อย่ามายุ่งกับข้า เราหย่ากันแล้ว ทำมือ+E-book

ตอนที่ 27 : บทที่ 9-2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 12,913
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 181 ครั้ง
    17 ก.ค. 61

E-book มาแล้วค่ะ ฝากเปย์คุณชายสี่ด้วย หรือจะทดลองอ่านก่อนก็ได้ ถูกใจแล้วค่อยเปย์(^_^)


Cast : Luhan 
    หวงเสี่ยวฉี คุณชายสี่แห่งตระกูลหวง 



Cast : Angelababy
เหอลี่หมิง/ประกายดาว

              

               สองวันต่อมา

                “หากข้าไม่ติดประชุมขุนนาง และวันพรุ่งต้องประชุมกับเสนาบดีกรมพิธีการเรื่องการจัดสอบจอหงวนที่ยังไม่แล้วเสร็จ ข้าคงเดินทางไปกับเจ้าด้วย”

                “ขอบคุณคุณชายที่เมตตา เท่านี้ก็นับว่าดีมากแล้ว”

                เหอลี่หมิงกล่าวขอบคุณ ใบหน้างดงามแย้มยิ้มไม่มากไม่น้อย  หวงเสี่ยวฉีมองนางแวบหนึ่ง ก่อนจะหันไปกำชับบ่าวไพร่ที่ยืนพร้อมรับคำสั่ง

                “ดูแลนางด้วย”

                “ขอรับคุณชาย”

                บ่าวไพร่ขานรับพร้อมกันอย่างแข็งขัน หวงเสี่ยวฉีจึงพยักหน้าทีหนึ่งแล้วดึงสายตากลับมาที่เหอลี่หมิง ร่างสูงประสานสายตากับนางอยู่ชั่วครู่  ริมฝีปากได้รูปจึงขยับบอก

                “รักษาตัวด้วย”

                เป็นอีกครั้งที่คำพูดภายใต้สีหน้าเรียบเฉยกลับทำให้กล้ามเนื้อในอกของนางเต้นระส่ำ หญิงสาวทำได้เพียงพยักหน้ารับอย่างโง่งม รีบขยับปากขอตัว เพื่อหลีกเลี่ยงจากสถานการณ์ชวนให้หัวใจหวิวไหว

                “ท่านต้องเข้าวังแล้วใช่หรือไม่ ถ้าเช่นนั้นก็ไปเถอะ ข้าเองก็ต้องขอตัวเช่นกัน”

                กล่าวจบไม่รอคำตอบ ร่างเล็กขยับเท้าจะขึ้นรถม้า หากแต่ยังมิทันได้ก้าวเดินเท้าก็ต้องชะงักลง เพราะมือของใครคนหนึ่งแตะเข้าที่ต้นแขนของนาง การกระทำอุกอาจเช่นนี้จะเป็นใครไปเสียมิได้ นอกเสียจากคนที่เพิ่งจะทำให้หัวใจของนางต้องวูบไหว หญิงสาวเอี้ยวตัวหันกลับมามอง มิทันได้เปิดปากถาม คนตรงหน้าก็เอ่ยออกมาก่อน

                “เสร็จธุระก็รีบกลับมา”

                “...”

                “ข้าจะรอกินอาหารฝีมือเจ้า”

          “...”

          “เป็นหน้าที่ที่เจ้าต้องทำมันให้ข้า”

                “เข้าใจแล้ว”

                เหอลี่หมิงพยักหน้ารับ คราแรกหัวใจของนางเบิกบาน หากแต่สุดท้ายก็ฝ่อลง เมื่อทราบถึงเหตุผลของอีกฝ่าย ที่แท้มนุษย์โบราณผู้นี้ก็เห็นแก่กินเท่านั้น ทว่าเซี่ยเถิงเกากับจินชุ่ยเวยลอบแลกเปลี่ยนสายตากัน ใบหน้าเผยรอยยิ้ม

                เหอลี่หมิงก้าวขึ้นรถม้าโดยมีบ่าวชายคนหนึ่งเปิดประตูให้เซี่ยเถิงเกาที่ต้องติดตามไปด้วยขยับเท้าจะขึ้นรถม้า แต่หวงเสี่ยวฉีเรียกเอาไว้

                “เถิงเกา ดูแลคุณหนูของเจ้าให้ดี”

                “เจ้าค่ะ”

                สาวใช้รับคำอย่างแข็งขัน ก่อนจะขยับเท้าขึ้นรถม้าตามเหอลี่หมิงไป ดูท่าคุณชายคงจะเป็นห่วงคุณหนูอยู่ไม่น้อยถึงได้กำชับนักหนา

 



                รถม้าของเหอลี่หมิงเคลื่อนออกจากหน้าจวนแม่ทัพหวงในเช้าตรู่ หวงเสี่ยวฉีอนุญาตให้นางเดินทางโดยรถม้า พร้อมส่งบ่าวไพร่ให้ติดตามไปด้วยอีกจำนวนหนึ่ง จากที่นางดูคร่าวๆ ไม่ต่ำกว่าสิบ หากรวมนางกับเซี่ยเถิงเกาเข้าไปด้วยก็ประมาณสิบสองชีวิตเห็นจะได้ บ่าวไพร่ทั้งหมดเป็นชายหนุ่ม บางส่วนขี่ม้าตีขนาบรถม้าของนาง อีกส่วนควบคุมรถม้าอีกคันที่ภายในบรรจุสัมภาระที่จำเป็น

                “เถิงเกาบ้านของเหอ...เอ่อ ข้าหมายถึงบ้านของข้าอยู่ไกลมากน้อยเพียงใด”

                มือข้างหนึ่งของเหอลี่หมิงยกขึ้นแหวกม่าน พลางทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง ริมฝีปากเล็กขยับสอบถามสาวใช้คนสนิทไปด้วย สองข้างทางที่นางเห็นเต็มไปด้วยป่าไผ่สูงระฟ้า ถนนหนทางเป็นดินลูกรัง บางส่วนราบเรียบ บางส่วนเป็นผิวขรุขระ โชคดีที่ในยุคสมัยของนางเคยนั่งรถม้ามาก่อน จึงไม่มีปัญหาในการรับมือกับความโคลงเคลงของตัวรถที่นางนั่ง เพราะนั่นอาจเป็นเหตุให้เกิดอาการคลื่นเหียนอยากจะอาเจียนขึ้นมาได้

                “หากวัดระยะทางจากเมืองหลวงไปถึงบ้านคุณหนูที่เหอหนานก็จะประมาณหนึ่งพันห้าร้อยลี้เจ้าค่ะ”

                “หนึ่งพันห้าร้อยลี้เช่นนั้นหรือ”

                คิ้วสวยบนใบหน้าเกลี้ยงเกลาขยับเข้าหากัน หนึ่งพันห้าร้อยลี้นี่ประมาณเท่าใดกัน นางรู้จักแต่ระยะทางเป็นกิโลเมตร เห็นทีควรจะต้องเปลี่ยนคำถามเสียใหม่

                “ใช้เวลานานเท่าใดเราจึงจะไปถึงที่นั่น”

                “ไม่ต่ำกว่าสิบสองยามเจ้าค่ะ ตีเป็นวันก็ประมาณหนึ่งวันกับอีกหนึ่งคืน เพราะต้องทิ้งช่วงให้ม้าได้พักด้วยเจ้าค่ะ”

                เหอลี่หมิงทำเพียงพยักหน้ารับ ใช้เวลาเดินทางถึงหนึ่งวันกับหนึ่งคืนนั้นแสดงว่าระยะทางไม่ใช่น้อยๆ หากเป็นในยุคสมัยที่นางจากมาการเดินทางคงสะดวกและรวดเร็วมากกว่านี้ แต่ก็นั่นละ สิ่งที่นางทำได้ในตอนนี้นั่นก็คือทำใจ

                รถม้าเคลื่อนไปตามเส้นทาง แวะพักบ้างเป็นระยะ จนกระทั่งเข้าเขตเมืองเหอเป่ย จู่ๆ รถม้าก็เกิดชะงักกึก สองนายบ่าวหันสบตากัน ดวงตาฉายแววประหลาดใจ

                “เกิดอันใดขึ้น”

                “เดี๋ยวข้าไปดูให้เจ้าค่ะ”

                เซี่ยเถิงเกาขันอาสา สาวใช้ขยับตัว สองมือแหวกม่านแล้วโผล่หน้าออกไปด้านนอก หากแต่ยังมิทันได้สอบถาม เสียงดุดันของใครคนหนึ่งก็ตะโกนแทรกเข้ามา

                “ส่งตัวเหอลี่หมิงมาให้ข้า!”

                ชายในชุดดำพันผ้าปิดใบหน้าเว้นเพียงดวงตานับสิบ รายล้อมรอบรถม้าของเหอลี่หมิงคล้ายต้องการปิดหนทางหนี ดวงตาของสาวใช้เบิกกว้าง สีหน้าพลันเปลี่ยน เจ้าของชื่อมิรั้งรอตั้งใจจะขยับออกมาดูว่าสถานการณ์ภายนอกเป็นเช่นไร หากแต่เซี่ยเถิงเกาใช้ร่างของตนปิดทางออกเอาไว้

                “คุณหนูอย่าออกไปนะเจ้าคะ”

                น้ำเสียงตื่นตระหนกปนหวาดกลัวที่เอ่ยห้ามปรามทำให้เหอลี่หมิงมิอาจนิ่งดูดาย หญิงสาวสอบถามอย่างร้อนรน ใบหน้าที่เคยแจ่มใสดูกังวลอย่างเห็นได้ชัด

                “เกิดอะไรขึ้นเถิงเกา แล้วใครกันที่ต้องการตัวข้า”

                เซี่ยเถิงเกาให้คำตอบโดยการส่ายหน้า หากแต่ประโยคถัดมาของคนจากด้านนอก เหอลี่หมิงมิอาจแสร้งทำเป็นไม่รับรู้ได้

                “ส่งตัวเหอลี่หมิงมาให้ข้าเดี๋ยวนี้ มิเช่นนั้นพวกเจ้าทั้งหมดอย่าหวังว่าจะมีใครรอดชีวิตไปได้”

                ความประหวั่นพรั่นพรึงบีบรัดเข้าสู่กลางอกฉับพลัน สถานการณ์เช่นนี้เหอลี่หมิงไม่เคยเผชิญมาก่อน นางมิรู้ว่าควรจะต้องรับมือเช่นไร คนพวกนั้นต้องการตัวนาง หากนางไม่ออกไปคนอื่นอาจจะเดือดร้อน แต่หากนางออกไปก็อาจไม่เหลือแม้กระทั่งลมหายใจ นางควรตัดสินใจเช่นไรดี

                จังหวะที่นางกำลังชั่งใจ เสียงใครสักคนหนึ่งจากด้านนอกก็ดังขึ้น

                “พาคุณหนูหนีไป”

                สิ้นเสียงนั้นรถม้าก็เคลื่อนตัวอย่างรวดเร็ว เหอลี่หมิงกับเซี่ยเถิงเกาไม่ทันตั้งตัว ร่างของทั้งคู่จึงเสียหลัก หากแต่เวลาต่อมาก็หาที่มั่นจับยึดเอาไว้ได้ เสียงคล้ายโลหะกระทบกันดังกึกก้องไล่ตามหลัง และเสียงฝีเท้าม้าก็ไล่ตามมาติดๆ ทว่าคนในรถม้าไม่มีใครกล้าชะโงกหน้าออกไปดู ความหวาดกลัวฉายชัดในดวงตาสองนายบ่าว ดูเหมือนว่าความหวาดกลัวจะตกอยู่ที่เหอลี่หมิงเสียมากกว่า เห็นได้จากที่ดวงหน้าของนางซีดเผือด หาสีเลือดแทบไม่เจอ กล้ามเนื้อในอกข้างซ้ายของนางเต้นระส่ำ

                “มิเป็นไรนะเจ้าคะคุณหนู คนของคุณชายต้องปกป้องคุณหนูอย่างเต็มกำลัง เราจะปลอดภัย”

                แม้ความหวาดกลัวจะมีไม่ต่างกัน แต่เซี่ยเถิงเกาก็มิอาจปล่อยให้คนเป็นนายต้องจิตตก สาวใช้พยายามปลอบใจทั้งที่มิอาจคาดเดาได้ว่าจะพากันหนีรอดไปได้หรือไม่

                เพียงไม่นานหลังจากนั้นรถม้าก็ชะงักกึก คนด้านในต่างกลิ้งไปอีกฝั่ง ก่อนจะผวาเข้ากอดกันเมื่อได้ยินเสียงใครสักคนส่งเสียงกรีดร้องโหยหวน

                “อ๊าก!”

                จากนั้นเสียงดังตุบคล้ายของชิ้นใหญ่หล่นกระแทกพื้นก็ตามมา แล้วเสียงร้องของม้าคล้ายตกใจอะไรบางอย่างก็ดังขึ้น สองนายบ่าวไม่ทันได้มีโอกาสแหวกม่านเพื่อลอบมอง คนด้านนอกก็เป็นฝ่ายเข้ามาเสียเอง

                “มานี่!”

                ชายในชุดสีดำคนหนึ่งคว้าหมับที่ข้อมือของเหอลี่หมิงอย่างอุกอาจ ทั้งพยายามฉุดกระชากร่างบางให้ลงจากรถม้า แต่หญิงสาวพยายามขืนตัวเอาไว้ เซี่ยเถิงเกาเองก็กอดรัดร่างของคนเป็นนายเอาไว้ไม่ยอมปล่อย

                “ปล่อยข้านะ ข้ามิรู้จักพวกท่าน เหตุใดพวกท่านจึงต้องการตัวข้าด้วย”

                เหอลี่หมิงมิอาจควบคุมเสียงของตนไม่ให้สั่นไหวได้ แววตาของหญิงสาวเต็มไปด้วยความหวาดกลัว หัวใจของนางเต้นถี่รัวจนเจ็บอกริมฝีปากสีเรื่อสั่นระริก พยายามอย่างยิ่งยวดที่จะสลัดข้อมือของต้นให้หลุดพ้นจากมือหยาบกระด้างที่แตะต้องนางอย่างอุกอาจ ทว่าเป็นไปได้ยากเมื่ออีกฝ่ายกำข้อมือบอบบางของหญิงสาวเอาไว้อย่างแน่นหนา

                “ลงมา!”

                อีกฝ่ายไม่ให้คำตอบ ซ้ำยังออกคำสั่งด้วยเสียงดุดัน มือหยาบโลนกำรอบข้อมือเล็กเอาไว้แน่น พลางออกแรงกระชากจนร่างบอบบางถลาไปตามแรงฉุดรั้ง แม้ว่าเซี่ยเถิงเกาจะกอดร่างของหญิงสาวเอาไว้แน่น หากแต่แรงหญิงหรือจะสู้แรงชาย

                สุดท้ายร่างของเหอลี่หมิงก็ถูกชายคนดังกล่าวดึงรั้งออกมาอยู่นอกรถม้า ก่อนร่างเล็กจะเซถลาไปตามพื้นดินขรุขระที่อีกฝ่ายออกแรงเหวี่ยงอย่างไม่ผ่อนปรน หญิงสาวรีบผุดตัวลุกนั่งเพราะแรงจุกที่ท้องทำให้นางมิอาจยืนหยัดได้ในทันที ใบหน้าหันเผชิญกับชายในชุดดำ มือเล็กวางทาบลงบนพื้น ค่อยๆ ขยับตัวถอยไปทางด้านหลัง เมื่อร่างสูงใหญ่ขยับตัวเข้ามาใกล้ด้วยท่าทีคุกคาม ในมือหยาบกร้านที่เคยสัมผัสรอบข้อมือของหญิงสาวมีกระบี่อยู่เล่มหนึ่ง ใบมีดสีเงินเปล่งประกายยามกระทบกับแสงแดดจ้า มองด้วยตาเปล่าก็เดาได้ไม่ยากว่าใบมีดต้องคมกริบ ดาบนั้นกวัดแกว่งไปมาคล้ายต้องการข่มขวัญ หญิงสาวหันซ้ายแลขวา ไม่ว่าทิศทางใดก็เต็มไปด้วยการต่อสู้ ส่วนใหญ่เป็นคนที่ติดตามนางมากำลังเพลี่ยงพล้ำ ความหวาดกลัวกัดกินหัวใจของนางจนเป็นแผลเหวอะหวะ แววตาฉายชัดถึงความประหวั่นพรั่นพรึง หนทางรอดดูเลือนราง เห็นทีนางคงเอาชีวิตครั้งที่สองมาทิ้งที่นี่เสียแล้วกระมัง

                เหลือเพียงไม่ถึงครึ่งก้าว คนในชุดดำก็จะเข้าถึงตัวเหอลี่หมิง แม้ว่านางจะไม่เห็นว่าคนร้ายแสดงสีหน้าเช่นไร หากแต่ดวงตาแข็งกร้าวยามที่มองมาที่นางบ่งบอกว่าเจ้าของดวงตามีแต่ความเหี้ยมเกรียมไร้เมตตา

                “ระ เรามิเคยรู้จักกันมาก่อน เหตุใดท่านต้องการเอาชีวิตข้ากันเล่า”

                เหอลี่หมิงเพียงต้องการถ่วงเวลา เมื่อเห็นเซี่ยเถิงเกาถือไม้ท่อนหนึ่งค่อยๆ ขยับเท้าเข้ามาใกล้คนร้าย ความหวังที่เคยริบหรี่ของนางโชนแสงขึ้นอีกครั้ง

                คนร้ายยังไม่ตอบในทันที หากแต่กลั้วหัวเราะในลำคอด้วยน้ำเสียงที่ชวนขนลุก ก่อนเสียงทุ้มต่ำจะเอ่ยอย่างย่ามใจ

                “หึๆ ไม่จำเป็นว่าเราจะรู้จักกันหรือไม่ ข้าเพียงแต่ทำตามคำสั่งรองเสนาบดีกรมพิธีการเท่านั้น”



ขอให้อ่านอย่างมีความสุขค่ะ

   ติดตามแฟนเพจ กดตรงนี้เลยจ้า

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 181 ครั้ง

402 ความคิดเห็น

  1. #368 fangosakatim (@fangosakatim) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2561 / 18:56
    อัพถึงตอนนี้เหมือนคราวก่อน…อย่าปล่อยให้รอเก้ออีกนะคะไรท
    #368
    0
  2. #366 rossukon2531 (@rossukon2531) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2561 / 11:49
    นางเอกไม่มีความสามารถอะไรเลยเหรอน่าจะให้ป้องกันตัวเองได้บ้างก็ยังดี
    #366
    0