[ฟิคแปล] Basilisk-Born แฮร์รี่ พอตเตอร์ HP Harry Potter by Ebendbild

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 25,993 Views

  • 499 Comments

  • 1,008 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    582

    Overall
    25,993

ตอนที่ 9 : Chapter 7: ca 650 BC Starting to Live - เริ่มต้นใช้ชีวิต

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1582
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 135 ครั้ง
    13 พ.ค. 61

ไม่อนุญาตให้นำไปลงที่อื่นนะคะ บอกกับคนเขียนเอาไว้ว่าลงที่นี่ค่ะ

Chapter 7

Somewhere between 700 and 600 BC -- ปีไหนสักปีระหว่าง 700 และ 600 ปีก่อนคริสตกาล

Starting To Live – เริ่มต้นใช้ชีวิต

 

Xxx

 

“เจ้าทำอะไรอยู่หรือ ซัล?

 

ซัลวาซาฮาร์ - หรือแฮร์รี่ก่อนหน้านี้ – เงยหน้าขึ้นจากสิ่งที่ทำอยู่

 

“ข้ากำลังดูวงแหวนรูนส์เสริมพลังที่สามอยู่ขอรับ” เขาตอบพ่อของเขา

 

เวลาผ่านมาร่วมปีจากตอนที่ซัลวาซาฮาร์ได้ถือกำเนิดใหม่ นับแต่นั้นมาเขาก็ได้เรียนรู้วิถีทางของดรูอิด พ่อของเขาสอนศาสตร์ของการปรุงยา คาถา วิชาแปลงร่าง สมุนไพรต่างๆและทฤษฎีพิธีกรรม และเขายังได้สอนวิชาคำนวณ วิชาดูดาวและการต่อสู้ด้วยมีดให้อีกด้วย เวทมนตร์พาร์เซลและภาษาศาสตร์เองก็ถูกรวมไปด้วยในทุกวิชา

 

สิ่งหนึ่งที่สำคัญที่สุดที่ซัลได้เรียนคือการสกัดใจและการพินิจใจ

 

บิดาของเขาเน้นย้ำมากในสองศาสตร์นี้เพราะว่ามันคือสิ่งเดียวที่สามารถป้องกันการเปิดเผยว่าซัลเป็นผู้ย้อนเวลาจากพวกดรูอิดที่ไร้ปรานีกว่าทั่วไปได้

 

ในคราแรก การเรียนกับพ่อของเขายากนัก หลังจากซัลได้ไม้คทามาเขาคิดว่าการเรียนการสอนจะเปลี่ยนมาคล้ายกับที่เรียนที่ฮอกวอตส์ แต่เขาคิดผิด เขาไม่ได้เรียนพวกคาถาเหมือนกับที่เรียนในฮอกวอตส์อีกต่อไปแล้ว มันยังคงมีพวกมนตร์คาถาอยู่ นี่เป็นเรื่องแน่นอน แต่ส่วนใหญ่มนตร์คาถาเหล่านี้เป็นพวกมนตร์ที่ต้องท่องนานๆและมักใช้ในพิธีกรรมหรือการปรุงยา

 

การท่องคาถาออกมาและซัดมันเข้าใส่กันแค่ไม่มีอยู่ในเวลานี้

 

แต่ว่านั่นไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีเวทมนตร์ที่ใช้ในการต่อสู้ รูนส์ที่ถูกเขียนด้วยมือเปล่ากลางอากาศหรือถูกวาดด้วยไม้คทาบนพื้นนั้นกลายเป็นแนวทางการต่อสู้ใหม่ของซัล

 

และมันก็ไม่มีพวกการเคลื่อนไหวของไม้กายสิทธิ์อะไรเทือกนั้นด้วย เขาไม่ต้องจำวิธีการโบกสะบัดไม้คทาเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ของคาถา – คาถาส่วนมากที่ใช้ในชีวิตประจำวันนั้นไม่ต้องใช้ไม้กายสิทธิ์อยู่แล้ว ซึ่งมันก็ยากมากสำหรับซัลในตอนแรก - แต่เขาไม่มีทางเลือก คทาของเขาไม่สามารถดึงเวทมนตร์ออกมาได้เหมือนกับที่ไม้กายสิทธิ์ทำได้ ซัลเคยลองแล้ว เขาเคยลองใช้คาถาง่ายๆอย่าง ลูมอส ด้วยไม้คทาของเขาแต่ก็ไม่เป็นผล เมื่อเขาลองถามบิดาดู มเยอดินตอบว่ารูปแบบเวทมนตร์ที่ถูกย่อลงนั้น – มเยอดินไม่เคยได้ยินถึงความเป็นไปได้ที่จะแค่ตะโกนคำพูดออกมาและเหวี่ยงไม้คทาเฉยๆเลยสักนิดเดียว – บางทีมันอาจต้องใช้ไม้คทาที่รวมศูนย์เวทมนตร์ได้ดีกว่าที่คทาในปัจจุบันทำได้ ดังนั้นซัลก็เลยต้องเรียนวิถีของดรูอิด เขาต้องรู้วิธีวาดรูนส์ตามความต้องการใช้สอย รู้ว่าต้องวาดมันตรงไหนและยังไงในพิธีกรรม และรู้วิธีการใช้คทา ไม่เฉพาะกับเวทมนตร์เท่านั้นแต่ยังรวมถึงการใช้มันต่อกรกับอาวุธทั่วไปอีกด้วย

 

ซัลทั้งรักทั้งชังมันในเวลาเดียวกัน

 

ไม่กี่เดือนหลังจากนั้นซัลยังได้เริ่มพิธีกรรมโลหิต พิธีกรรมพวกนี้ดรูอิดทุกคนต้องผ่านเพื่อให้ร่างกายและเวทมนตร์แข็งแกร่ง และจากนั้นจึงจะสามารถทำพิธีปลุกสายเลือดได้ในที่สุด ซัลจะไม่ได้รับอนุญาตให้ทำมากกว่าทฤษฎีพิธีกรรมหากปราศจากพวกมัน

 

พวกพิธีกรรมโลหิตเหล่านี้ทำเพื่อปกป้องความนึกคิดและร่างกายของซัลเมื่อใช้เวทมนตร์ในพิธีกรรมอื่นๆ มันเป็นพื้นฐานที่ดรูอิดทุกคนต้องทำก่อนจะสามารถเรียกตัวเองว่าดรูอิดได้ ซัลไม่รู้ว่าถ้าเกิดว่าเขาไม่ได้ทำพิธีกรรมโลหิตแล้วฝ่าฝืนทำพิธีกรรมอื่นๆจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง – เอาจริงๆเขาก็ไม่ได้อยากรู้ด้วย

 

เขาเรียนรู้มากับตัวแล้วว่ามเยอดินและโอลิแวนนีเดอร์ตอบทุกคำถามของเขาโดยไม่มีกั๊ก แม้ว่าคำถามเหล่านั้นจะถูกถามเล่นๆ ไม่คาดหวังคำตอบก็ตาม – และบางสิ่งบางอย่างนั้นไม่รู้เสียยังดีกว่า...เช่นผลของการทำพิธีกรรมอื่นๆโดยปราศจากพิธีกรรมโลหิต หรือเรื่องบนเตียงของพ่อและพ่อทูนหัว...

 

“เจ้าจะเสร็จพิธีเสริมพลังให้ร่างกายในไม่กี่ราตรีนี้ใช่ไหม?” มเยอดินถาม

 

“ข้าคิดว่าอย่างนั้นนะ” ซัลตอบ ยังคงคำนวณถึงที่ที่รูนส์เฉพาะนี้ต้องถูกสลักบนหลังของเขาอยู่

 

“รูนส์เสริมความทรงจำไปถึงไหนแล้ว?” มันเป็นรูนส์อีกชั้นที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของความทรงจำ - ใช่ว่าซัลจะต้องการมันนัก ตั้งแต่ถือกำเนิดใหม่เขายังไม่ลืมสิ่งใดเลย กลับกันเขาเริ่มจะจำได้ ในทุกๆวันเขาเริ่มรำลึกได้ถึงวันเก่าๆในชีวิต มันกระจ่างชัดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนสำหรับซัล

 

ในตอนแรกนั้นเป็นคืนวันที่เขาลืมไปแล้วที่บ้านเดอร์สลีย์และฮอกวอตส์ นั่นรวมถึงสิ่งที่เขาได้อ่านหรือเรียนไปแต่ว่าจำไม่ได้แล้วด้วย หลังจากนั้นสักพักเขาก็เริ่มระลึกถึงพ่อแม่ของเขาและช่วงเวลาหนึ่งปีนั้นที่ได้อยู่ร่วมกัน มันเป็นราวกับของขวัญสำหรับเขา ถึงแม้ว่าเขาจะจำความเครียดขึงบนใบหน้าของพ่อแม่ได้ในเดือนสุดท้ายก่อนความตายจะมาเยือนและวันที่พวกเขาได้ตายลงพร้อมทุกเสี้ยวรายละเอียดที่โหดร้ายก็ตามที

 

และเขาไม่ใช่แค่เริ่มจดจำได้ เขาไม่ลืมสิ่งใดอีกต่อไป อะไรก็ตามที่เขาได้ฟัง เขาจำมันได้แม้กระทั่งในหลายอาทิตย์ต่อมา ทุกบทเรียนที่ได้รับระหว่างเดินทางมาสู่บ้านหลังใหม่นั้นเขาก็จำได้ และรายละเอียดบางอย่างที่ก่อนหน้านี้เคยไม่เข้าใจก็เกิดเข้าใจขึ้นมา

 

เขาได้รับสืบทอดความสามารถในการจดจำทุกสิ่งจากบิดาคนใหม่ และแล้วเขาก็เข้าใจว่าทำไมมเยอดินถึงได้เกลียดนักที่จะต้องพูดทุกอย่างซ้ำๆอยู่นั่น บิดาของเขาแค่ไม่เข้าใจว่าความทรงจำของซัลในเวลานั้นยังไม่ดีเท่ากับเขา...

 

แต่ถึงแม้ว่าเขาจะรู้แล้วว่าบิดารู้สึกเช่นไรและสามารถจดจำได้หลังได้ยินเพียงครั้ง เขาก็ไม่มั่นใจนักว่าเขาชอบความสามารถนี้

 

ไม่เพียงแต่ความทรงจำดีๆจะกลับคืนมาเท่านั้น ทันใดนั้นการกระทำของคนบางคนในอนาคตรอบๆตัวเขาก็ดูแปลกไปจากเดิม

 

ตอนนี้เขาจำได้ถึงการชักนำสู่หนทางที่ ถูกต้อง ที่ได้รับในปีหนึ่ง ในเวลานั้นเขามองไม่เห็นมัน แฮกริดเป็นคนดี ที่พาเขามาจากพวกญาติคนธรรมดาของเขา แสดงให้เห็นถึงโลกใบใหม่ แต่ตอนนี้ซัลถามตัวเองว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร ที่แฮกริดกลายมาเป็นคนแนะนำเขาสู่โลกเวทมนตร์

 

แน่นอนว่าแฮกริดมีรูปร่างสูงใหญ่ข่มขวัญ – แต่ซัลเป็นเป้าหมายนะ เป้าหมายที่ไม่รู้ตัวเลยว่ามีเป้าปักอยู่กลางหลัง ล่อให้ผู้เสพความตายมายิงทิ้ง

 

แล้วทำไมถึงได้เป็นแฮกริด?

 

ทำไมไม่เป็นมักกอนนากัล ศาสตราจารย์ฟลิตวิก หรือกระทั่งสเนป?

 

และทำไมมันถึงไม่มีพวกแผ่นพับหรืออะไรก็ตามมาบอกเขาเกี่ยวกับโลกใหม่นี้เลยล่ะ?

 

นี่เขาไม่ต้องรู้พวกขนบธรรมเนียม ประเพณี หรือประวัติศาสตร์ของโลกเวทมนตร์อะไรก่อนที่จะเข้ามาฮอกวอตส์เลยหรืออย่างไร?!

 

ซัลเลิกคิดและหันกลับไปสนใจคำถามของพ่อเกี่ยวกับรูนส์เสริมความทรงจำของเขา

 

“ข้าจะเริ่มเขียนรูนส์ชั้นแรกในค่ำคืนนี้” ซัลตอบคำถาม “ข้าได้เตรียมน้ำยาไว้แล้วและวงแหวนพิธีกรรมเองก็ว่างอยู่ ดังนั้นมันไม่น่าจะมีปัญหาอะไร”

 

พวกเขายังคงอาศัยอยู่ในโลนดอม แต่ว่าเป็นในกระท่อมของพวกเขาเอง หมู่บ้านแห่งนี้เป็นชุมชนผู้วิเศษ – และซัลคาดว่าต่อมามันจะกลายเป็นตรอกไดแอกอน – ในหมู่บ้านรู้จักซัลในฐานะบุตรชายของมเยอดิน

 

ซัลไม่ได้ถูกแนะนำให้คนในหมู่บ้านรู้จักจนกระทั่งเขาได้ถือกำเนิดใหม่แล้ว ดังนั้นชาวบ้านจึงไม่รู้ว่าซัลไม่ใช่บุตรของมเยอดินแต่กำเนิด และหลังจากนั้นมันก็ไม่ได้มีหลักฐานว่าเขาไม่เคยเป็นด้วย สำเนียงภาษาอังกฤษที่เคยติดมาตอนพูดภาษาคัมราอิกของเขาเองก็หายไปหลังจากพิธีและพวกภาษาอื่นๆในเกาะเองก็ง่ายขึ้นสำหรับเขา

 

ณ เวลานี้ หนึ่งปีผ่านมาซัลคล่องภาษาคัมราอิกและเบรโซเน็กอย่างกับถูกเลี้ยงมาแต่เกิด เขาสามารถพูดภาษาอื่นๆในเกาะได้เพียงพอจะเข้าใจได้เกือบทั้งหมดและกำลังเรียนภาษาอียิปต์อยู่ หลังจากนั้นพ่อของเขาบอกว่าเขาจะเริ่มเรียนละติน กรีก และนอร์ส

 

ซัลไม่ค่อยอยากเรียนนักหรอก แต่ก็ไม่ได้ทักท้วงอะไร บิดาของเขาบอกว่าเดี๋ยวซัลก็จะออกเดินทางจากโลนดอมเพื่อหาทางกลับบ้าน – และใครเล่าจะรู้ว่าเขาจะได้เจอมันในที่แห่งใด

 

“แล้วรูนส์เสริมพลังเวทเล่า?” บิดาเอ่ยถามในจังหวะนั้นและซัลก็หันไปสนใจรูนส์บนรอยทรายตรงหน้า

 

“ข้าทำชั้นแรกเสร็จสมบูรณ์ตั้งแต่เมื่อสองเดือนที่แล้ว ชั้นที่สองพร้อมแล้ว – ข้าแค่ต้องรอจนกว่ารูนส์เสริมความทรงจำจะเสถียร” เขาตอบ ทำตามหน้าที่เป็นอย่างดี “และข้าต้องเริ่มพิธีปลุกสายโลหิตแล้ว”

 

“นั่นเป็นเรื่องดี” ซัลเงยหน้าขึ้นมองเมื่อเขาได้ยินอารมณ์ที่เจือมาในน้ำเสียงของบิดา

 

“ท่านกำลังกังวลอะไรอยู่หรือไม่ อาท?” เขาถาม

 

“ก็ใช่” บิดาของเขาตอบและนั่งลงเคียงข้างเขาบนพื้นในกระท่อมอาศัย “ข้าอยากพูดคุยกับเจ้าเกี่ยวกับเรื่องหนึ่ง”

 

“อะไรหรือขอรับ?” ซัลถาม ตอนนี้หยุดคิดคำนวณและวางไม้ที่เขาใช้วาดรูนส์ลง

 

“เกี่ยวกับ – เกี่ยวกับร่างกายของเจ้า” มเยอดินกล่าว “ข้าสังเกตุว่าเจ้าไม่ได้โตขึ้นเลยตั้งแต่มาที่นี่”

 

ซัลกะพริบตาและมเยอดินก็ยกมือขึ้นปัดเส้นผมที่บดบังใบหน้าของซัลออก ผมของซัลยาวขึ้นจากปีที่แล้วตอนนี้ก็เริ่มประบ่า

 

“ข้า...ข้าไม่โตขึ้นหรือ?” ซัลถามย้ำ ไม่มั่นใจว่าเขาได้ยินบิดาถูกต้องหรือไม่

 

“ใช่ เจ้าไม่โตขึ้นเลย” มเยอดินตอบยืนยัน “ข้าไม่แน่ใจนักในคราแรก แต่ข้าสังเกตุเจ้ามาตลอดปีที่แล้ว และเจ้าไม่ได้เติบโตขึ้นจากวันที่ข้าพบเจ้าเลยสักนิด”

 

“งั้น...ข้าก็จะอายุสิบห้า – ไปตลอดกาลหรือ?!” ซัลถาม ไม่มั่นใจว่าควรรู้สึกอย่างไรในเรื่องนี้

 

“ข้าไม่มั่นใจ” บิดาของเขาตอบ “แต่ข้ามีความคิดหนึ่งอยู่”

 

“ความคิดหนึ่งหรือ?

 

“เจ้ามิได้มาจากช่วงเวลานี้ ถึงแม้ว่าเจ้าจะได้ถือกำเนิดใหม่ที่นี่ก็ตาม – นั่นทำให้เจ้าไม่ควรมีชีวิตอยู่ ณ กาลนี้ เพราะมันไม่มีอะไรที่เอื้อให้การคงอยู่ของเจ้าเกิดขึ้น” บิดาของเขาขยายความ “ดังนั้นร่างกายของเจ้าจึงรักษาสภาพจนกว่าเจ้าจะกลับไปยังเวลาที่ถูกที่ควร นั่นหมายความว่าเจ้าจะสามารถเติบโตได้แต่ในทางความคิด แต่ร่างกายของเจ้าจะไม่สามารถเติบโตได้จนกว่าจะถึงตอนนั้น”

 

“แต่...แล้วความตายเล่า?” ซัลเอ่ยถาม

 

“ข้าคิดว่า เจ้าจะยังไม่สามารถตายได้จนกว่าจะกลับไปยังช่วงเวลาของเจ้า กาลเวลาไร้ผลกับเจ้าจนกว่าจะถึงวันนั้นที่เจ้าจากมา หลังจากนั้นเจ้าจะเติบโตตามปกติ”

 

“เช่นนั้นข้าก็จะอายุสิบห้าเช่นนี้ไปอีกพันหรือสองพันปีหรือ?! ซัลถามอย่างตกอกตกใจ

 

“ถ้าเป็นปกติข้าก็จะบอกว่าใช่” เป็นคำตอบของมเยอดิน “แต่ว่ามันมีโอกาสที่เมื่อเจ้าปลุกสายโลหิตเรียบร้อยเจ้าจะสามารถควบคุมอายุภายนอกของเจ้าได้ เหมือนฟินิกส์ที่ตัดสินใจว่าเมื่อไหร่มันอยากจะแก่และเมื่อไหร่ที่มันอยากจะเกิดใหม่อีกครา เจ้าอาจสามารถเปลี่ยนอายุได้ก็ได้ แต่ว่าเราก็ต้องคอยดูจนกว่าเจ้าจะเสร็จสิ้นพิธีปลุกสายโลหิต จนถึงตอนนั้นข้ากลัวว่าเจ้าคงจะยังไม่แก่ขึ้น”

 

“และจนกว่าจะถึงตอนนั้นเราจะบอกคนอื่นอย่างไรดี?

 

“ข้าไม่เคยบอกอายุจริงเจ้าให้พวกเขารู้อยู่แล้ว เมื่อเจ้าเสร็จสิ้นพิธีปลุกโลหิตในหนาวหลังจากหนาวหน้าแล้ว – และข้ามั่นใจว่าเจ้าจะทำสำเร็จ - เราจะไม่บอกอะไรพวกเขา” มเยอดินตอบ “เจ้าก็จะแค่เด็กกว่าที่พวกเขาคิดในคราแรกเท่านั้นแหละ”

 

“ขอรับ...ถ้าท่านคิดว่านั่นจะไม่เป็นอะไร” ซัลตอบรับในที่สุด มเยอดินยิ้มให้และขยี้ผมบนหัวเขาก่อนจะลุกขึ้นยืน

 

“ทำพิธีให้เสร็จในคืนนี้และทำอันต่อไปเสีย” เขากล่าว “ข้าเชื่อว่าเดี๋ยวทุกอย่างที่เหลือก็จะมาเอง”

 

Xxx

 

มเยอดินพูดถูก สองปีหลังจากนั้นซัลวาซาฮาร์ที่ยังคงอายุสิบห้าไม่เปลี่ยนแปลงก็ลงรูนส์ที่ใช้ในพิธีกรรมปลุกโลหิตบนร่างกายเสร็จในที่สุดหลังจากค่ำคืนอันยาวนาน

 

เขานั่งอยู่บนเตียงหินกลางวงแหวนศิลามาตั้งแต่เที่ยงวันจนตอนนี้ราตรีจากลับไปแลดวงตะวันก็โผล่ขึ้นมาทักทายเขาอีกครา

 

ร่างทั้งร่างปวดร้าวและรอยเลือดแห้งกรังเกาะกายของเขาเหมือนกับผิวหนังชั้นที่สอง แขน ขา เท้า และใบหน้าถูกแกะสลักด้วยรูนส์ หนึ่งในวงรูนส์ที่ซับซ้อนที่สุดสลักบนหลังบริเวณสะบัก รูนส์ทุกตัวถูกแกะอย่างเป๊ะๆและมีขนาดเล็กมาก มันเรียงกันเป็นวงกลม รูปคลื่นและรูปสมมาตรต่างๆบนร่างกายของเขา

 

ซัลรู้ว่ารอยสลักเหล่านี้จะหายดีและรูนส์พวกนี้ก็จะจมลงใต้ผิวหนังของเขา เหมือนกับรูนส์อื่นๆที่เขาได้ทำมาตลอดระยะเวลาสองปี

 

นี่เป็นชั้นสุดท้ายของรูนส์ปลุกโลหิตแล้ว – สุดท้ายสำหรับตอนนี้ หลังจากนั้นเขาก็จะสามารถเรียกตัวเองว่าดรูอิดได้เต็มตัว – ไม่ว่าต่อมาเขาจะเพิ่มชั้นรูนส์ใดๆบนเรือนร่างต่อไปในอนาคตอีกก็ตาม เวทมนตร์ของรูนส์เลือดเหล่านี้เป็นสิ่งเดียวที่จะปกป้องเขาเมื่อเขาทำพิธีกรรมอื่นๆ มันช่วยให้เขารู้จักควบคุมเวทมนตร์และร่างกายได้ดีขึ้น ทำให้ความนึกคิดและความทรงจำของเขาเฉียบคมและปลุกสายเลือดของสัตว์วิเศษ – เฟียร์บอล์ก - ในตัวเขาเพื่อให้ความสามารถเหล่านั้นช่วยเหลือเขาต่อไป

 

รูนส์เหล่านี้ยังช่วยยืดอายุของเขาอีกด้วยเพราะว่ามันช่วยให้เขาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับสายเลือดและจิตวิญญาณมากขึ้น มันเป็นเรื่องปกติที่จะทำพิธีกรรมโลหิตเหล่านี้ต่อไปเรื่อยๆ ทุกประสบการณ์ ทุกความรู้ที่ได้มาใหม่นั้นถูกบรรจุลงในรูนส์ที่สลักบนร่างกาย ซึ่งจะคอยช่วยเหลือเขาเมื่อเขาต้องการในระหว่างพิธีกรรม ยิ่งมีรูนส์เลือดมากเท่าใดเขาก็ยิ่งควบคุมพิธีกรรมได้มากเท่านั้น – มันเป็นหลักการง่ายๆอย่างนั้นแหละ

 

ซัลถอนหายใจ แล้วก็ปล่อยมีดที่ใช้เพียงความตั้งใจและเวทมนตร์ในการควบคุมให้มันสลักรูนส์บนหลังของเขา

 

มีดนั้นตกกระทบเตียงหินและซัลก็ยืนขึ้น ทำลายวงแหวนที่เขาวาดเอาไว้บนพื้นวงแหวน เมื่อทำเช่นนั้นก็เท่ากับทำลายรูนส์ของโล่ป้องกัน ทันใดนั้นเองความเจ็บปวดก็แผ่ซ่านไปทั่วทั้งร่าง แต่ว่านั่นเป็นสิ่งที่ซัลรู้อยู่แล้วว่าจะเกิดขึ้น วงแหวนนั้นอาจช่วยปกป้องซัลจากมวลความรู้สึกเหล่านี้จนกว่าซัลจะทำลายมัน แต่หลังจากนั้นล้วนขึ้นกับตัวเขาเองทั้งสิ้น

 

ซัลนั่งลงบนเตียงหินอีกรอบและปิดตาลง เขาต้องทำลายวงแหวนรูนส์ก่อนจะลงมือกระตุ้นรูนส์บนเรือนกาย ถ้าเขาไม่ทำเช่นนั้นรูนส์บนวงแหวนศิลาจะทำปฏิกิริยากับรูนส์บนร่างกายอย่างรวดเร็ว – และนั่นอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

 

แต่ยามนี้ หลังจากทำลายวงแหวนรูนส์แล้ว ซัลก็สามารถใช้รูนส์ที่แกะสลักบนร่างได้ ถ้าเขาทำพิธีได้ถูกต้อง ความเจ็บปวดก็จะหายไป แต่ถ้าเขาทำพลาด...งั้นเขาก็จะไม่อยู่ให้ต้องคอยกังวลเรื่องอื่นอีก

 

ซัลควานหาเวทมนตร์ในร่าง และปล่อยให้มันไหลผ่านรอยสลัก

 

ความเจ็บปวดที่เหลือเชื่อไหลผ่านร่างกายของเขา ดวงตา หู และฟันของเขาเริ่มแผดเผา จากนั้นหน้าอกและปลายนิ้วก็เริ่มตามไป ต่อมาผิวหนังก็ราวกับถูกไฟเผาทั้งเป็น

 

ชั่วขณะหนึ่งซัลคิดว่าเขาทำไม่สำเร็จและตอนนี้ก็ต้องจ่ายค่าตอบแทนแสนสาหัส แต่ทันใดนั้นความเจ็บปวดก็พลันลดลงและหายไปในที่สุด

 

ซัลกะพริบตาและลืมตาขึ้นอีกครั้ง เขาก้มมองปลายนิ้วของเขา แต่ว่ามันดูไม่ต่างจากเดิมเลย แล้วเขาก็สัมผัสที่หู – และนั่นคือสิ่งที่เปลี่ยนไป มันไม่ใช่อะไรที่คนจะสังเกตุเห็นนักแต่ว่าเมื่อซัลสัมผัสหูของเขา เขาก็รู้สึกได้ว่าด้านบนที่เคยกลมมนนั้นยามนี้แหลมเล็กน้อย – เหมือนหูของเอล์ฟ

 

ซัลเปลี่ยนไปสนใจซี่ฟันของเขา มันดูเหมือนจะคมขึ้นเล็กน้อย ส่วนที่เหลือไม่มีอะไรต่างจากเดิมนัก

 

“เอาล่ะ...เดี๋ยวก็ได้รู้เองแหละ” ซัลคิด กะพริบตา เขามองเห็นเงาร่างแผ่ขยายในครรลองสายตา อะไรน่ะ...?

 

“ดูเหมือนเจ้าจะได้รับดวงตาของข้ามานะ” ซัลเงยหน้าและเห็นบิดาเดินเข้ามาใกล้ สายตาของเขาซูมเข้าและเขาก็มองเห็นพ่อชัดกว่าที่เคยเห็น มันมีหมอกควันสีแดง ส้ม และขาวแปลกประหลาดล้อมรอบร่างของเขาอยู่

 

“อะไรนะ...?

 

“ดวงตาของบาซิลิสก์” พ่อของเขาตอบ “ดวงตาของเจ้ายังคงมีสีเขียวอยู่ – ซึ่งข้าก็ไม่ได้คิดว่ามันจะต่างไปจากนี้หรอก – แต่ว่าในยามนี้มันเป็นอันตรายถึงชีวิตต่อสัตว์อื่นๆเหมือนกับดวงตาของบาซิลิสก์ทั่วไป”

 

“ข้าสามารถใช้ดวงตาฆ่าได้หรือ?! ซัลถามด้วยความตระหนก

 

“สามารถฆ่าด้วยตาของเจ้าและรักษาด้วยน้ำตา ข้าพนันเลย” บิดาของเขาตอบ “เช่นเดียวกันกับข้า เจ้าอาจจะมีพิษบาซิลิสก์ด้วย เราจะได้เห็นกัน อย่างแรกเจ้าควรปิดเปลือกตาที่สองลงก่อนที่จะมีใครเดินมา”

 

“เปลือกตาที่สอง?” ซัลถาม

 

“เจ้าควรเห็นเงาของมันเมื่อเจ้ากะพริบตา”

 

“โอ้!” ซัลตั้งสมาธิไปที่เปลือกตาและปิดมันลงโดยไม่เปลืองแรงใดๆ เขายังสามารถมองเห็นผ่านมันอย่างน่าประหลาดใจ สิ่งเดียวที่ต่างออกไปคือควันสีแดงที่ล้อมรอบตัวบิดาของเขาหายไปแล้ว

 

“อะไรคือควันสีแดงๆที่ข้ามองเห็นหรือ?” เขาเอ่ยถามพ่อ

 

“รังสีความร้อนของร่างกายน่ะ” มเยอดินตอบและจับใบหน้าของเขาไว้

 

“เจ้ามีหูที่สวยดีนะ” เขาชม “เชื้อสายไฮเอล์ฟของเจ้า ข้ามั่นใจ อืม ที่เหลือก็คงโผล่มาให้เห็นอีกไม่นาน”

 

“มันจะมีอีกหรือ?

 

“มันจะมีอีก บุตรข้า เจ้าแค่ยังไม่รู้เท่านั้นเอง” มเยอดินกล่าว “แต่สิ่งท่ำคัญที่สุดในยามนี้คือความสามารถในการปรับเปลี่ยนอายุ ลองตั้งสมาธิดูให้ร่างกายของเจ้าแก่ลง”

 

ซัลหลับตาลงและทำสมาธิ จากนั้นก็ลองคิดให้ร่างกายของเขาแก่ตัวลง ในตอนแรกไม่มีอะไรเกิดขึ้น จากนั้นผิวหนังพลันก็รู้สึกจั๊กจี้และก็หยุดลง

 

ซัลลืมตาอีกครั้ง

 

“มันได้ผลไหมขอรับ?” เขาถาม

 

มเยอดินมองสำรวจตัวเขา

 

“ได้ผล” เขาตอบและซัลก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกที่แผ่ไปทั่วร่าง จะไม่มีใครสังเกตุเห็นว่าเขาดูไม่แก่อีกต่อไปแล้ว...

 

“คราวนี้ลองเปลี่ยนให้ดูเด็กกว่าเดิมอีกครั้งซิ” มเยอดินบอก “เราต้องดูว่ามันทำอย่างนั้นได้ไหมด้วย”

 

ซัลพยักหน้าและปิดตาลง อีกครั้งที่รู้สึกจั๊กจี้และเมื่อเขาเปิดตาพ่อของเขาก็พยักหน้าให้

 

“ดีมากทีเดียว” มเยอดินว่า “ทีนี้ก็หมดปัญหาแล้ว”

 

“ท่านสามารถทำได้เช่นเดียวกันหรือไม่?” ซัลถามอย่างสนใจ

 

“ทำได้สิ” มเยอดินตอบกลับ “แต่อย่าลืม ว่าถึงแม้เจ้าจะดูแก่กว่าเดิมไม่ได้หมายความว่าร่างกายที่แท้จริงของเจ้าจะแก่ไปด้วย มันยังคงถูกรักษาสภาพไว้ และถึงจะดูยี่สิบมันก็จะยังคงเป็นสิบห้าเสมอ เข้าใจใช่ไหม?

 

“แปลว่าการเปลี่ยนอายุจะไม่เปลี่ยนวันที่ข้าต้องตาย?” ซัลถามอีกครา

 

“ไม่” มเยอดินว่า “เมื่อร่างกายของเจ้าแก่ลง มันก็เป็นเช่นนั้น – ถึงแม้ว่ามันจะดูเหมือนสิบสี่ก็ตาม”

 

“ข้าเข้าใจ”

 

“และตอนนี้ กลับบ้านเถิด พ่อทูนหัวเจ้ากำลังคอยท่าเพื่อแสดงความยินดีกับเจ้า เราคงไม่ปล่อยให้เขาต้องรอหรอกใช่ไหม?

 

“ไม่ขอรับ” ซัลกล่าว ลุกขึ้นยืนและหยิบกองเสื้อผ้ามา ระหว่างทางพวกเขาแวะที่ริมแม่น้ำเพื่อให้ซัลได้ชำระล้างตัวให้สะอาด

 

หลัวจากนั้นพวกเขาก็กลับไปยังบ้านที่โอลิแวนนีเดอร์รออยู่

 

ชีวิตนั้นดำเนินต่อไป และในที่สุด สิบปีต่อมาซัลและบิดาได้จากโลนดอมไปอีกคราเพื่อเดินทาง กว่าร้อยปีที่พวกเขาร่วมเดินทางไปด้วยกัน ยังอียิปต์ โรม และทางเหนือเพื่อหาทางกลับบ้านให้ซัล

 

พวกเขาไม่พบเบาะแสใดๆ

 

ไม่เคยมีใครเคยได้ยินเรื่องการข้ามเวลามาก่อนเลย มันจึงไม่มีเบาะแสแม้แต่ชิ้นเดียวถึงวิธีการกลับไปยังอนาคต เมื่อมเยอดินตัดสินใจว่าเขาได้เดินทางมาพอแล้วและกลับไปยังบริเทน ซัลก็ไปต่อทางทิศบูรพาสู่จีน ญี่ปุ่น และอินเดีย

 

เขาจะไม่ได้กลับบ้านในศตวรรษถัดๆไป ดังนั้นมเยอดินจะได้พบกับบุตรชายอีกครั้งในตอน 370 ปีก่อนคริสตกาลเมื่อซัลวาซาฮาร์ตัดสินใจในที่สุดว่าจะกลับบ้านไปหาบิดาเพื่อพักเสียหน่อย

 

ถึงตอนนั้นซัลก็จะได้เรียนภาษาต่างๆมากมาย ทั้งภาษาเขียน บรรทัดฐานวัฒนธรรม และเวทมนตร์ที่ไม่เคยมีใครในบริเทนเคยได้ยินยลมาก่อน เขาจะได้เรียนศาสตร์การต่อสู้มือเปล่าอย่างถ่องแท้ และความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างกาย ใจ และเวทมนตร์ ความรู้ของเขามากกว่าเดิมถึงสิบเท่าทีเดียว – แต่ก็ไม่มีสิ่งใดที่ได้เรียนรู้มาบอกใบ้ถึงวิธีการกลับบ้านเลยสักนิดเดียว

 

มันก็แค่ไม่เคยมีใครที่เดินทางข้ามเวลามาก่อนเท่านั้นเอง

 

To Be Continue

 

Upcoming Chapter: Grimmauld Place No.12 – บ้านเลขที่ 12 กริมโมลด์เพลซ

 

 

 

 

พิธีกรรมเลือด พิธีกรรมโลหิต พวกนี้ในภาษาอังกฤษใช้ Blood Rituals ค่ะ และพิธีกรรมปลุกสายโลหิตคือ Blood Awakening ซึ่งทำให้ปลุกสายเลือดให้แสดงลักษณะของเผ่าพันธุ์ออกมา อย่างซัลก็จะเห็นได้ว่ามีลักษณะของบาซิลิสก์ออกมาให้เห็นชัดเจน และก็มีลักษณะอื่นๆด้วย แต่ว่าเน้นที่สายเลือดบาซิลิสก์เป็นหลัก เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำไมชื่อเรื่องนี้ถึงได้ชื่อ Basilisk-Born ค่ะ แต่ว่าเหตุผลนั้นไม่ได้มีเพียงเท่านี้ มันจะโผล่ออกมาให้เห็นเรื่อยๆ

 

สำหรับในตอนถัดไป จะสลับไปพูดถึงทามไลน์ปัจจุบัน เห็นในตอนที่แล้วคอมเมนต์เรื่องนี้กันเยอะมากค่ะ เลยอยากพูดเรื่องนี้นิดหน่อย มันจะมีนิยายหรือฟิคหลายเรื่องที่ใช้เรื่องย้อนเวลากลับไปแล้วกลายเป็นว่าอดีตเปลี่ยนทำให้อนาคตเปลี่ยน ก็คือนับเป็นทามไลน์ใหม่เลย โลกเดิมที่จากมาไม่มีแล้วหรือกลับไปไม่ได้ อันนี้อาศัยทฤษฎีโลกคู่ขนานเข้ามาอธิบายค่ะ โลกที่ย้อนเวลากลับไปไม่ใช่โลกเดิมแล้ว โลกเดิมไม่มีวันเปลี่ยนแปลงได้เพราะว่ามันต้องใช้การกระทำและตัวเลือกเซ็ตที่เหมือนเดิมเป๊ะๆเท่านั้นจึงเกิดผลเฉพาะอย่างนี้ เมื่อเปลี่ยนการตัดสินใจไปถึงจะเป็นแค่หนึ่งตัวเลือกเท่านั้นผลลัพธ์จะไม่มีทางเหมือนเดิม ต่าง 0.1 วินาทีก็ไม่ใช่โลกเดียวกันแล้ว มันเลยเป็นสาเหตุที่ว่าทำไมพอพูดถึงทฤษฎีโลกคู่ขนานมันถึงได้มีโลกคู่ขนานนับไม่ถ้วนไงคะ ดังนั้นการที่บอกว่าย้อนอดีตไปเปลี่ยนอนาคตนั้นที่จริงจะไม่ใช่ค่ะ มันคือย้อนไปสร้างทามไลน์ใหม่เลย เปลี่ยนแค่อนาคตของคนที่ย้อนไปเท่านั้น ส่วนอนาคตเดิมเมื่อไม่มีจริงแล้วและไม่มีทางเกิดขึ้นก็ไม่นับเป็นอนาคตแล้วค่ะ จะนับเป็นอดีตของคนย้อนแทน และเป็นช่วงเวลาที่ไม่มีอยู่จริงของคนที่นั่น

 

แต่ทีนี้เรื่องนี้ไม่ใช้ทฤษฎีโลกคู่ขนานค่ะ เลยกลายเป็นว่าการที่แฮร์รี่ย้อนกลับไปมันเป็นโชคชะตาและหน้าที่ การมีอยู่ของแฮร์รี่ในอดีตหล่อหลอมให้เรื่องราวในอดีตดำเนินมาเรื่อยๆจนถึงปัจจุบันค่ะ ซึ่งในตอนถัดๆไปจะเห็นว่าแฮร์รี่นี่เข้าไปยุ่งกับประวัติศาสตร์โลกเวทมนตร์เยอะจริงๆนะ มันจะสนุกตรงนี้แหละค่ะ แฮร์รี่ก็จะแบบฉันทำอะไรลงไปเนี่ยหรือทำไมต้องฉันด้วยประมาณนี้ ซึ่งสักพักนางก็ควรปลงได้แล้ว 55555 พอเป็นอย่างนั้นก็เลยเป็นหน้าที่ของซัลเหมือนกันในการส่งแฮร์รี่กลับไปเหมือนกับที่ตัวเองโดนส่งกลับไป มันก็จะดูวนลูปค่ะ แต่ว่ามันสมเหตุสมผลดีแล้วนะ เพราะว่าซัลก็มาใช้ชีวิตต่อแทนแฮร์รี่ที่ย้อนกลับไป เหมือนกับนิยายบางประเภท ที่ไม่ว่าตัวเอกจะย้อนไปยังไงก็เปลี่ยนอนาคตไม่ได้ เป็นนิยายแบบเดียวกับเรื่องนี้ค่ะ ให้ยกตัวอย่างเร็วๆนี้ก็เรื่องบุพเพสันนิวาสเลย ประวัติศาสตร์ไม่เปลี่ยนเลยแม้แต่นิดเดียว เพียงแต่เรื่องนี้แฮร์รี่ใช้ชีวิตยืนยาวเท่านั้นเอง

 

งงไหม ถ้ามันดูงงๆก็ขอโทษด้วยนะคะ แหะๆ แต่หวังว่าจะทำให้เข้าใจมากขึ้นค่ะ


พูดถึงคอมเมนต์ในตอนที่แล้ว รู้สึกดีใจมากเลยค่ะ ตั้งใจว่าทุกๆ 10 ตอนจะแปลคอมเมนต์ไปให้เจ้าของเรื่องอ่านด้วยค่ะ เชื่อว่าเขาคงดีใจเหมือนกันที่ทำให้คนอ่านรู้สึกตื่นเต้นได้ค่ะ


ตอนนี้แม่มาอ่านที่เราแปลด้วย โดนเร่งยิกๆเลยค่ะ 5555

 

แล้วเจอกันตอนถัดไปค่า

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 135 ครั้ง

9 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 20 มีนาคม 2562 / 10:28
    อ่านแล้วกึกตรงประโยคว่า เรื่องบนเตียงของพ่อและพ่อทูนหัว 555
    #487
    0
  2. #457 คนที่เงียบๆ (@bell8888) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2562 / 21:38

    เรื่องนี้ยอดเยี่ยมจริงๆ สุดยอดทั้งคนเขียนและคนแปล เอ...คนเขียน ชื่ออะไรนะ?

    #457
    0
  3. #285 Bbb-sani (@ananyaphat2208) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2561 / 20:03
    หรือว่าความจริงแล้วแฮร์รี่หาทางกลับไม่ได้ แล้วอยู่ถึงปัจจุบัน(โดยใช้ชื่อซัล) แล้วทีนี้ก็ส่งแฮร์รี่ปัจจุบันไปอยู่ที่อดีต แล้วก็สวมรอยแทน??
    #285
    0
  4. #220 msyokky (@masitorn) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 28 กันยายน 2561 / 19:12
    แฮร์รี่เหมือนเติมทรูมาเลยนะคะนี่ เรียนรู้เวทมนตร์ได้แทบทุกแขนงบนโลก
    #220
    0
  5. #106 .•:*´Lenna`*:•. (@koystar) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2561 / 20:57
    มันคือการกลับไปฟาร์มของก่อนแล้วค่อยรอเวลาไฟท์ 555+
    #106
    0
  6. #76 nattha_thari (@natthasata) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2561 / 19:41
    เทพเลย 55555555
    #76
    0
  7. #47 -Cintear- (@jenny-boboo) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2561 / 16:37
    ก็คือการวนลูปของแฮร์รี่สินะ
    #47
    0
  8. #22 NanBH'ii (@autumnover) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2561 / 23:38
    เข้าใจเลยค่ะ สนุกมากกกก อยากรู้ถึงตอนต่อไปแล้วสิ
    #22
    0
  9. #21 Hebi_black (@Salazar_) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2561 / 11:37
    เทพเลยทีนี้
    #21
    0