[ฟิคแปล] Basilisk-Born แฮร์รี่ พอตเตอร์ HP Harry Potter by Ebendbild

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 26,012 Views

  • 499 Comments

  • 1,008 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    601

    Overall
    26,012

ตอนที่ 35 : Chapter 32: 900-1000 AD Betrayal of Trust - การทรยศความไว้เนื้อเชื่อใจ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2188
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 169 ครั้ง
    24 ธ.ค. 61

คำเตือนบทนี้ มีคนเมา เมามากด้วย 5555555

 

Chapter 32

Somewhere between 900 and 1000 AD – ระหว่างปีคริสตศักราช 900 ถึง 1000

Betrayal of Trust – การทรยศความไว้เนื้อเชื่อใจ

 

Xxx

 

การเริ่มต้นโรงเรียนใหม่นั้นลำบากกว่าที่ซัลคาดเอาไว้สักหน่อย คลื่นลูกแรกที่พวกเขาต้องข้ามผ่านเป็นเพียงแค่สองอาทิตย์ก่อนที่เด็กนักเรียนจะมาถึง พวกเขาตัดสินใจกันว่าเด็กๆควรมารวมตัวกันที่คฤหาสน์ตระกูลกริมและหนึ่งในพวกเขาจะเป็นคนพาเด็กๆมายังปราสาท

 

มันเป็นหนึ่งสัปดาห์ก่อนที่พวกเขาคนหนึ่งจะต้องไปที่คฤหาสน์ตระกูลกริม เมื่อวันหนึ่งซัลเดินเข้าไปในห้องโถงใหญ่และเห็นผู้ก่อตั้งคนอื่นๆกำลังรวมตัวกันอยู่หน้าโต๊ะสำหรับอาจารย์ พูดคุยกันอย่างเผ็ดร้อน

 

“เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า?” ซัลถามเมื่อเห็นใบหน้าอันเป็นกังวลของผู้อื่น

 

โรวีน่าเบ้หน้าลง

 

“เราจะมีบริวารไม่มากพอมาช่วยเราดูแลปราสาทและเหล่านักเรียน” เพฟเวอเรลเล่า “แม้ว่าเราจะนำบริวารทุกคนจากคฤหาสน์ตระกูลกริมมาที่ปราสาทเราก็จะคนไม่พออยู่ดี”

 

“ใช่ และเราก็ให้นักเรียนช่วยงานในครัวเหมือนกับที่เคยทำก่อนหน้านี้ไม่ได้แล้วด้วย” โรวีน่าเสริม “ตารางของพวกเขาเปลี่ยนไปเกินกว่าจะทำได้และมันก็มีหลายปากท้องต้องดูแลเกินไปแม้กระทั่งด้วยความช่วยเหลือของพวกเขา...”

 

“และข้าบอกเจ้าแล้วว่าแค่ให้เพิ่มเอล์ฟประจำบ้านมาในปราสาท!” เฮลก้าเอ่ย ขมวดคิ้วใส่พี่สะใภ้ของตน “มันจะเป็นทางที่ง่ายที่สุดในการรับบริวารเพิ่มโดยไม่ต้องย้ายมาจากคฤหาสน์ตระกูลกริม”

 

“เจ้ารู้ไหมว่ามันแพงแค่ไหนที่จะซื้อเอล์ฟประจำบ้านมาให้พอสำหรับปราสาทหลังนี้?” เพฟเวอเรลกล่าว ขมวดคิ้วใส่ภริยาของตน “เราไม่มีเงินมากพอจะซื้อเยอะปานนั้นและเราเองก็ไม่มีคนพอให้ผูกพันธะกับพวกเขาด้วย มันจะไม่ดีถ้าเราซื้อพวกเขามาให้พวกเขาต้องหิวโหยเพราะว่ามีเวทมนตร์ไม่เพียงพอสำหรับพวกเขา”

 

ซัลขมวดคิ้วเมื่อเขาได้ยินเช่นนั้น

 

“หิวโหย? ข้าเกรงว่าข้าจะไม่เข้าใจ...”

 

เพฟเวอเรลกะพริบตาและหันไปหาซัล

 

“เจ้าไม่เคยมีเอล์ฟประจำบ้านหรือ ตอนโตขึ้นมา?” เขาถามอย่างทึ่งๆ

 

ซัลส่ายศีรษะ “ข้าควรมีหรือ?”

 

“อืม มันเป็นเรื่องปกตินะ” โรวีน่าเอ่ย “ตั้งแต่พวกโรมันนำเอล์ฟเข้ามาในบริเทนด้วย มันก็กลายเป็นเรื่องปกติสำหรับลอร์ดผู้หนึ่งที่จะมีเอล์ฟอย่างน้อยหนึ่งตน แล้วทำไมจะไม่ล่ะ? พวกเขาเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีประโยชน์และพวกเขาเองก็ต้องให้สัตว์วิเศษอื่นๆผูกพันธะด้วยเพื่อที่จะสามารถใช้พลังได้อย่างเต็มที่ ถ้าเกิดว่าพวกเขาไม่ได้ผูกพันธะแล้วล่ะก็พวกเขาจะค่อยๆสูญเสียสติไป พวกเขาจะ หิวโหย จริงๆเพราะว่ามีเวทมนตร์ไหลเวียนในเส้นเลือดไม่เพียงพอ ถ้าเกิดว่าไม่ได้ผูกพันธะนานเกินไป พวกเขาก็จะตายลง ดังนั้นพวกเขาเลยผูกพันธะกับผู้วิเศษอย่างเราหรือเลือดบริสุทธิ์อื่นๆ เพื่อเป็นการตอบแทนพวกเขาก็รับใช้ผู้ที่ผูกพันธะด้วย”

 

ซัลฟังมันด้วยความสนใจ จนตอนนี้เขายังไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับเอล์ฟประจำบ้านในอดีตมาก่อนเลย แน่นอนว่าเขาจำด็อบบี้ได้แต่จนตอนนี้เขายังไม่เคยคิดมาก่อนว่าเอล์ฟประจำบ้านนั้นมีความเป็นมาอย่างไรหรือทำไมพวกเขาจึงมารับใช้ผู้วิเศษได้

 

“แต่มันมีจำนวนเอล์ฟประจำบ้านที่จะผูกพันธะได้จำกัดอยู่” ก็อดดริกเสริม “เลือดบริสุทธิ์อย่างแวมไพร์หรืออื่นๆนั้นจะผูกพันธะได้เยอะกว่า” – ซัลรู้สึกประหลาดใจเมื่อเห็นก็อดดริกเบะปากเมื่อเขาพูดคำว่า เลือดบริสุทธิ์ออกมา แน่นอนว่าจนตอนนี้พวกเขาเคยพูดถึงเลือดบริสุทธิ์ - หรือเฟียร์บอล์ก อย่างที่ซัลเรียก – กันแค่เพียงครั้งเดียว แต่ตอนนั้นซัลไมได้เห็นก็อดดริกเบะปากอย่างตอนนี้ – “แต่ผู้วิเศษอย่างเราๆผูกพันธะได้เพียงแค่สองเท่านั้น บางทีอาจจะสามตน – และนั่นไม่พอที่จะทำให้ปราสาทสะอาดอยู่ได้แน่นอน”

 

“และพวกเขาจำเป็นต้องผูกพันธะกับผู้วิเศษหรือ?” ซัลถามเสียงนุ่ม

 

“แล้วจะไปผูกที่ไหนเล่า?” ก็อดดริกถามพลางร้องหึ “พวกเขาต้องการเวทมนตร์เพื่อให้อยู่รอด ถ้าเกิดว่าไม่ได้ผูกพันธะกับผู้วิเศษพวกเขาจะไม่มีทางเชื่อมต่อกับเวทมนตร์ที่ต้องการ”

 

“แล้วถ้าผูกพวกเขาเข้ากับม่านพลังเล่า?” ซัลถามอย่างสนอกสนใจ “ม่านพลังของปราสาทนั้นแข็งแกร่ง ไม่ใช่ว่ามันควรมีเวทมนตร์เพียงพอสำหรับรองรับเอล์ฟประจำบ้านหรอกหรือ?”

 

เพฟเวอเรล เฮลก้าและก็อดดริกอ้าปากค้างใส่เขา ส่วนโรวีน่าขมวดคิ้ว

 

“ปราสาทต้องมีชีวิตจิตใจจึงจะมีความเป็นไปได้ในการทำเช่นนั้น” นางเอ่ยอย่างสงบ “”ข้าไม่เคยได้ยินว่ามีปราสาทที่มีชีวิตจิตใจเลย ดังนั้นไม่มีทางเลยที่เราจะทำเช่นนั้นได้”

 

สิ่งที่ทำให้ซัลขบขันเป็นที่สุด คือโรวีน่าสะดุดไปข้างหน้าในจังหวะต่อมาราวกับถูกผลัก

 

“อะไรน่ะ?” นางร้องอุทานอย่างตกอกตกใจและหันไปรอบๆเพื่อมองดูอากาศเบื้องหลังนาง

 

“ดูเหมือนบิดาข้าจะเห็นต่างออกไป” ซัลอุทานพร้อมรอยยิ้มแสยะ เขารู้ว่าแรงผลักเล็กน้อยที่ส่วนไอวิญญาณของมเยอดินทำใส่โรวีน่านั่นก็มากสุดที่จะทำได้แล้ว แต่มันก็ตลกอยู่ดีที่ได้เห็นโรวีน่าสะดุดมาข้างหน้าโดยที่ดูเหมือนกับไม่มีเหตุผลใดๆเลย

 

“บิดาเจ้า?” นางทวนด้วยดวงตาเบิกกว้างและซัลก็ทำได้เพียงพรูลมหายใจออกมาทางจมูก

 

“เจ้าอยู่ในปราสาทมาตลอดหน้าร้อนนี้แล้วก็ยังไม่รู้ตัวอีกหรือว่ามันมีชีวิตจิตใจ?” เขาถามอย่างขบขัน

 

“มีชีวิตจิตใจ?” รอบนี้เป็นเฮลก้าที่พูดขึ้น “อย่างไรกัน?”

 

ซัลยักไหล่

 

“ปราสาทหลังนี้ถูกรายล้อมไปด้วยม่านพลังจิตวิญญาณ” เขาตอบ “ม่านพลังเหล่านั้นและจิตวิญญาณของบิดาข้าเองเป็นเหตุผลว่าทำไมปราสาทถึงมีชีวิตจิตใจ”

 

“โอ” รอบนี้ความประหลาดใจของโรวีน่าก็สะท้อนไปถึงอีกสามคนด้วย

 

จากนั้นดวงตาของเฮลก้าก็เป็นประกายขึ้นมา

 

“เช่นนั้นเราก็สามารถผูกเอล์ฟประจำบ้านเข้ากับปราสาทแทนได้สินะ?” นางถามอย่างตื่นเต้น ซัลยักไหล่

 

“ข้าจะแนะนำว่าให้เพิ่มม่านพลังโลหิตเข้าไปก่อนอีกชั้นหนึ่งเพื่อเสริมพลังของม่านพลัง แต่ก็ ใช่ เราทำเช่นนั้นได้” เขากล่าว

 

ดังนั้นแทนที่จะได้พักผ่อนกันสองอาทิตย์ที่ก่อนจบฤดูเก็บเกี่ยวนั้น ซัลและคนอื่นๆก็เพิ่มม่านพลังโลหิตเข้าไปกับปราสาทและมองหาเอล์ฟประจำบ้าน มันเป็นความคิดของเฮลก้าที่ว่าจะแค่เสนอให้ปราสาทเป็นที่พักพิงแก่เหล่าเอล์ฟ

 

มันได้ผล

 

ทันทีที่ถ้อยคำถูกกระจายออกไป เอล์ฟประจำบ้านตนแรกก็ปรากฏตัวขึ้นและผูกพันธะกับปราสาท สิ้นสัปดาห์ที่สอง ปราสาทก็มีเอล์ฟถึงสิบเจ็ดตน – เพียงพออย่างน้อยสำหรับงานบ้านที่สำคัญๆ อีกสามสัปดาห์ถัดมานั้นจำนวนของเอล์ฟก็เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า

 

“บางที” ซัลคิดอย่างขบขัน “บางทีเฮลก้าก็มีความคิดที่ดีจนน่ากลัวเลยทีเดียว”

 

Xxx

 

มันเป็นคืนก่อนหน้าที่หนึ่งในพวกเขาต้องไปที่คฤหาสน์คกริมเพื่อรับตัวเด็กนักเรียนมาเมื่อพวกเขาตัดสินใจจะฉลองการเริ่มต้นของหลักสูตรรับนักเรียนในปราสาท

 

ก็อดดริกและ น่าแปลกใจมาก เพฟเวอเรล ตัดสินใจว่าต้องฉลองเหตุการณ์นี้กันอย่างถูกวิธีและก็ได้นำวิสกี้ไฟมาจากที่ไหนก็ไม่รู้ ซัลเดาว่าทั้งคู่พกมาด้วยตลอดเวลานั่นแหละ - หรือว่าซื้อมาตอนที่พวกเขาออกไปสั่งพวกเฟอร์นิเจอร์หรือดูแลที่ดินของพวกเขา

 

อย่างไรก็ดี พวกเขามีมัน – และพวกเขาก็มุ่งมั่นที่จะมอมภรรยาของพวกเขาและซัลวาซาฮาร์ให้เมาให้ได้ด้วย

 

เหล่าสตรีก็ไม่ได้ถือสาอะไรเลยสักนิด

 

กระทั่งซัลที่ปกติจะไม่ดื่มก็ไม่ได้ค้านอะไรกับการดื่มในคืนนั้น

 

“จ้าวววรู้ไหม เรากวร...เอ่อ...ควรคิดหาทางคัดสรรนักเอียน...นักเลียน...จ้าววก็รู้ที่เราไปพามาพรุ่งนี้ - เรากวรหาทางควัดสรรพวกเขาตอนเราจากไปแล้ว!” ก็อดดริกอ้อแอ้ออกมา

 

“ช่าย” โรวีน่าเอ่ย “”บังอย่างเช่นหมวกพูดได้หรือผ้าคลุมเปลี่ยนหนี...เปลี่ยนสี”

 

“ช่าย ถูก! ถูก!เฮลก้าอุทาน หัวเราะคิกคัก เพฟเวอเรลนั้นนั่งจ้องเปลวไฟของกองไฟที่พวกเขาก่อตอนเย็นแทน ใบหน้าของเขาเคร่งเครียด ราวกับว่าเพิ่งมีใครบอกเหตุผลแห่งชีวิตไปเมื่อสักครูนี้เอง

 

“เราต้องหาทางทำให้มั่นใจว่าจะมีศิษย์มาเรียนต่อไปเรื่อยๆหลังจากเราตายด้วย” เขาพูดก่อนที่น้ำตาจะไหลทะลักออกมาสายน้ำ “เราจะตายกันในวันหนึ่งและตอนนั้นจะไม่มีใครมาสานงานของเราต่ออีก”

 

ซัลวาซาฮาร์ต้องกลั้นหัวเราะแทบตายตอนเขาได้ยินเพฟเวอเรลพูด ชายคนนี้หลุดจากนิสัยปกติที่เป็นคนเคร่งขรึมตอนเมาจริงๆ

 

“บางทีเราคคควรจะไปนอนได้แล้ว” ซัลเอ่ย เขาเองก็อ้อแอ้นิดหน่อย ไม่ได้เมาหัวทิ่มเท่ากับคนอื่นๆแต่ว่าก็ดื่มวิสกี้ไฟไปเยอะพอควรและภาษาพาร์เซลก็ปนมาในน้ำเสียงของเขา

 

“ช่าย นอน ควัมคิดเด” ก็อดดริก “เตียงนู่มมมมมม อู่นนนนน ละก็นู่มมมมมมมาก”

 

“เตียงดี เตียงดี” เฮลก้าหัวเราะขำ โรวีน่าแค่หัวเราะคิกคักแต่ด้วยความช่วยเหลือจากซัลพวกเขาก็ยืนขึ้นได้ทั้งหมด ซัลดับกองไฟลงและพวกเขาก็กลับไปยังปราสาทดีๆ

 

“เจ้ารู้หมายยย เราต้องงงงมีชื่อห้ายปราสาทนา” โรวีน่าอุทานอย่างเมามาย “จะเรียกมันว่าปราสาทตาหลอดเวลาไม่ด้ายยยยย...”

 

ซัลแค่หัวเราะหึ

 

“งั้นก็คิดซักอย่างสิ” เขาเอ่ย ก่อนที่จะผลักโรวีน่ากับก็อดดริกเข้าห้องไปอย่างแรง “นอนไป สองคน”

 

หลังจากนั้นเขาก็ทำเหมือนกันกับเฮลก้ากับเพฟเวอเรล - ตราบใดที่พวกเขาอยู่ในห้องกันเขาไม่สนใจเลยว่าพวกนั้นจะไปที่เตียงกันถูกหรือเปล่า – ซัลแค่กลับไปที่ห้องของตัวเอง พอไปถึงที่นั่นเขาก็แค่ล้มตัวลงบนเตียงและก็หลับไปโดยไม่ได้เปลี่ยนเสื้อผ้า

 

เช้าถัดมามันย่ำแย่มาก – และไม่ใช่แค่เพราะว่าเขาเมาค้างด้วย

 

มันเป็นเวลาหกโมงเช้า แค่ชั่วโมงเดียวหลังจากเขาเข้าห้องไป เมื่อมีคนมาเคาะประตูห้องเขาพร้อมกับร้องเพลงไปด้วย

 

“ไปให้พ้น!

 

แต่เสียงเคาะกลับเริ่มแรงขึ้น ดังนั้นซัลเลยต้องลุกขึ้นแล้วก็เดินไปที่ประตู ข้างหน้านั้นโรวีน่ายืนอยู่ข้างๆก็อดดริก เพฟเวอเรลและเฮลก้าที่ดูง่วงงุน

 

“ข้ารู้ว่าจะตั้งชื่อปราสาทอย่างไรแล้ว!” นางเอ่ยขึ้นเสียงแหลมพร้อมเสียงหัวเราะ จากนั้นก็เริ่มร้องเพลงอีกรอบ “ฮอกส์วาร์ด ฮอกส์วาร์ด ฮอกกี้วอร์ตี้ฮอกส์วาร์ด! ฮอกส์วาร์ด ฮอกส์วาร์ด ฮอกกี้...”

 

“เออ” ซัลขัดนางพร้อมแยกเขี้ยวใส่ “เราตั้งชื่อสถาบันเราว่าฮอกส์วาร์ด ตอนนี้ให้เรากลับไปนอนได้ยัง?”

 

“ไปสิ!” โรวีน่าว่าพร้อมยิ้มสดใสและก็เดินเข้าส่วนห้องพักเขาแล้วก็ห้องนอนของเขาไป “มาไหม ที่รัก?”

 

“อา” ก็อดดริกว่า ผลักซัลเข้าไปข้างในแล้วก็เดินตามโรวีน่าไป

 

ซัลอ้าปากค้างใส่พวกเขา

 

“นั่นมันเตียงข้า! ข้าหมายถึงให้พวกเจ้ากลับไปนอนเตียงตัวเอง!” เขาร้องขึ้น

 

เฮลก้าแค่ลูบหัวเขาปุๆแล้วก็ดึงสามีของนางเข้าไปในห้องนอนของซัล

 

“มาไหม ซัลวาซาฮาร์?” นางถาม

 

ซัลทำได้เพียงจ้องนางตาค้าง

 

แล้วเขาก็ร้องหึออกมา

 

“แค่ให้เมาแล้วพวกเขาก็อ่านชื่อข้าถูก!” เขาอุทานอย่างไม่อยากเชื่อ จากนั้นก็เดินตามคนอื่นเข้าไปในห้องนอนตัวเอง

 

เมื่อซัลตื่นขึ้นมาอีกทีตอนกลางวันแสกๆ อาการปวดหัวของเขาก็แทบจะฆ่าเขาให้ตาย – แต่ไม่ใช่เพียงแค่นั้น เขาพบว่าตัวเองนอนอยู่ปลายเตียง มีท่อนแขนใครไม่รู้แหลมๆมาจิ้มหลังเขาแล้วก็มีขาข้างหนึ่งพาดทับเอวเขาไว้ เท้าข้างหนึ่งเกือบทิ่มจมูกเขาอยู่แล้ว

 

เป็นเท้าที่มีขนเต็มไปหมดแล้วก็ใหญ่ด้วย ซัลอนุมานว่ามันคงต้องเป็นของไม่ก็อดดริกก็เพฟเวอเรล

 

เขาร้องครวญในลำคอออกมา

 

ทั้งหมดมานอนเตียงเขากันได้อย่างไร เปลวไฟและสายลม?

 

แล้วเขาก็จำเรื่องเมื่อคืนได้

 

“ข้าไม่ได้ปล่อยให้ปราสาทถูกตั้งชื่อว่า ฮอกส์วาร์ดใช่ไหม?” เขาถามออกมาเสียงดัง เขาไม่อยากเชื่อเลยจริงๆว่าเขาไม่มีสติขนาดยอมเห็นด้วยกับชื่อแบบ ฮอกส์วาร์ด’!

 

“ใช่แล้ว เจ้าทำ!” เสียงของโรวีน่าได้ยินมาจากตรงไหนสักที่เบื้องหลังเขา

 

ซัลร้องหึ

 

“แล้วมันก็เป็นความคิดเจ้า!” เขาเอ่ยเสียงเย็น

 

“ใช่แล้ว! และข้าก็ยังคิดว่าชื่อมันติดปากดีนะ!” โรวีน่าเอ่ยพลางหัวเราะขัน “และเพราะว่าพวกเจ้าทั้งหมดเห็นด้วย มันก็เป็นอันตามนั้น! เราตั้งชื่อ - เรียกว่าอะไรนะ? สถานศึกษา? - สถานศึกษาของเราว่าฮอกส์วาร์ด!


“ช่าย! ฮอกส์วาร์ด สถานศึกษาคาถาพ่อมดแม่มดและเวทมนตร์ศาสตร์!” เสียงของก็อดดริกดังมา

 

ซัลทำได้เพียงถอนหายใจเฮือก

 

“มันอาจจะแย่กว่านี้ก็ได้” เพฟเวอเรลบอกเขา แล้วท่อนแขนที่จิ้มหลังเขาก็หายไปเมื่อเขายกแขนมาตบบ่าซัล

 

ซัลเถียงเหตุผลแบนี้ไม่ได้ด้วยซ้ำ อย่างไรเขาก็จำชื่อของปราสาทในอนาคตได้อยู่

 

“อย่างไรฮอกส์วาร์ดก็ดีกว่าฮอกวอตส์ - ใช่ว่าข้าจะหลอนพอจะเชื่อว่าชื่อมันจะไม่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา!” เขาพึมพำกับตัวเอง อย่างไรปราสาทก็ถูกสร้างขึ้นเหนือทะเลสาบดำและแม่น้ำที่เติมเต็มทะเลสาบอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นเมื่อดูผ่านๆจะเห็นว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ที่ม่านพลังครอบคลุมนั้นเป็นพื้นที่ลุ่มน้ำท่วมถึงแล้ว - ซึ่งก็ถูกคนพื้นที่เรียกว่า ฮอก (Haugh)ดังนั้น ฮอกส์วาร์ด (Haugh’s Wards)’ นั้นก็เหมาะสมดี ใช่ว่าเขาจะคิดว่าจะทำดีกว่านี้ไม่ได้ถ้าลองดูจริงๆก็เถอะ แต่สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจว่าไม่มีสิ่งใดที่เขาทำได้ตอนหกโมงเช้าหรอกและก็คิดว่าจะแก้แค้นที่โดนปลุกหลังจากได้นอนไปเพียงหนึ่งชั่วโมงตอนเช้าแทน

 

 “เจ้ารู้ไหมว่าวันนี้ต้องมีคนไปรับศิษย์ของเราที่คฤหาสน์ตระกูลกริม” เขาเอ่ยและจากนั้นก็แสยะยิ้ม “และข้าสัญญา ข้าจะไม่เป็นคนไปแน่ๆ” คำตอบที่ได้รับเป็นเสียงโอดครวญสี่เสียงและเสียงครวญครางเกี่ยวกับอาการปวดหัว

 

ซัลฉีกยิ้ม

 

ช่าย การแก้แค้นมันหอมหวานเสียจริง

 

Xxx

 

และแล้วก็อดดริกก็เป็นคนพาเหล่านักเรียนมายังบ้านหลังใหม่ของพวกเขาในพิคเทีย เขาจากไปเมื่อสองอาทิตย์ก่อนและกลับมากับนักเรียนทั้งหน้าเก่าและใหม่ในที่สุด

 

พวกเขาต่างจับจ้องปราสาทด้วยความฉงนสนเท่ห์หลังจากได้ข้ามทะเลสาบมาบนเรือ ซัลเป็นคนยืนยันว่าต้องทำอย่างนั้น เขาคุยกับบิดาและพวกเขาตัดสินใจจะต้อนรับนักเรียนเข้ามาและการจะเพิ่มให้พวกเขาอยู่ในฐานะผู้อาศัยของปราสาท พวกเขาต้องข้ามทะเลสาบมา เมื่อเป็นเช่นนั้นจะง่ายดายสำหรับส่วนไอวิญญาณของมเยอดินมากกว่าในการที่จะรับรู้ถึงมิตรและศัตรู

 

และแน่นอนว่าส่วนของปราสาทนั้นยิ่งน่ามหัศจรรย์เมื่อมองมาจากมุมมองของทะเลสาบ...

 

เมื่อก็อดดริกเดินเข้ามายังปราสาทพร้อมกับเหล่านักเรียน ซัลเห็นว่าสหายของเขากำลังพกดาบใหม่อยู่ที่เอว – ดาบเล่มที่ดูคุ้นเคยสำหรับซัลอย่างแปลกประหลาด

 

ซัลกะพริบตา แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจจะไม่พูดอะไรตอนนี้ เขาหันไปทุ่มสมาธิกับการพินิจใจเพื่อคัดสรรเด็กๆไปยังบ้านใหม่ของพวกเขาแทน สำหรับนักเรียนที่โตกว่าส่วนใหญ่เขาไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น เขารู้ว่าเด็กๆพวกนั้นจะปรับตัวได้ แต่สำหรับคนที่เด็กกว่าเขาก็ใช้ความสามารถของเขาในการคัดสรร มันเหนื่อยมากและไม่นานเขาก็หวังให้มีหมวกคัดสรรเพื่อจะได้หนีจากโชคชะตาการเป็น หมวกคัดสรรของเขา...

 

หลังจากพิธีเสร็จสิ้นเขามีอาการปวดหัว

 

อย่างไร เขาก็ยังเก็บเงียบเอาไว้ เขาต้อนรับเด็กๆกลับมาแทน บอกกฎใหม่และเก่าแก่พวกเขาและก็ปล่อยให้พวกเขาอยู่ในห้องนั่งเล่นรวมไปเองเป็นครั้งแรกเพื่อกลับไปยังห้องประชุมของเหล่าอาจารย์ – หรืออะไรก็ตามที่จะเป็นห้องประชุมของอาจารย์ในภายหลัง...

 

“เดินทางเป็นเช่นไรบ้าง?” เฮลก้าถามก็อดดริกทันทีที่มีผู้ใหญ่ครบทั้งห้าคนอยู่ในห้อง

 

“ดี” ก็อดดริกว่าและก็ดึงดาบที่เขาพกออกมา “ข้ายังมีเวลาไปหาก็อบลินเพื่อถามหาดาบใหม่ด้วย พวกเขาขายดาบเล่มนี้ให้ข้า”

 

ซัลจ้องไปที่ดาบเล่มนั้น มันเป็นของเขา เอ็กสก์คาลีเบอร์ – แค่ว่าอยู่ๆมันก็มีตัวอักษรสลักอยู่บนคมมีด ก็อดดริก กริฟฟินดอร์บ่งบอกนามเจ้าของอย่างภาคภูมิใจ

 

โทสะพุ่งขึ้นมาในช่องท้องของซัล

 

“ขาย?” เขาถามเสียงนิ่ม

 

“ใช่แล้ว” ก็อดดริกตอบอย่างภูมิอกภูมิใจระหว่างที่เขาลูบด้ามดาบของเขาไปมา “ก็อบลินนามการ์นัคขายมันให้ข้าในราคาที่ดีมาก เขาสลักชื่อข้าให้ด้วยตอนที่ข้าขอ”

 

“ขาย” ซัลทวน น้ำเสียงของเขาฟังดูอันตรายอย่างยิ่งยวด ก็อดดริกหยุดลูบดาบของเขาและก็จ้องมองซัลวาซาฮาร์

 

“ซัลลาซาร์?” เขาถามอย่างลังเลใจ

 

“มันขายดาบเล่มนี้ให้เจ้า?!” ซัลเอ่ย ดวงตาของเขาส่องประกายวูบวาบ จากนั้นเขาก็หันหลังไป

 

“ข้าต้องไป ข้ามีก็อบลินให้ต้องไปเชือดคืนนี้”

 

มันเป็นเพฟเวอเรลที่หยุดเขาด้วยการดึงแขนเอาไว้

 

“ซัลลาซาร์ – เกิดอะไรขึ้น?!” เขาถามอย่างอัศจรรย์ใจและก็ไม่เข้าใจสถานการณ์

 

เฮลก้าและก็อดดริกมองเขาด้วยดวงตาเบิกกว้างและโรวีน่าก็หรี่ตาลงกำลังใช้ความคิด

 

“การทรยศ!” ซัลตอบ “นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้น”

 

“ทรยศ! อย่างไร?” ก็อดดริกถามอย่างงุนงง “ข้าแค่ซื้อดาบที่ดีมากมา – มันไม่เกี่ยวอะไรกับการทรยศ!

 

 แทนคำตอบซัลหันมาทางโต๊ะและคนอื่นๆที่กำลังยืนอยู่รอบๆมัน จากนั้นเขาก็ก้าวเดินจนกระทั่งเขาไปถึงตัวก็อดดริกและกระชากดาบเล่มนั้นออกมาจากมือของก็อดดริกอย่างแรง เขากลับด้านมันและชี้นกฟินิกส์และบาซิลิสก์ที่ถูกสลักไว้บนด้ามดาบให้ก็อดดริกดู

 

“ดูนี่สสสสสสิ” เขาขู่ฟ่อ สำเนียงของภาษาพาร์เซลเจือมาในคำพูดปกติของเขา “นี่คือสัญลักษณ์ของมอร์กานาธ - หัวหน้าตระกูลของเลอเฟย์ ผู้นำตระกูลของเจ้าในสายตาของชนชาติก็อบลิน”

 

ก็อดดริกกะพริบตาและก็รับดาบจากซัลไป มือลูบรูปสลักเหล่านั้นแผ่วเบา

 

“ข้าไม่เข้าใจ...”

 

“นี่เป็นดาบของหัวหน้าตระกูล” ซัลตอบด้วยโทสะในดวงตา “มันศักดิ์สิทธิ์ในสายตาของก็อบลิน มีเพียงหัวหน้าตระกูลและทายาทสายตรงหรือบรรพบุรุษเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้ใช้งาน เจ้า ก็อดดริก คือทายาทผู้หนึ่ง เจ้ามีสิทธิที่จะใช้มัน การที่เจ้าต้องจ่ายเพื่อที่จะได้มันมาเป็นการดูถูกซึ่งตระกูลของมอร์กานาธ”

 

ดวงตาของก็อดดริกเบิกกว้างเมื่อเขาได้ยินเช่นนั้น

 

“แต่...แต่...” เขาตะกุกตะกัก แต่ซัลยังพูดไม่จบ

 

“ก็อบลินที่สามารถถ่มถุยในสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์เช่นนั้น ถ่มถุยใส่ชนชาติก็อบลินเองและการแลกเปลี่ยนทั้งหมดในชนชาติรวมถึงระหว่างก็อบลินและชนชาติอื่นๆด้วย ข้าไม่อาจปล่อยไว้ได้ ก็อบลินตนนี้ดูถูกเจ้า ดูถูกกษัตริย์จ้าวชีวิตของมันเองและดูถูกทุกชีวิตที่เคยล้มลงด้วยคมดาบนี้และผู้ที่เคยถือมันในมือ ข้าจะไม่ปล่อยให้มันมาแปดเปื้อนสิ่งที่เป็นมรดกตกทอดของบิดาและน้องชายข้า!

 

จบประโยคนั้นเขาก็สะบัดตัวให้หลุดจากการเกาะกุมของเพฟเวอเรล หยิบดาบไปเก็บเข้าฝักดาบและเร่งออกไปจากห้อง ยังคงเต็มไปด้วยโทสะเปี่ยมล้น

 

เบื้องหลังเขาได้ยินเสียงกระทบเท้าอย่างเร่งร้อนของโรวีน่าที่วิ่งตามมา

 

“อย่างไรกัน?” นางร้องถามเสียงดัง “มเยอดินเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร?”

 

นางจำได้แล้วสินะ...

 

ซัลหยุดนิ่งอยู่กับที่และหันกลับมาหานาง

 

เบื้องหลังนางก็อดดริก เพฟเวอเรลและเฮลก้ายืนอยู่ตรงนั้น – พวกเขาล้วนมีความงุนงงอยู่บนใบหน้า

 

“เจ้าพูดถึงอะไรอยู่?” ซัลถามด้วยน้ำเสียงรุนแรง

 

โรวีน่าร้องหึ

 

“อย่ามาโกหกข้า ซัลลาซาร์ เอมรีส์ บุตรแห่งมเยอดิน เอมรีส์” นางกล่าว “ข้ามิได้โง่ มันใช้เวลาสักหน่อยแต่ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นบุตรของใคร – แม้ว่าข้าจะไม่รู้ว่าเจ้ามีขีวิตอยู่ได้อย่างไรจนถึงบัดนี้ก็ตาม”

 

คนอื่นๆจ้องเขาเมื่อเขาได้ยินคำกล่าวของโรวีน่า จากนั้นก็หันมาทางซัล

 

“นั่น...นั่น...โรวีน่าพูดผิด ใช่ไหม?” ก็อดดริกตะกุกตะกัก


ซัลหน้านิ่วคิ้วขมวด แต่เขาเมินก็อดดริกไปและตอบโรวีน่าด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ เขาสามารถปฏิเสธและพยายามดิ้นให้หลุดจากคำกล่าวหาของโรวีน่าได้ แต่เขากำลังโดนโทสะเล่นงานและสิ่งที่เขาอยากทำเพียงอย่างเดียวในตอนนี้คือการเดินทางไปยังลอนดิเนียมเพื่อฆ่าก็อบลินนั่นเสีย ซัลอาจไม่เคยเป็นก็อบลินที่แท้จริงแต่เขาอยู่มากับพวกเขายืนยาวมากพอที่จะทำตัวเหมือนกับพวกเขาได้ถ้าได้ร่วมมือกัน – และตอนนี้การเลี้ยงดูอย่างก็อบลินของเขากำลังเข้าครอบงำ

 

“นี่ไม่เกี่ยวอะไรกับบิดาผู้ให้กำเนิดของข้า” เขาเอ่ยอย่างชัดเจนแต่ด้วยน้ำเสียงเย็นใส่โรวีน่า “นี่เกี่ยวกับชายผู้รับข้าเป็นบุตรบุญธรรมเพราะว่าข้าเป็นบุตรหลานของสายตระกูลเขาจากทางฝั่งมารดาข้าและเขาเองก็ต้องการทายาท นี่เกี่ยวกับน้องชายข้า อาทไม่เกี่ยวกับดาบเล่มนี้ – แต่ข้าจะไม่ยืนมองเฉยๆเมื่อนามของน้องชายและบิดาบุญธรรมของข้าต้องแปดเปื้อน”

 

เขาหันไปอีกครา เพื่อที่จะถูกหยุดเอาไว้โดยเฮลก้าในครั้งนี้

 

“บิดาบุญธรรม?!” นางเอ่ยถาม

 

ซัลไม่ได้มีปฏิกิริยาอันใดตอบ

 

“ซัลลาซาร์!” ประตูเบื้องหน้าซัลถูกพัดให้ปิดด้วยแรงลมอันหนักหน่วง โรวีน่านำไม้กายสิทธิ์ออกมาและใช้คาถาเพื่อปิดประตูลง

 

เสียงปังที่ดังขึ้นดึงซัลออกมาจากอาการโกรธจนไม่รู้สึกตัวของตัวเอง

 

เขาหยุดเดินกลางคัน

 

“ซัลลาซาร์” เฮลก้าย้ำ “เจ้าหมายความเช่นไรกับคำว่า บิดาบุญธรรม?”

 

ซัลจ้องนาง จากนั้นเขาก็ถอนหายใจเฮือกและก็ลูบหน้าผากไปมา

 

“ก็อดดริกและเจ้า...พวกเจ้าเป็นลูกหลานของน้องชายข้าเมดรอวด์” เขาตอบออกมาในที่สุด

 

“เช่นนั้นตอนที่เจ้าพูดถึงบิดาเจ้า - เจ้าหมายถึงอาเธอร์ เพนดราก้อนงั้นหรือ?!” เพฟเวอเรลถาม กึ่งอัศจรรย์ใจ กึ่งพูดไม่ออก

 

“ใช่” ซัลตอบสั้นๆ “และตอนนี้ก็ปล่อยมันไปเสีย”

 

“ข้ายังไม่เข้าใจว่าเหตุใดเจ้าจึงเป็นคนที่อยากจะไปเชือดเจ้าก็อบลินนั่น” ก็อดดริกบอก “แม้ว่า...เจ้าจะเป็นพี่ชายของบรรพบุรุษข้าและอย่างนั้นเจ้าเองก็โดนดูถูกไปด้วย – แต่ไม่ใช่ว่าข้าเป็นคนที่ควรไปเชือดเจ้าก็อบลินนั่นหรอกหรือ? ข้าหมายถึง มันเป็นสมบัติประจำตระกูลข้า มันขายดาบให้ข้า...”

 

“และมันเป็นดาบของข้าที่มันขายมา” ซัลโต้ “กับเหล่าก็อบลินข้าเป็นที่รู้จักในนาม มอร์กานาธ ข้าเป็นหัวหน้าตระกูลของเจ้าในชนชาติก็อบลินและเพราะอย่างนั้นข้าจะไปที่นั่นคืนนี้และแก้แค้น”

 

“โอ”

 

มีเพียงความเงียบ จากนั้นก็อดดริกก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง

 

“อ่า..ถ้าเช่นนั้นข้าก็จะไม่ห้ามเจ้า...”

 

“เจ้าหยุดข้าไม่ได้หรอกถึงเจ้าจะอยากทำก็ตาม” ซัลโต้และก็เปิดประตูออกอย่างแรงแล้วจากไป คนอื่นๆได้แต่มองเขาจากไป ยังคงเคว้งคว้างกับความจริงที่ได้รู้ในค่ำคืนนี้

 

Xxx

 

แรกนัคที่หนึ่ง กษัตริย์แห่งชนชาติก็อบลิน กำลังทำงานอยู่ท่ามกลางเอกสาร เขาเกลียดงานเอกสารเหล่านี้ยิ่งนัก แต่เขาก็ยังต้องทำมันอยู่ดี และเขาก็ทำมันมาตั้งแต่เช้าจนถึงบัดนี้ หลังจากทำงานมาเป็นชั่วโมงเขาเริ่มหวังให้อะไรก็ได้ ใครก็ได้มาขัดเขาที!

 

อา อย่างน้อยเขาก็หวังจะให้มันเกิดขึ้นจนกระทั่งรสสนิมเหล็กของโทสะพุ่งผ่านเข้ามาในโอษฐ์ ตามมาด้วยเปลวเพลิงอันเย็นเยียบของหัวหน้าตระกูลผู้หนึ่งที่โผล่ขึ้นมาในเส้นโลหิต แรกนัคตัวสั่นเทา

 

ในฐานะกษัตริย์แห่งก็อบลินเขาสามารถสัมผัสได้ถึงหัวหน้าตระกูลทั้งหมดรวมถึงความรู้สึกของพวกเขาด้วยยามที่พวกเขาเข้ามาใกล้ ปกติหัวหน้าตระกูลจะควบคุมอารมณ์ได้ดีมากพอที่จะไม่รบกวนกษัตริย์ก็อบลิน – และรสของโลหิตเก่าแก่บนปลายลิ้นของแรกนัคบอกเขาว่าหัวหน้าตระกูลผู้มีโทสะคนนี้เก่าแก่มากพอที่จะไม่สนใจกษัตริย์ก็อบลินได้...เว้นแต่ว่าเขาจะโกรธเกินกว่าจะสนใจแล้วหรือว่าต้องการเตือนกษัตริย์อย่างเขาก่อน

 

รอบนี้มันเป็นทั้งสองอย่าง แรกนัคเข้าใจในจังหวะที่บานประตูของเขาถูกกระแทกเปิดและหัวหน้าตระกูลผู้มีรูปร่างมนุษย์ก็ย่ำเท้าเข้ามา

 

แรกนัคไม่เคยเห็นชายคนนี้มาก่อน – แต่เวทมนตร์ของหัวหน้าตระกูลผู้นี้คุ้นเคยยิ่งนัก ดังนั้นแรกนัคจึงรู้สึกราวกับว่าเขาเคยพบชายคนนี้มาก่อน มนุษย์เพศชายผู้นี้ ที่แม้เขาจะไม่ใช่มนุษย์อย่างแน่นอนเลยก็ตาม...

 

“หัวหน้าตระกูล” แรกนัคเอ่ยทักทายชายที่เปี่ยมโทสะอย่างแผ่วเบา ชายตรงหน้าไม่พูดอะไร เขาเพียงหยิบดาบเล่มหนึ่งออกมาและโยนมันมาบนโต๊ะตรงหน้าแรกนัค กษัตริย์ก็อบลินทอดพระเนตรมองดาบเล่มนั้นและค่อยๆวางมือเหนือด้ามดาบโดยไม่แตะต้อง การแตะต้องดาบของหัวหน้าตระกูลโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้นเป็นคำดูถูกที่ไม่มีก็อบลินใดแม้แต่จะคิดทำ

 

เขารู้จักดาบเล่มนี้ กษัตริย์ก็อบลินทุกองค์รู้จักดาบของทุกตระกูล

 

ตระกูลแห่งมอร์กานาธ – ตระกูลของโอลด์

 

ตระกูลที่มีจุดยืนสูงส่งในชนชาติก็อบลิน หัวหน้าตระกูลนั้นเป็นผู้รักษาที่แข็งแกร่ง – ไม่ใช่คนที่อยากจะผิดใจด้วยเลยแม้แต่น้อย

 

เขาเงยพักตร์ขึ้นเพื่อจ้องมองไปยังดวงตาอันเย็นเยียบของชายผู้มีรูปร่างเหมือนมนุษย์ที่อยู่ตรงหน้าโต๊ะของเขา หัวหน้าตระกูลของมอร์กานาธ ตัวมอร์กานาธเอง

 

“รับไปเสีย กษัตริย์ข้า” มอร์กานาธเอ่ยลอดไรฟัน โทสะเจือมาในน้ำเสียงของเขา

 

แรกนัคเลิกคิ้วขึ้นแต่ก็ทำตามคำสั่งของหัวหน้าตระกูล – หัวหน้าตระกูลที่แท้จริงแล้วไม่เชิงว่าอยู่ใต้ปกครองของเขาแต่ก็ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของชนชาติก็อบลิน การที่จะถูกเรียกขานว่า กษัตริย์ข้าจากหัวหน้าตระกูลที่เป็นอิสระอย่างมอร์กานาธแสดงให้เห็นว่าอะไรก็ตามที่เกิดขึ้นนั้นร้ายแรงเป็นอย่างมาก

 

เขาจับมันอย่างลังเล

 

ตัวดาบนั้นเต็มไปด้วยโทสะของผู้ถือแต่ยังรวมไปถึงความรู้สึกของการถูกทรยศหักหลังด้วย การทรยศโดยหนึ่งในพวกเขา

 

“เกิดอะไรขึ้นหรือ?” แรกนัคถามอย่างเฉียบคม

 

“บุตรหลานแห่งน้องชายข้าต้องจ่ายเพื่อที่จะได้ถือดาบของข้า” มอร์กานาธเอ่ยลอดไรฟันอย่างเคืองขุ่น “เขาถูกบอกว่าดาบเล่มนั้นถูกทำขึ้นเพื่อเขา ดึงมันออกมาดู!

 

แรกนัครู้ดีเกินกว่าจะไม่ยอมทำตามคำสั่งของหัวหน้าตระกูลที่เต็มไปด้วยความขุ้นแค้นและถูกทรยศ เขาดึงดาบเล่มในมือออกมา เมื่อเขาเห็นคมดาบเขาก็กระซิบถามลอดไรฟัน

 

“ผู้ใด?” เขาถามอย่างมีโทสะเองแล้วในยามนี้

 

“เด็กคนนั้นบอกข้าว่าการ์นัค” มอร์กานาธตอบ “ข้าอยากเห็นมันเมื่อข้าถอดถอนสิทธิการช่วยเหลือของข้าจากมัน ข้าอยากเห็นดวงตาของมันเมื่อมันเข้าใจว่ามันทำผิดกับข้าเยี่ยงไร”

 

แรกนัคกลืนน้ำลาย

 

เขารู้ว่าปกติแล้วผู้รักษาจะไม่ต่อสู้ – แต่การทำให้ผู้รักษามีโทสะนั้นเป็นหนึ่งในสิ่งที่โง่เขลาที่สุดที่จะสามารถทำได้ ผู้รักษาจะไม่สู้ ผู้รักษาแค่จะหยุดเห็นคนผู้นั้นเป็นคนไข้ที่ต้องรับผิดชอบไป

 

“ยามประตู!” แรกนัคร้องขึ้นและผู้ปกป้องของเขาสองตนก็เดินเข้ามา

 

“ฝ่าบาท?” หนึ่งในนั้นถาม มองมอร์กานาธอย่างวิตก แรกนัครู้ว่าพวกเขาสัมผัสได้ถึงฐานะของมอร์กานาธผ่านทางเวทมนตร์ที่รายล้อมรอบตัวของโอลด์

 

“ข้าต้องการให้การ์นัคมาที่นี่ เดี๋ยวนี้!

 

“พะย่ะค่ะ ฝ่าบาท” อีกคนเอ่ยตอบ

 

ไม่กี่นาทีถัดมาการ์นัคก็เข้ามาในห้อง

 

“ฝ่าบาท” มันทำความเคารพ ค้อมหัวลงให้แรกนัคโดยไม่แม้แต่จะมองหัวหน้าตระกูลที่ยืนอยู่ข้างองค์กษัตริย์

 

“อธิบายมา” องค์กษัตริย์เอ่ย ถือดาบขึ้นมาให้การ์นัคดู

 

การ์นัคมองมันอย่างดูถูก

 

“มนุษย์นั่นถามหาดาบและเล่มนี้ก็โผล่มา ข้าคิดว่ามันเป็นการฉลาดที่จะทำเงินกับเจ้าโง่อย่างมัน”

 

อีกครั้งโทสะของมอร์กานาธพุ่งขึ้นจนได้รสสนิมเหล็กบนชิวหาขององค์กษัตริย์ – สนิมเหล็กและโลหิต

 

“เจ้าบังอาจทำให้ดาบของหัวหน้าตระกูลแปดเปื้อนด้วยความโลภของเจ้าเช่นนั้นหรือ?!” มอร์กานาธเอ่ยลอดไรฟัน “เจ้าบังอาจท้าทายโทสะของข้าเพื่อเงินที่เป็นของตระกูลข้า - ตระกูลแห่งชนชาติก็อบลินหรือ?!

 

การ์นัคเงยหน้าขึ้นมองด้วยสีหน้าหยามเหยียด - แต่สีหน้าหยามเหยียดนั่นหายไปทันทีเมื่อมันพบกับพลังอันคุ้นเคยของหัวหน้าตระกูล

 

ดวงตาของมันเบิกกว้าง

 

“ห...หัวหน้าตระกูล?!” มันตะกุกตะกัก ตัวสั่นเทาภายใต้สายตาที่จ้องราวกับจะกินเลือดกินเนื้อของชายตรงหน้ามัน

 

คำตอบคือรอยยิ้มอันเหี้ยมโหด – รอยยิ้มที่การ์นัครู้ว่าเป็นประโยคสั่งตายแม้ว่าจะอยู่บนใบหน้ามนุษย์ของอีกฝ่าย

 

“ข้า...ข้าไม่บังอาจ...บังอาจทำให้ตระกูลแห่งชนชาติก็อบลินแปดเปื้อน!” การ์นัคยังคงยืนยัน “เจ้า...เจ้าไม่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของ...ตระกูล...”

 

ดวงตาสีมรกตยามนี้เรืองรองด้วยความตายและเบื้องหลังหนี้ที่ติดค้างนั้นขุมนรกกำลังแผดเผา การ์นัคตัวสั่นเทาและหันไปหากษัตริย์ของมันด้วยดวงตาอ้อนวอน องค์กษัตริย์หันไปมองทางอื่นและและความหวาดหวั่นก็พุ่งขึ้นมาในช่องท้องของมัน จากนั้นหัวหน้าตระกูลผู้มีรูปร่างเป็นมนุษย์ก็เอ่ยขึ้นอีกครา - ไม่ เขาขู่ฟ่อ น้ำเสียงของเขาเจือด้วยเสียงขู่ฟ่ออย่างแผ่วเบาของอสรพิษ...

 

“มิใช่ตระกูล?! มิใช่ตระกูล?” เขากระซิบและการ์นัคก็ตัวสั่นงันงกเมื่อเสียงขู่ฟ่อของภาษาพาร์เซลไล้หูของมัน “เจ้าพยายามหลอกลวงทายาทของข้า เจ้าขายดาบของข้าและยามนี้กล้าดูถูกข้ายิ่งกว่าเดิมโดยการบอกว่ามันเป็นไปเพื่อทรัพย์สินที่เป็นของตระกูลหนึ่ง - ตระกูลข้า – มาก่อนที่เจ้าจะเกิดมาเสียอีก! เจ้าทำให้ข้ารังเกียจยิ่งนัก!

 

ตอนนั้นเองหัวหน้าตระกูลผู้นั้นก็หยุดและการ์นัคก็สัมผัสได้ถึงคมดาบที่ไล้แก้มของมันโดยไม่ทำร้ายอันใด มันมองดาบเล่มนั้นอย่างระแวดระวัง แต่กระทั่งดวงตาของมันที่จับจ้องไปที่ดาบมันก็ไม่ได้เตรียมตัวสำหรับมีดที่โผล่ออกมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยและปาดใบหน้าของมันด้วยสัญลักษณ์ของผู้ทรยศ ดวงตาของการ์นัคเหลือกขึ้นและสบกับดวงตาของมอร์กานาธ

 

หัวหน้าตระกูลคนดังกล่าวทำหน้าหยามเหยียดใส่มัน “ข้าไม่ต้องการเห็นเจ้าอีก เจ้า การ์นัคจอมโลภ มิได้อยู่ในความรับผิดชอบของข้า เจ้าจะเป็นยิ่งกว่าเศษฝุ่นใต้บาทข้านับจากนี้ไป เจ้าจะแปดเปื้อนด้วยความผิดบาปของเจ้าและจะไม่มีใครมองมาที่เจ้าอีกเป็นครั้งที่สอง เจ้าจะทรมานไปจนกว่าจะตาย – และความตายนั้นจะมาหาเจ้าแน่นอน ภาวนาให้มันเร็วก็แล้วกันเพราะว่าไม่เช่นนั้นเจ้าจะทรมานกับคำสาปของข้าไปอย่างไม่จบไม่สิ้นจนกว่าเจ้าจะตาย” จบประโยคนั้นมอร์กานาธก็เก็บดาบและมีดเข้าฝักไปแล้วจากไป

 

การ์นัคถอนหายใจเฮือก ก่อนหน้านี้มันหวั่นเกรงโทสะของหัวหน้าตระกูล แต่ตอนนี้มันสบายใจแล้วดังนั้นมันเลยหันไปหากษัตริย์ของมันอีกคราและทำหน้าดูถูก

 

“มนุษย์นั่นไม่รู้วิธีการเป็นหัวหน้าตระกูลเอาเสียเลย” มันเอ่ยอย่างเหยียดหยาม “ข้าไม่อาจเข้าใจได้ว่าเขาเป็นได้อย่างไร ข้ารู้ กษัตริย์ข้า ท่านฉลาดเกินกว่าจะให้มนุษย์อย่างเขามาเป็นหัวหน้าตระกูล”

 

แต่แรกนัคแค่ส่ายหัวพลางถอนหายใจ

 

“เจ้าไม่รู้เลยว่าเขาทำสิ่งใดกับเจ้า การ์นัค” องค์กษัตย์ตรัส “มอร์กานาธคือหนึ่งในหัวหน้าตระกูลที่เก่าแก่ที่สุดหรืออาจเป็นผู้ที่เก่าแก่ที่สุดแล้ว เจ้าจะไม่ทำให้เขาเคืองขุ่น - ไม่มีวันเด็ดขาด”

 

“เพราะเหตุใดกัน? เพราะว่าเขาจะปาดที่ใบหน้าด้วยสัญลักษณ์ของผู้ทรยศเช่นนั้นหรือ?” การ์นัคดูถูก “ข้าอาจสูญเสียเกียรติของข้าไปด้วยสัญลักษณ์นี้ - แต่มันมีสิ่งที่แย่กว่าการถูกทำสัญลักษณ์ของผู้ทรยศ”

 

“มีสิ – และเจ้าเองก็ได้รับชะตาที่โหดร้ายที่สุดแล้ว” องค์กษัตริย์ตอบและก็ตัวสั่นเทา “ข้าจำได้ว่าเขาช่วยชีวิตข้าเอาไว้ยามที่ข้ายังเล็กนักและข้าจำคำของบิดาข้าได้เมื่อเขาได้ยินชะตาของผู้บุกรุก แค่ถามถึงดาบของข้าถ้าหากข้าทำให้ท่านไม่พอใจ ข้าจะมอบมันให้ท่านอย่างเต็มใจเพื่อแทงข้าเสีย มันดีกว่าต้องเจอบทลงโทษนี้จริงๆเขาพูดไว้เช่นนั้น – แล้วเขาก็พูดถูก ข้าอยากโดนสังหารด้วยดาบของตัวเองมากกว่าจะตายแบบเจ้า”

 

ครานี้ความหวาดหวั่นพุ่งขึ้นมาในช่องท้องของการ์นัค

 

“ตายแบบข้า?” มันเอ่ยถามอย่างไม่แน่ใจ “เขาไม่ได้ทำอะไร...”

 

“เจ้าผิดแล้ว เขาสาปเจ้าด้วยคำสาปที่ร้ายแรงที่สุดที่พวกอย่างเขาสามารถคิดขึ้นได้” องค์กษัตริย์ “มอร์กานาธถอดถอนสิทธิของเจ้าในการรับการรักษาจากผู้รักษา ไม่มีผู้รักษาก็อบลินใดจะค้านคำของมอร์กานาธ พวกเขาจะทำตามเพื่อนพ้องผู้รักษาก่อนที่จะคิดถึงความสัมพันธ์กับเจ้าเสียอีก”

 

การ์นัคหน้าซีดเผือด

 

“ผู้รักษา?” มันกระซิบ

 

“ไม่ การ์นัค” แรกนัคตอบ “ผู้รักษาผู้นั้น มอร์กานาธเป็นผู้นำการรักษาในยอดยุทธการแห่งนอร์ธฟิลด์ เขาเป็นหนึ่งในผู้ที่เก่งกาจที่สุดของเรา – การกระทำผิดต่อเขาและทายาทเขาเป็นความผิดพลาดที่ร้ายแรงในชีวิตเจ้า”

 

การ์นัคหน้าซีดลงไปกว่าเดิมและนิ้วมือของมันก็ลูบผ่านรอยเปื้อนเลือดบนใบหน้า กษัตริย์ของมันส่งรอยยิ้มบิดเบี้ยวมาให้

 

“คราวนี้เจ้าก็เข้าใจแล้ว ใช่ไหม? เขาฆ่าเจ้าทันทีที่เขาทำรอยแผลบนใบหน้าของเจ้า” เพราะว่าจะไม่มีใครกล้าขัดโทสะของผู้รักษา – และแม้การ์นัคจะรักษาบาดแผลเองได้ จากนี้ไปมันก็จะทำได้เพียงสวดภาวนาเพราะว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม - ไม่มีผู้รักษา นักปรุงยาและผู้ใดก็ตามที่มีความรู้รักษาแม้จะเพียงเล็กน้อยก็ตามจะมองมาที่มันอีกเป็นครั้งที่สอง...

 

การ์นัคตัวสั่นเทาเมื่อมันเข้าใจชะตาของมันแล้ว

 

“กษัตริย์ข้า...” มันเอ่ย

 

“ไม่ การ์นัค” องค์กษัตริย์ออกโอษฐ์ “ข้าจะไม่ย้ายตำแหน่งให้เจ้าเพื่อช่วยเหลือหลังจากสิ่งที่เจ้าทำลงไป ข้าคือกษัตริย์ ข้าจะไม่ขัดคำตัดสินของหัวหน้าตระกูล”

 

ด้วยประโยคนั้นแรกนัคก็ไล่การ์นัคไปและก็กลับไปทำงานเอกสารต่อ มีเรื่องมากพอสำหรับวันนี้แล้ว...

 

[50%]

Xxx

 

เมื่อซัลกลับมายังปราสาท คนอื่นๆกำลังรอคอยเขาอยู่ ซัลทำเพียงแค่ถอดเสื้อคลุมเดินทางออกและคืนดาบให้แก่ก็อดดริก

 

“นี่ เอาไปสิ” เขากล่าว

 

ก็อดดริกกะพริบตาและก็จ้องมองดาบในมือซัล

 

“มันเป็นของเจ้านี่ ซัลลาซาร์...” เขาเอ่ยออกมาในที่สุด ซัลทำเพียงแค่ร้องหึออกมา

 

“ข้าทิ้งมันไว้ที่กริงกู้ดส์สำหรับทายาทของน้องชายข้าถ้าหากพวกเขาต้องใช้มัน ข้าไม่ถือหรอกหากเจ้าเป็นผู้ถือ”

 

“เอ่อ...ก็ได้...” ก็อดดริกรับดาบไปอย่างลังเลใจ “ขอบคุณ”

 

ซัลแค่พยักหน้าให้เขาและก็ออกไปจากโถงอีกครา เขาออกไปนานมาพอ ต้องไปตามดูเหล่าสลิธีรินของเขาเสียหน่อย...แม้ว่าเขาจะมาดูช้าไปหนึ่งสัปดาห์ก็ตามที...

 

คาบเรียนแรกในห้องใต้ดินที่เขาเลือกเป็นห้องเรียนปรุงยานั้นให้ความรู้สึกประหลาดอีกครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะเมื่อเขารู้สึกตัวตอนเข้าสอนคาบแรกที่ซัลจำได้ว่าเขาเลือกห้องเรียนวิชาปรุงยาเก่าที่ศาสตราจารย์สเนปสอน

 

ในเวลาที่เหลือตลอดคาบเขาคอยคิดว่ามันเป็นเรื่องบังเอิญที่มันเป็นห้องเดียวกันหรือเพราะว่ามันมาจากประสบการณ์ของเขากันแน่ที่ทำให้เขาเลือกห้องนี้เป็นห้องเรียนตั้งแต่แรก

 

เขาร้องหึในใจ เมื่อเขาคิดเช่นนั้น

 

“ให้เดาสเนปก็คงใช้ห้องเรียนนี้เพราะว่ามันถูกใช้ต่อๆกันไปนั่นแหละ” เขา “ตลกมากที่ข้าคงไม่คิดใช้มันถ้าเกิดสเนปไม่ได้ใช้มันมาก่อน!เสียงหึที่อยากจะออกจากจมูกนั้นถูกกดเอาไว้ทันเวลาพอดี

 

มันเป็นช่วงหลังของวันนั้นที่เขาได้ยินกริฟฟินดอร์ใหม่เอี่ยมสองคนคุยกัน – ใช่ว่าคุณจะเห็นว่าพวกเขาคือกริฟฟินดอร์หรอกนะ มันไม่มีอะไรที่มาบ่งบอกบ้านของพวกเขา – อย่างน้อยก็ยังไม่มีในตอนนี้

 

เขาคงไม่คิดจะสนใจฟังหรอก ถ้าเกิดเขาไม่ได้ยินคำว่า “บิดาข้าตัดสินใจห้ามมิให้พวกเลือดบริสุทธิ์เข้ามาในเขตแดนของเราแล้ว”

 

เลือดบริสุทธิ์?

 

เฟียร์บอล์ก

 

แต่ทำไมผู้วิเศษจึงห้ามไม่ให้เฟียร์บอล์กเข้าไปในเขตของเขาเล่า?

 

ซัลจำไม่ได้ว่าในช่วงอดีตมีตอนไหนกันที่ผู้วิเศษมีอคติกับเฟียร์บอล์ก - อา ยกเว้นกับก็อบลินน่ะนะ พวกก็อบลินนี่รู้สึกจะทำให้ผู้วิเศษไม่ชอบใจอยู่เรื่อยเลย ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม

 

“ทำไมถึงทำเช่นนั้นเล่า?” อีกคนถามอย่างงุนงง

 

“เพราะว่าพวกมันอันตราย” อีกคนตอบ “คิดดูสิ ถ้าเกิดว่าพวกมันไม่ได้รับอนุญาตใหเข้ามาแต่แรกบิดาเจ้าคงไม่ถูกมนุษย์หมาป่ากัด”

 

ครู่หนึ่งซัลคิดจะแทรกบทสนทนาของสองคนนั้น แต่เขาก็ปล่อยมันไป มันจะไม่เปลี่ยนแปลงสิ่งใดแม้ว่าเขาจะพูดคุยกับเด็กๆก็ตาม เขาต้องไปพูดคุยกับเหล่าลอร์ด แต่อย่างไรเขาก็ต้องพยายามสอดส่องถึงการสนทนาเช่นนี้ในอนาคตอยู่ดี...

 

Xxx

 

ชีวิตดำเนินต่อไป

 

ในหนึ่งเดือนเด็กๆก็ปรับตัวเข้ากับบ้านใหม่ของพวกเขาและความประหลาดที่มีในปราสาทได้ เรื่องนี้ต้องขอบคุณโรวีน่า เฮลก้าและก็อดดริก

 

ในที่สุดมันก็ถึงวันซาววิน[1] หรือที่ในภายหลังมันจะกลายมาเป็นฮัลโลวีน

 

ถ้าหากพวกเขายังคงอยู่กันที่คฤหาสน์ตระกูลกริม ซัลจะออกไปจากคฤหาสน์สามวันก่อนหน้าเพื่อมุ่งหน้าไปสู่สถานที่ที่ห่างไกลผู้คนสักหน่อย และเตรียมตัวสำหรับการเฉลิมฉลองที่จะมาถึง

 

แต่รอบนี้มันต่างออกไป รอบนี้ซัลมีเด็กๆที่เขาต้องรับผิดชอบเพียงคนเดียวดังนั้นเขาจึงต้องอยู่ใกล้ๆ

 

“เจ้าไม่ได้ไปหรือ?” โรวีน่าถามเขาก่อนคืนซาววิน

 

“ข้าไปไม่ได้” ซัลตอบไปตามจริง “ข้าปล่อยเด็กๆเอาไว้โดยไม่มีผู้ใหญ่อยู่ดูไม่ได้...”

 

“เจ้าเคยทำอย่างนั้นแล้วนี่หลังฤดูเก็บเกี่ยว” โรวีน่าชี้ด้วยคิ้วที่เลิกขึ้น

 

“และพวกเจ้าก็รุมประณามข้ากันหมดเพราะเหตุนั้น” ซัลตอบ

 

“งั้น...เจ้าจะมาร่วมฉลองกับเราหรือ?” โรวีน่าถามแต่ซัลก็ส่ายหัวให้

 

ซัลถอนหายใจ แน่นอนว่าเขาเคยได้ยินถึงการเฉลิมฉลองในวันซาววิน มันเป็นประเพณีที่จะอยู่เหย้าเฝ้าเรือนในค่ำคืนนั้นและก็พากันดื่มกินเฉลิมฉลอง แต่ซัลไม่ได้เติบโตมาแบบเดียวกันกับคนที่เหลือ...

 

“ข้าไม่ได้ฉลองซาววินแบบเดียวกับพวกเจ้า” เขาเอ่ยเสียงนุ่ม “ข้าไม่ฉลองกับพวกเจ้าหรอก”

 

โรวีน่ามองเขาอย่างประหลาดใจ

 

“เจ้าไม่ได้ฉลองแบบเดียวกับเรา?” แล้ว...เจ้าทำอย่างไร...?”

 

“มันเป็นวันของเหล่าผู้ลาลับ รีน่า” ซัลตอบตามจริง “โปรดอย่าให้ข้าไปดื่มกินเพื่อเฉลิมฉลองในวันแบบนั้นเลย”

 

โรวีน่าขมวดคิ้วแต่ก็ปล่อยเขาไป

 

ดังนั้นในวันต่อมา ระหว่างที่คนอื่นๆกำลังเลี้ยงฉลองในห้องโถงใหญ่ ซัลก็ไปที่ห้องแห่งความลับและห้องประกอบพิธีกรรมที่อยู่ในนั้น

 

เขาวางแผนสำหรับวันนี้มาตั้งแต่กลางหน้าร้อนแล้ว

 

สิ่งแรกที่เขาทำคือวาดรูนส์ต่างๆลงบนพื้นห้อง จากนั้นก็เทน้ำยาต่างๆลงบนส่วนที่สำคัญและก็สมุนไพรเอิร์ธลงบนส่วนอื่น ในที่สุดเขาก็วางมีดจำนวนหนึ่งตรงกึ่งกลางวงแหวนและก็เดินออกจากห้องพิธีกรรมไปทำการชำระล้างแล้วจึงกลับมา

 

เมื่อเรียบร้อยดีแล้ว เขาก็นั่งลงกึ่งกลางวงแหวนรูนส์ เนื้อตัวเปลือยเปล่าเช่นเดียวกับวันที่ถือกำเนิด และก็เริ่มนึกภาพรูนส์ที่เขาต้องการเพิ่มให้กับเวทมนตร์โลหิตของเขาในหัว

 

เขาปิดตาลงและมีดแหลมคมเล่มแรกตรงหน้าเขาก็ถูกยกขึ้นมากลางอากาศด้วยเวทมนตร์ จังหวะหนึ่งมันส่ายไปมาอย่างลังเลเล็กน้อยตรงหน้าเขาระหว่างที่เขาเตรียมพร้อมแต่แล้วมันก็เฉือนลงบนเนื้อหนังเป็นครั้งแรกของค่ำคืนจนได้

 

ระหว่างที่กวัดแกว่งมีดไปมาด้วยเวทมนตร์ของเขา ซัลไม่รู้สึกตัวเลยว่าเวลาผ่านไปเท่าใดแล้ว

 

เขาไม่รู้สึกตัวและไม่รู้สึกถึงความนึกคิดของเขาเลยแม้แต่น้อย

 

สิ่งเดียวที่มีตัวตนอยู่ในตอนนี้คือรูนส์ทั้งหลาย เนื้อหนังมังสาและคมมีดแหลมที่เพิ่มให้มีรูนส์เล็กๆอยู่ตามเนื้อหนังของเขา

 

เวทมนตร์โลหิต

 

หนึ่งในศาสตร์เวทมนตร์ต้องห้ามมาเกือบหนึ่งสหัสวรรษ – ตั้งแต่วันที่ทัพโรมันปลิดชีพอาเธอร์และดรูอิดเกือบทั้งหมดบนเกาะแห่งนี้

 

ซัลไม่สนใจเลยสักนิดว่ามันจะผิดกฎหมาย

 

ตั้งแต่วันที่เขาสำเร็จการปลุกสายโลหิต ซัลใช้ช่วงเวลาทั้งซาววิน อิมโบล์ก[2] เบลเทน[3] ลูนาซา[4] เพื่อเพิ่มพลังเวทมนตร์โลหิตของเขา

 

เวทมนตร์โลหิตอย่างที่เขาใช้นั้นเป็นไปเพื่อเสริมพลังให้ร่างกาย จิตใจ จิตวิญญาณและเวทมนตร์ มันไม่มีทางเพิ่มพลังเวทมนตร์โดยการใช้เวทมนตร์โลหิตได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปผู้ใช้ก็จะสามารถเข้าถึงเวทมนตร์ได้ดีขึ้นและก็ใช้เวทมนตร์ได้ยาวนานขึ้น เช่นเดียวกันกับร่างกาย จิตใจและจิตวิญญาณ ไม่มีผู้ใดสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดตามธรรมชาติได้แต่ด้วยเวทมนตร์โลหิตแล้วจะสามารถไปถึงขีดจำกัดเหล่านั้นได้จริงๆ

 

การใช้เวทมนตร์โลหิตเพื่อร่างกายนั้นปกติจะช่วยยืดอายุขัย - เป็นส่วนที่ซัลไม่ได้สนใจเท่าใดนักเพราะว่าเขาก็จะอยู่ไปอีกพันปีอยู่ดีไม่ว่าเขาจะใช้เวทมนตร์โลหิตหรือไม่ก็ตาม

 

การใช้เวทมนตร์โลหิตเพื่อจิตวิญญาณนั้นปลุกความสามารถที่ได้รับสืบทอดมาจากบรรพบุรุษและทำให้เข้าถึงความสามารถที่ได้รับสืบทอดมาได้ดีขึ้น – ไม่ว่าจะเป็นมาจากทางผู้วิเศษ สัตว์วิเศษ หรือมนุษย์ธรรมดาก็ตาม

 

การใช้เวทมนตร์โลหิตเพื่อจิตใจนั้นช่วยเพิ่มความสามารถในการจดจำ - สิ่งที่ซัลก็ไม่ได้จำเป็นต้องใช้แต่ก็ทำอยู่ดีเพราะว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของการใช้เวทมนตร์โลหิต – และมันช่วยเหลือในการต่อต้านเวทมนตร์ที่ไม่รู้จักและการบุกรุกเข้ามาในจิตใจ พูดง่ายๆ มันเป็นอีกหนึ่งความช่วยเหลือสำหรับผู้ที่ไม่คิดว่าการสกัดใจนั้นเพียงพอและการพินิจใจนั้นไม่ละเอียดอ่อน ซัลคิดอย่างนั้นทั้งสองอย่างอยู่ตลอดเลยด้วย...

 

การใช้เวทมนตร์โลหิตเพื่อเวทมนตร์ต่างหากที่เป็นเรื่องยุ่งยาก ทุกพิธีกรรมที่จะช่วยให้เวทมนตร์ไหลเวียนในร่างกายได้ดีขึ้นนั้นต้องวางแผนมาเป็นอย่างดีและระมัดระวัง ไม่ใช่ว่าเวทมนตร์โลหิตอื่นๆนั้นไม่อันตราย แต่การใช้เวทมนตร์โลหิตเพื่อเวทมนตร์นั้นไม่เพียงแต่อันตรายเท่านั้น แต่ความรู้สึกถึงพลังอำนาจหลังจากนั้น - ใช่ว่าจะเวทมนตร์มันจะเพิ่มปริมาณขึ้นแต่อย่างใด มันแค่ไหลเวียนได้ดีขึ้น – มันทำให้เสพติดได้ง่ายดาย ซัลเคยได้ยินถึงดรูอิดนับพันที่สูญเสียตัวตนให้ความรู้สึกแบบนั้นและก็ตายลงอย่างทรมานหลังจากนั้นเพียงไม่กี่วัน ถ้าเกิดว่ายอมแพ้แล้วไซร้ เวทมนตร์ของผู้นั้นจะมีปฏิกิริยาตอบสนองและจะไม่หยุดไหลเวียนในร่างกายอีกต่อไป เวทมนตร์ลักษณะนั้นจะเผาผลาญคนผู้นั้นจากข้างในออกมาในที่สุด – เป็นความตายที่เชื่องช้าและเจ็บปวดแสนสาหัส

 

และมันก็เป็นพิธีที่ว่านี่แหละที่ซัลกำลังทำอยู่ในค่ำคืนนี้ เขาใช้ซาววินเพื่อประกอบพิธีกรรมโลหิตเพื่อเวทมนตร์เสมอ การเชื่อมต่อกับเหล่าผู้ลาลับช่วยให้เขามีสติและไม่สูญเสียตัวตนไปกับความรู้สึกของเวทมนตร์ที่พุ่งพล่าน

 

พิธีกรรมโลหิตจะต้องทำอย่างน้อยทุกสองปี ต้องทำบ่อยๆ ไม่อย่างนั้นซัลจะสูญเสียการเชื่อมต่อกับเวทมนตร์โลหิตและผลลัพธ์นั้นอาจร้ายแรงอย่างมาก ทุกประสบการณ์ ทุกความสูญเสียและทุกสิ่งที่เหลือที่สำคัญนั้นต้องถูกเพิ่มเข้าไปในวงแหวนรูนส์บนร่างของเขา บางครั้งเขาแค่ต้องเพิ่มรูนส์อีกหนึ่งหรือสองตัวบนวงแหวนที่มีอยู่แล้ว บางครั้งเขาต้องวาดวงแหวนใหม่ขึ้นมาเลย เวทมนตร์ของเขาจะบอกสิ่งที่ต้องทำและเขาก็ทำตามนั้น

 

ซัลรอบคอบเสมอ ทุกปีในวันซาววินเขาจะเพิ่มรูนส์เพื่อเวทมนตร์ ในวันอิมโบล์กเขาเพิ่มรูนส์เพื่อจิตวิญญาณ ในวันเบลเทนเขาเพิ่มรูนส์เพื่อจิตใจและในวันลูนาซาเขาจึงเพิ่มรูนส์เพื่อร่างกาย – พูดง่ายๆ เวทมนตร์โลหิตของเขาก็เหมือนกับสมุดบันทึกอันซับซ้อนของชีวิตเขานั่นเอง

 

มีดคมสุดท้ายค่อยๆวางลงกับพื้น ซัลสูดหายใจเข้าลึก จากนั้นก็เปิดตาขึ้นและสำรวจบาดแผลของเขา รูนส์ที่ถูกสลักสดใหม่นั้นปกคลุมทั่วไหล่ซ้าย เอวข้างขวาและต้นขาซ้ายด้านในของเขา ผสมปนเปกับวงแหวนรูนส์อื่นๆที่กำลังส่องแสงเจือจางจากข้างใต้ผิวหนัง รูนส์เหล่านี้เปื้อนเลือดและโลหิตก็กำลังไหลซึมออกจากรอยแผลลงไปตามแผ่นหลังของเขา

 

พวกมันดูเหมือนจะเป็นไปตามรูนส์ที่ซัลคิดภาพไว้ในหัวเป๊ะๆ ซัลถอนหายใจ จากนั้นก็ทำลายวงแหวนรูนส์ที่อยู่เบื้องหน้าเขาอย่างแผ่วเบา

 

ความเจ็บปวดพุ่งขึ้นมาที่ไหล่ซ้าย ต้นขาและก็เอวด้านขวา ตามด้วยความรู้สึกชวนเสพติดของพลัง พลังอำนาจท่วมท้นจนเขารู้สึกราวกับว่ากำลังจมน้ำ! ทรงพลังเสียจริง! เขาทำได้ทุกอย่างที่ต้องการแม้ว่าคนอื่นจะคัดค้านเพราะว่าเขานั้นทรงพลังกว่าคนอื่นๆนัก!

 

ซัลวาซาฮาร์อ้าปากสูดลมหายใจเข้าลึกและพยายามจะกดความรู้สึกเหล่านั้นลงไป รู้ดีแก่ใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าหากเขาไม่สามารถกดมันลงได้...

 

สิบนาที่เป็นอย่างน้อยที่เขาเต้นเร่าไปพร้อมกับพลังเวทมนตร์ที่พุ่งพล่าน แล้วความรู้สึกเหล่านั้นก็ค่อยๆจางหายไปจนเหลือทิ้งไว้เพียงแค่ตัวซัลเท่านั้น

 

เขาอ่อนล้ายิ่งนัก ร่างกายปวดร้าวกระทั่งหลังจากที่รูนส์ทั้งหลายซึมผ่านผิวหนังไปและผูกเข้ากับรูนส์อื่นๆ ทั้งเนื้อตัวเขาเต็มไปด้วยเลือดและกายก็สั่นระริกด้วยความเหนื่อยอ่อน

 

Xxx

 

ระหว่างทางกลับไปยังห้องของเขาที่ชั้นใต้ดิน ซัลกำลังเคลื่อนกายอย่างเชื่องช้า ร่างกายของเขากำลังปวดร้าวแสนสาหัส – ใช่ว่าเขาจะไม่ได้คาดไว้อยู่แล้ว มันเป็นสิ่งปกติที่เกิดหลังจากใช้เวทมนตร์โลหิตเพื่อเวทมนตร์ของเขา การต่อสู้กับความรู้สึกถึงพลังอำนาจนั้นหนักหนาเสมอมา...

 

“ให้ตายมเยอดิน ซัลลาซาร์ เกิดอะไรขึ้น?” ซัลสะดุ้งและหันไปเพื่อมองหน้าคนที่มาเจอเขาระหว่างทางกลับห้อง

 

เป็นก็อดดริก

 

“ฉลองกันเสร็จแล้วหรือ หือ?” ซัลเอ่ยเสียงเบา รู้ว่าก็อดดริกเป็นคนสุดท้ายที่เลิกงานเลี้ยงเสมอ

 

“เอ่อ...เปล่า...” ก็อดดริกว่า ฟังดูไม่เหมือนคนเมาแปลกๆสำหรับคนที่เพิ่งเดินออกมาจากงานเลี้ยง ปกติก็อดดริกจะเป็นคนแรกที่เมาเป๋ตลอด

 

ซัลเลิกคิ้วขึ้น

 

“ไม่ ข้าไม่ได้มีสติอะไรนักหรอก” เขาว่า “และข้าออกมานี่ก็เพราะ...อ่า...”

 

เขาเอามือขวาออกมาให้ดูซึ่งก่อนหน้านี้มันถูกซ่อนไว้ด้านหลังอย่างลังเลใจ มันเป็นหมวกใบหนึ่ง หมวกที่ดูเหมือนจะมีหน้า – หมวกใบนั้น

 

ซัลเกือบจะโห่ร้องด้วยความยินดีเมื่อเขารู้ว่ามันคือหมวกคัดสรรนั่นเองในมือของก็อดดริก

 

เขาจะไม่แสดงความดีใจออกไปหรอก – อย่างไรเขาก็ไม่ได้บอกคนอื่นว่าอาการปวดหัวที่เกิดจากการคัดสรรนักเรียนเป็นเช่นไร...

 

“งั้น...เจ้าออกมาอย่างนี้เพราะว่าหมวกใบหนึ่งสินะ” เขาเอ่ยออกมาอย่างประชดประชันแทน “หมวกแปลกๆทั่วไปใบหนึ่ง”

 

“เอ่อ...ประมาณนั้นแหละ” ก็อดดริกว่า ยังคงจับจ้องซัลอย่างหวั่นวิตกราวกับว่าเขาคิดว่าซัลจะสลบลงไปตอนไหนก็ได้ ซัลวาซาฮาร์โทษเขาที่คิดอย่างนั้นไม่ได้ด้วย เขารู้สึกเหนื่อยมากพอจะหมดสติลงตรงนี้ ตอนนี้เลย

 

“ประมาณนั้นหรือ?” ซัลทวนระหว่างที่พยายามจะไม่สนใจขาที่สั่นระริกของตัวเอง

 

“เอ่อ...ก็...เจ้าก็เห็น...ข้า...” ก็อดดริกตะกุกตะกัก จากนั้นก็ยืดตัวขึ้น “ข้าลงคาถามันไป...จริงๆก็ไม่รู้ว่าทำไปอย่างไร...แต่...อา ตอนที่มันพูดและก็ไม่ยอมหยุดพูดอีกเลยนั้น โรวีน่าเกรี้ยวกราดมากและก็สาดน้ำเย็นจัดใส่ข้าเพื่อให้ได้สติก่อนจะโยนข้าออกมานอกห้องโถงจนกว่าข้าจะหาทางปลดคาถาได้...”

 

“เอ่อ...ก็อดดริก – ข้ารู้ว่าเจ้าเมาแต่กระทั่งเจ้าควรจะได้ยินว่าหมวกมันไม่ได้กำลังพูดอยู่นะ” ซัลว่า ตามองหมวกที่อยู่เงียบๆอย่างงุนงงเ เขารู้ว่าเจ้าหมวกนั่นจะได้พูดในเวลาต่อมา แต่ตอนนี้มันไม่ได้กำลังพูดอยู่แน่ๆล่ะ

 

“ก็ใช่ เอ่อ คาถาสะกดนิ่งน่ะ เจ้าก็รู้” ก็อดดริกเอ่ยอย่างเคอะเขิน “ข้าบอกเจ้าแล้วว่ามันไม่ยอมหุบปากเลยก่อนหน้านี้”

 

“อ้า...ดี ขอให้สนุกแล้วกัน” ซัลกล่าวและก็หันหลังจะเดินกลับไปยังห้องใต้ดินของเขาต่อ

 

“เดี๋ยว ซัลลาซาร์!” ก็อดดริกรั้ง มือข้างหนึ่งของเขาจับเข้าที่บ่าของซัล ซัลสะดุ้งตัวอีกครา รอบนี้อย่างรุนแรง โชคอะไรของเขานี่ที่ก็อดดริกเลือกจับบ่าซ้ายของเขา!

 

“เฮ้ย! ซัลลาซาร์?!” ก็อดดริกปล่อยมือจากหมวกที่ถือและก่อนที่ซัลจะหยุดสหายของเขาทัน เสื้อตัวนอกก็ถูกดึงออกให้เห็นไหล่ข้างซ้ายของเขา

 

มันยังคงปกคลุมไปด้วยโลหิตและผิวเนื้อก็แดงก่ำอย่างน่ากลัว บาดแผลปิดลงไปแล้วแต่รอยช้ำม่วงเขียวนั้นยังคงประปรายอยู่ตามผิวแดงที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นแผลเปิดและซัลก็ไม่ได้เช็ดเลือดออกจากปากแผลด้วย ไหล่ของเขาดูเหมือนไปนั่งชิดขอบสนามเป็นเป้าฝึกซ้อมของนักเวทย์สงครามมา ซัลขมวดคิ้วแน่นเพียงแค่มองมัน

 

ก็อดดริกอ้าปากสูดหายใจเข้าอย่างหวั่นกลัว

 

“ซัลลาซาร์! เจ้าไปทำอะไรมาคืนนี้ มเยอดินและมอร์กาน่า?!

 

ซัลมองก็อดดริกอย่างระแวดระวัง เขาไม่เคยบอกคนอื่นเรื่องเวทมนตร์โลหิตของเขาเลยเพราะเขารู้ว่าผู้วิเศษในห้วงช่วงเวลานี้คิดอย่างไรกับมัน

 

“ซัลลาซาร์?”

 

“ข้า...ข้าไม่คิดว่าเจ้าควรรู้ ก็อดดริก” ซัลเอ่ยระหว่างที่ในหัวของเขาย้อนนึกถึงเสียงของเฮอร์ไมโอนี่วนซ้ำไปซ้ำมา พูดเกี่ยวกับการที่ซัลลาซาร์ สลิธีรินถูกขับไล่จากฮอกวอตส์...

 

ก็อดดริกเพ่งตามองไหล่ของซัล จากนั้นเขาก็ขมวดคิ้ว

 

“ข้าคิดว่าข้าควรรู้” เขากล่าว “ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้น ไหล่ของเจ้ามันดูแย่มาก”

 

ราวกับจะย้ำคำพูดของเขา ก็อดดริกจิ้มเข้าที่ไหล่ของซัล ซัลร้องออกมาอย่างเจ็บปวด

 

“ก็อดดริก!

 

“อย่ามาก็อดดริกใส่ข้า ซัล” ก็อดดริกว่า “ข้าต้องรู้ว่าไหล่เจ้าบาดเจ็บขนาดไหน”

 

“มันไม่ได้เป็นอะไรมาก” ซัลกล่าวและพยายามหนีจากมือก็อดดริกที่จับไว้ “เชื่อข้านี่ ข้ารู้”

 

“ซัลลาซาร์! อย่าบังอาจมาอ้อมค้อม!

 

ซัลวาซาฮาร์ลังเลอยู่พักหนึ่งแต่เมื่อเขามองก็อดดริกเขาก็เข้าใจว่าสหายของเขาไม่ยอมแพ้แน่จนกว่าซัลจะบอกความจริงกับเขา

 

เขาถอนหายใจ

 

“มันเป็นพิธีกรรม” เขาเอ่ยตอบไปตามความจริง

 

ก็อดดริกขมวดคิ้ว

 

“พิธีกรรม?” เขาเอ่ยทวน น้ำเสียงของเขาไม่ได้ถือโทษอะไรซัล ซัลจึงรวบรวมความกล้าและก็อธิบายเพิ่มเติม

 

“เวทมนตร์โลหิต” เขาว่าและก็อดดริกสูดลมหายใจเข้าไปอย่างแรง จ้องซัลด้วยสายตาไม่แน่ใจ

 

“เวทมนตร์โลหิต?” เขาถามและคราวนี้ซัลก็ได้ยินการกล่าวหาเจือมาในน้ำเสียงของก็อดดริก

 

ชั่วขณะหนึ่ง ซัลรู้สึกอยากจะขอโทษสหายของเขาขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก แต่เขาก็ยืดไหล่ขึ้นและมองสบตากับเพื่อนของเขาโดยตรง

 

“ใช่ เวทมนตร์โลหิต ก็อดดริก เวทมนตร์โลหิตเดียวกับที่ข้าถูกเลี้ยงและสั่งสอนมา”

 

ก็อดดริกมองเขาตาค้าง

 

“เลี้ยง?! เจ้าจะบอกว่าบิดาเจ้า – บิดาของเจ้า มเยอดิน เอมรีส์ – สอนเจ้ามาให้ใช้เวทมนตร์โลหิตงั้นหรือ?”

 

ซัลถอนหายใจเฮือก

 

“ก็อดดริก” เขาเอ่ยออกมาในที่สุด ระหว่างที่ขยับกายเข้าไปใกล้กำแพงเพื่อพิงเพราะว่าขาของเขาเริ่มอ่อนแรงแทบจะกลายเป็นของเหลวแล้ว “เจ้ารู้ไหมว่าข้าเกิดเมื่อไร?”

 

ก็อดดริกกะพริบตา จากนั้นก็ค่อยๆส่ายศีรษะ

 

“เจ้าไม่เคยบอก...”

 

“ข้าเกิดมากว่าพันปีที่แล้ว ก็อดดริก” ซัลบอกไปตามจริง “ตอนที่ข้าโตขึ้นนั้น มันไม่มีไม้กายสิทธิ์ พิธีกรรม รูนส์ การปรุงยาและเวทมนตร์โลหิต – นั่นคือศาสตร์แห่งเวทมนตร์ที่ข้าถูกสอนมา ข้าอาจจะเริ่มใช้ไม้กายสิทธิ์เช่นเดียวกับเจ้า – แต่ข้ายังคงเป็นดรูอิดอยู่ ข้าจะไม่เลิกใช้เวทมนตร์ที่ข้าถูกสอนมาด้วยเพราะว่าพวกเจ้าเริ่มจะเรียกมันว่าศาสตร์มืดหรอก”

 

ก็อดดริกกัดริมฝีกปากและซัลก็ทอดถอนใจ

 

“ได้โปรด ก็อดดริก แค่บอกข้ามาถ้าเจ้าไม่สามารถรับได้ – ข้าอยากจะรู้ก่อนที่เจ้าจะพยายามฆ่าข้าเพราะว่าข้าเป็นพ่อมดมืด” ซัลรู้ว่าเขาจะจากไปแน่ถ้าก็อดดริกยอมรับเขาอย่างที่เขาเป็นไม่ได้ เขาไม่อยากจะทำลายโรงเรียนแห่งนี้ด้วยการต่อสู้กับผู้ก่อตั้งบ้านกริฟฟินดอร์

 

“ซัลลาซาร์” ก็อดดริกเกริ่นออกมาในที่สุดอย่างลังเล “เจ้า...เจ้าได้สอนเวทมนตร์โลหิตให้ลูกศิษย์ของเราหรือไม่?”

 

“ไม่” ซัลส่ายศีรษะปฏิเสธ “ข้าคงบอกเจ้าไปแล้วถ้าข้าสอน ข้าอาจจะขอให้คนอื่นๆทำพิธีกรรมโลหิตเพิ่มเพื่อปกป้องลูกศิษย์จากศาสตร์มืดในอีกไม่กี่ปีแต่ข้าไม่ได้สอนพวกเขาเรื่องเวทมนตร์โลหิตใดๆเลยจนกระทั่งตอนนี้”

 

ก็อดดริกเพ่งมองเขาอีกครั้ง จากนั้นก็พยักหน้า

 

“พาเจ้ากลับไปที่ห้องกันเถอะ” เขาว่า ซัลจ้องหน้าเขา

 

“แค่นั้นหรือ?! ข้าบอกว่า ไม่ แล้วคำตอบเดียวของเจ้าคือ พาเจ้ากลับไปที่ห้องกันเถอะ เนี่ยนะ?”

 

ก็อดดริกยักไหล่ใส่

 

“แล้วจะให้ข้าพูดอะไรเล่า?” เขาถาม “ข้าคิดว่าข้ารู้จักเจ้า ซัลลาซาร์ เจ้าไม่เคยโกหกเรามาก่อนดังนั้นถ้าเจ้าบอกว่าเจ้าไม่ได้สอนเวทมนตร์โลหิตให้กับลูกศิษย์ข้าก็เชื่อเจ้า นั่นไม่ได้หมายความว่าข้าจะยอมรับว่าเจ้าใช้มันได้ง่ายๆ แต่เรื่องนั้นเลื่อนไปจนกว่าเราจะไปถึงห้องของเจ้าเป็นอย่างน้อยก่อนก็ได้”

 

ซัลวาซาฮาร์มองสหายของเขาอย่างระแวดระวัง แต่จากนั้นเขาก็ผงกหัว

 

“ก็ได้” เขาว่าและค่อยๆผละออกจากกำแพงที่พิงไว้ ขาของเขาสั่นอย่างเห็นได้ชัดเลยตอนนี้และเขาก็ไม่มั่นใจว่าจะไปถึงห้องก่อนจะล้มลงไปกองกับพื้นหรือเปล่า

 

“ให้ข้าช่วยมา” ก็อดดริกบอกและก็ทำท่าเหมือนจะพยุงซัล

 

“อย่าลืมหมวกพูดได้ของเจ้า” ซัลแทรกแห้งๆ ก็อดดริกแค่ขำออกมา หยิบหมวกมาใส่ไว้บนหัวแล้วก็เอื้อมมือไปหาซัลอีกรอบ รอบนี้ซัลปล่อยให้เขาช่วย

 

ด้วยความช่วยเหลือของก็อดดริกซัลก็มาถึงห้องของเขาในไม่กี่นาทีถัดมา แขนขาของเขาสั่นระริกแต่เมื่อก็อดดริกให้เขานั่งลงบนเก้าอี้และพยายามจะเอาเสื้อออกให้ ซัลก็หยุดเขาไว้

 

“ข้าจะทำเอง” เขากล่าว “ขอบคุณ”

 

แต่แทนที่จะออกไป ก็อดดริกแค่ถอยห่างไปเพียงก้าวสองก้าว

 

“เจ้าตั้งใจจะอยู่นี่ดูข้าแก้ผ้าหรือ?” ซัลทำหน้าเหม็นเบื่อ

 

คำตอบที่ได้รับคือคิ้วที่เลิกขึ้นอย่างบรรจง

 

“เจ้าตั้งใจจะนอนบนพื้นถ้าเกิดว่าเจ้าร่วงลงไปกองกับพื้นแล้วลุกขึ้นเองไม่ได้ใช่ไหม คืนนี้?” ผู้ก่อตั้งบ้านกริฟฟินดอร์โต้

 

ซัลทำเพียงแค่ร้องหึ

 

“นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ข้าใช้เวทมนตร์โลหิต” เขาบอก “ข้าดูแลตัวเองได้อยู่แล้วโดยที่ไม่ต้องให้เจ้ามาคอยดูอยู่เบื้องหลัง”

 

“ก็ตามนั้น” ก็อดดริกว่าอย่างไม่สนใจ ยังคงยืนอยู่ที่เดิม จังหวะหนึ่งซัลเพ่งมองเขาอย่างโกรธาแต่เขาก็ทำเพียงแค่ถอนหายใจและก็ปลดเสื้อที่เปื้อนลงด้วยความระมัดระวัง จากนั้นก็กางเกง

 

เขารู้สึกได้ มากกว่าจะเห็นด้วยตาว่าดวงตาของก็อดดริกกำลังไล่มองร่างกายของเขา มองรอยแผลเป็นทุกแผลและรอยช้ำเปื้อนเลือดทุกแห่งที่เขามองเห็นได้จากตำแหน่งของเขา สายตานั้นมองอย่างวินิจฉัย เพื่อประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้นกับซัล แต่ซัลเห็นความตกตะลึงและอกสั่นขวัญแขวนบนใบหน้าของก็อดดริกแม้จะเพียงชั่วครู่ เมื่อเขาเห็นรอยแผลเป็นต่างๆ – โดยเฉพาะแผลที่ซัลได้มาในวันที่เขาตายเพื่อคาเมล็อต

 

จากนั้นสหายของเขาก็เสดวงตาไปทางอื่น ยุ่งวุ่นวายกับการเสกเรียกถ้วยและเติมน้ำลงไปแทน เขาอุ่นน้ำให้ร้อนและก็เสกผ้าขึ้นมา

 

“อย่างน้อยให้ข้าช่วยเช็ดเลือดออกแล้วกัน” เขาว่า

 

ซัลมองน้ำที่เสกมาอย่างกังวล

 

“แค่น้ำเฉยๆใช่ไหม?” เขาถามและก็อดดริกก็พยักหน้า ขณะหนึ่งเขาลังเล แต่เขาก็ก้มหัวลงให้สัญญาณอนุญาตแก่ก็อดดริก

 

ผู้ก่อตั้งอีกคนยิ้ม จากนั้นก็วางถ้วยลงบนโต๊ะข้างเก้าอี้ของซัล ยื่นผ้าที่เสกมาให้ซัลวาซาฮาร์และก็เดินวนรอบตัวซัลเพื่อที่จะเห็นแผ่นหลังของซัลได้ชัดขึ้น เมื่อก็อดดริกเริ่มเช็ดเลือดที่ไหลลงออกไปจากไหล่ของซัล เขาก็เริ่มพูดขึ้นมาอีกครั้ง

 

“แผลเป็นที่อกเจ้า” ก็อดดริกเอ่ยอย่างลังเล แต่ก็สงสัยเกินกว่าจะไม่ถาม “ไม่ใช่ว่าเจ้าควรตายไปแล้วหรือ? ข้าหมายความว่า มันดูร้ายแรงมาก เจ้ารู้ใช่ไหม?”

 

ซัลวาซาฮาร์ร้องหึ

 

“เจ้ามีเหตุผลที่ถามไหมหรือแค่สงสัยจริงๆ?”

 

“เอ่อ...ก็...ข้า...”

 

ซัลหัวเราะแผ่วเบาเมื่อเขาได้ยินสหายตะกุกตะกักอย่างเคอะเขิน

 

“สงสัยสินะ” เขาออกความเห็นระหว่างที่ยังคงหัวเราะอย่างไร้เสียงอยู่เมื่อสหายของเขาไม่ตอบ

 

“ก็ มันดูแย่มากเลยนี่!” ก็อดดริกพยายามปกป้องตัวเอง “เจ้าจะคาดว่าข้าจะไม่ถามไม่ได้หรอกนะ!

 

ซัลหันหน้าไปมองและก็ยกคิ้วขึ้น

 

“และข้าคิดว่าเจ้าจะพยายามประเมินว่าข้าเป็นอันตรายต่อลูกศิษย์ไหมเสียอีกและไม่ใช่ว่าข้าจะมีเรื่องสงครามจะเล่าให้เจ้าฟัง!

 

“สงคราม?” ก็อดดริกถามอย่างสนอกสนใจ “เจ้าเคยอยู่ในสงครามด้วยหรือ?”

 

ซัลยักไหล่ เพื่อที่จะร้องออกมาเมื่อไหล่ของเขาประท้วงการเคลื่อนไหวนี้

 

“ก็บ้าง” เขาตอบออกไปในที่สุด “ข้าเป็นผู้รักษา ก็อดดริก เชื่อข้าสิ ในฐานะผู้รักษาเจ้าจะไปจบอยู่ในสนามรบถ้าเกิดว่ามันมีสงคราม”

 

คำตอบที่ได้รับจากประโยตนั้นเป็นท่าทางใช้ความคิด

 

“ข้าลืมไปว่าเจ้าเป็นผู้รักษาชำนาญการ” ผู้ก่อตั้งกริฟฟินดอร์กล่าว รอบนี้ซัลหันไปมองเพื่อนของเขาอย่างไม่อยากเชื่อ

 

“เจ้าจะบอกว่าเจ้าลืมว่าข้าเป็นผู้รักษาหลังจากที่แทบจะเรียกได้ว่าข้าเรียกเจ้าคืนมาจากความตายน่ะนะ?” เขาถามอย่างอัศจรรย์ใจ “ให้ตายเถอะเปลวไฟและสายลม นี่เจ้าลืมได้อย่างไรว่าเจ้าเกือบตายตอนที่เราเจอกันน่ะ?”

 

“อ่า ก็ข้าไม่ได้ตายนี่ ใช่ไหม?” ก็อดดริกตอบอย่างไม่ยี่หระ “แล้วนั่นมันก็ตั้งหลายไปแล้ว!” แล้วเขาก็หยุดและมองซัลตั้งแต่หัวจดเท้าอีกรอบ “ใช่ว่าข้าจะบอกได้ว่ามันนานมาแล้วถ้าดูจากเจ้าน่ะ”

 

ซัลกะพริบตาอย่างคนจับใจความไม่ได้

 

“หา...? ทำไม?” เขาถาม

 

รอบนี้เป็นก็อดดริกที่มองเขาอย่างไม่อยากเชื่อแทน

 

“บางทีอาจจะเป็นเพราะเจ้าดูไม่แก่ขึ้นเลยจากวันที่เราได้พบกัน?” เขาตอบอย่างประชดประชัน ซัลทำเพียงแค่เลิกคิ้วขึ้น

 

“ก็เหมือนกันแหละ ก็อดดริก”

 

“อา ข้าเป็นเลอเฟย์” ก็อดดริกบอกอย่างกับว่าแค่คำอธิบายเดียวก็พอแล้ว

 

“แล้ว?” ซัลว่า

 

“แล้วเราเลอเฟย์ก็แก่ช้ากว่าคนอื่น” ก็อดดริกสรุปและก็กลอกตาราวกับว่ามันชัดเจนสำหรับทุกคนอยู่แล้วยกเว้นซัล

 

“แล้วโรวีน่ากับเพฟเวอเรลเล่า?” ซัลถาม

 

“บางอย่างเกี่ยวกับพ่อแม่ของพวกเขาแหละ” ก็อดดริกบอก “ข้าไม่เคยถามจริงๆหรอก ข้าแค่รู้ว่าบิดามารดาของพวกเขาแปลกและพวกเขาก็ทิ้งให้โรวีน่าและเพฟเวอเรลสู้ด้วยตัวเองตั้งแต่ตอนที่พวกเขาเพิ่งได้ยี่สิบปี”

 

“อ้า” ซัลเดาว่าบิดามารดาของสองคนนั้นคงเป็นเฟียร์บอล์กมานานแล้วแต่จนตอนนี้เขายังไม่มีหลักฐาน การที่บิดามารดาของพวกเขาทิ้งให้ดูแลตัวเองตอนยี่สิบนั้นสนับสนุนความคิดของซัล สามสิบปีคือระยะเวลาที่นานที่สุดที่เฟียร์บอล์กนั้นจะเปลี่ยนมาอยู่ในรูปร่างมนุษย์ได้ – และการเปลี่ยนร่างนานขนาดนั้นทำได้แค่ครั้งเดียวเท่านั้น ดังนั้นไม่แปลกใจเลยที่บิดามารดาของโรวีน่าและเพฟเวอเรลจะจากไปหลังจากสองคนนั้นอายุได้ยี่สิบ พวกเขาคงต้องไปถ้าเกิดว่าพวกเขาเป็นมนุษย์มาสิบปีแล้วตอนที่ได้พบกัน

 

“แต่เจ้า ซัล ไม่ใช่ว่าเจ้าควรจะแก่ขึ้นจากตอนที่เราพบกันบ้างหรือ?” ก็อดดริกถามเขาในจังหวะนั้นเองและดึงเขาออกมาจากห้วงความคิดด้วยคำถามนั้น

 

ซัลกะพริบตา

 

“เจ้าลืมไปแล้วหรืออย่างไรว่าข้าคือใคร ก็อดดริก?” เขาถามด้วยน้ำเสียงไม่อยากเชื่อ

 

“เหอ?” ก็อดดริกมองเขาอย่างงุนงง

 

“ก็อดดริก” ซัลเอ่ยอย่างอดทน “ข้าเป็นบุตรของมเยอดิน เอมรีส์ ข้าเป็นบุตรบุญธรรมของอาเธอร์ เพนดราก้อนและพี่ชายบุญธรรมของเมดรอวด์ เลอเฟย์ บรรพบุรุษของเจ้า เจ้าไม่เคยคิดเลยหรือว่านั่นทำให้ข้าอายุเยอะกว่าเจ้านัก?”

 

“โอ้” ก็อดดริกอุทาน จ้องมองซัล “แต่ แล้วเจ้าอยู่มานานขนาดนี้ได้อย่างไร? ข้าหมายถึง ไม่ใช่ว่าเจ้าควรจะตายไปแล้วหรอกหรือ?”

 

ซัลทำเพียงแค่ร้องหึออกมาและก็ชี้ไปที่รอยแผลเป็นที่ดูสาหัสบนอกของเขา

 

“ข้ามีปัญหานิดหน่อยกับการตาย ก็อดดริก” ซัลบอก “เพิ่มนั่นเข้าไปกับการที่บิดามารดาข้าเป็นเฟียร์บอล์กแล้วเจ้าก็จะได้คำอธิบายว่าทำไมข้าถึงยังมีชีวิตอยู่”

 

ก็อดดริกมองเขาอย่างครุ่นคิด

 

“โอ อาฮะ” เขาเอ่ยออกมาในที่สุด จากนั้นก็ลังเลอยู่ชั่วขณะก่อนที่เขาจะยอมแพ้ให้กับความสงสัยอีกครั้ง “บิดาเจ้าสอนเวทมนตร์โลหิตมาจริงหรือ? ข้าหมายถึง เวทมนตร์โลหิตเป็นส่วนหนึ่งของศาสตร์มืดและบิดาเจ้ามเยอดินนั้นเป็นที่รู้จักกันในฐานะพ่อมดฝั่งแสงมากๆ...”

 

ซัลพรูลมหายใจออกมาทางจมูก

 

ความหมายของสว่างกับมืดมันเปลี่ยนไปตามกาลเวลา ก็อดดริก” เขาอธิบาย “ตอนที่ข้าเติบใหญ่ มันเป็นเรื่องปกติที่จะใช้เวทมนตร์โลหิต พิธีกรรมและการปรุงยานั้นเป็นศาสตร์ถูกใช้บ่อยที่สุด สำหรับเรา เวทมนตร์โลหิตไม่ได้ชั่วร้าย มันเป็นแค่วิธีที่เราจะควบคุมความสามารถของเราได้”

 

“แต่ตอนนี้มันถูกมองว่าชั่วร้ายแล้ว – แล้วเหตุใดเจ้าจึงไม่หยุด?”

 

“เพราะว่าข้าหยุดไม่ได้” ซัลตอบไปตามความจริง ก็อดดริกถลึงตามองเขา

 

“หมายความว่าอย่างไร เจ้าหยุดไม่ได้ ?”

 

ซัลถอนหายใจเฮือก

 

“เวทมนตร์โลหิตจะเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ถ้าเกิดว่า...” เขาหยุด ไม่พอใจกับประโยคของตัวเองเท่าไรนัก “มันมีพิธีกรรมมากมายนัก ก็อดดริก” เขาเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง “พิธีกรรมแรกๆที่ดรูอิดคนหนึ่งจะทำคือพิธีกรรมที่ช่วยปกป้องร่างกายของเขาจากพิธีกรรมต่อๆมา หลังจากนั้นก็เป็นพิธีปลุกสายโลหิต ถ้าเกิดเจ้าไม่ได้ทำพิธีปลุกสายโลหิต เจ้าจะหยุดหลังจากที่ป้องกันตัวเองจากพิธีกรรมอื่นๆก็ได้ แต่หลังจากพิธีปลุกแล้วเจ้าจะต้องใช้เวทมนตร์โลหิตไปเรื่อยๆ ถ้าเกิดว่าไม่ทำต่อเจ้าจะสูญเสียการควบคุมเวทมนตร์และในที่สุดก็จะสูญเสียสติ มันไม่มีทางให้ผลดีเลยถ้าเกิดว่าหยุดใช้”

 

“โอ” ก็อดดริกอุทาน ดวงตาของเขาเบิกกว้าง “งั้น...งั้นแสดงว่าเจ้าก็ต้องทำมัน? เจ้าจะกลายเป็นบ้าถ้าเกิดว่าไม่ได้ใช้ ถูกไหม?”

 

“ใช่” ซัลว่า จากนั้นเขาก็ยักไหล่ “แต่มันก็มีข้อเสียอยู่เสมอแหละไม่ว่าจะใช้เวทมนตร์ประเภทใด”

 

“ข้าไม่เห็นรู้ว่ามีข้อเสียของเวทมนตร์ที่ข้าใช้อยู่เลย” ก็อดดริกร้องหึ

 

ซัลทำเพียงแค่เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง

 

“ให้ข้าหักไม้กายสิทธิ์เจ้าก่อนแล้วเราค่อยมาคุยกันอีกรอบ” เขาโต้ตอบ

 

“ถ้าเจ้าทำอย่างนั้นข้าก็ใช้เวทมนตร์ไม่ได้...โอ้!

 

“ใช่ โอ้” ซัลส่ายศีรษะใส่สหายของเขา “อย่างที่บอก เวทมนตร์ทุกประเภทมีข้อเสีย เจ้าควบคุมได้ไม่มากพอโดยปราศจากไม้กายสิทธิ์ ข้าต้องใช้เวทมนตร์โลหิตทุกปีเพื่อให้สามารถควบคุมเวทมนตร์ได้”

 

“งั้นเจ้าเองก็ช่วยอะไรไม่ได้สินะ” ก็อดดริกสรุป ซัลยักไหล่ เขาจะใช้เวทมนตร์โลหิตไม่บ่อยเท่านี้ก็ได้ แต่ในท้ายที่สุดแล้ว ก็อดดริกก็พูดถูก เขาหยุดใช้มันไม่ได้หรอก

 

“แล้วเจ้าจะไม่สอนให้ลูกศิษย์ของเราใช่ไหม?”

 

ซัลถอนหายใจอีกครา

 

“ข้ากำลังคิดว่าจะสอนการป้องกันให้พวกเขา” เขาเอ่ยอย่างลังเล

 

ก็อดดริกขมวดคิ้ว

 

“ทำไม?”

 

“เพราะเจ้าบอกข้าว่ามันยังมีคัมภีร์อยู่ ข้าไม่อยากให้พวกเขาเสียสติเพราะว่าพวกเขาตัดสินใจจะเล่นกับคำสั่งในคัมภีร์พวกนั้น และมันก็มีคนที่จะทำแน่แม้ว่าจะได้รับคำเตือนไปแล้ว อย่าหลอกตัวเองว่าพวกเขาจะไม่ทำเลย”

 

ก็อดดริกขมวดคิ้วกับประโยคดังกล่าว แต่แล้วเขาก็พยักหน้า

 

“เจ้าพูดถูก” เขาเอ่ย “แต่ถ้าเจ้าจะทำมันจริงๆ ช่วยคุยกับคนอื่นๆก่อนด้วยนะ”

 

ซัลพยักหน้ารับ เขาประหลาดใจที่ก็อดดริกไม่ได้คัดค้านแผนของเขา แต่เขาเองก็ดีใจที่อีกฝ่ายไม่ได้ทำอย่างนั้นเช่นกัน เพราะอย่างนั้นเขาอาจจะไม่ต้องแอบทำลับหลังคนอื่นๆเพื่อปกป้องลูกศิษย์ของเขา...

 

“เสร็จแล้วล่ะ” ก็อดดริกพูดขึ้นมาในตอนนั้นและก็ทำให้ผ้าเปื้อนเลือดที่ใช้เช็ดโลหิตออกจากหลังซัลหายไป

 

“ขอบคุณ”

 

ก็อดดริกเพียงพยักหน้ารับและก็หันไปจนซัลใส่เสื้อผ้าเรียบร้อยอีกครา

 

เมื่อก็อดดริกหันกลับมาทางเขาก็มีหมวกพูดได้ที่กำลังถูกคาถาทำให้เงียบปากอยู่ในมือ

 

“เอ่อ...อีกคำถามเดียว ซัลลาซาร์” เขาเอ่ยปากอย่างไม่แน่ใจ “ช่วย...ช่วยข้าจัดการเจ้านี่หน่อยได้หรือไม่?”

 

ซัลหัวเราะใส่

 

“อา ข้ามีความคิดว่าจะทำอย่างไรกับมันดีแล้วล่ะ” เขาตอบ “เอามาให้ข้านี่”

 

เวลาต่อมาของวันนั้น อย่างไรเมื่อคืนมันก็เลยเที่ยงคืนไปแล้ว เขาบอกความคิดให้ผู้ก่อตั้งคนอื่นๆฟังและบอกให้พวกเขาฝังนิสัยบางส่วนของพวกเขาแต่ละคนลงไปในหมวกช่างประชดนั่น พวกเขาก็มองซัลแปลกๆ อย่างน้อยก็จนกระทั่งเขาบอกไปว่าเขาวางแผนจะใช้มันในการคัดสรรเด็กๆ

 

“ความคิดดี” เป็นสิ่งเดียวที่เพฟเวอเรลกล่าวเมื่อเขาได้ฟังความคิดของซัล – และก็ได้รับมอบหมายให้เป็นคนเก็บเจ้าหมวกนั่นไปตลอดทั้งปีทันที และหมวกคัดสรรก็เริ่มอาศัยอยู่ในห้องทำงานของเพฟเวอเรลเพราะอย่างนั้นเอง

 

 

To Be Continue

 

Upcoming Chapter: 900-1000 AD Prejudices - อคติ

 

 

*Hogwarts กับ Haugh’s Ward ชื่อตั้งต้นที่คนเขียนตั้งขึ้นมาอย่าง Haugh’s Wards ก็ตามที่อธิบายไปในเรื่องแหละค่ะ ส่วนที่ว่าดีกว่า Hogwarts เนี่ย เพราะว่า Hog มันแปลได้ว่าหมู Wart แปลได้ว่า หูด แปลรวมกันว่า หูดหมู ซัลเลยบ่นว่ามันน่าเกลียดมากค่ะ 55555 ฮอกส์วาร์ดดีกว่าจริงๆ

 

คนมาวนี่ม้านนนนนน 555555 ตอนเมาแปลไปฮาไปค่ะ อาร้ายยยยย //เมาคาร์บอนไดออกไซด์ตาม พอมาฉากทรยศนี่คุณซัลเท่มากจริงๆค่ะ //โบกป้ายเชียร์

 

* ตอนนี้มั่นใจว่า 50% แล้วค่ะ แบ่งอย่างดี แต่ก็ 21 หน้าเลยน้า พอๆกับแปลเมื่อก่อนตอนหนึ่งเลยค่ะ //ร้อง เลยว่าจากนี้น่าจะมาครึ่งตอนอาทิตย์หนึ่งมากกว่าค่ะ แต่ก็จะพยายามมาให้เร็วที่สุดนะคะ ต้องขอโทษด้วยจริงๆที่คงจะมาเต็มตอนไม่ได้แล้ว แต่ถ้าดูจากปริมาณก็จะพอๆกับตอนต้นๆค่ะ นี่คือช่วงที่คนเขียนลงยาวที่เคยพูดถึงค่ะ พอมาถึงเราแปลเต็มตอนไม่ทันจริงๆด้วย ขอโทษอีกครั้งค่ะ

 

ได้ไปงานหนังสือกันไหมคะ นี่ไปเจอคุณเบียร์ อนุรักษ์คนแปลเรื่องเทพยุทธ์เซียนกลอรี่มาค่ะ มีใครอ่านเป็นเพื่อนเราไหม แนะนำมากเลยค่ะ เรื่องนี้นี่ มีประโยคเดียวมอบให้ค่ะ พระเอกนี่...พระเอกเหรอ? นึกว่าตัวร้าย 5555

 

อีกครึ่งตอน...เรื่องที่ทุกคนคิดว่ามันจบแล้ว...มันยังไม่จบค่ะ! //แสยะยิ้ม

 

แล้วเจอกันอีกครึ่งตอนนะค้า


---

 

[1] Samhain ซาววิน มันเป็นภาษาเกลิคจะอ่านไม่เหมือนที่เขียนค่ะ คือช่วงฮัลโลวีนนั่นเองค่ะ 31 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน เป็นเทศกาลที่เป็นรากเคลติกหรือชนพื้นเมืองทาง UK ของเทศกาลฮัลโลวีนที่เรารู้จักกันดีค่า คือเป็นสัญญาณจบฤดูเก็บเกี่ยวและเป็นจุดเริ่มต้นของหน้าหนาว เป็นหนึ่งในสี่เทศกาลประจำฤดูของเคลติก มีซาววินกับเบลเทนที่เขาเชื่อกันว่ากำแพงที่กั้นระหว่างภพคนเป็นกับคนตายจะบางที่สุดและซ้อนทับกันได้ง่ายที่สุด หมายความว่าวิญญาณนั้นจะมายังโลกของเราได้ง่าย ในช่วงซาววินวิญญาณคนตายจะกลับมาเยี่ยมบ้าน เป็นที่มาของวันปล่อยผีฮัลโลวีนนี่แหละค่ะ ช่วงนี้จะมีการก่อกองไฟพิเศษที่เชื่อกันว่ามีอำนาจปกป้องและชำระล้างขึ้น จะมีการเซ่นสรวงเอาของวางไว้หน้าบ้านเพื่อให้มั่นใจว่าพวกปศุสัตว์หรือคนจะไม่ตายในช่วงหน้าหนาว


[2] Imbolc อิมโบล์ก เทศกาลเฉลิมฉลองจุดเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิ ในวันที่ 1-2 กุมภาพันธ์ สำหรับผู้นับถือศาสนาคริสต์นั้นนับเป็นวันเฉลิมฉลองของ Saint Brigid ในปัจจุบันค่ะ เดิมนั้นมาจากลัทธิที่พูดถึงเทพีที่ชื่อบริจิดซึ่งเป็นเทพแห่งความอุดมสมบูรณ์และความเจริญพันธุ์ เชื่อกันว่าบริจิดจะมายังบ้านเรือนของผู้คนในวันอิมโบล์กค่ะ เพื่อเป็นการต้อนรับก็จะจัดเตียงแล้วก็อาหารและน้ำไว้ แล้วก็ทิ้งเสื้อผ้าต่างๆไว้ด้านนอกเพื่อให้นางอวยพร มีการดื่มกินเฉลิมฉลองกัน แล้วก็ดูเหมือนว่าจะเป็นช่วงที่มีเหมาะกับการดูดวงค่ะ //มีวิชั่น มีญาณ ชิ้งๆ


[3] Beltane เบลเทน เป็นเทศกาลเฉลิมฉลองจุดเริ่มต้นหน้าร้อนของทางฝั่งเกลิค หรือเคลติกค่ะ เป็น Celtic May Day นั่นเอง มักจัดขึ้นวันที่ 1 พฤษภาคม เบลเทนนับว่าเป็นวันที่ภพคนเป็นกับคนตายทับซ้อนกันได้ง่ายเช่นเดียวกับซาววินค่ะ มีก่อกองไฟพิเศษเหมือนกัน แต่กองไฟของเบลเทนจะดังกว่าเยอะเลย ผู้คนมาเดินรอบกองไฟกัน เหมือนเทศกาลเฉลิมฉลองไฟเลยค่ะ เพราะนับว่ากองไฟที่ก่อนั้นพิเศษ มีอำนาจการปกป้องคุ้มครอง มีการเฉลิมฉลองกัน อาหารและน้ำบางส่วนก็ถูกเซ่นสรวงให้วิญญาณเหมือนกับซาววิน น้ำค้างวันเบลเทนเชื่อว่านำความงดงามมาให้และก็คงความเยาว์ไว้ได้ด้วยค่ะ ปัจจุบันก็ถูกรวมเป็นส่วนหนึ่งของพิธี May Day ของทางอังกฤษไปแล้ว


[4] Lughnasadh ลูนาซา เฉลิมฉลองจุดเริ่มต้นฤดูเก็บเกี่ยว ปกติจัดขึ้นในวันที่ 1 สิงหาคม ถูกตั้งชื่อตามเทพองค์หนึ่งชื่อว่า Lugh งานก็จะมีการเซ่นสรวงผลพืชแรกที่เก็บเกี่ยวได้ พิธีศาสนา พิธีการแข่งขันกีฬา การดื่มกิน การหาคู่และก็การค้าขาย มีการเซ่นวัวด้วย ส่วนใหญ่พิธีจะจัดบนเขาและที่สูง บางที่ก็มีธรรมเนียมต้องไปปีนเขากัน

 

เทศกาลพวกนี้ที่เราจะเห็นกันบ่อยกว่าพวกก็จะมี Samhain (ซาววิน) กับ Beltane (เบลเทน)นี่แหละค่ะ ของฟิคทางฝั่งไทยเทศกาลพวกนี้ไม่เคยเห็นเอามาแจมเพราะว่าคงไม่คุ้นเคยกับวัฒนธรรมทางนู้น จะเจอซาววินกับเบลเทนเป็นฟิคภาษาอังกฤษมากกว่าค่ะ เราก็แอบเคยเห็นหลายเรื่องเลยในด้อมแฮร์รี่ พอตเตอร์


//โผล่หน้ามา กลับมาแล้วค่ะ หลังจากหายไปน้านนานแบบไม่มีเหตุผลเลย เราจัดการเวลาไม่ดีเองเลยทำให้ไม่มีเวลาแปล ได้แต่ขอโทษจริงๆค่ะ ขอบคุณที่ยังรอกันนะคะ


ครึ่งตอนหลังนี้สิริรวม 22 หน้าค่ะ รวมแล้วทั้งตอน 43 หน้า (ขออนุญาตอาเมนให้ตัวเอง--) ยาวเนอะ คิดว่าตัวเองแบ่งครึ่งไว้ดีมากแต่มันก็เป๊ะเกินไป๊


ชื่อตอนตอนหน้านั้น...ขออนุญาตไว้อาลัยตับตัวเองล่วงหน้าเลยค่ะ T T ตอนหน้าอยู่กับซัลในอดีตไปอีกตอนแล้วเดี๋ยวเรากลับไปหาการรวมมหาตระกูลกันนะคะ หึๆๆ


แล้วเจอกันครึ่งตอนแรกของตอนถัดไปค่า ^ ^

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 169 ครั้ง

35 ความคิดเห็น

  1. #358 PiyapatBang (@PiyapatBang) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 / 01:04
    ขอบคุณค่ะ สนุกมากกกกกก
    #358
    0
  2. #357 NanBH'ii (@autumnover) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 20 พฤศจิกายน 2561 / 14:35
    คืออยากรู้แล้วว่าเพราะอะไรที่ทำให้มีเรื่องที่ซัลาซาร์ไม่อยากให้มักเกิ้ลมาเรียน -ต้องเกี่ยวข้องกับผู้วิเศษไม่อยากให้พวกเลือดบริสุทธ์มาเรียน

    หลายๆอย่างเปลี่ยนไปตามการเวลา ความหมายของเลือดบริสุทธ์ในยุคแฮร์รี่กับยุคซัลต่างกันมาก เรื่องสนุกขึ้นเรื่อยๆ ยาวแค่ไหนก็จะตามอ่านค่ะ สู้ๆนะคะ
    #357
    0
  3. #349 BluE_ShaDoW (@jemaomao) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2561 / 21:11
    เราเพิ่งได้บังเอิญมาเจอฟิคเรื่องนี้ค่ะ
    บอกเลยว่ารู้สึกโชคดีมากกกกกกกก ที่ได้มาเจอฟิคที่พล็อตน่าสนใจมากๆ แล้วยังมาเจอคนแปลที่แปลได้ลื่นไหลขนาดนี้ แง จะร้อง
    เราอ่านรวดตั้งแต่ตอนแรกถึงตอนนี้ ใช้เวลาไปไม่นานเลยสำหรับนิยายตอนเยอะและความยาวขนาดนี้ อ่านจนปวดตาเลยค่ะ 555555 แต่ก็วางไม่ลงจริงๆเพราะมันสนุกมากๆ ภาษาการบรรยายก็ดีมากๆ แถมยังมีอภิธานศัพท์ให้เป็นความรู้แนบทายอีก แง มันดีมากๆจริงๆนะคะ

    เราเป็นกำลังใจให้นะคะ หลังจากอ่านตอนแรกไปแล้วก็กดfavทันทีเลย แล้วก็คิดไม่ผิดจริงๆ ขอร้องให้แปลจนจบนะคะ /กราบกราน เจ็บมาเยอะกับการโดนลอยแพค่ะ 5555555

    ปล.อีกนิดนึงยอดfavก็ใกล้ถึงพันแล้ว นั่งนับถอยหลังอย่างใจจดจ่อเลยค่า เราเชื่อว่าfavจะเพิ่มอย่างต่อเนื่องแน่นวล!
    #349
    0
  4. #348 jjjj77127 (@jjjj77127) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2561 / 17:16
    ชอบซัลมากๆเลย
    #348
    0
  5. #347 BarMeeYen (@BarMeeYen) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2561 / 13:56

    ไรต์มาแล้วววววว คิดถึงซัลมากเลยค่ะะะะ

    วันฮาโลวีนที่ต้องทำพิธีนี่จะเกี่ยวกับความซวยของแฮรี่ที่มีทุกวันฮาโลวีนหรือเปล่าค่ะ55555 //ล้อเล่นค่ะ

    50% หลังนี่อดชิพไม่ได้จริงๆค่ะ เรือก็อดซัลแล่นมาอต่ไกลเลยค่ะะะะ

    แต่เราชอบนะค่ะที่ตอนนี้ก็อดดริกดูมีเหตุผลมากกว่าที่คิด(ปกติไม่ค่อยจะมี5555) เชื่อใจซัลมากกว่าที่เห็น (เรือแล่นค่าาา )

    แต่พอไปลองดูตอนหน้า....แทบอยากจะลบที่พิมพ์ข้างบนไปเลยค่ะ 5555555

    รอตอนต่อไปนะคะ ///7///

    #347
    0
  6. #346 ployzss (@ployzss) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2561 / 12:42
    ดูจากชื่อตอนแล้วซัลจะโดนทรยศความเชื่อใจมั้ยเนี่ย อย่านะ;_____;
    #346
    0
  7. #345 wal_5678 (@wal_5678) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2561 / 09:18

    คือ.....ตะไมครึ่งหลังนี่ชวนชิบจังเลยยย//ถือป้ายไฟก็อดซัล--------แค่กๆ แค่ก


    งั้นในปัจจุบันแล้วทุกฮาโลวีนซัลต้องหลบมาทำพิธีสินะฮะ

    #345
    0
  8. #344 Puai244 (@Puai244) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2561 / 08:25
    กำเนิดหมวกคัดสรร มาจากความพลาดของก็อดดริก (ฮา)
    แต่ขณะเดียวกันเหมือนจะฮา แต่ไม่ฮา คืออคติแปลกๆ จากก็อดดริก เช่นกัน
    มีความคิดว่าก็อดดริกรู้ว่าตัวเอง พูดเหตุผลให้ชนะซัลลาซาร์ไม่ได้ จึงตัดสินใจให้ซัลบอกทุกคนก่อนจะทำอะไรพิกล
    #344
    0
  9. #343 hyun_park22 (@hyun_park22) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2561 / 07:24
    พี่เยี่ยไม่ตัวร้ายนะคะ ถึงจะนิสัยร้ายกาจก็เถอะค่ะ 5555 //ซัลลลน่ารักมากๆ
    #343
    0
  10. #342 kacu (@mucu) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2561 / 03:30

    รออ่านนะคะ สู้ๆค่ะ
    #342
    0
  11. #341 msyokky (@masitorn) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2561 / 00:50
    ซัลเท่มากเลยค่ะตอนนี้ ;_; แง อยู่ๆเราก็รู้สึกกลัวตอนหน้าจังเลยค่ะะ เห็นความทึ่มของก็อดดริกในตอนนี้แล้วก็กลัวใจจริงๆ ยิ่งเริ่มมีข่าวเรื่องเลือดบริสุทธิ์ที่เด็กๆพวกนั้นพูด หวังว่าซัลจะใจเย็นๆนะะะ
    #341
    0
  12. #340 earnly (@earnly123) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2561 / 23:29
    ชอบซัลจังเลย เป็นคนที่ใจอ่อนกับคนรอบข้างง่ายมากมาก 😀 ขอบคุณที่แปลให้อ่านกันนะคะ แปลดีมากเลย อ่านได้เข้าใจง่ายมากเลยค่ะ
    ปล. อ่านกลอรี่เหมือนกันค่ะ อยากเจอผู้แปลด้วยเหมือนกันค่ะ
    #340
    0
  13. #339 shierichi (@shierichi) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2561 / 23:13
    ซัลเป็นคนดีเสมอต้นเสมอปลายจริงๆแต่เพราะความที่อยู่มานานทำให้หลายๆอย่างอาจจะทำให้ไม่ลงรอย.......

    ปล. รอที่จะติดตามตอนต่อไปนะคะ ตอนอ่านออริจินัลเป็นตอนที่เราชอบมากๆเลย....ถึงแม้มันจะ อื้อ....นะ แต่ก็ชอบอยู่ดี55555 คุณผู้แปลสู้ๆนะคะ เป็นกำลังใจให้เสมอค่า
    #339
    0
  14. #338 oocc (@onpilin55) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2561 / 22:37
    ซัลทำทุกทางเพื่อปกป้องลูกศิษย์จริงๆนะ เสียดายมากที่โดนเข้าใจผิด เห้อ แปลได้ดีมากเช่นเคยค่ะ ยังไงก็เป็นกำลังใจให้นะคะ!
    #338
    0
  15. #337 lottenudie (@lottenudie) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2561 / 18:34
    ขอบคุณนะคะ แปลได้ดีมาก เข้าใจกว่าตอนที่ไปดำน้ำเองเยอะเลย
    Ps. เราก็อ่านกลอรี่เหมือนกัน5555 พี่เยี่ยคือสุดยอดวายร้ายประจำเรื่อง
    #337
    0
  16. วันที่ 26 ตุลาคม 2561 / 17:07
    พี่ซัดกราวใจมากค่ะ
    #332
    0
  17. #330 KUHAKU-01 (@QEENwhite) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2561 / 16:19

    พี่ซัลเกรี้ยวกราด5555 ชอบมากค่ะ
    #330
    0
  18. #329 jjjj77127 (@jjjj77127) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2561 / 12:45
    ซัลโหดมากก
    #329
    1
    • #329-1 VizXia (@VizXia) (จากตอนที่ 35)
      25 ตุลาคม 2561 / 14:29
      โหดสุดเลยค่ะ //กุมใจ
      #329-1
  19. #328 Sambonsakura (@Sambonsakura) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2561 / 09:03
    ชอบกลิ่นอายความเก่าแก่ของเรื่องมากๆ โห แบบ แฮรี่ เอ้ย ซัลคือเท่มาก เท่แบบเท่มากกก แง้ ชอบมากๆ
    #328
    1
    • #328-1 VizXia (@VizXia) (จากตอนที่ 35)
      25 ตุลาคม 2561 / 14:30
      เรื่องนี้ยิ่งโบราณยิ่งขลังจริงๆค่ะ ดีมากกกก มาหวีดซัลไปด้วยกันนะคะ ^ ^ //โบกป้ายเชียร์
      #328-1
  20. #327 Duckling Memo (@momochanj) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2561 / 07:17

    อยากจะหัวเราะให้ฟันหลุด สะใจมาก 555+
    #327
    0
  21. #323 kacu (@mucu) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2561 / 00:38

    แค่นี้ก็ยาวมากแล้วค่ะ ถึงจะบอกว่าครึ่งตอนก็เถอะ
    รออ่านนะคะ สู้ๆค่ะ
    #323
    1
    • #323-1 VizXia (@VizXia) (จากตอนที่ 35)
      25 ตุลาคม 2561 / 09:27
      ขอบคุณที่ติดตามมาตลอดนะค้า ^ ^
      #323-1
  22. #322 Lost-tale (@Lost-tale) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2561 / 00:33
    จริงๆตามอ่านเรื่องนี้มาตั้งแต่คุณแปลลงครั้งแรกเลยค่ะ แต่ไม่เคยได้ลงคอมเม้นเลย /อย่าเพิ่งแจกขนมตุ้บตั้บเรานะ แต่คือเรื่องนี้เรายกให้ขึ้นหิ้งของเราเลย มันสุดในทุกด้านเลย คุณebendbild แต่งมาก็สุดยอด คุณvizxia แปลนี่ก็สุดยอดไปเลย ภาษาก็ดี อารมณ์ก็ถึง ชอบมากจริงๆค่ะ เราเคยอยากคอมเม้นแต่ก็ไม่รู้จะบรรยายยังไง แต่วันนี้ต้องมามันอัดอั้นอยากให้รู้ว่าคอยติดตามและเป็นกำลังใจให้เสมอนะคะ สู้ๆ
    #322
    2
    • #322-1 VizXia (@VizXia) (จากตอนที่ 35)
      25 ตุลาคม 2561 / 09:27
      ขอบคุณมากนะคะที่ติดตาม อ่านแล้วเขินเลยค่ะ //กุมแก้ม เดี๋ยวจะส่งผ่านไปหาคุณคนเขียนค่า ดีใจที่ติดตามแล้วก็มาคอมเมนต์นะคะ ไม่ตุ้บตั้บหรอกค่า 55555 เราไม่กัดนะ เม้นต์ได้ ^ ^
      #322-1
  23. #321 -Cintear- (@jenny-boboo) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2561 / 00:20
    ตอนเมานี่ภาพลงภาพลักษณ์กระจุ้ยกระจายหายไปในอากาศกันหมดเลยยยย
    ปล.ก็อปลินที่ขายดาบน่าจะเป็นก็อปลินที่โง่ที่สุดที่เคยเจอมา ปานนี้บรรพบุรุษมันในโลกหลังความตายคงสาปแช่งกันสนุกแล้วแหละ
    #321
    1
    • #321-1 VizXia (@VizXia) (จากตอนที่ 35)
      25 ตุลาคม 2561 / 09:24
      คนเมานี่มันก็เมาเกิ๊นจริงๆค่ะ 55555
      #321-1
  24. #320 Geminix-s (@Rainny-chan) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2561 / 23:12
    อ่านมาถึงตอนนี้...สารภาพเลยว่ายังจำชื่อซัลไม่ได้เลยค่ะ 55555555555 ถึงอ่านได้ก็ลิ้นพันกัน แง่ง 55555555
    #320
    1
    • #320-1 VizXia (@VizXia) (จากตอนที่ 35)
      25 ตุลาคม 2561 / 09:23
      ถถถ นี่บางทีก็อ่านพลาดเหมือนกันค่ะ คุณซัลชื่อจะยาวแล้วยากไปไหน 55555
      #320-1
  25. #319 J'name Rbt (@pawidporn-name) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2561 / 22:19
    ตลกการใช้ภาษาตอนทุกคนเมามากเลยค่ะ ตอนแปลยากมั้ยคะ มันน่าจะเมามากเลยนะ5555555

    คืออ่านไปก็ตลกไป นี่คือบรรดาผู้วิเศษผู้ก่อตั้งสถาบันฮอกวอตส์จริงๆเหรอ555555555555555555
    #319
    1
    • #319-1 VizXia (@VizXia) (จากตอนที่ 35)
      24 ตุลาคม 2561 / 22:28
      จริงๆแปลตอนเมาไม่ยากเลยค่ะ แต่รู้สึกแปลมาไม่รู้ทำไมมันฮากว่าต้นฉบับก็ไม่รู้ ถถถ ภาษาไท๊ยยย 5555 ดีใจที่ชอบค่า เฮ้ออออ ผู้ก่อตั้งแต่ละคน 555555 ^ ^
      #319-1