ตอนที่ 18 : HUG (ไม่) ปรารถนาครั้งที่สิบเจ็ด… พาชีวิตไปเสี่ยงเพื่อนาย (เต็มดวง%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 627
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    25 ส.ค. 59




HUG (ไม่) ปรารถนาครั้งที่สิบเจ็ดพาชีวิตไปเสี่ยงเพื่อนาย

 

 

เควิน

ผมคิดถึงเพียงดินจนแทบทนไม่ไหวด้วยซ้ำ มันทรมานอย่างนี้นี่เอง ความรักมันน่ากลัวยังไงก็ไม่รู้สิครับ พยายามฝืน พยายามทำเหมือนว่าไม่รัก แต่สุดท้ายก็รักไปแล้ว

รักแบบไม่รู้ตัว...

“เคนคะ  ซุ้มดอกไม้แบบนี้โอเคไหมคะ”

“ถ้าคุณชอบ ผมก็ไม่มีปัญหาครับ”

“ทำไมคุณถึงไม่ออกความเห็นบ้างล่ะคะ” น้ำเสียงของพราวพรรณเริ่มไม่พอใจแล้วครับ

“ขอโทษครับ แต่ผมเป็นผู้ชาย ถ้าเลือกอะไรไปอาจจะไม่ถูกใจคุณก็ได้”

“พราวขอโทษนะคะที่ใจร้อนไปหน่อย พราวเข้าใจแล้วค่ะ”

“ถ้างั้นคุณจัดการไปนะครับ ผมขอออกไปคุยงานก่อน”

“ได้ค่ะ”

ผมเดินเลี่ยงออกมาทันที กว่าจะรอดออกมาได้ แทบแย่ครับ อาทิตย์หน้าก็จะเป็นวันงานแล้ว เวลามันเดินเร็วจริงๆ เลย

“คุณเควินครับ”

“ครับ” ผมเดินเลี่ยงออกมาเจอเลขาคนสนิทยืนรออยู่พอดี “มีความคืบหน้าอะไรบ้าง”

“นายผาสุขเริ่มเคลื่อนไหวอีกแล้วครับ มีการติดต่อกับคุณพงษ์ด้วยครับ ผมเกรงว่าพวกเราจะลำบากทีหลังได้”

“ไม่รู้จักจำจริงๆ สินะ”

“จะเอายังไงดีครับ”

“เรื่องนายผาสุข เดี๋ยวผมจัดการเอง ถึงจะเป็นญาติของเพียงดินก็เถอะ แต่คงไม่ได้มาดีแน่นอน” ถึงขั้นไปติดต่อกับว่าที่พ่อตากำมะลอของผมแบบนี้ คงมีเรื่องให้คิดอีกแล้ว

เรื่องวุ่นๆ ทำไมไม่ยอมจบสักที

“ครับ”

หลังจากจัดการเรื่องงานแต่งจนเสร็จเรียบร้อย ผมก็ต้องไปกินข้าวกับว่าที่ภรรยากำมะลอต่อ ช่วงเย็นก็มีนัดกับว่าที่พ่อตา ชีวิตผมตอนนี้วุ่นวายไปหรือเปล่า

ผมหวังว่ามันจะคุ้มค่ากับการยอมเสี่ยงในครั้งนี้นะครับ

“เคนคะ ช่วงนี้คุณเหม่อจังเลย”

“ผมคิดเรื่องงานนะครับ อยากรีบเคลียร์ให้เสร็จ พอแต่งงานไป ผมก็อยากมีเวลาให้คุณมากขึ้น” ถ้าพวกเรารักกัน ผมคงเป็นสามีที่ดีมากๆ สินะ

“โธ่! อย่าคิดมากสิคะ พราวเป็นห่วง” ถ้าไม่ติดที่ว่าเธอเป็นลูกของคุณพงษ์ ผู้หญิงตรงหน้าผมตอนนี้ก็ไม่มีอะไรเสียหายหรอกครับ บางครั้งผมก็นึกสงสารเธอ...

“ผมขอโทษนะครับ ถ้าทำให้คุณรู้สึกไม่ดี”

“พราวโอเคค่ะ เรากินข้าวกันต่อดีกว่า”

“ครับ”

ผมยิ้มให้เธอ พยายามสร้างภาพให้โอเคที่สุด แต่ทำไมถึงไม่โอเคเลย การฝืนยิ้มและทำเรื่องราวพวกนี้ให้เหมือนจริงที่สุด บางครั้งมันก็ยากไปนะครับ

ช่วงเวลาที่น่าอึดอัดใจผ่านไปเรื่อยๆ ผมพยายาใช้ทุกวินาทีให้รวดเร็วที่สุด

บรืนน น นน

ต่อให้มีผู้คนมากมาย มันก็ยังไม่หายเหงาหรือบางทีผมไม่ควรเลือกทำแบบนี้ตั้งแต่แรก เหมือนเป็นการเดินทางที่ผิดแปลกออกไปอย่างสิ้นเชิง

ผมเหนื่อยจนต้องหลับตาลงด้วยซ้ำ มันอาจจะช่วยให้ผมหายเหนื่อยก็ได้ครับ...

“คุณเควินครับ” เสียงของคุณปัญญ์ดังขึ้น เมื่อกี้ผมเผลอหลับไปสินะ ตื่นขึ้นมาอีกทีก็พบว่าตัวเองกำลังนั่งอยู่ในรถที่จอดอยู่บริเวณบ้านหลังหนึ่งที่แสนคุ้นเคย

“กลับมาที่นี่ทำไม”

“ผมเห็นคุณเศร้า ถ้าได้กลับมาคุณคงโอเคกว่านี้ ยังพอมีเวลานะครับ ตอนนี้พวกเราอยู่ที่บ้านคุณเคย์ ไม่มีใครสงสัยหรอกครับ”

“ขอบคุณนะครับ” ผมรู้สึกเหมือนร่างกายได้เติมพลังเลยครับ รีบเดินลงจากรถทันที แล้วสาวเท้ายาวๆ เข้าไปในบ้าน เสียงเอะอะโวยวายดังขึ้นราวกับว่าเพียงดินกำลังทะเลาะอยู่กับเคย์

“คุณเคย์ชอบแกล้งผมอยู่เรื่อยเลย” เพียงดินเอ่ยตัดพ้อออกมา แต่เคย์กลับยิ้มแล้วหันมาจ้องหน้าผม พวกเราส่งสัญญาณให้กันแทนคำพูด “แกล้งแล้วจะหนีเหรอครับ”

“ฮาๆ ผมเปล่าแกล้งนะครับ”

หมับ

ผมเดินเข้าไปกอดเพียงดินจากด้านหลังทันที รู้สึกโหยหาอ้อมกอดนี้มากๆ คิดถึงเหลือเกิน “คิดถึงจังเลย”

“ผมขอตัวนะครับ” เคย์เดินยิ้มออกไป ส่วนเพียงดินก็เอาแต่นิ่งอึ้งอยู่ที่เดิม

“ดิน”

“ปล่อย” น้ำเสียงสั่นเอ่ยออกมา ร่างกายก็พลอยสั่นไปด้วย “ผมบอกให้ปล่อย” ผมยอมปล่อยอ้อมกอดออกจากเพียงดิน คนตรงหน้าค่อยๆ หันกลับมามองผม ดวงตากลมโตแดงก่ำแล้วหยาดน้ำตามันก็ไหลตามออกมาทันที

หมับ

“ฮือๆ” คราวนี้เป็นเพียงดินที่ทำให้ผมต้องอึ้ง เจ้าตัวร้องไห้เหมือนเด็ก แถมยังโผล่เข้ามาโอบกอดผมเอาไว้จนแน่น มือหนาทั้งสองข้างยกขึ้นกอดตอบร่างเล็กตรงหน้าเอาไว้ “คนใจร้าย”

“อย่างอแงสิครับ”

“ไหนว่าจะไม่เจอกันอีก”

“มันทรมาน...ขอโทษนะดิน” ผมรั้งเพียงดินออกห่างจากอ้อมกอด สองมือเปลี่ยนเป็นรั้งใบหน้าที่คลอไปด้วยหยาดน้ำตาเอาไว้แทน เพียงดินจ้องหน้าผมแววตาเศร้าหมองเหลือเกิน

จุ๊บ

แล้วจู่ๆ ผมก็โน้มใบหน้าขึ้นไปกดจูบแผ่วเบาบริเวณเปลือกตาทั้งสองข้างเพื่อปลอบโยน

“เด็กขี้แย”

“ฮือๆ”

“ไม่ร้องไห้นะครับ” ผมไม่เคยอ่อนโยนขนาดนี้มาก่อน ไม่เคยรู้สึกว่าต้องมาดูแลใครขนาดนี้ แต่ตอนนี้ผมยอมรับแล้วจริงๆ ครับ เพราะเพียงดินพิเศษสำหรับผมที่สุด

“เป็นเจ้าหนี้ที่นิสัยแย่มากๆ เลย”

“นายก็เป็นลูกหนี้ที่พิเศษสุดๆ เหมือนกัน”

“ห้ามเป็นอะไรไปก่อนนะครับ...สัญญานะ” เพียงดินประสานมือข้างซ้ายเข้ากับมือของผม เจ้าตัวออกแรงบีบเพื่อย้ำเตือนทุกๆ การกระทำในตอนนี้ รอยยิ้มเศร้าๆ ของคนตรงหน้า ทำให้ผมรู้สึกแย่อย่างบอกไม่ถูกเลยจริงๆ เหมือนเลือกทางผิดยังไงก็ไม่รู้สิครับ

“ไม่น่าเลือกวิธีนี้เลยจริงๆ สินะ”

“คุณเลือกเองนะครับ” เพียงดินสบตาผม แววตามันดีกว่าเดิม ถึงสีหน้าจะเศร้าไม่เปลี่ยนไปก็ตาม

“ขออนุญาตนะครับ แต่พวกเราต้องกลับกันแล้ว” เสียงของคุณปัญญ์ดังขึ้นจากด้านหลัง ผมหันไปมองพร้อมกับพยักหน้าแทนคำตอบ ก่อนจะหันกลับมามองหน้าเพียงดินต่อ

“ต้องกลับแล้ว”

“ไม่รู้จะโผล่หน้ามาทำไม”

“ที่ร้องไห้เพราะดีใจไม่ใช่เหรอ? แล้วทำไมตอนนี้ถึงพูดจาไม่น่ารักอีกแล้ว”

“ผมพยายามทำใจอยู่นะครับ ยิ่งคุณโผล่หน้ามาแบบนี้ ผมก็ต้องเริ่มใหม่นะสิ” เพียงดินเบ้ปากใส่ผม แววตาเริ่มเอ่อคลอ ขยันร้องไห้จริงๆ เลยครับ

“นี่แนะ!” ผมบีบจมูกเพียงดินแล้วส่ายไปมาจนเจ้าตัวร้องโวยวาย

“ผมเจ็บ”

“ยิ้มหน่อยสิ”

“ไม่!

“ดิน”

“ผมยิ้มไม่ออก” เพียงดินเบือนหน้าหนีผมแล้วเงียบไป ผมเองก็ด้วย

“...” ผมไม่ได้พูดอะไรออกไป เอื้อมมือขึ้นไปขยี้หัวเพียงดินก่อนจะเดินออกมา แต่ข้อมือข้างหนึ่งกลับถูกรั้งให้หยุดเดินซะก่อน

“ดูแลตัวเองด้วยนะครับ” ผมหันกลับไปมอง ได้เจอกับรอยยิ้มสดใสของคนตรงหน้าด้วย แถมน้ำเสียงห่วงใยเมื่อกี้ยังทำให้ผมชื่นใจอีกต่างหาก

“สัญญาว่าจะไม่ตาย”

“เหอะ! รีบกลับไปเลยนะครับ”

ผมขอแค่นี้ก็พอแล้ว เหมือนได้เพิ่มพลัง และก็ได้มามากด้วยครับ รอยยิ้มเศร้าๆ ของเพียงดินก็เหมือนกำลังใจมากมายสำหรับผมเหลือเกิน

“ผมขอคุยอะไรด้วยหน่อยสิครับ เพื่อความมั่นใจ” เสียงของเคย์ดังขึ้น ทำให้ผมกับคุณปัญญ์ต้องมองหน้ากัน “ทั้งสองคนนะครับ” เคย์เดินนำหน้าไปแล้วพวกเราเลยต้องเดินตามไปด้วย มุมหนึ่งของตัวบ้านเคย์ยืนมองหน้าผมสลับกับคุณปัญญ์ สีหน้าจริงจังแบบนี้ของเขา ผมไม่เคยเห็นมานานแล้วครับ

“พี่เคนกับคุณปัญญ์คิดจะทำอะไร” เคย์เริ่มตั้งคำถาม “อย่าบอกแค่ให้ผมปกป้อง ถ้าผมไม่รู้ว่าจุดประสงค์จริงๆ ผมก็เลือกวิธีไม่ถูก” น้ำเสียงจริงจังเอ่ยออกมาเรื่อยๆ เคย์จ้องหน้าผมกับคุณปัญญ์สลับกันไปมาเพื่อรอฟังคำตอบ

“ก่อนหน้านี้พี่กับเพียงดินถูกลอบยิง ไหนจะเรื่องไฟไหม้ที่ไร่ของเขาอีก ทั้งหมดมันเกิดขึ้นเพราะนายพงษ์พ่อของพราวพรรณ”

“พี่เลยยอมแต่งงานกับเธอเพื่อสืบเรื่องราวทั้งหมดให้มันชัดเจนกว่านี้สินะครับ”

“พี่จำเป็นนะเคย์ ไม่งั้นเราจะไม่รู้อะไรเลย”

“พี่ทำอะไรไม่เคยปรึกษาใครมาตั้งแต่ไหน แต่ไรแล้ว เหมือนกับป๊าที่คิดจะไปไหนไม่บอกไม่กล่าวกัน”

“แต่พวกเราเหมือนกันนะเคย์เราเลือกที่จะปกป้องคนที่ตัวเองรัก โดยไม่สนใจว่าหนทางมันจะเป็นยังไง” ผมกล้ายอมรับก็ได้ครับ ในเมื่อมันหันหลังกลับไม่ได้แล้ว นอกจากต้องเดินหน้าต่อไปเท่านั้น

“แล้วถ้าพี่กับคุณปัญญ์เป็นอะไรขึ้นมาละครับ”

“ผมจะไม่เป็นอะไรหรอกครับ ตอนนี้พวกเราก็ได้ข้อมูลมาเยอะพอสมควร อีกไม่นานก็พร้อมจะเปิดโปงนายพงษ์ได้สำเร็จ”

“ผมจะเชื่อใจพวกพี่สองคนได้งั้นเหรอ?” เคย์เอาแต่จ้องหน้าพวกเราสองคนอยู่ตลอด แววตาที่สะท้อนกลับมามันคือความห่วงใยมากมาย ผมรู้ว่าเคย์เป็นห่วงและอยากช่วยมากกว่านี้ แค่เขาปกป้องเพียงดินให้ผม ก็ถือว่าช่วยได้เยอะแล้วครับ

“นายไม่เชื่อใจพี่เหรอ?”

“ผมไม่เชื่อใจลูกปืนที่จะจ่อไปหาพวกพี่สองคนมากกว่าครับ ชอบทำอะไรไม่คิดหน้า คิดหลังให้ดีซะก่อน และไม่ยอมปรึกษาใครด้วย” เคย์ได้นิสัยแม่มาเต็มๆ เลยครับ ขี้บ่นแต่ทุกอย่างก็เกิดขึ้นเพราะความห่วงใยทั้งนั้น

“ถ้าเพียงดินรู้เข้า พี่ตายแน่”

“แค่นี้ก็จะตายอยู่แล้ว ฝากดูแลให้ดีๆ ด้วยนะถ้าเป็นไปได้ ห้ามออกไปไหนมาไหนระหว่างที่งานแต่งมันยังไม่จบลง”

“พี่ก็อย่าตายไปซะก่อนละกัน ส่วนเรื่องงานแต่ง ผมกับป๊าไม่ยอมรับหรอกนะครับ รับหน้ากันเอาเองละกัน”

“งานแต่งกำมะลอในครั้งนี้ คงไม่มีญาติฝ่ายเจ้าบ่าวสักคน นอกจากคุณปัญญ์ละมั้ง”

ผมพูดจาเหมือนประชดเคย์ แต่มีเหรอที่น้องชายของผมจะสนใจ ในเมื่อเขาพูดออกมาหนักแน่นแล้วว่าไม่ยอมรับ

“ถ้าป๊ารู้เข้า

“ไม่ต้องขู่ เพราะทั้งป๊าและเพียงดิน ต่างน่ากลัวพอๆ กัน”

“ดูแลตัวเองด้วยนะครับพี่ชายทั้งสองคน” ผมพยักหน้าให้เคย์ก่อนจะเดินกลับไปที่รถ ได้คุยและเคลียร์กับน้องชายไปบ้าง มันก็รู้สึกดีแบบนี้นี่เอง

เฮ้อ!

ต่อจากนี้ต่างหากคือของจริง

บรืนน น นน

เสียงรถแล่นออกจากตัวบ้านด้วยความรู้สึกที่ดีขึ้นกว่าเดิมมากๆ ไหนจะคำพูดของเลขาคนสนิทอย่างคุณปัญญ์อีก “เหมือนได้ชาร์จแบตเลยนะครับ”

“ขอบคุณนะครับ ดูท่าทางเคย์จะโกรธ”

“คุณเองก็เป็นอย่างที่คุณเคย์เขาว่าไว้นั่นแหละครับ”

“งั้นเหรอครับ? ผมเพิ่งจะรู้เดี๋ยวนี้เอง” ไม่มีคำพูดใดๆ เอ่ยออกมาอีก มีแค่ความเงียบและเสียงรถที่กำลังแล่นอยู่บนท้องถนน

ความรู้สึกมากมาย กับใจจริงๆ ที่อยากจะรีบจัดการเรื่องราวพวกนี้ให้จบลงไปผมหวังว่าเพียงดินจะยังปลอดภัยและอยู่รอผมจนทุกอย่างมันสำเร็จลุล่วงไปนะครับ และผมเองก็จะอยู่รอดจนถึงวันนั้นด้วย

จบปัญหาทางนี้ ผมก็ต้องไปพบกับว่าที่พ่อตาอีก สถานที่นัดหมายก็เป็นร้านอาหารสุดหรูในเครือของเขา รอบคอบดีมากๆ เลยครับ แถมคราวนี้พราวพรรณยังไม่ได้ไปร่วมด้วยอีกต่างหาก ผมไม่แน่ใจว่าจะมีเรื่องอะไรให้คุยอีก

พวกการ์ดมากมายยืนเรียงรายกันเต็มหน้าร้านไปหมดเลยครับ รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะถูกรับน้องยังไงก็ไม่รู้สิ

“สวัสดีครับ คุณพ่อ” ผมก็แสดงละครเก่งเหลือเกิน คุณปัญญ์ไม่ได้ตามเข้ามาด้วย เขาแค่รออยู่ด้านนอกเท่านั้น ที่โต๊ะอาหารก็มีแค่พวกเราสองคน

“สวัสดีครับ” ว่าที่พ่อตาตอบยิ้มๆ

“คุณพ่อมีอะไรจะคุยกับผมเป็นการส่วนตัวหรือเปล่าครับ” ผมเองก็อยากคุยให้มันจบๆ ไปสักที เลยไม่อยากรีรอนอกจากจะรีบเปิดประเด็น

“ผมรักลูกพราวมาก”

“ครับ”

“ถ้าใครทำให้ลูกสาวของผมเสียใจ คนๆ นั้นคงต้องรับผิดชอบ” เหมือนถูกข่มขู่ยังไงก็ไม่รู้สิครับ แววตาที่จ้องกลับมาก็มองไม่ค่อยออก

“ผมจะไม่ทำให้คุณพ่อผิดหวังอย่างแน่นอน”

“งั้นเหรอครับ?” ว่าที่พ่อตาจ้องหน้าผม พร้อมกับโทรศัพท์ที่หยิบขึ้นมาและเสียงที่ดังตามออกมาติดๆ

“ผมรู้จักมันนะครับท่าน มันกำลังหรอกท่านอยู่”

ทำไมผมจะจำน้ำเสียงนี้ไม่ได้ ในเมื่อคนที่กำลังพูดอยู่ในสายที่ถูกอัดเอาไว้คือนายผาสุข แผนของผมจะแตกเพราะคนอื่นหรือเปล่านะ

“มีอะไรหรือเปล่าครับ” ผมก็ทำใจดีสู้เสือ ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วเอ่ยถามออกไปแทน

“นายผาสุขบอกกับผมว่ารู้จักคุณ”

“มันไม่ใช่เรื่องแปลกนี่ครับ ในเมื่อเขาเป็นลุงของเพียงดิน ผมเองก็เคยคุยกับเขาไปบ้าง ท่าทางดูร้อนรนเหมือนอยากได้สิทธิ์ในบ้านและที่ดินร่วมกับเพียงดินด้วย” ผมคงไม่โง่ให้เรื่องแค่นี้มาทำร้ายตัวเองหรอกครับ อย่างน้อยๆ ก็ช่วยเลี่ยงความเสี่ยงออกไปได้บ้าง ไม่มากก็น้อยนั่นแหละ

“ถ้ามันเป็นอย่างที่คุณพูด เสี้ยนหนามแบบนี้พ่อคงจัดการให้ได้” น้ำเสียงและสรรพนามเริ่มเปลี่ยนไปนิดหน่อย แม้ว่าท่าทางจะไม่ค่อยเชื่อใจผมก็ตาม

“ผมไม่มีวันทรยศต่อความรักของพราวหรอกครับ”

“ผมได้ยินแบบนี้ก็ดีใจ ทั้งชีวิตผมมีแค่ลูกและก็อยากให้เธอมีความสุข” ช่างเป็นพ่อที่แสนดีอะไรอย่างนี้

“ผมจะดูแลเธอให้ดีที่สุดครับ ผมสัญญา” พูดโกหกออกไปหน้าตายมากๆ ผมทำได้ยังไงกัน นึกสงสารเธอ แต่ควรสงสารตัวเองมากกว่าสินะ

หลังจากผ่านเรื่องตึกเครียดไป พวกเราก็พูดเรื่องสินสอดกันต่อ นายพงษ์อยากได้บ้านและที่ดินนั้นมากๆ ดูท่าทางอยากจะเปลี่ยนมันเป็นอย่างอื่นแทนแล้วมั้ง แต่ก็น่าสงสารนายผาสุขอยู่ดี คิดว่าเรื่องแค่นี้จะฆ่าผมได้งั้นเหรอ คิดผิดอย่างมหันต์เลยครับ

“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ผมคงต้องขอตัวกลับก่อนนะครับ มีของที่อยากรีบหาให้พราวเขาก่อนวันงาน”

“เชิญครับ”

สิ่งเดียวที่อยากหาให้คือยุติเรื่องราวทั้งหมดละมั้ง ผมทรมานเต็มทีกับการต้องทำแบบนี้ อย่าโทษใครๆ เลยครับ นอกจากตัวเอง

“เรียบร้อยดีไหมครับ” คำถามแรกเอ่ยออกมาจากปากของคุณปัญญ์ เมื่อเขาได้เห็นสีหน้าของผม

“คิดว่ายังไงครับ”

“คงดีที่สุดมั้งครับ” ประตูรถถูกเปิดออก ก่อนที่ผมจะเดินเข้าไปนั่งด้านใน คุณปัญญ์เองก็เดินกลับไปนั่งฝั่งคนขับ พร้อมกับรถที่กำลังแล่นออกจากหน้าร้านอาหารสุดหรูทันที

“คราวนี้นายผาสุขคงไม่รอด”

“จะเอายังไงต่อดีครับ”

“แล้วแต่บุญ แต่กรรมของเขาก็ละกันครับ เพราะผมเคยเตือนไปแล้ว”

ผมไม่ใช่คนดีหรอกครับ และพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อตัวเองด้วย ถ้าวิธีที่ผมเลือกมันเสี่ยง แต่คุ้มค่ากับการเสี่ยงผมก็ยอม

ผมไม่สนใจคนอื่นๆ ด้วยซ้ำ คงมีคนเดียวละมั้งที่ผมสนใจและไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจากเพียงดิน

“ผมอยากให้คุณระวังตัวเองไว้บ้างนะครับ”

“คุณเองก็เหมือนกัน ตอนนี้ชีวิตของพวกเราสองคนก็คงมีแต่ความเสี่ยงก้าวเข้ามา”

“สงสัยต้องจับปืนอีกแล้วสิครับ” คุณปัญญ์พูดติดตลก แต่ใครจะไปรู้ว่าชีวิตของผู้ชายคนนี้มักมีเรื่องน่าตื่นเต้นเกิดขึ้นมาเสมอ และเขามักจริงจังกับทุกเรื่องราวด้วยสิครับ

“ถ้าไม่ลอง ก็คงไม่รู้”

“ผมคงโชคดีนะครับ ที่เห็นคนยิ้มอย่างมีความสุขแบบนี้อีกครั้ง”

” ความเงียบเกิดขึ้น ภายใต้รถคันหรู ไม่มีใครพูดอะไรออกมาอีกเลย ทั้งผมและก็คุณปัญญ์ต่างก็เงียบใส่กัน แต่อย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นคงเป็นรอยยิ้มของผมละมั้ง

 

 







_____________________________

TBC

เหมือนนิยายน้ำเน่าเลย น้ำเน่าหลงเงาเพียงดิน

ฮาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา


ตอนนี้สั้นไปละมั้ง คิดไม่ค่อยออก บอกไม่ค่อยถูก

ตอนไหนแสนอึดอัด อยากให้จบไปเร็วๆ ด้วยซ้ำ


ขอบคุณนะคะ

^^

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

30 ความคิดเห็น

  1. #19 Bff pli (@happytodaylylaln) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 25 สิงหาคม 2559 / 19:31
    รอออออ
    #19
    0