ตอนที่ 21 : HUG (ไม่) ปรารถนาครั้งที่ยี่สิบ… ผมรักคุณ (เต็มดวง%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 699
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    28 ส.ค. 59






HUG (ไม่) ปรารถนาครั้งที่ยี่สิบผมรักคุณ

 

 

เพียงดิน

สามวันผ่านไปไวเหมือนโกหกเลยครับ ตอนนี้พวกเราก็เริ่มเข้าใจกันมากขึ้น อยู่ด้วยกันก็มีแต่รอยยิ้มมากขึ้น แม้ว่าบางครั้งเขาจะชอบกวนประสาทผมไปบ้างก็ตาม ยิ่งเวลาจะนอนเข้าก็ยิ่งกวนใจผมไม่หยุด มันทรมานจริงๆ นั่นแหละครับ อยู่ใกล้กันแต่ต้องนอนแยกห้องกัน...

เฮ้อ!

ผมต้องหัดเรียนรู้เอาไว้ครับ บางทีมันอาจจะดีต่อพวกเราสองคนก็ได้ แต่ที่น่าแปลกใจไปก็คือไม่ว่าผมจะแอบหนีไปเดินเล่นแถวไหนเขาก็มักจะตามหาจนเจอเสมอ จนบางครั้งผมก็คิดนะครับว่าเขาอาจติดตามผมด้วยอะไรสักอย่างก็ได้

วันนี้แหละครับ ผมต้องสืบให้ได้เลย...

“คุณปัญญ์เหรอครับ ผมมีเรื่องอยากให้ช่วยหน่อย” เสียงคุณเควินดังขึ้น ผมเองก็ต้องรีบหลบทันที

“ตอนนี้เครื่องที่ติดตามเพียงดินอยู่ที่แหวน เสียงมันเหมือนจะหายไปแล้วนะครับ”

หืม!

พอได้ยินแบบนี้ผมก็แปลกใจสิครับ แหวนที่ผมสวมอยู่มีอะไรแบบนั้นด้วยเหรอ มันต้องมีอะไรที่ผมไม่รู้มากกว่านั้นแน่นอน

“ฝากให้คนเอามาให้ผมที่บ้านพักด้วยนะครับ ไว้ผมจะซ่อมเอง” ผมรู้สึกเจ็บใจยังไงก็ไม่รู้สิครับ ไม่ว่าเขาจะทำอะไรอยู่ตรงไหนผมมักจะไม่รู้ ซึ่งมันต่างจากผมที่ไม่ว่าจะยืนอยู่มุมไหนของบ้านเขาก็จะรีบตามหาจนเจอ

“ซ่อมอะไรไม่ทราบครับ”

“ดิน” เขาดูตกใจมากเมื่อเห็นหน้าผม คงไม่คิดด้วยละมั้งว่าผมจะได้ยิน

“ถ้าคุณไม่พูดความจริง ผมจะกลับบ้านแล้วนะครับ”

“ทำไมชอบขู่แบบนี้อยู่เรื่อยเลย” เขาพยายามจะเดินเข้ามาหาผม แต่ผมกลับไม่ยอม เอาแต่ถอยหลังหนี

“คุณทำตัวเอง ไม่ว่าผมจะทำอะไรคุณก็รู้ไปหมดทุกอย่าง บางครั้งผมก็คิดนะครับว่าคุณอาจจะเลี้ยงกุมารไว้ด้วย”

“หา! คิดอะไรของนาย”

“งั้นก็บอกมาสิครับ ผมจะได้ไล่ตามความเจ้าเล่ห์ของคุณทัน” ผมยู่หน้าไม่พอใจใส่เขา สบตาเขาด้วยแววตาสงสัยมากมาย เขามันเจ้าเล่ห์ของจริงและไม่มีใครเกินด้วยครับ

“มันไม่มีอะไร”

“คำว่าไม่มีอะไรของคุณ มักจะตามมาด้วยเรื่องยุ่งๆ ทั้งนั้นเลย”

“เพียงดิน”

“ถ้าไม่ยอมบอกความจริง ผมก็จะไม่อยู่กับคุณอีกแล้ว ยกเลิกมันไปเลย”

“นายนี่มันดื้อของแท้”

“คุณก็เจ้าเล่ห์เหมือนกัน”

“ฉันบอกก็ได้ แต่มีข้อแม้” เขาชอบต่อรองผมอยู่เรื่อยเลยครับ แต่ผมคงต้องยอมเพราะไม่เช่นนั้นเขาไม่ยอมบอกแน่ๆ

“ข้อแม้อะไร”

“สี่วันที่เหลือ นายต้องนอนห้องเดียวกับฉัน” คนเจ้าเล่ห์ยิ้มดีใจเชียวครับ

“ขี้โกง!

“จะยอมไหม?” ผมไม่น่าอยากรู้ตั้งแต่แรกเลยครับ

“ดิน”

“ก็ได้ แต่ห้ามทำอะไรผมนะครับ”

“แค่กอด...” ท่าทางและน้ำเสียงของเขาเหมือนคนที่โหยหาอ้อมกอดมากๆ เลยครับ

“อืม” ผมเองก็ขานรับออกไป แถมยังไม่ยอมสบตาเขาอีกต่างหาก

หมับ

“คุณเควิน” คนเจ้าเล่ห์ยังไง ก็ยังงั้นไม่เปลี่ยนแปลงเลยครับ ผมไม่น่าหันหลังให้เขาฉวยโอกาสกอดได้เลยจริงๆ แถมยังกอดไม่ปล่อยแล้วอุ้มผมเดินไปนั่งที่โซฟาต่อ ซ้ำร้ายยังบังคับให้ผมนั่งบนตักของเขาอีกต่างหาก “ปล่อยผมลงนะครับ”

“นั่งท่านี้แหละ”

“ทำไมต้องท่านี้ด้วย”

“ก็มันจำเป็น” เขาพูดไปจับมือข้างซ้ายผมขึ้นมาด้วย แถมยังถอดแหวนออกไปจากนิ้วผมซะดื้อๆ “แหวนวงนี้สำคัญมากนะดิน”

“ครับ”

“นายเคยสังเกตมันไหม”

“ก็มีบ้าง แต่ไม่เห็นจะมีอะไรผิดปกติเลยนี่ครับ” ผมยอมนั่งอยู่บนตักของเขา มองสำรวจไปที่แหวนตรงหน้าด้วย แต่สิ่งที่เห็นก็ยังเหมือนเดิม

“เห็นด้านในของแหวนไหม”

“ครับ”

“ตรงนี้สามารถแกะออกมาได้ แล้วเราก็จะใส่อุปกรณ์บางอย่างลงไปด้วย แหวนแบบนี้มันมีเยอะ ไม่ได้มีค่าอะไรมากมายอย่างที่บอกหรอก แต่เพราะมันเป็นวงเดียวกับที่แม่ใส่ติดตัวเอาไว้ตลอด จะมีแค่ป๊า เคย์ แล้วก็ฉันที่มองออก”

“แต่ตอนนั้นคุณมองไม่ออก”

“มันเหมือนกันมาก และฉันก็เป็นห่วงนายมาก เลยหน้ามืดไปหน่อย”

“ข้ออ้าง”

พอลองฟังคำอธิบายทั้งหมดมันกลับน่าทึ่ง แหวนแค่วงเดียวแต่สามารถทำอะไรได้เยอะแยะไปหมดเลยครับ

“มันจะมีกล้องขนาดจิ๋วซ่อนอยู่ ภาพและเสียงจะดีเยี่ยมมาก”

“งั้นคุณก็เห็นทุกอย่างมาตลอดนะสิ”

“เฉพาะเวลาที่ฉันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดดูเท่านั้น” เขาพูดพลางหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาด้วย แถมยังเปิดโปรแกรมที่ว่านั้นให้ผมดู ทุกอย่างค่อยๆ กระจ่างออกมาทีละนิด “ภาพชัดดีไหม”

“แล้วเวลาที่ผมอาบน้ำหรือทำอะไรล่ะ”

“ถ้าฟลุ๊คก็เห็น”

“คนลามก!” ผมดันตัวเขาออกห่างพร้อมทั้งเด้งตัวหนีทันที คุณเควินนั่งหัวเราะจ้องหน้าผมใหญ่เลยครับ “คุณมันเจ้าเล่ห์ที่สุดของที่สุดเลยจริงๆ สินะ...ผมไม่น่าหลงกลคุณเลย”

“นายถอนตัวไม่ได้แล้ว”

“ถ้าเลิกรักคุณได้ ผมก็อยากทำ”

“ใจดำ!

หมับ

“ปล่อยผมนะ” คนเจ้าเล่ห์รีบโผล่เข้ามาสวมกอดผม แถมยังบังคับสวมแหวนกลับมาที่นิ้วนางข้างซ้ายของผมอย่างเดิม เขามันที่สุดอย่างที่ผมว่าไว้นั่นแหละครับ

“ห้ามถอดอีก”

“ผมจะถอด คุณขี้โกง”

“ดิน...ที่ให้ใส่ติดตัวเอาไว้ตลอดก็เพราะเป็นห่วง” น้ำเสียงของเขาเริ่มจริงจังขึ้น ชอบจริงจังเพื่อกลบเกลื่อนความผิดอยู่เรื่อยเลยครับ

“แล้วผมไม่มีสิทธิ์เป็นห่วงคุณเลยเหรอ คุณมองเห็นผมตลอด แล้วถ้าจู่ๆ คุณหายไป ผมจะทำยังไง?”

“โอ๋ๆ ไม่งอแงนะครับ”

“อะ อึก ฮือๆ” จากที่ดีๆ อยู่ก่อนหน้านี้ ผมกลับร้องไห้ออกมาซะงั้น มันอึดอัดมากๆ เลยครับ

“เด็กขี้แย”

“ฮือๆ”

“อ้าว! ขอโทษๆ อย่าร้องสิครับ” ตอนนี้ผมอยากร้องไห้มาก พอได้ร้องออกมามันก็หายอึดอัด

“ไม่อยากห่างกันเลย” ผมทนไม่ไหวแล้วครับ ไม่รู้จะฝืนทำไมนักหนาอีกเดี๋ยวพวกเราก็ต้องอยู่ห่างกันแล้ว

“ไว้จะแอบโทรหา”

“ห้ามโกหกนะครับ”

“ใครจะกล้าโกหกเมียตัวเองได้ลงคอ” เขาชอบพูดแบบนี้อยู่เรื่อยเลย แรกๆ ผมก็เขินนั่นแหละครับ แต่ตอนนี้มันไม่ใช่แล้ว ไม่รู้จะเขินไปทำไมในเมื่อเขาไม่หยุดพูดอยู่ดี

 

หลังจากผ่านช่วงแย่ๆ ไป ช่วงบ่ายเขาก็พาผมไปเดินเล่นที่ริมหาด แดดร้อนมากๆ แต่มันมีร่มไม้เลยไม่ค่อยร้อนเท่าไหร่ คนข้างๆ ก็เดินจับมือผมไม่ยอมปล่อยเลยครับ

บริเวณใกล้ๆ ก็จะมีพวกนักท่องเที่ยวกำลังเล่นน้ำกันอยู่ ส่วนใหญ่จะเป็นชาวต่างชาติ เพราะพวกเขาชอบแดดเมืองไทยมาก แต่สำหรับผมมันร้อนเหลือเกิน

“อยากเล่นน้ำทะเลไหม”

“คุณถามไม่คิดเลย”

“เผื่อนายอยากอาบแดด”

“จะยอมให้ผมถอดเสื้อเล่นน้ำงั้นเหรอ?” ผมเลิกคิ้วสูงจ้องหน้าคนข้างๆ

“ไม่!

“งั้นก็อย่ามาพูดให้อยากเล่นอีกสิครับ” คนเจ้าเล่ห์มองหน้าผมแล้วยิ้ม เขาจะรู้ตัวบ้างไหม เวลาที่ผมได้เห็นรอยยิ้มของเขามันทำให้มีความสุข

“อยากทำอะไรร่วมกันอีกไหม?”

“คุณอย่าชวนผมดราม่านักสิ เดี๋ยวผมก็ร้องไห้ใส่หรอกครับ” คนข้างๆ ยืนยิ้มอารมณ์ดีเชียว การได้แกล้งผมคืองานอดิเรกของเขาไปแล้วมั้ง ผมอยากถอนคำพูดมากมายที่เคยชื่นชมเขาจังเลยครับ

“ช่วงเย็นเราไปเดินตลาดกันไหม”

“ไม่ไป”

“ทำไมล่ะ?” คนข้างๆ หยุดเดินพร้อมทั้งหันมาสบตาผม

“อยากเดินริมหาดมากกว่า จะได้ดูพระอาทิตย์ตกดินด้วย นานๆ ผมจะได้เที่ยวทะเลก็อยากอยู่ใกล้ๆ ให้คุ้นค่า” ผมรีบอธิบายทันที ไปตลาดก็คงไม่ได้ทำอะไรไปมากกว่าเดินและหาของกินหรอกครับ แถมคนยังเยอะอีกต่างหาก สู้เราเดินเล่นริมหาดตอนเย็นๆ ไม่สบายกว่าเหรอ ไม่ต้องเดินเบียดใครด้วย

“อยากเดินจับมือฉันว่างั้น”

“ใครบอกผมจะจับ ผมจะเดินคนเดียว”

“คิดว่ามีโอกาสงั้นเหรอ”

“ไม่มีหรอก เพราะคนข้างๆ มักเจ้าเล่ห์เสมอ” ผมพูดจบก็รีบเดินหนีกลับขึ้นบ้าน อากาศมันร้อนเลยไม่อยากเดินนานๆ พอเข้ามาในบ้านก็เดินไปเปิดทีวีแทน ช่วงนี้คงไม่ได้ทำอะไรนอกจากนั่งดูหนังและรายการต่างๆ ร่วมกันละมั้ง

ผมเดินมานั่งที่โซฟาหลายนาทีแล้ว แต่ใครอีกคนกลับไม่เดินตามมาสักที พยายามมองหาแต่ก็ไม่เจอ ผมเลยเลิกสนใจเขาก่อนจะดูหนังต่อไปเรื่อยๆ

“ดิน” คนที่หายไปเดินกลับมาอีกครั้ง พร้อมกับขนมขบเคี้ยวเต็มถุงไปหมดเลยครับ

“ไปซื้อมาจากไหนครับ”

“แถวๆ นี้แหละ” คำตอบของเขาเชื่อใจไม่ค่อยได้เลย แต่ที่หายไปเมื่อกี้คงไปซื้อของกินเล่นมาแน่นอน

คุณเควินขยับเข้ามานั่งข้างๆ ผมกอดคอเอาไว้ด้วยครับ นั่งดีๆ กับเขาไม่เป็นเลย แถมยังป้อนขนมให้ผมกินอีกต่างหาก ทำเหมือนผมเป็นเด็ก แต่ผมก็ยอม พวกเราช่วยกันดูแลและป้อนขนมให้กันจนหนังเรื่องที่ดูมันจบไปและเรื่องต่อมาก็กำลังฉายอยู่

พวกเราใช้เวลาหน้าทีวีร่วมกันจนถึงเย็น ไม่มีใครพูดอะไรออกมาเลย มีแต่ความเงียบและเสียงขบเคี้ยวขนมที่ดังแข่งกับเสียงในจอทีวีเท่านั้น และบางครั้งผมก็เผลอหลับไป ขนาดตื่นขึ้นมาอีกทีเขาก็ยังนั่งกอดผมอยู่ท่าเดิม ไม่ร็จักเมื่อยบ้างหรือไงแต่ก็แอบดีใจที่เขาไม่บ่นเลยครับ

พอตกเย็น พวกเราสองคนก็ไปเดินเล่นริมหาดกัน บรรยากาศก็โอเคจริงๆ นั่นแหละครับ ไม่ร้อนแถมลมยังพัดเย็นสบายอีกต่างหาก พระอาทิตย์ก็ใกล้จะลาลับขอบฟ้าเต็มที ทุกครั้งที่ได้เห็นก็มีแต่รอยยิ้ม

“เพียงดิน”

“ครับ” คนข้างๆ ที่กำลังยืนดูพระอาทิตย์ตกดินอยู่เรียกชื่อผมขึ้นพร้อมกับขยับตัวเข้ามายืนอยู่ตรงหน้าแทน “ทำอะไรครับ”

“อยากจูบ”

“เอ๋! อื้อ” แทบจะทันทีที่เข้าพูดจบ ริมฝีปากของคนตรงหน้าก็ประกบปากจูบลงมาทันที ผมไม่ได้ขัดขืนด้วยซ้ำ แถมยังยอมตอบสนองต่อจูบที่อ่อนโยนของเขาอีกต่างหาก พวกเรายืนจูบกันอยู่นานพอสมควร ก็คงพอๆ กับที่พระอาทิตย์ได้ลาลับขอบฟ้าไปแล้วละมั้ง

ผมมองหน้าเขาไม่มีคำพูดใดออกมา มีเพียงสองแขนที่โอบกอดรอบคอของเขาเอาไว้พร้อมรอยยิ้ม

“ชอบทำโรแมนติกเวลาจะจากกันอยู่เรื่อยเลย” ผมพูดจาหยอกล้อเขาขึ้นมา

“เคยคิดไหมว่าพวกเราจะมีวันนี้” คำถามของเขาทำให้ผมหยุดพูดและเบือนหน้ามองไปทางอื่น จากที่กอดคอเขาแปรเปลี่ยนเป็นจับมือเอาไว้แทน ผมยังไม่ได้ตอบทันที แต่กลับลากเขาไปนั่งที่ขอนไม้ใกล้ๆ แทน

“ไม่เคยคิดหรอกครับ” ผมตอบคำถามของเขาหลังจากที่เดินมานั่งตรงขอนไม้แล้ว

“ก็คงเหมือนกัน เมื่อก่อนคิดแค่ว่าเล่นสนุกไปวันๆ ชอบความเด็ดเดี่ยวและอดทนของนายเสมอ จนบางครั้งมันกลายเป็นภาพติดตา ทุกครั้งที่นายยิ้มมันเหมือนอะไรบางอย่างที่กำลังกระตุ้นให้หัวใจเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ จนลืมคิดถึงความรู้สึกตอนแรกด้วยซ้ำไป”

เขาพูดมันออกมาด้วยรอยยิ้ม พวกเราสองคนนั่งมองหน้าสบตากันอยู่อย่างนั้น ผมไม่เคยโกรธหรือเสียใจเลย เพราะวันนี้สิ่งที่มีค่ายิ่งกว่ากำลังอยู่ตรงหน้าของผมแล้ว

“ผมก็คงคิดแค่ว่าคุณเป็นโรคจิต เอาแต่แกล้งและชอบทำให้ผมร้องไห้”

“ก็นายน่าแกล้ง ช่วงหลังๆ ฉันก็ไม่ได้แกล้งแล้วนี่”

“คุณยังบอกผมไม่หมดเลย”

“เอ๋! ยังขาดอะไรไป” ผมไม่ได้ลืมหรอกครับ แค่กำลังรอโอกาสที่จะถามเขาเท่านั้นเอง

“คุณมัชญา”

“อย่าคิดมากเลยดิน มัชเขาแต่งงานมีครอบครัวไปนานแล้ว พวกเราเป็นแค่เพื่อนที่ดีต่อกัน เคย์เองก็รู้จักเธอพอๆ กับที่ฉันรู้จัก พวกเราสนิทกันเพราะต้องคอยให้คำปรึกษาเรื่องงานต่างๆ นะครับ” พอได้ยินแบบนี้ เรื่องที่ค้างคาใจมากมายก็ค่อยๆ กระจ่างไปทีละนิด จนตอนนี้มันไม่มีแล้วครับ “ยังมีอะไรอยากรู้อีกไหม”

“ไม่แล้วครับ ทีเหลือก็แค่รอ”

 

หลังจากดูพระอาทิตย์ตกดินเสร็จ ก็นั่งคุยกันเรื่อยเปื่อย จนตอนนี้ความรู้สึกมันเริ่มง่วงนอน พวกเราเลยเดินกลับเข้าบ้าน อาบน้ำด้วยกัน นอนกอดกันอยู่อย่างนั้น ผมดีใจที่เขารักษาสัญญาตรงที่ไม่ทำอะไรผม แต่จะมีฉวยโอกาสบ้างเวลาที่อาบน้ำด้วยกัน

พวกเราทำแบบนี้กันทุกวันจนตอนนี้มันครบกำหนดหนึ่งอาทิตย์แล้ว คืนสุดท้ายก็อยากนอนกอดกันให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะความทรงจำช่วงนี้มันสวยงามเหลือเกิน

“คุณว่าสิบห้าล้านมันเยอะไหม” ผมเอ่ยถามคนข้างๆ ที่ตัวเองกำลังนอนกอดอยู่ เขาไม่ได้ปิดไฟด้วยซ้ำ ข้ออ้างเล็กๆ ที่บอกว่าอยากเห็นหน้าผมให้ชัดเจนที่สุดมันฟังไม่ค่อยขึ้นเลย แต่ผมก็ยอม

“ถามอะไรแบบนี้”

“ตอบมาสิครับ”

“ก็เยอะอยู่ เยอะมากๆ”

“แล้วตอนซื้อบ้านกับที่ดินผมไป ทำไมถึงไม่คิดละครับ” ผมขยับตัวลุกขึ้นนั่งมองหน้าคนที่นอนอยู่แทน “ตอบมาสิครับ” พอเห็นเขาเงียบผมก็พูดต่อ

“นึกสนุก แต่กลับผูกพันไปซะงั้น”

“เขาเรียกกรรมตามสนอง”

“ถ้ามันคุ้มกับความรักที่ได้มา เป็นใครก็อยากลงทุน”

หมับ

คนตรงหน้ากระชากผมจนล้มลงไปนอนข้างตัวเขาอีกครั้ง แถมครั้งนี้เขายังกอดผมเอาไว้แน่นกว่าเดิมอีกต่างหาก

“ตอนแรกคุณคงไม่ได้ตั้งใจจะลงทุนเพราะผม แต่เพราะคุณอยากอยู่ใกล้ธารธารา”

“เราจะไม่พูดถึงคนอื่น”

“ผมอยากพูดผมไม่ใช่คนดี และแย่มากๆ ด้วย ด้านมืดมีมากมาย ผมเคยคิดที่จะแย่งคุณทศมาด้วยซ้ำ” ผมหยุดพูดและเงียบไป คนข้างๆ เองก็เงียบตามไปด้วย พอทำใจได้ผมก็เริ่มพูดต่อ “แต่ความดีผมเยอะกว่า สามัญสำนึกก็ด้วย ผมเห็นรอยยิ้มคุณทศแล้วรู้สึกเจ็บปวด มันเป็นรอยยิ้มที่แตกต่างกันออกไปโดยสิ้นเชิง”

“หืม! อะไรที่ว่าแตกต่าง”

“เขายิ้มให้ผมเพราะความรู้สึกที่แสนจะบริสุทธิ์ เขาคิดกับผมแค่น้องชายคนหนึ่งเท่านั้น ตอนที่พ่อผมจากไป เขาก็ยื่นข้อเสนอทุกอย่างที่จะช่วย ตอนนั้นธารธาราก็ไปด้วยนะครับ พวกเขาสองคนจับมือกันและคอยให้กำลังใจผม แววตาที่ส่งกลับมามีแต่ความบริสุทธิ์ มันต่างกันออกไปมาก เพราะแววตาที่แสดงถึงความรักมีแค่ธารธาราเท่านั้นที่ได้รับมันจากคุณทศถ้ามีโอกาสผมก็อยากขอโทษธารธาราที่เคยคิดไม่ดีกับเขา”

ผมอธิบายความรู้สึกต่างๆ ออกมาให้คนข้างตัวฟังจนละเอียดยิบเลยครับ มาถึงขนาดนี้แล้ว ไม่รู้จะปิดบังกันไปทำไม

“แล้วรอยยิ้มที่นายมีให้ฉันล่ะ มันเป็นยังไง” คำถามของเขาทำให้ผมเงียบไป ผมรู้ว่าตอนนี้หยาดน้ำตามันกำลังไหลออกมา ผมไม่สามารถเก็บมันเอาไว้ได้ในสาภานการณ์แย่ๆ แบบนี้หรอกครับ

อ้อมกอดแบบนี้ มันช่างทรมานเหลือเกิน

คุณเควินขยับตัวออกห่างจากผม พร้อมทั้งนอนพลิกตัวตะแคงข้างมาหา พวกเราสบตากันทันที แต่ตอนนี้ดวงตาของผมกลับร้องไห้อยู่ มือหนาคอยเกลี่ยน้ำตาให้อย่างอ่อนโยน

จุ๊บ

ริมฝีปากร้อนผ่าวกดจูบแผ่วเบาที่หน้าผากของผมเพื่อปลอบโยนไปด้วย

“เพียงดิน”

“รอยยิ้มตอนนี้มันมาพร้อมกับหยาดน้ำตาแต่ผมก็จะยิ้มเพราะคุณคือคนเดียวที่ฉุดรั้งผมขึ้นมาจากความรู้สึกแย่ๆ อีกมากมาย ขอบคุณนะครับ”

“รักนะเพียงดิน”

“ฮาๆ อะอึก ฮือๆ” ทั้งหัวเราะแล้วก็ร้องไห้ในเวลาเดียวกัน ทำไมต้องมาบอกรักตอนนี้ด้วย จากที่น้ำตาเหมือนจะหยุดไหล กลับไหลออกมาอีกจนได้ “คนเจ้าเล่ห์”

“คงมีแค่นายคนเดียว ที่ทำให้คนเจ้าเล่ห์อย่างฉันอยากพยายามจนถึงที่สุด” ไม่มีคำพูดใดๆ เอ่ยออกมาอีก มีเพียงเสียงหัวเราะ เสียงสะอื้น และอ้อมกอดแสนอบอุ่นละมั้ง

ใครจะไปคิดว่าตัวร้ายอย่างผม จะมีวันนี้กับคนอื่นเขาด้วยขนาดตัวเองยังไม่เคยคิดว่าจะเจอกับผู้ชายเจ้าเล่ห์คนนี้

ผมมั่นใจมาตลอดว่ารสนิยมของตัวเองไม่ใช่แบบนี้ มันมีข้อยกเว้นแค่คุณทศราชเท่านั้น แต่ทำไมตอนนี้ข้อยกเว้นพวกนั้นถึงมลายหายไปจนหมดก็ไม่รู้สิครับ คงเพราะคนที่ผมกำลังนอนกอดไปพร้อมๆ กับร้องไห้อยู่ตอนนี้ละมั้ง

เขาคือที่สุดของการทำลายเลยจริงๆ ทำลายได้แม้กระทั่งกำแพงของผม

“ผมก็รักคุณเคน”

 




________________________________

หวานปาน น้ำตาตกใน

ฮาาาาาาาาาาาาาาาา

ตอนหน้าจบแล้วนะคะ...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

30 ความคิดเห็น