้วพวกเขาก็มายืนตรงหน้าปราสาทหลังหนึ่ง

 

“ยินดีต้อนรับสู่คาเมล็อต” แลนเซล็อตเอ่ยและซัลก็เงยหน้าขึ้น

 

ดวงตาของเขาเบิกกว้าง

 

เขารู้จักปราสาทหลังนี้!

 

ความทรงจำของเขาไหลย้อนกลับมาท่วมท้น ระหว่างที่เขาจ้องมองเงาดำของปราสาทที่ตั้งตระหง่านอย่างเกรียงไกรเหนือทิวเขาและป่าไพรราวกับราชินีผู้เป็นที่รัก ถึงเขาจะลืมสิ้นทุกสิ่งที่เคยรู้มา ซัลรู้ว่าอย่างไรเขาก็จะสามารถจำปราสาทหลังนี้ได้

 

บ้านของเขา

 

บ้านหลังแรกของเขา

 

มันคือ...ฮอกวอตส์!

 

Xxx

 

พวกเขาเยื้องย่างเข้าไปผ่านทางเข้า แลนเซล็อตปล่อยม้าของเขาไว้ที่คอก – ซึ่งอยู่ที่จุดซึ่งภายหลังจะกลายเป็นกระท่อมของแฮกริด

 

แลนเซล็อตพยักหน้าให้ยามด้านนอกทีหนึ่งแล้วเดินเข้าไปในปราสาทเก่าแก่ นำทางซัลผ่านโถงทางเดินโบราณที่ซัลรู้จักดีจนกระทั่งถึงห้องโถงใหญ่

 

ที่นั่นยามคนหนึ่งหยุดพวกเขาไว้

 

“องค์กษัตริย์ทรงกำลังปรึกษากับท่านมเยอดินเรื่องจุดยุทธศาสตร์ พวกเขากำลังวางแผนตั้งรับ องค์กษัตริย์ทรงมีพระกระแสรับสั่งมิให้ผู้ใดรบกวน”

 

“พระองค์อาจมีกระแสรับสั่งเช่นนั้น” แลนเซล็อตว่า “แต่บางสิ่งก็สำคัญกว่าแผนตั้งรับอะไรนั่น – และข้ารู้จักนักโทษคนหนึ่งในปราสาทนี้ที่จะหยุดรู้สึกเช่นนั้นหากเราได้รับอนุญาตให้เข้าไป”

 

นักโทษหรือ?

 

แต่หนนี้ซัลไม่สามารถทักท้วงได้ บางทีแลนเซล็อตอาจจะพูดถูกแล้วและภาระหน้าที่ของบิดาเขาคงจะกักขังเขาไว้เยี่ยงนักโทษจริงๆ

 

แลนเซล็อตทำเพียงแค่เดินผ่านยามที่รู้สึกประหลาดใจและลากแขนซัลเข้าไปพร้อมเขา

 

อัศวินหนุ่มเปิดประตูออกและมันก็กระแทกเข้ากับกำแพง

 

กลางห้องโถงใหญ่มีโต๊ะไม้โอ๊กทรงกลมวางอยู่ แม้ว่าฝ้าเพดานจะไม่ได้ถูกเสกให้แสดงท้องฟ้าและบนแท่นมีเพียงบัลลังก์หนึ่งบัลลังก์ตั้งอยู่แทนโต๊ะของบุคลากร – แต่ว่ามันคือห้องโถงใหญ่ของฮอกวอตส์แน่ๆ

 

ที่โต๊ะมีคนผู้หนึ่งยืนอยู่ อายุอานามรุ่นราวคราวเดียวกับแลนเซล็อต อีกคนที่อยู่ด้วยดูสูงวัยมาก เส้นผมของเขาเป็นสีขาวหากแต่ดวงตา...ตาคู่นั้น...

 

“แลนเซล็อต!” คนอ่อนวัยกว่ากล่าวด้วยความรำคาญที่สอดแทรกมาในน้ำเสียง “ข้าบอกยามว่าไม่ต้องการให้ใครรบกวน!

 

ซัลเห็นดวงตาของชายอีกคนไล่ไปตามใบหน้า เสื้อผ้าและดวงตาของเขา...

 

“อาท” เขาร้องเรียก

 

และทันใดนั้นชายคนนั้นก็วิ่งเข้ามาหา เขาวิ่งอ้อมโต๊ะก่อนที่อาเธอร์จะได้อุทานอะไรด้วยความตกใจเสียอีก และในวินาทีต่อมาซัลก็ตกอยู่ในอ้อมกอดของบิดา

 

“ซัลวาซาฮาร์!” เขาได้ยินเสียงเรียกชื่อระหว่างที่มือของบิดาดูเหมือนจะสำรวจหาร่องรอยบาดเจ็บ “ขอบคุณใครก็ตาม! เจ้าไม่เป็นอะไร! เจ้าปลอดภัยดี!

 

ซัลกะพริบตา ตอนนี้เขาตัวเล็กกว่าพ่อดังนั้นเขาต้องเงยหน้ามองชายที่แก่กว่า และเขาก็มองเห็นความหวาดกลัว ความกลัวที่ว่าอาจเกิดอะไรขึ้นกับเขาระหว่างช่วงจดหมาย ความกลัวที่ว่าอาจจะไม่ได้พบกับเขาอีก

 

ความรู้สึกผิดพวยพุ่งขึ้นมา

 

“ข้าขออภัย อาท” เขาพึมพำกับเสื้อคลุมของบิดา “ข้าขอโทษจริงๆ!

 

อ้อมกอดของบิดาเขากระชับแน่นขึ้น

 

“เจ้ากลับมา - แค่นั้นก็พอแล้วสำหรับข้า” มเยอดินเอ่ย ยังคงลูบหลังเขาอยู่

 

ในจังหวะนั้นเองอาเธอร์ก็แทรกขึ้นมา

 

“ท่านรู้จักเจ้าหนุ่มหรือ มเยอดิน?” พระองค์ตรัสถาม แต่ก่อนที่มเยอดินหรือซัลจะได้คิดตอบ แลนเซล็อตก็เป็นคนตอบให้

 

“เจ้าหนุ่มนี่เป็นบุตรของมเยอดิน” แลนเซล็อตว่าและน้ำเสียงของเขาเย็นเยียบ “บุตรที่ไม่ได้เห็นหน้าพ่อของเขาเป็นเวลาสิบห้าปี - เพียงเพราะว่าฝ่าบาทไม่เคยปล่อยให้มเยอดินจากไปกระทั่งเวลาครึ่งปี! ฝ่าบาททรงคิดบ้างหรือไม่ว่าบางทีมเยอดินไม่ได้อยากจะไปเพื่อพักผ่อนแต่เพื่อกลับไปหาครอบครัวของเขาอีกครั้งหนึ่ง?!

 

อาเธอร์อ้าพระโอษฐ์และก็หุบลงอีกครา ทอดพระเนตรมองซัลที่ยังคงอยู่ในอ้อมกอดที่แน่นหนาของบิดา

 

“บุตรท่านหรือ มเยอดิน?” ทรงตรัสถามอีกครั้ง

 

มเยอดินคลายอ้อมกอด แต่มือหนึ่งยังคงจับที่ไหล่ของซัล

 

“ใช่แล้วฝ่าบาท” เขาบอกอย่างสงบ “นี่คือ ซัลวาซาฮาร์ เซเรนดู แฮร์รี่เจมส์ เอมรีส์ บุตรข้า ซัล นี่คือกษัตริย์อาเธอร์ เพนดรากอน ศิษย์ข้า”

 

ซัลโค้งตัวให้

 

“ฝ่าบาท” เขาพูด ไม่มั่นใจนักว่าควรทำอย่างไรในสถานการณ์เช่นนี้

 

องค์กษัตริย์หัวเราะสรวลลั่น

 

“เจ้าเป็นบุตรของอาจารย์ข้า เรียกข้าอาเธอร์เถิด” พระองค์ตรัส หากแต่ไม่สบตา “ข้าพรากพวกเจ้าออกจากกันจริงสินะ ใช่ไหม?

 

“นั่นหาใช่ความผิดของฝ่าบาท” ซัลกล่าวแต่อาเธอร์เบนสายพระเนตรไปทางมเยอดิน

 

“ข้าคงส่งใครสักคนไปพาเขามาที่นี่” พระองค์ตรัส “หากท่านบอกข้า ข้าคงนำเขามาแล้ว เขาต้องยังเด็กมากแน่เมื่อท่านจากเขามาเพื่อฝีกข้า”

 

ซัลรู้สึกเคือง เขาดูเด็กขนาดนั้นเลยหรือไง?! แต่เขาก็ไม่พูดอะไรเพราะว่าแรงบีบที่บ่าจากพ่อ

 

“เขายังเล็ก” มเยอดินเอ่ยยืนยัน “แต่ฝ่าบาทก็ทรงต้องเรียนรู้ – และมันหามีผู้ใดอีกไม่ยกเว้นกระหม่อม บุตรของกระหม่อมมีพ่อทูนหัวให้เขาได้เรียนจาก”

 

ซัลมองพ่อของเขาอย่างประหลาดใจ มเยอดินเพิ่งจะปั้นน้ำเป็นตัวขึ้นมาเมื่อกี้...อะไรก็ตามแต่...

 

“พ่อทูนหัวของเขาหรือ?” อาเธอร์ทรงตรัสถามอย่างรู้สึกผิด “แล้วมารดาของเขาเล่า?

 

“นางตายหลังจากหนาวแรกของกระหม่อมเพียงไม่นาน” ซัลตอบ

 

“นางป่วยหรือ?” แลนเซล็อตถามเสียงแผ่ว

 

“นางถูกสังหาร” ซัลแก้ “นางตายเพื่อปกป้องกระหม่อม”

 

เมื่อเขาพูดเช่นนี้ดวงตาของพ่อเขาก็เปลี่ยนเป็นเศร้าสร้อย

 

“ใช่ – และวันหนึ่งเจ้าคนเสียสตินั่นต้องชดใช้” เขาว่า

 

“เพียงบอกข้ามาว่ามันคือผู้ใดอยู่ที่ไหน ข้าจะส่งคนไป” อาเธอร์ตรัส มองพ่อลูกตรงหน้า แต่ทั้งคู่ทำเพียงแค่ส่ายหัว

 

“ฝ่าบาทไม่สามารถ” มเยอดินตอบ “เช่นเดียวกับที่กระหม่อมไม่สามารถส่งคนของพระองค์ไปพาบุตรชายของกระหม่อมมาได้”

 

อาเธอร์อ้าโอษฐ์หวังประท้วง แต่มเยอดินก็พูดต่อ

 

“กระหม่อมเคยบอกฝ่าบาทว่ากระหม่อมไปเยือนโลกแห่งนั้นเมื่อยังเล็ก” เขากล่าวแก่อาเธอร์ องค์กษัตริย์ทรงผงกพระเศียรรับ

 

“มารดาของบุตรชายกระหม่อมเป็นส่วนหนึ่งของโลกนั้น” มเยอดินเอ่ย “กระหม่อมกลับมายังบริเทน แต่ครั้งสุดท้ายที่บุตรของกระหม่อมอยู่ในบริเทนคือเมื่อเขาเกิด เขาไม่ได้เติบโตที่นี่และกระหม่อมไม่สามารถส่งคนของพระองค์ไปต่างแดนเพื่อพาเขามาที่นี่ได้ แม้ว่าจะอยากทำเช่นนั้นก็ตาม”

 

ซัลรู้สึกชื่นชมบิดาของเขา มเยอดินไม่เพียงแค่โกหกอาเธอร์ซึ่งๆหน้า - อืม ยกเว้นเรื่องเล็กน้อยเพื่อทำให้เรื่องไหลลื่น – เขายังผูกโยงความจริงอื่นๆเข้าด้วยกันและมันก็ฟังดูต่างจากสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆอีกด้วย ซัลเกิดในบริททาเนียและจากไปเพื่อหาทางกลับไปยังอนาคต – และเขาไม่ได้เติบโตในบริททาเนียด้วย และแน่นอนยิ่งกว่าคือเขาไม่สามารถส่งคนมาตามผู้ใหญ่เต็มตัวที่กำลังท่องเที่ยวไปในโลกได้หรอก มเยอดินพูดถูกตามความจริง – แต่ว่าความจริงที่เกิดขึ้นต่างเกินกว่าที่อาเธอร์จะสามารถเข้าใจได้ถ่องแท้...

 

“ข้าคงต้องให้เขาสอนเรื่องนี้แล้ว” ซัลคิด “มันคงต้องใช้เวลาหน่อย – แต่ว่าต้องคุ้มค่าแน่”

 

อาเธอร์ถอนหายใจเมื่อได้ยินคำพูดของมเยอดิน

 

“ข้าเข้าใจ แต่โปรดระลึกไว้ด้วยว่าข้าจักให้ความช่วยเหลือเมื่อใดก็ตามที่ท่านต้องการ เพียงบอกข้าและข้าจะส่งคนของข้าไป นี่เป็นสิ่งที่ข้าทำได้เพื่อตอบแทนความเมตตาของท่าน”

 

มเยอดินเพียงก้มหัวให้องค์กษัตริย์

 

“ตามแต่พระประสงค์ของฝ่าบาท อาเธอร์”

 

แต่จากนั้นเขาก็ยืนเงียบ อาเธอร์รออยู่หลายนาที จากนั้นก็ทอดถอนใจอีกครา

 

“ท่านจะไม่ขอความช่วยเหลือจากข้า ใช่หรือไม่?

 

“ไม่” มเยอดินกล่าวตอบ “กระหม่อมบอกฝ่าบาทแล้วว่าไม่มีสิ่งใดที่พระองค์สามารถทำได้”

 

“และอีกอย่างคือมันไม่มีอย่างอื่นอีก...”

 

คราวนี้มเยอดินหยุดชะงักและหันไปมองบุตรชายอย่างครุ่นคิด ซัลไม่พูดอะไร เขารู้ว่าบิดากำลังคิดการณ์บางอย่างที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของซัล – แต่ซัลยอมรับมานานแล้วว่าในช่วงเวลานี้บิดาของเขามีสิทธิในการตัดสินใจแทนบุตร ถึงแม้ว่าบุตรคนดังกล่าวจะโตเป็นผู้ใหญ่แล้วก็ตาม...ซัลไม่ชอบมันหรอกแต่เขารู้ว่าเขาต้องยอมรับมัน

 

มเยอดินมีสิทธิในการตัดสินใจว่าซัลจะทำอะไร ปกติเขาจะไม่ใช้สิทธินี้และการที่เขาพิจารณามันแปลว่ามันต้องมีบางสิ่งที่บิดาเขาคิดว่าจำเป็นต้องเรียนรู้...

 

“หากฝ่าบาทอยากช่วยกระหม่อม” และแล้วมเยอดินก็เปิดปาก “ฝ่าบาททรงสอนบุตรข้าได้หรือไม่? ฝ่าบาทมีทักษะบางอย่างที่กระหม่อมไม่มีดังที่พระองค์ได้ถูกสั่งสอนจากพระปิตุลาและพระบิดาจนกระทั่งเสียพวกเขาไปเมื่อพระองค์มีพระชนมายุสิบห้าชันษา เช่นนั้นฝ่าบาทสามารถตอบแทนข้าได้โดยสั่งสอนบางสิ่งแก่บุตรของกระหม่อม”

 

ครานี้อาเธอร์เพ่งพระเนตรมองซัลอย่างใคร่ครวญ

 

“เป็นเกียรติของข้า” พระองค์ออกโอษฐ์ในที่สุด

 

“และข้าจะทำเช่นเดียวกัน!” แลนเซล็อตประกาศก้อง “ข้าอยากจะสอนพวกเด็กๆสู้มานานแล้ว – นี่เป็นโอกาสอันดีเทียว!

 

ซัลไม่ค่อยมั่นใจว่าเขาคิดแบบเดียวกัน

 

“เช่นนั้น...เราจะหยุดพักกันก่อนในวันนี้” อาเธอร์ตรัสพร้อมมองไปที่แลนเซล็อต “แลนเซล็อตและข้าจักไปเตรียมแผนการฝึกสำหรับบุตรท่านและจะนำมาเสนอในวันพรุ่ง ยามนี้ใช้เวลากับบุตรของท่านเถิด มเยอดิน”

 

“แน่นอน” มเยอดินกล่าวรับและเดินนำซัลออกไปจากห้องโถง พวกเขาเงียบอยู่จนกระทั่งถึงที่พักของมเยอดิน ที่แห่งนั้น หลังจากปิดประตูและวางเวทกันเสียงแล้ว ซัลก็พูดขึ้น

 

“โปรดอธิบายให้ข้าฟังด้วย อาท” เขากล่าว ไม่จำเป็นต้องพูดว่าเขาอยากทราบอะไร มเยอดินรู้ว่าซัลกำลังพูดถึงคำอธิบายที่มเยอดินมอบให้แก่อาเธอร์

 

“พวกเราอยู่มานานเกินกว่าจะอธิบายได้โดยไม่บอกทุกคนว่าเรานั้นมีความเป็นสัตว์วิเศษมากกว่ามนุษย์” มเยอดินว่า “ถึงพวกเขาจะรู้เรื่องเฟียร์บอล์กบอร์น ก็จะไม่มีใครเข้าใจความแตกต่างระหว่างเรากับพวกเขาอยู่ดี – และข้าไม่ชอบอธิบายเรื่องนี้”

 

“แต่...มิใช่ว่าอาเธอร์เองก็เป็นโอลด์หรือ? เขาจะไม่อยู่ได้นานกว่าคนอื่นๆหรือ?” ซัลถามอย่างประหลาดใจ

 

“ถูก และเขาก็จะอยู่นานกว่าคนอื่น” มเยอดินตอบ “แต่เขาก็จะอยู่ได้อีกเพียงหนึ่งหรือสองศตวรรษเท่านั้นแหละ ตระกูลของเขาอาจมีดวงวิญญาณของเฟียร์บอล์กบอร์นแต่ว่าเขาไม่ได้สืบเชื้อสายมาจากนกฟินิกส์”

 

“แสดงว่ามันคือสายเลือดของฟินิกส์สินะ” ซัลอุทาน

 

“ใช่แล้ว” มเยอดินยืนยัน “นกฟินิกส์คือสัตว์วิเศษที่เกิดใหม่ไปเรื่อยๆ มันจะตัดสินใจว่าเมื่อใดมันจะตายแล้วเกิดใหม่และมันตัดสินใจว่าเมื่อใดมันจะแก่ สายเลือดในกายเราทำให้เรามีชีวิตที่ยืนยาวกว่าเฟียร์บอล์กบอร์นอื่นๆเสียอีก”

 

“และท่านก็ตัดสินใจจะไม่บอกสิ่งใดแก่เขา...”

 

“ใช่” มเยอดินรับ “และรวมถึงความสามารถของเราในการเปลี่ยนรูปลักษณ์ นี่เป็นเวทมนตร์ประจำตระกูล – ไม่มีใครต้องรู้ยกเว้นคนในตระกูล เจ้าเข้าใจไหม?

 

“ขอรับ” ซัลพยักหน้า

 

“เหมือนกับเวทมนตร์ประจำตระกูลของอาเธอร์และคนอื่นๆ” มเยอดินพูด “พวกเราใช้มันไม่ได้และเราก็ไม่ควรรู้มันเลยด้วย”

 

ซัลเพียงพยักหน้าอีกครั้ง

 

“งั้นข้าก็ต้องอายุสิบห้าเพราะว่าข้าดูเหมือนเป็นเช่นนั้น” เขาสรุป

 

“ถูกแล้ว” มเยอดินบอกพร้อมรอยยิ้ม “แต่ข้าดีใจที่เป็นเช่นนั้น อาเธอร์และแลนเซล็อตเป็นหนึ่งในนักสู้ที่เก่งที่สุดที่ข้ารู้จัก – มันเป็นการดีกับเจ้าถ้าเจ้าเรียนรู้จากพวกเขาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้”

 

“และเพราะอย่างนั้นท่านเลยตัดสินใจรับข้อเสนอของอาเธอร์...”

 

“ใช่” มเยอดินยิ้มน้อยๆ จากนั้นสีหน้าก็แปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมอีกครา

 

“ข้ายังได้รู้มาอีกว่ามีคนของตระกูลเจ้าเริ่มมาอาศัยใกล้กับบริเทนแล้ว”

 

ซัลมองเขางงๆ

 

“คนของตระกูลข้า?

 

“ดวงตาสีมรกตของเจ้า – ข้าเคยบอกแล้วใช่หรือไม่ว่ามันเป็นเอกลักษณ์ตระกูล?” คราวนี้ซัลทำเพียงผงกหัวอีกรอบ

 

“อืม ตระกูลเลอเฟย์เริ่มมาอาศัยในอวาลอนแล้ว” มเยอดินพูดต่อ “ข้ารู้ว่าเจ้าไม่รู้อะไรเลยเรื่องเวทมนตร์ประจำตระกูลที่เหลือ เจ้าอาจจะอยากไปฝากตัวเป็นศิษย์กับพวกเขา”

 

“แต่...”

 

“วันหนึ่งเจ้าก็ต้องรู้ว่าเจ้าสามารถทำสิ่งใดได้บ้าง” มเยอดินว่า “การเรียนรู้เวทมนตร์ประจำตระกูลเป็นส่วนสำคัญของความสามารถของเจ้า – ถ้าเจ้าเจอกับบรรพบุรุษที่เหลือข้าอยากให้เจ้าไปหาตระกูลเหล่านั้นเพื่อเรียนรู้จากพวกเขา เจ้าเข้าใจหรือไม่?

 

“ขอรับ” ซัลรับแต่ก็ยังลังเล “ข้าต้องไปในเร็วๆนี้หรือ?

 

“ไม่หรอก” มเยอดินปฏิเสธ “แต่ข้าอยากให้เจ้าไปหามอร์กาน่า เลอเฟย์ในวันหนึ่ง ข้าได้ยินมาว่านางเป็นผู้รักษา – และในฐานะผู้รักษานางไม่สามารถทำร้ายใครได้ มันมีสัตย์ปฏิญาณที่คอยป้องกันอยู่ นางเป็นผู้เหมาะสมที่จะเรียนรู้ด้วย”

 

ซัลแค่ผงกหัวอีกครา ในหัวรู้สึกเคว้งคว้าง เขาสืบสายเลือดมาจากมอร์กาน่า เลอเฟย์หรือนี่?! แม่มดที่บุตรชายของนางฆ่า...จะฆ่า...อาเธอร์?!

 

ซัลไม่รู้ประวัติศาสตร์อะไรมากนักแต่ว่านั่นเป็นสิ่งที่เขาได้เรียนรู้มาจากโลกมักเกิ้ลเมื่อนานมาแล้วในช่วงเวลาของเขา เขาไม่มั่นใจว่าบินส์เคยพูดเรื่องนี้ไหมในคาบประวัติศาสตร์เวทมนตร์แต่เขารู้มากพอจากประวัติศาสตร์ของมนุษย์ที่จะตัวสั่นเมื่อคิดว่าเขาเป็นคนในตระกูลของมอร์กาน่า...

 

ใช่ว่าเขาจะสามารถป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้นได้ เรื่องที่เขาเป็นคนในตระกูลน่ะ...

 

“ข้าจะไปหานางหนหนึ่ง” เขาให้สัญญา “แต่ข้าจะอยู่กับท่านก่อน”

 

มเยอดินยิ้มให้เขา

 

“และข้าก็ดีใจที่เจ้าตัดสินใจเช่นนั้น” เขาพูด ยีเส้นผมของซัลไปด้วย “เอาล่ะ คราวนี้บอกข้ามาเรื่องการผจญภัยของเจ้า”

 

และพวกเขาก็ใช้เวลาช่วงบ่ายและค่ำไปกับเรื่องราวของซัลที่ท่องไปทั่วโลก พวกเขาขึ้นไปนอนบนเตียงเมื่อดึกมากแล้วด้วยความเหน็ดเหนื่อยจากการเล่าและฟังเรื่องราว

 

วันต่อมาอาเธอร์ได้ไปคิดแผนการสอนมาจนเสร็จสิ้น และบทเรียนของซัลกับอาเธอร์ แลนเซล็อต และกาเวน[4] – อัศวินอีกคนของอาเธอร์ - ก็เริ่มต้นขึ้น อาเธอร์เป็นคนตัดสินใจว่าซัลจะเรียนอะไรและมเยอดินก็ทำเพียงพยักหน้ารับรองเมื่ออาเธอร์ตรัสถึงบทเรียนที่เลือกให้ซัล

 

ตัวซัลเองไม่ค่อยมีความสุขกับแผนการสอนหรอกแต่ว่าพ่อของเขาเหลือบตามองมาป้องกันไม่ให้เขาประท้วงมัน

 

เขาก็เลยต้องเรียนประวัติศาสตร์ การต่อสู้ การเมือง มารยาท เวทมนตร์ต่อสู้ และกลยุทธ์ในการศึก

 

อาเธอร์สอนเวทมนตร์ต่อสู้และการเมือง แลนเซล็อตรับผิดชอบการต่อสู้และกลศึก กาเวนรับเรื่องมารยาทและประวัติศาสตร์ และเพราะว่าความจำที่ดีผิดปกติของซัลจึงทำให้การเรียนการสอนเป็นไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอาเธอร์ที่ใช้ความสามารถของซัลให้เป็นประโยชน์ เพียงไม่นานซัลก็มาหลบหลีกพวกบอลไฟที่อาเธอร์กำลังซัดใส่เขาอย่างปรีดา

 

ซัลเองไม่เคยเห็นเวทมนตร์แบบบอลไฟพวกนี้มาก่อนเลย อาเธอร์เสกมันด้วยมือเปล่าและดูเหมือนจะใช้มันอย่างง่ายดาย ซัลแค่คิดว่ามันดูเจ๋งมาก และเพราะอย่างนั้นเขาเลยพยายามลองเสกมันด้วยตัวเองเมื่อเขาอยู่คนเดียว

 

ตอนแรกเขาไม่สามารถทำได้แต่หลายสัปดาห์ถัดมาและแล้วเขาก็สามารถเสกไฟเล็กน้อยบนมือของเขาได้แล้ว

 

“คราวนี้ข้าแค่ต้องทำให้มันใหญ่ขึ้น” ซัลพูดกับตัวเอง แย้มรอยยิ้มกว้างขวาง มองไฟที่จุดติดอย่างง่ายดายในมือเขา

 

“เจ้ากำลังทำอะไรน่ะ เด็กน้อย?” มีเสียงหนึ่งถามขึ้นด้านหลังเขา ซัลหันไปและมองอาเธอร์

 

“ข้า...ข้า...” เขาตะกุกตะกัก รู้สึกเหมือนเป็นเด็กต่อหน้าผู้ใหญ่ “ข้า...”

 

อาเธอร์กลับกันเพ่งพระเนตรมองเปลวไฟในมือของซัลด้วยความอัศจรรย์ใจ

 

เมื่อซัลเห็นว่าอาเธอร์กำลังเพ่งมองสิ่งใดเขาก็ดับไฟในมือของเขาลง

 

“อภัยให้กระหม่อมเถิด อาเธอร์” เขาพูดด้วยความรู้สึกผิดเจือมาในน้ำเสียง “กระหม่อมมิบังควร...”

 

“เจ้าทำมันอีกคราได้หรือไม่ เด็กน้อย?” อาเธอร์เอ่ยขอขึ้นมาแทน เสียงของเขาฟังดูประหลาด

 

ซัลลังเลอยู่ชั่วขณะ จากนั้นก็เสกลูกไฟในมือขึ้นมาอีกครั้ง

 

อาเธอร์ยื่นมือมาสัมผัสที่ดวงไฟจนกระทั่งสามารถสัมผัสมันได้ ดวงเนตรของพระองค์เบิกกว้างและทรงทอดมองซัลด้วยความตกตะลึง

 

“เจ้าบอกข้าได้หรือไม่ว่าเจ้าทำได้อย่างไร” พระองค์ตรัสถาม

 

ซัลเพียงยักไหล่อย่างไม่รู้สาเหตุ

 

“กระหม่อมเพียงแค่อยากทำมัน” เขากล่าว “กระหม่อม...กระหม่อมพยายามลองทำดูตั้งแต่เห็นฝ่าบาทใช้บอลไฟเป็นครั้งแรก...กระหม่อม...อภัยให้กระหม่อมเถิดหากกระหม่อมได้ทำในสิ่งที่กระหม่อมมิบังควร...!

 

“ไม่...มันไม่เป็นอะไร เด็กน้อย” อาเธอร์ตรัสแผ่วเบาและขยี้ผมซัล ซัลไม่มั่นใจว่าการกระทำนี้หมายความว่าอย่างไร ปกติผู้ใหญ่ที่ไม่ใช่ญาติของเด็กจะไม่แตะต้องเด็ก มันจะเป็นการไม่สมควร - และอาเธอร์เองก็ไม่เคยทำเช่นนั้นกระทั่งตอนนี้...

 

“บอกข้า เด็กน้อย เจ้ารู้สิ่งใดบ้างเกี่ยวกับมารดาเจ้า” พระองค์ตรัสถามซัล

 

ซัลลังเล แต่ก็ตอบออกไปตามจริง

 

“กระหม่อมรู้ว่านางยังเยาว์วัยเมื่อนางตาย และพ่อแม่ของกระหม่อมเพิ่งแต่งงานได้เพียงไม่นาน กระหม่อมทราบว่ากระหม่อมได้ดวงตาของนางมาและนางช่างปราดเปรื่อง กระหม่อมไม่คิดว่าอาทรู้จักนางได้นานนัก” เขาพูด ผสมความจริงเข้ากับคำโกหกเล็กน้อยเพื่อให้มันฟังดูน่าเชื่อ

 

“แปลว่าเจ้าไม่รู้ว่านางเกิดมาจากตระกูลใด?” อาเธอร์ตรัสถามอีก

 

ซัลยักไหล่

 

“กระหม่อมไม่มั่นใจนัก” เขาตอบ ไม่ได้โกหกไปเสียทั้งหมด

 

“ข้าเข้าใจแล้ว” อาเธอร์ว่า ยีผมซัลอีกครา “และอย่าได้ห่วงไป เด็กน้อย ข้าหาได้โกรธเจ้าไม่ มาเถิด ข้ามีบางสิ่งให้เจ้าดู”

 

ซัลละล้าละลังอยู่ชั่วครู่ แต่ก็ทำตามที่บอก

 

สี่ชั่วโมงถัดมาเขากลับไปที่ห้องที่อยู่กับบิดา เหนื่อยล้าเป็นอย่างมาก อาเธอร์มีอย่างอื่นให้ดูจริงๆ เขาสอนซัลเรื่องการควบคุมเปลวไฟโดยไม่ต้องพยายามเสกมันและเช่นเดียวกันเขาก็สอนเกี่ยวกับพืชด้วย ซัลลองดูทั้งคู่จนกระทั่งเขาสามารถทำให้ดอกไม้บานได้และทำให้ไฟเผาไหม้โดยไม่ใช้ไม้

 

มันเป็นวิธีใช้เวทมนตร์ที่เหนื่อยมาก และซัลก็หลับไปทั้งอย่างนั้น เขานอนจนกระทั่งเช้าเมื่อพ่อของเขามาปลุกและบอกว่าอาเธอร์เรียกพวกเขาไปเข้าเฝ้า

 

ซัลก็เลยลุกขึ้นตามบิดาไปที่ห้องโถงใหญ่

 

“มเยอดิน ซัล” อาเธอร์ออกโอษฐ์ทักทาย “ข้าเรียกท่านมาเพื่อร้องขอสิ่งหนึ่ง”

 

“ฝ่าบาท?” มเยอดินเอ่ยถาม ซัลเองก็รู้สึกแปลกใจแต่ในฐานะ ผู้เยาว์เขาไม่ได้รับอนุญาตให้พูดจนกว่าจะมีคนพูดด้วย เขาเรียนรู้กฎนี้มานานแล้ว – ถึงเขาจะไม่เชิงว่าเป็นผู้เยาว์แล้วก็ตาม

 

“มเยอดิน ข้าอยากจะรับบุตรของเจ้าเป็นบุตรบุญธรรม” อาเธอร์ตรัส ซัลกะพริบตา รับเขาเป็นบุตรบุญธรรม?! แต่ซัลมีบิดาอยู่แล้วนี่ ทำไม...?

 

“ข้าต้องการทายาท และข้าไม่มั่นใจนักว่าอีกนานเพียงใดกว่าข้าจะได้มี ข้าจึงขอความยินยอมจากท่านเพื่อแต่งตั้งเขาเป็นทายาทจนกว่าจะถึงตอนนั้น” อาเธอร์ตรัส

 

“เป็นเกียรติอย่างยิ่ง กระหม่อม” มเยอดินตอบ “แต่น่าเสียดายนักที่ซัลอายุมากเกินกว่าจะรับส่วนของวิญญาณของฝ่าบาท – เขาไม่สามารถเป็นทายาทที่แท้จริงของพระองค์ได้ เขาอาจเป็นได้เพียงตัวแทนที่ใช้เวทมนตร์ปรำตรกูลของพระองค์ได้เพียงเล็กน้อยแต่จะไม่มีทางเหมือนกับบุตรบุญธรรมของดรูอิดทั่วไป โปรดอย่าลืม ว่าพวกเราเป็นเฟียร์บอล์กบอร์น ดวงวิญญาณของเราไม่มีส่วนอ่อนนุ่มและความยืดหยุ่นดั่งดวงวิญญาณของมนุษย์ ถ้าหากฝ่าบาทเป็นเพียงดรูอิดธรรมดาฝ่าบาทจะสามารถให้เขาได้เรียนรู้ทุกส่วนของเวทมนตร์ประจำตระกูลได้ – แต่ในฐานะโอลด์แล้วนั่นไม่สามารถกระทำได้”

 

“ข้าทราบแล้ว” อาเธอร์ตรัสต่ออย่างสงบ “ท่านสอนข้ามาดีนัก มเยอดิน และเพราะเหตุนั้นข้าจึงตัดสินใจขอบุตรชายของท่าน เขาสามารถใช้เวทมนตร์ประจำตระกูลของข้าได้ ข้าเห็นมันกับตา ภรรยาท่านต้องสืบเชื้อสายมาจากใครสักคนในตระกูลข้าแน่ มันมีสายเลือดของข้าไหลเวียนอยู่ในกายของเขาแล้ว ข้าแค่ต้องรับเขาเข้ามาในสายตระกูลหลัก”

 

ซัลกะพริบตา ตกใจ เขาสืบสายเลือดมาจากอาเธอร์หรือ?! แต่อาเธอร์รู้ตัวได้อย่างไร?!

 

และซัลก็จำได้ถึงสายพระเนตรของอาเธอร์เมื่อเขามองเปลวไฟของซัล – เมื่อเขาแตะต้องดวงไฟของซัล...

 

เวทมนตร์ประจำตระกูลหรือ?!

 

อาเธอร์ทดสอบเขาเมื่อวานเพื่อยืนยันสิ่งที่เขาเห็นในคราแรกที่ซัลเสกลุกไฟขึ้นมาหรือ?! อาเธอร์ให้เขาทำสิ่งเหล่านั้นเมื่อวานเพื่อให้มั่นใจว่าซัลกำลังใช้เวทมนตร์ประจำตระกูลของอาเธอร์จริงๆ?! ทันใดนั้นซัลรู้สึกเหมือนเด็กที่ไปแตะต้องบางสิ่งที่ไม่ควรเข้าไปใกล้เลยสักนิดเดียว...

 

มเยอดินรู้สึกแปลกใจเล็กน้อยและเขาหันไปมองบุตรชายเขม็ง

 

“ฝ่าบาทมั่นใจเช่นนั้นหรือ อาเธอร์?” เขาถาม อาเธอร์ก้มเศียรลงตอบรับ

 

“ข้ามั่นใจ” พระองค์เอ่ยโอษฐ์ “ท่านอนุญาตหรือไม่?

 

“ฝ่าบาททรงทราบหรือไม่ว่าเขาห่างจากสายตระกูลหลักเท่าใด?” มเยอดินถาม

 

อาเธอร์ทำเพียงยักไหล่

 

“เราจะได้เห็นกัน” ทรงตอบ “ยิ่งใกล้มากเท่าใดเขาจะยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้นหลังพิธีรับบุตรบุญธรรม”

 

อีกคราที่มเยอดินมองซัลเขม็ง ซัลรู้ว่าเขาไม่มีสิทธิใดๆในเรื่องนี้ มเยอดินเป็นบิดาของเขา – เขาเป็นคนที่จะตัดสินชะตาของซัล ซัลรู้ว่าเขาจะต้องเกลียดมันมากแน่เมื่อเขายังอยู่ในช่วงเวลาของตัวเอง – แต่เขาเรียนรู้ที่จะปรับตัวมานานแล้ว โดยเฉพาะเมื่อเขารู้ว่าพ่อของเขาต้องไม่ยอมแน่หากเขาเชื่อว่ามันจะทำให้ซัลไม่มีความสุขกับสิ่งนั้นๆ

 

“กระหม่อมจะไม่ยอมเสียสิทธิในการเป็นบิดาของบุตรกระหม่อม” มเยอดินพูดขึ้นมาในตอนนั้นเอง

 

“ข้าไม่ต้องการเช่นนั้น มเยอดิน” อาเธอร์ตรัส “ข้าเพียงต้องการให้เขามีบิดาเพิ่มอีกคนเท่านั้น”

 

มเยอดินเงียบไปอีก จากนั้นก็ค่อยๆพยักหน้า

 

“ตามพระประสงค์” เขากล่าว “กระหม่อมจะมอบบุตรชายของกระหม่อมให้พระองค์แต่งตั้งเป็นทายาท ฝ่าบาทจะได้รับสิทธิในการสั่งสอนเขาและสิทธิในการตัดสินใจว่าสิ่งใดดีที่สุดสำหรับเขา – แต่กระหม่อมเองก็ถือสิทธินั้นเช่นเดียวกับพระองค์ กระหม่อมจะไม่ยินยอมเสียสิทธินั้นไป”

 

อาเธอร์ลังเลอยู่เพียงครู่ จากนั้นก็น้อมพระเศียรยอมรับ

 

“เช่นนั้นก็ให้มันเป็นไป” ทรงตรัส

 

“เช่นนั้นก็ให้มันเป็นไป” มเยอดินตอบรับ

 

ซัลกะพริบตา เขานึกว่าบิดาจะไม่ยินยอมให้อาเธอร์รับเขาเป็นบุตรบุญธรรมเสียอีก แต่เขาก็ไม่พูดอะไรจนกระทั่งกลับไปถึงห้องที่อยู่อาศัยกับบิดา

 

“ท่านจะยอมให้เขารับข้าเป็นบุตรบุญธรรมหรือ?” เขาเอ่ยถาม

 

มเยอดินถอนหายใจแรง

 

“ข้ารู้ว่าเจ้าไม่เห็นด้วย ซัลวาซาฮาร์” เขาบอก “เจ้าแก่กว่าเขาเสียอีกแล้วเจ้าเองก็เป็นผู้ใหญ่แล้ว แต่โปรดเข้าใจการตัดสินใจของข้าเถิด อาเธอร์บอกว่าเจ้าสามารถใช้เวทมนตร์ประจำตระกูลของเขาได้ – ดังนั้นใครสักคนในครอบครัวเจ้าต้องสืบเชื้อสายมาจากเขา ข้าไม่สามารถสอนเวทมนตร์ที่เจ้าต้องรู้ได้สำหรับส่วนนี้ – และถ้าอาเธอร์อยากรับเจ้าเป็นบุตรบุญธรรมและสอนเจ้าข้าจะไม่ปฏิเสธมันแก่เจ้า เจ้ามีสิทธิในการเรียนรู้เวทมนตร์ประจำตระกูลของเจ้าเอง”

 

ซัลถอนหายใจเฮือก

 

“ข้าเลยต้องเล่นเป็นเด็กอีกครั้ง” เขากล่าว มเยอดินทำเพียงแค่ยิ้ม

 

“ข้ามั่นใจว่าเจ้าต้องได้ทำเช่นนี้อีกในอนาคต ตราบใดที่เจ้าไม่สามารถหาทางกลับบ้านได้เจ้าก็ยังต้องอยู่ให้ได้ ซึ่งบางทีมันก็ง่ายกว่าในฐานะเด็ก” พ่อของเขาบอก “ดังนั้นอย่าหัวเสียไปซัล เจ้าเองก็เล่นเป็นเด็กมาตั้งแต่มาถึงอยู่แล้วนี่ ก็ทำต่อไปอย่างนั้นแหละ”

 

“ขอรับ และข้าต้องถูกสอนอีกแล้ว” ซัลพูดด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์

 

“เจ้าเองก็ถูกสอนตั้งแต่มาถึงน่า”

 

“ขอรับ” ซัลว่า “แต่ตอนแรกข้าไม่ใช่บุตรของอาจารย์คนหนึ่งนี่...”

 

“ทำใจยอมรับเสีย” เป็นคำแนะนำที่เลือดเย็นใช้ได้จากพ่อของเขา

 

และดังนั้นซัลก็เลยต้องทำเช่นนั้น

 

วันต่อมาเขาได้รับน้ำยาที่ใส่โลหิตของอาเธอร์มา – น้ำยาที่ใช้ในการรับบุตรบุญธรรม เขาดื่มมันเข้าไปโดยไม่ทักท้วงอะไร

 

เขาไม่ได้ดูเปลี่ยนไปมาก มีเพียงดวงตาของเขาที่กลายเป็นสีเขียวมรกตมากกว่าเดิม มันดูเหมือนจะมีแสงไฟบางอย่างภายในซึ่งก่อนหน้านี้ไม่มี

 

แต่ว่ามันก็มีบางอย่างเปลี่ยนไปเหมือนกัน ไม่นานหลังการรับเป็นบุตรบุญธรรมเสร็จสิ้น ซัลค้นพบว่าความสามารถในการใช้เวทมนตร์ประจำตระกูลของอาเธอร์พุ่งขึ้นสูงอย่างน่าตกใจ

 

“เจ้าต้องเป็นญาติสายใกล้แน่นอน” อาเธอร์ว่าหลังจากที่ค้นพบว่าทันใดนั้นซัลสามารถรู้สึกได้ถึงไฟที่เขาสามารถจะควบคุมได้ “การเข้าสู้สายหลักทำให้ความสามารถของเจ้าพุ่งขึ้นสูงอย่างที่ไม่ค่อยเป็นที่พบเห็นนัก เจ้าต้องเข้าใจว่าตอนนี้ฐานะของเจ้าก่อนหน้านี้และในปัจจุบันทำให้ความสามารถของเจ้าผสมผสานและทำให้เกิดเป็น...อืม...พลังของเจ้าในปัจจุบัน”

 

“ข้าเข้าใจแล้ว” ซัลว่า คืนนั้นเขาถามบิดาว่ามันเป็นไปได้ไหมว่าเขาจะมาจากสายตระกูลหลักตั้งแต่แรก

 

“เป็นไปได้” พ่อของเขากล่าว “ข้าเดาว่าเจ้ามาจากสายหลักตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว พลังของเวทมนตร์ประจำตระกูลของเจ้าบอกไว้ว่าเจ้ามีคุณสมบัติพอจะเป็นลอร์ดมาโดยตลอด เจ้าอาจจะได้เป็นลอร์ดในช่วงเวลาของเจ้าเองด้วยซ้ำ”

 

และเขาไม่รู้ข้อนี้ด้วย – แต่นั่นไม่ถูกพูดถึง มันรู้สึกไม่สบายใจเอาเสียเลยที่ทุกคนในช่วงเวลาของเขาเก็บเงียบในเรื่องสำคัญอย่างนี้

 

“ถ้าข้าได้กลับไปข้าจะต้องรู้ให้ได้ว่าเหตุใดข้าจึงไม่รู้สิ่งใดเกี่ยวกับครอบครัวของข้าเลยแม้แต่น้อย” ซัลปฏิญาณกับตัวเอง หลังจากนั้นพวกเขาก็ไม่เคยพูดถึงตำแหน่งของเขาในอนาคตอีก

 

ซัลเรียนรู้จากอาเธอร์และพวกอัศวินคนอื่นๆ บทเรียนของเขาเพิ่มมากขึ้นหลังถูกรับเข้าสู่สายตระกูลหลักแล้ว

 

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดนั้นมเยอดินได้บอกกับเขาในหลายอาทิตย์ต่อมา

 

“เมื่อข้าและอาเธอร์สิ้นแล้ว” มเยอดินกล่าว “เจ้าจะได้ถือม่านพลังของคาเมอล็อต ปราสาทหลังนี้ถูกสร้างโดยข้าและอาเธอร์ ดังนั้นมันจึงเป็นเวทมนตร์ของพวกเราที่ถือม่านพลัง ในฐานะทายาทของเราทั้งคู่เจ้าจะเป็นเจ้าของมันเมื่อพวกเราตายไป หลังสิ้นเราจะเป็นเจ้าผู้เป็นลอร์ดของแผ่นดินผืนนี้ เจ้าต้องคอยดูแลผู้คนที่อาศัยอยู่ ณ ที่แห่งนี้”

 

“แต่แล้วบุตรของอาเธอร์จะได้สิ่งใดเล่า?” ซัลถาม

 

“ตราบใดที่เขาไม่ยอมรับ เด็กคนนั้นจะไม่ได้สิ่งใดไป” มเยอดินตอบ “เจ้าเป็นทายาทของเขาจนกว่าเขาจะเปลี่ยนใจ จงเตรียมตัวเอาไว้”

 

และนั่นคือคำพูดสุดท้ายในเรื่องนี้ ซัลเรียนทุกอย่างที่เขาทำได้และแล้วก็จากลาบิดาทั้งสองมาและเริ่มออกเดินทางอีกครั้งหนึ่ง อาเธอร์ปล่อยให้เขาไปเมื่อซัลบอกว่าเขาอยากจะไปหาความรู้เพิ่มและมเยอดินก็รู้ว่าเขาจะไปที่แห่งใด มันถึงเวลาที่จะต้องเรียนรู้เกี่ยวกับครอบครัวเพิ่มแล้ว

 


To Be Continue

 

Upcoming Chapter: 25 AD Learning from Family – เรียนรู้จากครอบครัวเดียวกัน

 

 

 

[1] Camelot คาเมล็อต เป็นชื่อปราสาทในตำนานอาเธอเรียน หรือตำนานของอาเธอร์กับอัศวินโต๊ะกลมค่ะ


[2] Arthur Pendragon กษัตริย์อาเธอร์ เพนดราก้อน แห่งตำนานอาเธอเรียน ตำนานนี้โด่งดังมาก มักถูกนำไปดัดแปลงเข้ากับวรรณกรรมหรืองานอื่นๆตลอดช่วงที่ผ่านมา อ้างอิงจาก Le Morte D’Arthur อาเธอร์เป็นลูกลับๆของกษัตริย์อูเธอร์ เพนดราก้อน ที่จริงแล้วเมอร์ลินผู้วิเศษช่วยเหลือกษัตริย์อูเธอร์ให้ได้กับผู้หญิงที่ต้องการจึงเกิดเป็นอาเธอร์ขึ้นมา อาเธอร์โตมากับเซอร์เฮกเตอร์ จนเมื่ออูเธอร์ตาย เขาได้ไปดึงดาบเล่มหนึ่งออกมาจากหิน ดาบเล่มนั้นคือดาบเอ็กส์คาลิเบอร์ ซึ่งทำให้เขามีสิทธิขึ้นเป็นกษัตริย์ เมื่อแต่งงานกับราชินีเกวนนีเวียร์ก็เกิดเป็นสภาอัศวินโต๊ะกลมขึ้นมา อาเธอร์รบกับโรมันจนชนะได้ครองอาณาจักรโรมัน ต่อมาเมื่อมอร์เดร็ดเปิดเผยว่าแลนเซล็อตและเกวนนีเวียร์คบชู้ จึงได้เกิดสงคราม อาเธอร์ไปตามเกวนนีเวียร์ที่ฝรั่งเศส ทำให้มอร์เดร็ดสบโอกาสทำทีเป็นประกาศว่าอาเธอร์ตายแล้วและขึ้นครองบัลลังก์แทน เมื่ออาเธอร์กลับมาทวงบัลลังก์ ทั้งสองก็ฆ่ากันตายในการรบแห่งทุ่งซาลิสเบอรี่


[3] Sir Lancelot du Lake เซอร์แลนเซล็อต ดู ลาก เป็นหนึ่งในอัศวินโต๊ะกลมของอาเธอร์ เป็นอัศวินที่โด่งดังที่สุดในบรรดาอัศวินโต๊ะกลม และเป็นหนึ่งในคนที่เก่งกาจที่สุด ภายหลังเขาผิดใจกับอาเธอร์เรื่องลักลอบเป็นชู้กับราชินีเกวนนีเวียร์ของอาเธอร์ เมื่อเรื่องจบลง เขาและอัศวินพวกเดียวกันก็เข้าสู่เส้นทางศาสนาตามเกวนนีเวียร์ที่เหลือรอดและนางก็โทษตัวเองว่าเป็นสาเหตุให้อาณาจักรล่มสลาย


[4] Gawain กาเวน เป็นหนึ่งในอัศวินโต๊ะกลม เขาเป็นหลานชายของอาเธอร์ เป็นหนึ่งในคนที่ได้ชื่อว่ายอดเยื่ยมที่สุด ภายหลังสนับสนุนให้อาเธอร์ก่อสงครามกับแลนเซล็อต เพื่อชำระแค้น เนื่องจากระหว่างที่แลนเซล็อตพาเกวนนีเวียร์หลบหนีเขาได้ฆ่าพี่ชายของกาเวนคือ กาเร็ธ และ กาเฮริสไปนั่นเอง 

 

ทั้งหมดนี้เราอิงมาจากสรุปย่อของ Le Morte D’arthur นะคะ

https://www.shmoop.com/morte-d-arthur/summary.html

 

ตอนนี้แอบแปลยากนิดนึงตรงคำราชาศัพท์ค่ะ เราไม่อยากใช้ให้มันเต็มเกินไป ตอนแรกที่แปลถอนหายใจออกมาเป็นถอนพระปัสสาสะนี่เรากุมขมับเลยค่ะ 5555 เลยตัดสินใจเปลี่ยน มันก็จะดูเบาลงมาหลังเราปรับแล้วค่ะ

 

อีกอันก็คือหาข้อมูลเรื่องตำนานอาเธอเรียนนี่แหละ เลยมาจบที่สรุป Le Morte D’Arthur 

 

เวทมนตร์ประจำตระกูลในที่นี้ใช้คำว่า Family Magick นะคะ คอนเซปต์ของมันก็คือต้องมีสายเลือดของตระกูลจึงจะสามารถใช้ได้ และแต่ละตระกูลจะแตกต่างกันออกไป นั่นคือสาเหตุที่ว่าทำไมมเยอดินถึงไม่สามารถสอนทุกอย่างให้ซัลได้นั่นเองค่ะ เขาต้องไปเรียนรู้จากสมาชิกของแต่ละตระกูลเอา


ตอนนี้ซัลอายุราวๆ 700 ปีแล้วนะคะ นับจากที่ย้อนไปเจอมเยอดินครั้งแรกคือราว 650 ปีก่อนค.ศ. + ค.ศ. 15 + อายุ 15 ของซัลเริ่มแรกค่ะ เดี๋ยวหลังจากนี้จะแทร็กให้เรื่อยๆว่าซัลอายุเท่าไหร่ 


สำหรับคำถามของคุณ kacu และคุณ NanBH ที่ว่าคนทั่วไปอายุเท่าไหร่นี่ คงต้องแยกตอบค่ะ คนธรรมดาไม่มีเวทมนตร์ก็คงอายุเท่าๆเรากันค่ะ แต่ว่าในชุมชนผู้วิเศษนี่ก็จะอายุราวๆ 100 กว่าเป็นเรื่องปกติ สำหรับอาเธอร์เป็นโอลด์ก็จะอยู่ได้นานนิดนึง 200 ปีอย่างที่มเยอดินบอก ส่วนซัลกับมเยอดินนี่เป็นเพราะว่าสายเลือดนกฟินิกส์ค่ะ เลยทำให้อยู่นานมาก

 

ขอบคุณสำหรับทุกคอมเมนต์เลยจริงๆค่ะ ตอนนี้เราจะแปลคอมเมนต์รอบแรกไปยังคนเขียนแล้ว 


ทอล์กยาวเลย ตอนหน้าเราอยู่กับซัลอีกตอน ทามไลน์แฮร์รี่จะมาเยือนค่ะ


แล้วเจอกันตอนถัดไปค่า

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 133 ครั้ง

10 ความคิดเห็น

  1. #224 msyokky (@masitorn) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 28 กันยายน 2561 / 20:26
    เป็นเด็กก็ดีน้าซัลล
    #224
    0
  2. #197 หนิงเฟิ่ง [宁凤] (@poppik) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 22 กันยายน 2561 / 01:55
    มเยอดิน เมอร์ลิน โอ้ ผูกเรื่องได้ดีมากอ่ะ คนแปลก็แปลได้ลื่นมากๆ ขอบคุณที่แปลให้ได้อ่านนะคะ สรุปแล้วหนูแฮร์เกี่ยวข้องกับคนในประวัติศาสตร์แทบทั้งหมดเลย
    #197
    0
  3. #81 nattha_thari (@natthasata) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2561 / 20:35
    หรือว่าซัลคือผู้ก่อตั้งฮอกวอร์ตตัวจริง?? เอ๊ะ ยังไง แต่คือซัลได้ศาสตร์เยอะมากกกกกกก เก่งมากกกกก ชอบตอนที่งอแงว่าต้องเล่นเป็นเด็กอีก ฮ่าๆ เอาน่า บางทีเป็นเด็กมันก็ดีในหลายๆ เรื่อง
    #81
    0
  4. #50 -Cintear- (@jenny-boboo) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2561 / 17:45
    ก็อย่างที่คุณNanBH'iiเม้นไปนั้นแหละ ซัลน้อยต้องมีเรื่องที่เกี่ยวกับการก่อตั้งฮอกวอส์ตแน่ๆ
    #50
    0
  5. #38 NanBH'ii (@autumnover) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2561 / 01:06
    ซัลเป็นผู้ก่อตั้งฮอกวอส์ตเองป่าวอ่ะ5555555555 ซัลลาซา สลิธีรินมีตัวตนจริงใช่มั้ย? จำได้ว่ากริฟฟินดอร์กับฮัพเฟิลพัพไม่มีตัวตนจริงๆ แต่จำไม่ได้ของเรเวนคลอ

    ใกล้เวลาที่ฮอกวอส์ตจะก่อตั้งแล้วหรือเปล่า? แถมประสาทฮอกวอร์ตยังเคยเป็นประสาทของคาเมล็อต

    ลีลี่นี้ต้องไม่ใช้มักเกิ้ลธรรมดาแน่ๆกับตระกูลพอตเตอร์ที่สืบเชื้อสายจากตระกูลสายหลักสักตระกูลนึงหรือเปล่า ซัลเพอร์เฟ็คสุดๆ คือถ้าเป็นนี่คงตกใจหนักมากที่อยู่ๆตัวเองมีเชื้อสายของคิงอาเทอร์ ไหนจะเป็นลูกของเมอร์ลิน คนในตำนานทั้งนั้น

    เรื่องกำลังสนุกเรยค่ะ อยากอ่านต่อแล้วววววว
    #38
    0
  6. #37 kacu (@mucu) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2561 / 16:30
    กำลังคิดอยู่เลยว่าน่าจะอายุถึง600ปีแล้วรึปล่าว 700แล้วหรอเนี่ย ไม่ค่อยแปลกใจที่จะเบื่อตอนที่ต้องแสดงเป็นเด็กเท่าไหร่เลยแหะ
    รออ่านนะคะ สู้ๆค่ะ
    #37
    0
  7. #36 nutsu-n (@katsu1001) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2561 / 16:28
    ขอบคุณนะคะที่แปลให้อ่าน
    #36
    0
  8. #35 nutsu-n (@katsu1001) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2561 / 16:28
    ขอบคุณนะคะที่แปลให้อ่าน
    #35
    0
  9. #34 nutsu-n (@katsu1001) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2561 / 16:28
    ขอบคุณนะคะที่แปลให้อ่าน
    #34
    0
  10. วันที่ 21 พฤษภาคม 2561 / 09:02
    ซัลอายุตั้ง 700 ปีแล้วแต่ทำไมเรายังรู้สึกเหมือนซัลเป็นเด็กซนๆอยู่เลยล่ะ5555
    #33
    0