อย่ามายุ่งกับข้า เราหย่ากันแล้ว ทำมือ+E-book

ตอนที่ 17 : บทที่ 5-3

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 16,084
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 151 ครั้ง
    7 ก.ค. 61

E-book มาแล้วค่ะ ฝากเปย์คุณชายสี่ด้วย หรือจะทดลองอ่านก่อนก็ได้ ถูกใจแล้วค่อยเปย์(^_^)


Cast : Luhan 
    หวงเสี่ยวฉี คุณชายสี่แห่งตระกูลหวง 



Cast : Angelababy
เหอลี่หมิง/ประกายดาว

ตำหนักบูรพา

ศาลาพักผ่อนกลางสระบัวท้ายตำหนัก

“ท่านอาจารย์ วันนี้ท่านดูเบิกบานยิ่งนัก เหตุใดใบหน้าของท่านจึงเกลื่อนไปด้วยรอยยิ้ม มีสิ่งใดน่ายินดี ช่วยแบ่งปันให้ข้ารับรู้สักนิดได้หรือไม่”

หวงเสี่ยวฉีชะงักมือที่กำลังตวัดปลายพู่กันลงบนกระดาษซวนจื่อที่ถูกตรึงเอาไว้ในกรอบไม้ เอี้ยวตัวหันไปสบสายตากับบุรุษรูปร่างงามสง่าในชุดสีทึบเข้มออกโทนดำที่ตัดเย็บจากผ้าไหมอย่างประณีต ปักลวดลายงดงาม บ่งบอกถึงความเป็นชนชั้นสูงน่าเคารพยำเกรง หากแต่ใบหน้าที่กำลังยิ้มแย้ม ลดทอนความน่ายำเกรงลงหลายส่วน แต่ความสง่างามยังคงเด่นชัด ซึ่งอีกฝ่ายอยู่ไม่ห่างจากเขานัก แผ่นหลังแทบจะชนกันเลยก็ว่าได้ ในมือของบุรุษผู้นั้นถือพู่กันอันหนึ่งเอาไว้เช่นกัน

“ทรงเข้าใจผิดแล้ว กระหม่อมหาเป็นเช่นนั้นไม่”

หวงเสี่ยวฉีตอบอย่างระมัดระวัง ก่อนจะดึงสายตากลับมาตำแหน่งเดิม ตวัดปลายพู่กันลงบนกระดาษซวนจื่อเป็นลวดลายคล้ายตั้งอกตั้งใจ

รัชทายาทฉินลี่ยกยิ้มบางเบา วางพู่กันในมือลงข้างแท่นฝนหมึก ขยับกายลุกจากเก้าอี้แล้วหมุนตัวมาอีกฝั่ง ยืนเอามือไพล่หลังพลางโน้มศีรษะลงต่ำเล็กน้อย คล้ายกำลังชะโงกดูภาพวาดของคนที่เคารพยกย่องเป็นท่านอาจารย์

“ท่านอาจารย์คงยังมิรู้ ท่านบอกให้เราทั้งคู่ต่างวาดภาพทัศนียภาพรอบวังหลวง แต่ตัวท่านกลับวาดภาพหญิงงาม เช่นนี้แล้วจะมิเป็นการเอาเปรียบข้ามากไปหน่อยอย่างนั้นหรือ”

น้ำเสียงของรัชทายาทฉินลี่มิได้ตำหนิ ค่อนไปทางหยอกเย้าเสียมากกว่า หากแต่ถ้อยคำดังกล่าวเป็นเหตุให้มือที่กำลังลงสีภาพวาดอย่างตั้งอกตั้งใจชะงักกึก ดวงตาคู่คมเพ่งมองภาพวาดฝีมือตนเองอย่างละเอียด มิทันได้ถึงช่วงจิบชาหนึ่งอึก ดวงตาคู่นั้นก็วูบไหว

เขาเผลอวาดภาพนางได้เช่นไรกัน

“ท่านอาจารย์ เอาเปรียบข้าเกินไปแล้ว”

“คือกระหม่อม…”

หวงเสี่ยวฉีไร้ซึ่งหนทางแก้ตัว มือเรียวยาววางพู่กันลงบนแท่นฝนหมึก ขยับตัวลุกจากเก้าอี้แล้วหันกายเข้าหารัชทายาทฉินลี่ ย่อเข่าขวาลงห้อยแขนขวาแตะพื้นพร้อมก้มศีรษะลงต่ำ

“กระหม่อมต้องขออภัย ทรงเมตตากระหม่อมด้วยพ่ะย่ะค่ะ”

“ท่านอาจารย์ ไยท่านต้องเคร่งเครียด ข้าเพียงแต่ล้อท่านเล่นเท่านั้น”

รัชทายาทฉินลี่ว่าพลางตบมือเบาๆ ที่ไหล่กว้างของหวงเสี่ยวฉีแล้วพยุงให้เขาลุกขึ้นยืนดังเดิม ใบหน้างามสง่าดุจเทพเซียนเต็มไปด้วยรอยยิ้มเบิกบาน ความหนักอึ้งในอกก่อนหน้านี้ของหวงเสี่ยวฉีจึงพลันมลายหมดสิ้น

“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ”

“ข้าหิวแล้ว เราหยุดวาดภาพสักประเดี๋ยวเถอะ ข้ามิชอบกินอาหารเพียงลำพัง มื้อนี้คงต้องลำบากท่านอาจารย์ร่วมโต๊ะกับข้าแล้ว”

รัชทายาทฉินลี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงแจ่มใส ก่อนจะพยักหน้าเรียกองครักษ์คู่ใจนามว่าฮุ่ยหมิ่นที่คอยดูแลมิห่างกายให้เข้ามาหา ส่วนหวงเสี่ยวฉีทำเพียงน้อมรับอย่างมิอาจปฏิเสธได้

“ฮุ่ยหมิ่น มานี่”

“พ่ะย่ะค่ะ”

จากเดิมที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าศาลาพักผ่อนพร้อมด้วยนางกำนัลอีกจำนวนหนึ่ง ฮุ่ยหมิ่นก็ขยับตัวรวดเร็วราวเป็นเพียงแค่กระแสลมพัดผ่าน เจ้าของร่างบึกบึนเยี่ยงนักรบค้อมศีรษะลงต่ำต่อหน้าพระพักตร์ น้อมรับคำสั่งอย่างแข็งขัน

“เจ้าช่วยบอกให้คนครัวยกสำรับมาให้ข้ากับท่านอาจารย์ รวมทั้งของเจ้าด้วยมาที่ศาลาหลังนี้ ข้าอยากลิ้มรสอาหารท่ามกลางความงดงามของธรรมชาติ คงจะอภิรมย์ไม่น้อย ที่สำคัญข้ามิอาจใจร้าย พลัดพรากพระอาจารย์จากหญิงงามในภาพวาดได้”

“พ่ะย่ะค่ะ”

รัชทายาทฉินลี่กล่าวจบก็หันไปหาหวงเสี่ยวฉี ทิ้งสายตาขบขันให้อีกฝ่ายอีกชั่วอึดใจ ก่อนจะหมุนตัวเดินไปนั่งรอที่เก้าอี้อย่างสบายอารมณ์ ฮุ่ยหมิ่นจึงยืดตัวขึ้นเผยร่างสง่าผ่าเผย ดวงตาคมกริบดุจมีดดาบมองฝีมือการวาดภาพของหวงเสี่ยวฉีอย่างพินิจพิเคราะห์ ทว่าก่อนที่องครักษ์หนุ่มจะขยับเท้า มิวายหันมาหยอกเย้าเจ้าของภาพวาดอย่างคนที่สนิทสนมกันมาเนิ่นนาน

“อา เสี่ยวฉี อยู่ต่อหน้าพระพักตร์เจ้ายังกล้านอกลู่นอกทางอีกเช่นนั้นหรือ เจ้าควรจะตั้งใจถ่ายทอดวิชาการวาดภาพของเจ้าแก่รัชทายาทให้มากกว่านี้ มิใช่ว่าหัวใจของเจ้าหลุดออกจากตัวไปแล้วหรอกหรือ ตั้งใจหน่อยสิสหายข้า”

ฮุ่ยหมิ่นตบบ่าข้างหนึ่งของหวงเสี่ยวฉีไปสองทีเป็นการหยอกล้อ ดูเหมือนว่าจะเป็นฝั่งเดียวกับที่รัชทายาทฉินลี่ทิ้งน้ำหนักมือเอาไว้ ซ้ำยังทอดสายตาล้อเลียนเป็นการทิ้งท้าย จากนั้นจึงขยับเท้าแล้วเดินจากไปเพื่อดำเนินการตามรับสั่งของรัชทายาท ส่วนคนถูกกระทำอย่างหวงเสี่ยวฉีก็มิอาจโต้ตอบสิ่งใดได้เลย เพราะสิ่งที่ฮุ่ยหมิ่นกล่าวมามีส่วนถูกไม่มากก็น้อย

และความผิดครานี้จะโทษใครไปมิได้ ต้องโทษนางแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น

ตั้งแต่นางรอดพ้นจากเงื้อมมือมัจจุราชครานั้น นางก็เอาแต่สร้างความปั่นป่วนให้แก่ความรู้สึกของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ท่าทางอ่อนน้อมถ่อมตนทำให้เขาอดมิได้ที่จะเห็นใจ กลิ่นกายหอมละมุนดุจดอกไม้แรกแย้มยังวนเวียนอยู่ที่ปลายจมูกอย่างที่มิอาจสลัดให้พ้นได้โดยง่าย ทั้งดวงตากลมโตใสซื่อไร้มารยายามที่มองมาก็ติดตาตรึงใจของเขาจนไม่อาจสลัดออกไปได้โดยง่ายเช่นกัน ซ้ำบางครั้งท่าทางขวยเขินของนางก็กระตุ้นให้เขาอยากกลั่นแกล้งอย่างมิอาจห้ามใจ

เป็นเพราะนางทำให้เขาเผลอไผลทำเรื่องน่าอับอายเช่นนั้นออกไป

เห็นทีเขาคงต้องหาวิธีจัดการอย่างเด็ดขาดเสียแล้วกระมัง

 




ยามอิ่ว* เรือนทิศตะวันออก

“หากเจ้าต้องการเตรียมอาหารไว้ให้คุณชายของเจ้า ก็ลงมือเองเถอะเถิงเกา หาใช่หน้าที่ของข้าไม่”

เหอลี่หมิงปฏิเสธเมื่อถูกเซี่ยเถิงเกาคะยั้นคะยอให้ลงมือปรุงอาหารตามที่หวงเสี่ยวฉีกำชับไว้ หากเป็นเพราะสาวใช้ต้องการลิ้มรสฝีมือของตน หญิงสาวคงไม่มีทีท่าอิดออด ทว่านี่เป็นความต้องการของมนุษย์โบราณผู้นั้น นางจึงปฏิเสธทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาตรึกตรอง

ยิ่งเมื่อภาพใบหน้าเย็นชาแสนเย่อหยิ่งอย่างคนที่กำลังเหนือกว่าของเขาลอยเข้ามาในหัวของนาง ก็ยิ่งทำให้นึกขุ่นเคือง

เป็นเพราะเขามิใช่หรอกหรือที่ทำให้นางต้องถูกเซี่ยเถิงเกามองด้วยสายตาล้อเลียน หากไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นนางคงยินดีลงมือปรุงอาหารอย่างเต็มใจ

“แต่คุณหนูเจ้าคะ”

เซี่ยเถิงเกาเอ่ยเสียงอ่อนคล้ายต้องการโต้แย้งอย่างนอบน้อม ทว่าเหอลี่หมิงชิงเอ่ยตัดหน้าขึ้นมาเสียก่อน

“หากเจ้ามิทำ ก็ให้คุณชายของเจ้าลงมือเองเถอะ”

“คุณหนู!”

สาวใช้เอ่ยน้ำเสียงตื่นตระหนก ก่อนดวงตาจะเบิกกว้างเมื่อเหลือบไปเห็นบุรุษที่กำลังถูกพาดพิงก้าวเข้ามาด้านในพร้อมจินชุ่ยเวย เหอลี่หมิงยืนหันแผ่นหลังให้ประตูจึงมิทันเห็นผู้มาเยือนและสีหน้าตื่นตระหนกของคู่สนทนา หากแต่เสียงที่ดังขึ้นจากทางด้านหลัง ทำให้เลือดในกายของนางเย็นเยียบขึ้นมาฉับพลัน คล้ายร่างกายกำลังถูกแช่แข็ง

“เถิงเกา บอกคุณหนูของเจ้าด้วย หากการลงมือปรุงอาหารมันยากยิ่งนัก เห็นทีการแลกเปลี่ยนลมหายใจกับข้า น่าจะเป็นสิ่งที่นางถนัดกว่า”

คราวนี้มิใช่เพียงแต่เซี่ยเถิงเกาที่แสดงสีหน้าตื่นตระหนก ทั้ง        เหอลี่หมิงและจินชุ่ยเวยก็แสดงสีหน้าไม่ต่างกันนัก จู่ๆ เหอลี่หมิงก็รู้สึกแข้งขาคล้ายไร้ซึ่งเรี่ยวแรง แม้แต่การหายใจยังเป็นสิ่งที่ยากลำบาก

“คุณหนูเจ้าคะ คุณชายสี่บอกว่า…”

“ข้าได้ยินแล้ว”

เหอลี่หมิงเอ่ยด้วยสีหน้าที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เสียงที่ตอบก็ราวกระซิบ ส่วนเซี่ยเถิงเกาก็แสดงสีหน้าไม่ต่างกันนัก ก่อนหญิงสาวจะสูดลมหายใจเข้าออกอยู่สองสามครั้ง แล้วค่อยๆ หันมาเผชิญหน้ากับบุรุษที่อยู่เบื้องหลัง ร่างสูงแสดงสีหน้าเย็นชา สายตาที่จ้องมองมาทำเอานางหายใจไม่ทั่วท้อง

“ตกลงเจ้าจะลงมือปรุงอาหารหรือต้องการแลกเปลี่ยนลมหายใจกับข้า”

ริมฝีปากสีเรื่อของเหอลี่หมิงเผยอออกจากกันและค้างอยู่เช่นนั้นอีกพักใหญ่ ดวงตาของนางเบิกกว้างมากกว่าเดิมอีกหลายเท่า มิคาดคิดว่าบุรุษตรงหน้าจะย้ำถ้อยคำเช่นเดิมซึ่งๆ หน้าเช่นนี้ ทั้งยังเป็นต่อหน้าธารกำนัลอีกด้วยแลกเปลี่ยนลมหายใจเช่นนั้นหรือ

เขาถืออภิสิทธิ์ใดถึงได้มาข่มขู่นางเช่นนั้น

มนุษย์โบราณผู้นี้คงฟั่นเฟือนเสียแล้วกระมัง ถึงได้ลืมเลือนสถานะของเขากับนางว่าเป็นเพียงคู่หย่าร้างเท่านั้นเหอลี่หมิงพยายามรวบรวมสติที่กระเจิดกระเจิงให้กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าออกอีกครู่หนึ่งจึงให้คำตอบ สีหน้าบ่งบอกว่ากำลังไม่พอใจ หากแต่น้ำเสียงที่ใช้เต็มไปด้วยความระมัดระวัง

“ข้าจะปรุงอาหารให้ท่านเดี๋ยวนี้ เชิญคุณชายสี่รอสักประเดี๋ยว”

“ฮึ!”

หวงเสี่ยวฉีแค่นหัวเราะ ทว่าเหอลี่หมิงพยายามไม่คิดเอามาใส่ใจ พูดจบหญิงสาวก็ขยับเท้าไปที่ห้องครัว โดยมีเซี่ยเถิงเกาขยับเท้าตามไปอย่างเร่งรีบ เมื่อสองร่างลับสายตา จินชุ่ยเวยจึงขยับเท้าเข้ามาใกล้ร่างสูงของหวงเสี่ยวฉีที่ยังยืนอยู่กลางห้องโถง

“อา คุณชายขอรับ เหตุใดท่านจึงข่มขู่คุณหนูเช่นนั้นกันเล่าขอรับ”

หวงเสี่ยวฉีเหลือบสายตามองคนสนิทแวบหนึ่ง สีหน้าใคร่รู้อย่างไม่ปิดบังทำให้เขาต้องใช้สายตาดุๆ มองอีกฝ่าย จินชุ่ยเวยสีหน้าสลดลงทว่าความใคร่รู้ยังคงฉายชัดในดวงตา ริมฝีปากได้รูปจึงขยับโต้ตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉยไม่บ่งบอกอารมณ์

“แล้วเหตุใดเจ้าจึงคิดว่าข้ามิควรข่มขู่นางเช่นนั้นเล่า”

“ข้าเพียงแต่เห็นว่าคุณหนูกับคุณชายเป็นคู่หย่าร้าง จึงมิคิดว่า…”

ท้ายประโยคจินชุ่ยเวยแสดงทีท่าอึกอัก ปากอยากจะเอ่ยออกไปว่าเป็นการมิสมควร หากแต่ก็สามารถยับยั้งเอาไว้ได้ทัน เพราะเกรงวิชายุทธ์ของผู้เป็นนาย ครั้งหนึ่งเขาเคยเดินทะเล่อทะล่าเข้าไปตอนที่คุณชายสี่กำลังฝึกวิชายุทธ์ แค่พลังฝ่ามือที่โดนเพียงถากๆ ส่งร่างของเขาลอยไปติดกำแพงจวน ทำให้ปวดเมื่อยตามตัวไปเสียหลายวัน

เพียงแค่นึกก็ทำให้ขนลุกซู่ไปทั่วร่าง ความเจ็บปวดก็เล่นแปลบปลาบไปตามรูขุมขนอย่างมิอาจห้ามได้เพราะฉะนั้นจะพูดสิ่งใดควรต้องระมัดระวัง

“ข้ากับนางมิใช่คู่หย่าร้าง”

จินชุ่ยเวยแสดงสีหน้าเคลือบแคลงอย่างไม่ปิดบัง ด้วยเห็นกับตาว่าคุณหนูเหอลี่หมิงลงนามในหนังสือหย่าเรียบร้อย และเป็นเขาเองที่นำหนังสือฉบับนั้นให้นางลงนามกับมือ แล้วเหตุใดคุณชายสี่…

“แต่คุณหนูลงนามในหนังสือหย่าแล้วนี่ขอรับ”

อา สุดท้ายก็อดไม่ได้ที่จะโพล่งถามออกไป ความใคร่รู้ที่อัดแน่นในอกทำให้คนเป็นบ่าวมิอาจยับยั้งชั่งใจเอาไว้ได้ทัน แม้จะมีสายตาคมดุมองอย่างตำหนิก็ตาม แต่ท่าทีของจินชุ่ยเวยก็เต็มไปด้วยความระมัดระวัง เขาพร้อมจะขยับเท้าทันที หากคุณชายสี่แสดงทีท่าจะขยับฝ่ามือ

“ชุ่ยเวย เจ้าช่างโง่เง่านัก หาควรเป็นคนสนิทของข้าไม่ เอาเถอะ ข้าจะเห็นแก่ที่เจ้ายังไร้คู่ กฎเจ็ดขับ สามไม่หย่าเจ้าคงมิเข้าใจ ครอบครัวตระกูลเหอถูกเพลิงผลาญจนหมดสิ้น หามีผู้ใดรอดชีวิต เหอลี่หมิงไม่มีที่ใดให้กลับไปพึ่งพาอาศัยได้อีก ที่ข้าให้นางลงนามในหนังสือหย่าก็เพียงเพื่อต้องการทดสอบดูว่านางไร้ความทรงจำอย่างที่กล่าวอ้างหรือเพียงเป็นละครฉากหนึ่งที่นางจงใจสร้างเท่านั้น”

“แต่คุณชายขอรับ จริงอยู่ที่ข้านั้นไร้คู่ หากแต่เรื่องกฎเจ็ดขับ สามไม่หย่าข้าก็พอได้ยินมาอยู่บ้าง แท้จริงมีข้อยกเว้นอยู่หนึ่ง หากทั้งสองฝ่ายยินยอมหย่าขาดจากกัน นั่นย่อมกระทำได้”

แววตาของหวงเสี่ยวฉีไหววูบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะปรับให้ราบเรียบดังเดิม

“เจ้าก็เห็น เป็นนางเองที่วิงวอนขออยู่ต่อ ข้าเพียงแต่มอบความเมตตาให้คนไร้ที่ไปอย่างนางเพียงเท่านั้น คนไร้ซึ่งความทรงจำ ซ้ำในอดีตยังเป็นคนมีนิสัยร้ายกาจจนเป็นที่โจษจัณฑ์ไปทั่วทุกหย่อมหญ้า ไปอยู่นอกเรือนไม่ถูกเอาเปรียบก็อาจถูกปองร้าย ที่สำคัญหนังสือหย่านั่น ข้ายังมิได้ลงนาม จะเป็นหนังสือหย่าที่สมบูรณ์ได้เช่นไรกัน”

“เช่นนั้นแล้ว…”

“ใช่ นางยังขึ้นชื่อว่าเป็นภรรยาของข้า ข้ามีสิทธิ์ทุกอย่างในตัวนาง มากกว่าการแลกเปลี่ยนลมหายใจระหว่างกัน ข้าย่อมทำได้”

แค่กๆ

จินชุ่ยเวยรู้สึกคล้ายตนกำลังสำลักน้ำลายขึ้นมาฉับพลัน สีหน้าตื่นตระหนกยามมองเสี้ยวหน้าของผู้เป็นนาย คุณชายสี่คงลืมเลือนไปหมดสิ้น ความชิงชังที่เด่นชัดในตัวคุณหนูเหอลี่หมิงมลายไปที่ใดกัน คุณชายชิงชังถึงขนาดห้ามบ่าวไพร่เรียกขานคุณหนูเหอลี่หมิงว่าฮูหยินของตนถึงแม้ว่าจะตบแต่งเข้าเรือนอย่างถูกต้องตามประเพณี นั่นหมายถึงคุณชายไม่ยกย่องให้คุณหนูเป็นภรรยา

อา แล้วความชิงชังอย่างร้ายกาจนั้นหายไปอยู่ที่ใดกันเล่า

“ยังมีสิ่งใดที่เจ้ายังแคลงใจอยู่อีกหรือไม่”

หวงเสี่ยวฉีตวัดสายตาดุดันมองคนสนิทที่ยังคงแสดงสีหน้าใคร่ครวญอย่างเด่นชัด จินชุ่ยเวยแสดงสีหน้ายินดีที่คนเป็นนายเปิดโอกาส ขยับปากตั้งใจจะสอบถามให้กระจ่างใจ หากแต่ถ้อยคำถัดมาทำให้สีหน้าของคนเป็นบ่าวเปลี่ยนฉับพลัน ปากที่อ้าเล็กน้อยหุบลงฉับ

“หากเจ้ายังมิหายแคลงใจ เห็นทีข้าควรส่งเจ้าไปถางหญ้ารอบสระหลังเรือนเสียแล้วกระมัง หรือบางทีเจ้าอาจจะอยากลิ้มลองรสวิชาฝ่ามือของข้าอีกก็เป็นได้”

“ข้าน้อยหามีสิ่งใดคลางแคลงใจแม้แต่น้อยขอรับ ไม่มีจริงๆ ขอรับ”

จินชุ่ยเวยย้ำชัดหนักแน่นขึ้นมาทันที สีหน้าและแววตาฉายชัดว่าสิ้นแล้วซึ่งความเคลือบแคลงใจ หากแต่หวงเสี่ยวฉีรู้ดีว่าอีกฝ่ายเพียงต้องการเอาตัวรอด แต่ก็เอาเถอะ เขาเองก็หาได้ถือสาเป็นจริงเป็นจัง แค่ต้องการยุติบทสนทนาที่กำลังสั่นคลอนความรู้สึกของตนเองเพียงเท่านั้น

              

____________________________________________

*ยามอิ่ว เท่ากับเวลา 17.00-18.59น.


ขอให้อ่านอย่างมีความสุขค่ะ

   ติดตามแฟนเพจ กดตรงนี้เลยจ้า

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 151 ครั้ง

402 ความคิดเห็น

  1. #342 jibbubu (@jibbubu) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2561 / 08:00
    ทำไมรู้สึกเหมือนบุพเพเลยแต่เป็นภาคจีนแทน แปลกดีค่ะ ติดตามตอนต่อไปค่ะ
    #342
    0
  2. #341 rossukon2531 (@rossukon2531) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2561 / 16:24
    รอๆๆๆๆ
    #341
    0