วีรชนเขตแดนร้าง

ตอนที่ 8 : แยกย้ายออกเดินทาง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,498
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 115 ครั้ง
    21 ส.ค. 61

วีรชนเขตแดนร้าง ตอนที่ 8: แยกย้ายออกเดินทาง

โดย เซียวเปียกลี้


แท่งหินสูงจำนวนนับไม่ถ้วนในป่าโบราณชี้ตระหง่านขึ้นสู่ท้องฟ้า แต่ละก้อนถูกกระแสลมกัดเซาะจนมีรูปทรงคอดกิ่วพิสดารแตกต่าง เงายาวเหยียดมากมายมหาศาลที่ทาบทอลงบนพื้นภายใต้แสงอาทิตย์ยามใกล้อัสดง ถักสานเป็นความลี้ลับที่ไม่อาจหยั่งถึงประการหนึ่ง

ฉีเทียนอี้โอบกระบี่ด้วยใบหน้าสงบนิ่ง จิตสำนึกยื่นขยายออกสัมผัสและรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงอันลึกซึ้งของก้อนหินใหญ่น้อยที่รายล้อมรอบตนแต่ละก้อน ดงหินแถบนี้คล้ายถูกแบ่งออกเป็นห้าส่วนด้วยพลังธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ไม้ โลหะ ทั้งห้า และก็คล้ายผสานรวมเป็นความว่างเปล่าอันไร้สิ้นสุดผืนหนึ่ง

ทันใดนั้นดวงตาของมันพลันเปล่งประกาย ฉีเทียนอี้เปล่งเสียงหัวเราะพร้อมกับทะยานเข้าหาก้อนหินใหญ่ทางทิศใต้ที่มีรูปร่างคล้ายศีรษะนกอินทรี กระบี่ในมือดึงดูดพลังวารีธาตุก่อเกิดเป็นพายุฝนหอบหนึ่งซัดนำหน้าออกไปก่อน

ภายใต้พิรุณกระบี่ที่ครอบลง ก้อนหินใหญ่ไม่อาจคงสภาพหลอมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับดงหินส่วนอื่นอย่างสมบูรณ์แบบได้อีกต่อไป เปลวไฟอันร้อนแรงพลันก่อตัวขึ้น ต้านรับสายน้ำที่ม้วนหอบเข้าหาเอาไว้

ทว่าวารีนั้นมีฤทธิ์สะกดข่มอัคคีโดยพื้นฐาน เปลวเพลิงที่ลุกไหม้จึงอ่อนโทรมลงอย่างรวดเร็ว 

หากคิดว่าค่ายกลในครั้งนี้จะเป็นเช่นที่ผ่านมา เจ้าก็ผิดแล้ว เสียงสดใสชัดเจน หากไม่อาจจับได้ว่าเปล่งมาจากด้านใดของดงหินดังขึ้น สายน้ำอาจสามารถดับสลายเปลวเพลิง แต่ผืนดินก็สามารถดูดซับสายน้ำเอาไว้ สลับ!”

ภายใต้เสียงตวาดอันทรงพลัง หินใหญ่ที่มิทราบตั้งอยู่เช่นนั้นมาเป็นระยะเวลากี่พันกี่หมื่นปี กลับขยับเคลื่อนไหวขึ้นมาได้อย่างไม่น่าเชื่อ

ก้อนหินที่มีรูปร่างคล้ายศีรษะนกอินทรีพลันสาบสูญไปจากการรับรู้ของฉีเทียนอี้โดยสิ้นเชิง หินใหญ่อีกก้อนหนึ่งพลิกหมุนเข้าแทนตำแหน่งของหินก้อนแรก กำแพงดินหนาหนักปรากฏขึ้นต้านทานพิรุณกระบี่เอาไว้ ทั้งยังโถมทลายลงทับร่างสูงโปร่งที่กำลังบุกฝ่าเข้าไปหา

ฮาฮา เจ้าฝึกปรือสำเร็จถึงขั้นสามารถเคลื่อนย้ายชีพจรธรณีได้แล้ว?” ฉีเทียนอี้ปากกล่าววาจาแต่ท่าเท้ามิได้สับสนลนลาน ร่างที่พุ่งตรงไปด้านหน้าขยับหลบเลี่ยงพลางเปลี่ยนเป็นเหยียบย่ำดินหินที่ถล่มลงมาขึ้นสู่ด้านบน

เมื่อไม่อาจยึดหลักห้าธาตุสะกดข่ม ข้าคงได้แต่หักหาญด้วยกำลัง!”

ทันทีที่เหินทะยานขึ้นถึงยอดของหินใหญ่ ฉีเทียนอี้เปลี่ยนเป็นกุมกระบี่ด้วยสองมือ แล้วฟาดฟันลงด้วยอานุภาพดุจสายน้ำเชี่ยวที่สาดกระแทกลงจากสรวงสวรรค์ ลักษณ์แห่งพญามังกรในกระแสน้ำส่งเสียงคำรามดังกึกก้อง

เคล็ดกระบี่พิรุณโปรย สายน้ำเชี่ยวไร้ปรานี!

พลังกระบี่อันกราดเกรี้ยวดุดันผ่าทำลายหินใหญ่จนแตกสลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ป่าหินทั้งผืนกลับคืนสู่สภาพดั้งเดิมตามธรรมชาติอีกครั้ง เผยให้เห็นร่างของไป๋หลิงที่ความจริงเพียงยืนห่างออกไปเล็กน้อย มันเชิดหน้าขึ้นกล่าวด้วยความขัดใจ

เฮอะ นับว่าเจ้าร้ายกาจ กลับผสานภาพจำหลักมังกรฟ้าเข้ากับเคล็ดกระบี่พิรุณโปรยได้อย่างสมบูรณ์ภายในระยะเวลาแค่สามปี แต่ว่าอย่าได้หลงลำพอง หากเมื่อครู่ข้าตัดใจอำมหิตใส่ประตูมรณะลงไป หรือลงมือผสานจู่โจมร่วมกับค่ายกล เจ้าจะไม่มีวันฝ่าออกมาได้อย่างเด็ดขาด

ถูกต้องแล้ว ข้ารุดหน้า เจ้าก็มิได้หยุดนิ่ง พวกเราสองพี่น้องไม่ว่าผู้ใดก็มิได้เหนือกว่าผู้ใดฉีเทียนอี้เปล่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างไม่ถือสา ช่วงเวลาที่อยู่ร่วมกับไป๋หลิง ตัวมันคล้ายกลับไปเป็นเด็กหนุ่มเจ้าสำราญในเมืองเขตปกครองตะวันตกอีกครั้ง

เพื่อเป็นการฉลองที่พวกเราต่างประสบความสำเร็จ จงรีบนำสุราที่บิดาของเจ้าหลงเหลือไว้ออกมาดื่มกัน วันนี้ไม่เมามายไม่เลิกรา ฉีเทียนอี้กล่าวพลางเรียกเอาเสบียงกรังที่เก็บไว้ในหินหยกเขียวมาจัดเรียง มันแม้บรรลุระดับเหนือธรรมชาติ และสามารถสร้างพันธะครอบครองสมบัติวิเศษไร้อันดับได้แล้ว แต่เนื่องจากยังมิได้กลับเข้าเมือง จึงยังไม่มีสมบัติวิเศษใดติดตัว

ในที่สุดก็โผล่หางจิ้งจอกออกมาแล้ว เด็กน้อยนี้รู้จักแต่หาข้ออ้าง ฉวยโอกาสขโมยดื่มสุราอยู่ร่ำไป ไป๋หลิงกล่าวตำหนิอย่างยิ้มแย้ม แต่ยังคงเรียกสุราเก่าเก็บที่ปะปนอยู่กับข้าวของอื่นในปลอกข้อเท้าออกมา

ตลอดสามปีมานี้ ฉีเทียนอี้อาศัยภาพจำหลักมังกรฟ้าพัฒนาฝีมือขึ้นอย่างก้าวกระโดด ส่วนไป๋หลิงเองก็รุดหน้าขึ้นอย่างรวดเร็วจนน่าตระหนกเช่นกัน เคล็ดวิชาที่มันได้รับตกทอดจากปลอกข้อเท้าของไป๋หยุน ล้วนถูกคัดเลือกแล้วว่าเหมาะสมกับสุนัขวารีวิสุทธิ์ ซึ่งมีปมเด่นในด้านการจัดวางค่ายกล และการต่อสู้ด้วยกายาเทพอสูร

ผลจากการฝึกฝนและประลองกับคู่มือที่มีระดับพลังใกล้เคียงกันอย่างต่อเนื่อง ช่วยยกระดับฝีมือและความเข้าใจในเพลงยุทธ์ของทั้งสองขึ้นราวกับติดปีก

นอกจากนี้ ทั้งฉีเทียนอี้และไป๋หลิงล้วนยังเยาว์วัย และเต็มไปด้วยความคึกคะนอง เมื่อว่างเว้นจากการฝึกฝีมือ ทั้งสองมักชวนกันออกล่าสัตว์ และท่องเที่ยวไปในอาณาเขตอันกว้างใหญ่ของสันเขาหมื่นพิษอยู่เสมอ

ครั้งหนึ่งในยามเมามาย ฉีเทียนอี้ยังหลุดปากบอกเล่าเรื่องรันทดในอดีตของตนออกไป นับตั้งแต่นั้นสหายร่วมชะตากรรมทั้งสองก็ตีแผ่หัวใจคบหากัน ความสัมพันธ์ยิ่งมายิ่งแน่นแฟ้น จนไม่ต่างจากพี่น้องร่วมสายโลหิต

.........

ทั้งคู่ดื่มกินอย่างเต็มที่จนกระทั่งใกล้ถึงรุ่งเช้า หลังจากสุราผ่านไปหลายรอบ ต่างฝ่ายต่างก็เริ่มเปลี่ยนเป็นเงียบขรึม สองพี่น้องใช้ชีวิตร่วมกันอย่างสนิทสนม ต่างดูออกว่าอีกฝ่ายมีความในใจที่ยังไม่เอ่ยออกมา

ในที่สุดไป๋หลิงก็เป็นฝ่ายเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นก่อน ในสมบัติที่ท่านพ่อตกทอดให้แก่ข้า ไม่เพียงประกอบด้วยคัมภีร์ยุทธ์และตำราค่ายกล ยังมีบันทึกเรื่องราวต้นสังกัดของพวกเรา ลัทธิอุดรเอกะ อีกด้วยข้า คิดออกเดินทางขึ้นเหนือไปยังที่ตั้งของลัทธิ บนเกาะลับใน ทะเลอุดรทมิฬ เพื่อค้นหารากเหง้าของตนเอง ทั้งยังจะฉวยโอกาสนี้ท่องเที่ยวไปในโลกภายนอก ซึ่งข้าไม่เคยได้สัมผัสตั้งแต่ถือกำเนิดเกิดมา

ฉีเทียนอี้ผงกศีรษะคราหนึ่ง มันยกไหสุราขึ้นดื่มแล้วกล่าวว่า ข้าเองก็มีภาระของตระกูลที่ยังต้องสะสางอยู่เช่นกัน... กำหนดเวลาสิบปีหลงเหลืออีกไม่ถึงสี่ปีแล้ว แต่พลังฝีมือของข้าในตอนนี้ ยังห่างไกลจากคู่มือที่อยู่ในระดับเหนือธรรมชาติขั้นสูงสุดอีกมากนัก ข้าจะออกเดินทางไปฝึกฝนเพิ่มเติมที่ทะเลสาบแห่งขุนเขาตะวันออก ตามความตั้งใจดั้งเดิม

ระหว่างน้ำมิตรของลูกผู้ชาย หมื่นถ้อยคำล้วนมากมายเกินความจำเป็น ทั้งสองสบตากันแล้วต่างทยอยลุกขึ้นยืน

ฉีเทียนอี้ขว้างไหสุราลงบนพื้น รวบกำหมัดแล้วต่อยลงบนแผงอกกว้างใหญ่ที่ปกคลุมด้วยขนสีขาวบริสุทธิ์เบาๆ พบกันคราวหน้า ข้าจะแข็งแกร่งขึ้น จนเจ้าต้องยอมรับความพ่ายแพ้ทั้งปากและใจ

ฮาฮา ที่น่าจะเป็นยิ่งกว่า คือเจ้ามาร่ำไห้ร้องขอให้ข้ารับเป็นศิษย์ ไป๋หลิงตอบโต้กลับอย่างยิ้มแย้ม มันใช้ปากคาบไห กรอกสุราอึกสุดท้ายลงลำคอแล้วเหวี่ยงทิ้งไปบ้าง

ส่งท่านพันลี้สุดท้ายยังคงต้องแยกจาก พวกเราพี่น้องมิสู้แยกย้ายออกเดินทางในที่นี้ ตราบที่ขุนเขายังจีรัง สายน้ำยังรี่ไหล สักวันพวกเราคงได้พบกันอีก

กล่าวประเสริฐ ขุนเขายังจีรัง สายน้ำยังรี่ไหล พวกเราจะต้องได้พบกันอีก

ทั้งสองสบตาแย้มยิ้มให้แก่กันแล้วหัวเราะออกมาอย่างห้าวหาญ ต่างฝ่ายต่างหันหลังออกเดินไปตามเส้นทางของตน

………

ยามเย็นของสามวันให้หลัง

ในดินแดนแห่งทะเลสาบซึ่งตั้งอยู่ระหว่างทะเลอุดรทมิฬ และขุนเขาตะวันออกทางฝั่งตะวันตก

บุรุษหนุ่มร่างสูงโปร่งในชุดหนังสัตว์เนื้อหยาบสีดำยืนหยัดบนหน้าผาสูง แววตากร้านโลกที่ขัดกับใบหน้าอ่อนเยาว์ทอดมองลงไปยังดินแดนรกร้างกว้างใหญ่เบื้องล่าง

ทัศนียภาพประหลาดพิสดารซึ่งถูกเรียกขานโดยรวมว่า ทะเลสาบนี้ แท้จริงแล้วเป็นช่องว่างขนาดยักษ์ ซึ่งแทรกตัวอยู่ระหว่างภูมิประเทศอันหวาดเสียวอันตรายของขุนเขาตะวันออก มันเป็นดินแดนที่ประกอบไปด้วยทะเลสาบขนาดมหึมา เกาะแก่ง และแม่น้ำจำนวนนับไม่ถ้วน

ความอุดมสมบูรณ์ของมันทำให้มีชนเผ่าจำนวนมาก ตั้งถิ่นฐานทำการเกษตรและเลี้ยงสัตว์อยู่ทั่วไป แม้ว่าอันตรายจากกลุ่มโจรที่เคลื่อนไหวตามแนวชายแดนและสัตว์อสูรอันร้ายกาจ จะมีอยู่อย่างชุกชุมก็ตาม

ด้วยข้อจำกัดด้านพลังฝีมือ ก่อนหน้านี้แม้จะสงสัยเพียงใด ข้าก็ได้แต่เก็บมันไว้ในใจ แต่นับจากนี้ไม่ว่าอย่างไร ข้าจะต้องสืบสาวเรื่องราวให้ถึงที่สุดให้จงได้

ฉีเทียนอี้แหงนหน้าส่งเสียงกู่ร้องยาวนาน ร่างในชุดสีดำถลาร่อนลงจากหน้าผา มุ่งหน้าสู่เมืองขนาดเล็กที่ปลูกสร้างอยู่ริมทะเลสาบเบื้องล่าง

.........

พลบค่ำ

ปราการศิลาที่ปลูกสร้างอย่างโอ่โถงจุดคบเพลิงสว่างไสว ที่แห่งนี้คือศูนย์บัญชาการของกองกำลังตระกูลฉี ซึ่งรับผิดชอบดูแลพื้นที่ทะเลสาบแห่งขุนเขาตะวันออก ถึงแม้ว่าปกติแล้วกำลังรบส่วนมากจะถูกส่งไปปฏิบัติหน้าที่ลาดตระเวนในพื้นที่อันกว้างใหญ่ภายนอก หากในแต่ละช่วงเวลายังมีกองกำลังประจำอยู่ไม่ต่ำกว่าห้าร้อยถึงหกร้อยนาย

หน้าประตูใหญ่ที่มีความกว้างพอให้ม้าสิบตัวควบผ่านโดยพร้อมเพียงกันได้ นักรบเกราะดำร่างเตี้ยล่ำผละออกจากฝั่งซ้ายของประตูที่ตนรับผิดชอบ เดินเข้าหานักรบสูงวัยซึ่งรับหน้าที่ยืนเฝ้าทางฝั่งขวา

เหล่าซู บุตรชายของเจ้ามิใช่บรรลุระดับธรรมชาติขั้นกลางได้พักหนึ่งแล้วหรอกหรือ? เหตุใดยังไม่แนะนำมันเข้าสังกัดหน่วยของเรา?”

เหล่าซูทอดถอนใจคราหนึ่งก่อนกล่าวตอบว่า ตอนแรกข้าก็คิดเช่นนั้น ทว่าหลังจากที่ฝูงโจรเริ่มออกอาละวาดหนักมือขึ้น ข้าก็เริ่มไม่มั่นใจแล้ว ไพร่พลระดับล่างเช่นพวกเราถึงแม้ยังมีรายได้ไม่เลว แต่ก็มักถูกส่งเป็นกองหน้าเข้าแลกชีวิตในยามออกรบอยู่เสมอ

คำพูดของเจ้ากลับไม่ผิด หลังจากที่ฝูงโจรลึกลับออกปล้นชิงฆ่าฟันอย่างดุร้าย ฝูงโจรกลุ่มอื่นก็ฉวยโอกาสที่หน่วยลาดตระเวนอ่อนแอลง กระทำการด้วยความอุกอาจยิ่งขึ้น ฟังว่าแม้แต่พวกโจรสลัดก็เหิมเกริมจนถึงขนาด ส่งกำลังล่วงลึกเข้ามาเคลื่อนไหวในพื้นที่ขุนเขาตะวันออกด้วยเช่นกัน นักรบร่างเตี้ยกล่าวตอบด้วยสีหน้าเป็นกังวล

พวกเจ้าจับกลุ่มพูดคุยระหว่างเฝ้ายามไม่พอ ยังเอ่ยเรื่องบ่อนทำลายขวัญของกองกำลังอีก ใช่เบื่อหน่ายการมีชีวิตอยู่แล้วหรือไม่!?” นักรบเกราะดำที่มีตำแหน่งนายกองก้าวเดินออกมาจากด้านในของป้อมศิลาพลางส่งเสียงตวาด

เหล่าซูและชายร่างเตี้ยต่างสะดุ้งขึ้นเฮือกใหญ่ จนเมื่อเห็นว่าผู้มาเป็นนายกองที่รู้จักคุ้นเคยกันดี ค่อยมีสีหน้าผ่อนคลายลงบ้าง ทั้งสองรีบแยกย้ายกลับไปยืนประจำตำแหน่งสองฟากของประตูใหญ่ ปากยังอดกล่าวแก้ต่างเล็กน้อยมิได้ นายกองหวังโปรดระงับโทสะ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไหนเลยเคยมีผู้กล้าบังอาจ บุกรุกประตูใหญ่ของศูนย์บัญชาการตระกูลฉี?”

ทว่าขณะที่นายกองหวังซึ่งเป็นมือดีระดับธรรมชาติขั้นสูงสุดกำลังจะกล่าวโต้ตอบ หางตาของมันพลันสังเกตเห็นเงาร่างสายหนึ่งเคลื่อนไหวฝ่าความมืดเข้ามาใกล้ จึงรีบส่งเสียงตวาดขึ้น

ผู้มาชะงักเท้า นี่เป็นพื้นที่ของกองกำลังตระกูลฉี หากบุกรุกเข้ามาใกล้กว่านี้จะถือว่ามีโทษประหาร!”

บุรุษหนุ่มเจ้าของร่างที่ก้าวใกล้เข้ามามิได้หยุดยั้งลง มันเพียงยกชูป้ายเงินขนาดใหญ่ที่จารึกตัวอักษร ฉีและ ตะวันตก อย่างชัดเจนขึ้น

เมื่อเผชิญกับป้ายอาญาสิทธิ์ของตระกูลฉี นายกองหวังไหนเลยกล้าตวาดวุ่นวายอีก มันรีบนำนักรบเกราะดำทั้งหมดในบริเวณคุกเข่าลงทำความเคารพอย่างรวดเร็ว

พาข้าไปพบผู้รับผิดชอบป้อมแห่งนี้ ฉีเทียนอี้กล่าวเสียงเรียบ

นายกองหวังค่อยเรียกสติกลับคืนมา มันปรายตาบอกใบ้ให้นักรบเกราะดำที่ยืนยามทั้งสองเฝ้าประจำตำแหน่งให้ดี แล้วเดินนำฉีเทียนอี้มุ่งหน้าสู่ตึกบัญชาการ

.........

ภายในห้องรับรองของตึกบัญชาการ เสียนโหย่วและฉีเทียนอี้กำลังสนทนากันเป็นการลับ

ปีนี้แม่ทัพเสียนโหย่วมีอายุเก้าสิบสามแล้ว ทว่ารูปโฉมภายนอกของมันยังคงเป็นชายกลางคนอายุสี่สิบปี เช่นเดียวกับเมื่อครั้งที่มันเพิ่งทะลวงขึ้นสู่ระดับเหนือธรรมชาติขั้นต้น

ตัวมันแม้มิได้แซ่ฉี และพลังฝีมือก็หยุดอยู่ที่ระดับเหนือธรรมชาติขั้นกลางมานานปี ทว่าความจงรักภักดีและความกล้าหาญที่แสดงออกตลอดระยะเวลาที่ประจำการในกองทัพ ทำให้มันได้รับความไว้วางใจจากเขตปกครองกลางเป็นอย่างสูง รั้งตำแหน่งผู้บัญชาการกองกำลังตระกูลฉีประจำพื้นที่ทะเลสาบแห่งขุนเขาตะวันออกอย่างมั่นคง

เรียนนายน้อย เมื่อแปดปีก่อน ผู้บัญชาการฉีเทียนหยางเคยนำทหารคนสนิทสองนายเข้ามาพักค้างคืนที่ป้อมแห่งนี้ ก่อนจะมุ่งหน้าสู่ทะเลสาบแห่งขุนเขาตะวันออกจริง เสียนโหย่วตอบคำถามด้วยสีหน้าสงบสำรวม มันแม้ประหลาดใจที่นายน้อยผู้นี้มีภาพลักษณ์แตกต่างจากข่าวลือทั้งหลายที่เคยได้ยิน อีกทั้งยังกล้าปรากฏตัวขึ้นในดินแดนที่มากด้วยอันตรายเช่นขุนเขาตะวันออกเพียงผู้เดียว แต่มันที่คร่ำหวอดในแวดวงแห่งอำนาจมานาน ย่อมทราบดีว่าอันใดควรกล่าว อันใดไม่ควรกล่าว

ท่านพ่อได้กล่าวถึงแผนการเดินทาง หรือเรื่องราวใดเป็นพิเศษหรือไม่?”

ท่านผู้บัญชาการมิได้บอกอันใด เพียงสอบถามถึงสถานการณ์ทั่วไปของขุนเขาตะวันออกจากผู้น้อยเท่านั้น

ฉีเทียนอี้ขบคิดอยู่ชั่วครู่จึงสอบถามต่อไป ข้าต้องการให้ท่านยืนยันข่าวสารทั้งหมดเกี่ยวกับท่านพ่อ ตั้งแต่ออกเดินทางจากหมู่ตึกแห่งนี้เมื่อแปดปีก่อน จนถึงปัจจุบัน

เสียนโหย่วไม่เสียทีที่ได้รับมอบตำแหน่งสำคัญ แม้มิได้เตรียมตัวล่วงหน้า แต่ยังอาศัยความทรงจำอันเลอเลิศของผู้ฝึกตนทบทวนข้อมูลในอดีต แล้วกล่าวออกมาอย่างระมัดระวัง

เมื่อแปดปีก่อน ท่านผู้บัญชาการและคนสนิททั้งสอง ควบขี่สัตว์ร้ายสีดำมุ่งหน้าไปทางเหนือ ก่อนจากไปยังแจ้งต่อข้าว่า จะฉวยโอกาสนี้ช่วยพวกเรากวาดล้างฝูงโจรและสัตว์อสูรตามรายทาง ภายหลังข้ายังได้รับรายงานว่าทั้งสามเดินทางผ่านหมู่บ้านหมอกขาว หมู่บ้านไม้แกร่ง ก่อนเข้าสู่พื้นที่ป่าเขาอันรกร้างและไม่อาจยืนยันตำแหน่งที่ชัดเจนได้อีก

ทว่าจากข้อมูลเพิ่มเติมที่ได้รับจากหน่วยลาดตระเวน พวกเราคาดว่าการล่มสลายของกองโจรลมดำ กองโจรสุนัขป่าขาว ตลอดจนการเสียชีวิตของสัตว์อสูรระดับเหนือธรรมชาติ อสรพิษโลหิต ราชสีห์อัคคี และนางพญาแมงมุมม่วง ล้วนเป็นฝีมือของท่านผู้บัญชาการ

จนเมื่อหกปีก่อน หน่วยลาดตระเวนพลันพบศพของทหารคนสนิททั้งสองของท่านผู้บัญชาการ ในหุบลึกบริเวณปากแม่น้ำเจี้ยงสุ่ย ตามรายงานที่ได้รับ สภาพศพของทั้งสองเต็มไปด้วยร่องรอยเขี้ยวเล็บ ซึ่งสมควรเป็นการกระทำของฝูงสัตว์อสูรระดับสิบตนขึ้นไป พวกเราส่งหน่วยลาดตระเวนจำนวนมากออกสืบเสาะค้นหาร่องรอยเพิ่มเติม แต่กลับไม่พบเบาะแสใดอีก จึงได้แต่ส่งรายงานไปยังเมืองเขตปกครองทั้งห้าแห่ง สุดท้ายหลังจากที่ยอดฝีมือจากนครซ่อนกระบี่จำนวนหนึ่งลงมือสืบค้นด้วยตนเอง ค่อยสรุปรายงานออกมาว่าผู้บัญชาการฉีเทียนหยางเสียชีวิตแล้ว

ตลอดช่วงเวลาที่กล่าวอย่างยาวเหยียด ใบหน้าของเสียนโหย่วเต็มไปด้วยความอึดอัด ส่วนใบหน้าของฉีเทียนอี้กลับไร้ซึ่งความรู้สึกโดยสิ้นเชิง มันใช้น้ำเสียงเย็นเยียบกล่าวถามย้ำออกไปทีละคำ

ในรอบสิบปีที่ผ่านมานี้ มีฝูงสัตว์อสูรใดบ้าง ที่เคลื่อนไหวบริเวณปากแม่น้ำเจี้ยงสุ่ย?”

เสียนโหย่วทราบดีว่าตำแหน่งหรือแม้แต่ชีวิตของมันกำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย แต่สุดท้ายยังได้แต่กัดฟันกล่าวตอบออกไป

เรียนนายน้อย ในรอบสิบปีที่ผ่านมา ไม่เคยมีรายงานว่าพบเห็นสัตว์อสูรระดับสูงฝูงใด เคลื่อนไหวบริเวณปากแม่น้ำเจี้ยงสุ่ยเลย...

................................................................................................................................................


ติชมผลงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น:

https://www.facebook.com/XiaoPiakLee/ 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 115 ครั้ง

116 ความคิดเห็น

  1. #64 ขุนดัน (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2561 / 00:19

    ตามหาพ่อหรออี้น้อย

    #64
    0
  2. #63 sakklin64 (@sakklin64) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2561 / 22:10
    ขอบคุณครับ
    #63
    0
  3. #62 Firellsj (@Firellsj) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2561 / 20:49
    https://www0.dek-d.com/assets/article/images/sticker/bb-08.png https://www0.dek-d.com/assets/article/images/sticker/bb-08.png https://www0.dek-d.com/assets/article/images/sticker/bb-08.png ,,,,,,,
    #62
    0
  4. #61 toom1567 (@toom1567) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2561 / 20:14
    ขอบคุณค่ะ
    #61
    0