[ฟิคแปล] Basilisk-Born แฮร์รี่ พอตเตอร์ HP Harry Potter by Ebendbild

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 25,926 Views

  • 497 Comments

  • 1,000 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    515

    Overall
    25,926

ตอนที่ 39 : Chapter 36: 980-1021 AD To Aid A Child - ในการช่วยเหลือเด็กคนหนึ่ง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 858
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 117 ครั้ง
    20 มี.ค. 62

ก่อนอ่านรอบนี้ขอบอกเลยว่า แบ่งอ่านก็ได้นะคะ มันยาวมากจริงๆ ยาวกว่าตอนที่แล้วขุมเลย อ่านทีเดียวระวังตาแฉะนะคะ ด้วยความห่วงใยค่ะ 

สุดท้ายนี้ ขอให้อ่านให้สนุกค่า

 

Chapter 36

Somewhere between 980 and 1021 AD

To Aid A Child, To Have A Child – ในการช่วยเหลือเด็กคนหนึ่ง ในการเลี้ยงดูเด็กคนหนึ่ง

 

Xxx

 

ในสองปีครึ่งถัดจากนั้นเป็นเหมือนฝันร้ายสำหรับก็อดดริก

 

ก่อนซัลลาซาร์จะจากไป เขาเคยคิดว่าเขาคิดถูกมาโดยตลอดและพวกเลือดบริสุทธิ์นั้นเป็นอันตรายต่อโลกเวทมนตร์ เขาไม่เคยแม้แต่จะคิดถึงความจริงที่ว่าครั้งหนึ่งเขาเคยรู้จักซัลลาซาร์ในฐานะเลือดบริสุทธิ์ เมื่อซัลลาซาร์บอกเขาตั้งแต่หน้าหนาวเมื่อนานมาแล้วว่าเขาเป็นเลือดบริสุทธิ์นั้น ความจริงข้อนี้เป็นสิ่งที่ไกลตัวเกินกว่าจะนึกภาพออกและไม่น่าคิดถึงเลยสำหรับก็อดดริก เขายอมรับมันอย่างที่มันเป็นในเวลานั้น และเขาก็ลืมมันไปเมื่อเวลาผ่านไปนับทศวรรษที่เขาได้ร่วมงานเคียงข้างกับซัลลาซาร์

 

อย่างไร ใครมันจะไปจำอะไรแบบนั้นได้ในเมื่อชายที่ได้ร่วมงานกันนั้นไม่ต่างอะไรไปจากมนุษย์ผู้อื่นที่เขาได้เคยพบเคยเจอเลย? ไม่มีนิสัยใจคออะไรทั้งนั้นของซัลลาซาร์ที่กรีดร้องป้องประกาศว่าเขาเป็น “เลือดบริสุทธิ์” – หรืออย่างน้อยทำให้รู้ว่าเป็น “เลือดบริสุทธิ์” ใส่ก็อดดริก ซัลลาซาร์แค่ไม่ใช่ภาพใดๆที่ก็อดดริกนึกไว้ในหัวสำหรับเลือดบริสุทธิ์เลยสักนิดเดียว

 

และด้วยเหตุนั้นก็อดดริกจึงลืมเลือนไป บางทีการที่เขาลืมไปมันก็คงเพราะว่าเขาไม่เคยได้ยินคำที่ซัลลาซาร์ใช้บอกว่าตัวเองเป็นเลือดบริสุทธิ์เลยสักครั้งเลยก่อนที่เขาจะได้พบกับซัลลาซาร์ ซัลลาซาร์แค่ไม่เคยพูดออกมาว่า “ข้าเป็นเลือดบริสุทธิ์” ตรงๆเลย ไม่ใช่เพราะว่าซัลลาซาร์นั้นรู้สึกละอาย แต่เป็นเพราะว่าซัลลาซาร์ไม่เคยเรียกเลือดบริสุทธิ์ว่าเลือดบริสุทธิ์ต่างหาก เขาเคยแต่พูดถึง...ก็อดดริกลืมอีกแล้วว่าคำนั้นคืออะไร

 

มันเป็นเวลากว่าสองปีครึ่งตั้งแต่ซัลลาซาร์จากไป มันเป็นสองปีครึ่งตั้งแต่เฮลก้ามองหน้าพี่ชายของนางหรือพูดคุยกับเขานอกเหนือจากเรื่องวิชาเรียนและสถานศึกษา และก็อดดริกก็ได้รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่เขาต้องจ่ายสำหรับความอคติ

 

บ้านของซัลลาซาร์ บ้านสลิธีรินนั้นได้แยกตัวออกจากบ้านที่เหลือ ทำสีหน้าดูหมิ่นดูแคลนไม่สบอารมณ์ใส่และเมินเฉยต่อพวกเขา โดยเฉพาะบ้านของก็อดดริกที่โดนรังเกียจรังงอนโดยสลิธีริน – และแน่นอน ตัวก็อดดริกเองด้วย โอ สลิธีรินทั้งหลายยังมาเข้าเรียนวิชาของเขาอยู่และทำในสิ่งที่เขาขอให้ทำ แต่เมื่อพวกเขาต้องคุยกับเขาน้ำเสียงของพวกเขานั้นจะเย็นเยียบและสายตาเย็นชา พวกเขาโทษก็อดดริกที่ทำให้ซัลลาซาร์ต้องจากไป และเขาก็เป็นคนผิดจริง เขาเป็นคนที่ไม่ยอมหยุดบรรดานักเรียนเมื่อพวกเขาพูดถึงเลือดบริสุทธิ์อย่างอคติ เขาเป็นคนที่หลงเชื่อคำเล่าลืออย่างงมงาย เขาเป็นคนที่ทำให้ซัลลาซาร์ต้องจากไป

 

เขาและก็ปากพล่อยๆของเขาเอง

 

เขาและสมองเซลล์เดียวของเขา

 

และก็อดดริกก็โทษตัวเอง เขาโทษตัวเองที่ซัลลาซาร์จากไป เขาโทษตัวเองที่ทำให้โรวีน่าต้องเสียน้ำตาและการที่นางไม่แม้แต่จะมองหน้าเขาตลอดหนึ่งเดือนหลังซัลลาซาร์จากไป

 

แน่นอนว่าก็อดดริกขอโทษแล้ว เขาขอโทษน้องเขยของเขาและภรรยาของเขาสำหรับที่เรียกพวกเขาว่าสัตว์ร้าย เขาเองก็ต้องขอโทษซัลลาซาร์เช่นกัน – แต่ชายคนนั้นหายไปแล้วและไม่ว่าก็อดดริกจะตามหาเขาอย่างไร เขาก็ไม่เจอแม้ร่องรอยใดๆ

 

และก็อดดริกตามหาเขาอย่างร้อนรน เขาตามหาซัลลาซาร์ไปทุกที่และเขาจะหาต่อไปเรื่อยๆเมื่อเขามีเวลาว่าง ทุกหน้าร้อนตั้งแต่ซัลลาซาร์หายตัวไปเขาก็ออกตามหาสหายของเขา แต่ก็ไม่สำเร็จ ทุกวันที่เขามีเวลาว่างเขาออกจากฮอกส์วาร์ดโดยม้าหรือเขียนจดหมายหาคนรู้จักทุกคน – จดหมายที่เขียนถึงซัลลาซาร์นั้นถูกตีกลับมาโดยไม่ได้เปิดออกทุกครั้ง

 

บ้านสลิธีรินในตอนนี้ถูกดูแลโดยศาสตราจารย์วิชาปรุงยา – แค่คนผู้นั้นไม่สามารถสอนได้เลยสักนิดเดียว ก็อดดริกสำนึกแล้วที่เขาไม่เคยฟังซัลลาซาร์เลยเมื่อเขาบ่นเกี่ยวกับศาสตราจารย์วิชาปรุงยานี่ ก็อดดริกคิดมาตลอดว่าเขาบ่นเพราะว่าเขาคาดหวังเพียงความสมบูรณ์แบบ – ก็อดดริกไม่เคยคิดเลยว่าคำบ่นนั้นไม่มีเหตุผลมาจากอะไรเลยนอกจากความจริงทั้งนั้น

 

พวกเขาต้องเรียกศิษย์เก่าคนหนึ่งกลับมาเพื่อให้มีศาสตราจารย์วิชารูนส์ที่พอใช้ได้ แต่เขาไม่ได้สนใจในการสอนเท่าไรนักและเขาเองก็ไม่เก่งได้ครึ่งของซัลลาซาร์ด้วยซ้ำ ในขณะที่ตำแหน่งผู้รักษานั้นถูกเว้นว่างเอาไว้เพราะว่าผู้รักษาที่ดีทุกคนก็มีงานอยู่แล้วและคนอื่นๆก็ไม่เก่งพอหรือว่าเรียกเงินมากเกินไป

 

และทั้งหมดนั่นคือความผิดของก็อดดริก

 

ทั้งหมดเพราะว่าเขาตัดสินใจเชื่อข่าวลือไร้แก่นสาร

 

โอ ก็อดดริกสำนึกในความเขลาของตัวเองเหลือเกิน! โอ เขาสำนึกที่ไม่แม้แต่จะพยายามเรียนรู้เกี่ยวกับผู้คนที่เขาหวาดกลัวเหลือเกิน!

 

ในท้ายที่สุดแล้วก็อดดริกก็ทำสิ่งเดียวที่เขาสามารถทำได้นอกเหนือจากตามหาผู้ก่อตั้งสลิธีรินที่หายตัวไป เขาเริ่มจัดการกับความกลัวของเขา

 

แทนที่จะทำหน้าไม่สบอารมณ์ใส่พวกเซนทอร์นป่านั้นเขาเข้าไปหาพวกเขาและพูดคุยกับหนึ่งในนั้น เขาใจเต้นอยู่ตลอดเวลาและพร้อมที่จะวิ่งหนีไปแม้กระทั่งกับปฏิกิริยาที่เล็กน้อยที่สุด แต่เขาก็อยู่คุยกับเซนทอร์ตนนั้นจนจบ

 

เซนทอร์ไม่น่ากลัวเลย อย่างน้อยก็ไม่มากนัก – นั่นเป็นผลลัพธ์ที่ก็อดดริกได้หลังจบการสนทนากับเซนทอร์ตนนั้น ไม่ได้เป็นผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่อะไร แต่เพียงพอแล้วสำหรับก็อดดริก

 

จากนั้นก็อดดริกก็เข้าหาเลือดบริสุทธิ์ตนอื่นๆ เขาออกจากปราสาทไปและเยี่ยมเยียนทะเลสาบอีกที่เพราะเขาได้ยินข่าวลือถึงชาวเงือก ชาวเงือกนั้นหน้าตาน่ากลัวแต่ว่าพวกเขาก็เป็นมิตรได้และอดทนกับก็อดดริกมากพอเมื่อก็อดดริกพยายามเริ่มบทสนทนากับหนึ่งในพวกเขา รอบนี้ผลลัพธ์คือฮอกส์วาร์ดมีผู้อาศัยมาเพิ่มในทะเลสาบ – ก็อดดริกหวังจากใจจริงว่าซัลลาซาร์จะไม่ถือแต่เขาเดาว่าถ้าหากซัลลาซาร์ยอมให้เซนทอร์มาพำนักอาศัยในป่าแล้ว เขาก็คงยอมรับชาวเงือกมาอาศัยอยู่ในทะเลสาบด้วยนั่นแหละ

 

เพฟเวอเรลทำเพียงแค่ส่ายหัวและพึมพำอะไรสักอย่างประมาณว่า “แล้วรอบหน้าเขาก็จะกลับมาพร้อมกริมหรือมังกร!

 

บางทีก็อดดริกอาจจะพากลับมาจริงๆนั่นแหละ – แต่เขารู้จักน้องสาวและภริยาของเขาดีพอที่จะไม่พยายามทำแบบนั้น เขาคงโดนเตะออกจากฮอกส์วาร์ดเสียก่อนที่เขาจะได้เปิดปากและบอกพวกเขาว่ามีสมาชิกใหม่เสียอีกหากเขากล้านำมังกรหรือสิ่งมีชีวิตอันตรายๆอื่นๆมา...

 

ใช่ว่าเขาจะนำมังกรมาหรอก เอ่อ อาจเป็นไปได้นะ...

 

ก็อดดริกส่ายศีรษะไล่ความคิดเหล่านั้นออกไป เขาออกมาเดินด้านนอกเขตปราสาทอีกแล้ว มองหาทั้งเลือดบริสุทธิ์ที่เขายังไม่เคยพบหรือซัลลาซาร์ - อะไรก็ตามที่เขาเจอก่อน ปกติมันมักจะเป็นเลือดบริสุทธิ์ที่เขาเจอ

 

“เจ้าควรจะมองทางนะว่าเจ้ากำลังจะไปไหน” เสียงหนึ่งดังขึ้นมาขัดความคิดฟุ้งซ่านของเขาอย่างฉับพลัน ก็อดดริกสะดุ้งตัวโยน “ไม่ใช่ความคิดที่ดีเลยนะที่มาเดินในป่าแบบไม่รู้สึกตัวเนี่ย มันมีผู้ล่าที่น่ากลัวกว่าสัตว์ป่าอยู่นะในโลกใบนี้น่ะ”

 

การฝึกฝนมาแรมปีกลับมาเข้าที่เข้าทางและวินาทีต่อมาก็อดดริกก็หันไปยังทิศทางที่ได้ยินเสียง ไม้กายสิทธิ์พร้อมอยู่ในมือและริมฝีปากเอ่ยคาถา คนแปลกหน้านั้นก้าวหลีกคาถาได้ทันเวลาพอดี

 

“อา ดูเหมือนอย่างน้อยเจ้าก็มีทักษะป้องกันตัวที่ใช้ได้อยู่นะนี่ตอนที่เจ้ามีสติอย่างนี้” คนแปลกหน้าเอ่ยยั่วยุ คมเขี้ยวขาวสะท้อนวาววับในแสงริบหรี่ยามพลบค่ำ

 

แวมไพร์

 

นั่นเป็นเลือดบริสุทธิ์และเป็นเลือดบริสุทธิ์ที่ก็อดดริกไม่ได้อยากพบเลยสักนิด

 

เขากลืนน้ำลาย

 

อมตะ ในหัวของเขาความคิดนี้ผุดขึ้น ดื่มเลือด อันตราย

 

ไม่ ไม่ใช่เลือดบริสุทธิ์ที่เขาอยากเจออย่างแน่นอน

 

“แมวดึงลิ้นเจ้าไว้หรืออย่างไร?” แวมไพร์ที่ว่าเอ่ยถามด้วยคิ้วที่เลิกขึ้นสูง ดูเหมือนจะประเมินเขาและตัดสินว่าเขาคงไม่เป็นอันตรายไปเรียบร้อยแล้ว – หรือไม่อย่างนั้นเหตุใดมันจึงยังพูดคุยกับเขาอยู่หลังจากที่เขาแสดงตัวว่าเป็นผู้วิเศษกันล่ะ?

 

จากนั้นก็อดดริกก็ประมวลผลคำพูดของแวมไพร์ตรงหน้าเสร็จและเขาก็แยกเขี้ยวใส่

 

“ไม่นี่” เขาเอ่ยลอดไรฟัน แวมไพร์ตรงหน้าทำเพียงมองมาที่เขา ไม่ได้รู้สึกอะไรสักนิด

 

“แล้ว พ่อมด มีเหตุผลอะไรที่เจ้ามาเดินเล่นในป่าระหว่างที่เจ้าดูเหมือนจะกำลังหลับแม้ตาจะเปิดอยู่ได้เล่า?”

 

“ข้าไม่ได้กำลังหลับ! ข้าคิดอยู่ตอนนั้น พยายามจดจำ!” ก็อดดริกแก้ตัวระหว่างที่หน้าแดงแจ๋ เขาไม่อยากเชื่อเลยว่าเขาไม่ได้ใส่ใจสิ่งรอบตัวขนาดนั้นระหว่างที่เขามาเดินในป่า! โดยเฉพาะในป่าที่เขาไม่คุ้นเคยนี่!

 

“บางทีเจ้าควรจะไปจำที่อื่นในเมื่อเจ้าต้องนอนเพื่อที่จะจำได้นะ” แวมไพร์ตรงหน้าบอก ก็อดดริกคำราม

 

“หุบปากน่า! ใครก็ตามที่เลี้ยงเจ้ามาทำได้ไม่ดีอย่างเห็นได้ชัดเลยเลยในเมื่อเจ้าเสียมารยาทแบบนี้กับคนที่เจ้าเจอ! มันเป็นหลังจากที่เขาพูดออกมาจนจบประโยคแล้วนั่นแหละถึงได้รู้ตัวว่าเขากำลังสนทนาอยู่กับแวมไพร์ – แวมไพร์ที่ดูดเลือดมนุษย์และแข็งแกร่งอย่างไม่น่าเชื่ออยู่ ไม่ใช่ความคิดที่ดีเลยที่ก็อดดริกไปดูถูกบิดามารดาของแวมไพร์ตรงหน้าเมื่อแวมไพร์ที่ว่าสามารถฉีกเขาเป็นชิ้นๆได้โดยไม่มีใครรู้เลยอย่างนี้

 

แต่แวมไพร์ตรงหน้าทำเพียงแค่หัวเราะใส่หน้าเขา

 

“พาเธอร์ไม่ว่าอะไรหรอก ข้าโตมาแบบโดนเตือนว่าอย่านอนหลับในป่าโดยไม่มีม่านพลังป้องกันรอบๆ แน่นอนว่ามันเกิดขึ้นได้ถ้าเจ้าโดนทำให้ตกใจหรือว่าโดนจับหรืออะไรก็เถอะ แต่มันเป็นไปได้น้อยกว่าถ้าเจ้าระมัดระวังตัว – และก่อนหน้านี้เจ้าเองก็ไม่ได้ระวังอย่างเห็นได้ชัด” แวมไพร์ที่ว่ากล่าวเสริมหลังจากหัวเราะเสียงดังกับคำพูดของก็อดดริก ก็อดดริกทำได้แค่คำรามในลำคอเท่านั้น

 

“และข้าพนันว่าเขาคงสอนให้เจ้าล่านักเดินทางบริสุทธิ์เป็นเหยื่อด้วย” เขาพึมพำ เขาคิดว่าใช้เสียงเบาแล้วเชียวแต่ดูเหมือนว่าการได้ยินของแวมไพร์นั้นจะดีกว่าที่เขากะเอาไว้เพราะว่าแวมไพร์ตรงหน้ามองเขาอึ้งๆเล็กน้อยและก็ดูเหมือนโดนดูถูกใส่

 

“ข้าไม่ได้มาล่าเจ้าเป็นเหยื่อ!” แวมไพร์ว่า “หากข้าจะทำอย่างนั้นจริงข้าก็คงทำตั้งแต่หลายชั่วโมงก่อนแล้วตอนที่ข้าเห็นเจ้าครั้งแรก - ไม่ใช่ตอนที่เจ้าอีกแค่ไม่กี่นิ้วเจ้าก็จะจูบต้นไม้ราตรีสวัสดิ์แล้วหรอก!

 

“เหอ?” ก็อดดริกถามและหันหน้าไปมองยังทิศที่เขาจะไปก่อนหน้านี่ – และชนเข้าที่ต้นไม้ที่ว่าตรงศีรษะ

 

“โอ้ โอ๊ย”

 

“แหม คำเตือนข้าช่วยได้มากจริงๆเลย” แวมไพร์ที่ว่าร้องหึออกมาและส่ายศีรษะ “เจ้าเป็นผู้วิเศษที่ประหลาดจริงๆ รู้หรือไม่?”

 

ก็อดดริกมองแวมไพร์ตรงหน้าด้วยสายตาแปลกๆ

 

“ข้าก็จะบอกว่าเจ้าเองก็เป็นแวมไพร์ประหลาด” เขาโต้กลับไป และได้รับเสียงหัวเราะเต็มเสียงเป็นคำตอบกลับมา

 

“อาฮะ ใช่แล้ว” แวมไพร์ที่ว่าเอ่ยพลางแย้มรอยยิ้ม “แต่ข้าภูมิใจนะ!

 

และจากนั้น ราวกับว่ามันเป็นสิ่งที่ปกติที่สุดในโลก แวมไพร์ตรงหน้าก็ค้อมตัวลงให้ก็อดดริกและกล่าวว่า “อนาสตาเซียส แซงกวินี ยินดีรับใช้”

 

ก็อดดริกอดกลั้นไม่เอื้อมมือไปขยี้ตาเพื่อพิสูจน์ดูว่าเขากำลังหลอนไปหรือเปล่า พวกแวมไพร์คงไม่ประพฤติตราวกับลอร์ดที่ถูกเลี้ยงดูสั่งสอนมาอย่างดีหรอก ใช่ไหมนะ?

 

“เอ่อ...ก็อดดริก กร...เลอเฟย์ ยินดีรับใช้” เขาเอ่ย แก้นามสกุลในวินาทีสุดท้าย เขาไม่ได้เอ่ยนามสกุลที่แท้จริงของเขามานานมาแล้วจนมันฟังดูไม่คุ้นเคยเอาเสียเลยในหูของเขา

 

“เลอเฟย์?” แวมไพร์ตรงหน้าเอ่ยทวนอย่างประหลาดใจ “เจ้าเป็นลูกหลานของท่านลุงหรือนี่?”

 

จากนั้นดวงตาของเขาก็สว่างขึ้นเมื่อเขานึกขึ้นได้

 

“เจ้าคือคนที่อยากจะเป็นเลือดผสมที่ดูหมิ่นบิดาข้า” มันเอ่ยอย่างรู้ดี “ข้าเคยคิดเลยว่าข้าจะได้เจอเจ้าหลังจากพาเธอร์จากเจ้าและเชื้อสายของเจ้ามา”

 

มันเป็นวิธีที่แวมไพร์ตรงหน้าพูดว่า อยากเป็นเลือดผสมที่ทำให้ก็อดดริกนึกขึ้นได้

 

เขาเคยได้ยินคำนี้มาก่อน

 

แต่ที่ไหน...?

 

ซัลลาซาร์

 

ดวงตาของก็อดดริกเบิกกว้าง

 

“เจ้ารู้จักซัลลาซาร์?” เขาถามอย่างสนใจ จากนั้นเขาก็เพิ่งตีความคำพูดของแวมไพร์ตรงหน้าได้และเขาก็เข้าใจว่าแวมไพร์ตนนี้บอกอะไรกับเขาไป

 

“เดี๋ยว - พาเธอร์? หมายถึงบิดา? หมายถึงซัลลาซาร์เป็นบิดาของเจ้าหรือ?!” เขาถามตาเหลือก ในขณะที่ดวงตาของแวมไพร์ที่ว่าหรี่ลง

 

“แล้วถ้าเกิดว่าใช่?” มัน - ไม่ เขาถามและก็อดดริกมีความรู้สึกว่าถ้าเขากล้าพูดถึงเพื่อนของเขาในทางที่ไม่ดีล่ะก็ แวมไพร์ตรงหน้าได้กินเขาเป็นอาหารว่างยามเย็นแน่นอน

 

“ข้ากำลังตามหาเขา!” ก็อดดริกอธิบายอย่างเร่งร้อน “ข้าอยากขอโทษ! ข้าทำตัวเป็นไอ้งั่ง ข้าไม่เคยคิดก่อนพูดเลย ข้าเคยอยากทำร้ายเขาและข้าเป็นไอ้โง่ที่คิดว่าเลือดบริสุทธิ์เป็นไปตามข่าวลือไร้แก่นสารและหวาดกลัวในสิ่งที่ไม่รู้โดยไม่ค้นหาความจริง! ข้าตามหาเขามาตลอดสองปีที่ผ่านมาและ...และ...เจ้ารู้หรือไม่ว่าเขาอยู่ที่ไหน?”

 

เขาได้รับเสียงหัวเราะหึเป็นคำตอบ

 

“ความผิดพลาดของวิถีของเจ้า?” มัน - ไม่ เขาเอ่ยทวนด้วยน้ำเสียงเจือความไม่เชื่อถือ “จริงหรือ เจ้าผู้อยากเป็นเลือดผสมที่รัก?”

 

ก็อดดริกขมวดคิ้วใส่สิ่งมีชีวิตที่สหายของเขาเลี้ยงมา - ไม่ บุตรของสหายเขา

 

“จริง” เขาเอ่ยออกมาไปในที่สุด ดวงตาของเขาไม่เคยเลื่อนหลบดวงตาสีเงินลึกลับนั่น ก้าวต่อมาที่แวมไพร์ขยับนั้นไวเกินกว่าก็อดดริกจะตามทัน จังหวะหนึ่งแวมไพร์ตรงหน้ายังอยู่ห่างออกไปหลายฟุตอยู่ จังหวะต่อมามันก็มาอยู่ต่อหน้าเขาเสียแล้ว จมูกชิดจมูก มองเขาด้วยสายตาที่ดูเหมือนจะมองเห็นมากกว่าดวงตาธรรมดาทั่วไป

 

“ข้ายังไม่คิดว่าเจ้าเข้าใจ ก็อดดริก บุตรหลานของท่านลุงข้า” แวมไพร์ที่ว่าเอ่ย ดวงตามองลึกไปยังดวงวิญญาณของก็อดดริกด้วยความกระจ่างชัดที่น่าหวาดหวั่นพอๆกับสายตาพิฆาตของซัลลาซาร์

 

“เชื่อข้า บุตรของซัลลาซาร์ ข้ารู้แล้วตอนนี้ว่าข้ามองเลือดบริสุทธิ์ผิดไป ข้ารู้แล้วว่าความอคติของข้านั้นมีรากมาจากความกลัว ข้ามีเหตุผลที่ทำให้ข้ามีปฏิกิริยาอย่างนั้น” ก็อดดริกกระซิบ แต่ดวงตาของเขายังสบกับดวงตาของแวมไพร์ตรงหน้าอยู่ เขาไม่อาจแสดงความอ่อนแอได้ ไม่ได้ต่อหน้าสิ่งมีชีวิตที่สามารถสังหารเขาได้ด้วยมือเปล่าถ้ามันอยากทำ

 

“เจ้ามีเหตุผล?” อนาสตาเซียสเลิกคิ้วขี้นข้างหนึ่งเมื่อได้ยิน “เช่นนั้นบอกเหตุผลข้ามา บางทีข้าอาจจะยกโทษให้เจ้าแล้วช่วยเจ้าหาบิดาข้า”

 

ก็อดดริกอ้าปากจะบอกแวมไพร์ตรงหน้าว่าเขาเป็นไอ้โง่ ว่าเขาแค่ไม่เคยรู้ว่าซัลลาซาร์เองก็เป็นเลือดบริสุทธิ์ด้วยเช่นกันและความอคติของเขานั้นมาจากความหวาดกลัวที่ไร้แก่นสารในสิ่งที่ไม่รู้

 

“บิดาข้าโดนก็อบลินสังหาร” เขาเอ่ยเรื่องนี้แทน “ข้าอายุได้เจ็ดขวบตอนนั้น เรากำลังกลับบ้านจากบ้านของปู่ย่าข้า พวกมันสังหารบิดาข้าเพราะว่าเขาอยู่ตรงนั้น เขาไม่ได้สู้กับพวกมันด้วยซ้ำ! พวกมันแค่มา เห็นเขาและก็สังหารเขา! มารดาข้าพาข้าและน้องสาวาอายุสี่ขวบของข้าวิ่งหนีไป นางตายหลังจากวันที่เราไปถึงบ้านของท่านปู่ท่านย่า เพราะอะไรสักอย่างที่ทำให้นางไม่อาจมีชีวิตต่อไปได้โดยปราศจากคู่พันธะ! เลือดบริสุทธิ์...เลือดบริสุทธิ์เป็นคนทำ! เจ้าโทษข้าได้หรือไม่หากข้าจะเกลียดพวกมันหลังจากนั้น? น้องสาวข้าอาจจะจำไม่ได้ - แต่ข้าจำได้ ข้าจำมันได้!

 

ก็อดดริกหยุดพูด ตกใจกับคำตอบที่ตัวเองมอบให้กับแวมไพร์เบื้องหน้า เขาจำเหตุการณ์นี้ไม่ค่อยได้หรอกจนกระทั่งปากของเขาพูดคำพูดที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังเหล่านั้นออกมา

 

“เจ้าดูประหลาดใจ” แวมไพร์ที่ว่าเอ่ย คิ้วเลิกขึ้นสูง

 

“ข้า...ข้าลืมมันไปแล้ว มันผ่านมาหลายปีแล้ว – นานก่อนที่ข้าจะได้พบซัลลาซาร์เสียอีก” ก็อดดริกบอก “ข้า...ข้าบอกเจ้าอย่างนี้ได้อย่างไรในเมื่อข้าจำมันไม่ได้ด้วยซ้ำ?”

 

ดวงตาสีเงินของแวมไพร์ตรงหน้าพราวระยับขึ้นมา

 

“เพราะว่าข้าอยากรู้ความจริง – และหากแวมไพร์นั้นต้องการรู้ความจริงมันไม่มีหนทางขัดขวางใดๆ”

 

ความสามารถของแวมไพร์ – อย่างน้อยมันก็ช่วยอธิบายคำตอบของก็อดดริกได้บ้าง

 

“มันผิดไหม ที่ข้าเกลียดเลือดบริสุทธิ์พวกนั้น?” เขาถาม มือของเขากำแน่นระหว่างที่ดวงตาของเขาเลื่อนหลบไปพิจารณาทุกสิ่งยกเว้นคนที่ยืนอยู่เบื้องหน้าเขาในที่สุด

 

“มันผิดไหมที่ข้าเกลียดพวกที่สังหารครอบครัวของข้า?”

 

และอนาสตาเซียสก็มองเขาด้วยความเข้าใจและปัญญาในแววตา

 

“ข้าเกลียดมนุษย์” อนาสตาเซียสว่า มันไม่ใช่คำตอบ – แต่ในขณะเดียวกันมันก็เป็นคำตอบเดียวที่แวมไพร์ตรงหน้าดูเหมือนจะสามารถให้ได้ “ข้าอายุได้แค่สามขวบปีเมื่อบิดามารดาข้าสิ้นลงด้วยความเกลียดชังของพวกมัน เมื่อบิดามารดาข้าตายเพราะว่าพวกมันตัดสินใจบุกโจมตีเมืองที่เราอาศัยอยู่ แต่ถึงข้าจะอยากเกลียดพวกเขาเท่าไร – ข้าก็ไม่สามารถที่จะมองพวกเขาแล้วเห็นเพียงแต่สัตว์ร้ายได้”

 

“บางทีที่ข้าทำไม่ได้อาจเป็นเพราะเมื่อข้ามองพวกเขาข้าเห็นบิดาข้ามองมาที่ข้ากระมัง เพราะสำหรับทุกอย่าง บิดาข้าควรจะเกลียดข้า ข้าเป็นคนของชนชาติที่สังหารครอบครัวของเขานี่นะ – แต่เขาก็ไม่ได้โทษเรา พวกโรมันคือเหตุผลที่ทำให้บิดาของเขา น้องชายและลุงของเขาตาย พวกโรมันคือเหตุผลว่าเหตุใดเขาจึงยังรู้สึกถึงความเจ็บปวดของความตายอยู่ในบางครั้ง – และกระนั้นเขาก็ยังรับข้ามาเลี้ยงและรักข้า ข้าเป็นเด็กชาวโรมันเมื่อเขาพบข้า – ข้าอาจจะเป็นแวมไพร์เด็กชาวโรมัน แต่ก็เป็นโรมันอยู่ดี เจ้าไม่อาจโทษคนทั้งชนชาติเพียงเพราะสิ่งที่คนบางคนในชนชาตินั้นทำได้”

 

รอบนี้ก็อดดริกคำราม ลืมไปสิ้นว่าชายตรงหน้านั้นเป็นแวมไพร์

 

แทนที่ความรู้สึกเก่าๆของความเกลียดชังและความหวาดกลัวจะแสดงออกมาบนใบหน้าของเขา – ใบหน้าที่เหมือนกับซัลลาซาร์มากและในขณะเดียวกันก็แตกต่างอย่างน่าประหลาดใจ

 

“มันเป็นสิทธิของข้าในการโทษพวกมันทั้งหมดสำหรับความตายของบิดามารดาข้า! ต้องมีใครสักคนรับผิด! ถ้าข้าไม่ - แล้วใครจะจดจำพวกเขากัน?” เขาเอ่ยลอดไรฟัน “ต้องมีใครสักคนทำให้สิ่งที่พวกเขาทิ้งเอาไว้อยู่ต่อไป!

 

“แต่แล้วเจ้าก็ร่วมงานกับบิดาข้าตั้งหลายต่อหลายปี เจ้ายังไปหาก็อบลินแล้วก็ติดต่อกับพวกเขาเลย บอกข้าสิว่าอะไรเปลี่ยนไปหรือ?”

 

“ไม่มี!

 

“เจ้าจำได้บ้างหรือไม่ว่าสุดท้ายแล้วเจ้าก็ไม่ต่างอะไรจากพวกเขาเลย? ที่เจ้ากลัวที่จะต่อต้านความเชื่อในปัจจุบันเพราะว่าเจ้ารู้ลึกๆในใจว่าไม่มีสิ่งใดมาแบ่งแยกเจ้าออกจากพวกเขาหรือเปล่า?”

 

ก็อดดริกแค่คำรามลั่นอีกครั้ง

 

“ข้านั้นต่างออกไปจากพวกเลือดบริสุทธิ์!

 

“จริงหรือ? หากเจ้าเชื่ออย่างนั้นจริงๆ – บอกข้าว่าอะไรคือความแตกต่างที่เจ้าพูดถึงอยู่ ลูกพี่ลูกน้องข้า” น้ำเสียงของอนาสตาเซียสกำลังทุบทำลายเกราะที่ก็อดดริกสร้างขึ้นเพื่อปกป้องตัวเองจากอคติและความเจ็บปวด “มองดูในกระจกแล้วบอกข้าว่าอะไรคือความแตกต่างระหว่างเจ้ากับข้า – ระหว่างบิดาข้ากับเจ้า!

 

ก็อดดริกเปิดปาก – เพียงเพื่อจะปิดมันลงอีกครั้งดังฉับ

 

ในจังหวะนั้นเองเขาเห็นดวงตาสีเขียวพิฆาตของซัลลาซาร์

 

ดวงตาของก็อดดริกเอง

 

ในหัวของเขาเขาได้ยินเสียงของซัลลาซาร์เล่าเรื่องเลือดบริสุทธิ์ให้เขาฟังเกี่ยวกับดวงวิญญาณของเลือดบริสุทธิ์

 

“เลือดบริสุทธิ์นั้นมีดวงวิญญาณที่แข็งแกร่ง หากพวกเขาแต่งงานกับเลือดบริสุทธิ์อีกตนเด็กคนนั้นก็จะยังคงเป็นเลือดบริสุทธิ์อยู่ ยังคงมีดวงวิญญาณที่แข็งแกร่งอยู่ ถ้าหากเด็กคนนั้นแต่งงานกับเลือดบริสุทธิ์ผสม ลูกของเขาก็จะยังเป็นเลือดบริสุทธิ์อยู่ดี – เลือดบริสุทธิ์ที่มีสี่ส่วนของเลือดบริสุทธิ์ที่แตกต่างออกไปสี่ตน

 

“หากปู่ย่าของเด็กคนนั้นไม่ใช่เลือดบริสุทธิ์เผ่าพันธุ์เดียวกันเด็กคนนั้นก็จะมีสี่ส่วนของดวงวิญญาณที่แตกต่างกันออกไป ดวงวิญญาณอ่อนของคนธรรมดานั้นไม่มีโอกาสเพิ่มเข้ามาในโครงสร้างแบบนั้นเลย มันไม่อาจเข้ามาเชื่อมต่อกันอย่างสมบูรณ์ได้ – และสี่ส่วนของดวงวิญญาณนั้นทำให้การเชื่อมต่อกันสมบูรณ์ เด็กคนนั้นจะกลายเป็นผู้ก่อตั้งเชื้อสายโอลด์ขึ้นมา

 

การจะเพิ่มชิ้นส่วนดวงวิญญาณของคนธรรมดาเข้าไปจะทำให้สมดุลของดวงวิญญาณนั้นเสียหาย มันเสถียรเพราะว่าชิ้นส่วนวิญญาณเหล่านั้นแข็งแกร่งและเข้ากันได้เป็นอย่างดี ดวงวิญญาณอ่อนนั้นจะไม่เป็นเหมือนกันกับดวงวิญญาณที่แข็งแกร่งและในท้ายที่สุดดวงวิญญาณจะไม่สามารถอยู่ในสภาวะเสถียรได้ เหล่าโอลด์นั้นไม่สามารถมีส่วนวิญญาณของคนธรรมดาได้ พวกเขาจะไม่สามารถเกิดมามีชีวิตได้หากเป็นเช่นนั้น อย่างไรพวกเขาก็จะยังคงนับว่าเป็นเฟียร์บอล์กบอร์นอยู่”

 

และเมื่อก็อดดริกถามเขาว่าเงื่อนไขของเชื้อสายโอลด์เกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร ซัลก็แค่ยักไหล่

 

“มันยุ่งยากกว่าในการถือกำเนิดดวงวิญญาณของโอลด์ น้องสาวเจ้านั้นเป็นเฟียร์บอล์กบอร์นเพราะว่ามารดาของเจ้านั้นเป็นเฟียร์บอล์กและไม่ใช่ผู้วิเศษ แต่หากมารดาของเจ้านั้นเป็นผู้วิเศษ น้องสาวของเจ้าจะไม่มีวันเป็นเฟียร์บอล์กบอร์น นางจะสูญเสียมรดกตกทอดส่วนนี้ไป เพราะว่ามันเป็นเจ้าที่ได้รับส่วนที่ยุ่งยากไป การรับถ่ายทอดความสามารถของโอลด์นั้นยุ่งยากและมีเพียงไม่กี่เชื้อสายที่ผลิตโอลด์มาตั้งแต่ต้น เชื้อสายอย่างเจ้า เชื้อสายอย่างเพฟเวอเรลจะเป็นหากเฮลก้าและเขาจะมีบุตรหลานเป็นของตัวเอง”

 

อนาสตาเซียสพูดถูก

 

อะไรก็ตามที่ก็อดดริกพยายามจะเอ่ยออกมา – มันไม่มีอะไรแตกต่างระหว่างเขากับเลือดบริสุทธิ์เลย เขาเป็นเลือดบริสุทธิ์ เหมือนกับที่โรวีน่าเป็นเลือดบริสุทธิ์ เหมือนที่เพฟเวอเรลเป็น เหมือนที่น้องสาวของก็อดดริก เฮลก้าเป็น

 

ดวงตารอบรู้ของแวมไพร์ตรงหน้าแทรกเข้ามาในการมองเห็นของเขา

 

“ข้า...ข้าสู้กับความชั่วร้ายได้ ข้าสู้กับพวกที่อยากจะทำลายล้างโลกของเราได้” ก็อดดริกเอ่ยออกมาในที่สุด ดวงตาของเขาร้องขอแวมไพร์ตรงหน้าเขาให้อภัยให้เขา ให้เข้าใจเขา “แต่ข้าไม่อาจสู้กับความอคติได้ ข้าไม่อาจนั่งอยู่อย่างนั้นและยอมรับว่าพวกเขาเย้ยหยันข้าได้ – เพียงเพราะว่าข้าเกิดมาเป็นเหมือน...เหมือนฆาตกรนั่น!

 

“ข้าแข็งแกร่ง – แต่ข้าไม่แข็งแกร่งพอที่จะต่อต้านที่ประชุมของเหล่าลอร์ดและบอกพวกมันว่าพวกมันเป็นไอ้โง่และข้าก็เป็นเหมือนกับฆาตกรนั่นที่พวกมันหวาดหวั่น! เพราะว่าน้องสาวข้าก็เป็นเหมือนกัน! ภรรยาข้า! ข้าไม่อาจโต้เถียงกับพวกมันเพราะว่าถ้าข้าทำพวกมันจะมาตามล่าครอบครัวของข้าแทน! ข้ารู้ว่าความหวาดกลัวเป็นพลังให้พวกมัน! ข้ารู้สึกถึงความกลัวนั้นเองเมื่อก็อบลินพวกนั้นสังหารบิดาข้า! ข้าไม่สามารถและจะไม่ปล่อยให้พวกมันมาตามล่าครอบครัวของข้า! ถ้านั่นหมายถึงต้องลืมว่าข้าคือสิ่งใด – ก็ให้เป็นเช่นนั้น ถ้านั่นหมายถึงต้องทำให้คนรอบๆโกรธเคือง ก็ให้มันเป็นเช่นนั้น! ตราบใดที่พวกเขาปลอดภัย ข้าไม่สนใจ!

 

และนั่นคือความจริง – ความจริงที่ก็อดดริกเก็บซ่อนไว้ในจิตใจของเขา ความจริงที่เขาไม่เคยพิจารณา ไม่เคยรู้อย่างชัดๆเลยแต่ก็ทำตามโดยไร้เงื่อนไข เขามีหัวใจของพญาสิงห์ – แต่แม้กระทั่งพญาสิงห์ก็ยังให้ความสำคัญกับฝูงของมันเสมอ

 

และก็อดดริกจะทำทุกอย่างเพื่อคนที่เขานับเป็นฝูง – แม้ว่าจะต้องยอมให้พวกเขาเกลียดก็อดดริกก็ตามตราบใดที่พวกเขาปลอดภัย

 

และก็อดดริกก็จะไม่รู้สึกอะไรกับความเกลียดชังของพวกเขาถ้าหากว่าซัลลาซาร์ไม่ ถ้าหากว่าซัลลาซาร์ไม่เผชิญหน้ากับเขาและบังคับให้เขาย้อนกลับมามองการกระทำของเขาเอง มันอาจจะเริ่มต้นด้วยความต้องการให้ครอบครัวของเขาปลอดภัย แต่ระหว่างทางนั้นเขาได้ลืมเลือนเป้าหมายของเขาไปและก็กลับกลายมาเป็นสิ่งที่เขาพยายามหลีกเลี่ยง

 

ซัลลาซาร์จะไม่มีวันยกโทษให้เขาแน่

 

“แต่ตอนนี้เจ้านั้นออกมาด้านนอกเพื่อตามหาบิดาข้า พร้อมที่จะบอกกับเขาว่าเจ้าขอโทษ พร้อมที่จะทิ้งทุกสิ่งเพียงเพื่อให้ได้เขากลับคืนมา” อนาสตาเซียสพูดขึ้นในจังหวะนั้น

 

ก็อดดริกร้องหึ แต่รอบนี้นั้นความเกลียดชังตัวเองเจือมาในน้ำเสียงของเขา

 

“เขาเป็นหนึ่งในคนที่ข้าตั้งใจจะปกป้อง โล่นั้นจะมีประโยชน์อะไรถ้าหากคนที่มันพยายามจะปกป้องไปยืนอยู่ด้านหน้ามัน?” เขาเอ่ยถาม

 

คำตอบที่เขาได้รับรอยยิ้มน้อยๆ

 

“บิดาข้า...พาเธอร์เป็นผู้ปกป้องเสมอ เขาไม่ยอมอยู่เฉยๆให้ปกป้องหรอก – โดยเฉพาะถ้าคนอื่นๆนั้นตกอยู่ในอันตรายเพราะเกราะที่สร้างขึ้นเพื่อปกป้องเขา” อนาสตาเซียสเอ่ยอย่างแผ่วเบา “เจ้าไม่อาจปกป้องคนที่สูญสิ้นความมืดบอดต่อความโหดร้ายทั้งปวงของโลกใบนี้ได้หรอกนะ”

 

“ซัลลาซาร์ยังคงเชื่อในผู้คนรอบตัวของเขาอยู่” ก็อดดริกตอบ “เขามองเห็นสิ่งที่ดีที่สุดในคนเหล่านั้นเสมอ”

 

“และกระนั้นเขาก็ยังสามารถมองเจ้าและเชื่อว่าเจ้านั้นสูญเสียเส้นทางของเจ้าไปแล้ว พาเธอร์อาจให้โอกาสทุกคนเท่าเทียมกัน – แต่เขารู้ว่าคนนั้นไม่แน่นอน เขาเจ็บปวดเพราะเจ้าทรยศเขา แต่เขาไม่ได้แปลกใจที่เจ้าทำเช่นนั้น เขารู้ว่ามันเกิดขึ้นได้ พาเธอร์เห็นความจริงมาบ่อยครั้งเกินกว่าจะมองไม่เห็นมัน”

 

ก็อดดริกจ้องไปยังบุตรของซัลลาซาร์ ตรงหน้าเขานั้นดวงตาภายในเขาเห็นทุกปฏิสัมพันธ์ที่เขามีกับซัลลาซาร์ ชายอีกคนนิสัยดีและเข้าถึงง่ายเสมอ แต่ในขณะเดียวกันก็มีเวลาในอดีตที่บอกให้รับรู้ถึงเรื่องราวที่ต่างออกไป ก็อดดริกแค่ไม่เคยมองให้ชัดๆเลย

 

ก่อนหน้านั้นเขาไม่เข้าใจปฏิกิริยาของซัลลาซาร์เลยเมื่อพวกเขามอบนาม สลิธีรินให้กับอีกฝ่าย ตอนนี้ เมื่อย้อนกลับไปมองดูแล้วเขามองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าซัลลาซาร์รู้ว่าพวกเขาจะไม่เชื่อในตัวเขาอีกต่อไป ดูเหมือนในตอนที่พวกเขาเรียกซัลลาซาร์ว่าสลิธีรินนั้นเขารู้อยู่แล้วว่าพวกเขาจะมีปัญหากันกับเขาในเวลาใดเวลาหนึ่งในอนาคต

 

และก็อดดริกเองก็มองไม่เห็นความหยั่งรู้ ความเจ็บปวดในเวลานั้น

 

และก็อดดริกสาปสงตนเองที่มองไม่เห็นมัน

 

“เขาจะมีวันให้อภัยเราหรือไม่?” เขาเอ่ยถามแทบจะไม่ได้ยินเสียงใด “เขาจะมีวันให้อภัยข้าหรือไม่?”

 

เขาโดนยักไหล่ใส่เป็นคำตอบ

 

“เขาจะให้อภัยเจ้า ลูกพี่ลูกน้องข้า” อนาสตาเซียสบอก “พาเธอร์ไม่ใช่พวกแค้นฝังใจ แต่แม้เขาจะให้อภัยเจ้า – เขาจะไว้ใจเจ้าอีกครั้งไหมนั้นก็เป็นอีกเรื่อง”

 

ชั่วขณะหนึ่งก็อดดริกไม่พูดอะไรออกมาเลย จากนั้นเขาก็พยักหน้า

 

“ไม่สำคัญหรอก” เขาประกาศ “ตราบใดที่ข้าสามารถบอกกับเขาว่าขอโทษได้ข้าจะยอมรับทุกบทลงโทษที่เขาจะมอบให้ข้า”

 

รอบนี้เขาได้รับรอยยิ้มขมขื่นเป็นคำตอบ

 

“ข้าไม่อาจช่วยเจ้าได้ ลูกพี่ลูกน้องข้า” อนาสตาเซียสเอ่ย “ข้ารู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน – แต่แม้กระทั่งข้ายังไม่อาจไปหาเขาได้”

 

“ทำไมเล่า? เขาอยู่ที่ใด?”

 

รอบนี้แวมไพร์ตรงหน้าขมวดคิ้ว

 

“เขาโดนพวกผู้วิเศษจับตัวไปสองเดือนก่อน” อนาสตาเซียสบอก ความรู้สึกผิดฉายชัดบนใบหน้า “มันเป็นความผิดของข้า ข้าไม่ระวังและพาเธอร์ช่วยให้ข้าหนีรอดออกมา เขาไม่แข็งแกร่งพอจะหนีออกมาด้วย”

 

และจบประโยคนั้นความรู้สึกเก่าๆของโทสะก็พุ่งขึ้นมาในอกของก็อดดริก

 

“ที่ไหน?” เขาถามแต่อนาสตาเซียสส่ายศีรษะ

 

“พาเธอร์ต้องฆ่าข้าแน่หากข้าทำอะไรบ้าบิ่นอีก – และข้าเกรงว่าการนำเจ้าไปช่วยด้วยก็นับว่าบ้าบิ่นด้วยเช่นกัน”

 

ก็อดดริกร้องหึเป็นคำตอบ

 

“ข้าเป็นผู้วิเศษที่เก่งกาจน่า ข้ารู้ว่าข้าทำอะไรได้และไม่ควรทำอะไร!

 

แต่แวมไพร์ตรงหน้าทำเพียงส่ายศีรษะ

 

“พาเธอร์ห้ามไม่ให้ข้าไปช่วยเขาแค่กับพวกกริฟฟินดอร์ เขาพูดอะไรสักอย่างประมาณว่า ถ้าเจ้าบังอาจไปที่ไหนอันตรายๆกับแค่ก็อดดริกสองคนข้าจะใช้เจ้าและก็อดดริกเป็นหนูลองยาในการทดลองยาครั้งหน้า!

 

ก็อดดริกขมวดคิ้ว

 

“บางทีเราควรกลับไปที่ฮอกส์วาร์ดก่อนและถามเพฟเวอเรลและโรวีน่าให้มาด้วยกัน...หรือเฮลก้า...เฮลก้าดีกว่า ภรรยาข้าต้องถลกหนังข้าทั้งเป็นแน่หากข้าไปเสนออะไรแบบนั้น บางทีอาจเป็นเพราะว่านางใกล้คลอดแล้วหรือเปล่านะ?” เขาเสนอออกมาในที่สุด “อย่างไรก็ตาม นั่นควรจะทำให้เรารอดจากการเป็นหนูลองยากัน”

 

และแม้ว่าก็อดดริกจะอยากไปช่วยสหายของเขา - เขาก็ไม่กล้าขัดคำสั่งแบบนั้นหรอก เขารู้ดีเกินไปว่าซัลลาซาร์ไม่ขู่เฉยๆ เขาทำตามที่ขู่จริงๆหากมีใครกล้าขัดคำสั่งเขา

 

อนาสตาเซียสลังเลอยู่เพียงครู่ จากนั้นก็พยักหน้า

 

“ความคิดดี ลูกพี่ลูกน้องข้า” เขาเอ่ย “ความคิดดีมาก”

 

Xxx

 

“เจ้าเป็นคนของฮอกส์วาร์ด ใช่มะ?” เสียงที่กำลังพูดกับซัลนี้โดนซัลเกลียดไปเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่เขามาช่วยบุตรของเขาจากเงื้อมมือของคนพวกนี้และโดนจับไปทำ พวกมันก็พยายามใช้เขาให้เป็นประโยชน์

 

ไม่นานพวกมันก็รู้ว่าเขาเป็นใคร – พวกมันบังคับให้เขาดื่มน้ำยาพูดความจริง น้ำยาที่ว่าไม่ใช่สัจจะเซรุ่ม นั่นยังไม่ถูกคิดค้นขึ้นในตอนนี้ แต่มันก็แรงมากพอที่ทำให้เขาโดนบังคับให้บอกว่าเขาคือ ซัลลาซาร์ สลิธีริน

 

สองปีที่เขาจากฮอกส์วาร์ดมา ท่องเที่ยวทั่วโลก และรักษาผู้คนอย่างที่เขาเคยทำมาตลอดหลายศตวรรษก่อนหน้านี้ – และพวกมันก็ยังพยายามใช้เขาในการเข้าถึงอำนาจ

 

“ข้ามั่นใจว่าเจ้ารู้จักปราสาทแบบที่ไม่มีใครรู้ เรากะลังหาไรบางอย่างละข้ารู้ว่าเจ้ารู้ว่าจะหามันได้ที่ไหน” ชายตรงหน้าซัลวาซาฮาร์พูด

 

“เจ้าคือสลิธีรินนี่ ใช่มะ?” หนึ่งในคนที่เหลือพูด คนพูดคนแรกกับคนของมันจับตัวซัลไว้ มัดและปิดตาเขาด้วยผ้าหลังจากเขามาช่วยเหลือบุตรชายขี้สงสัยที่ไม่ระมัดระวังอะไรเลยของเขาจากพวกมัน แค่ไม่กี่วันก่อนการช่วยเหลือ ซัลยังรักษาหมู่บ้านหนึ่งจากโรคระบาดจนเกือบตายอยู่เลย ซัลอยู่ที่หมู่บ้านนั้นและหมู่บ้านข้างเคียงมาตลอดสองเดือนครึ่งที่ผ่านมา ต่อสู้กับโรคฝีมังกร มันทั้งเหนื่อยทั้งทรมานกับร่างกายของเขาและซัลก็ยินดีเป็นอย่างมากเมื่อเขาเดินทางต่อได้ – ยังคงเหนื่อยล้าเพราะว่าเขาใช้รูนส์ฆ่าเชื้อเยอะมากและเวทมนตร์อื่นๆแต่ก็มั่นใจว่าหมู่บ้านทั้งหลายนั้นจะรอดไปได้

 

หมู่บ้านเหล่านั้นก็คงรอดแหละ แต่ขอบคุณสำหรับความอยากรู้อยากเห็นของอนาสตาเซียสซัลจึงไม่อาจเดินทางต่อไปได้อย่างที่หวัง กลับกันเขาต้องตามพันธะที่เขามีกับบุตรชายขี้สงสัยและไม่ระมัดระวังสิ่งใดไป – พันธะที่บอกกับเขาว่าบุตรของเขาตกอยู่ในอันตรายและไม่อาจพาตัวเองออกมาได้ – จนกระทั่งเขามาถึงป้อมปราการแห่งนี้ที่เขาโดนจับเอาไว้ตอนนี้ เขาโดนบังคับให้เข้าไปในป้อมปราการนี่ พันธะของเขาบอกว่าไม่มีเวลาขอความช่วยเหลือแล้ว และก็ค้นหาทั่วปราสาทจนกระทั่งเขาพบบุตรชายเขา ป้อนเลือดให้และรักษาจนกระทั่งบังคับให้เขาหนีไปและทิ้งซัลไว้ในที่สุดเมื่อมันชัดเจนว่าทั้งคู่ไม่อาจหนีออกไปด้วยกันได้

 

ดังนั้นแทนที่จะได้ออกไปเดินทางอีกครั้ง เขาก็ตกอยู่ในกำมือของพวกนักเลงนี่

 

“เฮ้ย ข้าพูดกับเจ้าอยู่!” หัวหน้า – หรือคนที่ซัลคิดว่าเป็นหัวหน้า – พูดและในจังหวะต่อมาซัลก็รู้สึกว่าแก้มของเขาชาหลังจากโดนตบ ซัลแค่ขู่ฟ่อในหมอนั่น เขากำลังโกรธตัวเอง เขารู้ตั้งแต่ก่อนที่จะมาถึงป้อมปราการแล้วว่าเขาไม่ได้อยู่ในสภาพที่จะสามารถช่วยเหลือบุตรชายของเขาได้เลย เขาเหนื่อยและอ่อนล้าหลังจากรักษาโรคระบาดมาเป็นเวลาสองเดือน แต่ในขณะเดียวกันเขาก็รู้ว่าเขาไม่สามารถทำอะไรต่างไปจากนี้ได้ อนาสตาเซียส เป็นเด็กช่างสงสัย บ้าบิ่นอย่างโง่เขลา คงจะตายถ้าหากเขาไม่ได้มาช่วยอย่างที่เขามา และซัลยอมตายดีกว่าให้บุตรของเขาตาย

 

ซัลหัวหมุนเมื่อเขาโดนตบอีกรอบ

 

“ถ้าเจ้าไม่อยากโดนตบอีกรอบ พูด!” หมอนั่นคำราม

 

ซัลถุยน้ำลายใส่มัน แต่ก็ตอบไปอยู่ดี

 

“และถ้าข้าเป็นสลิธีริน แล้วเจ้าจะทำไม?” เขาถามเย็นเยียบ

 

เขาได้รับเสียงหัวเราะดังลั่นจากมันเป็นคำตอบ ยังคงมองไม่เห็นสิ่งใด – ซัลสาปส่งโชคของตัวเองที่พวกมันมัดเขาและปิดตาเขาไว้ เขาเหนื่อยอ่อนเกินกว่าจะใช้เวทมนตร์ปกติโดยปราศจากไม้กายสิทธิ์ดังนั้นเวทมนตร์ประจำตระกูล – ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่จะสามารถช่วยเขาได้ – ก็ใช้ไม่ได้เช่นกัน ซัลต้องการเวลา การพักผ่อนและสารอาหารในการฟื้นตัว แต่การโดนพวกมันจับไว้ทำให้ไม่มีอะไรทั้งนั้น...

 

“ข้าได้ยินว่าฮอกส์วาร์ดเคยเป็นคาเมล็อตมาก่อน” ไอ้หมอนั่นว่าและซัลแทบจะได้ยินเสียงมันยิ้มกว้างแม้ว่าจะมองไม่เห็นเลยทีเดียว “เจ้านายข้าอยากได้ปราสาท มันเป็นของเขา รู้เปล่า?”

 

ซัลถ่มน้ำลายใส่มัน

 

น่าเสียดายมันไม่โดน

 

และเขาก็โดนมันตบอีกรอบ – แต่ซัลเคยโดนเยอะกว่านี้อีกตั้งแต่โดนจับ

 

“แน่ล่ะว่ามันมีสุสานด้วย รู้เปล่า? สุสานอาเธอร์ไอ้คนทรยศกับมอร์เดร็ดผู้ยิ่งใหญ่!

 

“อย่างกับว่าข้าจะให้คนอย่างพวกเจ้าเข้าถึงสุสานของตระกูลข้าอย่างนั้นแหละ!” ซัลตอบพร้อมขู่ฟ่อ “เจ้ากับเจ้านายเจ้าอาจจะคิดว่าตัวเองอยู่เหนือผู้วิเศษทั่วไป แต่พวกเจ้าไม่ใช่! พวกเจ้าไม่มีสิทธิเหนือบ้านของข้า!

 

เขาโดนมันต่อยเข้าที่ท้อง

 

ซัลถ่มเลือดใส่พวกมัน ไม่สนใจอาการบาดเจ็บของตัวเอง นี่ไม่ใช่ครั้งแรกในระยะเวลาสองเดือนที่เขาจะตายในความดูแลอันอ่อนโยนของพวกมันหรอก

 

“ข้าได้ยินเจ้าสอนเด็กๆของลอร์ดในที่ประชุมเยอะแยะ” ไอ้หมอนั่นพูดขึ้นมาในจังหวะนั้น พยายามใช้วิธีอื่น – อย่างกับว่าซัลวาซาฮาร์จะยอมให้วิธีแบบนั้น “และข้าได้ยินว่าเพื่อนเจ้ามันรวยนี่ ข้ามั่นใจว่าเราจะหาทางแบ่งทองของเจ้าให้กับพวกเราตนจนๆได้ และข้ามั่นใจว่าเจ้าจะยินดีช่วยเราหาทางเข้าไปในฮอกส์วาร์ด เจ้าก็รู้ ไปที่หลุมของมอร์เดร็ดผู้ยิ่งใหญ่!

 

รอบนี้ซัลถ่มน้ำลายโดนหน้ามัน – และเขาค่อนข้างมั่นใจเลยว่าเขาไม่พลาดรอบนี้เพราะว่ามันสบถแล้วก็ตบเขาอีกรอบ

 

ซัลเตะมันที่หน้าแข้ง

 

และเขาก็โดนต่อยเข้าที่ท้องอีกรอบ ตามด้วยโดนอุดปากในที่สุด

 

“และข้าคิดว่าเจ้าจะยอมร่วมมือกับเรามากกว่านี้เสียอีก ในเมื่อเจ้าโดนโยนออกมาจากฮอกส์วาร์ดแล้ว...” มันว่า “เอาล่ะ เรามีวิธีทำให้เจ้ายอมให้ความร่วมมืออยู่”

 

ตลอดสัปดาห์ต่อมาเป็นการทรมานล้วนๆสำหรับซัล – การทรมานจริงๆ น่าเศร้าใจสำหรับซัล พวกมันทุบจนกระดูกเขาแตกร้าว เผาเขาทั้งเป็น เฉือนเนื้อเถือหนังและเกือบกดน้ำเขาตาย - บางอย่างก็ใหม่ บางอย่างก็เป็นสิ่งที่เขาเคยเจอมาแล้ว ซัลไม่มั่นใจด้วยซ้ำว่าพวกมันเกือบฆ่าเขาไปกี่รอบ สิ่งเดียวที่เขารู้คือเขาสาปส่งชีวิตต้องสาปของเขาและการที่เขาไม่สามารถตายได้มากกว่าครั้งหนึ่ง – ใช่ว่าพวกมันจะรู้หรอกว่าพวกมันฆ่าเขาไปแล้วรอบหนึ่งจริงๆ ระยะเวลาที่เขาตายอยู่มันน้อยเกินกว่าพวกมันจะสังเกต

 

ไม่ว่าอย่างไร ซัลมั่นจว่าถ้าหากเขาไม่ได้เป็นคนรั้นดันทุรังตามธรรมชาติอยู่แล้วพวกมันคงทำให้เขาแตกสลายไปนานแล้ว น่าเสียดายที่ซัลไม่เคยทำในสิ่งที่คนอื่นต้องการเลยหากเขาไม่เห็นว่าเหตุใดต้องทำเช่นนั้น และความทรมานนั้นก็ไม่มีเหตุผลเลยสักนิด

 

ความจริงที่เขารู้มานานแล้ว ในวันที่เขาตายเป็นครั้งแรก สัปดาห์ที่หัวใจของเขาพยายามรักษาตัวเองนั้นเจ็บปวดกว่าทุกสิ่งที่พวกมันสามารถทำกับเขาได้ – โดยเฉพาะในเมื่อพวกมันพยายามจะทำให้เขา ยังรอดอยู่

 

“เอาล่ะ” มันว่า มันเป็นพิธีประจำวันหลังจากช่วงเวลาทรมานของพวกมันแล้ว “อยากจะพูดหรือยัง?”

 

ซัลทำแค่ขู่ฟ่อผ่านที่ปิดปากออกมา

 

“เอาล่ะ บางทีเจ้าอาจจะอยากพูดถ้าข้าเอานี่ให้เจ้าดู” มันพูดและครั้งแรกในรอบสามเดือนพวกมันก็ปลดผ้าปิดตาออกให้ซัล และศีรษะของซัลก็หันไปมองเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ที่มุม เขาหน้าซีดและช้ำม่วง เลือดเปื้อนแก้มข้างหนึ่งของเขาและเสื้อผ้าของเขาให้เป็นสีแดง

 

ซัลรู้จักเด็กคนนี้

 

เป็นหนึ่งในสลิธีรินของเขาเอง

 

“มเยอดิน วิลท์” ในหัวของเขานึกขึ้นได้ “ชื่อของเด็กคนนี้คือมเยอดิน วิลท์”

 

ในขณะเดียวกันนั้นเองโทสะพุ่งขึ้นมาในอกของซัล เขาไม่เคยเป็นศาสตราจารย์สอนเด็กหนุ่มแต่แม้เขาจะอยู่นอกฮอกส์วาร์ดเขาก็ทำความรู้จักเด็กทุกคนที่เข้าเรียนที่สถานศึกษา เขารู้จักเด็กทุกคนที่อยู่ในบ้านสลิธีรินและเขารู้ว่าเด็กหนุ่มถูกพ่อแม่พากลับบ้านในช่วงเวลาก่อนซัลจะโดนพวกนี้มันจับมาเพียงไม่นาน ปู่ของเด็กหนุ่มใกล้เสียและต้องการพบหลานชายเป็นครั้งสุดท้ายก่อนตายดังนั้นมเยอดิน วิลท์จึงเดินทางจากฮอกส์วาร์ดมาตามความต้องการของผู้เป็นปู่

 

“อา ดูเหมือนเจ้าจะรู้จักเด็กนี่นะ” ไอ้เวรนั่นพูดอย่างผู้ชนะ “เอาล่ะ ถ้าเจ้าไม่อยากให้เด็กนี่โดนเหมือนที่เจ้าโดนละก็ เจ้าต้องทำอย่างที่เราอยากให้ทำ!” และมือของมันก็ดึงผมของซัลและบังคับหันหน้าซัลให้สบตากับมัน

 

เป็นความผิดพลาดของมันเอง

 

ความผิดพลาดที่ทำให้มันถึงแก่ความตาย

 

โทสะเป็นเชื้อเพลิงให้กับเวทมนตร์ของซัล ดวงตาสีมรกตของเขามีเปลวเพลิงของฟินิกส์มอดไหม้

 

และเปลวเพลิงของฟินิกส์นั้นก็ไม่ให้อภัย ไร้ปรานีเหมือนกับบาซิลิสก์ในโลหิตของซัลวาซาฮาร์

 

และในดวงตาสีเขียวพิฆาตนั้นเปลือกตาชั้นที่สองที่มองไม่เห็นนั้นก็เปิดขึ้น ปลดปล่อยเปลวเพลิงภายในดวงตาพิฆาตคู่นั้น

 

มันไม่มีเวลาแม้แต่จะตอบโต้ จังหวะหนึ่งที่มันคิดว่ามันเป็นผู้ชนะ จังหวะต่อมามันก็ทิ้งตัวลงกับพื้น ดวงตาของมันเปิดกว้างและแตกสลาย สิ้นชีวิตลงตอนนั้น

 

บาซิลิสก์ไม่ให้โอกาสใครเป็นครั้งที่สอง

 

และบาซิลิสก์นั้นก็แข็งแกร่งในโลหิตของซัลวาซาฮาร์

 

ซัลร้องครวญออกมาอย่างเหนื่อยล้า เขาได้กินอะไรเลยตั้งแต่เขาโดนจับและเขาก็เสียเลือดไปมาก – ไม่ดีสำหรับผู้ที่ใช้เวทมนตร์โลหิตเลยสักนิด ผู้วิเศษที่ใช้ไม้กายสิทธิ์นั้นไม่ค่อยเชื่อมต่อกับเวทมนตร์เท่ากับผู้ที่ใช้เวทมนตร์โลหิต การใช้เวทมนตร์โลหิตนั้นหมายความว่าร่างกายและเวทมนตร์ของซัลนั้นผูกพันธ์กันในระดับที่สูงกว่าผู้วิเศษทั่วไป – การเสียเลือดมากเท่ากับเขาและโดนทิ้งให้อดอาหาร โดนทำร้ายและขาดน้ำนั้นไม่ส่งผลดีต่อเวทมนตร์ของดรูอิดเลย

 

อย่างไรก็ดี เมื่อพวกมันอีกสองคนเข้ามาในห้องใต้ดินที่พวกมันซ่อนซัลเอาไว้แค่ไม่กี่วินาทีหลังซัลฆ่าคนแรกไป พวกมันก็พบกับจุดจบเดียวกับหัวหน้าของพวกมัน

 

ไร้ปรานี บาซิลิสก์นั้นร่ำไห้หวน

 

ไร้ปรานี นกฟินิกส์นั้นร่ำร้องหา

 

และซัลวาซาฮาร์ก็ได้เรียนรู้เมื่อนานมาแล้วว่าแม้กระทั่งในฐานะผู้รักษาเขาก็ไม่อาจปรานีพวกมันได้

 

จากนั้นซัลก็ใช้เวทมนตร์เพิ่มอุณหภูมิที่แขนของเขา

 

เขาหอบหายใจเมื่อทำเช่นนั้น มันกินพลังมาก อย่างน้อยเขาก็สามารถใช้เวทมนตร์ได้อีกครั้งแล้ว เขาทำไม่ได้ตอนที่เขาโดนจับใหม่ๆ – ยังอ่อนแรงมากเกินกว่าจะคิดใช้เวทมนตร์หลังจากใช้มันไปอย่างหนักหน่วงสองเดือนก่อนหน้าและให้เลือดกับบุตรชายไปแค่ไม่กี่นาทีก่อนหน้านั้น

 

ซัลเองก็รู้ว่าอีกไม่น่าเขาก็จะใช้ความสามารถของเขาไม่ได้อีกครั้ง เขาบาดเจ็บเกินไปและก็อ่อนล้าเกินไปที่จะใช้มันต่อไปเรื่อยๆ มันเป็นแค่การกระเสือกกระสนจะช่วยเหลือนักเรียนของเขาที่ทำให้เขาสามารถใช้มันได้ในตอนนี้ – ไม่ใช่สถานการณ์ที่ดีเท่าไรแต่ซัลไม่ได้ใส่ใจ เขาเองเคยผ่านความตายมาแล้ว การโดนทรมานจนตายนั้นก็ไม่แย่เท่ากับตายเพราะหัวใจโดนทำลายหรอก แต่มเยอดิน วิลท์เป็นเด็กน้อย – และซัลไม่ยอมให้พวกมันมาทรมานเด็กอายุสิบสองที่ไม่สามารถป้องกันตัวเองได้หรอก

 

ในตอนนั้นเองสิ่งที่มัดแขนเขาเอาไว้ก็ร่วงลงกระทบพื้น ซัลนิ่วหน้าเมื่อแขนของเขาเป็นอิสระ มันเกร็งและก็เจ็บ แต่เขามารักษาตัวเองตอนนี้ไม่ได้หรอก เขาต้องพาเด็กน้อยออกไปจากที่นี่เสียก่อนที่พวกมันคนอื่นๆจะกลับมา

 

ดังนั้นซัลจึงเมินเฉยต่อความเจ็บปวดและเอาผ้าปิดปากออกแล้วลุกขึ้นยืน

 

“มเยอดิน” เขาเอ่ยลอดไรฟัน เสียงของเขาตอนนี้ฟังดูเหมือนอสรพิษกว่าน้ำเสียงปกติของเขาแต่เขาไม่มีพลังงานมาทำให้มันออกมาดีกว่าเสียงแหบๆของเขาตอนนี้ล้ว เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยดวงตาเบิกกว้าง ซัลเซไปยังที่ๆเด็กน้อยนั่งและปลดเชือกออกให้เขา “ยืนขึ้น! เราต้องออกไป!

 

“ท่านเป็นใคร?” เด็กหนุ่มดูหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัดและซัลก็ลอบนิ่วหน้าเมื่อเขาจำได้ขึ้นมาว่าเด็กน้อยเห็นเขาสังหารคนพวกนี้

 

“ซัลลาซาร์ สลิธีริน” เขาเอ่ยออกมาในที่สุด หวังว่าเด็กน้อยจะเคยได้ยินเรื่องดีๆของเขาจากในบ้านและไม่ใช่อะไรแย่ๆ

 

ดวงตาที่เบิกกว้างของเด็กหนุ่มมีแววชื่นชมอยู่นั้นทำให้รู้ว่าอย่างน้อยบ้านสลิธีรินก็นับถือเขาอยู่

 

“ตอนนี้ยืนขึ้นเจ้าหนู เราต้องไปแล้ว!

 

“แล้วบิดามารดาข้าล่ะขอรับ?” เด็กชายถาม ความหวาดหวั่นอยู่ในแววตา

 

บิดามารดา

 

พวกมันเอาตัวบิดามารดาของเด็กหนุ่มมาด้วย

 

ซัลเดาว่าทั้งคู่คงตายไปแล้ว แต่เขาก็ถามออกไปอยู่ดี

 

“พวกเขาอยู่ไหน?” ซัลถามเสียงแหบแห้ง

 

“ข้า...ข้าไม่รู้ขอรับ” เด็กหนุ่มตอบ “เราโดนจับแยกโดย...โดยคนพวกนั้น ข้า...แม่...ข้าไม่รู้ว่าพวกเขาอยู่ที่ไหนตอนนี้...”

 

Xxx

 

“เจ้ากำลังบอกข้า ว่าเจ้าต้องการให้ข้าและภริยาที่กำลังท้องของข้าไปด้วยเพราะว่าเจ้าอาจจะมีเบาะแสของซัลลาซาร์หรือ?” ก็อดดริกตัวหดลงเมื่อเพฟเวอเรลมองเขาด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์ ดูเหมือนเพฟเวอเรลจะไม่ยินดีกับสิ่งที่ก็อดดริกไปเจอมามากๆ

 

“อ่า...เราอาจจะช่วยกันบุกป้อมปราการที่เขาโดนจับไป...” เขาพยายามอธิบายอย่างลังเลใจ

 

“และเจ้าต้องการให้ภริยาที่กำลังท้องแก่ของข้าไปทำอย่างนั้นหรือ ก็อดดริก?”

 

“เอ่อ...อ่า...งั้นเราเอาโรว...”

 

“งั้นแทนที่จะเอาภริยาข้าที่กำลังท้องแก่เราเอาภริยาเจ้าที่กำลังท้องแก่ไปแทน? ความคิดเยี่ยม ก็อดดริก ดีกว่าเดิมมาก!

 

“เอ่อ...ใช่...อ่า...”

 

“ไม่” ก็อดดริกยินดีเป็นอย่างมากที่อนาสตาเซียสเมตตาเขาในที่สุด “เราแค่ต้องการใครก็ได้ที่ไม่เป็นกริฟฟินดอร์ – ดังนั้นเจ้าคนเดียวก็เพียงพอแล้ว ความจริง”

 

เพฟเวอเรลเลิกคิ้วขึ้นเมื่อได้ยินคำประกาศนั้น

 

“เจ้าต้องการใครก็ได้ที่ไม่เป็นกริฟฟินดอร์” เขาทวน ความไม่อยากเชื่อเจือในน้ำเสียงของเขา

 

อนาสตาเซียสพยักหน้าอย่างกระตือรือร้น

 

“พาเธอร์ห้ามข้าไปช่วยเขาหากข้ามีแค่พวกกริฟฟินดอร์ไปด้วย”

 

ชั่วขณะหนึ่งนั้นเพฟเวอเรลจ้องเขาราวกับว่าอนาสตาเซียสเสียสติไปแล้ว จากนั้นเขาก็บีบสันจมูกตัวเองและถอนหายใจ

 

“เจ้ามั่นใจได้อย่างไรว่าเขาโดนจับอยู่ในนั้นและเขายัง...” เขาหยุดพูดกลางคัน “เอาจริงแล้ว ลืมส่วนที่สองไปเถอะ ไม่มีทางที่เขาจะตายอยู่แล้ว”

 

“งั้นเจ้าจะช่วยเรา?” ก็อดดริกถามอย่างกระตือรือร้น ดูพร้อมที่จะกลับไปยังที่ที่เขาจากมาเมื่อไม่กี่นาทีนี้อย่างเห็นได้ชัด

 

“ข้าถามว่าเจ้ามั่นใจได้อย่างไรว่าเขา...”

 

“มั่นใจที่สุด” อนาสตาเซียสขัดเขา “เขาช่วยข้าออกมาแต่ว่าหนีออกมาไม่ได้หลังจากนั้น”

 

เพฟเวอเรลขมวดคิ้ว

 

“นั่นฟังดูไม่เหมือนซัลลาซาร์ที่ข้ารู้จักเลย เขาจะไม่มีทางไปในนั้นหากเขาไม่รู้วิธีออกมาแบบครบส่วน”

 

“อา พาเธอร์ไม่มีเวลามาคิดอะไรแบบนั้นตอนนั้นน่ะ” อนาสตาเซียสเอ่ย ตัวหดเล็กลง “ข้ามีปัญหานิดหน่อยในนั้นและหากเขามาไม่ได้มาในเวลานั้นข้าก็จะไม่รอดมาอยู่ตรงนี้หรอก เจ้าก็รู้?”

 

เพฟเวอเรลแค่ขมวดคิ้วใส่แวมไพร์ตรงหน้าเขา

 

“แล้วเจ้าคือ?”

 

“อนาสตาเซียส แซงกวินี ซัลวาซาฮาร์คือบิดาของข้า”

 

มันใช้เวลาแปปหนึ่งในการเชื่อมโยงชื่อที่ฟังดูต่างออกไปกับซัลลาซาร์ แต่แล้วเพฟเวอเรลก็บีบสันจมูกตัวเองอีกครั้ง

 

“ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมซัลลาซาร์ถึงสามารถคุมก็อดดริกไม่ให้ไปมีเรื่องได้ เขาฝึกมาเยอะตอนเลี้ยงเจ้ามาอย่างเห็นได้ชัด!

 

อนาสตาเซียสเพียงยักไหล่และมองเขาอย่างรู้สึกผิดเล็กๆ

 

“อาจจะ?” เขายอมให้และเพฟเวอเรลก็ถอนหายใจเฮือก

 

“ข้าไม่อยากเชื่อว่าข้าต้องไปกับกริฟฟินดอร์บ้าบิ่นสองคนเพื่อช่วยเหลืออสรพิษ”

 

“อสรพิษ?” อนาสตาเซียสถาม ไม่เข้าใจอย่างเห็นได้ชัด เพฟเวอเรลแค่ยักไหล่ใส่

 

“นิสัยเขามันเหมือนอสรพิษ เขารู้วิธีการพลิกให้ทุกอย่างเข้าทางเขาและโจมตียามที่คนไม่ได้คาดเอาไว้ที่สุด”

 

อนาสตาเซียสคิดอยู่ชั่วครู่ และเขาก็พยักหน้า

 

“เจ้าพูดถูก มันเข้าจริงด้วย” เขาประกาศ “มาไหม?”

 

เพฟเวอเรลถอนใจอีกครั้ง แต่แล้วก็พยักหน้ารับ

 

มันใช้เวลาอีกหนึ่งชั่วโมงกว่าพวกเขาจะสามารถเดินทางออกมาได้ อย่างไรเพฟเวอเรลก็ต้องไปบอกโรวีน่ากับเฮลก้าว่าเขาจะไปไหนก่อนและก็ยังต้องเก็บของด้วย สตรีทั้งสองนางไม่ค่อยพอใจเท่าไหรแต่ทั้งคู่ก็เข้าใจว่ามันไม่มีทางที่พวกเขาจะปล่อยให้ซัลลาซาร์อยู่ในกำมือของกลุ่มคนที่เป็นศัตรูอย่างชัดเจน

 

และพวกเขาก็เริ่มการเดินทางไปยังป้อมปราการที่ซัลลาซาร์โดนจับตัวไว้ – และพวกเขาต้องเดินทางไป เพราะอย่างไรก็ตามการหายตัว ระบบฟลูหรือกุญแจนำทางยังไม่ถูกคิดค้นขึ้นในเวลานั้น

 

Xxx

 

ซัลวาซาฮาร์อาจจะไม่สามารถช่วยตัวเองและมเยอดิน วิลท์ออกมาจากป้อมปราการที่พวกเขาโดนขังอยู่ได้เลย ถ้าหากการเบี่ยงเบนความสนใจนั่นไม่ได้เกินขึ้นแค่ไม่กี่วินาทีหลังจากที่ซัลสามารถเปิดประตูไปยังชั้นใต้ดินได้

 

พวกเขาเพิ่งไปถึงแค่ส่วนที่มีคนอาศัยของปราสาทและซัลเกรงว่าพวกเขาจะไม่มีโอกาสผ่านส่วนนี้ไปโดยไม่มีใครมองเห็นและก็โดนจับไปอีกรอบ ถ้าจะให้ซัลพูดตามตรง เขาคาดว่าตัวเองจะต้องโดนจับไปอีกแน่ๆอยู่แล้ว – ตราบใดที่มเยอดินมีเวลาที่จะหนีไป ซัลก็ไม่เป็นอะไรที่จะต้องตายอีกครั้งและอีกครั้งด้วยเงื้อมมือของสัตว์ร้ายพวกนั้น

 

แต่ตอนนี้ เมื่อมีตัวล่อ มันอาจมีทางให้พวกเขาทั้งคู่หนีออกไปได้ – และซัลต้องยอมให้เลย การเบี่ยงเบนความสนใจนั่นเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่มาก

 

ผืนแผ่นดินสั่นสะเทือนใต้เท้าของพวกเขาและพลังก็พลุ่งพล่านในอากาศเมื่ออสนีบาตเส้นที่สองผ่าลงมากลางป้อมปราการ ย่างสดผู้วิเศษจำนวนมากมายที่คอยปกป้องกำแพง สายฟ้าเส้นแรกนั้นผ่าเข้าที่หอคอยหลัก หลังคานั้นโดนไฟเผาผลาญและกำแพงกำลังสั่นคลอน แค่ไม่กี่นาทีเท่านั้นพวกมันก็จะพังทลายลงมาโดยสมบูรณ์

 

“ให้ตายเถอะมเยอดิน เพฟเวอเรล!” ซัลได้ยินเสียงหนึ่งที่เขาไม่ได้ยินมาสองปีแล้วอุทานอย่างไม่อยากเชื่อ “เจ้าทำอะไรไปน่ะ?”

 

ก็อดดริก

 

ก็อดดริกอยู่ที่นี่

 

จังหวะหนึ่ง ความโล่งใจพุ่งขึ้นมาในอก แต่จากนั้นความหวั่นเกรงก็เข้ามาแทนที่ในช่องท้อง ก็อดดริกจะมีปฏิกิริยาอย่างไรถ้าได้เจอเขาเข้าในตอนนี้? เขาไม่ได้จากกันด้วยดีเลยและซัลก็ไม่ได้อยู่ในสภาพที่พร้อมจะต่อสู้กับเขาอีกครั้ง

 

อย่างไร สองคนนั้นคือทางออกของเขา – และถ้าเขาต้องตายด้วยน้ำมือของก็อดดริกเพื่อให้มเยอดิน วิลท์ปลอดภัย เขาก็จะยินดีตาย

 

“ข้าเป็นบุตรของธันเดอร์เบิร์ด เจ้างั่ง! ข้าอาจจะใช้เวทมนตร์เหมือนเจ้าโดยใช้ไม้กายสิทธิ์แต่ข้าเป็นลูกครึ่งธันเดอร์เบิร์ดข้าเลยใช้สายฟ้าได้ถ้าข้าต้องใช้จริงๆ! และตอนนี้อย่าขวางทางข้าที เจ้าผู้วิเศษไร้ประโยชน์!

 

เพฟเวอเรล

 

เป็นเพฟเวอเรลที่อารมณ์ไม่ดีอย่างเห็นได้ชัดด้วย

 

ให้ตายเถอะเปลวไฟและผืนแผ่นดิน สองคนนี้มาทำอะไรกันที่นี่?

 

มเยอดิน วิลท์กระมัง?

 

ในตอนนั้นเองสายฟ้าเส้นถัดไปก็ฟาดเข้าที่ป้อมปราการ

 

“ไปต่อดีเร็ว มเยอดิน!” ซัลแนะและก็ดันตัวเด็กหนุ่มไปด้วย เด็กหนุ่มแค่มองเขาแบบคิดอะไรไม่ออก

 

“แล้วบิดามารดาของข้าล่ะขอรับ?” เขาถาม

 

“เราต้องพาเจ้าออกไปจากที่นี่ เจ้าหนู”ห ซัลตอบ “ข้าสัญญาว่าข้าจะมาหาพวกเขาถ้าเรามีเวลาและเจ้าปลอดภัยแล้ว เด็กน้อย”

 

“แต่” เด็กหนุ่มเริ่มทักท้วง แต่ซัลแค่ลากเขาไปด้วย หวังว่าจะพบเพฟเวอเรลและก็อดดริกก่อนที่สองคนนั้นจะพังปราสาทรอบๆพวกเขาลงมา

 

สองคนนั้นมันไม่เคยได้ยินภารกิจช่วยเหลือแบบเงียบๆหรืออย่างไร?

 

“หยุดโจมตีเสียไม่งั้นข้าจะฆ่าตัวประกันเสีย!

 

ซัลหยุดวิ่งและดันมเยอดินเข้ากับกำแพงหินของหนึ่งในหอคอยเพื่อที่พวกมันจะได้ไม่เห็นพวกเขา บนกำแพงนั้นมีชายผู้หนึ่ง - เป็นลอร์ดของปราสาท – ในมือมันกำเส้นผมของหญิงสาวที่ถูกทรมานโดยคนของมันมา

 

ท่านแม่!ซัลวาซาฮาร์พยายามจะรั้งเด็กชายเอาไว้แล้ว แต่เขาไม่มีแรงมากพอจะหยุดเด็กหนุ่มเอาไว้ได้อีกต่อไป ดังนั้นเด็กหนุ่มเลยหลุดรอดจากมือของเขาและวิ่งไปยังสตรีนางนั้นและลอร์ดเจ้าของปราสาท

 

“มเยอดิน!

 

ซัลเอื้อมมือไปหาเด็กหนุ่ม ร้อนรนจะจับเขาเอาไว้ แต่มือของเขา – มือที่ครั้งหนึ่งเคยสามารถจับลูกสนิชเอาไว้ได้อย่างแน่นหนานั้น – พลาดตัวเด็กหนุ่มไปและซัลทำได้แค่มองเขาวิ่งจากที่ซ่อนไปหาอันตราย

 

Xxx

 

“เอาล่ะบอกข้ามา ก็อดดริก ว่าเจ้าวางแผนจะเข้าไปในปราสาทนี้อย่างไร?” เพฟเวอเรลถามเมื่อพวกเขามาถึงจุดหมายในที่สุด ปราสาทตรงหน้าดูอันตรายและทึมทะมึนเสียเหลือเกิน

 

ก็อดดริกทำเพียงยักไหล่ใส่

 

“เคาะประตู มั้ง?” เขาเสนอ เพฟเวอเรลมองสหายของเขาราวกับว่าเขาไม่เคยเห็นก็อดดริกมาก่อน

 

“เคาะประตู?” เขาเอ่ยทวน “เคาะประตู! เรามาที่นี่เพื่อแหกคุกพาผู้ต้องขังหนีและเจ้าคิดว่าวิธีที่ถูกต้องคือเคาะประตู? เจ้าเป็นบ้าไปแล้วหรืออย่างไร ก็อดดริก?”

 

อนาสตาเซียสข้างๆพวกเขาหัวเราะก๊ากขึ้นมา

 

“อย่างน้อยตอนนี้ข้าก็รู้แล้วว่าเหตุใดข้าจึงโดนห้ามไม่ให้มาช่วยถ้ามีแค่กริฟฟินดอร์มาด้วย” เขาว่า

 

เพฟเวอเรลหันไปเผชิญหน้ากับแวมไพร์ที่ว่า

 

“อย่าบอกข้านะว่าเป็นเจ้าเองก็จะเคาะเอา?” เขาฟังดูสะเทือนขวัญมาก อนาสตาเซียสตอบเขาพร้อมมองเขาด้วยสีหน้าแปลกๆ

 

“แล้วจะให้ทำอะไรเล่า?” เขากล่าว “มันเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการเรียกความสนใจแล้ว”

 

เพฟเวอเรลทำเพียงแค่แนบใบหน้ากับฝ่ามือแรงๆและร้องครวญ

 

“ข้าไม่เคยคิดเลยว่าคนที่ระมัดระวังอย่างซัลลาซาร์จะสามารถเลี้ยงคนแบบเจ้าขึ้นมาได้!

 

เขาได้รับการยักไหล่อย่างไม่สนใจสิ่งใดในโลกจากอนาสตาเซียสเป็นคำตอบ

 

“พาเธอร์บอกว่าเขาเองก็เคยเป็นแบบข้าตอนนี้นี่แหละและเดี๋ยวข้าก็จะเรียนรู้ได้เองว่าควรทำอะไร” เขาพยายามทำให้ชายอีกคนสบายใจ เพฟเวอเรลทำได้แค่ถอนหายใจเฮือก

 

“เอาล่ะ - ถ้าเจ้าอยากจะเคาะประตูขนาดนั้นล่ะก็ ช่วยข้าสักนิดแล้วให้ข้าเป็นคนทำได้ไหมอย่างน้อย” เขาเอ่ยขึ้นมาในที่สุดระหว่างที่ในหัวของเขาวางแผนที่ควรจะใช้ได้แม้กระทั่งกับการมีไอ้ทึ่มบ้าบิ่นและไม่สนใจสิ่งใดเลยอย่างก็อดดริกและอนาสตาเซียสเป็นเพื่อนร่วมภารกิจ

 

“แล้วอะไรจะทำให้มันต่างออกไปถ้าเจ้าเป็นคนเคาะประตูแทนเรา?” ก็อดดริกถามเขาพร้อมขมวดคิ้ว

 

“ข้าเคาะเสียงดังกว่า” เพฟเวอเรลตอบและจากนั้นก็คุกเข่าลงบนพื้นโลก เขาทำสมองให้โล่งอย่างที่เขาทำมาตลอดก่อนจะไปนอนและรวมสมาธิไปยังตัวตนส่วนที่เขาซ่อนเอาไว้ ส่วนที่ถูกซ่อนไว้ที่เขาได้รับมาจากบิดามารดา – ส่วนที่ถูกซ่อนไว้ที่ผู้วิเศษส่วนมากลืมเลือนวิธีใช้ไปเมื่อนานมาแล้ว

 

“เจ้ากำลังทำอะไรน่ะ?” ก็อดดริกถามเขา “เจ้าเคาะประตูไม่ได้สักหน่อยถ้าเจ้าจะมานั่งจุ้มปุ๊กอยู่บนพื้นหญ้าห่างจากป้อมปราการตั้งครึ่งไมล์...”

 

เพฟเวอเรลเมินเขาเพราะว่าในตอนนั้นเองเขาก็พบสิ่งที่เขากำลังตามหาในจิตใจของเขา อาวุธสุดท้ายของเขา สิ่งสุดท้ายที่เวทมนตร์ของเขาจะพึ่งพิงหากเขาจะถูกทำร้ายและไม่อาจป้องกันตัวเองได้ ต่างจากความสามารถของซัล ความสามารถของเพฟเวอเรลนั้นไม่เคยถูกปลุกขึ้นมาดังนั้นเขาจึงไม่อาจควบคุมมันได้อย่างเต็มที่ แต่เพฟเวอเรลนั้นเป็นบุตรของเลือดบริสุทธิ์ถึงสองตน – เขาเรียนรู้ที่จะใช้งานความสามารถที่ถูกถ่ายทอดมาทางโลหิตแม้ว่าจะไม่มีเวทมนตร์โลหิตและการควบคุมเบ็ดเสร็จเหนือมันให้เป็นประโยชน์

 

“เพฟเวอเรล?”

 

และในตอนนั้นเองเพฟเวอเรลก็ปลดปล่อยพลังจากภายในออกมา ท้องฟ้ามืดครึ้มลงในฉับพลันและสายฟ้าเส้นยักษ์ก็ฟาดเข้าที่หอคอยหลัก อสนีบาตเส้นที่สองตามมาเพียงไม่กี่วินาทีถัดมาและย่างสดศัตรูจำนวนมากมายก่อนที่พวกมันจะรู้ตัวเสียอีกว่าเพฟเวอเรล ก็อดดริกและอนาสตาเซียสมาอยู่ที่นี่แล้ว

 

“ให้ตายมเยอดิน เพฟเวอเรล!” ก็อดดริกอุทานด้วยดวงตาเบิกกว้าง “เจ้าทำอะไรไปน่ะ?”

 

เขาได้รับเสียงหัวเราะเป็นคำตอบ ไม่ใช่ของเพฟเวอเรล แต่เป็นอนาสตาเซียส

 

“อะไรก็ตามแต่ - นั่นเป็นการเบี่ยงความสนใจที่เยี่ยมที่สุด!” เขาร้องลั่น “ข้าไปล่ะ ไปช่วยพาเธอร์!” และเพฟเวอเรลก็โดนทิ้งไว้ให้จัดการกับก็อดดริกที่ตกตะลึงเพียงคนเดียว

 

สายฟ้าอีกเส้นฟาดเข้าที่ป้อมปราการ และจากนั้นลอร์ดเจ้าของปราสาทก็โผล่มา ในมือของมันจับกุมหญิงสาวผู้หนึ่งเอาไว้และคำขู่เข็ญก็มาพร้อมกับริมฝีปากของมัน

 

“มเยอดิน!

 

เสียงของซัลลาซาร์

 

และเพฟเวอเรลก็รู้ทันทีว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในวันนี้ มันจะไม่มีทางเหมือนเดิมหลังจากนี้

 

Xxx

 

ก็อดดริกจ้องมองลอร์ดคนอื่นๆในที่ประชุมเขม็ง มันเป็นเวลาหนึ่งเดือนหลังเพฟเวอเรล อนาสตาเซียสและตัวเขาโจมตีป้อมปราการนั่น

 

สิ่งสุดท้ายที่ก็อดดริกได้ยินถึงซัลลาซาร์คือข้อความของบุตรชายเขาว่าพวกซัลลาซาร์สามารถหนีออกจากประสาทได้แล้วจากความช่วยเหลือของพวกเขา ก็อดดริกเขียนตอบกลับไปและขอร้องให้ซัลลาซาร์กลับมาบ้าน แต่คำตอบนั้นมาจากอนาสตาเซียสอีกครา บอกกับเขาว่าซัลลาซาร์ไม่สามารถไปได้ในเวลานั้น และก็อดดริกก็ฉีกกระดาษแผ่นดังกล่าวออกเป็นชิ้นๆ ร่ำไห้และอ้อนวอนขอให้ยกโทษให้เขาด้วย และเพฟเวอเรลก็อยู่ข้างๆเขาและบอกกับเขาว่านั่นเป็นการตัดสินใจของซัลลาซาร์ หากชายอีกคนไม่อาจยกโทษให้เขาได้ ก็อดดริกก็ต้องยอมรับมันและต้องใช้ชีวิตอยู่กับมันไป

 

และดังนั้นก็อดดริกจึงตัดสินใจยอมรับมันและใช้ชีวิตตามความเชื่อใหม่ของเขาที่ว่าทุกสิ่งมีชีวิตเท่าเทียมกัน แม้ว่าเขาจะสู้เสียงในที่ประชุมของเหล่าลอร์ดไม่ได้เลย

 

ตั้งแต่ซัลลาซาร์หายตัวไปนั้น เหล่าลอร์ดก็เริ่มเรียกร้องว่าพวกเขาต้องมีสิทธิ์ในกระบวนการของสถานศึกษา ก็อดดริกเกลียดมันมาก อย่างกับว่าเมื่อไม่มีซัลลาซาร์แล้วลอร์ดทั้งหลายคิดว่าพวกมันมีสิทธิ์ในการควบคุมการดำเนินการของสถานศึกษา แค่เพราะว่าลอร์ดเจ้าของแผ่นดินไม่อยู่

 

“ดินแดนที่สถานศึกษาตั้งอยู่ควรต้องถูกค้นและเลือดบริสุทธิ์ทุกตนที่เจอควรถูกขับไล่ออกไปก่อนที่พวกมันจะสามารถทำร้ายบุตรหลานของเราได้” หนึ่งในบรรดาลอร์ดเอ่ยขึ้นอย่างเย็นเยือกในจังหวะนั้น ไม่ใส่ใจกับเพฟเวอเรลที่มีสีหน้ามืดครึ้มลงเมื่อได้ยินเช่นนั้นเลย

 

“พวกท่านไม่มีสิทธิ์ตัดสินเรื่องนี้!” ก็อดดริกขัดอย่างเคืองโกรธ “เพฟเวอเรลและข้าเป็นผู้ดูแลสถานศึกษาตราบใดที่ซัลลาซาร์ยังไม่กลับมา! มันเป็นสิทธิของเราที่จะ...”

 

“มันไม่มีการยืนยันใดๆ ไม่มีหลักฐานว่าเขายังมีชีวิตอยู่! เขาไม่มีทายาทดังนั้นจึงไม่มีใครมาสืบทอดต่อได้! ปราสาทนั้นเป็นสิ่งที่เขาทิ้งเอาไว้ให้แก่เรา! มันเป็นสิทธิของเราที่จะตัดสินว่าจะให้มันเป็นอย่างไรต่อไป!” ลอร์ดก๊อนท์เอ่ยเย็นเยียบ

 

เขาได้รับการแยกเขี้ยวจากก็อดดริกเป็นคำตอบ

 

โอ้เขาหวังว่าเขาได้เห็นซัลลาซาร์ตอนที่พวกเขาช่วยเหลือเขาออกมาจริงๆเลย! ถ้าหากว่าเขาสามารถประกาศออกมาได้ว่าซัลลาซาร์ยังสบายดีอยู่และจะกลับมาในอีกไม่นานล่ะก็!

 

“ปราสาทเป็นของซัลลาซาร์ เขาอาจจะหายตัวไปเมื่อสองปีก่อน แต่มันไม่มีหลักฐานว่าเขาตายแล้ว!” เพฟเวอเรลเอ่ยอย่างสงบนิ่ง

 

“มันก็ไม่มีหลักฐานว่าเขายังมีชีวิตอยู่เช่นกัน!” ลอร์ดก๊อนท์ขู่ฟ่อ “ข้าคิดว่าเราควรถือว่าเขาได้ตายไปแล้วและยึดปราสาทมาเป็นของเราเลยดีกว่า!

 

ก็อดดริกมองชายตรงหน้าอ้าปากตาค้าง เขาไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เขาได้ยินเลย! พวกนี้มันอยากขโมยมรดกของซัลลาซาร์เพียงเพราะว่าเขาหายไปแค่นั้นเองหรือ? เขารู้ว่าลอร์ดทั้งหลายอยากจะได้อิทธิพลกันจนตัวสั่นแต่เขาไม่อยากเชื่อในสิ่งที่พวกมันพยายามทำเลยตอนนี้ - ตอนนี้ที่เขาและเพฟเวอเรลยังคงยืนอยู่ตรงนี้ด้วยเนี่ยนะ!

 

“ซัลลาซาร์ยังมีชีวิตอยู่!” เขาเอ่ยอย่างมีโทสะ “เราได้ยินว่าเขาสบายดีมาเมื่อเดือนที่แล้วเอง!

 

“นั่นคือสิ่งที่ท่านพูดอย่างไรเล่า!” ลอร์ดก๊อนท์โต้ตอบ “ไหนล่ะหลักฐาน? ตราบใดที่เขายังไม่กลับมายังปราสาทก็ควรจะมอบมันให้กับเราเสีย!

 

“ถึงข้าจะตายจริง ปราสาทจะไม่มีวันตกไปอยู่ในมือของที่ประชุมเด็ดขาด” เสียงหนึ่งเอ่ยขึ้นมาอย่างนิ่มนวล บรรดาลอร์ดทั้งหลายแห่งที่ประชุมสะดุ้งกันสุดตัวขึ้นมาพร้อมกันราวกับว่าทั้งหมดเป็นคนๆเดียวกันและหันหน้าไปมองที่ทางเข้า ที่แห่งนั้นมีชายคนหนึ่งยืนอยู่ เขาใส่ชุดคลุมยับๆสีเขียว ข้างๆเขานั้นมีชายสวมผ้าปกคลุมหน้าเอาไว้ยืนอยู่ข้างๆและเด็กน้อยอายุน่าจะราวๆสิบสองปี จากนั้นชายคนดังกล่าวก็ก้าวมาข้างหน้าและแสงเทียนก็เปิดเผยใบหน้าของเขาให้เหล่าลอร์ดแห่งที่ประชุมได้เห็น

 

ซัลลาซาร์

 

ซัลลาซาร์กลับมาแล้ว

 

“ล-ลอร์ดสลิธีริน!” คำพูดตะกุกตะกักนั้นไม่เพียงออกมาจากลอร์ดแค่หนึ่งคนเท่านั้น ซัลลาซาร์ทำสีหน้าไม่สบอารมณ์ใส่ทุกคน

 

“ข้าไม่อยากเชื่อว่าพวกท่านจะพยายามกุมอำนาจของสถานศึกษาทั้งที่พวกท่านควรจะทราบอยู่แล้วว่ามันไม่มีทางที่ข้าจะปล่อยให้โรงเรียนตกอยู่ในกำมือของที่ประชุม” ซัลลาซาร์ทำสีหน้าไม่สบอารมณ์

 

ลอร์ดก๊อนท์ขมวดคิ้วกลับมา

 

“ท่านไม่มีภรรยาและบุตร แล้วใครควรจะได้รับสืบทอดเมื่อท่านตายเล่า?” เขาถามซัลลาซาร์

 

นี่เป็นคำถามที่ทำให้ก็อดดริกนึกถึงครั้งสุดท้ายที่เขาได้เห็น - อา ก็ไม่ใช่เห็นจริงๆหรอก แต่ก็เจอน่ะ - ซัลลาซาร์ และเขาก็เอ่ยขึ้นก่อนที่ซัลลาซาร์จะได้เอ่ยอะไร

 

“ซัลลาซาร์มีบุตรอยู่คนหนึ่ง” เขาว่า และได้รับเสียงหัวเราะจากคนแปลกหน้าที่ยืนข้างซัลลาซาร์เป็นคำตอบ

 

“จริง เขามีบุตรคนหนึ่ง” ชายแปลกหน้าเอ่ย

 

และก็อดดริกก็เห็นดวงตาของเหล่าลอร์ดเลื่อนไปยังเด็กน้อยที่ยืนอยู่ข้างซัลลาซาร์

 

ซัลลาซาร์เพียงวางมือหนึ่งบนบ่าของเด็กน้อยข้างๆเขา – เด็กชายที่ก็อดดริกเคยเห็นมาก่อน แต่ให้ตายเถอะ เขานึกไม่ออกว่าเป็นใคร

 

“บุตรชาย?” ลอร์ดเซลวินถามอย่างลังเล

 

“บุตรสองคน” ซัลลาซาร์แก้ราวกับว่ามันเป็นสิ่งที่ปกติที่สุดในโลก ก็อดดริกกะพริบตาอย่างประหลาดใจ

 

สอง?

 

ในนามของเมอร์ลิน คนที่สองมาจากไหนกัน?  

 

“มเยอดิน สลิธีรินตรงนี้คือคนเล็ก” ซัลลาซาร์เสริม ปัดผ้าคลุมที่บดบังใบหน้าของบุตรชายคนที่สองให้พ้นทาง “เขาคือทายาทของข้า ทายาทแห่งสลิธีริน”

 

และเมื่อเด็กชายเงยหน้า ก็อดดริกก็จำเขาได้

 

มเยอดิน วิลท์

 

เด็กหนุ่มผู้กลับไปเยือนบ้านเพื่อบอกลาปู่ที่ใกล้สิ้นของเขา เด็กน้อยผู้ไม่เคยได้กลับมา

 

อย่างน้อยเขาก็ปลอดภัยดี

 

มเยอดิน สลิธีริน” ลอร์ดก๊อนท์ทวนพร้อมทำสีหน้าดูถูก “ท่านคิดว่ามันเหมาะแล้วจริงๆหรือที่จะตั้งชื่อเด็กตามผู้วิเศษที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์?”

 

ซัลลาซาร์ทำเพียงหัวเราะหึ

 

มันน่าตลกมากที่ผ่านไปเพียงไม่กี่สิบปี ลอร์ดคนอื่นๆก็ลืมเลือนเกี่ยวกับที่มาของซัลลาซาร์ สลิธีรินไปอีกครั้งและพวกเขาหลายๆคนนั้นต่างยอมรับว่า สลิธีรินคือนามที่แท้จริงของซัล นามที่แท้จริงของซัล เอมรีส์นั้น กลับกลายเป็นตำนานไปอีกครั้งหนึ่ง

 

แน่นอนว่าซัลลาซาร์ไม่ได้เป็นคนตั้งชื่อเด็กชายหรอก แต่บิดามารดาของมเยอดินนั้นไม่เคยเป็นส่วนหนึ่งของที่ประชุม ดังนั้นไม่มีใครนอกจากเด็กๆในฮอกวอตส์ที่เคยได้ยินชื่อของเด็กหนุ่มมาก่อน

 

“เขาถูกตั้งชื่อตามปู่ของเขา ลอร์ดก๊อนท์” เขาเอ่ยและดวงตาของเด็กหนุ่มก็หันควับมามองบิดาคนใหม่ของเขาอย่างตกใจ ดูเหมือนว่าซัลลาซาร์จะยินยอมที่จะทำเป็นว่าเด็กน้อยเป็นของเขามาตั้งแต่เริ่มเพื่อให้จุดยืนของเด็กน้อยมั่นคงในสายตาของที่ประชุม “ท่านวิพากษ์วิจารณ์นามของทายาทผู้อื่นอย่างนี้เสมอเลยหรือ ลอร์ดก๊อนท์?”

 

ชายอีกคนยังมีกะจิตกะใจมามียางอายอยู่บ้าง

 

ส่วนชายอีกคนที่ยังคงปิดบังใบหน้าอยู่เบื้องหลังซัลลาซาร์ส่งเสียงขึ้นจมูกขึ้นมา

 

“ดูเหมือนว่า ลูกนกน้อยของข้า พวกเขาได้ลืมเลือนบรรพบุรุษของเจ้าไปเสียแล้ว” ชายคนดังกล่าวเอ่ย

 

ซัลลาซาร์แค่หันไปและขมวดคิ้วใส่ชายคนนั้น

 

“และข้าก็ยังไม่เข้าใจว่าท่านจะตามข้ามาที่แห่งนี้ทำไมกัน” เขาตอบโต้ “อนาสตาเซียสไม่แม้แต่จะเถียงกับข้าได้เท่าครึ่งของท่านด้วยซ้ำเมื่อข้าปฏิเสธ”

 

“อา ก็อนาเป็นไข่ของเจ้า ลูกนกน้อยของข้า เจ้าเป็นของข้า ข้ามีสิทธิ์ที่จะมาหากข้าคิดว่ามันอันตรายเกินกว่าจะปล่อยให้เจ้ามาที่นี่เองคนเดียว”

 

ซัลลาซาร์หัวเราะหึ

 

“อย่าหลอกข้าเลย ท่านปู่ มันเป็นความต้องการของท่านย่าต่างหากที่ทำให้ท่านมายังที่แห่งนี้”

 

ลอร์ดเซลวินที่อ้าปากจะเอ่ยว่าชายอีกคนไม่ควรอยู่ที่นี่ หุบปากลงแน่นในทันทีเมื่อเขาได้ยินซัลลาซาร์เรียกอีกฝ่าย

 

หากว่าคำเรียกนั้นมิใช่เพียงแค่การยกย่องแล้วล่ะก็ ชายผู้นั้นมีสิทธิ์ทุกประการที่จะมายังที่แห่งนี้แม้ว่าซัลจะเป็นลอร์ดคนปัจจุบัน ผู้เป็นปู่ย่อมต้องเคยเป็นลอร์ดมาก่อนเขาเมื่อนานมาแล้ว

 

“อา เอาล่ะ บางทีเราควรประชุมกันต่อ” ลอร์ดเซลวินตะกุกตะกักออกมาในที่สุด ซัลลาซาร์และปู่ของเขาต่างหันมามองลอร์ดที่เป็นผู้นำของที่ประชุม จากนั้นผู้เป็นปู่ก็เลิกผ้าคลุมหน้าลงและมองไปที่ลอร์ดคนดังกล่าวด้วยรอยยิ้มอันดุร้ายและดวงตาสีทองนั้นมีเปลวเพลิงเต้นระริกอยู่ภายใน

 

ลอร์ดเซลวินตัวสั่นสะท้านเมื่อโดนสายตาของชายแปลกหน้าผมแดงจ้องมอง

 

ก็อดดริกเองก็ตัวสั่นเทาเช่นกัน

 

มันมีเพียงคำเดียวที่สามารถใช้นิยามปู่ของซัลลาซาร์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

 

ไม่ใช่มนุษย์

 

ชายคนนั้น ไม่ว่าเขาจะเป็นอะไรก็ตาม ไม่ใช่มนุษย์

 

“ข้าไม่คิดว่าเราควรมานั่งหารือ...การประชุม...นี่ต่อราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นนะ” ผู้เป็นปู่เอ่ยพลางยิ้มเยียบเย็น “นามของข้าคือ ฟาวาร์กซ์ และข้ามาที่นี่เพื่อด่าพวกเจ้าและบอกพวกเจ้าชัดๆว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากพวกเจ้ากล้า กล้าคิดทำผิดกฎหมายของพวกเจ้าเองอีกครั้งหนึ่ง – โดยเฉพาะถ้ากฎหมายนั่นมันเกี่ยวข้องกับปราสาทประจำตระกูลของหลานชายข้า”

 

“เราตายแน่” ก็อดดริกทำเพียงแค่พยักหน้ากับคำพูดที่แสนจะมองโลกในแง่ดีของเพฟเวอเรลที่มีต่ออนาคตที่จะถึงอันใกล้นี้

 

“ตายแหงแก๋” เขายืนยัน

 

Xxx

 

ซัลวาซาฮาร์มอง ฟาวาร์กซ์ ปู่ของเขาและเก็บซ่อนความขำขัน ระหว่างที่ชายคนดังกล่าวค่อยๆฉีกทึ้งเหล่าลอร์ดแห่งที่ประชุมออกเป็นชิ้นๆอย่างช้าๆและเจ็บปวดอย่างเหลือแสนด้วยถ้อยคำของเขาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

 

สมควรโดนแล้ว

 

ซัลได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับคนพวกนี้พยายามจะครอบครองปราสาทตั้งแต่วันที่เขาจากไป – แต่ในสี่เดือนครึ่งที่ผ่านมานั้นความพยายามของพวกมันขึ้นถึงจุดสูงสุดและซัลไม่มั่นใจนักว่าหนึ่งในลอร์ดแห่งที่ประชุมจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาถูกขังไว้ในป้อมปราการนั่นหรือไม่ เขาไม่มีหลักฐานเลย แต่การที่ความพยายามของพวกนี้มันหนักข้อขึ้นในช่วงเวลานั้นก็หมายความว่ามีลอร์ดอย่างน้อยหนึ่งคนที่รู้สถานะของซัลในตอนนั้น

 

แน่นอนว่าลอร์ดคนนั้นคงไม่เคยคิดว่าซัลจะรอดหรอก

 

แต่ซัลก็รอดมาแล้ว

 

มันเป็นจังหวะที่สำคัญอยู่ในตอนนั้น มเยอดินหลุดจากการเกาะกุมของเขาไปและวิ่งไปยังชายที่จับมารดาของเขาไว้เป็นตัวประกัน – แต่พวกเขาก็รอดมา

 

ลอร์ดเจ้าของปราสาทเห็นมเยอดินวิ่งออกมาจากเงามืดและสังหารสตรีที่เขาจับกุมเอาไว้ และบางทีมันอาจจะได้สังหารมเยอดินด้วยในวันนั้นหากอนาสตาเซียสไม่ได้โต้ตอบในตอนนั้นและกระโดดเข้าใส่มัน

 

เป็นอนาที่ฆ่าลอร์ดเจ้าของปราสาททิ้ง แต่เป็นการมาของฟาวาร์กซ์ที่ไม่มีผู้ใดคาดคิดต่างหากที่หยุดไม่ให้มเยอดินวิ่งไปหาอันตราย

 

และก็เป็นฟาวาร์กซ์ที่พาพวกเขาทั้งหมดไปหลังจากอนาสตาเซียสบอกก็อดดริกกับเพฟเวอเรลว่าพวกเขาปลอดภัยดีแล้ว

 

ตอนนี้ หลังจากรักษาตัวกันเรียบร้อย พวกเขาก็สามารถกลับมาได้ ซัลนั้นไม่ค่อยอยากกลับมาสักเท่าไรนักแต่ท่านย่านั้นพยายามบอกให้เขากลับมาเผชิญหน้ากับคนอื่นจนกระทั่งเขาต้องยอมทำตามที่บอกเพียงเพื่อจะได้ความสงบสุขกลับมาเสียที

 

ซัลคิดว่าที่ประชุมนั้นจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เขานำมเยอดินมากับเขาด้วยและท่านปู่ก็ตามมาเช่นกัน และมันเป็นซัลวาซาฮาร์ที่ตัดสินใจแนะนำเด็กหนุ่มว่าเป็นบุตรของเขา

 

ซึ่งนั่นไม่ใช่ความจริง

 

มเยอดินอาจจะไม่ได้ถูกรับเข้ามาในตระกูลอย่างเป็นทางการ แต่ซัลรู้ว่าลอร์ดบางคนนั้นโลภได้ขนาดไหนและมเยอดินเองก็เป็นเด็กที่ทรงพลัง ผู้คนสามารถสัมผัสได้ถึงพลังที่แผ่ออกมาจากตัวเขาโดยไม่ต้องพยายามสัมผัสด้วยซ้ำ ซัลรู้ว่าหากเขาระบุว่ามเยอดินนั้นเป็นเด็กกำพร้าลอร์ดหลายคนในที่ประชุมจะพยายามเอาเขาไปอยู่ในความดูแล – และจากนั้นก็ให้เขาแต่งงานกับหนึ่งในบุตรีของพวกนั้น เด็กที่มีเวทมนตร์แข็งแกร่งอย่างมเยอดินนั้นจะเป็นประโยชน์สำหรับทุกตระกูล

 

ซัลรับไม่ได้เลยที่เด็กหนุ่มจะไม่มีทางเลือก - ดังนั้นทางเดียวที่จะทำให้เด็กหนุ่มมีทางเลือกคือให้เขาเป็นทายาทเสีย

 

“แต่บางทีแล้ว” ซัลคิดกับตัวเอง ในใจลอบทำหน้าเบ้ “บางทีข้าควรจะคุยกับเด็กคนนี้ก่อน”

 

เด็กหนุ่มกำลังมองเขาอย่างประหลาด ความไม่เชื่อใจฉายชัดในแววตา ดังนั้นเมื่อฟาวาร์กซ์เริ่มร่ายยาว ซัลก็ค้อมตัวลงให้อยู่ในระดับเดียวกับเด็กหนุ่มและกระซิบ

 

“ข้าจะอธิบายทีหลัง”

 

เด็กหนุ่มแค่มองเขาอีกสักพัก จากนั้นก็พยักหน้าสั้นๆและซัลก็หันกลับไปสนใจผู้เป็นปู่

 

ระหว่างนั้นนกฟินิกส์ก็ทำให้ที่ประชุมทั้งหมดเกือบจะร้องไห้ได้แล้ว – หรืออย่างน้อยก็มีหน้าตารู้สึกผิดของเด็กที่เอื้อมมือลงโถจะลักขนมคุ้กกี้ที่โดนจับได้คาหนังคาเขา

 

ลอร์ดพวกนี้คงไม่ทำอะไรออกนอกลู่นอกทางอีกแล้ว – ซัลมั่นใจเช่นนั้นเมื่อเขาเห็นลอร์ดคนหนึ่งร้องไห้โฮออกมาด้วยความรู้สึกผิด

 

โอ๊ย

 

แต่จะไปคาดหวังอะไรจากนกฟินิกส์ที่โกรธจัดกันเล่า?

 

“อย่างน้อยก็ยังไม่มีไฟนะ” ซัลคิดแห้งๆ

 

จากนั้นลอร์ดก๊อนท์ก็ละล่ำละลั่กและเอ่ยออกมาว่ามันเป็นสิทธิของพวกเขาในฐานะลอร์ดแห่งที่ประชุมที่จะปกครองโรงเรียนต่อหลังความตายของซัลลาซาร์ สลิธีริน

 

“อย่างน้อยก็ตอนนี้น่ะนะ” ซัลแก้ มองนิ้วมือข้างขวาของปู่ของเขาที่กำลังเรืองรองด้วยแสงอ่อนๆอย่างระแวดระวัง

 

Xxx

 

และแล้ว ก็อดดริกสรุป พวกเขาก็รอดจากโทสะของปู่ของซัลลาซาร์มาจนได้

 

เกือบตาย แต่ยังหายใจอยู่

 

การประชุมของเหล่าลอร์ดจบลงไวกว่าปกติหลังจากเหล่าลอร์ดถูกวิพากษ์วิจารย์อย่างรุนแรงสำหรับการกระทำของพวกเขาต่อสถานศึกษาฮอกส์วาร์ด ตัวซัลลาซาร์เองและเลือดบริสุทธิ์ทั่วไป และสิ่งเดียวที่ก็อดดริกสามารถพูดได้หลังจากนั้นคือ ปู่ของซัลลาซาร์จะต้องเป็นงูพิษแน่ๆ

 

บางอย่างที่เป็นอันตรายถึงตาย

 

อย่างเช่นงูเห่า

 

หรือบาซิลิสก์

 

และเมื่อก็อดดริกกล้าเข้าไปใกล้ซัลลาซาร์หลังการประชุมแยกย้ายกันแล้ว เขาก็จับตามองชายอีกคนเอาไว้ไม่ละสายตา

 

ซัลเพียงเลิกคิ้วขึ้นสูงเมื่อเขาเห็นการกระทำของก็อดดริก

 

“ยังอคติกับเลือดบริสุทธิ์อยู่เช่นนั้นหรือ?” เขาถามอย่างเยือกเย็น เมื่อก็อดดริกเข้ามาใกล้มาพอที่จะทำให้ลอร์ดคนอื่นๆในที่ประชุมไม่ได้ยิน

 

ก็อดดริกกะพริบตา

 

ทำไมซัลลาซาร์ถึงคิดอย่างนั้น...?

 

ในตอนนั้นเองเขาจำคำพูดของซัลลาซาร์เกี่ยวกับสถานะทางสายเลือดของปู่ย่าของเขาได้

 

เลือดบริสุทธิ์

 

พวกเขาเป็นเลือดบริสุทธิ์

 

“จริงๆข้ากลัวว่าปู่ของเจ้าจะกัดข้าเสียมากกว่าถ้าข้ากล้ามาใกล้เจ้า” ก็อดดริกแก้อย่างเป็นกังวล “เขาทึ้งที่ประชุมของเหล่าลอร์ดเป็นชิ้นๆด้วยเหตุผลที่เล็กกว่าที่ข้าทำไปเสียอีก อย่างไรก็ดี”

 

เขาได้รับคิ้วที่เลิกขึ้นสูงอีกครั้งเป็นคำตอบ

 

“อย่างนั้นหรอกหรือ?”

 

“เอ่อ...ใช่” ก็อดดริกว่า สายตายังคงจับจ้องเลือดบริสุทธิ์ที่ตอนนี้กำลังนั่งคุยกับเด็กที่ซัลลาซาร์พามา บุตรของซัลลาซาร์ อย่างเป็นกันเอง

 

“เขาเป็นอะไรน่ะ? บาซิลิสก์หรือ?” ก็อดดริกกล้าถามออกไปในที่สุด

 

ซัลลาซาร์หัวเราะหึ

 

“นกฟินิกส์น่ะ” เขาแก้และก็อดดริกก็ละล่ำละลั่ก

 

“เจ้า...เจ้าล้อเล่นใช่ไหม?” เขาอุทานและดวงตาของเขาก็หันกลับไปมองชายอีกคน “ไม่มีทางที่เขาจะเป็นนกฟินิกส์ได้น่า! นกฟินิกส์เป็นสัตว์วิเศษแห่งแสง - พวกเขาไม่ควรมาขู่ว่าจะกระชากคอหอยใครก็ตามที่ไม่ทำตามกฎของเขาออกมาอย่างนี้!

 

รอบนี้รอยยิ้มเล็กๆแต้มบนใบหน้าของอดีตสหายของเขา

 

“อย่างนั้นเองหรอกหรือ?” ซัลลาซาร์ถาม “และข้าคิดว่าข้าคือคนที่โตมากับนกฟินิกส์เสียอีก ไม่ใช่เจ้า”

 

“เอ่อ...” คราวนี้ก็อดดริกพูดไม่ออกจริงๆ แต่ดูเหมือนว่าซัลลาซาร์จะรู้ดีเลยว่าเขาอยากได้ยินอะไรปากของก็อดดริก

 

“และบางทีตอนนี้ ที่ข้าได้ตอบคำถามของเจ้าไปแล้วนั้น เจ้าอาจจะอยากบอกกับข้าสักนิดว่าเหตุใดเจ้าจึงตัดสินใจกลับมาคุยกับข้าดีๆอีกครั้ง อย่างไรก็ดี ตามที่ข้ารู้ ข้านั้นยังเป็นสัตว์ร้ายในสายตาเจ้าอยู่”

 

ก็อดดริกกลืนน้ำลายอึกและดวงตาของเขาสบกับดวงตาของคนที่เคยเป็นสหายอย่างค้นหา – เพียงเพื่อจะได้เห็นดวงตาสีมรกตนั้นจ้องกลับมาด้วยสายตาราวกับความตาย

 

ก็อดดริกกลืนน้ำลายอีกครั้ง

 

“ข้า...ข้า...ข้า...” เขาหยุด คิ้วของเขาชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อและลมหายใจของเขาขาดห้วง เขารู้ว่าหากเขาไม่อธิบายตัวเองตอนนี้ ซัลลาซาร์จะไม่มองหน้าเขาอีกตลอดกาล นี่เป็นโอกาสสุดท้ายของเขาแล้ว

 

“ข้า...” ริมฝีปากของเขาแห้งผากและดวงตาของอีกคนก็ยังคงไม่ยกโทษให้ราวกับท้องทะเลที่ไร้จุดสิ้นสุด “ข้าขอโทษ”

 

เขาหยุดอีกครั้ง เขาไม่รู้ว่าเขาต้องพูดอะไร เมื่อเขาคุยกับอนาสตาเซียสมันง่ายดาย แต่เมื่อมายืนต่อหน้าซัลลาซาร์ในตอนนี้ คำอธิบายทั้งหมด เหตุผลทั้งมวลสลายหายไปในอากาศ

 

“ข้ามันเป็นไอ้ทึ่มจอมอคติที่ไม่มีอะไรในหัวนอกจากอดีตและความคิดโง่ๆว่าหากข้าปฏิเสธความจริงมันจะทำให้เจ้าและคนอื่นๆปลอดภัย”

 

“ปลอดภัยจากอะไร?” ดวงตาที่ไม่ยอมยกโทษให้คู่นั้นถาม

 

“ปลอดภัยจาก...ปลอดภัยจาก...จากทุกคน เข้าใจไหม? ข้ารู้ว่าผู้คนเริ่มเกลียดชังกันได้หากพวกเขาทำอะไรก็ได้และข้ามันเป็นไอ้ขี้ขลาดที่ใช้ทางออกแบบตาขาว! ข้าควรจะต่อสู้เพื่อพวกเราและไม่ควรพยายามปฏิเสธในสิ่งที่ข้าเป็น!

 

และจบประโยคนั้นดวงตาของชายอีกคนก็อ่อนลง

 

“สิ่งที่เจ้าเป็น?” เขาถามและก็อดดริกก็รู้สึกได้ถึงความหวังที่จะได้รับการยกโทษอีกครั้ง

 

“ใช่” เขาว่า หน้าร้อนขึ้นมา “ข้าอาจจะพยายามปฏิเสธมัน แต่ข้าเองก็เป็นเลือดบริสุทธิ์เช่นเดียวกับเจ้าและข้าไม่ควรจะทำเหมือนว่าข้าต่างออกไปเลยแม้แต่น้อย ข้าขอโทษ ซัลลาซาร์ ขอโทษจริงๆที่ทำให้เจ้าต้องเศร้าโศกและข้ารู้ว่าเจ้าอาจจะไม่สามารถให้อภัยข้าได้แต่ได้โปรด กลับมายังฮอกส์วาร์ดเถิด! กลับมายังบ้านเถิด!

 

ชั่วขณะหนึ่งนั้นดวงตาสีเขียวเหลือเกินคู่นั้น – เป็นราวกับกระจกสะท้อนของดวงตาของก็อดดริกเอง - จ้องมองเขาพร้อมตัดสินอย่างเย็นเยือก แล้วในที่สุดซัลก็ค้อมหัวลง

 

“ข้าจะกลับไป” เขาเอ่ยและก็อดดริกก็ไหล่ตกลงอย่างโล่งใจ “แต่ข้าจะไม่กลับไปคนเดียว ดูเหมือนครอบครัวของข้าจะมุ่งมั่นในการทำให้แน่ใจว่าเจ้าเปลี่ยนไปแล้วก่อนที่จะคิดปล่อยข้าไว้คนเดียวกับพวกเจ้าอีกครั้ง”

 

รอบนี้ก็อดดริกลอบตัวสั่นเทา

 

เขาไม่อยากจะนึกถึงช่วงเวลาที่นกฟินิกส์ที่เหมือนบาซิลิสก์นั่นมาอยู่กับพวกเขาที่ฮอกส์วาร์ดเลย อนาสตาเซียสนั้นเขารับมือได้ แต่ฟาวาร์กซ์?

 

“เอ่อ...ย่าเจ้าจะมาด้วยหรือไม่?” ในที่สุดเขาก็กล้าถามออกไป

 

และได้รับเสียงหัวเราะหึเป็นคำตอบ

 

“แน่นอนสิว่านางจะมา” ซัลลาซาร์เอ่ยและจากนั้นก็หันไปทางปู่ของเขา ทิ้งก็อดดริกไว้ให้อธิบายเรื่องสมาชิกใหม่ที่จะมายังฮอกส์วาร์ดแก่เพฟเวอเรล “และอย่าได้ห่วงเกี่ยวกับนางไปเลย นางเป็นแค่บาซิลิสก์เอง”

 

แค่บาซิลิสก์เอง

 

ไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดซัลลาซาร์จึงร้ายกาจได้ขนาดนั้น ดูเหมือนกรรมพันธุ์ของบาซิลิสก์นั้นจะชนะเสมอ – แม้กระทั่งกับผู้ที่ไม่มีมันมาก่อน ดูเหมือนมันจะสามารถถ่ายทอดได้เพียงแค่อยู่ใกล้กับบาซิลิสก์เท่านั้นเองด้วย...

 

Xxx

 

และซัลลาซาร์ก็กลับมา – ทันเวลาช่วยโรวีน่าคลอดทายาทและสาวน้อยผู้เป็นที่รักของก็อดดริกพอดี

 

ไม่ใช่สิ่งที่ซัลคาดว่าจะได้ทำเมื่อกลับมายังฮอกส์วาร์ดเลยแม้แต่น้อย

 

เขาได้ยินจากเพฟเวอเรลว่าโรวีน่าและเฮลก้านั้นไม่ได้ไปยังที่ประชุมเพราะว่าพวกนางนั้นอยู่ในช่วงสองเดือนสุดท้ายของการตั้งครรภ์ แต่เขาคิดว่ามันยังเหลือเวลาอีกหน่อยกว่าสตรีคนแรกในสองคนนั้นจะคลอดเสียอีก

 

แต่โชคไม่ดีที่มันไม่เป็นเช่นนั้น และดังนั้นแทนที่จะได้กลับไปยังห้องพักเพื่อย้ายกลับเข้ามา ซัลก็ต้องรีบร้อนไปยังห้องของโรวีน่าเพื่อทำคลอด

 

นี่ไม่ใช่เด็กคนแรกที่เขาพาออกมาลืมตาดูโลกแต่ก็เป็นประสบการณ์ที่ต่างออกไปเมื่อสตรีที่กำลังคลอดนั้นเป็นสหายสนิท

 

และก็เป็นอะไรที่ต่างออกไปจริงๆเมื่อเด็กทารกที่คลอดออกมานั้นจะเป็นฝาแฝด

 

“เจ้ารู้ไหม โรวีน่า ว่าข้าวางแผนจะย้ายกลับเข้ามาก่อนค่อยมาดูเจ้า” ซัลชวนคุยเมื่อเขาเดินเข้ามาในห้องนอนของโรวีน่า

 

เขาได้รับเสียงหัวเราะขึ้นจมูกเป็นคำตอบ

 

“ข้านึกว่าเจ้าต้องฝึกเพิ่มสักหน่อยก่อนเริ่มทำงานที่ฮอกส์วาร์ดใหม่เสียอีก” โรวีน่าโต้กลับ แต่สีหน้าของนางนั้นซีดเซียวและหน้าผากนั้นเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อ

 

ซัลแค่หัวเราะใส่น้อยๆ

 

“อ่า อย่างกับว่าข้าจะได้ช่วยทำคลอดบ่อยๆในสถานศึกษาอย่างนั้นแหละ” เขาออกความเห็นอย่างขำขันเล็กๆระหว่างที่ตรวจดูอาการของนาง ชีพจรของนางเต้นเร็วไปสักนิดและนางเองก็ซีดเซียวเกินไปหน่อย แต่นางก็ดูไม่เป็นอะไรเท่าใดนัก

 

จากนั้นเขาก็ตรวจดูช่องคลอดของนางและคิ้วของเขาก็กระตุก

 

“แฝด?” เขาเอ่ยและโรวีน่าก็ยิ้มให้อย่างอ่อนแรง

 

“ดูเหมือนเจ้าจะเป็นผู้รักษาจริงๆนั่นแหละหากเจ้าสรุปได้เช่นนั้น” นางเอ่ยล้อเลียน

 

และก็ได้รับเสียงร้องหึเป็นคำตอบเมื่อมือของซัลกดตรวจดูว่าเด็กอยู่ในท่าที่เหมาะสมในการคลอดหรือไม่

 

“ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะเรียบร้อยดีแล้ว” เขาบอกนาง “อีกไม่นานเจ้าต้องเบ่งแล้ว”

 

การทำคลอดนั้นยาวนาน ฝาแฝดนั้นเป็นเด็กคนแรกของโรวีน่าและในท้ายที่สุดมันก็ใช้เวลาเกือบยี่สิบชั่วโมงกว่าคนแรกจะคลอดออกมาได้

 

เป็นเด็กชาย

 

หลังจากซัลตรวจดู ทำความสะอาดเรียบร้อยแล้วและห่มผ้าให้ จึงนำเขามาให้ก็อดดริกที่ยืนอย่างเป็นกังวลอยู่ข้างๆภรรยาของเขา

 

“บุตรของเจ้า” เขาบอกและก็อดดริกก็จ้องเด็กทารกตรงหน้าอย่างอึ้งๆ เมื่อเขาพยายามจะยื่นเด็กทารกให้ก็อดดริกอุ้ม ก็อดดริกก็ถอยหลังกลับไปสองก้าว

 

ซัลยักคิ้ว ในดวงตาของเขามีคำถามชัดเจน และก็อดดริกก็หลุดออกมา

 

“ข้าอุ้มเขาไม่ได้!” เขาอุทานออกมาพร้อมความสะพรึงกลัวในน้ำเสียง “ถ้าเกิดข้าทำเขาเจ็บเล่า? ถ้าเกิดข้าทำเขาตก? ถ้าเกิด...”

 

ซัลหัวเราะหึและก็จับก็อดดริกด้วยมือข้างที่ว่างก่อนที่ชายตรงหน้าจะปฏิเสธได้อีกรอบ แล้ววางเด็กน้อยลงในอ้อมแขนของก็อดดริก

 

“เจ้าไม่ทำเขาเจ็บหรอก” เขาเอ่ยพร้อมหัวเราะขึ้นจมูก “เจ้าไม่กล้าหรอก ภรรยาเจ้าฆ่าเจ้าแน่ถ้าเจ้าทำอย่างนั้น”

 

ก็อดดริกกลืนน้ำลายและใบหน้าของเขาซีดลงอย่างเห็นได้ชัด

 

“ไม่ตลก ซัลลาซาร์!” เขาว่าแต่ใบหน้าของเขาอ่อนลงเมื่อเขาก้มลงมองเด็กน้อยในอ้อมแขน

 

“เขามีชื่อหรือยัง?” ซัลถามระหว่างที่เขาตรวจดูโรวีน่าและเด็กคนที่สองยังอยู่ในครรภ์อยู่ ดูเหมือนอีกคนจะใช้เวลาอีกสักหน่อยกว่าจะคลอดออกมา

 

“ไม่” ก็อดดริกตอบ “อ่า ใช่ จากทางข้าแต่ว่ามันเป็นสิทธิ์ของโรวีน่าที่จะมอบนามแรกให้กับเขาดังนั้นข้าจึงไม่รู้หรอกว่าเขาจะชื่ออะไรในท้ายที่สุด”

 

ซัลแค่พยักหน้ารับ

 

“แล้วนามที่เจ้าเลือกเล่า?” เขาถาม

 

“อาเธอร์” ก็อดดริกตอบ “ข้าจะเรียกเขาว่าอาเธอร์ตามบรรพบุรุษของข้า”

 

“อาเธอร์?” ซัลแค่เหลือบตามองข้ามหัวไหล่เขาไปแปปเดียว เพฟเวอเรล เฮลก้าและอนาสตาเซียสนั้นเดินเข้ามาในห้อง ราวกับว่าพวกเขาได้ยินเสียงร้องแรกของเด็กน้อย

 

“เจ้าจะตั้งชื่อบุตรเจ้าว่าอาเธอร์ จริงหรือนี่?” อนาสตาเซียสอุทาน “ไม่ใช่ว่านั่นเป็นนามที่ยิ่งใหญ่ที่จะต้องเติบโตให้สมชื่อหรอกหรือ? ข้าหมายถึงด้วยความที่เขาเป็นทายาทของอาเธอร์ เพนดราก้อนและก็ทั้งหมดนั่น...”

 

ซัลแค่เม้มริมฝีปากเข้าหากันแน่น ไม่แก้ไขความเข้าใจผิดของบุตรชายว่าความจริงแล้วเป็นซัลต่างหากมิใช่เด็กน้อยที่เป็นทายาทของอาเธอร์ เพนดราก้อน

 

“อาเธอร์จะเป็นนามรองของเขา” ก็อดดริกแก้ “เป็นตัวเลือกของรีน่าต่างหากว่าเขาจะถูกเรียกอย่างไร และดูจางนางแล้วก็คงเป็นอะไรที่ประหลาดแน่ๆ”

 

สตรีบนเตียงยิ้มให้กับประโยคนั้น

 

“ข้ายังไม่ได้ตัดสินใจหรอก” นางกล่าว “แต่ข้ากำลังคิดว่าไกอุสหรือโซโฟคลีสดีนะ”

 

อนาสตาเซียสทำสีหน้ามืดครึ้มลง

 

“จริงหรือ?” เขาถาม “หากเจ้าอยากจะใช้นามเป็นภาษาละตินหรือกรีก เจ้าเลือกที่ดีกว่านั้นไม่ได้หรืออย่างไร?”

 

โรวีน่าหันสีหน้าเหนื่อยอ่อนของนางไปทางอนาสตาเซียส

 

“หากเจ้าไม่ชอบมัน เจ้าจะเลือกอะไรเล่า?”

 

อนาสตาเซียสเพียงยักไหล่

 

“บางทีอาจจะเป็นลูเซียส ธีโอดอร์หรือนิโคลัส – ไม่ใช่ชื่อที่มาจากพวกอยากจะเป็นจักรพรรดิปกครองบริเทนหรือพวกรู้มากจากกรีก”

 

ซัลทำได้เพียงถอนหายใจเมื่อได้ยินประโยคที่ว่า

 

อนาสตาเซียสนี่อนาสตาเซียสจริงๆ หากว่ามันมีวิธีเพาะพันธุ์สุนัขในปาก[1]ล่ะก็ เขาก็หาทางเจอจนได้เสมอสิน่า

 

แต่เขาก็ต้องประหลาดใจเมื่อโรวีน่าแค่มองอนาสตาเซียสอย่างใคร่ครวญ

 

“นิโคลัส – มันมีความหมายว่าอย่างไร?” นางเอ่ยถาม

 

อนาสตาเซียสแค่ยักไหล่ใส่

 

“อะไรสักอย่างประมาณว่า ผู้พิชิตของเหล่าประชา” เขาตอบ “ข้าได้ยินมันเมื่อข้าเดินทางไปยังเอเธน”

 

“เจ้ารู้นามของเด็กหญิงหรือเด็กชายอื่นๆอีกหรือไม่?” โรวีน่าถามอย่างสนอกสนใจ

 

ระยะเวลาระหว่างการคลอดเด็กคนแรกกับคนที่สองก็กลายเป็นช่วงที่อนาสตาเซียสเล่าเรื่องชื่อต่างๆที่เขาไปได้ยินมาระหว่างเดินทางให้โรวีน่าฟัง

 

ซัลเองก็เคยได้ยินหลายๆชื่อที่ถูกกล่าวถึงเช่นกันแต่เขาก็ปล่อยให้บุตรชายเป็นคนอธิบายและก็ใช้จังหวะเวลานั้นเองผ่อนคลายสักนิดก่อนที่เขาจะต้องช่วยทำคลอดอีกครั้ง

 

ซึ่งครั้งที่สองนี้โชคดีตรงที่ไม่ได้ใช้เวลาถึงครึ่งของครั้งแรกด้วยซ้ำไป

 

รอบนี้เป็นเด็กหญิง

 

“เฮเลน่า” โรวีน่าตัดสินใจ นางชอบชื่อนี้เมื่อได้ยินอนาสตาเซียสพูดขึ้นมา – ใช่ว่านางไม่เคยได้ยินจากเทพปกรณัมกรีกมาก่อนหรอก เพียงแต่นางไม่ได้คิดถึงจนกระทั่งอนาสตาเซียสเอ่ยขึ้นเท่านั้นเอง “นิโคลัสและเฮเลน่า”

 

“นิโคลัส อาเธอร์และเฮเลน่า มอร์กาน่า” ก็อดดริกว่า

 

จากนั้นบิดามารดาทั้งสองก็หันมามองซัลวาซาฮาร์อย่างคาดหวัง

 

“อะไร?” เขาถาม

 

“เจ้าเป็นพ่อทูนหัว เจ้ามีสิทธิ์เลือกชื่อสุดท้าย” โรวีน่ากล่าว นางยังคงหน้าซีดและเหนื่อยอย่างเห็นได้ชัดแต่มันชัดเจนว่านางจะยังไม่หลับจนกว่าลูกของนางจะได้รับชื่อ

 

ดวงตาของซัลเบิกกว้างเมื่อเขาได้ยินเช่นนั้น

 

“เอ่อ...ข้าไม่เคยตั้งชื่อให้ใคร” เขาเอ่ยอย่างกังวล

 

ก็อดดริกทำเพียงยักไหล่ใส่

 

“มันง่ายน่า” เขาว่า “แค่เลือกชื่อมาชื่อหนึ่งเอง”

 

“เอ่อ...”

 

“เจ้าจะใช้นามของคนที่รักที่เจ้าสูญเสียไปก็ได้” เฮลก้าเสริมเมื่อนางเห็นซัลอยู่ไม่สุข

 

ซัลจ้องนาง จากนั้นก็เด็กทารก

 

ชื่อ

 

เขาต้องตั้งชื่อให้

 

และไม่มีใครทำแทนให้ได้ด้วย มันเป็นการตัดสินใจของเขา ของเขาเพียงผู้เดียวเท่านั้น

 

เขากลืนน้ำลาย

 

เขาควรจะตั้งชื่อว่าอะไรดี?

 

นามสองนามที่เขาจะคิดถึงนั้น ก็อดดริกก็ใช้ไปแล้ว แล้วเหลืออะไรที่เขาจะสามารถตั้งให้ได้?

 

นี่บิดามารดาของเขาคิดชื่อเขาอย่างไรกัน?

 

มันเป็นความคิดสุดท้ายนั้นเองที่นำความทรงจำของไม่เพียงแต่มเยอดิน เอมรีส์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงลิลี่และเจมส์ พอตเตอร์กลับมาด้วย

 

เขาไม่ได้คิดถึงสองคนนั้นมานับศตวรรษแล้ว แต่อย่างไร...

 

“นิโคลัส อาเธอร์ มเยอดิน” เขาเอ่ยเสียงแผ่ว “และเฮเลน่า มอร์กาน่า ลิลี่”

 

“นิกกี้และเฮลิลี่สินะ เหอ?” อนาสตาเซียสเอ่ยพร้อมยิ้มกว้างขวางและหันไปยังเด็กน้อยในอ้อมแขนของบิดามารดา “ยินดีที่ได้รู้จัก ข้าเป็นลูกพี่ลูกน้องพวกเจ้า อนา”

 

โรวีน่าไม่ค่อยยินดีเท่าไรเลยที่ชื่อเล่นที่อนาสตาเซียสเลือกในวันเกิดจะติดตัวเด็กๆของนางไป

 

เพียงสองสัปดาห์ครึ่งถัดมา แอนติอ็อค อิกโนตัส เจมส์ บุตรของเพฟเวอเรลก็ตามมา

 

Xxx

 

“เหตุใดเจ้าจึงยังมานั่งอยู่ด้านนอกอยู่เล่า?” เสียงหนึ่งถามขึ้นและเด็กหนุ่มก็หันหน้าไปพบกับหัวหน้าบ้านของเขาที่นั่งลงข้างๆ ดวงตาของเขามองตามสายตาของเด็กหนุ่มไปยังทะเลสาบเบื้องหน้า

 

เป็นเวลาเกือบปีแล้วที่ซัลลาซาร์ สลิธีรินกลับมายังปราสาทและกลับมาสอนวิชาเก่าๆของเขาอีกครั้ง – รวมทั้งวิชาปรุงยาด้วย ผู้ก่อตั้งคนอื่นๆนั้นยืนยันว่าให้เขากลับมาสอนอีกครั้งและนำ...มือสมัครเล่น...คนเก่าไปยังหน้าประตูปราสาทด้วยตนเอง พวกเขาอาจจะไม่ได้ฟังตอนที่ซัลลาซาร์เคยพูดค้านเอาไว้แต่หลังจากสองปีของอุบัติเหตุเล็กๆน้อยและเกือบมีอุบัติเหตุรุนแรงเกิดขึ้นนั้นพวกเขาก็มองเห็นกันในที่สุดว่าคำค้านนั้นมีต้นตออย่างไรและตัดสินใจลงมือแก้ปัญหานี้ด้วยตัวของพวกเขาเอง

 

“ศาสตราจารย์สลิธีริน” เด็กหนุ่มเอ่ยเป็นการทักทาย ผินหน้ากลับไปมองทิวทัศน์ทะเลสาบอีกครา

 

“มเยอดิน วิลท์” ผู้เป็นศาสตราจารย์ขานตอบ “อะไรทำให้เจ้าขุ่นข้องใจหรือ เด็กน้อย?”

 

มเยอดินถอนหายใจและมองหน้าศาสตราจารย์ที่มาอยู่ข้างๆเขา เขาชอบชายคนนี้ ศาสตราจารย์ใจดีกับเขาเมื่อเขาโดนเพื่อนร่วมชั้นเรียนหัวเราะเยาะ มเยอดินโดนกลั่นแกล้งบ่อยครั้งเราะว่าเขาไม่เข้าใจบทเรียนได้เร็วเท่ากับคนอื่น เขาต้องทำย้ำๆซ้ำและต้องถามคำถามอยู่บ่อยครั้งถึงจะสามารถเข้าใจหัวข้อหนึ่งๆได้และเขาก็ไม่เก่งการใช้ไม้กายสิทธิ์เอาเสียเลย

 

“ไม่มีอะไรหรอกขอรับ” เขาตอบออกไปในที่สุด

 

“ข้าไม่เชื่อเจ้า มเยอดิน วิลท์” ศาสตราจารย์เอ่ยตอบ

 

มเยอดินทำเพียงแค่ทอดถอนใจและทอดสายตาไปยังทะเลสาบเบื้องหน้า

 

“ข้ามันประหลาด” เขาตอบออกไปในที่สุด “ข้าจดจำไม่เร็วพอ ข้าไม่เก่งเวทมนตร์และสุดท้ายข้ามันไม่เข้าพวก...”

 

“เจ้ากำลังพูดถึงบิดามารดาของเจ้า” ศาสตราจารย์สลิธีรินระบุ

 

มเยอดินพยักหน้า

 

“ข้ารู้ว่าท่านช่วยข้าออกมา...และข้ารู้ว่าท่านทำอะไรไม่ได้ คนพวกนั้นสังหารทั้งคู่ก่อนที่เราจะทำอะไรได้ทั้งนั้น – แต่อย่างไร...ข้าจะทำอะไรต่อไป? ข้าอยู่นี่ในช่วงหน้าหนาวและเรียนเวทมนตร์เหมือนกับคนที่เหลือ แต่อีกไม่นานหน้าร้อนก็จะมาถึงและพวกเขาก็จะกลับไปหาบิดามารดา – แล้วข้าต้องทำอะไร?”

 

“เจ้าก็อยู่ที่นี่” ศาสตราจารย์เอ่ยตอบนุ่มนวล “นี่เป็นบ้านของเจ้า มเยอดิน วิลท์ จะไม่มีผู้ใดบังคับให้เจ้าต้องไป ข้าสัญญา”

 

มเยอดินร้องหึ

 

“นี่เป็นสถานศึกษา” เขาเอ่ยอย่างขื่นขม “ที่นี่ไม่ใช่บ้าน มันจะเป็นบ้านก็ต่อเมื่อข้ามีบิดามารดาที่จะสามารถช่วยข้าได้ - ที่ข้าสามารถขอคำปรึกษาได้ แต่ข้ากลับนั่งอยู่ที่นี่ – คนเดียว...ข้าไม่อาจบอกใครได้เลยสักคนเดียว!

 

“เจ้าคุยกับข้าได้” ผู้เป็นศาสตราจารย์เอ่ย “เจ้าเคยทำมาก่อน – ทำไมไม่ทำอีกครั้งเล่า?”

 

“เพราะข้าไม่ใช่บุตรของท่าน!” มเยอดินกรีดร้อง “ท่านอาจจะบอกกับที่ประชุมของเหล่าลอร์ดว่าข้าเป็นเพื่อปกป้องข้า - แต่มันเป็นแค่คำปดเพื่อที่พวกเขาจะไม่บังคับให้ข้าไปอยู่ในตระกูลอื่นในฐานะคู่หมั้นของบุตรีพวกเขา! มันเป็นเรื่องโกหกทั้งเพ! ท่านรู้ ศาสตราจารย์คนอื่นก็รู้และคนอื่นในโรงเรียนก็รู้เช่นกัน! ดังนั้นหยุดทำเหมือนข้าเป็นบุตรของท่านจริงๆเสียที ศาสตราจารย์! ข้ารู้ว่าท่านรู้สึกผิดที่ท่านช่วยบิดามารดาข้าไม่ได้ก่อนที่พวกเขาจะถูกสังหาร - แต่ท่านไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้น! อย่าทำกับข้าแบบนี้เพียงเพราะว่าท่านสงสารข้า!

 

มเยอดินคาดหวังว่าศาสตราจารย์ตรงหน้าจะเดินหนีไป แต่คนตรงหน้ากลับทำเพียงแค่ร้องหึออกมา

 

“ข้าแก่เกินกว่าจะรู้สึกผิดในสิ่งที่ไม่ใช่ความผิดของข้าแล้ว” ศาสตราจารย์สลิธีรินเอ่ย “อย่าพยายามวิเคราะห์เจตนาของข้าเลย เด็กน้อย”

 

มเยอดินจ้องมองศาสตราจารย์ของเขา ชายตรงหน้าดูหนุ่มว่าศาสตราจารย์กริฟฟินดอร์เสียอีก – และมเยอดินรู้ว่ากริฟฟินดอร์โทษตัวเองในสิ่งที่เขาไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้แล้วเหตุใดคนที่หนุ่มกว่าเขาถึงจะไม่ทำแบบเดียวกันเล่า?

 

“ข้าไม่เชื่อท่าน” เขาเอ่ยออกไปในที่สุด “ศาสตราจารย์กริฟฟินดอร์ยังรู้สึกผิดเกี่ยวกับความตายของแม่มดในเวลส์ที่เขาช่วยไม่ทันอยู่เลย...”

 

สลิธีรินทำเพียงยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ

 

“เขายังเด็กอยู่ สักวันเขาจะเข้าใจว่าการโทษตัวเองในเรื่องแบบนั้นจะไม่ทำให้เขาได้อะไรขึ้นมา” เขาตอบมเยอดิน

 

มเยอดินจ้องศาสตราจารย์ของเขา

 

“ท่านเด็กกว่าศาสตราจารย์กริฟฟินดอร์” เขาเอ่ยออกมาในที่สุด

 

สลิธีรินยิ้มกว้าง

 

“นั่นเป็นสิ่งที่เจ้าคิด” เขาตอบ “เจ้าและคนที่เหลือในโรงเรียน...แต่ไม่ใช่ ข้าเป็นคนที่แก่กว่า”

 

“เช่นนั้นท่านก็ไม่ได้อายุเยอะกว่าเท่าใดนัก” มเยอดินร้องหึ มองไปที่ผมสีดำของศาสตราจารย์และใบหน้าไร้ริ้วรอยของเขาเขม็ง

 

ศาสตราจารย์ตรงหน้าหัวเราะลั่น

 

“โอ้ เด็กน้อย” เขาพูดและยีผมของมเยอดิน “เด็กเหลือเกิน ไร้เดียงสาเหลือเกิน!

 

มเยอดินพรูลมหายใจออกทางจมูกแต่เขาไม่ได้เคลื่อนกายหนี

 

“ข้าไม่ใช่เด็กอีกต่อไปแล้วนะขอรับ” เขาเอ่ยพลางขมวดคิ้วแน่น

 

“เจ้าอายุสิบสาม มเยอดิน วิลท์ เจ้าเป็นเด็ก”

 

“แล้วท่านอายุเท่าไรขอรับ...ศาสตราจารย์?” มเยอดินมองศาสตราจารย์ของเขาอย่างเยือกเย็น เขาลองกะอายุของศาสตราจารย์ทั้งหมดแล้ว สลิธีรินนั้นเขาเดาว่าจะต้องอยู่ระหว่างยี่สิบถึงสามสิบหนาว – ซึ่งไม่นับว่าเยอะนักสำหรับผู้วิเศษ

 

ผู้เป็นศาสตราจารย์หัวเราะอีกครั้ง

 

“แก่แล้ว” เขาตอบ “แต่ข้ามั่นใจว่าเจ้าคงไม่เชื่อข้าหรอก ใช่ไหมเล่า?”

 

มเยอดินร้องหึ

 

“เชื่อยากขอรับ ข้ารู้ว่าอายุขัยผู้วิเศษ” เขาตอบ

 

“ใช่ แต่ก็อดดริก เฮลก้า โรวีน่า เพฟเวอเรลและข้าไม่ใช่ผู้วิเศษธรรมดา” ศาสตราจารย์กล่าว “ลองคิดดูนะ ข้าพบก็อดดริกตอนที่เขาอายุยี่สิบ - ซึ่งนั่นก็เกือบร้อยปีมาแล้ว”

 

มเยอดินกะพริบตา

 

ร้อยปีที่แล้ว?” เขาถามอย่างตกตะลึงเมื่อคิดถึงผู้วิเศษที่ดูเหมือนอายุระหว่างสี่สิบถึงห้าสิบหนาว “ศาสตราจารย์กริฟฟินดอร์อายุตั้งหนึ่งร้อยยี่สิบปี?”

 

“ประมาณนั้นแหละนะ” สลิธีรินยิ้ม

 

“และท่านแก่กว่าเขา?!

 

“ใช่”

 

“อายุมากกว่าเท่าใดขอรับ?” มเยอดินมองศาสตราจารย์ข้างๆเขาอย่างใคร่รู้

 

อีกคนยักไหล่

 

“ข้าไม่มั่นใจหรอก” เขาตอบ

 

“ท่านหมายความว่าอย่างไรที่ว่าท่านไม่แน่ใจ?!

 

“ข้าไม่เคยนับมันเลย” สลิธีรินตอบอย่างไม่ใส่ใจและจ้องไปยังทะเลสาบ “แต่มันก็นานมาแล้วตั้งแต่บิดาของข้าตาย – และมันก็อีกนานกว่าข้าเองจะตาย...”

 

“มเยอดิน! ท่านล้อข้าเล่นใช่หรือไม่ ศาสตราจารย์?! ข้าหมายถึง ท่านจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าท่านอายุเท่าใด?”

 

ผู้เป็นศาสตราจารย์หัวเราะลั่นอีกครั้ง

 

“ข้าไม่อยากรู้หรอก” เขาตอบ “มันยากที่จะจดจำและข้าก็เห็นอะไรมามากเกินกว่าจะอยากจำแล้ว ถ้าเอาตามจริง”

 

มเยอดินเงียบไปเมื่อได้ยินเช่นนั้น เขาเสไปมองยังทะเลสาบเบื้องหน้าอีกครั้ง

 

“ทีนี้ มเยอดิน วิลท์ – เจ้ามีปัญหาอะไรหรือ?” สลิธีรินเอ่ยถามในที่สุด

 

“ข้าบอกท่านแล้ว ว่าท่านมิใช่บิดาของข้า” มเยอดินตอบอย่างขื่นขม

 

“แล้วถ้าหากข้าอยากจะรับเจ้าเป็นบุตรทางสายเลือด[2]เจ้าจะให้ข้ารู้หรือไม่?” สลิธีรินถามอย่างสนใจ

 

“อย่างกับว่าท่านจะอยากทำอย่างนั้นจริงๆ” มเยอดินหัวเราะหึ “ข้าเป็นผู้วิเศษที่ไม่ได้เรื่อง - เหตุใดคนอยางท่านจึงต้องการข้า?!

 

“ครั้งหนึ่งข้าก็ไม่ต่างจากเจ้าหรอก” สลิธีรินเอ่ยอย่างไม่ยี่หระ “ครั้งหนึ่ง ตอนที่ข้ายังเป็นเด็กนั้นข้าปรุงยาไม่ได้เรื่องและใช้อะไรก็ตามที่ใช้ไม้กายสิทธิ์ไม่เก่งเลยสักนิด ถ้าจะให้พูดตามจริง ไม้กายสิทธิ์แรกตั้งแต่เสียไม้กายสิทธิ์ที่ข้ามีในวัยเด็กไปนั้นก็ได้มาหลังจากที่ได้พบกับคนอื่นไม่นาน”

 

มเยอดินจ้องเขา

 

“ท่านไม่เคยใช้เวทมนตร์ก่อนพบกับคนที่เหลือมาก่อนเลยหรือ?”

 

“โอ ข้าใช้เวทมนตร์สิ” สลิธีรินตอบขำๆ “แต่ข้านั้นเป็นดรูอิดและก็ยังเป็นอยู่ ข้าไม่เคยได้เรียนเป็นผู้วิเศษอย่างถูกต้องเสียทีหรอก”

 

“แต่...แต่ท่านก็สอนเรานี่ขอรับ!

 

“ใช่ วิชาปรุงยา รูนส์และการสกัดใจ” อีกคนตอบ “เป็นพื้นฐานของดรูอิด – ไม่ใช่แค่เพียงผู้วิเศษหรอก”

 

“แต่ท่านก็ใช้ไม้กายสิทธิ์ของท่านอยู่นี่!

 

“ใช่ แต่ข้าก็ต้องฝึกก่อนที่จะใช้ได้” สลิธีรินตอบแบบไม่ใส่ใจ “เจ้าเองก็เช่นเดียวกัน สักวัน ข้ามั่นใจ เจ้าจะเก่งกาจ – และข้าจะภูมิใจที่ได้เรียกเจ้าว่าบุตรข้าในวันนั้น”

 

“อย่าล้อเล่นเลยขอรับ ศาสตราจารย์”

 

“ข้าไม่ได้ล้อเล่น” สลิธีรินตอบ “ข้าคุยกับศาสตราจารย์คนอื่นแล้ว พวกเขาไม่มีปัญหาหากข้าอยากได้เจ้าเป็นบุตร...”

 

“หยุด!” มเยอดินยกมือข้างหนึ่งขึ้นหยุดไม่ให้ศาสตราจารย์ของเขาพูดต่อ “ท่านหมายความว่าอย่างไรที่ว่า ข้าคุยกับศาสตราจารย์คนอื่น?! ข้าคิดว่าท่านแค่ถามข้าเพราะว่าข้าบอกว่า...เพราะว่า...เพราะว่า...”

 

“ไม่” สลิธีรินทอดถอนใจ “ข้าคอยดูเจ้ามาตั้งแต่ตอนเจ้าอายุสิบปีแล้ว เจ้าอาจจะไม่รู้จักข้าจนฤดูใบไม้ร่วงที่แล้วและเจ้าอาจจะไม่เคยเห็นข้ามาก่อนวันนั้นที่เราเจอกันในชั้นใต้ดินแต่ข้ามองดูเจ้าจากที่ไกลๆ อย่างที่ข้าคอยมองดูเด็กๆสลิธีรินของข้า เจ้าเสียบิดามารดาไปเมื่อฤดูใบไม้ร่วงที่แล้ว – เชื่อข้า ข้ามีเวลามากพอในการคิดว่าข้าอยากเป็นครอบครัวใหม่ให้เจ้าจริงหรือไม่...”

 

“ท่าน...ท่านเลยเสนอจะเป็นบิดาให้ข้า?!

 

“ถูกต้อง” สลิธีรินตอบสบายๆ “ข้าเสียใจที่ข้าไม่มีมารดาให้เจ้า และอย่าห่วงไป – ข้าจะไม่บังคับให้เจ้าเรียกข้าว่าบิดา เจ้าเรียกอย่างนั้นได้ แน่นอน แต่ข้าเข้าใจหากเจ้าไม่อยากเรียก แค่...ลองไปคิดดูแล้วกัน นะ?”

 

“ข้า...ข้า...” มเยอดินไม่อยากเชื่อหูตัวเองเลย เขาคิดอยากจะมีครอบครัวอีกครั้งมาสักพักแล้วและเขาก็นึกอยู่บ่อยครั้งว่าสลิธีรินนั้นทำตัวเหมือนเป็นบิดาสำหรับเขาเลย เขาคิดหวังด้วยซ้ำว่าสลิธีรินจะเป็นบิดาของเขา – เขาหวังมาช่วงใหญ่ๆก่อนที่เขาจะสูญเสียบิดามารดาไปด้วยซ้ำ

 

บิดาของเขาเย็นชากับเขาตั้งแต่วันที่มเยอดินเริ่มใช้เวทมนตร์ได้ มารดาของมเยอดินบอกเขาว่าบิดาของเขาโทษผู้วิเศษที่ทำให้เขาถูกไล่ออกจากตระกูล – เพียงเพราะว่าเขานั้นไม่อาจใช้เวทมนตร์ได้ - และสิ่งอื่นๆที่เกิดขึ้นกับเขาก่อนที่มเยอดินจะเกิด บิดาของเขาไม่เคยมองเขาเหมือนเดิมเลยตั้งแต่วันที่มเยอดินแสดงความสามารถทางเวทมนตร์ออกมา

 

กลับกันสลิธีรินนั้น...

 

และตอนนี้สลิธีรินกำลังถามเขาว่าอยากเป็นบุตรของเขาไหม - เขา มเยอดิน วิลท์ที่ไม่เก่งเวทมนตร์เนี่ยนะ!

 

“ข...ขอรับ...ข้าจะลองคิดดู” เขาสัญญาออกมาได้ในที่สุด

 

สลิธีรินพยักหน้าและก็ลุกขึ้นยืนอีกรอบ

 

“บอกข้าแล้วกันเมื่อเจ้าตัดสินใจได้ – หรือเมื่อเจ้าอยากจะคุยเกี่ยวกับปัญหาของเจ้า...” เขาเอ่ยและก็เริ่มเดินจากไป

 

“เดี๋ยวขอรับ!” มเยอดินหยุดเขาไว้

 

“อะไรหรือ?”

 

“แล้วครอบครัวของท่านล่ะขอรับ?!” มเยอดินถาม “พวกเขาอาจจะไม่พอใจถ้าท่านรับข้าเป็นบุตร...”

 

สลิธีรินแย้มรอยยิ้มและหันกลับมายีผมของมเยอดินอีกครั้ง

 

“อย่าห่วงเลย บุตรข้า - พี่ชายของเจ้า ถ้าเจ้าตัดสินใจเช่นนั้น - จะไม่ค้านอะไรหรอก เขาเองก็โดนรับมาเลี้ยงเช่นกัน และท่านปู่ท่านย่าไม่มีทางปฏิเสธในการช่วยเหลือเด็กอย่างแน่นอน” สลิธีรินเอ่ยตอบอย่างนุ่มนวล “เชื่อข้า ไม่มีใครคิดจะคัดค้านหรอก และถึงจะมี ก็มีแค่ข้าเพียงคนเดียวที่ใช้นามสลิธีริน ข้าเป็นลอร์ดของตระกูล ข้ามีสิทธิ์ในการเพิ่มใครก็ตามในตระกูลของข้าและจะไม่มีใครสามารถค้านอะไรได้”

 

“แต่...แต่ท่านไม่อาจเป็นสลิธีรินเพียงผู้เดียวได้ไม่ใช่หรือขอรับ! ข้าหมายถึง...บุตรท่าน...ปู่ย่าของท่าน...” มเยอดินเอ่ยอย่างไม่อยากเชื่อ ศาสตราจารย์ของเขาไม่มีทางเป็นผู้เดียวได้หรอก ใช่ไหม? มเยอดินเคยเห็นบุตรและปู่ย่าของศาสตราจารย์แล้ว ดังนั้นเขาพูดได้อย่างไรว่าพวกเขาจะไม่สามารถปฏิเสธได้แม้ว่าพวกเขาจะอยากทำเช่นนั้น? แม้กระทั่งมเยอดินยังมีครอบครัวเลย – แม้ว่าพวกเขาจะไม่ต้องการเขาก็ตาม...

 

ศาสตราจารย์ของเขาหัวเราะเสียงดัง

 

“บุตรข้าเป็น แซงกวินีปู่ย่าข้าไม่มีนามสกุล  และข้าก็ไม่ได้เป็นสลิธีรินแต่กำเนิดและพอเป็นเช่นนี้เจ้าก็จะเข้าใจว่าเหตุใดจึงไม่มีใครคัดค้านข้าได้” เขาตอบพลางหัวเราะก่อนที่จะกลับมาเคร่งเครียดอีกครั้ง “แต่ใช่แล้ว สลิธีรินอาจจะไม่ใช่นามที่ข้าเติบโตมาด้วย แต่ในเมื่อตอนนี้มันมีขึ้นมาแล้ว ข้าเป็นคนสุดท้ายของตระกูลข้า”

 

“แต่...แต่ ได้อย่างไรกันขอรับ?!

 

“บุตรข้าเป็นแวมไพร์ ท่านปู่ท่านย่าเป็นบาซิลิสก์และนกฟินิกส์ บิดาข้าเป็นเฟียร์บอล์กบอร์น” สลิธีรินตอบอย่างไม่ยี่หระ “ตามกฎของที่ประชุมแล้วบุตรและปู่ย่าข้านั้นไม่นับเพราะว่าพวกเขานั้นมิใช่ผู้วิเศษแต่เป็นเฟียร์บอล์ก...เลือดบริสุทธิ์น่ะนะ ข้ามีครอบครัวฝั่งมารดาอยูบ้าง - แต่พวกเขาไม่รู้แล้วว่าข้าเป็นครอบครัว”

 

มเยอดินกะพริบตา

 

“พวกเขาจะลืมได้อย่างไรว่าท่านเป็นครอบครัว?” เขาถามอย่างทึ่งๆและรู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก

 

สลิธีรินนั้นยิ้มอย่างเศร้าโศก

 

“ข้าแก่แล้ว มเยอดิน วิลท์” เขาตอบตามตรง “แก่มากๆ คนสุดท้ายที่รู้ว่าข้าเป็นครอบครัวนั้นตายไปนานแล้วว”

 

“ท่านแก่ขนาดไหนขอรับ?” มเยอดินกระซิบถาม จ้องมองศาสตราจารย์ของเขา

 

สลิธีรินลังเลที่จะตอบ สายตาของเขาเลื่อนไปทอดมองยังทะเลสาบ ค้นหาบางสิ่งที่ไกลออกไป

 

“ท่านขอรับ?”

 

สลิธีรินถอนหายใจเฮือก

 

“บางทีข้าควรบอกเจ้า เจ้าควรรู้เรื่องตระกูลที่เจ้าจะเข้าร่วมบ้างก่อนตัดสินใจ...” เขาเอ่ย

 

อีกครั้งที่ความเงียบปกคลุม แต่เมื่อมเยอดินคิดว่าศาสตราจารย์ลืมเขาไปแล้ว สลิธีรินก็เอ่ยปาก

 

“ข้าเกิดมาเป็นซัลวาซาฮาร์ เอมรีส์ บุตรแห่งมเยอดิน เอมรีส์” เขากล่าว “ข้าเติบโตขึ้นในที่ห่างไกล กษัตริย์อาเธอร์เป็นผู้สอนให้ข้าต่อสู้และแลนเซล็อตสอนข้าขี่ม้า มารดา...มอร์กาน่า เลอเฟย์นั้น...สอนการรักษาให้กับข้า ข้านั้นยังเป็นผู้รักษาอยู่เสมอ มิใช่นักรบแต่อย่างใด เมื่อเมดรอวด์สังหารอาเธอร์และอาเธอร์สังหารเมดรอวด์นั้น...ข้า...ก็สามารถพูดได้ว่าข้าสูญเสียคนในครอบครัวที่ใกล้ชิดไปหมดในครั้งนั้น...”

 

มเยอดินจ้องมองศาสตราจารย์ของเขา

 

“ท่านเป็นบุตรของมเยอดิน เอมรีส์?” เขาถามอย่างตกตะลึง “แต่...แต่เหตุใดเราจึงเรียกท่านว่า สลิธีรินเล่าขอรับ?!

 

“ง่ายนิดเดียว” ศาสตราจารย์ตอบ “ข้าเปลี่ยนนาม”

 

ไม่ใช่ความจริง แต่ใกล้เคียงมากพอ

 

“แต่...แต่ว่า...”

 

“ข้าหวังว่าเจ้าจะรู้ว่าเจ้าไม่อาจบอกผู้ใดในสิ่งที่ข้าบอกเจ้าได้” สลิธีรินกล่าว “ข้าละทิ้งตัวตนของข้าไปนานแล้ว – ข้าไม่อยากกลับไปหามันอีก”

 

“แต่...แต่...แต่ท่านเป็นบุตรของมเยอดิน เอมรีส์! ท่านจะไม่...”

 

“ถูกต้องแล้ว ข้าคือบุตรของมเยอดิน เอมรีส์ มเยอดิน วิลท์ ข้าไม่อยากถูกเปรียบเทียบกับบิดาของข้า ข้าคือตัวของข้าเอง – และข้าเดินตามเส้นทางของตัวเองโดยไม่พึ่งพิงนามที่บิดาของข้ามอบให้”

 

“เช่นนั้น...เช่นนั้นแปลว่าไม่มีผู้ใดรู้หรือขอรับ?!

 

“ศาสตราจารย์คนอื่นรู้ว่าข้านั้นเป็นญาติกับมเยอดิน เอมรีส์ ผู้ก่อตั้ง...คนอื่นๆนั้นสงสัยว่าข้าเป็นบุตรของเขา แต่ไม่ ไม่มีใครรู้อายุของข้า - และไม่มีใครรู้ว่าบิดาของข้าแท้จริงเป็นผู้ใด และเจ้าจะต้องไม่บอกใคร”

 

เป็นคำโกหกซึ่งหน้า แต่เด็กคนนี้ไม่อาจและไม่ควรรู้ว่ามีคนรู้ความจริงนอกจากตัวเขา แต่อย่างไรมันจะทำให้เขามีโอกาสโดนลอบฟังน้อยกว่าหากว่าเขาไม่มีผู้ใดให้พูดคุยเรื่องนี้ด้วย

 

มเยอดินส่ายศีรษะของเขา

 

“ข้าจะไม่พูดขอรับ” เขาบอก “ข้าจะไม่พูดจริงๆนะขอรับ ศาสตราจารย์!

 

“ดี” สลิธีรินหยัดกายขึ้นอีกครั้ง

 

“ศาสตราจารย์ขอรับ?”

 

“อะไรหรือ?”

 

“แค่คำถามเดียวขอรับ”

 

“ว่า?”

 

“ข้าจะเป็นเอมรีส์หรือสลิธีรินขอรับหากท่านรับข้าเป็นบุตร?”

 

“สลิธีริน” ผู้เป็นศาสตราจารย์ตอบ “ตระกูลเอมรีส์นั้นสาบสูญไปนานแล้ว มันจะไม่หวนกลับมา”

 

ที่ประชุมได้ลืมเลือนไปอีกครา และซัลจะทำทุกอย่างที่เขาสามารถทำได้เพื่อให้มันคงอยู่เช่นนั้น สลิธีรินจะเป็นตระกูลสูงศักดิ์นับแต่นี้เป็นต้นไป เอมรีส์นั้นจะเป็นเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น คือตำนาน

 

รอบนี้มเยอดินแย้มรอยยิ้ม

 

“ข้าจะลองคิดดูนะขอรับ ศาสตราจารย์” เขากล่าสว

 

“เท่านั้นแหละที่ข้าขอ”

 

และศาสตราจารย์ก็เดินออกไป

 

มเยอดินหันหน้าไปยังทะเลสาบอีกครา

 

การเป็นสลิธีริน...มีบิดาอีกครั้งหนึ่ง...

 

เมื่อเขาตัดสินใจตกลงเขาไม่เคยคิดว่าเขานั้นจะกลายเป็นหลานชายของมเยอดิน เอมรีส์เลยแม้แต่น้อย

 

แน่นอนว่าเขาก็เป็น แค่ หลานชายจากการรับบุตรผ่านโลหิตเท่านั้น หมายความว่าเขาได้รับถ่ายทอดความสามารถบางอย่างมาเช่นภาษาพาร์เซลโดยที่ไม่อาจจะได้ใช้เวทมนตร์ประจำตระกูลทั้งหมดของเอมรีส์ได้เลย

 

อย่างไรก็ดีการรับบุตรผ่านโลหิตนั้นก็เป็นเพียงแค่น้ำยาที่เปลี่ยนบางส่วนของกรรมพันธุ์เท่านั้น – แต่ส่วนสำคัญของการถ่ายทอดความสามารถประจำตระกูลของเอมรีส์นั้นคือการส่งผ่านดวงวิญญาณของเฟียร์บอล์ก และนั่นคือสิ่งที่มเยอดิน วิลท์ไม่มีวันรับไปได้

 

นี่เองก็เป็นเหตุผลที่แท้จริงที่ซัลบอกกับมเยอดินว่าเขาจะถูกรับมาในตระกูลสลิธีริน มิใช่เอมรีส์อีกด้วย การจะรับเป็นเอมรีส์นั้นเป็นไปได้หากเด็กคนดังกล่าวเป็นเฟียร์บอล์กบอร์นเพียงเท่านั้นและซัลได้แบ่งดวงวิญญาณของเขาให้กับเด็กหนุ่ม – แต่ก็อีกนั่นแหละ มันเป็นไปได้กับดวงวิญญาณที่ยังไม่พัฒนา เช่นของเด็กทารกเท่านั้น อย่างที่ซัลเคยเป็นเพราะว่าฮอร์ครักซ์นั่นเอง

 

ใช่ว่ามเยอดิน วิลท์ สลิธีรินจะรู้หรอก ซัลตัดสินใจไม่บอกเขาเพราะว่าเขาไม่ต้องการอธิบายว่าเหตุใดเขาจึงไม่อาจและไม่มีทางเป็นเอมรีส์ได้ ดังนั้นเมื่อมเยอดิน วิลท์จำได้ว่าเขานั้นเป็นหลานชายของมเยอดิน เอมรีส์ ซัลก็ทำเพียงแค่ยิ้มและไม่เอ่ยอะไร

 

น่าตลกที่มเยอดิน วิลท์จะจำเกร็ดเล็กๆน้อยๆนี้เกี่ยวกับปู่ของเขาได้ในวันที่เขาได้โอบอุ้มบุตรคนแรกของเขาในอ้อมแขนและภรรยาของเขาตัดสินใจจะตั้งชื่อเขาว่า เอมรีส์ตามมเยอดิน เอมรีส์และก็ตามมเยอดิน วิลท์ สลิธีรินในทางหนึ่งด้วย

 

หลังจากได้ยินตัวเลือกของนางในวันนั้นแล้วมเยอดินก็ขำจนตัวงอแต่ก็ไม่อาจบอกภรรยาของเขาได้ว่าเหตุใดเขาจึงนึกว่ามันตลกนัก เขาไม่อาจบอกนางได้ แต่เขาบอกบิดาของเขา เขาบอกกับบิดาที่ว่าเขาไม่เคยรู้สึกตัวเลยว่าปกติแล้วเขาควรจะเรียกตัวเองว่า เอมรีส์และตอนนี้บุตรของเขาก็เหมือนจะกลายเป็น เอมรีส์ เอมรีส์ไปเสียแล้ว บิดาของเขาทำเพียงแค่ยิ้มให้และก็ขอให้เขาอย่าบอกกับบุตรหลานของเขาต่อไป

 

และเขาก็ทำตามที่ขอ

 

วันเวลาผันผ่าน บิดาของเขาจากบ้านไปและทุกคนต่างคิดว่าเขาสิ้นลมแล้ว บิดาของเขาจากบ้านไปหลังจากผู้ก่อตั้งคนสุดท้ายสิ้นลม ทิ้งไว้เพียงซัลลาซาร์ สลิธีรินให้อยู่อย่างโดดเดี่ยวคนเดียวในโลกใบนี้ – ตัวคนเดียวยกเว้นมเยอดิน วิลท์ สลิธีรินผู้กลายเป็นบิดาและไม่ต้องการให้เขาคอยอุ้มชูอีกต่อไปแล้ว

 

ผู้ก่อตั้งคนอื่นๆนั้นล้วนจากไปในยามแก่เฒ่า ทุกคนยกเว้นเพียงโรวีน่า นางชรามากแล้วเมื่อนางสิ้นลม แต่มันเป็นเพราะโรคร้ายที่ทำให้นางจากไป ซัลเป็นผู้รักษาที่เก่งกาจ แต่แม้กระนั้นเขาก็ไม่อาจช่วยนางไว้ได้ในครานั้น

 

เขาไม่อาจช่วยเฮลิลี่ไว้ได้เช่นกัน

 

เขารักเด็กสาวราวกับบุตรีของเขาเองและนางเป็นเพียงคนเดียวที่เขาเคยบอกว่ามารดาของเขานั้นแต่เดิมมาจากอนาคต เขาไม่เคยบอกนางเลยว่าเขาเป็นผู้เดินทางย้อนเวลา เขาแค่บอกนางถึงมารดาของเขา

 

“ข้าตั้งชื่อให้เจ้าตามมารดาของข้า” เขาบอกนางวันหนึ่งเมื่อนางยังเล็กและถามหาที่มาของชื่อ “ลิลี่ อีวานส์ นางยังไม่เกิดด้วยซ้ำ แต่ในความทรงจำของข้านั้นนางจากไปนานแล้ว”

 

และเขาปฏิเสธที่จะบอกอะไรอีก ยกเว้นแต่ว่ามันจะเป็นอีกหลายต่อหลายศตวรรษกว่ามารดาของเขาจะถือกำเนิด เมื่อเฮลิลี่สิ้นใจ ราวกับว่าดวงใจของเขาถูกกระชากออกมาและกระทั่งเมื่อวิญญาณของนางย้อนกลับมาพร้อมกับผู้สังหารนาง – นักเรียนผู้หนึ่งในบ้านของซัลเอง - มันก็ไม่เพียงพอ และหลายต่อหลายทศวรรษเขาไม่แม้แต่จะทอดสายตามองชายที่บังอาจสังหารเด็กน้อยของเขาเลย

 

ในขณะเดียวกันผู้ก่อตั้งทั้งหลายก็แก่ลงและทยอยจากไป ลูกหลานของมเยอดิน วิลท์เติบโตขึ้นและนาม สลิธีรินก็กลายเป็นที่นับหน้าถือตา มเยอดิน วิลท์อยู่จนได้เห็นหน้าลูกของบุตรเขาในที่สุด เขาได้เห็นวันเวลาผันผ่านร่วมทศวรรษ เป็นศตวรรษและบุตรทุกคนที่ภริยาของเขาให้กำเนิดนั้นต่างสามารถพูดภาษาพาร์เซลได้ – ความสามารถที่ได้รับสืบทอดจากพิธีรับเป็นบุตร น้ำยาที่ไม่ซับซ้อนอะไรเลยพร้อมด้วยโลหิตของบิดาคนใหม่ในนั้น

 

และแล้วมเยอดิน วิลท์ สลิธีรินก็สิ้นลมหายใจและตำนานของเขาก็ผสมปนเปกับตำนานของผู้เป็นปู่ตามกาลเวลา ผูกมัดพวกเขาเข้าด้วยกันจนกระทั่งไม่มีผู้ใดรู้อีกต่อไปว่ามีพวกเขาอยู่สองคน มเยอดิน วิลท์คือผู้วิเศษที่คิดค้นน้ำยาและคาถามากมาย – และมเยอดิน เอมรีส์คือผู้ที่สอนสั่งอาเธอร์

 

หนึ่งพันปีต่อมานั้นไม่มีทั้งมเยอดิน วิลท์และไม่มีมเยอดิน เอมรีส์ มีเพียงแค่เมอร์ลินผู้เดียว - และเมอร์ลินนั้นทำทั้งสองอย่าง

 

และหนึ่งพันปีต่อมาวิญญาณของเฮลิลี่นั้นจะได้พบกับกริฟฟินดอร์ปีหนึ่งตัวน้อยผู้มีเรือนผมสีแดงเพลิงและดวงตาสีเขียวพิฆาต ดวงตาสีเดียวกับที่นิโคลัสพี่ชายของเฮลิลี่มี ดวงตาสีเดียวกับที่ซัลมี

 

และเมื่อเฮลิลี่ได้ถามชื่อของเด็กหญิงและได้ยินคำตอบว่า “ลิลี่ อีวานส์” นั้นนางก็จะแย้มรอยยิ้มให้กับเด็กน้อยและบอกกับหนูน้อยว่า “นามของข้าคือลิลี่เช่นกัน ข้านั้นถูกตั้งชื่อตามเจ้า” ใช่ว่าเด็กน้อยจะเชื่อคำพูดนั้นหรอก – อย่างน้อยก็ไม่เชื่อไปอีกเจ็ดปีเป็นอย่างต่ำ

 

แต่นั่น คือประวัติศาสตร์ที่ผ่านไปแล้ว

 

ประวัติศาสตร์และสุสานสำหรับแต่ละสิ่งที่ยังเหลืออยู่ และเป็นร่างหนึ่งที่ดูโดดเดี่ยวพร้อมดวงตาสีเขียวพิฆาตที่กลับมายังสุสานของมเยอดิน วิลท์และเฮเลน่า เรเวนคลอเพื่อวางช่อดอกลิลี่ลงเบื้องหน้าหลุมศพ

 

บางคราสมาชิกตระกูลสลิธีรินบางคนจะได้เห็นคนๆนี้เบื้องหน้าหลุมศพ พวกเขาได้แต่สงสัยว่าผู้ใดกันมาเยี่ยมเยียนสุสานของบรรพบุรุษของพวกเขาแต่ไม่เคยคิดเชื่อมโยงซัลวาซาฮาร์ เอมรีส์ผู้ร่ำไห้อย่างเศร้าโศกกับซัลลาซาร์ สลิธีรินผู้แข็งแกร่งและภาคภูมิ - บรรพบุรุษหนึ่งเดียวของพวกเขาที่ไม่เคยมีสุสานเป็นของตัวเองเลย

 

 

To Be Continue

 

Upcoming Chapter: 1260 AD Tale Of The Three Brothers - นิทานสามพี่น้อง

 

 

[1] Put his foot in his mouth แปลตรงตัวคือเอาเท้าเข้าปาก เราแปลว่าเพาะพันธุ์สุนัขในปากค่ะ ความหมายของสำนวนนี้คือ พูดในสิ่งที่ไม่ควรจะพูดค่ะ พูดแล้วเรียกเท้าอะไรประมาณนั้น 555

[2] Blood-adopted เอ อันนี้ไม่มั่นใจว่าเคยอธิบายให้ชัดๆไปหรือยังเลยเขียนเผื่อน่ะค่ะ ก็คือรับเป็นบุตรผ่านโลหิตนั่นแหละ เพิ่มพ่อแม่แบบที่อาเธอร์เคยทำ อาทมเยอดินเคยทำกับซัล

 

ส่วนที่เป็นบทพูดของพวกลูกกระจ๊อกที่จับซัลไปเราตั้งใจแปลให้มันพูดแบบนั้นนะคะ มันแบบ เหมือนพูดไม่ชัดหรือหายๆไปนิดนึง เผื่องงว่าเออออ ก่อนหน้านี้สำนงสำนวนการพูดจัดเต็มมาก จู่ๆตรงนี้ดาวน์เกรดลงเฉย 55


ตรงพาร์ทที่อธิบายโอลด์กับเฟียร์บอล์กบอร์นนี่ ถ้างงไม่ต้องแปลกใจนะคะ เราอ่านกับแปลเราก็งงเหมือนกันค่ะ 5555 มี...มีใครเข้าใจไหมคะ 555 อ่านหลายรอบแล้วก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ เดี๋ยวจะไปถามคุณคนเขียนต้นฉบับดูนะคะว่าตรงนี้คืออะไร

 

ศัพท์วันนี้ขอเสนอ Lion’s pride = ฝูงสิงโตค่ะ จริงอยู่ว่าปกติคำว่า pride แปลว่าเกียรติหรือความภาคภูมิใจทำนองนั้น แต่พอใช้กับสิงโตและในความหมายนี้มันแปลว่า ฝูง เนอะ เราเพิ่งมารู้เมื่อเร็วๆนี้เองค่ะ ก่อนที่จะมาแปลตอนนี้ ถ้าเกิดว่าไม่รู้เราอาจจะแปลผิดไปเลยนะเนี่ย มันเป็นเชิงเดียวกับ Wolf’s pack ที่ไทยก็ใช้ว่า ฝูง เหมือนกัน แต่ในอังกฤษใช้กันคนละคำเลยค่ะ

 

เราอยากพูดถึงคอนเซปท์คู่พันธะ (Bonded) จริงๆเลยค่ะ มันเป็นคอนเซปท์ที่แฟนๆเสริมเติมแต่งเข้าไป ซึ่งก็แล้วแต่คนเขียนหรือคนจินตนาการค่ะในรายละเอียดย่อยๆ จะเจอบ่อยในฟิคภาษาอังกฤษ คือฟิคโลกเวทมนตร์เนี่ยเราจะไม่พูดถึงการแต่งงาน (marriage) เป็นเป้าหมายสูงสุดเท่าไรค่ะ หลักๆคือการผูกพันธะคือการผูกเวทมนตร์ของคนสองคนเข้าด้วยกันอย่างลึกซึ้ง บางเรื่องก็ผูกถึงขั้นจิตวิญญาณเลย หลายๆเรื่องเลยไม่ใช้คำว่า soulmate แต่ใช้ soulbonded แทน ซึ่งก็แปลว่าเนื้อคู่เหมือนกันนั่นแหละ ภาษาไทยไม่มีคำแยก ซึ่งการ bond เนี่ยต่างจากการแต่งงานตรงที่แต่งงานอาจจะไม่ผูกคนสองคนเข้าด้วยกันอย่างลึกซึ้งขนาดนี้ค่ะ เหมือนการแต่งงานบางคนไม่ผูกพันธะก็มี แต่ถ้าผูกพันธะแล้วจะนับเป็นการแต่งงานเสมอค่ะ บางเรื่องก็ว่าการผูกพันธะแล้วจะหย่าไม่ได้หรือทำลายพันธะไม่ได้เลย ถ้าโดนทำลายจะตาย หรือถ้าคู่พันธะตายอีกคนจะอยู่ไม่ได้ หรือถ้าอยู่ได้ก็หมดอาลัยตายอยากมากค่ะ เหมือนครึ่งหนึ่งของเราตายไปแล้ว เป็นคอนเซปท์ที่พบมากในฟิคโรแมนซ์ซะส่วนใหญ่ เยอะมากค่ะ แต่ที่เขียนดีจริงๆหายากหน่อย เรื่องนี้แตะๆให้เห็นแค่ตอนที่พูดถึงพ่อแม่ของก็อดดริกเท่านั้นเอง แต่เราอยากพูดเฉยๆเผื่อว่าไม่เคยเจอกันค่ะ แหะๆ

 

มเยอดิน วิลท์ หนูน้อยที่หลอมรวมกับตำนานในที่สุด แต่มันก็มาบรรจบกับแคนนอนที่ว่าเมอร์ลินเป็นนักเรียนบ้านสลิธีรินด้วยเช่นกันค่ะ

 

คุณปู่ดุ๊ดุค่ะ ก็อดดริกกับเพฟเวอเรลสะพรึงกันไปเป็นแถบ ขนาดเป็นนกฟินิกส์นะเนี่ย ดีแค่ไหนแล้วไม่เจอคุณย่าเข้าไป 555555 ถ้าคุณย่ามานี่สงสัยที่ประชุมเหล่าลอร์ดต้องเปลี่ยนยกเซ็ตอ่ะค่ะ แต่เราว่าเพฟเวอเรลรอดแฮะ ก็อดดริกอาจจะโดนหนักอยู่

 

เฮลิลี่ที่เจอกับลิลี่ อีวานส์ปีหนึ่งน่ารักมากเลยค่ะ แต่เศร้าที่ตายไปเป็นสุภาพสตรีสีเทานี่แหละ เป็นนี่ก็จะไม่ยกโทษให้บารอนเลือดเหมือนกัน

 

ตอนที่ซัลกลับมาเยี่ยมหลุมศพเงียบๆ และตัวเองก็ไม่มีหลุมศพเพราะว่ายังตายไม่ได้ ได้แต่มองคนรอบข้างๆและลูกหลานค่อยๆทยอยหายไปเนี่ยมันเศร้ามากเลยค่ะ //กอดซัลแน่น


ตอนนี้อายุซัลนี่ราวๆ (650ถึง700)+1021+15 ก็คือราวๆ 1686-1700 ปีแล้วค่ะ

 

ตอนนี้ยาวอย่างนึกไม่ถึงเลยค่ะ รอบที่แล้วเราหายไปนานเพราะว่ามันยาวทุบสถิติใช่ไหมคะ รอบนี้ที่หายไปนานมากๆก็ตามนี้แหละค่ะ ยังยาวกว่าได้อีก ตอนนี้ล่อไป 66 หน้า จากตอนที่แล้ว 47 หน้า คือมันจะยาวขึ้นเรื่อยๆทุกตอนอย่างนี้ไม่ด้ายน้า 

T T ถ้ามีตรงไหนพลาดไปเม้นต์ไว้ได้เลยนะคะ พอดีเราแปลหลายวันมากประกอบกับเนื้อหาเยอะอาจจะมีพลาดบ้าง 

 

ถึงตอนนี้ก็จบภาคของผู้ก่อตั้งลงอย่างเป็นทางการแล้วค่ะ เดี๋ยวตอนหน้าเราจะเร่งเวลาไปยุคอื่นกัน ยุคถัดไปนี้ก็ตามชื่อเลยค่ะ พูดถึงนิทานสามพี่น้องของตระกูลเพฟเวอเรลนั่นเองค่า ซึ่งในตอนหน้านี้เพฟเวอเรลก็กลายมาเป็นนามสกุลไปซะและ แล้วก็จะมีคนที่โดนพูดถึงใบ้ๆในตอนนี้โผล่มาให้ซัลตกใจเล่นค่ะ

 

แล้วเจอกันตอนถัดไปค่า

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 117 ครั้ง

26 ความคิดเห็น

  1. #495 BarMeeYen (@BarMeeYen) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 20 มีนาคม 2562 / 22:44
    เป็นอีกตอนที่แปลได้ประทับใจมากค่ะ!
    ชอบความไม่ให้ไปกับกริฟฟินดอร์55555 บ้าบอทั้งคู่ สงสารเพเพอเวลที่ต้องมาควบคุมสองคนนี้555555
    ชอบคุณปู่มากกกกกก เล่นเอาซะที่ประชุมกลัวยกแผง55555

    ถ้าคุณย่ามาน่าจะไม่รอด...(โดยเฉพาะก็อดดริก!)
    สงสารซัลที่ต้องมองดูคนที่รักจากไปเรื่อยๆแต่ตัวเองกลับยังอยู่ ความเป็นอมตะนี่ไม่ดีเลย....
    ขอบคุณที่แปลมาให้อ่านมากๆค่ะ เป็นตอนที่ยาวจุใจมากเลย
    สู้ๆนะคะ เป็นกำลังใจให้
    #495
    0
  2. #493 PoisonousChocolate (@saiko-ld) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 20 มีนาคม 2562 / 21:03
    ยาวมากกกก แปลเก่งด้วย รักคนแปลน้าาา
    #493
    0
  3. #492 JÖ A9 (@WJ_WHT) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 20 มีนาคม 2562 / 14:39
    ตรวจดูด้วยนะ บางคำเขียนผิด เอาจริงมันไม่ได้ยาวขนาดนั้นนะ
    #492
    0
  4. #491 ployzss (@ployzss) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 20 มีนาคม 2562 / 13:57
    ตอนนี้ยาวมากๆจริงๆค่ะ อ่านนานมากเลย นับถือคุณมากเลย แปลเก่งมาก ภาษาสวยด้วย ขอบคุณสำหรับการแปลนะคะ เป็นกำลังใจให้ค่ะ
    #491
    0
  5. #490 V!nc (@vinc88) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 20 มีนาคม 2562 / 12:46
    อยากรู้ว่าคุณปู่คุณย่ายังอยู่จนถึงซัลกลับมาสวมรอยเป็นแฮรี่มั้ย
    #490
    1
    • #490-1 Burning Zombie (@star-of-evil) (จากตอนที่ 39)
      20 มีนาคม 2562 / 13:52
      สงสัยเหมือนกัน/รอคำตอบ
      #490-1
  6. #489 oocc (@onpilin55) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 20 มีนาคม 2562 / 12:34

    ยาวมากจริงๆค่ะตอนนี้ อ่านเกือบชม.เลย55555 จากใจเลยนะคะตอนนี้สงสารซัลมาก ;-; แง ตัวเองตายไม่ได้ไหนจะต้องเห็นคนที่รักตายลงไปเรื่อยๆอีก ฮือ / แอบขำคุณปู่ของซัลมากค่ะ ท่านเกรี้ยวกราดมาก 55555555555 ก็อดดริกตัวสั่นไปหมด ดีที่คุณย่าไม่ออกมาค่ะ ไม่งั้นคนอ่านก็คงสั่นไปด้วย น่ากลัว ... ยังไงก็ขอบคุณสำหรับการแปลนะคะ เป็นกำลังให้ตอนต่อๆไปค่า
    #489
    0
  7. #488 nayasukaof2537 (@nayasukaof2537) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 20 มีนาคม 2562 / 11:27

    รักๆๆๆๆๆ
    #488
    0
  8. #486 kacu (@mucu) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 20 มีนาคม 2562 / 10:24

    ยาวจริงจังมากค่ะ กว่าจะอ่านจบ อ่านตอนนี้ตอนเดียวรู้สึกเหมือนอ่านจบไป3ตอนเลยค่ะ ขอบคุณมากนะคะที่แปลให้ได้อ่าน ตอนนี้หลากหลายอารมณ์มากค่ะ ตอนที่ซัลพูดกับมเยอดินนี่อบอุ่นมากเลย
    รออ่านนะคะ สู้ๆค่ะ
    #486
    0
  9. #485 Tomaiey (@tueysmall) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 20 มีนาคม 2562 / 10:11

    อหหหหห เนื้อเรื่องนี่เข้มข้นมาก อิ่มพอจนรอตอนต่อไปได้อีกนานเลย เพราะย่อยไม่หมด 5555555

    การเป็นอมตะเป็นคำสาปจริงๆนั่นล่ะ
    #485
    0
  10. #484 iemmei25 (@iemmei25) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 20 มีนาคม 2562 / 10:06
    อ่านเพลินสนุก ยาวได้ใจมากเลยค่ะ5555 เป็นกำลังใจให้นะคะ
    #484
    0
  11. #483 Alecxia Drew (Adriene) (@war-1980) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 20 มีนาคม 2562 / 09:47
    ท้ายๆนี่เศร้ามาก ซัลต้องมองคนที่รักจากไปทีละคนๆเพราะตนเองตายไม่ได้อะ เศร้าเนอะ ยังดีอย่างน้อยคงไม่ต้องอยู่แบบโดดเดี่ยวมั้ง มีปู่ย่ากับลูกชายอยู่นี่
    #483
    0
  12. #482 J'name Rbt (@pawidporn-name) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 20 มีนาคม 2562 / 09:15
    ฉากในสภา ประหนึ่งปู่ท่านแปลงร่างเป็นฟีนิกซ์บินไล่จิกทุกคนเลยค่ะ5555555
    #482
    0
  13. #481 Black_Mamba (@Arsori) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 20 มีนาคม 2562 / 03:18
    ยาวจริงไรจริง เริ่มอ่านตอนตีสองครึ่ง และรวมกับเน็ตเน่าไปอีกเกือบสิบนาที รวมแล้วอ่านเสร็จ 3.14

    //ขอบคุณที่แปลมาให้อ่านน้าาาาา ขอบคุณผู้เขียนด้วย

    ///ฮืออออ ซัลลลล ไม่เป็นไรน้าาาา อย่างน้อยนายก็ไม่ได้เศร้าคนเดียวนะ/ผู้อ่านอย่างเราๆนี่ไง/ ฮืออออ บ่อนำ้ตาแตกแพร็บ
    #481
    0
  14. #480 Lin lek_k (@Night-kito) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 20 มีนาคม 2562 / 02:58
    ไม่มีอะไรบันทึกไว้แน่ชัดเลยว่าซัลเคยมีตัวตนเป็นอะไรนอกจาก นามผู้ก่อตั้งผู้ชั่วร้ายอ่ะ ฮืออออ โอ๋เอ๋นะซัลนะT^T~
    #480
    0
  15. #479 Ssaawwiittaa (@Ssaawwiittaa) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 20 มีนาคม 2562 / 02:28
    อ่านเเล้วรู้สึกได้ถึงความโดดเดี่ยวของซัลวาซาฮาร์ได้เลย

    โอ๊ยจะร้อง
    ปู่กับย่ายังไม่ตายใช่ไหมคะ
    อนาสตเซียด้วย
    #479
    0
  16. #478 shierichi (@shierichi) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 20 มีนาคม 2562 / 01:56
    เราค่อนข้างชอบตอนนี้เป็นพิเศษเลยค่ะตั้งแต่ตอนอ่านต้นฉบับของคุณผู้แต่งแล้ว ชอบตรงกริฟฟินดอร์2คนจะไปช่วยอสรพิษที่อ่อนแรงมาก เอ็นดูทั้งน้องอนาแล้วก็คุณก็อดดริกเลยค่ะ อย่าร้องน้าทั้งคู่ แต่น้องอนาคือฉลาดมากพอเดาหลายๆอย่างได้เก่งสุด(จากที่นึกได้ว่าทำไมคุณป๊าตัวเองถึงบอกอย่ามากับกริฟฟินดอร์แค่2คน ส่วนก็อดดริกก็จะงงๆหน่อยๆ55555)

    ตอนนี้เราชอบฉากคุณปู่ด่าที่ประชุมแหลกเหมือนกันค่ะ ให้รู้ซะบ้างว่าใครเป็นใคร ริอาจจะยึดคาร์เมล็อตเป็นของตัวเองหรอ ทายาทโดยชอบธรรมยังอยู่นี่อยู่เลย โดนคุณปู่โบกไปจ้าาา

    ฉากตอนน้องมเยอดินคุยกับคุณซัลก็เป็นอีกฉากที่ตอนอ่านต้นฉบับเราประทับใจมากค่ะ อ่านแปลแล้วยิ่งประทับใจกว่าเดิม คุณซัลช่างใส่ใจ ขอสมัครเป็นลูกอีกคนหน่อยค่ะ อันนี้ได้ลูกมาอีกคนด้วยความยินยอมเลยนาาา555555

    อีกซีนที่เราชอบมากๆคือตอนสุดท้ายค่ะที่ดูหลุมศพ.....คือตอนอ่านอิ้งจำได้ว่าร้องไห้เลยเพราะเดอะแก๊งผู้ก่อตั้งก็ผูกพันกันมาพอสมควรแต่สุดท้ายคุณซัลไม่ตายอยู่คนเดียว เห้อ ชีวิตต้องเดินต่อไปนะ ต้องใช้ชีวิตไปอีกนานจนกว่าจะปัจจุบัน แต่ก็ยังดีน้ามีน้องอนาคอยป่วนเรื่อยๆ น้องเป็นอมตะนี่ คุณปู่ คุณย่าก็น่าจะยังอยู่ ครอบครัวเฟียร์บอล์กคือแน่นแฟ้นสุดแล้วเพราะตายยากกว่าคนอื่นมาก~~
    #478
    0
  17. #477 -Cintear- (@jenny-boboo) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 20 มีนาคม 2562 / 01:14
    ซัลลลลลลลล TAT มากอดมา โอ๋เอ๋นะ งื้ออออ
    แต่อายุซัลตอนนี้น่ากลัวมาก คือยังไม่ทันเข้าสามพี่น้องก็ปาไปจะเท่าค.ศ.ปัจจุบันของเราๆแล้วค่ะ ถถถถ
    แต่ตอนนี้ยาวและใช้เวลาอ่านนานพอควร ตอนเริ่มอ่านประมาณ 0:44 น. อ่านเสร็จเงยหน้าขึ้นอีกที 1:05 น. แล้วค่ะ ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะใช้เวลาอ่านนิยายตอนนึงนานขนาดนี้มาก่อนเลย (-_-​;)​ แต่มันเป็นเรื่องดีนะ!(ถึงแม้เราคิดว่ามันคงพลาญพลังงานของนักเขียนและคนแปลอย่างหนักก็ตาม ขอบคุณที่เหนื่อยค่ะ...//โค้ง)
    #477
    0
  18. #476 junenior03 (@junenior03) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 20 มีนาคม 2562 / 01:01
    สงสารซัลจังเลย โดดเดี่ยวมากี่รอบแล้ว
    #476
    0
  19. #475 C. Lanatus (@winewis) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 20 มีนาคม 2562 / 00:46
    #473 คิดเหมือนกันเลย แล้วเราก็อยากรู้ด้วย...ว่าชื่อจริงๆของบารอนเลือดคืออะไร...//สงสัยมานานละ....
    #475
    0
  20. #474 Nisnimanong (@Nisnimanong) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 20 มีนาคม 2562 / 00:40
    ขอบคุณครับ สมกับที่รอคอยอ่านได้จุใจมาก
    #474
    0
  21. วันที่ 20 มีนาคม 2562 / 00:32
    อยากรู้จังว่าบาซิลิสต์ที่อยู่ในห้องแห่งความลับใช่ย่าของซัลมั้ย?
    #473
    0
  22. #472 PYT_CREAM42 (@PYT_CREAM42) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 20 มีนาคม 2562 / 00:31
    อุแงงงงง สงสารรรซัล ใจเจ่บไปหมด y-y
    #472
    0
  23. #471 campusorpom (@campusorpom) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 20 มีนาคม 2562 / 00:25
    มาแล้วววววคิดถึงงงมากกก
    #471
    0
  24. #470 AOMMYLY (@Cirno123456) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 20 มีนาคม 2562 / 00:16
    การเป็นอมตะนี่มันก็เหมือนตายทางอ้อมไปแล้ว ฮือ สงสาร
    #470
    0
  25. วันที่ 20 มีนาคม 2562 / 00:12
    สำนวนแปลยังสุดยอดเหมือนเดิมเลยค่ะ เนื้อเรื่องก็ดีมาก ลึกซึ้งได้ใจ
    #469
    0