[ฟิคแปล] Basilisk-Born แฮร์รี่ พอตเตอร์ HP Harry Potter by Ebendbild

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 26,008 Views

  • 499 Comments

  • 1,008 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    597

    Overall
    26,008

ตอนที่ 25 : Chapter 23: 900 AD To Trick Someone - ในการลวงผู้คน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1321
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 117 ครั้ง
    20 ส.ค. 61

Chapter 23

900 AD – คริสตศักราช 900

To Trick Someone – ในการลวงผู้คน

 

Xxx

 

หมู่บ้านกำลังถูกเผา

 

วันนี้เริ่มต้นเหมือนกับทุกวันตั้งแต่สงครามก็อบลินสิ้นสุดลง หลังจากสนธิสัญญาสงบศึกซัลจากพวกก็อบลินไปเพื่อออกเดินทางอีกครา กลับกันอนาสตาเซียสลือกที่จะอยู่นานกว่านั้นและซัลก็ปล่อยเขาไปเพราะเขารู้ว่าอนาสตาเซียสรักการทำงานในหอตำรา ในขณะเดียวกันซัลกำลังวางแผนจะไปยังต่างแดน แต่จนตอนนี้เขายังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะไปไหนกันแน่ เขาไม่มั่นใจว่าเขาอยากไปยังแผ่นดินจีนอีกครั้งหรือว่าอยากจะล่องใต้ บางทีแอฟริกาก็น่าไป...

 

แต่แผนของเขาต้องหยุดไว้ก่อนเมื่อเขาเห็นกลุ่มควันหนาเหนือยอดไม้

 

ดังนั้นแทนที่จะทำตามแผนและเดินทางไปยังชายฝั่งทะเล เขาเปลี่ยนทิศทางและเดินหน้าไปยังที่ๆกลุ่มควันเจือปนในอากาศ – พบกับหมู่บ้านที่กำลังถูกไฟไหม้

 

เขาจ้องมอง พินิจพิเคราะห์สถานการณ์ด้วยสายตา เขาเรียนรู้เมื่อนานมาแล้วว่าการพุ่งเข้าไปในสถานการณ์โดยไม่รู้ว่าต้องทำอะไรไม่ใช่วิธีที่ชาญฉลาดเลย ดังนั้นเขาเลยเปิดดวงตาบาซิลิสก์ของเขาขึ้นมา - การใช้มันสิ้นเปลืองพลังงานเวทมนตร์เป็นอย่างมาก เหมือนๆกับเวทมนตร์ของเฟียร์บอล์กทุกชนิดที่เขาสามารถใช้ได้และยิ่งกินพลังเข้าไปอีกเมื่อเขาต้องใช้ดวงตาตรวจจับความร้อนโดยไม่เปิดเปลือกตาที่สอง แต่เขาต้องทำเช่นนั้น เขาไม่สามารถสังหารผู้บริสุทธิ์ได้เพียงเพราะว่าคนเหล่านั้นโชคร้ายโดนซัลจ้องมองในตอนนี้...

 

ตอนแรกเขามองไม่เห็นสิ่งใดนอกจากควัน จากนั้นก็ค่อยๆเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาเห็นเป็นผู้คนที่วิ่งไปมาผ่านม่านควัน ร่ำไห้ กรีดร้องและตะโกนก้อง

 

ดวงตาบาซิลิสก์ของซัลเห็นชาวบ้านส่วนใหญ่มารวมตัวกันอยู่ตรงกลาง – คงจะเป็นตลาดกลาง – ของหมู่บ้าน ซึ่งแปลกมาก ทำไมถึงไปรวมกันอยู่บริเวณนั้นในเมื่อเปลวเพลิงกำลังกลืนกินบ้านเรือนของพวกเขา

 

ซัลค่อยๆเยื้องย่างไปใกล้ เข้าสู่บริเวณหมู่บ้านระหว่างที่เสกคาถาอำพรางตัวตนและป้องกันไฟใส่ตัวเองโดยไม่ได้เอ่ยคาถา เขาเดินตามเงาของเหล่าชาวบ้านที่ดวงตาบาซิลิสก์เห็นไปยังตลาด แม้ว่าภาพร่างเงานั้นจะไม่ชัดไปบ้างเพราะว่าความร้อนของเปลวเพลิง

 

ณ ที่แห่งนั้นเขาเจอกับเหล่าชาวบ้านที่เบียดเสียดอยู่ด้วยกัน มีเสียงร้องไห้ของเด็กๆที่อยู่เบื้องหลังท่อนขาของบรรดาพ่อและแม่ วงนอกเป็นเหล่าชายฉกรรจ์ล้อมเอาไว้ เบื้องหลังพวกเขาเป็นสตรีทั้งหลายที่แม้ว่าจะมีความหวาดกลัวในดวงตาแต่ก็ดูมุ่งมั่น จากนั้นจึงเป็นเด็กๆและผู้บาดเจ็บอยู่ด้านในสุด

 

ชายชาตรีทั้งหลายต่างถือเคียว ขวานและคราดในมือ อาวุธ มีเพียงอาวุธแบบนั้นที่คนธรรมดามี – พวกเขาคือคนธรรมดาทั่วไป หมู่บ้านแห่งนี้เป็นหมู่บ้านของมนุษย์ธรรมดา พยายามดิ้นรนต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด

 

ศัตรูล้วนแล้วแต่เป็นชายฉกรรจ์ร่างสูงใหญ่และกำยำ ติดอาวุธจำพวกขวาน ดาบและอื่นๆที่เป็นอาวุธจริงๆ – ไม่ใช่อะไรที่ใช้ได้ไปก่อนเหมือนกับของชาวบ้าน

 

ซัลจำเสื้อผ้าที่ผู้รุกรานสวมใส่ได้

 

เขาเคยใส่มันเมื่อนานมาแล้ว – แม้ว่ามันจะนานมากแล้วก่อนที่เขาจะกลับมาเหยียบบริเทนอีกครา

 

ไวกิ้ง

 

ไวกิ้งกำลังออกล่าเหยื่อ

 

และชาวบ้านกำลังตกอยู่ในวงล้อมที่ไร้ทางออกของพวกมัน ไม่สามารถหลีกหนีไปได้

 

ซัลถอนหายใจ

 

เขารู้ว่าคราวนี้เขาคงไม่สามารถเข้าไปยุ่งเฉยๆและคิดจะมีชีวิตรอดออกมาได้ แม้ว่าเหล่าไวกิ้งจะไม่ได้นำหมอผีจากเผ่ามาด้วย – พวกมันก็ไม่ค่อยพามาด้วยอยู่แล้วเวลามาลอบโจมตี – พวกมันจะไม่ถูกไล่ไปอย่างง่ายดายเหมือนกับพวกผู้วิเศษที่เขาได้เจอเมื่อครึ่งศตวรรษก่อน

 

ซัลมองไปยังกลุ่มชาวบ้านอีกครั้ง คราวนี้เห็นชายคนหนึ่งยืนอยู่ด้านหน้า ถือแท่งไม้แท่งหนึ่งในมือ

 

ผู้วิเศษ

 

ขาของชายคนนั้นหักอย่างเห็นได้ชัดและมีบาดแผลที่ดูสาหัสมากบนศีรษะ และอาจมีกระดูกซี่โครงหักหรือบาดเจ็บภายในส่วนอื่น – ซัลเดาได้จากการที่เขาพยายามไม่เคลื่อนไหวมากอย่างระมัดระวัง

 

แค่ลองวิเคราะห์อาการของชายคนนั้นดูซัลก็ส่ายหัวอย่างทดท้อใจ

 

“บ้าบิ่น” ซัลรำพึงพร้อมพ่นลมหายใจแรงระหว่างตัดสินใจว่าจะด่าอย่างไรดี “บ้าบิ่นจริงๆ กระทั่งอนาสตาเซียสเองยังจะคิดก่อนเลย - ถึงจะแค่นิดเดียวก็เถอะ – ก่อนจะวิ่งเข้าไปในสถานการณ์อย่างนั้นและ ให้ตายเถอะสายลมและเปลวไฟ เด็กคนนั้นเป็นคนไร้ซึ่งความยั้งคิดที่สุดเท่าที่ฉันเคยเจอมาในหนึ่งพันปีที่ผ่านมาแล้วนะ! หรือแค่เคยเป็นเพราะมาเจอเจ้านี่ หมอนี่ดูเหมือนจะพุ่งเข้าไปในการต่อสู้โดยไม่คิดและก็โดนยำเสียเละเลยไหมล่ะ...

 

เขาเลิกคิดและหันกลับไปสนใจสถานการณ์ตรงหน้า

 

เขามีความคิดดีๆที่จะข่มขู่ให้พวกไวกิ้งหวาดกลัวแล้ว ปัญหาเดียวคงเป็นพวกชาวบ้าน ที่ก็คงจะกลัวเขาไปด้วยเหมือนกัน – แต่ว่ามันมีเจ้าผู้วิเศษตรงแนวหน้าที่ดูไร้ความหวาดกลัว – และบางทีก็อาจจะโง่อยู่นิดหน่อยอยู่ตรงนี้ด้วย...

 

xxx

 

ซัลเดินออกมาจากที่ซ่อน ยกเลิกคาถาพรางตัวระหว่างที่ออกมา

 

ผ้าคลุมยาวของเขาเริ่มที่จะสะบัดพลิ้วไหว กระจายออกเป็นกลุ่มหมอกสีดำ เขาดึงผ้าคลุมศีรษะขึ้นให้มันบดบังใบหน้า ระหว่างที่เสกให้ดวงตาสีมรกตของเขาเรืองแสงจากใต้เงาผ้าคลุมศีรษะ ไม้คทายาวของเขาที่ก่อนหน้านี้ถูกย่อส่วนอยู่ในที่เก็บไม้คทา ตอนนี้มาอยู่ในมือซ้าย ไม้คทาเก่าแก่ส่องแสงเรืองรองด้วยรูนส์สีเงิน ผ้าคลุมของเขาเปิดออกทางด้านหน้า เผยให้เห็นมีดสั้นที่สะท้อนแสงวูบวาบ มีดเล่มอื่นๆ น้ำยาและยาพิษที่เขาพกมากับเข็มขัดเงินที่ทำจากใบไม้สีเงินนับสิบ

 

เสื้อด้านในของเขาเป็นสีดำเช่นกัน เย็บตะเข็บตกแต่งเป็นรูปบาซิลิสก์สีเขียวมรกต มันขู่พ่อ ตั้งท่าพร้อมจะฉก

 

แน่นอนว่าเครื่องแต่งกายที่ข่มขวัญเหล่านี้ถูกแปลงรูปร่างมา แต่ว่าแม้กระทั่งหมอผีของไวกิ้งคงจะมีปัญหาในการยกเลิกคาถาของซัลเลยด้วยซ้ำ สิ่งเดียวที่เสียเปรียบคือคาถาที่ซัลใช้นั้นเปลืองพลังเป็นอย่างมาก เพราะว่ามันเป็นเวทมนตร์จากภาษาแม่ของเขา คือภาษาพาร์เซล

 

ใช่ว่าซัลจะรู้คาถาอื่นที่สามารถทำเช่นนี้ได้ ไม้คทาของซัลไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อช่วยเหลือซัลกับคาถาจำพวกที่ใช้ในชีวิตประจำวันและเพราะอย่างนั้นปกติการใช้คาถาของเขาจำเป็นต้องใช้ตัวช่วยอื่น ภาษาพาร์เซลเป็นหนึ่งในตัวช่วยเหล่านั้น รูนส์เป็นอีกสิ่ง – แต่รูนส์ไม่สามารถใช้กับบางอย่างได้เช่นการแปลงรูปลักษณ์ของเสื้อผ้า...

 

แต่อย่างน้อยการแปลงรูปลักษณ์ในภาษาพาร์เซลก็มีผลดี ตรงที่นอกจากมันจะดูเหมือนจริงแล้วยังดูข่มขวัญโดยไม่ต้องใช้เวทมนตร์ช่วยหนุนมากนัก...

 

“ผู้ใด...?” ซัลกระซิบเสียงแหบแห้งซึ่งถูกเสริมพลังเวทไว้ให้ดูเหมือนว่าต้นเสียงอยู่ไกลจากเปลวเพลิงไปอีก สะท้อนไปทั่วทุกมุมของหมู่บ้าน “ผู้ใดบังอาจปลุกข้าจากการหลับไหล?

 

ฉากเบื้องหน้าของเขาหยุดนิ่ง พวกไวกิ้งหันขวับมาทางซัล จับจ้องเขาด้วยสายตาไม่แน่ใจนัก ซัลแสยะยิ้มภายใน

 

“เจ้า...” เขาเอ่ย มองไปยังหนึ่งในเหล่าไวกิ้งระหว่างที่เอ่ยพูดด้วยสำเนียงเก่าแก่กว่าหน่อยของทางเหนือ – ยังคงเข้าใจได้อยู่สำหรับเหล่าไวกิ้ง แต่ว่าก็ยังฟังดูแปลกและไม่คุ้นเคยอยู่ดี “เป็นเจ้าใช่หรือไม่?” และตอนที่เอ่ยถามรูนส์อันหนึ่งก็ถูกส่งไปยังไวกิ้งที่ทันใดนั้นก็ล้มลงไปกองกับพื้น จมกองเลือด ซัลไม่ได้ทำร้ายเขาสาหัสนัก – เป็นบาดแผลเล็กน้อย – แต่การทำร้ายไวกิ้งคนนั้นไม่ใช่เป้าหมายของซัล แต่เป็นการข่มขู่ให้พวกมันหวาดกลัวต่างหาก

 

“เป็นนนนเจ้า” เขาเอ่ยลอดไรฟันเป็นภาษานอร์ส ปล่อยให้เสียงของเขาฟังดูเหมือนกับเสียงของบาซิลิสก์ “แต่มิใช่เพียงงงงเจ้าผู้เดียว...”

 

ซัลจับจ้องไปยังไวกิ้งที่อยู่ข้างๆผู้บาดเจ็บ ดวงตาของเขาส่องประกายวาบ คราวนี้ไม่ได้ยั้งมือเอาไว้เลย เขาเปิดเปลือกตาชั้นที่สองอย่างไม่ลังเล สังหารไวกิ้งคนนั้นทันที เปลืองพลังไปสักหน่อยสำหรับซัล แต่สะเทือนขวัญมากสำหรับผู้ที่เห็นเหตุการณ์ดังกล่าว...

 

“เจ้าเหยียบย่ำลงบนหลุมศพของมารดาข้า” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงโกรธาระหว่างที่ส่งรูนส์อีกหนึ่งไปยังไวกิ้งอีกฟากของคนที่บาดเจ็บ ไวกิ้งผู้โชคร้ายกรีดร้องเมื่อทันใดนั้นมือของมันก็พุพองราวกับว่าถูกนำไปจ่อกับเปลวเพลิงที่พลิ้วไหวรอบๆตัวซัล

 

“เจ้า...” เขาพูด มองไปยังไวกิ้งที่กำลังกรีดร้องอย่างเจ็บปวด เปลือกตาสีใสของเขาปิดลงอีกครั้งหนึ่งเรียบร้อย “เจ้าทำลายโกศของพี่น้องข้า...”

 

ตอนนี้ความหวาดหวั่นแพร่กระจายไปทั่วทั้งแถวของเหล่าไวกิ้ง

 

ซัลรู้ว่าพวกมันเห็นอะไร พวกมันได้เห็นพลังของเขา และโดยปราศจากหมอผีแล้วพวกมันตีความการกระทำของเขาเป็นเพียงสิ่งเดียวที่พวกมันคิดได้ คือ เป็นการกระทำของโยตุน[1] ที่ถูกรบกวนระหว่างใช้ชีวิตอยู่บนโลก

 

และโยตุนยามโกรธานั้น แม้จะมิได้ถูกเรียกว่าเป็นสิ่งมีชีวิตชั่วร้ายในเทพปกรณัมนอร์สแต่ก็มิใช่ว่าจะดีเสมอไป

 

ซัลเล่นกับความกลัวของพวกมัน เขายืดตัวเต็มความสูง ปล่อยให้ดวงตาเรืองแสงวาบด้วยโทสะ

 

“ข้าจะไม่เมตตาเหล่าผู้ที่ได้กระทำผิดต่อข้า” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราดและเย็นเยือก “เจ้าจะมลายไปสิ้นเพราะสิ่งที่เจ้าได้กระทำ”

 

ไม้คทาของเขาส่องสว่างราวกับแสงอาทิตย์ โอบล้อมหมู่บ้านที่ตกอยู่ภายใต้เปลวเพลิงด้วยเงาที่ดูชั่วร้าย แสดงให้เห็นถึงเงาของสัตว์ประหลาดที่ไม่มีอยู่จริงลางๆค่อยๆคืบคลานผ่านเปลวเพลิง ตามหาเหยื่อและไล่ล่า

 

ไวกิ้งอีกคนล้มลงด้วยดวงตาสีเขียวของซัลที่นำพาความตายมาให้ ทันใดนั้นเองเหล่าไวกิ้งก็เผ่นหนีไปโดยฉับพลัน บางคนถึงกับโยนอาวุธทิ้งเพื่อให้วิ่งหนีได้ไวขึ้น คนอื่นๆก้มหัวให้แก่ซัลและทิ้งของที่ได้ปล้นสดมภ์มามอบให้เพื่อบรรเทาโทสะของเขาก่อนที่จะหันหลังและรีบหนีหายไป

 

ภายในไม่กี่นาทีหมู่บ้านแห่งนี้ก็ปราศจากนักรบไวกิ้ง

 

ซัลไม่พูดอะไร สายตาของเขายังคงทอดมองไปยังชาวบ้าน เขาเห็นคนเหล่านั้นตัวสั่นระริก ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว แม้แต่ผู้วิเศษคนนั้นยังดูหวาดหวั่นไปด้วยกับการแสดงของซัล

 

ซัลถอนหายใจ จากนั้นเขาก็เดินออกมาจากเปลวเพลิงที่โอบล้อมเขาไว้ เขามองไปยังหมู่บ้านที่ยังคงถูกไฟเผาไหม้ เขารู้ว่าจะต้องทำให้มันดับลง แต่เขาไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ด้วยตัวคนเดียวเองได้ ดังนั้นเขาเลยหันไปกลับไปมองชาวบ้านระหว่างที่ยกเลิกคาถาที่เสกใส่ผ้าคลุมศีรษะและดวงตา

 

เขารู้สึกวิงเวียนศีรษะนิดหน่อย – การใช้เวทมนตร์รูนส์นั้นไม่เปลืองแรงเท่ากับการใช้เวทมนตร์โดยปราศจากวัตถุรวมศูนย์...ช่วงเวลาเช่นนี้แหละทำให้ซัลคิดอยากมีไม้กายสิทธิ์ที่เขาเคยถือครอง – แม้ว่ามันจะเป็นเวลากว่าหนึ่งพันปีแล้วที่เขาได้ถือมันเป็นครั้งสุดท้าย

 

จากนั้นเขาก็ถอดผ้าคลุมศีรษะลง แสดงให้เห็นถึงใบหน้าที่เป็นมนุษย์ของเขา

 

“ข้าจะต้องการความช่วยเหลือในการดับไฟ” เขาพูดสบายๆ

 

ผู้วิเศษจ้องเขาด้วยดวงตาเบิกกว้างราวกับจาน จากนั้นเสียงหัวเราะลั่นของเขาก็ดังผ่านอากาศ

 

“เจ้า...เจ้ามิใช่ปีศาจนี่” เขากล่าว ยังคงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งต่อไป พร้อมเสียงหายใจอย่างเจ็บปวดโผล่เป็นระยะๆ

 

ซัลพรูลมหายใจออกจากจมูก

 

“แน่นอนว่าไม่ใช่” เขาบอก “แต่อย่างไรข้าก็ต้องลวงให้พวกมันหนีไป ข้าเองไม่ได้แข็งแกร่งพอจะสู้กับพวกมันทั้งหมดทีเดียวและรอดชีวิตออกมาได้หรอก”

 

ผู้วิเศษตรงหน้าหัวเราะอีกครั้ง แต่เสียงหัวเราะของเขาเองก็มีผลดีอยู่เหมือนกัน ชาวบ้านดูคลายความกังวลลงแล้ว

 

“อย่างไรกัน?” ผู้วิเศษถาม

 

“ภายหลัง” ซัลบอก “ดับไฟก่อน”

 

“แล้วก็คนเจ็บ - เจ้าด้วย เจ้าผู้วิเศษทึ่มจอมบุ่มบ่าม” ซัลคิด แต่ไม่พูดอะไรอีก

 

“แน่นอน” ผู้วิเศษตรงหน้าเอ่ย หันกลับไปยังกระท่อมทั้งหลายและเริ่มสาดน้ำเพื่อดับไฟ

 

ซัลปล่อยเขาไป ตัวเขาเองคุกเข่าลงเพื่อเขียนอักษรรูนส์บนพื้นดิน เขารู้ว่าการใช้พิธีกรรมเพื่อดับไฟจะทำให้พลังเวทมนตร์ของเขายิ่งร่อยหรอลงไปอีก – แต่ว่ามันเป็นการใช้รูนส์มันจึงไม่เปลืองพลังเท่าสิ่งอื่นที่เขาได้ทำมาก่อนหน้านี้

 

“รอบหน้าจะรูนส์รักษาสภาพเป็นพันก็มาเถอะ” ซัลงึมงำกับตัวเองโดยไม่ส่งเสียง “แต่ไม่เอาแบบเมื่อกี้แล้ว มั่นใจว่าจะรู้สึกดีกว่าถ้าไม่ต้องทำมัน!” ใช่ว่าการใช้รูนส์จะไม่เปลืองพลังงานเวทมนตร์ของเขาหรอก...

 

พวกชาวบ้านเข้าไปช่วยดับไฟแล้วแม้จะยังคงไม่ไว้ใจเขา แต่บางคนก็ยังอยู่ใกล้ซัล จับจ้องเขาไว้ คอยปกป้องคนเจ็บและเด็กเล็กๆที่ไม่สามารถไปช่วยได้

 

หนึ่งในผู้อาวุโสเคลื่อนกายไปใกล้ซัลและมองดูสิ่งที่เขาทำ

 

และแล้วเขาก็เปิดปากถาม

 

“เจ้ากำลังทำอะไร...เจ้าหนุ่ม?” เขาหยุดไปสักพักหนึ่งก่อนจะใช้คำว่า เจ้าหนุ่มกับซัล “ไม่ใข่ว่าเจ้าควรไปช่วยดับไฟหรือ?

 

“ข้ากำลังทำอยู่” ซัลบอกอย่างสงบ “ข้าเป็น...ผู้วิเศษ...เหมือน...อืม...เขา...” เขาทำท่าทางหมายถึงผู้วิเศษอีกคน ไม่ค่อยแน่ใจว่าพวกเขาเรียกผู้วิเศษกันว่าอย่างไรกันตอนนี้

 

“เจ้าหมายถึงลอร์ด ผู้ได้รับพลังจากเทพเจ้าทั้งหลายหรือ?” ผู้อาวุโสถาม

 

“ใช่แล้ว” ซัลยิ้มเล็กน้อยกับคำอธิบายที่ชายชราใช้กับผู้วิเศษอีกคน

 

“เจ้าไม่มีไม้กายสิทธิ์ในการใช้พลังของเจ้านี่” ผู้อาวุโสพูด

 

“ข้าไม่มีมัน” ซัลบอก ไม่ได้รู้สึกจำเป็นว่าต้องอธิบายว่าไม้คทาของเขาและไม้กายสิทธิ์ที่ผู้วิเศษใช้ก็เหมือนๆกัน ใช่ว่ามันจะทำงานเหมือนกัน – ไม้คทาของเขาไม่สามารถช่วยในการร่ายคาถาหรือแปลงร่างได้ แต่ว่ามันใช้สำหรับพิธีกรรมและการวาดรูนส์...ถึงอย่างนั้น มันก็เหมือนๆกันในทางหนึ่ง...

 

“ข้าเป็นลอร์ดผู้มีพลังคนหนึ่ง แต่ว่าผู้คนอย่างข้าถูกเรียกว่าดรูอิด”

 

ซัลไม่มั่นใจว่าพวกคนธรรมดายังใช้คำนี้กันอยู่หรือไม่ พวกเขาเริ่มเข้ารีตนับถือศาสนาคริสต์กันแล้ว บางทีดรูอิดในยามนี้อาจกลายเป็นปีศาจร้าย – ซัลไม่อาจรู้ได้ เขายุ่งวุ่นวายอยู่กับสงครามระหว่างผู้วิเศษและก็อบลินมากเกินกว่าจะไปข้องเกี่ยวกับคนธรรมดาได้ก่อนหน้านี้

 

“ดรูอิด?” ชายแก่ถาม “หนึ่งในเหล่าผู้รักษาผู้ทรงฤทธิ์และเก่าแก่หรือ?

 

ทรงฤทธิ์ เอาล่ะอย่างน้อยเขาก็ไม่ใช่ปีศาจ...

 

“ถูกแล้ว แม้ว่าข้าจะไม่ได้ทรงฤทธิ์ก็ตามที” เขาเอ่ยในที่สุด “และเพราะว่าข้าแตกต่างจากเขา...” เขาพยักเพยิดไปทางผู้วิเศษที่กำลังดับไฟ “...ข้าจึงมีวิธีการที่แตกต่างออกไป”

 

“เช่นนั้นเจ้าก็มิใช่ดรูอิดที่แท้จริง” ชายคนดังกล่าวสรุปหลังซัลปฏิเสธคำว่า ทรงฤทธิ์

 

“บิดาข้าเป็นดรูอิด” ซัลบอก ใช้วิธีการที่ต่างออกไป “เขาสิ้นไปเมื่อนานมาแล้ว สิ่งที่ข้ารู้เกี่ยวกับวิถีของดรูอิดข้ารู้มาจากเขา”

 

เมื่อเขาพูดเช่นนั้น ผู้อาวุโสก็พยักหน้าอย่างรู้ดี

 

“เจ้ายังเล็กนักตอนเขาสิ้น ดังนั้นตอนนี้เจ้าเป็นดรูอิดแล้ว แต่ไม่ได้ทรงฤทธิ์ เพราะว่าเจ้าไม่สามารถเรียนรู้วิถีทั้งหมดของดรูอิดสินะ”

 

เอาล่ะ อย่างน้อยตอนนี้ชายชราก็ยอมรับว่าซัลเป็นดรูอิดที่ไม่ได้ทรงฤทธิ์แล้ว...

 

“ประมาณนั้น” ซัลพูดและยืนขึ้น จากนั้นก็หยิบไม้คทามาเพื่อส่งพลังเวทมนตร์ไปยังรูนส์ที่ถูกวาดไว้บนพื้นโลก มันเรืองแสงสีทองเปล่งประกายแวววาวและจางหายไป เกิดเป็นวงแหวนพิธีกรรมรอบๆบ้านที่กำลังถูกไฟเผา

 

ซัลใช้พลังเวทมนตร์ของเขาเป็นแหล่งพลังงานและทันใดนั้นเกราะสีน้ำเงินก็โอบล้อมเปลวเพลิง ดับมันลงด้วยการขโมยออกซิเจนที่เป็นเชื้อเพลิงมา

 

“สุดยอด” ผู้วิเศษคนเดิมเค้นคำพูดออกมาเสียงแหบแห้ง เดินมายังจุดที่ซัลกำลังยืนอยู่ เขาเสกไม้เท้ามาช่วยพยุงตัวในการเดิน ตอนนี้ยืนพิงกับมันอย่างหนักหน่วง

 

ซัลร้องหึ

 

“มันสุดยอดกว่าที่เจ้ายังเดินได้อยู่อีก” เขาตอบ “คนอื่นที่บาดเจ็บแบบเดียวกับเจ้าคงนอนราบไปกับพื้นแล้ว – หรือแม้กระทั่งตายไปเลยด้วยซ้ำ”

 

ผู้วิเศษคนนั้นทำท่าไม่ยี่หระ

 

“ข้าไม่คิดว่าเจ้าจะรู้มากพอเกี่ยวกับอาการบาดเจ็บที่จะมาวินิจฉัยเช่นนี้” เขาบอกอย่างไม่ใส่ใจระหว่างที่สูดหายใจเข้าอย่างทรมาน

 

ซัลเลิกคิ้วขึ้นสูง

 

“พวกทึ่มไม่รู้จักยั้งคิด” เขาคิด “แย่กว่าอนาสตาเซียสแน่นอน - แย่กว่ามากด้วย...”

 

“ข้าเป็นผู้รักษา ท่านผู้วิเศษ” เขาเอ่ยพร้อมคิ้วที่ยังคงเลิกขึ้นสูง “ข้ามั่นใจว่าข้าสามารถแยกบาดแผลฉกรรจ์กับอาการบาดเจ็บเล็กๆน้อยๆออก”

 

เขาจ้องซัล ความแปลกใจเห็นชัดเจนบนใบหน้า

 

“นั่นหมายความว่า จากคนที่จะช่วยข้าได้ทั้งหมดทั้งมวล ผู้รักษาคนหนึ่งเป็นคนช่วยข้าเช่นนั้นเรอะ - คนที่ไม่สามารถกระทั่งจะต่อสู้เพื่อชีวิตของตัวเองเนี่ยนะ?

 

ซัลร้องฮึใส่ แต่ตัดสินใจไม่โต้แย้ง เขามีสิ่งที่ต้องทำ

 

“นอนลงไป” เขาบอกอย่างเคร่งขรึม “ไปบ่นทีหลังได้ หลังจากข้ารักษาเจ้าแล้ว”

 

“แต่...” อีกคนเริ่ม

 

ซัลสะบัดมืออย่างรุนแรงและผู้วิเศษที่ดื้อด้านก็ล้มคะมำลงไปเมื่อไม้เท้าของเขาหายวับไปกับตา ซัลจคว้าเขาไว้ได้ทันก่อนที่เขาจะล้มลงและช่วยให้เขานอนราบลงไปกับพื้น

 

“เอาล่ะ” เขาพูดสบายๆราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น “ข้ารู้ว่าเจ้าฉลาดพอจะทำตามคำแนะนำของข้า”

 

ผู้วิเศษคำรามในลำคอ ซัลยิ้มให้เขาและโบกไม้คทา

 

ข่ายมนตร์รูปโดมมากสีสันขยายคลุมร่างของคนเจ็บ มันบอกซัลทุกอย่างที่เขาต้องรู้ ผู้วิเศษธรรมดาไม่อาจเข้าใจรูปแบบที่หมุนวนและกระจุกอักษรหลากสีที่กระจายรอบโดมเหนือร่างของผู้วิเศษที่บาดเจ็บได้ แต่ซัลเป็นคนคิดค้นโดมนี้ขึ้นมาเอง ดังนั้นเขารู้แน่นอนว่าเขากำลังเห็นอะไร เขาไม่ชอบสิ่งที่โดมนี้กำลังบอกเกี่ยวกับคนไข้ของเขาเลย

 

ผู้วิเศษคนดังกล่าวมองข่ายมนตร์นี้ด้วยความสงสัย

 

“มันคืออะไรน่ะ?” เขาถาม

 

“คาถาที่แสดงให้ข้าเห็นว่าเจ้าบาดเจ็บตรงไหนบ้าง” ซัลตอบระหว่างที่อ่านพวกรูนส์และอักษรเฮียโรกลิฟที่ลอยไปมากพร้อมกับเส้นหลากสี

 

“เจ้าอ่านมันออก?” คนที่นอนอยู่ถามทึ่งๆ

 

“มันเป็นคาถาของข้าเอง แน่นอนข้าต้องอ่านมันออกสิ” ซัลตอบ กลอกตา “และเจ้าเองก็สภาพแย่มาก ข้าทึ่งมากที่เจ้ายังไม่เลือดไหลตายไปจนตอนนี้”

 

และเขาก็แย่มากจริงๆ คนปกติจะไม่สามารถลุกยืนได้ด้วยซ้ำหลังจากได้รับบาดเจ็บขนาดนี้ ศีรษะของผู้วิเศษคนนี้ได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง กระดูกซี่โครงหักหลายซี่ หนึ่งในนั้นแทงทะลุปอดไปแล้วด้วย เลือดออกภายในจากบาดแผลอื่นๆ มีแผลถูกมีดแทงตรงหน้าท้องและน่าจะขาหักด้วย คนปกติทั่วไปคงแค่ล้มลงแล้วก็ตายไปแล้ว

 

เจ้าทึ่มนี่มันยืนอยู่จนถึงตอนนี้ได้อย่างไรนี่ – ยังไม่ต้องพูดถึงว่าเขาใช้เวทมนตร์แล้วก็เดินไปมาอีกนะ?!

 

“แล้ว...มันแย่ไหม?” เขาถาม

 

“ถ้าเจ้าไม่ได้ยังพูดอยู่ล่ะก็ข้าจะบอกว่าเจ้าตายไปแล้ว” ซัลตอบแห้งๆ “ในเมื่อเจ้ายังพูดได้อยู่ตอนนี้ บอกลาเลยดีไหม?

 

อีกคนเงียบไปสักพักหลังจากนั้น

 

“ไม่มีอะไรที่เจ้าสามารถทำได้แล้วหรือ?” ผู้วิเศษถามในที่สุด

 

ซัลพรูลมหายใจออกทางจมูก

 

“ข้าจะลองดู” เขาตอบ กลอกตาอีกครา “แค่อย่าถามหาปาฏิหาริย์ เจ้าอาจรอด – แต่ข้าจะไม่คาดการณ์ว่าเจ้าจะอยู่ในสภาพไหนหลังจากนั้น”

 

“แน่นอน เอาให้สุดฝีมือเจ้า” เขาตอบรับ “มันไม่ได้เสียอะไรนี่หากเจ้าทำไม่สำเร็จ ใช่ไหม? อย่างไรข้าก็จะตายอยู่แล้ว”

 

“และข้าก็อยู่ตรงนี้อีกครั้งมาพยายามสร้างปาฏิหาริย์ ทำไมต้องเป็นข้าอีกแล้วนี่?!” ซัลคิดโหยหวนในใจ เหมือนกับรอบที่แล้วเลย สิ่งเดียวที่แตกต่างคือคนเจ็บเป็นผู้วิเศษที่โตแล้วและอาการบาดเจ็บของเขาร้ายแรงยิ่งกว่าก็อบลินเด็กน้อยคนนั้นเสียอีก มันเป็นดวงของซัลวาซาฮาร์ที่พาเขามายังที่แห่งนี้...

 

ซัลถอนหายใจ จากนั้นเขาก็วาดรูนส์ชุดใหม่ลงบนพื้นโลกและเสกเตียงหินขึ้นมา

 

“ชาวบ้านคนอื่นบาดเจ็บกันขนาดไหน?” เชาถามชายชรา

 

“ยกเว้นคนตาย ที่เหลือไม่มีอะไรร้ายแรงนัก” ชายชราตอบ “และคนที่เจ็บมากหน่อยก็ได้รับการดูแลโดยผู้รักษาของเราเรียบร้อยแล้ว”

 

ซัลมองไปยังเหล่าคนเจ็บ มันมีหญิงชราผู้หนึ่งกำลังรักษาพวกเขาอยู่ ซัลคิดว่านั่นเพียงพอแล้วในตอนนี้และหันกลับมายังวงแหวนรูนส์ของเขา

 

“นี่คืออะไร?” ผู้อาวุโสถาม มองไปยังรอยสลักที่อยู่บนพื้น

 

“วงแหวนรูนส์” ซัลบอก “ข้าต้องใช้มันในการรักษา”

 

“ผู้รักษาของเราไม่ต้องใช้อะไรแบบนั้น” ชายชราถามอย่างข้องใจ

 

“ผู้รักษาของท่านไม่ได้กำลังพยายามจะร้องขอต่อความตายให้ปล่อยให้เขามีชีวิตต่อไป” ซัลตอบระหว่างยกผู้วิเศษที่ตอนนี้หน้าซีดเผือดไปหลายส่วนไปยังเตียงหินด้วยเวทมนตร์

 

“เขาไม่ได้ดูเหมือนเขากำลังจะตายสักหน่อย” ชายชราว่า

 

“เขาสวมเสื้อผ้าทับส่วนที่บาดเจ็บสาหัส” ซัลบอก “เขาอาจดูไม่เหมือนกำลังจะตาย แต่ข้าเห็นความตายซุ่มซ่อนอยู่ในเงาของเขา”

 

ซัลรู้ว่าเขากำลังเล่นอยู่กับความเชื่อ แต่เขาไม่สนใจจะมาอธิบายอาการบาดเจ็บทั้งหมดของผู้วิเศษนี่ให้ใครฟัง – โดยเฉพาะเมื่อตอนนี้ดูเหมือนอะดรีนาลีนที่คอยช่วยให้ผู้วิเศษคนนี้ยังมีชีวิตอยู่หมดลงแล้วและกำลังจะหมดลมเพราะพิษบาดแผล

 

“ข้าเกลียดการรักษาเจ้าทึ่มอย่างมัน” ซัลสบถ แต่ก็เดินเข้าไปในวงแหวน

 

“อย่าเข้ามา ท่านจะตกอยู่ภายใต้อำนาจของความตายถ้าท่านเข้ามา” เขาบอกชายชรา

 

“ข้าจะไม่เข้าไป” เขาบอกอย่างลนลาน “และข้าจะกันไม่ให้ใครเข้าไปด้วย”

 

“ข้าจะขอบคุณมาก” ซัลตอบรับ แน่นอนว่าเขาได้กางเกราะป้องกันจากรูนส์เพื่อไม่ให้ใครเข้ามาแล้ว แต่ว่ามันจะช่วยประหยัดพลังงานของเขามากขึ้นหากไม่มีใครคิดลอง และเขาก็ต้องการพลังที่เหลือทั้งหมด การดับไฟนั้นเหนื่อยเป็นอย่างมากเนื่องจากว่าเขาได้ใช้พลังงานส่วนมากไปก่อนหน้านี้แล้วเพื่อสร้างภาพลวงตาและแปลงรูปสิ่งของโดยปราศจากตัวช่วยรวมศูนย์อย่างไม้กายสิทธิ์ที่เขาเคยใช้ – การรักษาบาดแผลเหล่านี้จะใช้พลังงานของเขาจนหมดเกลี้ยง เขาไม่อยากจะต้องใช้มันไปมากกว่านี้

 

Xxx

 

แน่นอนว่าไม่มีอะไรง่ายเลยเกี่ยวกับผู้วิเศษที่เขากำลังรักษาอยู่นี่

 

หลังซัลลากปิดวงกลมและเริ่มการรักษาสภาพ เสกให้เสื้อผ้าที่เกะกะขวางทางหายไปจากลำตัวผู้วิเศษ – วงแหวนพิธีกรรมก็แจ้งเตือนในนาทีต่อมาว่าหัวใจของผู้วิเศษตัดสินใจจะหยุดเต้นลงแล้ว

 

“แค่การรักษาสภาพก็กินแรงมากพอแล้ว” ซัลสบถในภาษาพาร์เซล “เจ้าก็ยังจะเพิ่มงานให้ข้าอีกนะ!

 

แน่นอนว่าคนเจ็บไม่ได้ตอบกลับมา

 

ซัลเสกถ้วยใบหนึ่งขึ้นมาและเทน้ำลงไป – ซึ่งเขาได้ใช้เวทมนตร์ฆ่าเชื้อและให้ความร้อนเรียบร้อย – จากขวดน้ำของเขา ร่ายคาถาทำความสะอาดมือทั้งสองและทำให้มันปลอดเชื้อ จากนั้นก็ใช้พลังของธันเดอร์เบิร์ด สายฟ้าเส้นหนึ่งวิ่งจากฝ่ามือซึ่งวางทาบกับอกของผู้วิเศษ – สายฟ้าที่ก่อเกิดจากเวทมนตร์ซึ่งซัลไม่อยากใช้เลย เหมือนกับน้ำตาของนกฟินิกส์และสายตาที่ใช้ตรวจจับความร้อนของบาซิลิสก์โดยไม่ต้องเปิดเปลือกตาซึ่งเป็นหนึ่งในเวทมนตร์ประจำตระกูลนั่นแหละ – เพราะมันสิ้นเปลืองพลังเป็นอย่างมาก...กระแสไฟฟ้าไหลผ่านร่างของคนเจ็บ ทำให้ร่างดังกล่าวดิ้นเร่า – เขาไม่รู้สึกตัวหรอก เพราะว่าหมดสติอยู่ – มันทำให้หัวใจกลับมาเต้นอีกครา แล้วมันก็หยุดลงอีกรอบทำให้ซัลสบถลั่น เขาสะบัดเรียกข่ายมากสีสันมาด้วยมือซ้ายอีกครั้งหนึ่ง

 

“เยี่ยมจริงๆ” เขาคิด “เขาเสียเลือดมากเกินไป”

 

เขาวางย่ามที่พกอยู่ใต้ผ้าคลุมลงและเปิดมันเอาชุดน้ำยาออกมา เขาเสกเรียกน้ำยาเพิ่มปริมาณเลือด[2]และอื่นๆมาด้วยเวทมนตร์ ไม่ได้เสียเวลามาพยายามหามันด้วยตัวเอง หนึ่งในน้ำยานั้นเพื่อให้คนไข้ของเขาตกสู่ภาวะวิกฤตทางเวทมนตร์ไปอีกเป็นชั่วโมงเพื่อยื้อชีวิตเขาไว้และอีกหนึ่งเพื่อรักษาเสถียรภาพของอวัยวะภายใน

 

มืออีกข้างเขาค่อยๆดึงมีดเล่มหนึ่งของเขาออกมา ปล่อยมันกลางอากาศเพื่อให้มันลอยโดยอาศัยเวทมนตร์ช่วยเหลือและก็เสกเปลวไฟมาฆ่าเชื้อ จากนั้นเขาก็ทำให้คนที่นอนไร้สติดื่มน้ำยาทั้งหลายและก็ทำการช็อตไฟฟ้ากระตุ้นหัวใจอีกรอบ

 

มันเต้นอย่างติดๆขัดๆ ติดๆขัดๆ ติดๆขัดๆ และก็กลับมาเริ่มเต้นเป็นปกติอีกครา

 

“วิกฤตแรกผ่านพ้น” ซัลพึมพำและจ่อมีดลงเหนืออกของผู้วิเศษ

 

ซัลสูดหายใจเข้าลึก กระตุ้นรูนส์ป้องกันให้แน่นหนากว่าเดิมบางส่วน และตรวจดูรูนส์สำหรับฆ่าเชื้อโรค จากนั้นเขาก็ผ่าเปิดร่างของคนไข้และค่อยๆตรวจดูบาดแผลที่เขาเห็น

 

เขารู้สึกไม่สบายเท่าไหร่

 

จนตอนนี้มีน้อยครั้งนักที่เขาจะผ่าเปิดแผ่นอกของผู้อื่นเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บด้วยตนเอง มันเป็นที่พึ่งสุดท้าย แต่เขารู้ว่าเขาไม่สามารถรักษาสิ่งที่เขามองไม่เห็นได้ในรอบนี้ เขาอาจจะพลาดบางสิ่งที่มีอันตรายถึงชีวิตหากว่ารักษาโดยไม่ได้มองดูด้วยตาตัวเองจริงๆ

 

บันทึกถึงตัวเองว่าให้หาคาถาที่จะตรวจมองภายในร่างกายโดยไม่ต้องผ่ามันเปิดออกด้วยทีหลัง” ซัลวาซาฮาร์พึมพำเงียบๆเป็นภาษาคัมราอิกระหว่างที่เช็ดทำความสะอาดโลหิตจากปากแผล เขามองยังส่วนที่บาดเจ็บและหยิบสมุนไพรมาสองอย่าง ปล่อยมันลงในน้ำที่เขาต้มฆ่าเชื้อโรคไว้ก่อนหน้านี้

 

จากนั้นเขาก็ทำความสะอาดมือของเขาด้วยคาถาอีกครั้งก่อนจะเริ่มสัมผัสแต่ละอวัยวะ ข่ายมนตร์เหนือร่างของผู้วิเศษเปลี่ยนไปเพื่อแสดงให้เห็นอาการบาดเจ็บของอวัยวะที่ถูกสัมผัสแทนที่จะเป็นผลการตรวจของทั้งร่างกาย

 

เขาวาดรูนส์และเฮียโรกลิฟอย่างรอบคอบบนอวัยวะดังกล่าว หยดน้ำยาลงไปและสมานแผลด้วยคาถา มันเป็นงานที่เหน็ดเหนื่อยและซัลวาซาฮาร์เกลียดมันมาก – โดยเฉพาะในวันนี้ เพราะว่าเขาเริ่มรู้สึกได้ถึงผลของการเปลืองพลังจากการใช้คาถาทั้งหลายก่อนหน้านี้แล้ว

 

เขาพยายามไม่สนใจความรวดร้าวที่ร่างกายเริ่มรู้สึก หลังจากที่ได้วาดรูนส์ลงบนข้อเท้า ข้อมือและหน้าผากของผู้วิเศษ

 

แล้วเขาก็ปาดข้อมือของตัวเองเพื่อใช้โลหิตชองตัวเองในการวาดรูนส์อื่นๆบนร่างของผู้วิเศษ รูนส์เหล่านั้นส่องแสงและจางหายไป มันจะช่วยรักษาคนเจ็บหลังจากซัลเสร็จสิ้นพิธีกรรมแล้ว

 

ทีนี้ก็มาถึงขั้นตอนสำคัญ

 

เขาคว้าชามน้ำสมุนไพรมาและจุ่มอวัยวะลงในน้ำยารักษานี้จนบาดแผลหายไป

 

จากนั้นเขาก็เชื่อมประสานกระดูกซี่โครง แต่อย่างไรก็ตามปอดเป็นสิ่งเดียวที่ไม่มีน้ำยาหรือคาถาใดจะสมานได้

 

มีสิ่งเดียวที่ซัลทำได้

 

เขาร่ำไห้

 

หยาดน้ำตาร่วงหล่นลงสู่ปอด สมานรอยฉีกเหมือนกับที่น้ำตานกฟินิกส์ทุกหยดบนโลกสามารถทำได้ เขารู้สึกถึงพลังเวทมนตร์อันร่อยหรอของเขาเมื่อรักษาด้วยหยาดน้ำตา แม้ว่าจะเป็นความสามารถที่ได้รับสืบทอดมามันก็ยังต้องใช้เวทมนตร์เป็นตัวให้พลังอยู่ดี...

 

“ข้าจะไปไล่ล่าเจ้าในโลกหลังความตายหากเจ้าคิดแม้แต่จะตาย” ซัลข่มขู่ “ข้าเกลียดนักที่ต้องมาเปลืองพลังเวทอย่างนี้ ถ้าหากว่ามันไม่ได้อะไรล่ะก็เจ้าจะสำนึกที่เจ้าตายไปตลอดกาล!

 

เขารู้ว่าคนที่โดนข่มขู่อยู่นี่ไม่รู้สึกตัว แต่เขาก็ทำมันอยู่ดี อย่างน้อยก็ต้องเอาความขุ่นข้องหมองใจกับเจ้าผู้วิเศษโง่ที่ดันโชคดีนี่ออกมาจากอก

 

เขาตรวจสอบร่างทั้งร่างอีกครั้งและถอนหายใจ ส่วนที่บาดเจ็บสาหัสที่สุดถูกสมานไปแล้ว ไม่มีอาการบาดเจ็บใดรุนแรงถึงชีวิตอีกแล้ว อาการกระทบกระเทือนก็ดีขึ้นเพราะรูนส์โลหิตที่ซัลเขียนด้วยเลือดของเขาบนหน้าผากของผู้วิเศษ และแม้ว่าขาจะยังหักอยู่นั้น อาการติดเชื้อที่มีในตอนแรกหายไปแล้ว

 

คราวนี้เขาต้องเชื่อมปิดรอยผ่าอีกครั้ง...

 

ซัลต่อกระดูกสันอกที่เขาต้องทุบทิ้งเพื่อจะสามารถรักษาปอดได้ก่อนหน้านี้ หลังจากนั้นเขาก็สำรวจดูผลงานอีกครั้งหนึ่ง ไม่มีอะไรดูออกนอกที่นอกทาง ทุกอย่างถูกรักษาเรียบร้อย

 

เขาค่อยๆเชื่อมชั้นกล้ามเนื้อจนกระทั่งรู้สึกได้ว่าพลังเวทมนตร์ของเขาต่อต้านไม่ให้ใช้อีกต่อไป หลังจากนั้นเขาแค่เสกเข็มขึ้นมาเล่มหนึ่งและฆ่าเชื้อมันก่อนจะเย็บปิดส่วนที่เหลือ – ผิวหนังส่วนที่เขาเป็นคนผ่าเองและส่วนที่โดนมีดของผู้อื่นเฉือนมา โชคดีที่มีดอื่นๆไม่มียาพิษเคลือบ ถ้าเป็นเช่นนั้นซัลไม่มั่นใจว่าจะสามารถช่วยชีวิตเขาได้หรือไม่...

 

ในท้ายที่สุดเขาก็ปรับตำแหน่งของกระดูกขาให้เข้าที่และยึดมันไว้ด้วยไม้และพันผ้าเอาไว้ง่ายๆ เขาจะมาเชื่อมมันทีหลัง ทันทีที่พลังเวทมนตร์ของเขาฟื้นคืนมามากพอ...

 

ซัลเซไปมา รู้สึกเหนื่อยล้าถึงขีดสุด

 

เขาทำลายวงแหวนพิธีกรรมและมองเส้นสายทั้งหลายและเตียงหินหายไป ทิ้งไว้เพียงผู้วิเศษที่นอนราบอยู่กับพื้น

 

จากนั้นเขาก็ล้มลงไปและหมดสติ

 

Xxx

 

เมื่อซัลฟื้นขึ้นมาอีกครา เขายังคงนอนราบอยู่กับพื้น แต่ตอนนี้มีผ้าห่มคลุมเขาเอาไว้

 

“เป็นอย่างไรบ้าง” เสียงหนึ่งเอ่ยถามและสายตาของซัลก็เลื่อนไปยังคนที่พูดขึ้นมา เป็นผู้วิเศษที่เขารักษานั่นเอง

 

เขานั่งอยู่ข้างซัล มีผ้าห่มคลุมเข่าเอาไว้ด้วยเหมือนกัน

 

“เจ้าไม่ได้เดินไปมาใช่ไหม?” ซัลถามอย่างกังวล

 

“ผู้รักษาห้ามไว้” ผู้วิเศษตรงหน้าตอบงึมงำ “นางบอกว่าถ้าข้ากล้าเดินออกจากที่นางจะล่ามเขาไว้เหมือนกับหมาด้วยแส้”

 

ซัลถอนหายใจอย่างโล่งอก

 

“ถ้าเจ้าออกไปเจ้าอาจทำให้สิ่งที่ข้าทำไปสูญเปล่า” เขาถอนใจและทันใดนั้นคนตรงหน้าก็รู้สึกผิด

 

“โอ้...” เขาพูด ตะกุกตะกัก “ข้าคิดว่า...ในเมื่อเจ้าใช้เวทมนตร์รักษาข้าไปแล้ว...หรือนั่นคือสิ่งที่คนอื่นบอกมา...ข้า เอ่อ ข้า...”

 

“กระทั่งเวทมนตร์ก็ไม่สามารถรักษาบาดแผลสาหัสเช่นของเจ้าได้โดยไม่ใช้เวลา” ซัลบอก ยังคงรู้สึกล้าถึงขีดสุด

 

ผู้วิเศษจ้องเขาด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก

 

“เจ้ายังดูเหมือนผีอยู่เลย” เขาแสดงความเห็น

 

การรักษาคนด้วยพิธีกรรมอย่างที่ข้าทำเป็นอะไรที่กินพลังอย่างมาก” ซัลเอ่ย “ข้าต้องพึ่งเวทมนตร์ของตัวเองเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ปกติผู้วิเศษสามารถใช้พลังเวทมนตร์จากภายนอกเพื่อช่วยได้ – เหมือนกับเวทมนตร์ที่อยู่ในไม้กายสิทธิ์ของเจ้า – แต่ในพิธีกรรมเช่นนี้มันมีแค่เวทมนตร์ จิตวิญญาณและโลหิตของเจ้าเอง เจ้าสามารถใช้สมุนไพรกับน้ำยาและคาถาต่างๆได้ – แต่ทั้งหมดก็ขึ้นกับพลังของเจ้าทั้งนั้น สิ่งเหล่านั้นสามารถช่วยสนับสนุนได้ แต่ไม่เหมือนกับการใช้ไม้กายสิทธิ์...”

 

เขาไม่พูดอะไรเกี่ยวกับพลังมหาศาลที่หายไปตั้งแต่ก่อนจะเริ่มรักษาคนตรงหน้า จุดอ่อนของเขาไม่ใช่สิ่งที่ควรบอกคนที่ยังอาจกลายเป็นศัตรูได้...

 

“พิธีกรรม...” ผู้วิเศษตรงหน้าพึมพำ

 

“งั้นมันคือศาสตร์มืดหรือที่ช่วยชีวิตข้าเอาไว้?” เขาฟังดูเหมือนไม่รู้ว่าควรจะรู้สึกเช่นไร

 

“ไม่ใช่” ซัลค้าน “ศาสตร์มืดเป็นอะไรที่ต่างไปจากนี้โดยสิ้นเชิง”

 

“เจ้าบอกว่าเจ้าใช้โลหิตของเจ้า - นั่นถือเป็นศาสตร์มืดสำหรับข้า”

 

“ข้าใช้น้ำตาและมือของข้าด้วยนะ” ซัลพูด กลอกตา “มันเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายข้าเช่นกัน การใช้มันนับเป็นศาสตร์มืดด้วยหรือไม่?

 

“โลหิตบรรจุไอเวทมนตร์ของตัวเรา มันถือเป็นการขโมยสายโลหิตหากว่าใช้กับผู้วิเศษอื่นๆ...หรือเมื่อเปลี่ยนมันไป...”

 

“โลหิตของเจ้ามิได้เปลี่ยนไปเมื่อข้าใช้โลหิตของข้ารักษาเจ้า” ซัลบอกอย่างเหนื่อยอ่อน “ร่างกายของเจ้าอาจมีเวทมนตร์ของข้าเจือปนไปเล็กน้อยในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า แต่หลังจากนั้นมันจะกลับเป็นปกติ ไม่เกิดอะไรขึ้นเป็นการถาวร”

 

“แต่พิธีกรรม...”

 

“มันเป็นพิธีกรรมรักษา” ซัลขัดอย่างเคืองขุ่น “ข้าเป็นดรูอิด ข้าไม่เคยเรียนการโบกไม้กายสิทธิ์มามากนัก ข้าไม่อาจใช้ไม้กายสิทธิ์ในการรักษาได้ – พิธีกรรมเป็นทางเดียวที่ข้ารู้วิธี”

 

“หยุด!” ชายตรงหน้าพูดอึ้งๆ “เจ้าหมายความเช่นไร พิธีกรรมเป็นวิถีเดียวที่เจ้ารู้?! บิดามารดาเจ้ามิได้สอนให้เจ้าใช้ไม้กายสิทธิ์ – ไม่เคยสอนว่าการอ่านตำราพิธีกรรมและใช้มันจะนำเจ้าไปสู่หนทางแห่งความชั่วร้ายหรืออย่างไร?!

 

“หนทางแห่งความชั่วร้าย?” ซัลถามอย่างสับสน

 

“ทุกคนรู้!” ผู้วิเศษบอก ดวงตาเบิกกว้าง “ถ้าเจ้าลองทำพิธีกรรมเก่าแก่เจ้าจะสูญเสียสติไป!

 

และทันใดนั้นปริศนาในหัวของซัลก็ได้รับคำตอบ

 

“เจ้ายังมีตำราของดรูอิดอยู่หรือ?” เขาถาม

 

“แน่นอน” ผู้วิเศษตอบ “แต่ไม่มีใครได้รับอนุญาตให้ใช้มัน...”

 

“...นั่นเพราะไม่มีใครมีการป้องกันในการทำมันอย่างถูกต้องแล้วอย่างไรเล่า” ซัลพูดต่อโดยไม่ต้องคิด

 

“การป้องกัน?” ชายตรงหน้าฟังดูงุนงง

 

สิ่งแรกที่ดรูอิดทำ คือเรียนรู้การป้องกันของเขาเอง” ซัลตอบ “โดยปราศจากการป้องกันดรูอิดจะไม่สามารถควบคุมเวทมนตร์ของพิธีกรรมได้และจะสูญเสียสติไปในที่สุด”

 

“การป้องกัน...” ผู้วิเศษเอ่ยอีกครั้ง รอบนี้รู้สึกทึ่ง “มีการป้องกันก่อนใช้พิธีกรรมด้วยหรือนี่?!

 

“มีสิ” ซัลตอบ “มันเป็นการป้องกันถาวรที่ดรูอิดทุกคนมีไปตลอดชีวิต ดรูอิดเริ่มสร้างมันตั้งแต่ที่เวทมนตร์พัฒนาในครั้งแรก ต้องมีการป้องกันชั้นที่สองเป็นอย่างน้อยก่อนเวทมนตร์จะพัฒนาเป็นครั้งที่สอง ถ้าหากว่าไม่มีมันจะไม่สามารถเป็นดรูอิดได้”

 

“การป้องกัน...” รอบนี้ผู้วิเศษส่ายหัว “เจ้ารู้เรื่องนี้ที่ไม่มีใครรู้กันได้อย่างไรเนี่ย?!

 

ซัลยักไหล่

 

“บิดาข้าสอนมา” เขาตอบ “การป้องกันของข้าสมบูรณ์เมื่อข้าอายุได้สิบแปด – ก่อนที่เวทมนตร์จะพัฒนาเป็นครั้งที่สองด้วย ดังนั้นการใช้พิธีกรรมปลอดภัยสำหรับข้า ข้าจะไม่สูญเสียสติ – และข้าจะไม่ตกลงสู่หนทางแห่งความมืดยกเว้นว่าข้าจะเลือกมันด้วยตนเอง”

 

“เช่นนั้น...เจ้าก็แค่สามารถใช้ทุกพิธีกรรมในหนังสือได้อย่างนั้นหรือ?” เขาถามซัล

 

“อ่า...ข้าไม่รู้สิ” ซัลตอบในที่สุด “ข้ามีตำราจากบิดาและมารดาอยู่บ้าง - แต่พิธีกรรมส่วนใหญ่ที่ข้ารู้ข้าไม่เคยเขียนมันไว้เลย – และข้าเองก็คิดว่าบิดาข้าเองก็ไม่เคยคิดว่าต้องเขียนเหมือนกัน”

 

“งั้น...พิธีกรรมพวกนี้ก็แค่อยู่ในหัวของเจ้าอย่างนั้นเลยหรือ?” ผู้วิเศษถามอย่างอัศจรรย์ใจ

 

“ก็นะ ข้าจะดูตำราทุกครั้งที่ต้องทำพิธีกรรมไม่ได้หรอก – บางครั้งมันก็มีสถานการณ์เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายอย่างของเจ้า เจ้าคงจะตายไปแล้วหากว่าข้าต้องมาดูตำราก่อน” ซัลตอบ ไม่ค่อยมั่นใจว่ามันไม่น่าเชื่อตรงไหน

 

“เอ่อ...แต่พิธีกรรมบางอย่างซับซ้อนมากเลยนะ – เจ้าจำหมดนั่นได้อย่างไร?

 

รอบนี้เป็นซัลที่จ้องเขา

 

“เจ้ารู้ได้อย่างไร?

 

“เอ่อ...ข้ามีตำราอยู่บ้างในกริงกูดส์” เขาตอบออกมาในที่สุด “มันเป็นมรดกของตระกูลแต่น้องสาวกับข้าตัดสินใจจะเอามันไปเก็บไว้เพื่อไม่ให้ใครคิดใช้มัน”

 

คราวนี้ซัลสนใจอย่างจริงจัง

 

“เจ้ามีห้องนิรภัยที่กริงกูดส์?” เขาถาม รู้ว่าธนาคารของก็อบลินนี้ไม่ยุ่งเกี่ยวกับพวกผู้วิเศษดังนั้นเหตุใด...

 

“เอ่อ...ใช่...เอ่อ...เป็นบางอย่างเกี่ยวกับตระกูลน่ะ” ผู้วิเศษตรงหน้าตอบอย่างเป็นกังวลและระมัดระวัง “ข้ารู้ว่าปกติผู้วิเศษไม่มีห้องนิรภัยแต่...เอ่อ ครอบครัวของข้าเป็นหนึ่งเดียวที่ได้รับอนุญาต...บางอย่างเกี่ยวกับ...เอ่อ...พวกก็อบลินใช้คำอย่างไรนะหลังจากเราช่วยพวกเขาแล้วได้รับอนุญาตให้มีห้องนิรภัยน่ะ? เอ้อ...หัวหน้าตระกูลของเรา?

 

“หัวหน้าตระกูล?” ซัลรู้อยู่แล้วว่าหัวหน้าตระกูลคืออะไร คือผู้นำของตระกูลก็อบลิน[3] คล้ายๆกับลอร์ดและผู้นำตระกูลในครอบครัวผู้วิเศษ แต่ปกติผู้นำตระกูลผู้วิเศษจะไม่ถูกยอมรับเป็นหัวหน้าตระกูลโดยพวกก็อบลิน และผู้วิเศษจะไม่มีห้องนิรภัยเป็นของตัวเองนอกไปเสียจากว่า...

 

“เจ้าเป็นเลอเฟย์” ซัลเอ่ยด้วยความเข้าใจ เขาเป็นหัวหน้าตระกูลของเลอเฟย์ในสายตาของเหล่าก็อบลิน เขาเองมีห้องนิรภัยเป็นของตัวเองและแน่นอนว่าจะไม่มีก็อบลินตนไหนบ่นวุ่นวายถ้าหากสมาชิกในครอบครัวของหัวหน้าตระกูลอยากมีบ้าง

 

“เอ่อ...ใช่” ผู้วิเศษตรงหน้าตอบ “ก็อดดริก เลอเฟย์ยินดีรับใช้ทั้งเจ้าและตระกูลของเจ้า แม้ว่าข้าจะไม่เข้าใจว่านามสกุลของข้าไปเกี่ยวอะไรกับห้องนิรภัยในกริงกูดส์”

 

“ทุกอย่าง” ซัลตอบ “เจ้าเป็นสมาชิกตระกูลของมอร์กานาธ – ดังนั้นเจ้าอยู่ในตระกูลก็อบลิน และสมาชิตระกูลจะมีห้องนิรภัยเป็นของตัวเองในกริงกูดส์”

 

“สมาชิกตระกูลของมอร์กานาธ?” ก็อดดริกถาม “ใครคือมอร์กานาธนะ มเยอดิน?!

 

ซัลจ้องก็อดดริก

 

มเยอดิน?!

 

พวกเขาใช้นามของบิดาเขาในการสบถแล้วหรือ?!

 

มันประหลาด ประหลาดมาก แน่นอนว่าครั้งหนึ่งซัลเองก็เคยพูดว่า “เมอร์ลินเถอะ” แต่ว่านั่นมันนานมาแล้ว การได้ยินมันอีกครั้ง แม้ว่าชื่อของบิดาจะยังเป็น มเยอดินอยู่ก็ยังแปลกสำหรับเขาอยู่ดี

 

“เอ่อ...คือ...” ซัลไม่รู้ว่าควรตอบคำถามนี้อย่างไร เขาควรจะบอกไปตรงๆเลยหรือว่า “ข้าคือมอร์กานาธ”?!

 

“เอ่อ...มอร์กานาธ นั่นคือนามก็อบลินของหัวหน้าตระกูลเจ้า” เขาบอกออกไป

 

“เหอ? แต่ไม่ใช่ว่าหัวหน้าตระกูลนั้นเหมือนกับผู้นำตระกูลหรอกหรือ?” ก็อดดริกถาม

 

“ถูกแล้ว”

 

“ไม่ใช่ว่าผู้นำตระกูลควรเป็นหัวหน้าตระกูลหรือ?

 

“อืม...นั่นซับซ้อนมาก” ซัลพูดในที่สุด “เขา...เขาเป็นทายาทของมอร์กาน่า แต่เขายังไม่ใช่ผู้นำตระกูล”

 

“โอ้...ข้ารู้” ก็อดดริกตอบและเอาแหวนบนนิ้วที่ซัลเคยเห็นแค่เพียงครั้งเดียวให้ซัลดู “ดูสิ ข้าเป็นผู้นำตระกูลอยู่ ดังนั้นเขาเป็นไม่ได้แน่ๆ”

 

ซัลมองแหวนวงนั้น

 

“งั้นเจ้าก็ไม่ได้เป็นเพียงสมาชิก แต่เป็นผู้นำตระกูล” เขาสรุป มองไปยังแหวนที่อีกฝ่ายสวม

 

เช่นนั้นนี่ก็เป็นหนึ่งในบรรพบุรุษของเขา...

 

“ใช่แล้ว” ก็อดดริกยืนยันและดวงตาสีเขียวพิฆาตของเขาก็สบกับดวงตาสีเดียวกันของซัล “แต่เจ้าก็ยังไม่ได้บอกว่าเจ้าคือใครอยู่ดี”

 

ซัลหน้าเห่อร้อนขึ้นมา

 

“อภัยให้ข้า” เขาบอก พยายามยับยั้งไม่ให้เลือดไปกองกันที่ใบหน้า เพราะลืมมารยาทและธรรมเนียมไป “ข้าแค่รู้สึกทึ่ง ที่เจ้าเป็นเลอเฟย์ - และข้าลืมไป ข้าคือซัลวาซาฮาร์ เอมรีส์ ยินดีรับใช้”

 

“ซัลลาซาร์ เอมรีส์? เหมือนกับมเยอดิน เอมรีส์น่ะหรือ?!” ก็อดดริกถามอย่างอัศจรรย์ใจและตอนนี้มองเขาอย่างพิจารณา

 

“เอ่อ...ใช่...” ซัลเอ่ยออกมาในที่สุด “เขาเป็น...” เขาชะงัก ไม่อาจบอกว่า บิดาได้ เพราะว่าก็อดดริกไม่เชื่อเขาแน่ แต่เขาก็บอกว่าเป็น บรรพบุรุษไม่ได้เช่นกันเพราะว่ามันรู้สึกไม่ใช่เลย

 

“ข้า...ข้าหมายถึงเขาเป็นญาติข้า” เขาเปลี่ยนประโยคของเขาในท้ายที่สุด

 

“ญาติ?” ก็อดดริกถามพร้อมรอยยิ้มกว้าง “คำที่ถูกคงเป็น บรรพบุรุษเสียมากกว่า สหาย”

 

“ถ้าเจ้าคิดอย่างนั้น” ซัลตอบยักไหล่ “และนามของข้าคือซัลวาซาฮาร์ มิใช่ ซัลลาซาร์

 

ก็อดดริกแค่โบกมือไม่สนใจคำแก้ไข

 

ในจังหวะนั้นผู้รักษาชราก็เดินมาหาพวกเขา

 

“ตอนนี้ท่านตื่นแล้ว” นางเอ่ยกับซัล ซัลพยักหน้าให้และบอกว่า “มันเหนื่อยมากที่จะช่วยเขา” ระหว่างที่ชี้ไปยังก็อดดริก

 

“ข้าเชื่อ” นางตอบ มองซัลอย่างพินิจพิเคราะห์

 

“เมื่อข้ายังเด็กข้าเคยพบกับชายหนุ่มคนหนึ่งเช่นท่าน เขาช่วยชีวิตพี่สาวของข้าไว้หลังจากนางถูกหมีทำร้าย เป็นเรื่องบังเอิญมากที่เขาผ่านมาช่วยเหลือพอดี เขามาจากสนามรบ เสื้อผ้าของเขาขาดวิ่น ตัวเขาเองก็เต็มไปด้วยเลือดและเหนื่อยล้า แต่ทันทีที่เขาพบพี่สาวข้าเขาก็ช่วยนางด้วยทุกอย่างที่เขามี” นางบอกพวกเขา

 

“เขาทำเช่นนั้นหรือ?” ก็อดดริกถามอย่างสนใจ

 

“ใช่แล้ว” หญิงชรากล่าว “และเขาเป็นคนแรกที่สอนให้ข้ารักษา” และจบประโยคนั้นนางก็มองมายังซัลที่หน้าแดงขึ้นอีกครั้ง เขาจำเหตุการณ์นั้นได้ แม้ว่าเขาคงจะไม่คิดเชื่อมโยงผู้รักษาชราคนนี้เข้ากับเด็กน้อยที่หวาดกลัวในวันนั้น

 

เมื่อเขาหน้าแดงเช่นนั้น นางก็ยิ้มให้และซัลก็รู้ตัวว่าเขาโดนจับได้เสียแล้ว

 

“แต่ข้าไม่เคยมีโอกาสขอบคุณเขาที่ช่วยเหลือนางไว้เลย” นางพูดต่อ ยังคงจ้องมาที่ซัล เขายิ้มให้นาง

 

“ข้ามั่นใจว่าเขารู้ว่าท่านรู้สึกเช่นไร” เขาเอ่ย “และข้ามั่นใจว่าเขารู้สึกขอบคุณในสิ่งที่ท่านทำให้ข้า”

 

“ข้าไม่ได้ทำอะไรให้ท่านเลย” นางเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม

 

“โอ้ ท่านได้ช่วยแล้ว” ซัลบอก “ท่านหยุดไม่ให้เจ้าทึ่มตรงนี้ยืนขึ้นระหว่างที่ข้าหมดสติ นั่นช่วยมากพอแล้วล่ะ”

 

“อืม ข้าจำได้ว่าเขาไม่ยอมให้พี่สาวข้าลุกขึ้นไปเป็นวัน – และแผลของพี่เองก็ยังอันตรายน้อยกว่าของก็อดดริกเสียอีก” เมื่อจบประโยคนางก็มองลงไปยังก็อดดริกที่หน้าแดงแจ๋ราวกับมะเขือเทศ

 

“ท่านก็รู้ว่าข้ากำลังจะไปหาน้องสาวและคู่หมั้นของข้า” เขาพูดพลางส่งสายตาหมาน้อยอ้อน “ข้าสัญญาไว้ว่าจะไปถึงอาทิตย์นี้ ข้าไม่ได้วางแผนจะกลายเป็นเหยื่อของไวกิ้งระหว่างทางไปสักหน่อย”

 

“เจ้าไม่ใช่ เหยื่อของไวกิ้งอย่างที่เจ้าว่า” หญิงชราเอ่ยอย่างเอ็นดู “เจ้าออกเดินทางไปแล้วตอนที่ไวกิ้งมาถึง เจ้าแค่กลับมาเพื่อช่วยเรา”

 

“และให้ข้าเดา – เขาพุ่งเข้าไปในการต่อสู้เลยทั้งอย่างนั้น” ซัลพูดพร้อมเลิกคิ้ว

 

“เขาทำเช่นนั้น” หญิงชราเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม “มันมีเหตุผลอยู่ว่าทำไมทุกคนถึงเรียกเขาว่ากริฟฟินดอร์”

 

ซัลเกือบสำลักอากาศ

 

“อะไรนะ?!” เขาถาม หันไปมองก็อดดริก ผู้วิเศษอีกคนยักไหล่

 

“เจ้าก็รู้...กริฟฟินดอร์ – เหมือน พรของกริฟฟินพวกเขาตั้งมันให้ข้าหลังข้า...เอ่อ...ไปจั๊กจี้มังกร[4]มา...”

 

ซัลทำได้แค่จ้องเขา

 

“คนๆหนึ่งจะถูกเรียกว่า พรของกริฟฟินได้อย่างไรหลังไปจั๊กจี้มังกรมา? และใครมันคิดได้อย่างไรจะไปจั๊กจี้มังกร?!

 

“เอ่อ...นั่นเป็นเรื่องยาวเลย” ก็อดดริกว่า “สั้นๆคือข้าพนันกับคู่หมั้นของน้องสาวข้า เพฟเวอเรล กริม[5] – ถึงตอนนั้นเขาจะไม่ใช่คู่หมั้นของนางก็เถอะ ข้าเลยไปจั๊กจี้มังกร...อ่า...และตอนที่มันตื่น...ข้าเอ่อ...ข้าคงจะตายไปแล้วถ้าเกิดว่าไม่มีกริฟฟินตัวนั่น...และ...มัน...ข้าคิดว่ามันอยากได้ทองของมังกรเองหรืออะไรประมาณนั้น...เอ่อและ...ผลก็คือข้ารอดมาและก็เอาสมบัติกลับมาด้วยบางส่วน จากนั้นมาชาวบ้านรอบๆนี้เลยเรียกข้าว่า กริฟฟินดอร์’ – เพราะว่ากริฟฟินนั่นได้ให้พรกับข้าให้มีชีวิตอยู่ได้นานขึ้น...”

 

“อาฮะ...” ซัลเอ่ยและส่ายศีรษะ “เอาล่ะ...เจ้าเพิ่งได้พิสูจน์ให้ข้าเห็นว่าเจ้าป่วยทางจิตแน่นอน”

 

“ข้าบอกว่าแค่พนันกันอย่างไรเล่า!” ก็อดดริกเถียงอย่างเคืองๆ “และตอนนั้นข้าอายุได้สิบเอ็ดหนาว! ข้ายังเล็ก โง่เขลาและบ้าบิ่น”

 

“งั้นยินดีด้วย! ตอนนี้เจ้าเพียงแค่โง่เขลาและบ้าบิ่นเท่านั้น - เจ้าพัฒนานะนี่!” ซัลพรูลมหายใจออกทางจมูกและหญิงชราก็หัวเราะลั่น

 

“ก็อดดริกเป็นคนดี” นางบอก “แต่ท่านพูดถูก คนแปลกหน้า เขาบ้าบิ่น”

 

“เขาชื่อซัลลาซาร์ ท่านป้า” ก็อดดริกแทรกขึ้นมา “ข้ามั่นใจว่าท่านเรียกเขาเช่นนั้นได้”

 

ซัลอยากจะบอกว่าชื่อเขาไม่ใช่ซัลลาซาร์แต่หลังจากพยายามแก้ก็อดดริกมาสามวันติดเขาก็ยอมแพ้ ก็อดดริกเหมือนไม่อยากจะฟังอย่างไรอย่างนั้น

 

และแล้ว อาทิตย์ถัดมาก็อดดริกก็หายดีพอจะออกเดินทางได้ เขาไม่ค่อยพอใจและยืนยันว่าน้องสาวและคู่หมายของเขาต้องฆ่าเขาแน่เพราะว่าเขาไปถึงช้า แต่ซัลหนักแน่นพอและก็อดดริกก็อยู่จนกระทั่งแผลของเขาหายดี

 

“แล้ว...เจ้าจะไปไหนต่อ ซัลลาซาร์?” ก็อดดริกถามระหว่างที่เก็บข้าวของ ซัลแค่ยักไหล่

 

“ข้าไม่รู้สิ” เขาตอบ “ข้ายังไม่ได้ตัดสินใจตอนที่ข้าหยุดเพื่อมาช่วยเจ้า”

 

“เจ้าไม่มีที่ให้ไป?

 

ซัลยักไหล่อีกครา

 

“ก็ไม่มี” เขาตอบ

 

“ครอบครัวเจ้าเล่า? พวกเขาจะไม่คิดถึงเจ้าหรือ?

 

“ข้าไม่มีครอบครัวอีกต่อไปแล้ว”

 

“อืม งั้นไปกับข้าไหมจนกว่าเจ้าจะรู้ว่าอยากไปไหน?

 

ซัลลังเลอยู่ชั่วขณะหนึ่ง จากนั้นก็กล่าว

 

“ก็คงดีกว่า ใครจะไปรู้ว่าเจ้าจะไปทำอะไรต่อถ้าไปเองคนเดียว”

 

และนี่เป็นการตัดสินใจที่จะถูกยึดถือเป็นเส้นทางของเขาไปอีกหลายทศวรรษ

 

 

To Be Continue

 

Upcoming Chapter: 900 AD Have Relatives - มีญาติพี่น้อง

 

 

 

ตอนนี้ซัลอายุได้ราวๆ 1500 ปีแล้วค่ะ

 

[1] jotnar หรือ jotunn โยตุน เป็นยักษ์ในเทพปกรณัมนอร์สค่ะ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าต้องตัวใหญ่เสมอไป ที่จริงแล้วเหล่าเทพในเทพปกรณัมนอร์สเองก็มีสืบเชื้อสายมาจากโยตุนด้วยเช่นกัน อย่างโอดินก็เป็นลูกหลานของโยตุน โยตุนที่เรารู้จักกันเลยก็เช่น โลกิค่ะ เหมือนโลกิจากมาร์เวลนั่นแหละ ฮา ในมาร์เวลบอกว่าโยตุนเป็นยักษ์น้ำแข็งใช่ไหมคะ แต่ตามเทพปกรณัมดั้งเดิมแค่บอกว่าเป็นยักษ์เฉยๆค่ะ

 

[2] Blood Replenishing Potion น้ำยาเพิ่มปริมาณเลือด ก็เหมือนการให้เลือดเพื่อรักษาระดับปริมาณเลือดในร่างกายนั่นแหละค่ะ แต่ของพ่อมดสะดวกกว่าเนอะ เพราะว่าแค่ให้กินเลือดก็เพิ่มขึ้นเอง ไม่ต้องกังวลเรื่องการถ่ายเลือดให้ตรงหมู่เหมือนเรากัน

 

[3] Head of House ผู้นำตระกูล กับ Clan Leader หัวหน้าตระกูล ถึงในเรื่องจะอธิบายไปแล้วแต่ก็ขอมาพูดเพิ่มตรงนี้ค่ะ เป็นสองศัพท์ที่ใข้แยกกันค่ะ ความหมายหมือนกัน แต่ว่าผู้นำตระกูลใช้กับครอบครัวผู้วิเศษ ในขณะที่หัวหน้าตระกูลก็อบลินนั้นต้องเป็นหนึ่งในชนชาติก็อบลินถึงใช้คำนี้ค่ะ ดังนั้นก็คือซัลเป็นหัวหน้าตระกูลเพราะเขาเป็นคนที่เป็นหนึ่งในชนชาติก็อบลินและทำให้ตระกูลเขานับอยู่ในชนชาติก็อบลินด้วย คือเป็นคนที่ก็อบลินยอมรับ แต่ยังไม่ใช่ผู้นำตระกูลเลอเฟย์ เพราะสายตระกูลเลอเฟย์สืบไปยังสายของเมดรอวด์ และตัวก็อดดริกเองเป็นผู้นำตระกูลเลอเฟย์ในตอนนี้ แต่ว่าเขาไม่ใช่หัวหน้าตระกูลก็อบลินเพราะว่าซัลยังถือตำแหน่งนั้นอยู่ค่ะ ถ้าเกิดว่าซัลตายไปนานแล้วตำแหน่งหัวหน้าตระกูลก็จะเป็นของก็อดดริกเหมือนกัน สืบไปตามสายเลือด ถ้าเป็นตระกูลผู้วิเศษอื่นที่ไม่ได้ข้องเกี่ยวกับชนชาติก็อบลินก็จะไม่มีหัวหน้าตระกูลก็อบลินค่ะ ค่อนข้างซับซ้อนอย่างที่ซัลบอก

ไม่รู้ว่าที่พูดไปนี่ทำให้งงกว่าเดิมไหม แหะๆ ^ ^;

 

[4] Draco Dormiens Nunquam Titillandus หรือ “Never tickle a sleeping dragon หรือ “อย่าแหย่มังกรหลับ” เป็นคำขวัญประจำโรงเรียนคาถาพ่อมดแม่มดและเวทมนตร์ศาสตร์ฮอกวอตส์ จริงๆคำว่า tickle นั้นแปลว่าจั๊กจี้อย่างที่เราได้แปลไปค่ะ ในเรื่องนี้การที่ก็อดดริกไปเล่นอย่างนั้นจนกลายเป็นที่มาของคำขวัญประจำโรงเรียนที่เขาสร้างต่อมาเป็นเรื่องตลกมากเลยค่ะ อย่างที่ซัลว่า ใครมันบ้าไปแหย่มังกร ก็ก็อดดริกนี่ไง—

 

[5] Peverell Grim เพฟเวอเรล กริม จากตำนานสามพี่น้องนั้นเพฟเวอเรลเป็นนามสกุลถูกไหมคะ แต่ตอนนี้เป็นชื่อของคนๆนี้อยู่ เดี๋ยวเราก็จะได้เจอเขาในตอนถัดไปค่ะ มารอดูกันว่าเขาจะมีบทบาทอะไรในการก่อตั้งฮอกวอตส์กับสี่ผู้ก่อตั้ง

 

ชื่อของก็อดดริก กริฟฟินดอร์ที่ว่ากริฟฟินดอร์ไม่ใช่นามสกุลจริงๆเฉลยแล้วนะคะ จากที่เคยพูดคุยกับมาดามแบล็กแม่ของซิเรียสไปตั้งแต่เมื่อสิบกว่าตอนที่แล้ว จริงๆนามสกุลก็อดดริกคือเลอเฟย์นั่นเอง ตอนหน้าเราจะได้พบกับผู้ก่อตั้งคนที่เหลือกันแล้วค่ะ

 

แล้วก็ถ้าสังเกตุกันรูปลักษณ์ของซัลเมื่อตอนที่แล้วก็แต่งตัวแบบตอนนี้เลยค่ะ โอ้โห ชัดเจน—

 

ตอนนี้เป็นตอนที่ยาวที่สุดเท่าที่เคยแปลมาแล้วค่ะ 29 หน้า... //เอื้อ... แต่หลังๆมียาวกว่านี้อีกค่ะ ไม่ก็ประมาณนี้แหละ น่าจะติดๆกันด้วย


พรุ่งนี้เราเปิดเทอมพอดีเลยค่ะ ตารางลงลงเหมือนเดิมนะคะ ทุกจันทร์ ถ้าเกิดว่ามีเหตุมาลงไม่ทันจะแจ้งค่า ^ ^

 

ขอทิ้งท้ายไปด้วยโพสล้อเลียนจากทัมเบลอร์อันนี้ค่ะ > <


สิ่งที่คงจะเกิดขึ้นตอนผู้ก่อตั้งฮอกวอตส์เลือกคำขวัญประจำโรงเรียน


โรวีน่า เรเวนคลอ: เอาล่ะถ้าเราจะสร้างปราสาทและก่อตั้งโรงเรียนสำหรับเด็กผู้วิเศษทุกคน เราควรมีคำขวัญบางอย่างกันนะ


เฮลก้า ฮัฟเฟิลพัฟ: ถูก เราจะเลือกอะไรกันดีล่ะ


เรเวนคลอ: ไม่รู้สิ


ก็อดดริก กริฟฟินดอร์: (อยู่ที่ไหนสักแห่งในป่าต้องห้าม) ซัลลาซาร์ ดูนี่ ข้าจะลองจั๊กจี้มังกรที่กำลังหลับอยู่ดู


ซัลลาซาร์ สลิธีริน: ก็อดดริก นั่นมันโง่มาก อย่าไปแหย่มันเลยเถอะ


กริฟฟินดอร์: ข้าจะแหย่มังกรหลับ


สลิธีริน: อย่าไปแหย่มังกรหลับเชียวนะ


ฮัฟเฟิลพัฟ: เหอ นั่นเป็นภาษาละตินว่ายังไงนะ?


เรเวนคลอ: Draco Dormiens Nunquam Titillandus


ฮัฟเฟิลพัฟ: นั่นเป็นคำแนะนำที่ดีมากเลยรู้ไหม จะไม่มีนักเรียนของเราคนไหนตายเพราะว่าไปแหย่มังกรหลับล่ะ


เรเวนคลอ: เจ้าพูดถูก


ฮัฟเฟิลพัฟ: นี่ควรเป็นคำขวัญของเรา


เรเวนคลอ: ใช่แล้ว

 

แล้วเจอกันอาทิตย์หน้านะค^ ^

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 117 ครั้ง

10 ความคิดเห็น

  1. #461 คนที่เงียบๆ (@bell8888) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2562 / 10:09

    โอ้ มเยอดิน! มันข่าง

    #461
    1
  2. #428 เอลิซ่า (@may305) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 15 มกราคม 2562 / 21:46
    .........ตกลงชื่อบ้านไม่ใช่นามสกุล แล้วอีกสามบ้านนั่นมีที่มายังไง
    #428
    0
  3. #238 msyokky (@masitorn) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 28 กันยายน 2561 / 23:46
    กริฟฟินดอร์นี่มันกริฟฟินดอร์จริงๆ
    #238
    0
  4. #135 Carol101 (@Carol101) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2561 / 15:58
    ไรท์คะของ oriเขาแต่งจบไหมคะเพราะในลิ้งค์ที่ไรท์แปะไว้ตอนล่าสุดดูค้างๆคาๆ
    #135
    2
    • ความเห็นย่อยนี้ถูกลบแล้ว :(
    • #135-2 VizXia (@VizXia) (จากตอนที่ 25)
      14 สิงหาคม 2561 / 20:50
      ยังไม่จบนะคะ มีเท่านั้นเลยค่ะ แต่ผู้เขียนต้นฉบับมาอัพเรื่อยๆอยู่ค่ะ ถึงจะเว้นระยะนานหน่อย
      #135-2
  5. #134 Alecxia Drew (Adriene) (@war-1980) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2561 / 22:45
    ก็อดดิก...ในฟิคทุกเรื่องนายกลายเป็นคนสมองกล้ามเนื้อเสมอเลย มเยอดินเถอะ55555
    #134
    0
  6. #133 นั้งชมจันทร์ (@0897122652) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2561 / 22:44
    สมกับเป็นกริฟฟินดอร์จริงๆ บ้ามาก555. ซัลท่าจะปวดหัวไปอีกยาว
    #133
    0
  7. #132 -Cintear- (@jenny-boboo) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2561 / 22:34
    ก็อดดิกหน่อก็อดดิก จะมีเรื่องไหนที่นายจะไม่บ้าบิ่นบ้าง? อ๋อ โทษที ฉันลืมไปว่านายเป็นต้นตำรับกริฟฟินดอร์ เหอๆ
    #132
    0
  8. #131 อุ้มแอนมด (@aumandmod) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2561 / 22:12
    ปวดจิต กับก็อดดริก
    แต่ที่พีดทั้งเรื่องคือ แฮร์รี่คือตัวตนของทุกตระกูลจริงๆ
    #131
    0
  9. #130 kacu (@mucu) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2561 / 21:14
    ที่มานี้มัน เรารู้สึกเหมือนขำทั้งน้ำตาแต่ไม่มีน้ำตาอ่ะ
    รออ่านนะคะ สู้ๆค่ะ
    #130
    0
  10. #129 ไข่เจียวเบคอน (@ungeng27) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2561 / 20:26
    ที่มาของคำขวัญ..เวรเถอะ ก็อดดริก ไม่ว่านิยายเรื่องไหนก็แกเหมือนเด็ก3ขวบทุกเรื่องอ่ะ555
    #129
    0