[ฟิคแปล] Basilisk-Born แฮร์รี่ พอตเตอร์ HP Harry Potter by Ebendbild

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 25,976 Views

  • 498 Comments

  • 1,007 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    565

    Overall
    25,976

ตอนที่ 22 : Chapter 20: 846 AD Goblins Again - ก็อบลินอีกครา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1236
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 115 ครั้ง
    12 ส.ค. 61

Chapter 20

846 AD – คริสตศักราชที่ 846

A Looting, A Ward and Goblins Again - การปล้น ผู้เยาว์ และก็อบลินอีกครา

 

Xxx

 

ห้าร้อยปีที่ผ่านมาซัลออกท่องโลก เขาไปรับการฝึกสอนในไอร์แลนด์เพื่อศึกษาพิธีกรรม การปรุงยาและรูนส์เพิ่มเติม บางอย่างเขาก็รู้อยู่แล้ว แต่อย่างอื่นเขาก็ไม่เคยได้ยินมาก่อน

 

หลังจากนั้นเขาก็เดินทางข้ามทวีปและขึ้นเหนือ ไปร่วมกับเหล่าไวกิ้งและเดินทางผ่านมหาสมุทรแอตแลนติกไปยังไอแลนด์และกรีนแลนด์ จากนั้นก็ลงใต้ แวะเยี่ยมเยียนบรรดาประเทศต่างๆที่ในภายหลังจะกลายเป็นแคนาดา สหรัฐอเมริกาและอเมริกาใต้

 

เขาไปอยู่ร่วมกับมนุษย์ที่นั่น เรียนรู้เวทมนตร์ ภาษาและวิถีชีวิตของพวกเขา ในที่สุดเขาก็รู้สึกว่าพอแล้ว และกลับไปยังอลาสก้าและหาทางไปยังรัสเซีย หลังเยี่ยมเยือนชุมชนผู้วิเศษที่รัสเซียก็ไปต่อยังจีน ข้ามผ่านแผ่นดินใหญ่ไปและไปยังอินเดีย แอฟริกา จึงเดินทางกลับบ้าน

 

ตอนนี้เขารู้ภาษาต่างๆมากมายที่ไม่เคยรู้มาก่อน ได้อัพเดทความรู้เกี่ยวกับภาษาที่เคยรู้อยู่แล้วและเรียนภาษาเขียนอื่นๆเพิ่ม ความรู้ด้านการปรุงยาเพิ่มขึ้นถึงสิบเท่าและศิลปะการรักษาเองก็พัฒนาไปเกินกว่าตัวตนอื่นใดแล้ว

 

เขายังได้เรียนรู้กลศึกและคาถาที่มีประโยชน์ในสถานการณ์ต่างๆมาบ้างเล็กน้อย

 

ระหว่างทางกลับบ้านเขาแวะที่เยอรมัน ท่องเที่ยวทั่วแอฟริกาอีกครั้งและสุดท้ายก็คือใช้ชีวิตอยู่กับพวกชนเผ่าบางกลุ่มในเขตแดนที่ภายหลังจะกลายเป็นตุรกี จากนั้นจึงกลับไปยังยุโรป – อิตาลีถ้าจะระบุให้ชัด

 

เขามีแผนจะเดินทางไปยังโรม – แค่คิดถึงช่วงวันเก่าๆ – แต่เมื่อเขาไปถึง เขาก็พบกับความวุ่นวายและความวิบัติ ชาวอาหรับบุกมายังโรมและปล้นเมือง และไม่ใช่แค่เพียงชุมชนคนธรรมดาเท่านั้นที่ตกเป็นเหยื่อสงคราม...

 

ซัลเจอหญิงสาวคนหนึ่งที่ขอบกรุงโรม สำหรับเขา ดูเหมือนนางได้พยายามหนีจากพวกอาหรับแต่ถูกตามจับและทำร้ายมา ชายหนุ่ม – ที่อยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่หลา – เขาตายแล้ว ถูกฆ่าโดยคมอาวุธของอาหรับที่ตัดคอ ซัลเบนสายตาหนีและเดินไปยังหญิงสาวแทน เขาได้เห็นความตายมามากพอจนเขาไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับศพแล้ว คนนั้นจะเรียนที่จะเมินเฉยต่อคนตายเมื่อเขายังต้องสู้เพื่อเอาชีวิตรอดในสนามรบอยู่

 

สิ่งแรกที่ซัลเห็นคือฟันคมๆของหญิงสาว คมเขี้ยว “แวมไพร์” ซัลคิด กระทั่งตอนนี้เขาไม่ได้เจอกับเหล่าแวมไพร์บ่อยนักระหว่างเดินทาง ส่วนใหญ่แวมไพร์อาศัยเป็นกลุ่มๆที่เล็กมากพอจะหลบซ่อนแยกจากโลกของคนธรรมดาและผู้วิเศษ ซัลไม่เคยคิดอยากจะไปตามหาหนึ่งในพวกเขาเพียงเพื่อจะได้เรียนรู้เพิ่มเติมเลยสักนิด

 

เขาถอนหายใจและค่อยๆเดินเข้าหาหญิงสาวอย่างระมัดระวังกระทั่งเขาประชิดตัวหญิงสาวที่นอนคร่อมอยู่กับพื้น กกกอดบางสิ่งเอาไว้แนบอก ไม่ได้เผชิญหน้ากับเขา แผ่นหลังของนางเต็มไปด้วยโลหิต บาดแผล - อาจจะเป็นแผลจากคมดาบ – เกือบจะฟันนางแยกเป็นสองส่วน ซัลแปลกใจที่นางยังคงหายใจอยู่ - แต่ว่า นางก็เป็นแวมไพร์ตนหนึ่ง... แวมไพร์นั้นสามารถรอดจากสิ่งที่มนุษย์ไม่สามารถเอาชีวิตรอดได้อยู่แล้ว...

 

เมื่อเขาเข้ามาใกล้ห่างเพียงไม่กี่ก้าว ร่างของนางก็แข็งเกร็ง และหันใบหน้ามามองเขา ดวงตาสีเงินเย็นเยียบจ้องเขาเขม็ง ริมฝีปากของนางขยับให้เห็นเขี้ยว ท้าทายให้เขาเข้าไปใกล้อีกเพียงนิด ซัลหยุดอยู่กับที่

 

“ข้าไม่ได้จะทำร้ายเจ้า” เขาเอ่ยในภาษาละติน สำเนียงนั้นเปลี่ยนไปตามกาลเวลา แต่มันก็ยังคงเข้าใจได้อยู่ในพื้นที่แถวนี้ “ให้ข้าดูแผลเจ้า ข้าเป็นผู้รักษา”

 

นางยิ่งแยกเขี้ยวใส่หนักกว่าเดิม

 

“ใครก็พูดเช่นนั้นได้” นางเอ่ยลอดไรฟัน “พิสูจน์เสียสิ”

 

ซัลตอบรับคำกล่าวของนางด้วยแววตาที่มั่นคงระหว่างที่เขาแตะมือขวาที่อกแผ่วเบา – ในที่ๆเขาสัมผัสได้ถึงหัวใจที่ยังคงเต้นอยู่ใต้อกอุ่น รูนส์บนอกของเขาเรืองแสงขึ้นเล็กน้อยให้เห็นถึงสัตย์ปฏิญาณของผู้รักษา

 

เมื่อนางเห็นมันนางก็หยุดแยกเขี้ยวขู่

 

“ให้ข้าช่วยหรือไม่?” ซัลถามอีกครั้ง

 

“สัตย์ของท่าน...ครอบคลุม...ทั้งหมด...” นางพยายามถามด้วยลมหายใจขาดห้วง

 

“สิ่งมีชีวิตทุกตน เฟียร์บอล์กหรือไม่ ถูกต้องแล้ว” ซัลให้คำตอบ

 

ดวงตาของนางเบิกกว้างเมื่อได้ยินคำพูดดังกล่าว

 

“ท่าน...หนึ่ง...ใน...พวกเรา?” นางเค้นเสียงถาม หอบหนัก

 

“ข้าเป็นเฟียร์บอล์กบอร์น” ซัลตอบตามความจริงและนางก็ผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเห็นดังนั้นซัลก็ขยับเข้าไปใกล้ เมื่อนางไม่แยกเขี้ยวอีกครา เขาก็ทรุดนั่งลงข้างๆ นางเกร็งตัวอีกคราเมื่อเขาเอื้อมมือไปหา แล้วเขาก็เห็นในจังหวะต่อมาว่าทำไม ในอ้อมแขนของนางโอบกอดป้องกันเด็กน้อยคนหนึ่งเอาไว้ – อายุประมาณห้าหกปี แวมไพร์น้อย บุตรของนาง เขาเดาเช่นนั้น

 

เด็กชายมองเขาด้วยดวงตากลมโต ดูหวาดกลัว

 

“เขาบาดเจ็บหรือไม่?” ซัลถามแผ่วเบา ไม่ได้เอื้อมมือไปสำรวจเด็กชายและไม่ได้พูดกับเขาโดยตรง เขาเติบโตขึ้นในช่วงเวลาที่นับว่าการกระทำทั้งคู่เป็นเรื่องไม่สมควร หญิงสาวผ่อนคลายลงเล็กน้อยอีกครั้ง นางยังคงระแวงเขาอยู่แต่ก็ดูจะตัดสินใจที่จะไว้ใจเขาสำหรับตอนนี้

 

“ข้า...ไม่คิดเช่น...นั้น” นางกระหืดหอบ ซัลพยักหน้าเข้าใจ

 

“ให้ข้าดูเขาหน่อยได้หรือไม่?

 

นางพยายามกางแขนออกเพื่อให้เขาได้ตรวจสอบเด็กชาย แต่ก็ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากชายหนุ่มในการทำเช่นนั้น ซัลขมวดคิ้ว ดูท่านางจะอาการไม่ดีเสียแล้ว แต่เขาไม่พูดอะไร เพราะเขารู้ว่านางจะไม่ยอมให้เขารักษานางจนกว่านางจะรู้แน่ชัดว่าบุตรชายของนางไม่บาดเจ็บอะไร – สายตาของนางบ่งชัดถึงความจริงข้อนี้โดยไม่ต้องใช้คำพูดใด

 

ซัลเลยนำตัวเด็กน้อยมาจากอ้อมแขนของนางและสำรวจดู เด็กชายไม่เป็นอะไร แค่หวาดผวาและมองเขาด้วยดวงตากลมโตเท่านั้น ซัลยิ้มให้เขาและหันไปมองมารดาของเด็กชาย เมื่อมองดูนางดีๆอีกทีเขาก็เห็นร่างของชายคนหนึ่งนอนทอดร่างอยู่บนพื้นห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว เขาเดาว่านั่นคงจะเป็นบิดาของแวมไพร์น้อยผมเข้มคนนี้

 

“เขาไม่เป็นอะไร” ซัลกล่าวแผ่วเบา “ข้าต้องรักษาเจ้าตอนนี้ บุตรเจ้านั้นต้องการเจ้า” และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆสำหรับเด็กน้อย บิดาของเขาตายแล้วและการที่ไม่มีกลุ่มแวมไพร์ให้พักพิงใกล้ๆนั้นไม่มีทางที่แวมไพร์เด็กจะเอาชีวิตรอดได้เลยหากมารดานั้นไม่รอดด้วย แวมไพร์นั้นมีชีวิตในช่วงร้อยปีแรกได้โดยอาศัยโลหิตที่ไหลเวียนในตัวของพ่อแม่หรือผู้ปกครอง เขาแค่ยังเด็กเกินกว่าจะออกล่าจนกว่าจะครบร้อยปี โดยปราศจากโลหิตเหล่านั้นพวกเขาจะตายภายในไม่กี่วัน

 

มารดาของเด็กพยักหน้ารับและซัลก็พลิกตัวนางเพื่อจะได้ดูบาดแผลที่หลัง กระดูกสันหลังของนางหัก อวัยวะภายในบางส่วนทะลุ ซัลทำหน้าเครียดแต่ก็ยังคงพยายามจะใช้เวทมนตร์ในการปะบาดแผล

 

เขาเริ่มวาดรูนส์บนพื้นดิน จากนั้นก็มองหาน้ำยาและสมุนไพรในย่าม ของส่วนใหญ่ที่เขาพกใช้รักษามนุษย์มากกว่าแต่บางส่วนก็สามารถใช้กับแวมไพร์ได้ และบางอย่างก็ใช้ไม่ได้

 

ดังนั้นซัลจึงค่อยๆหาอุปกรณ์รักษาที่สามารถใช้ได้และหันไปหาหญิงสาวอีกครั้ง ปกติเขาคงจะคงสภาพนางไว้ด้วยเวทมนตร์โลหิตแต่เนื่องจากว่านางเป็นแวมไพร์ และเขารู้ดีว่านางจะมีปฏิกิริยาตอบรับที่ไม่ดีนักกับเลือดของเขา

 

ในฐานะเฟียร์บอล์กบอร์น เลือดของเขาเป็นพิษกับนาง – เท่าๆกับที่เลือดของเฟียร์บอล์กบอร์นทุกตนเป็นพิษสำหรับแวมไพร์ มีข้อยกเว้นเพียงหนึ่ง คือเด็กๆนั้นรับเลือดจากพ่อแม่ เลือดเหล่านั้นที่ก็จะเป็นพิษกับพวกเขาเหมือนกันหากโตเต็มวัยแล้ว...แน่นอนว่ายกเว้นจะได้รับเลือดมาตั้งแต่วัยเด็กต้นๆ มันซับซ้อน แต่เท่าที่ซัลรู้ เลือดของเฟียร์บอล์กเพียงอย่างเดียวที่แวมไพร์สามารถทานได้อย่างปลอดภัยมีเพียงโลหิตของผู้ที่เลี้ยงดูพวกเขามาเท่านั้น

 

ดังนั้นซัลไม่อาจเสี่ยงใช้โลหิตของเขาในการรักษาสภาพแม่แวมไพร์ไว้ ถ้าหากมันเข้าสู่ร่างของนาง นางจะตายเพราะมันเป็นพิษ

 

สิ่งเดียวที่ซัลสามารถทำได้คือใช้โลหิตของนางเองในการวาดรูนส์ที่เขาจำเป็นต้องใช้ และเขาก็ทำเช่นนั้น เขานำเลือดจากบาดแผลของนางมาวาดรูนส์บนลำคอ ข้อมือและข้อเท้า กระตุ้นรูนส์ให้ทำงาน ใช้พวกสมุนไพรและน้ำยาบนบาดแผล ชั่วขณะหนึ่งดูเหมือนอาการจะดีขึ้น แต่ทันใดนั้นคาถาของเขาก็สลายลงพร้อมเสียงแตกละเอียด หายไปในทันที ซัลสบถใต้ลมหายใจในภาษาแม่ของบิดาเขา – ภาษาพาร์เซล – และพยายามจะกู้คืนรูนส์รักษาสภาพ

 

เขาไม่มีโอกาสนั้น รูนส์เหล่านั้นแตกสลายลงอีกครั้งก่อนที่เขาจะได้ลองกระตุ้นมันดูด้วยซ้ำ

 

ซัลสบถอีกครั้ง เขาลองอีกเป็นครั้งที่สามและเป็นอีกครั้งที่รูนส์เหล่านี้หายไปก่อนที่เขาจะได้ทำอะไรเสียอีก ไม่มีทางปฏิเสธอีกต่อไปแล้ว ซัลปิดตาลง พยายามจะไม่คิดถึงเด็กน้อยที่กำลังอยู่ข้างๆเขาตอนนี้ที่กำลังจ้องมองมารดาอยู่ ปากอมมือเล็กๆไว้ น้ำลายไหลอยู่

 

“ท่าน...รักษา...ไม่ได้...” แม่ของเด็กเริ่มพูด ซัลถอนหายใจ

 

“ใช่” เขาพูดเบาๆ “ข้าขออภัยที่ไม่มีสิ่งอื่นที่ข้าสามารถทำได้เพื่อป้องกันมันอีกแล้ว...”

 

“บุตร...ข้า...” นางเอ่ย จากนั้นก็ตั้งสติ เอื้อมมือันอ่อนแรงของนางไปหาบุตรชาย และซัลก็ดันตัวเด็กน้อยเข้หามารดาจนกระทั่งนางเกาะกุมมือของเด็กชายไว้ได้ เด็กน้อยก้มมองดูใบหน้าของมารดา เข้าใจว่ามีบางสิ่งผิดปกติแต่ไม่สามารถเข้าใจได้ว่ามันคืออะไรกันแน่

 

“หม่าม้า?” เด็กชายถามอย่างไม่แน่ใจ

 

“ผู้รักษา” นางกระหืดหอบ ซัลเบนสายตาไปมองหน้านาง

 

“เจ้าต้องการสิ่งใด คุณผู้หญิง?” เขาถามแผ่วเบาระหว่างที่รู้สึกแย่นักเพียงเพราะว่าเขาไม่สามารถทำสิ่งใดเพื่อช่วยนางได้เลย เขารู้ว่าวันนี้ก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของฝันร้ายอันยาวนานต่อไป

 

แทนคำตอบนางปล่อยมือบุตรชายของนางและคว้ามือซัลมาแทน และก่อนที่เขาจะหยุดนางทัน นางก็ฝังคมเขี้ยวลงบนข้อมือของเขา โลหิตไหลออกจากแผลและซัลก็สะดุ้ง แต่หญิงสาวจับมือเขาเอาไว้แน่นหนา – ด้วยแรงที่มากกว่าที่ซัลคิดว่านางมีเหลืออยู่ – และจากนั้นก็กัดลงบนข้อมือของนางเอง ผสมเลือดของเขาเข้ากับนาง

 

“ดื่มเสีย...บุตร...ข้า...” นางเอ่ยเสียงขาดห้วงและเด็กน้อยก็ทำตาม เคยชินกับการกินผ่านข้อมือของมารดา แต่ว่ามันไม่ใช่ข้อมือของนางที่เด็กน้อยดื่มกิน แต่เป็นข้อมือของซัล ซัลจ้องมองเด็กน้อยตรงหน้า เมื่อเด็กน้อยเริ่มดื่มกินเลือดที่ผสมกันระหว่างของซัลกับมารดา และจากนั้นก็เลือดของซัลเพียงผู้เดียว

 

“อะไรกัน...?!

 

“บุตร...ท่าน...” หญิงสาวเค้นเสียง “อนาสตาเซียส...บุตร...ท่าน...”

 

และจากนั้นดวงตาของนางก็ปิดลง และไม่ขยับเขยื้อนอีกต่อไป กลับกันซัลก้มมองข้อมือของเขาและเด็กชายที่กำลังดูดเลือดเข้าไปอยู่

 

บุตรของเขา?!

 

บุตรของเขา?!

 

เยี่ยม” ซัลพึมพำเป็นภาษาพาร์เซลอย่างประชดประชัน “ข้าอยากจะมีบุตรชายมากจริงๆ - โดยเฉพาะบุตรที่เป็นแวมไพร์เนี่ย!

 

เด็กชาย – อนาสตาเซียส ซัลเดา – ไม่ได้ทำท่าเหมือนว่าเขาเข้าใจสิ่งที่ซัลพูด กลับกันเขาดื่มต่อไปอีกหน่อยและก็หยุด ซัลถอนใจ รักษาข้อมือและจากนั้นก็ฝังใบหน้าตัวเองลงไปที่ฝ่ามือ

 

“และข้าควรทำอะไรกับเจ้าต่อไปนี่?” เขาถามอย่างจนใจ เด็กน้อยมองเขาด้วยดวงตากลมโต

 

“ดาด๊า?” อนาสตาเซียสพูดออกมาในที่สุด เสียงแหลมสูงและเป็นกังวล

 

“อ่าฮะ นั่นคงเป็นข้าแล้ว” ซัลพูดพร้อมทอดถอนใจ จากนั้นเขาก็มองไปยังสตรีที่จากไปแล้ว “ข้าเดาว่าเราคงต้องฝัง...บิดามารดาเก่า...ของเจ้า...”

 

เขาจึงลุกขึ้นยืนและช้อนอุ้มเด็กน้อยขึ้นมา จัดท่าอุ้มดีๆในอ้อมแขนและหันหนีไปจากศพคนตาย โรมนั้นสูญเสียความน่าสนใจไปแล้วระยะเวลาหนึ่งอย่างแน่นอนสำหรับเขา...

 

“กลับบ้านกันเถิด อนาสตาเซียส” เขาเอ่ยกับเด็กน้อยในอ้อมแขน

 

“บ้าน?” เด็กน้อยพูดตาม

 

“ใช่แล้ว บ้าน กลับไปยังบริททาเนีย”

 

“หม่าม้า?” เด็กชายถามอย่างไม่แน่ใจ

 

“หม่าม้าตายแล้ว อนาสตาเซียส หม่าม้าและดาด๊าอยู่บนสวรรค์แล้ว พวกเขาจะไม่กลับมาอีก”

 

“สวรรค์?

 

ซัลถอนหายใจอีกคราและชี้ไปยังฟากฟ้ายามทิวา

 

“ยามค่ำคืนเจ้าอาจจะได้เห็นพวกเขาบนนั้น มองลงมายังเจ้า เฝ้ามองเจ้าจากตรงนั้น” เขาพูดกับเด็นน้อย “เจ้าแค่ต้องมองหาดาวที่สว่างที่สุดบนฟากฟ้า”

 

เด็กน้อยไม่ได้ตอบแต่ซุกใบหน้าของตัวเองเข้ากับลำคอของซัล ซัลมั่นใจว่าเด็กชายยังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ เขาเดาว่าเด็กน้อยเองเพิ่งจะอายุได้สี่ห้าขวบเท่านั้น – เด็กเกินกว่าจะเข้าใจสิ่งที่เรียกว่าความตาย

 

ถึงอย่างนั้น เขาก็ดูจะเข้าใจว่าบิดามารดานั้นไม่อยู่แล้ว ซัลมั่นใจว่าเด็กน้อยจะเศร้าหมองอีกไม่นานต่อจากนี้

 

ซัลถอนหายใจอีกรอบ จากนั้นก็ก้าวเท้าเดินต่อไป บางทีเขาควรจะมองหาบ้านใกล้ๆกับแถวนี้ไปก่อนหลายปีจนกว่าเด็กน้อยจะโตพอที่จะเดินทางกลับไปยังบริททาเนีย...

 

ในท้ายที่สุด ซัลก็ลงหลักปักฐานที่หมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่งในป่าดำบริเวณประเทศเยอรมนี ที่พักเป็นที่เล็กๆและทำด้วยเวทมนตร์ แรกๆชาวบ้านนั้นไม่ไว้วางใจเขา อนาสตาเซียสยังเด็กเกินกว่าจะทำเหมือนเป็นมนุษย์และชาวบ้านก็เว้นระยะห่างกับพวกเขาในช่วงแรก กังวลเกี่ยวกับ แวมไพร์ทั้งสอง มันใช้เวลาเกือบสามปีกว่าพวกเขาจะเข้าใจ ว่าแท้จริงแล้วซัลไม่ใช่แวมไพร์และพวกเขาไม่จำเป็นต้องเกรงกลัวแวมไพร์เด็กเพราะว่ามันจะไม่ออกล่าจนกว่าจะอายุได้สามสิบปี กว่าจะถึงตอนนั้น ซัลจะเป็นแหล่งอาหารเดียวของเขา

 

ซัลเองก็ต้องทำตัวให้ชินกับการให้เลือดแก่เด็กน้อย โลหิตเป็นสสารที่ทรงพลังและปกติดรูอิดจะไม่มอบให้ใครง่ายๆ ในการจะป้อนโลหิตแต่บุตรชายของเขานั้นเป็นเรื่อง...ไม่สบายใจในแรกเริ่ม - โดยเฉพาะเมื่อซัลถูกสอนมาว่าสามารถทำอะไรกับโลหิตได้บ้างและอะไรจะเกิดขึ้นเมื่อมีคนนำโลหิตของเขาไปใช้เพื่อประโยชน์ของตัวเอง

 

เมื่อเวลาผ่านไป ชาวบ้านก็เริ่มยอมรับซัลและอนาสตาเซียสมากขึ้น ในวันที่ซัลรู้ว่าพวกเขาได้รับการยอมรับ เป็นวันที่ซัลได้รู้ถึงนามสกุลที่ชาวบ้านตั้งให้

 

“แซงกวินิส!” หนึ่งในพวกเขาเรียกซัล “ซัล แซงกวินิส! รอประเดี๋ยว!

 

ซัลหยุดเดินในรอบนี้ หันไปมองชาวบ้านคนนั้น

 

“แซงกวินิส?” เขาถาม “แห่งโลหิต?

 

พวกเขาเรียกเขาว่า แห่งโลหิตในภาษาละตินหรือ?!

 

ชายคนนั้นยักไหล่

 

“ทุกคนเรียกเจ้าและบุตรของเจ้าเช่นนั้น” ชายคนนั้นตอบ มันเป็นครั้งแรกเช่นกันที่มีคนอื่นเรียกอนาสตาเซียสว่าเป็นบุตรชายของซัล “ข้าเรียกเพื่อจะบอกว่ามีประชุมหมู่บ้านในอีกสามคืน เจ้าจะไปหรือไม่?

 

จากนั้นมา ซัลและอนาสตาเซียสก็กลายเป็น แซงกวินิสในใจของชาวบ้าน ชาวบ้านนั้นเริ่มติดต่อสื่อสารกับพวกเขา แต่ซัลรู้ว่าเดี๋ยวพวกเขาก็จะจากไปในอีกไม่กี่ปี อนาสตาเซียสจำเป็นต้องออกไปท่องโลกก่อนที่เขาจะโตพอที่จะออกล่าได้เอง ซัลจะไม่ยอมเลี้ยงให้เขาหวาดกลัวมนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่นๆเช่นเดียวกับที่แวมไพร์อื่นๆเป็น พวกเขายังคงอยู่ ณ ที่แห่งนั้นไปอีกสิบปีกระทั่งอนาสตาเซียสโตพอจะออกเดินทางไปกับเขา

 

พวกเขาท่องไปในยุโรปสักพักหนึ่งจนซัลตัดสินใจเมื่ออนาสตาเซียสอายุได้ยี่สิบ - แม้จะยังดูเหมือนหนุ่มรุ่นอายุสิบห้าอยู่ก็ตามเพราะแวมไพร์ใช้เวลาสี่สิบปีกว่าจะเติบใหญ่ – ว่าจะพาบุตรชายไปยังสถานที่ที่ซัลจากมา...

 

และเพราะอย่างนั้นซัลก็เลยกลับมาบ้านที่บริททาเนีย

 

กลับสู่บ้านและกลับมาอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งของก็อบลินและพ่อมด ซัลไม่เข้าใจจริงๆว่าทำไมสองชาติพันธุ์นี้ถึงมาสู้กันอีกแล้ว ตอนที่เขาจากไปพวกเขาก็เพิ่งจะสงบศึกกัน - ตอนนี้ แค่ห้าร้อยปีผ่านไป – พวกเขาก็สู้กันอีกแล้ว

 

ซัลเห็นแล้ว เขาเดินทางผ่านสนามรบที่เหล่าคนเจ็บร้องคร่ำครวญ ดังนั้นซัลก็เลยทำในสิ่งที่เขาทำทุกครั้งที่ผ่านสถานที่แบบนี้ เขาหยุดและให้ความช่วยเหลือ รักษาพวกก็อบลินและพ่อมด ไม่สนใจว่าพวกเขาสู้กันด้วยสาเหตุใดในครานี้ เขาสอนศาสตร์การรักษาบางส่วนให้แก่บุตรชาย – รู้อยู่เต็มอกว่าบุตรของเขาไม่ได้สนใจวิชาชีพนี้อย่างจริงจัง แต่เขาก็รู้ว่าการรู้วิชารักษาเป็นสิ่งสำคัญ หลังจากที่ได้รักษาเหล่านักรบจากทั้งสองฝั่งเรียบร้อยเขาก็จากมา ไม่สนใจจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับความขัดแย้งนี้ – โดยเฉพาะเมื่อยังต้องดูแลอนาสตาเซียสอยู่...

 

แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่า เขาจะไม่มีทางเลือก

 

ซัลและอนาสตาเซียสเดินมาเจอกับการต่อสู้ระหว่างก็อบลินและพ่อมดกลางไพร พวกก็อบลินมีจำนวนน้อยกว่า มีนักรบอยู่เพียงสาม พยายามจะปกป้องสตรีสี่และเด็กเจ็ด พวกผู้วิเศษ - ผู้รุกราน – มีอยู่ถึงยี่สิบและดูหมายมั่นที่จะสังหารเหล่าก็อบลินให้สิ้น

 

ซัลถอนใจ

 

“รออยู่นี่ก่อน อนา” เขาบอกแก่บุตรชาย “ข้าจะไปจัดการเรื่องนี้”

 

“แต่ว่า...”

 

“ไม่มีแต่ อนาสตาเซียส” ซัลขัดเงียบๆ “ตราบใดที่ข้ายังเป็นคนให้โลหิตเจ้าอยู่เจ้าก็ทำในสิ่งที่ข้าบอกเสียเถิด เข้าใจหรือไม่?

 

เด็กหนุ่มมุ่ยหน้ามองเขา ต่อต้านแบบเด็กวัยรุ่น แต่ก็พยักหน้ารับในที่สุด

 

ซัลนวดหน้าผาก พยายามจะไม่ให้เกิดอาการปวดหัว จากนั้นก็เก็บของไว้ในพุ่มไม้ ซ่อนตัวอนาสตาเซียสไว้และเดินเข้าไปในที่โล่งที่เกิดการต่อสู้ขึ้น

 

มือซ้ายของเขาเอื้อมไปยังมีดสั้นที่ก็อบลินทำให้ของเขา อีกมือหนึ่งกระชับด้ามไม้คทาเอาไว้

 

“ไม่คิดว่าการต่อสู้เช่นนี้ไม่ยุติธรรมไปสักหน่อยหรือ?” เขาถามอย่างเยือกเย็น และจ้องเขม็งไปยังเหล่าผู้วิเศษ

 

“อย่ามายุ่ง คนต่างถิ่น” หนึ่งในผู้วิเศษกล่าว พูดด้วยสำเนียงหนักๆที่เกือบทำให้ฟังไม่เข้าใจ

 

ซัลคิดว่าไม่ใช่ว่าผู้วิเศษนั้นพูดด้วยสำเนียงแปลกๆหรอก - ซัลต่างหาก ดูเหมือนภาษาจะพัฒนาไปอีกแล้ว...

 

ซัลถอนหายใจอีกครั้ง เป็นอีกภาษาที่ต้องปรับให้ทันสมัยเสีย...

 

เอาล่ะ ตอนนี้เขาไม่มีเวลามาทำอย่างนั้น ดังนั้นก็ต้องใช้ทักษะที่มีไปก่อน

 

“ข้าคงต้องเข้ามายุ่งในเมื่อพวกเจ้ากำลังปฏิบัติตัวต่อเพื่อนสิ่งมีชีวิตที่ชาญฉลาดเช่นนั้น” เขาโต้ตอบ พยายามจะเลียนแบบคำพูดของผู้วิเศษ

 

“ดูเหมือนเจ้าจะพลาดไป” อีกคนกล่าว “ที่ประชุมของเหล่าลอร์ด[1]ตัดสินว่าพวกมันนั้นต่างจากเรา เราเหนือกว่าพวกมัน – เรามีสิทธิ์ที่จะทำเช่นไรก็ได้กับพวกมันอย่างที่เราต้องการ!

 

“อืม...ถ้าหากเป็นเช่นนั้น” ซัลพูด ปกปิดโทสะไว้เบื้องหลังถ้อยคำประชดประชัน “งั้นข้าก็จะปฏิบัติต่อสิ่งมีชีวิตที่ต้อยต่ำกว่าข้าอย่างที่ข้าต้องการด้วยแล้วกัน”

 

เขาไม่ได้ลำบากใช้คาถาอะไรมากมาย กลับกันเขาแค่เขียนสัญลักษณ์ออกมาสี่ตัว – สองในสี่เป็นรูนส์นอร์ส หนึ่งเป็นเฮียโรกลิฟของอียิปต์ และอีกหนึ่งเป็นสัญลักษณ์มายา – บนพื้นโลกตรงหน้าเขาและส่งมันไปยังพวกตัวปัญหา

 

พวกผู้วิเศษไม่รู้ว่าเจอเข้ากับอะไร ชั่วขณะหนึ่งพวกเขายังยืนยั่วยุพวกก็อบลินอยู่เลย ขณะต่อมาพวกเขาก็ลอยผ่านอากาศไป ถูกยึดเข้าไว้กับต้นไม้ในป่าเป็นการกักขัง

 

ซัลกวาดตามองพวกมัน ดวงตาเย็นเยียบประหนึ่งความตาย

 

“ข้าคิดว่าข้าชอบแฮะ การทำอย่างไรก็ได้กับพวกชั้นต่ำเช่นพวกเจ้าเนี่ย” เขาเอ่ยอย่างเยือกเย็น พวกผู้วิเศษจ้องเขาอย่างไม่อยากเชื่อ

 

“เจ้า...เจ้ากำลังทำอะไร?!” หนึ่งในพวกนั้นละล่ำละลัก “พวกเรามิใช่สิ่งมีชีวิตชั้นต่ำ - พวกมันต่างหาก!” เขาพยายามจะชี้ไปยังพวกก็อบลินแต่ก็ทำไม่ได้เพราะว่าพวกต้นไม้ที่กำลังกักขังเขาเอาไว้

 

“โอ้ – เจ้ามิใช่หรือ?” ซัลถามเสียงหวานเจี๊ยบ “ข้าคิดว่าพวกเจ้าต้อยต่ำกว่าข้า – เจ้ามิใช่ลอร์ดใดๆ และเมื่อเป็นเช่นนั้นเจ้าก็ควรจะต้อยต่ำกว่าข้าสิ” ใช่ว่าถึงพวกมันเป็นลอร์ดก็จะไม่ต่ำต้อยกว่าเขา ในเมื่ออย่างไรก็ตามเขาเป็นบุตรชายของอาเธอร์ เพนดราก้อน...แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นที่ซัลกำลังชี้ให้เห็นดังนั้นเขาเลยแค่จ้องพวกผู้วิเศษและพวกมันก็ตัวสั่นเทาเมื่อตกอยู่ภายใต้สายตาสีเขียวเรืองรองราวกับความตาย

 

“แน่นอน การเป็นข้านั้น แม้แต่ลอร์ดธรรมดาๆยังต้อยต่ำกว่าข้าเลย” ซัลตัดสินใจบอกเพิ่มเข้าไปแค่เพราะว่าเขาทำได้เท่านั้นแหละ “เพราะฉะนั้น – ช่วยไปบอกเหล่าลอร์ดของพวกเจ้าทีว่าสายตระกูลของโอลด์นั้นปฏิเสธที่จะทำงานร่วมกับพวกเขา เอมรีส์ฝากแสดงความห่วงใยไปด้วย” จากนั้นเขาก็หันไปทางเหล่าก็อบลิน

 

พี่น้องร่วมเผ่า! มีผู้ใดบาดเจ็บหรือไม่?” เขาถามในภาษาก็อบเบิลดี้กุก สายตาของพวกก็อบลินเปลี่ยนไปทันที จากนั้นหนึ่งในพวกเขาก็ก้าวออกมาข้างหน้าเขา ยังคงชี้อาวุธมาทางซัลอยู่

 

นี่เกี่ยวอะไรกับเจ้า คนแปลกหน้า?” เขาถามในภาษาก็อบเบิลดี้กุกด้วยสำเนียงเต็มขั้น ซัลถอนหายใจและคิดในใจว่านี่เป็นอีกหนึ่งภาษาที่ต้องมาเรียนรู้เพิ่ม

 

ข้าเป็นผู้รักษา ดังนั้นข้าก็ต้องข้องเกี่ยวอยู่แล้ว” เขาตอบโดยใช้ธรรมเนียมของทางก็อบลินในการตอบ

 

แต่เจ้าเองก็เป็นผู้วิเศษเช่นเดียวกัน” ก็อบลินโต้ตอบ “ผู้รักษาของพวกมันไม่มีหลักการปฏิบัติเดียวกับผู้รักษาก็อบลิน

 

ซัลรู้ว่าปกติก็อบลินตนนี้นั้นพูดถูก – แต่ซัลเองก็ไม่เคยปกติอยู่แล้ว

 

ข้าไม่ใช่เพียงผู้วิเศษทั่วไป ข้าเป็นสหายของเหล่าก็อบลิน เป็นพี่น้องร่วมเผ่า” เขาบอก “ข้าร่วมต่อสู้กับก็อบลินเมื่อห้าร้อยปีก่อน เกือบจะสละชีวิตเพื่อรักษาผู้นำเผ่าพันธุ์ของพวกท่าน ข้าไม่ใช่พวกไร้ศักดิ์ศรีเช่นพวกที่เจ้าเรียกว่าผู้วิเศษนั่น

 

เช่นนั้นเจ้าจะบอกว่าเจ้าต่างจากพวกนั้น?” ก็อบลินตรงหน้าถาม ยังคงกำอาวุธไว้แน่น

 

ข้าไม่ได้เกิดมาเป็นผู้วิเศษ” ซัลบอกความจริง “บิดาของข้าเป็นดรูอิด เป็นเฟียร์บอล์กบอร์น มารดาข้าก็เป็นหนึ่งในเหล่าโอลด์ ข้าไม่อาจเรียกตัวเองว่าเป็นผู้วิเศษได้ด้วยเชื้อสายเช่นนี้ ข้าเรียกตนเองว่าเฟียร์บอล์กบอร์น

 

ซัลหวังว่าคำตอบของเขาจะเพียงพอ เขาไม่แน่ใจว่าพวกสัตว์วิเศษจะยังเรียกตัวเองว่า เฟียร์บอล์กอยู่หรือไม่ แต่ว่ามันก็เป็นคำที่ซัลได้เรียนรู้มาและเขาคงไม่เปลี่ยนวิธีการเรียกตนเองตราบใดที่เขายังสามารถใช้มันได้อยู่

 

เจ้ามีนามหรือไม่ คนแปลกหน้า?” ก็อบลินถามมาและซัลก็ลอบถอนใจอย่างโล่งอก การถูกถามชื่อแปลว่าก็อบลินตรงหน้าพิจารณาแล้วว่าคำพูดชองเขาอาจจะเป็นความจริง

 

ข้าคือซัลวาซาฮาร์ เอมรีส์” เขาตอบ จากนั้นก็หันไปขยิบตาให้ลูกชาย “นี่คือบุตรบุญธรรมของข้า อนาสตาเซียส แซงกวินิส ข้ามีนามก็อบลินอีกด้วย ผู้นำเผ่าพันธุ์ของเจ้าตั้งชื่อให้ข้าว่ามอร์กานาธ[2]

 

ตอนนี้ก็อบลินที่ก่อนหน้านี้มองไปยังลูกชายของเขาจ้องมองเขาอย่างเปิดเผยแล้ว ในสายตาเต็มไปด้วยความหวังและความไม่อยากเชื่อ

 

นามของผู้นำเผ่าพันธุ์ที่ตั้งชื่อให้ท่านคืออะไรและบุตรของเขาได้ให้อะไรท่านไว้เมื่อท่านจากไป?” ตัวแทนของเหล่าก็อบลินถาม เสียงของเขาเข้ม เต็มไปด้วยความหวัง

 

นามของเขาคือกริงกูด์” ซัลตอบ “บุตรของเขาเวย์แลนด์ได้มอบห้องนิรภัยหนึ่งในธนาคารของเจ้าและสิ่งเหล่านี้มา” เขาดึงมีดสั้นเล่มหนึ่งออกมาและแสดงให้เห็น หันส่วนปลายแหลมลงหาพื้นโลก

 

ตัวแทนก็อบลินเอื้อมมือมาและซัลก็มอบมีดสั้นให้ ดวงตาที่เชี่ยวชาญมองไปยังใบมีดบางสั้นที่ซ่อนอยู่ภายใต้เงาที่มันสร้างขึ้นเอง ฝ่ามือของก็อบลินไล้ใบมีดและนามที่ถูกสลักบนนั้น

 

จากนั้นเขาก็คืนมีดเล่มดังกล่าวมา

 

ข้าขอขอบคุณ มอร์กานาธ” เขากล่าวออกมาในที่สุด “ข้าคือแรกนัค แรกนาธ เวย์แลนดาธ กริงกูดาธ เป็นท่านปู่ของข้าเองที่มอบคมมีดเหล่านี้ให้กับท่าน ยามนี้ข้าเป็นผู้นำเผ่าพันธุ์นี้ และนี่คือครอบครัวของข้า น้องชายข้า น้องสาวข้า และภรรยาข้ากับภรรยาพี่น้องของข้ารวมถึงลูกๆ ข้าขอต้อนรับท่านกลับสู่เผ่าพันธุ์และในฐานะพี่น้องร่วมเผ่า ข้าขอความช่วยเหลือจากท่าน

 

ข้าขอขอบคุณ แรกนัค” ซัลตอบกลับและก้มหัวให้เล็กน้อย แล้วเขาก็มองสำรวจก็อบลินที่เหลือ

 

เช่นนั้น...มีใครบาดเจ็บหรือไม่?” ซัลถามคำถามอีกครั้ง

 

บุตรชายข้า” ตัวแทนเหล่าก็อบลินบอก “แต่ข้ากลัวว่าท่านจะไม่สามารถช่วยเขาได้ บาดแผลของเขาสาหัสเกินไป

 

ให้ข้าเป็นผู้ตัดสินเองเถิด” ซัลบอก

 

ก็อบลินที่เหลือแลกเปลี่ยนสายตากัน จากนั้นก็เปิดทางให้ซัลเดินไปสู่เด็กน้อยผู้หนึ่งที่ถูกปกป้องโดยคนที่เหลือทั้งหมด เขานอนราบอยู่กับพื้น โลหิตไหลซึมจากบาดแผลลึกตรงหน้าท้อง ซัลมองเห็นอย่างชัดเจนว่าอวัยวะภายในถูกแทงทะลุด้วย นี่เป็นสิ่งที่ผู้รักษาที่เป็นพ่อมดธรรมดาไม่อาจรักษาได้ แม้กระทั่งผู้รักษาก็อบลินเองก็ยังต้องยอมแพ้ให้กับบาดแผลเหล่านี้

 

แต่ซัลไม่ใช่ทั้งคู่ เขามีประสบการณ์หลายร้อยปี เขาไม่ได้มั่นใจนักว่าจะสามารถรักษาเด็กชายได้ แต่เขามั่นใจว่าถ้าหากจะมีใครทำได้ ก็คงจะเป็นเขานี่แหละ

 

มันจะเป็นการยาก แต่ข้าอาจรักษาเขาได้” เขาพูดในที่สุดระหว่างที่เสกเรียกย่ามออกมาโดยไม่ได้ละสายตาไปจากบาดแผลฉกรรจ์ของเด็กชาย “ข้าไม่อาจให้คำสัญญาใดๆ แต่ให้ข้าลองดูเถิด

 

คราวนี้เขามองเห็นความหวังในดวงตาของก็อบลินผู้เป็นพ่อได้อย่างชัดเจน ซัลมองดูบุตรชายของตนเองที่ยืนอยู่เก้อๆกลางพื้นที่เปิดแล้วทำท่าทางให้เขาไปเอาของๆซัลมา อนาสตาเซียสไปทำอย่างที่เขาบอกและซัลก็เบนสายตาไปหาแรกนัค

 

แผลมันลึกมาก มอร์กานาธ” แรกนัคเอ่ยในจังหวะนั้น ในใจมีความสงสัย “ภรรยาข้าเป็นผู้รักษา – แม้แต่นางเองยังไม่สามารถ...

 

ข้าเพียงแค่ขอลองดูเท่านั้น ไม่มีสิ่งอื่นใด” ซัลตอบ แรกนัคมองไปที่บุตรชายผู้นอนรอความตายของเขา และจากนั้นก็มองไปยังซัล

 

เช่นนั้น มอร์กานาธ เอาเถิด ไม่มีประโยชน์ที่จะไม่ให้ท่านลองดู

 

ซัลพยักหน้า รับของจากมือของบุตรชายและค้นหาสมุนไพรที่ต้องการ แล้วเขาก็หันไปยังบริเวณตรงกลางของพื้นที่โล่ง วาดรูนส์ เฮียโรกลิฟและสัญลักษณ์ต่างๆลงบนพื้นอย่างเร่งรีบ ตามด้วยวงกลม ห้าเหลี่ยมและเส้นต่างๆ โบกคทาเพียงครั้งก็แปลงพื้นโลกให้กลายเป็นเตียงหินสำหรับพิธีกรรม

 

หลังจากนั้นเขาก็หันหลังกลับและอุ้มเด็กน้อยขึ้นจากพื้นไปยังเตียงหินและวางเขาลง เมื่อบรรดาญาติเดินเข้ามาใกล้ ซัลก็หยุดพวกเขาก่อนที่จะได้เดินเข้ามาในวงแหวนชั้นนอก

 

อย่าเข้ามาในเขตรูนส์ป้องกัน” เขาบอก “ข้าไม่อาจให้ใครมาทำให้มันปนเปื้อนได้

 

เหล่าญาติตอบสนองโดยการกระโดดไปข้างหลังสองก้าว มองไปยังวงแหวนและรูนส์ตรงหน้า

 

มันคืออะไร?” แรกนัคถาม

 

การรักษาโดยใช้พิธีกรรม” ซัลตอบคำถามนั้น “ข้าไม่มั่นใจว่ายังมีคนใช้มันอยู่หรือไม่ แต่นี่จะช่วยข้าในการนี้

 

พิธีกรรมศาสตร์มืดหรือ?” แรกนัคถามอย่างลังเล

 

ไม่ใช่ศาสตร์มืด” ซัลบอก “ข้าไม่ได้สังหารสิ่งใดเพื่อกระทำมัน เวทมนตร์ของพิธีกรรมไม่เคยเป็นเพียงแค่ศาสตร์มืดมาแต่ไหนแต่ไร มันมีด้านสว่างและด้านมืดของทุกสิ่งเสมอมา

 

จากนั้น เขาก็กระตุ้นวงแหวนรูนส์ เวลาในวงแหวนชั้นในหยุดลง รวมถึงการไหลของโลหิตจากบาดแผลของเด็กชายด้วย วงแหวนวงนอกฆ่าเชื้อโรคและอีกวงใช้ดุลการไหลของเวทมนตร์ เพื่อที่เวทมนตร์เหล่านั้นจะไม่มารบกวนพิธีกรรมที่เขาจะทำต่อไป ซัลหันไปสนใจพวกสมุนไพรและน้ำยา เขาหยิบอย่างละหนึ่งออกมาจากกองของ

 

นี่คือน้ำยานอนหลับ” เขาบอกเด็กชาย “และนี่คือสมุนไพรที่ใช้ยับยั้งความเจ็บปวด” มือชูสมุนไพรที่ว่าขึ้น “เคี้ยวสมุนไพรนี่และดื่มน้ำยาเสีย หลังจากนั้นเจ้าจะไม่รู้สึกสิ่งใดและจะหลับไปเท่านั้น

 

เขารู้ว่าสูตรผสมนี้อันตรายแต่ว่าคลังของเขามีจำกัดและนั่นคือที่ดีที่สุดที่เขาคิดออกแล้ว

 

เด็กชายทำตามที่เขาบอกและไม่ถึงนาทีต่อมาตาของเขาก็ปิดลง

 

ซัลรออีกถึงห้านาทีเพื่อให้มั่นใจว่าเด็กชายหลับไปแล้วจริงๆและไม่รู้สึกอะไรอีก แล้วเขาก็หยิบมีดสั้นเล่มหนึ่งและปาดข้อมือตัวเอง โลหิตไหลออกมาและหยดลงบนพื้น วงแหวนถัดจากวงแหวนต่างส่องสว่างขึ้นมา

 

แล้วซัลก็เขียนรูนส์บางตัวลงไปด้วยเลือดของเขาเองอย่างบรรจงบนหน้าผากของเด็กชาย เหมือนกับที่ทำบนข้อมือและข้อเท้าของเขา จากนั้นเขาก็เขียนรูนส์ตัวเดียวกันบนหน้าผาก ข้อมือและข้อเท้าของเขาเองเช่นกัน

 

หลังจากนั้นเขาก็ปิดบาดแผลบนข้อมือและเริ่มบทสวด

 

รูนส์เหล่านั้นเรืองแสงขึ้นมา

 

ชั่วขณะหนึ่งพื้นที่นี้ก็สว่างราวกับเป็นเวลากลางวัน จากนั้นมันก็จางลงเหลือเพียงแสงสีแดงอ่อนๆ

 

เด็กชายจะขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งของซัลแล้วตอนนี้ มันจะเหนื่อยแต่ว่ามันเชื่อมต่อวิญญาณของเด็กชายเข้ากับร่างของเขา – และนั่นเป็นสิ่งเดียวที่สำคัญในตอนนี้

 

ซัลหายใจเข้าลึก รออีกสองนาทีและเริ่มทำความสะอาดบาดแผล มันน่าสยดสยอง – และเป็นอันตรายกว่าที่มันดูเหมือนจะเป็น ซัลต้องระดมความรู้ที่มีในสมองเพื่อเริ่มสมานรอยฉีกของอวัยวะ คอยระวังเรื่องการไหลเวียนของเวทมนตร์ไปด้วยระหว่างที่คอยสมานรักษาอวัยวะต่ออวัยวะ บางครั้งก็หยุดเพื่อทำให้มั่นใจว่าการไหลเวียนของเวทมนตร์ในร่างกายตามธรรมชาติของก็อบลินน้อยจะยังไม่ถูกรบกวน

 

บางคราเขาก็ชะงักไปเพื่อจะนึกว่าอวัยวะแต่ละชิ้นเชื่อมต่อกันอย่างไรหรือว่ามีรูปร่างเช่นไร

 

รูนส์ เฮียโรกลิฟ สัญลักษณ์ต่างๆผสมผสานกับคาถาหลากภาษา สมุนไพรและน้ำยาค่อยๆสมานอวัยวะต่างๆ ในที่สุดอวัยวะชิ้นสุดท้ายก็กลับมามีรูปร่างอย่างที่ควรจะเป็นแล้ว

 

ซัลสูดหายใจเข้าลึกอีกครั้ง แล้วเขาก็เสกเข็มขึ้นมาเล่มหนึ่งและฆ่าเชื้อโรคในเปลวไฟที่เขาเสกขึ้น จากนั้นจึงเริ่มกระบวนการที่ยากลำบากในการเย็บปิดปากแผลด้านนอก เขารู้ว่ามันมีคาถาในการสมานบาดแผลเช่นนี้ แต่เขาไม่กล้าใช้มัน มันจะรบกวนคาถาที่เขาใช้ในการสมานอวัยวะภายใน – และนั่นเป็นสิ่งที่เขาไม่อาจเสี่ยง

 

เด็กชายจะต้องอยู่ไปกับแผลเป็นที่ใหญ่ แต่มันก็ดีกว่าตายลงไป และบางทีซัลอาจสมานแผลโดยใช้เวทมนตร์ให้ก็ได้หลังจากที่อวัยวะภายในหายดีแล้ว ตอนนี้มันต้องรักษาเองโดยธรรมชาติไปเสียก่อน

 

เขาทำความสะอาดปากแผลที่ถูกเย็บปิดและพันผ้าพันแผล จากนั้นก็ค่อยๆทำลายวงแหวนพิธีกรรมและรูนส์บนหน้าผาก ข้อมือและข้อเท้าของเด็กน้อย จึงค่อยลบมันออกจากตัวเขาเองด้วย โลหิตที่ใช้วาดเรืองแสงอยู่อีกชั่วขณะแล้วจึงหายไปกลายเป็นเกล็ดสีแดงวิบวับ ลอยไปตามสายลม

 

เข้ามาได้แล้ว” เขาบอกครอบครัวก็อบลินรอบๆ จบคำ พวกเขาก็วิ่งเข้ามา มารดาของเด็กน้อยเอื้อมมือเข้าไปหาบุตรแต่ก็ชะงักไปก่อนจะได้แตะต้องตัวเขา

 

เขาเป็นเช่นไรบ้าง?” นางถาม ความหวาดหวั่นเจือมาในน้ำเสียง ซัลเปิดปากจะตอบคำถามแต่ก็ทำเพียงแค่ยิ้มกว้าง

 

เหตุใดไม่ลองถามเขาดูเองเล่า?” เขาถามกลับและคลี่ยิ้มให้กับเด็กน้อยที่เพิ่งจะลืมตาขึ้นมา “รู้สึกอย่างไรบ้าง เด็กน้อย?

 

แปลกๆขอรับ” เด็กชายตอบ “ข้าไม่รู้สึกเจ็บ แต่มันรู้สึกแน่นๆตรงเอว

 

นั่นเป็นผ้าพันแผลกระมัง” ซัลตอบพลางหัวเราะน้อยๆ “ข้าไม่อาจสมานปากแผลให้เจ้าได้เพราะข้าเกรงว่ามันจะไปรบกวนส่วนที่รักษาไปแล้วสำหรับภายใน คงต้องให้มันหายเองตามธรรมชาติเอา ข้าเสียใจด้วยในส่วนนี้

 

แต่เขาจะมีชีวิตอยู่ใช่ไหม?” แรกนัคถามเต็มไปด้วยความหวัง

 

อืม เขาก็ตื่นแล้วและก็ดูสบายดี – ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วล่ะก็ ใช่ เขาจะมีชีวิตอยู่ต่อไป” ซัลตอบ แต่บอกข้าหน่อย บุตรของเจ้าบาดเจ็บเช่นนี้ได้อย่างไรกัน?

 

เราอาศัยอยู่แถวนี้” แรกนัคตอบ “บุตรข้าก็เล่นอยู่ตรงนี้ ข้าไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ข้ารู้ว่าเชาไม่ได้กลับมาบ้านในยามที่เขาควรกลับดังนั้นข้าและครอบครัวจึงออกตามหาเขา เขาบาดเจ็บเช่นนั้นไปแล้วเมื่อเราพบเขา ภรรยาข้าพยายามจะรักษาเขาในตอนนั้นเองที่พวกเศษสวะนี่โผล่มาและล้อมเราไว้ แล้วท่านก็มา - นั่นคือทั้งหมดที่ข้ารู้

 

พวกมันโผล่มาและทำร้ายข้าตอนที่ข้าออกมาเล่น” เด็กชายบอก “พวกมันไว้ชีวิตข้าไว้ – คิดว่ามันคงวางแผนจะรอให้ครอบครัวข้ามาออกตามหาเพื่อฆ่าเราทั้งหมดทีเดียว” ประโยคของเขาดูเคร่งขรึมและดูโตกว่าอายุจริงนัก

 

สำหรับซัลแล้วเด็กน้อยก็อบลินผู้นี้เป็นอีกคนที่เติบโตเกินวัย เขาทอดถอนใจ เกลียดมันมาก เด็กน้อยควรจะยังคงเป็นเพียงเด็กน้อยอยู่ – พวกเขาควรจะสามารถเล่นสนุก ได้หัวเราะ และได้ใช้ชีวิต พวกเขาไม่ควรถูกทำร้ายระหว่างที่ออกไปเล่นหรือว่าหวาดกลัวว่าจะมีคนจะมาพรากชีวิตตัวเองไป...

 

เขาถอนตัวเองออกจากความคิดนี้และตั้งสมาธิกับปัจจุบันแทน

 

อืม – พวกมันจะไม่ทำเช่นนี้อีก ข้ามั่นใจ” เขาเอ่ยอย่างสงบ มองไปยังพวกผู้วิเศษที่ถูกจับ ในขณะที่พวกมันมองเขาด้วยความกลัวในสายตา “เมื่อพวกมันถูกปล่อยออกไปจากที่นี่ในท้ายที่สุด พวกมันจะไม่แม้แต่จะคิดทำร้ายใครอีก

 

ทำไมหรือ?” แรกนัคถาม ตอนนี้หันไปมองพวกผู้วิเศษ “ท่านทำอะไร? ข้าคิดว่าท่านแค่จับพวกมันไว้เท่านั้น

 

ถูกต้อง” ซัลบอก “พวกมันจะได้ลิ้มรสสิ่งที่พวกมันได้ทำไปในความนึกคิดและร่างกายของพวกมันเองในฐานะเหยื่อเสียก่อนที่ต้นไม้เหล่านั้นจะปล่อยพวกมันไป บทลงโทษของพวกมันจะเริ่มยามฟ้าสาง

 

แรกนัคตัวสั่นระริก

 

โปรดเตือนข้าอย่าได้บังอาจทำให้ท่านบันดาลโทสะ” เขาเอ่ย “ข้าอาจจะเป็นก็อบลิน แต่แม้กระทั่งข้าเองยังปรารถนาให้คมมีดทะลุผ่านท้องดีกว่าจะต้องเจอแบบนี้

 

โอ้ พวกมันจะไม่ตายหรอก” ซัลเสริมความมั่นใจให้แรกนัคอย่างไม่ยี่หระ “แผลที่ควรจะถึงตายจะไม่ทำให้มันตายจริง – แค่จะได้ลิ้มรสความรู้สึกของความตาย ข้ามั่นใจว่าหลังจากที่ได้รู้ถึงสิ่งที่พวกมันได้ทำไว้พวกมันจะยังรอดออกไป – และฝันถึงเรื่องนี้ต่อไปเรื่อยๆทุกราตรีจนกว่าพวกมันจะสำนึกเลยล่ะ

 

แค่ถามถึงดาบของข้าถ้าหากข้าทำให้ท่านไม่พอใจ ข้าจะมอบมันให้ท่านอย่างเต็มใจเพื่อแทงข้าเสีย ได้ไหม มอร์กานาธ?” แรกนัคแสดงความคิดเห็น “มันดีกว่าต้องเจอบทลงโทษนี้จริงๆ

 

ซัลยักไหล่

 

ถ้าเจ้าคิดเช่นนั้น ท่านผู้นำเผ่าพันธุ์” เขาตอบแบบเฉยๆ แล้วหันไปมองเด็กน้อยก็อบลิน

 

เข้าควรพักอยู่บนเตียงไปอีกหลายๆวัน ลุกขึ้นนั่งได้เมื่อมารดาเจ้าคอยช่วย แต่ต้องรอจนกว่าคาถาจะอยู่ตัวและบาดแผลดีกว่านี้

 

แล้วเวทมนตร์ของเขาเล่า?

 

ทันทีที่เขาหาย มันก็ไม่ควรจะมีปัญหา แต่ข้าแนะนำว่าให้เขางดใช้เวทมนตร์ไปสองสัปดาห์ เวทมนตร์ของข้าจะทำปฏิกิริยาถ้าหากเขาลองดู – และนั่นไม่ใช่สิ่งที่เราอยากจะให้เกิดเลย

 

เช่นนั้น ท่านจะทำอะไรต่อไป มอร์กานาธ?” แรกนัคถาม ซัลยักไหล่อีกครา

 

ข้าเพิ่งกลับมายังบริเทน” เขาบอก “ข้าคิดจะอยู่และเรียนภาษาใหม่ มันดูเหมือนจะเปลี่ยนไปเล็กน้อยจากตอนที่ข้าอยู่เมื่อคราวก่อน มันจะใช้เวลาสักหน่อยในการปรับคลังศัพท์ของข้า บางทีข้าอาจจะอยู่ในฐานะผู้รักษา...

 

มาอยู่กับพวกเราก่อนสักสองสัปดาห์ดีหรือไม่?” แรกนัคเอ่ยชวน “ท่านสามารถตัดสินใจในวันพรุ่งนี้ได้ว่าท่านจะทำอะไร...

 

ชั่วขณะหนึ่งซัลคิดว่าจะปฏิเสธข้อเสนอนี้ – แต่เขารู้ว่ามันจะเป็นการดูถูกถ้าทำเช่นนั้น เขาก็เลยตอบตกลงไป

 

แล้วเขาก็เลยมาติดอยู่ระหว่างสงครามเผ่าพันธุ์ของก็อบลินกับผู้วิเศษอีกรอบ ตามหาคนเจ็บในสนามรบ คอยปกป้องเด็กและสตรี ทำงานกับผู้รักษาก็อบลินและเผ่าพันธุ์ของเขา บุตรชายของเขาติดตามไปด้วยทุกหนแห่งราวกับเป็นเงาระหว่างที่เรียนรู้วิธีต่อสู้จากพวกก็อบลิน บุตรชายของเขายังได้พบกับวิชาชีพที่อยากทำ คือบัณฑิตจากความช่วยเหลือของเหล่าก็อบลินและทำงานในหอตำราของพวกเขา ซัลปล่อยให้เขาทำอย่างที่ต้องการ บิดาของซัลเองก็ไม่เคยบังคับให้ซัลทำอาชีพใดๆและซัลเองก็จะไม่ทำเช่นนั้นกับบุตรชายของตนเอง หากอนาสตาเซียสอยากจะเป็นบัณฑิตและใช้ชีวิตอยู่กับกองตำราฝุ่นเขรอะก็ปล่อยให้เขาเป็นไป ซัลจะไม่ห้ามเขา และเมื่อเป็นเช่นนั้นพวกเขาก็ค่อยๆห่างกัน โดยเฉพาะหลังจากอนาสตาเซียสเรียนรู้วิธีล่าเพียงลำพังในที่สุดเมื่อเขาอายุได้สามสิบสองปี หลังจากนั้นอนาสตาเซียสจะกลับมาหาซัลบ้างเป็นครั้งคราวเพื่อรับเลือดจากเขา แต่โอกาสเหล่านั้นก็น้อยลงและเว้นระยะเวลานานขึ้น – โดยเฉพาะเมื่อซัลยุ่งอยู่ในสนามรบและอนาสตาเซียสฝังตัวเองในหอตำรา ทั้งคู่ทำงานของตัวเองระหว่างที่บางครั้งก็อยู่ห่างกันไกลเหลือเกิน

 

ซัลทำงานรักษาไปเรื่อยๆ เหยียบย่ำไปในสนามรบและช่วยเหลือเหล่าก็อบลิน ความช่วยเหลือสุดท้ายจากเขาคือการเป็นคนกลางในการเจรจาสงบศึก แต่นั่นก็เป็นเวลาเกือบสี่สิบปีให้หลังแล้ว

 


To Be Continue

 

Upcoming Chapter: Hooked In A Twisted Way – ติดอยู่ในวิถีอันบิดเบี้ยว

 

 

ช่วงบนตอนเจอกับอนาสตาเซียสตัวเอียงเป็นภาษาพาร์เซลค่ะ น่าจะมีประโยคเดียว แต่หลังๆตอนเจอก็อบลินตัวเอียงเป็นก็อบเบิลดี้กุกภาษาของชนชาติก็อบลินหมดเลย


[1] The Gathering of Lords ที่ประชุมของเหล่าลอร์ด เป็นฟอร์มหนึ่งของสภาผู้วิเศษชั้นสูงก่อนการก่อตั้งกระทรวงเวทมนตร์และสภาวินเซ็นกาม็อตในปัจจุบันค่ะ แสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการด้านสังคมของทางชุมชนผู้วิเศษของทางอังกฤษ เป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งที่ผู้เขียนคิดขึ้นมาประกอบเรื่องค่ะ

 

[2] Morganaadth มอร์กานาธ เราเคยพูดถึงคำว่ามอร์กานาธไปเมื่อนานแล้ว แต่เพิ่งจำได้ว่าลืมบอกความหมายค่ะ คำว่ามอร์กานาธในที่นี่หมายถึงซัล ก็คือบุตรของมอร์กาน่านั่นเองค่ะ อันนี้ต้องขอโทษจริงๆ

แทรกวิธีสังเกตุหน่อย ถ้าจำได้ Morganaadth มอร์กานาธเขียนแบบนี้ค่ะ ส่วนชื่อของแรกนัคนั้น คือ Ragnuk Ragnaadth Vaylandadth Gringoodadth จะเห็นคำว่า -adth ลงท้ายไปหมดเลย เหมือนเป็นการระบุว่าเป็นบุตรใครสืบเชื้อสายมาจากใครนี่แหละค่ะ ตามที่แรกนัคบอกว่าเวย์แลนด์เป็นปู่ของเขานั่นเอง

 

Scholar หรือบัณฑิตที่ว่านี้ ก็คือนักวิชาการนั่นเองค่า ฉลาดๆเนอะ อนาสตาเซียสนี่ยาวๆกันไป เดี๋ยวจะโผล่มาเรื่อยๆ เอาจริงๆโผล่บ่อยกว่าคุณปู่คุณย่าจากตอนที่แล้วอีกค่ะ ตอนนี้เราจะยังไม่ค่อยเห็นนิสัยของอนาสตาเซียสกันเท่าไหร่เพราะยังเด็กอยู่มาก บอกได้แค่ว่าเจอกันอีกครั้งจะบันเทิงกว่านี้ค่ะ ถถถถ


จริงๆมีศัพท์หนึ่งค่ะที่น่าพูดถึง คือคำว่า ward ที่เป็นชื่อตอน ตอนแรกเรานึกว่าม่านพลัง คิดไปคิดมา เอ มันไม่มีพูดถึงม่านพลังแบบม่านพลังฮอกวอตส์เลยนี่หว่า แล้วเราก็อ๋อว่าเขาพูดถึงผู้เยาว์ในปกครองค่ะ เรียกว่า ward เหมือนกัน เขียนเหมือนกันเป๊ะๆ แล้วม่านพลังก็ใช้ ward ได้เพราะเป็นพื้นที่ปกป้องปกครอง นี่ถ้าไม่ได้นึกก่อนลงก็จะแปลผิดไปอีก โป๊ะมากๆ แหะๆ


ตอนนี้ซัลอายุได้ราวๆ 1500 ปีแล้วค่ะ ประมาณ 650+846 ปี อายุเยอะมากโอ๊ยยย


ตอนนี้แปลนานมากเลยค่า เพราะก่อนหน้านี้ยุ่งๆอยู่  บวกกับตอนนี้ออกมาแล้ว 20 หน้าได้ค่ะ //ปาดเหงื่อ บางช่วงถ้าภาษาไม่ลื่นก็ขออภัยด้วยค่ะ แล้วก็ขอโทษด้วยที่ลงช้ากว่าปกติไปอีก นี่เพิ่งแปลเสร็จหกโมงครึ่งค่ะ กว่าจะตรวจคำผิด แก้ประโยคให้ลื่นอีกรอบ ก็เลยเพิ่งได้มาลงนี่แหละค่ะ แหะๆ  ^ ^;


ตอนถัดไปกลับไปหาแฮร์รี่ทามไลน์ปัจจุบันแล้วค่ะ เราจะมีพันธมิตรโผล่มาค่ะ ฮา รุ่นเก๋าๆนี่แซ่บกันจริงๆเลย

 

แล้วเจอกันตอนถัดไปค่า

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 115 ครั้ง

8 ความคิดเห็น

  1. #233 msyokky (@masitorn) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 28 กันยายน 2561 / 23:18
    จากเด็กน้อย(อายุพันปี)ของปู่กับย่า ก็มาเป็นพ่อแบบไม่ได้ตั้งใจ โถ่ซัล55555
    #233
    0
  2. #113 นั้งชมจันทร์ (@0897122652) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 25 กรกฎาคม 2561 / 18:57
    เรื่องนี้แฮร์รี่ทีคู่มั้ยคะ555 คืออ่านมารวดเดี๋ยวแล้วรู้สึกจิ้นกะเรกูรัสอ่ะ55 แบบHP/RABอ่าาา
    #113
    1
    • #113-1 VizXia (@VizXia) (จากตอนที่ 22)
      28 กรกฎาคม 2561 / 22:23
      เรื่องนี้ไม่มีคู่นะคะ แต่จิ้นได้ค่ะ มาอ่านรอบสองก็แหมเร็กเหมือนกันค่ะ 5555555
      #113-1
  3. #112 Hebi_black (@Salazar_) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2561 / 01:31

    ทำยังไงให้หน้าเด็กเหมือนแฮร์รี่คะ555

    #112
    0
  4. #111 -Cintear- (@jenny-boboo) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2561 / 00:07
    เรามีความรู้สึกว่า....นี่ไม่น่าใช่เด็กคนสุดท้ายที่ซัลต้องเลี้ยง ฮ่า~~~
    #111
    0
  5. #110 Alecxia Drew (Adriene) (@war-1980) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2561 / 22:39
    เป็นกำลังใจให้นะคะ แปลดีมากๆแบบนี้คงจะยากน่าดู รอนะ<3
    #110
    0
  6. #109 kacu (@mucu) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2561 / 21:50
    กว่าจะไปถึงยุคปัจจุบัน... สงสัยจะมีเหลนคนที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้แน่ๆเลย หลานคงไม่พอ ต่อไปคงต้องเรียกท่านทวดแล้วมั้งเนี่ย คนแก่ในร่างเด็กของจริง
    ตอนนี้ก็รู้สึกงงนิดๆ แต่ไรท์ก็ยังกรอประโยคให้อ่านแล้วเข้าใจง่ายเหมือนเดิมเลยค่ะ
    รออ่านนะคะ สู้ๆค่ะ
    #109
    0
  7. #108 Poom Raweewan (@poompooi) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2561 / 21:34
    ท่านได้รับลูก 1 คน...น่านักอ่ะ
    #108
    0
  8. #107 BellKMCN (@khamonchanok) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2561 / 19:57
    เรื่องราวเจ้มจ้นมากเลยค่ะ ชอบจัง รอตอนต่อไปนะคะ
    #107
    0