ตอนที่ 14 : ร้ายโคตรรัก #13 [ 100 % ]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3156
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 33 ครั้ง
    26 มิ.ย. 59



 

 

 

 

 

ร้ายโคตรรัก #13

คนนิสัยไม่ดี

 

 

ขับรถออกมาจากบ้านของเดือนสิบสองแทบจะทันทีหลังจากนั้นก็ตรงไปยังคอนโดของเซย์ เชื่อเถอะพอเจอหน้าผมหมอนี่ก็จ้องแต่จะตอกย้ำผมอยู่ตลอดเวลาที่พูดได้แบบนี้ก็เพราะผมกำลังเจอกับตัวเองอยู่นี่ไงครับ

“สม-น้ำ-หน้า!!!

“ไม่ตลก”

“ก็ใครใช้ให้คุณยกลูกขึ้นมาอ้างละทั้งๆ ที่เป็นห่วงแม่ของลูกแทบแย่”

“ก็ท่าทางที่เปลี่ยนไปของเดือนสิบสองมันขัดใจฉันนี่” จริงๆ นะครับถ้าเป็นใครก็ต้องบอกว่าขัดใจเพราะเอาแต่นิ่งสงบสยบความเคลื่อนไหวทุกอย่างยังกับคนที่มีลมหายใจแต่ไร้จิตวิญญาณยังไงยังงั้นแหละครับ

“คุณไม่คิดบ้างเหรอว่าเดือนสิบสองอาจจะกำลังเปลี่ยนตัวเองแล้วก็ปรับตัวให้เข้ากับคุณนะไอ้นายหัวโง่”

“ด่ากันขนาดนี้เอาปืนมายิงเลยดีกว่า”

“ว่าแต่คนอื่นปากแข็งแล้วทำไมคุณไม่บอกไปซะทีละว่าสิ่งที่ต้องการมากที่สุดคือเดือนสิบสอง ไม่ใช่หุ้น บริษัท บ้านหรือแม้แต่คอนโดผมอุตส่าห์ไปเปิดทางให้แล้วนะครับ” เซย์ลุกขึ้นยืนกำหมัดเข้าหากันจนแน่นท่าทางของหมอนี่เหมือนกำลังโกรธแทนเดือนสิบสองเลยครับ

“ซื่อบื้อ!

“นี่เซย์อยากตายเหรอ รู้ไหมว่าพูดอยู่กับใคร”

“นายหัวโง่!

ปัง!!!

ด่าผมเสร็จก็หนีหายเข้าไปในห้องทันทีเลยครับ ฆ่ากันชัดๆ แล้วคราวนี้ผมจะทำยังไงต่อดีผมผิด ไม่สิเดือนสิบสองต่างหากที่ผิดก็ดันเปลี่ยนนิสัยกะทันหันจนผมตามไม่ทันแบบนี้แล้วใครมันจะไปรู้เล่า

หรือผมจะโง่อย่างที่เซย์ด่าจริงๆ กันแน่ครับ แค่เมียคนเดียวผมยังรับมือไม่ไหวเลยแล้วแบบนี้ตำแหน่งนายหัวที่ใครต่อใครนับถือจะสั่นคอนหรือเปล่า

 

เดือนสิบสอง

บอกไม่ถูกว่ามันคืออะไรแต่ที่แน่ๆ คำพูดของพี่เซย์(ขอเรียกแบบนี้ละกันครับตามไอ้จามัน)ทำให้ผมคิดอะไรได้บ้าง ผมควรจะเปลี่ยนแปลงตัวเองใช่ไหม? แต่ผมไม่ยอมรับหรอกนะว่าตัวเองปากแข็งในเมื่อที่พูดไปทั้งหมดมันคือความจริง

ผมเกลียดนายหัวจอมพล ความจริงที่รู้อยู่แก่ใจว่ามันไม่ใช่และนี่สินะนิสัยปากแข็งของผมที่กำลังทำร้ายตัวเองอยู่ผมจะไปรักผู้ชายคนนั้นได้ยังไงในเมื่อตอนแรกผมต้องการแค่เงินและความสุขสบายในชีวิตเท่านั้น

แต่พอรับรู้ว่าตัวเองท้องผมกลับไม่ต้องการอะไรอีกเลยนอกซะจากความสุข การได้เจอเค้าอีกครั้งมันทำให้ผมรู้ว่าความเหงาที่เคยมีกลับหายไปในชั่วขณะแม้ว่าวินาทีแรกที่ได้เจอกันผมจะไล่เค้าออกไปก็ตามแต่นิสัยอย่างเค้านะเหรอจะไปไม่มีทางหรอกครับ

สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกแย่กว่าเดิมก็คือเค้าไม่ได้ต้องการผม เมื่อรับรู้ว่าผมท้องเค้ากลับต้องการแค่ลูกไม่ว่าจะพูดอะไรสิ่งแรกที่เอ่ยด้วยความห่วงใยคือลูกผมรู้สึกแย่นะครับแต่กลับไม่พูดอะไรนอกจากจะเข้าใจในสิ่งที่เค้าพูดและกระทำ แต่พอเราไปโรงพยาบาลด้วยกันเค้ากลับเรียกผมว่าเมียต่อหน้าหมอนนท์แล้วก็หายออกไปคุยโทรศัพท์จนผมต้องออกมารอด้านนอก

หมอนนท์บอกว่าผมท้องได้สองเดือนเศษแล้วก็เท่ากับว่าครั้งแรกของผมมันก็ทำให้ผมท้องได้ในเมื่อผมไปอยู่ที่นั่นได้เกือบสองเดือนไม่นับรวมกับที่ผมกลับมากรุงเทพฯ แล้วครั้งแรกที่เรามีอะไรกันเค้าก็ไม่ได้ป้องกันอยู่แล้วนี่และเหตุการณ์นั่นผมก็จำไม่ได้ด้วยสิว่ามันครั้งเดียวหรือหลายครั้งแต่ที่แน่ๆ ถ้าย้อนเวลากลับไปได้แล้วรู้ว่าตัวเองจะท้อง ผมจะเลือกปกป้อง!!!

เพราะลูกคือข้ออ้างที่ทำให้ผมเจ็บปวดอย่างตอนนี้เราทะเลาะกันแต่เค้ากลับพาผมมาส่งที่บ้าน ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไม หลังจากที่รถคันนั้นลับสายตาไปแล้วผมก็ยืนร้องไห้อยู่หน้าบ้านจนมีคนวิ่งอกมาดูพอเห็นหน้าผมเท่านั้นแหละครับรีบร้องตะโกนทันที ผมจำได้ดีว่าเธอคือสาวใช้ที่อยู่บ้านผมมานานทุกอย่างเหมือนไม่เคยเกิดขึ้นด้วยซ้ำ ราวกับว่าพ่อแม่ผมไม่เคยล้มละลายและผมก็ไม่เคยไปอยู่ตรังด้วยแต่มันไม่ใช่อย่างนั้นนะสิครับเมื่อผมเข้ามาในบ้านพ่อกับแม่ก็ยืนรออยู่แล้วเหมือนจะรู้ว่าผมต้องกลับมา พร้อมทั้งคำบอกเล่าอีกมากมาย

“พ่อกับแม่ขอโทษ แต่น่าดีใจที่นายหัวเค้ายกทุกอย่างคืนให้เราแถมทุกอย่างที่ว่าเค้ายังคืนให้ลูกทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นบ้าน หุ้นหรือแม้แต่บริษัทของเรา”

พ่อกับแม่นั่งยิ้มให้กันมองหน้าผมที่นั่งจ้องหน้าท่าน น้ำตาของผมมันค่อยๆ ไหลออกมามันบอกไม่ได้ว่ารู้สึกยังไงแต่ผมไม่เคยอ่อนแอหนักขนาดนี้ติดต่อกันเลยในรอบหลายปีที่โตมา

“นายหัวเค้ามาคุยกับแม่และพ่อแล้วนะลูก ทุกอย่างพวกเราสองคนก็เห็นดีด้วย” แม่อธิบายต่อส่วนผมก็เอาแต่นั่งเงียบแล้วร้องไห้

“ธุระที่พ่อว่าในตอนนั้นก็คือออกไปคุยกับนายหัว เค้า

“พอแล้วผมไม่อยากฟังแล้วผมขอตัวนะครับ” ยิ่งพ่อกับแม่อธิบายมากเท่าไหร่ผมก็ยิ่งไม่เข้าใจว่าเพราะอะไรแล้วทำไมเค้าต้องทำแบบนี้ด้วย ผมลุกขึ้นยืนก่อนจะวิ่งหนีขึ้นมาบนห้อง บ้านที่ไม่ได้อยู่มานานกลับมาอีกครั้งทำไมมันถึงรู้สึกแบบนี้หรือเพราะที่นี่ไม่ใช่ที่ที่ผมต้องการจะอยู่อีกแล้ว

ร่างกายและหัวใจของเดือนสิบสองมันต้องการจะอยู่ที่ไหนกันแน่?

 

เมื่อวานหลังจากลงมากินข้าวกับพ่อและแม่เสร็จผมก็ขอตัวขึ้นไปบนห้องทันที เพราะตลอดเวลาพ่อกับแม่ก็เอาแต่พูดถึงนายหัวจนสมองของผมมันจดจำแต่เค้าไปหมดแล้ว ผมอยากเหลือพื้นที่ว่างๆ ให้สมองของตัวเองบ้างไม่ใช่ว่าเรียนรู้ที่จะจำแต่เรื่องของเค้า

แต่พอมาวันนี้พ่อกับแม่ก็ยังคงพูดเหมือนเดิมพูดแต่เรื่องของนายหัวจอมพล

“ผมจะออกไปข้างนอกนะครับ”

ผมเหลืออดกับคำพูดพวกนี้ก่อนจะลุกพรวดขึ้นแล้วรีบเดินออกไปนอกบ้านทันที

“ถ้าจะไปให้คนขับรถพาไปไหมลูก” เสียงของพ่อตะโกนตามหลังผมมาติดๆ ท่านคงเห็นผมเป็นเด็กสินะหรือไม่ก็ถูกใครบางคนสั่งมาให้คุมผมเพราะเป็นห่วงลูกของเค้า

“ผมจะไปเองครับ”

“ถ้างั้นรถของลูกจอดอยู่ที่เดิมนะ” แม่เป็นคนพูดขึ้นมา ผมหันไปมองหน้าพวกท่านสลับกันก็เจอแต่รอยยิ้มที่มองมาเท่านั้นเอง

ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในตอนนี้มันคืออะไรกันแน่?

ผมรีบเดินไปขึ้นรถของตัวเองก่อนจะขับออกไปหยิบโทรศัพท์ออกมาเพื่อโทรหาไอ้จาแต่โทรเท่าไหร่มันก็ไม่ยอมรับสายสักทีจนผมชักจะโมโหแล้วสิครับ แต่จู่ๆ มันก็กดรับซะงั้น

“ฮัลโหล” เสียงของมันเหมือนคนที่เพิ่งผ่านสงครามมาเลยละครับ

“มึงอยู่ไหนเนี่ย แล้วโทรไปทำไมเพิ่งรับสาย”

“กูอยู่กรุงเทพฯ พ่อบ้าส่งกูมาอยู่กับใครก็ไม่รู้” ไอ้จาว่าน้ำเสียงของมันเหมือนกำลังโกรธไม่ต่างไปจากผมเลยละครับ “ถ้าเจอพ่อกูเมื่อไหร่ฝากจัดการด้วยนะ”

“ดีเลยเพราะกูก็อยากรู้เหมือนกันว่าพ่อมึงจะสิงสถิตอยู่ส่วนไหนของกรุงเทพฯ ได้บ้าง”

“ถ้าไม่อยู่ที่บ้านก็คอนโดพี่เซย์ แต่เช้าๆ แบบนี้พ่อน่าจะไปดูงานที่โรงแรมว่าแต่พ่อกูไปหามึงแล้วเหรอ?”

“เออแค่นี้ก่อนนะแล้วกูค่อยโทรไปเล่าให้ฟังใหม่”

ติ๊ด

ผมแอบได้ยินเสียงร้องห้ามของไอ้จาดังขึ้นมาแต่คงไม่ทันแล้วละครับเพราะผมกดวางสายไปซะแล้ว ไม่รู้จะเลือกไปที่ไหนดีถึงเลือกจะไปผมก็ไม่รู้อยู่ดีว่ามันแถวไหนเพลียครับเมื่อกี้ก็ลืมถาม

“เอาวะ!” พูดแบบนั้นเสร็จผมก็โทรไปหาไทเปทันที ไอ้หมอนี่ที่ผมยังไม่ได้จัดการกล้าดียังไงให้คนอื่นเข้ามาในห้องผมแถมยังมีหน้าไปบอกเค้าอีกว่าผมท้อง ถ้าไม่ใช่มันแล้วจะเป็นใคร

“ว่าไงไอ้คุณหนู”

“กูอยากรู้ว่าตอนนี้นายหัวจอมพลอยู่ที่ไหน?”

“หืมแล้ว

“มึงไม่ต้องมาพูดเหมือนไม่รู้ ถ้าไม่รีบไปสืบให้กูจะฆ่ามึง”

“เออๆ โหดชะมัดขอเวลาสิบนาทีแล้วกูจะส่งข้อความไปบอก” ผมไม่ทันได้เถียงอะไรต่อมันก็กดวางสายไปซะแล้ว สิบนาทีมันนานไปแต่จะทำยังไงได้ในเมื่อผมไม่รู้อะไรเลยนอกซะจากต้องรอ

ครืด ครืด

ผัวมึงอยู่ที่โรงแรม แถว xxx โชคดีนะครับคุณหนู

ไม่ทันถึงสิบนาทีด้วยซ้ำไปแถมยังส่งข้อความมาได้น่าตบมากๆ เดี๋ยวเถอะรอเจอตัวเมื่อไหร่กูจะจับหักคอทิ้งซะเลยโทษฐานหักหลังกันซึ่งๆ หน้า

ยืนอยู่หน้าโรงแรมผู้คนก็เยอะใช้ได้ท่าทางกิจการจะไปได้สวยนะครับจากวันนั้นที่ผมพยายามใจเย็นไม่เหวี่ยง ไม่วีนหรืออาละวาดอะไรมากมายแต่มาวันนี้ผมว่านิสัยเสียๆ ของตัวเองคงจะแก้ไม่หายแล้วละครับ

“ฉันมาพบนายหัวจอมพล”

“ท่านประธานกำลังประชุมอยู่ค่ะ” พนักงานต้อนรับบอกกับผมด้วยรอยยิ้ม “แล้วคุณได้นัดไว้หรือเปล่าค่ะ”

“ไม่ต้องนัดก็พบได้ บอกมาว่าเค้าอยู่ไหน”

“ไม่ได้จริงๆ นะคะ” เธอบอกกับผมน้ำเสียงหนักใจแต่ก็ยังคงยิ้มอยู่ตลอดเวลา นี่สินะหน้าที่ของคนให้บริการ

“ถ้าไม่บอกฉันจะอาละวาด”

“อย่านะคะคุณ” เสียงของพนักงานคนดังกล่าวร้องห้ามเมื่อเห็นว่าผมจับแจกันดอกไม้ที่ตั้งโชว์อยู่ด้านหน้าขึ้นมาถือเอาไว้ ท่าทางทุกคนจะแตกตื่นกันมากๆ เลยละครับถ้าจะขาดทุนก็คราวนี้นี่แหละ

“เกิดอะไรขึ้น?” เสียงคุ้นๆ แต่ผมก็ไม่ได้หันกลับไปมองหรอกครับ

“คุณลูกค้าท่านนี้มาขอพบท่านประธานนะคะ แต่

“ให้เค้าขึ้นไปซะ!

หืมเป็นผมเองนี่แหละครับที่ยอมวางแจกันนี้ลงก่อนจะหันกลับไปมอง พี่เซย์เองก็ยืนมองหน้าผมแล้วยิ้มให้

“มาจนได้นะครับ นายหัวประชุมอยู่แต่ใกล้จะเสร็จแล้วไป

“ไม่รอเพราะผมจะคุยเดี๋ยวนี้” ไม่ทันที่เค้าจะพูดจบผมก็พูดแทรกขึ้นมาซะก่อนจนเจ้าตัวต้องเงียบไป

“โอเคครับ ห้องประชุมอยู่ชั้นบนสุดเดินตรงไปทางมุมตึกด้านซ้ายจะมีลิฟต์ที่ขึ้นตรงไปยังชั้นห้องประชุมนั้นนะครับ” ผมตีสีหน้านิ่งก่อนจะหันกลับมาสบตากับพวกพนักงาน แขกที่เดินผ่านไปมาก็พากันมองดูผมยกใหญ่เลยครับ ผมไม่ใช่คนบ้าและที่มานี่ก็เพราะต้องการจะคุยแต่ทำไมต้องรอด้วยละ

 

ติ๊ง!

เสียงลิฟต์ดังขึ้นผมสูดลมหายใจเข้าปอดก่อนจะก้าวขาเดินตรงไปออกไปเรื่อยๆ โซนด้านบนก็ยังมีพนักงานอยู่บางส่วนเหมือนกันแฮะ คนพวกนี้มองมาทางผมอย่างสงสัยแต่ผมกลับไม่สนใจเดินตรงไปยังห้องประชุมทันทีที่รู้เพราะป้ายหน้าห้องมันเขียนไว้

“คุณค่ะเข้าไม่ได้นะคะ”

“หลีกไปซะ!” ผมขึ้นเสียงใส่จนพนักงานตรงหน้าสะดุ้งก่อนจะออกแรงกระชากแขนแล้วเหวี่ยงไปให้พ้นทาง

แอด!

มือก็กระชากประตูออกทันที ทุกคนในห้องมองหน้าผมแบบสงสัยว่าเป็นใคร สีหน้าก็บ่งบอกอยู่แล้วว่าแปลกใจอยู่ที่เห็นผมพรวดพราดเข้าไปแบบนี้ แต่ที่แน่ๆ คนที่ผมมาหากลับทำหน้าตาไม่ทุกข์ร้อนอะไรเลยด้วยซ้ำไป

“ดิฉันห้ามแล้วนะคะ” พนักงานคนข้างๆ ผมพูดขึ้นมา

“เธอออกไปก่อน” ออกเสียงสั่งพนักงาน “ถ้าไม่มีอะไรแล้วผมขอตัวนะครับ” ลุกขึ้นยืนอย่างมาดเท่ห์เชียวครับก่อนจะเดินตรงมาทางผม แววตาของเค้าอธิบายยากซะจริงๆ แต่หัวใจของผมกลับเต้นแรงกว่าเดิมเลยแฮะ

ตึกๆ ตักๆ

หมับ!

เค้าไม่แม้แต่จะพูดกับผมสักคำแต่กลับลากผมให้เดินตามออกไปก่อนจะตรงไปยังห้องๆ หนึ่งเหมือนเป็นทางเชื่อมชั้นบนก็ว่าได้เพราะถ้าเปิดเข้ามาอีกก็จะเป็นห้องนอน คนรวยทำอะไรก็ไม่ผิดสินะครับ

“ปล่อยได้แล้ว” ผมว่ากระชากข้อมือของตัวเองออกมา

“ทำแบบนี้ทำไม ต้องการอะไรอีก!” ในเมื่อผมใช้ไม้อ่อนแล้วไม่ได้ผลผมก็ไม่จำเป็นต้องใช้นิสัยใหม่ กลับมาเป็นเดือนสิบสองคนเดิมนี่แหละครับดีแล้ว

” ไม่ตอบครับเอาแต่นั่งเงียบอยู่ปลายเตียง มือข้างหนึ่งก็ถอดสูทออกพร้อมทั้งปลดกระดุมที่แขนเสื้อทั้งสองข้างพับมันขึ้นไปอยู่ตรงกลางระหว่างข้อศอกและถอดเนคไทปลดกระดุมเสื้อลงสองเม็ด ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาสบตาผมแล้วจ้องมองอยู่อย่างนี้

“ถาม!!!” ท่าทางนิ่งๆ ของเค้าทำให้ผมไม่ชอบเอาซะเลย

หมับ!

เค้าไม่ตอบอะไรเหมือนเดิมแต่กลับกระชากผมเข้าไปหาตัวก่อนจะบังคับให้นั่งลงบนตักของเค้าโดยท่าทางที่ผมนั่งกวมระหว่างช่วงเอวเค้าอยู่ มันเป็นท่าทางที่เสี่ยงชะมัดเลยครับ

“ปล่อยนะ” ผมดิ้นไปมาอยู่บนตักของเค้าโดยคนเจ้าเล่ห์เอาแต่กอดเอวผมแน่นขึ้นเรื่อยๆ เมื่อผมออกแรงดิ้น

” เงียบครับแถมเอาแต่จ้องหน้าผมมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้วด้วย ในเมื่อพูดกันดีๆ ไม่รู้เรื่องอย่างนี้ต้องใช้ไม่เด็ด

เพี๊ยะ!!!

ผมยกมือทั้งสองข้างขึ้นก่อนจะออกแรงตบที่ใบหน้าของเค้าจนคนตรงหน้าร้องจ๊ากพร้อมๆ กับเสียงฝ่ามือทั้งสองข้างกระทบใบหน้าพร้อมกัน ก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าจะเงียบได้นานแค่ไหน

“นึกว่าเป็นใบ้ สมน้ำหน้า!!!

“เด็กบ้าเจ็บชะมัด” นายหัวยอมปริปากพูดออกมาก่อนจะขมวดคิ้วตีสีหน้าเจ็บปวดให้ผมได้เห็นในใจแอบอมยิ้มสุดๆ

“เมื่อกี้ของจาวามันฝากมา แต่ครั้งต่อไปของ

“ตบอีกฉันปล้ำ!” มือทั้งสองข้างชะงักเลยครับดึงกลับมาไว้ที่ตัวเองแทบไม่ทันก่อนจะเม้มปากเข้าหากันเบือนหน้าหนี ได้ยินคำว่าปล้ำแค่นี้ทำไมต้องเขินด้วยเล่าไอ้คุณหนู

 “งั้นคุณก็ปล่อยผมสิ”

“ถ้าปล่อยแล้วเราจะคุยกันรู้เรื่องเหรอ? นั่งแบบนี้แหละดีแล้ว”

“ไม่ดีเลยสักนิด” ผมหันกลับมาเถียงจนได้เห็นรอยยิ้มของคนตรงหน้าที่นั่งมองผมอยู่ตลอดเวลาโดยไม่ละสายตาไปไหนเลย

เค้าทำแบบนี้ไปทำไม มันทำให้ผมรู้สึกแย่จังเลยครับ

“ถ้าไม่ดิ้นแล้วยอมนั่งอยู่เฉยๆ บางทีอาจจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็ได้ แต่ถ้ายังดิ้นอยู่แบบนี้แล้วฉันเกิดมีอารมณ์ขึ้นมาอย่ามาโทษกันนะเพราะเตือนแล้ว”

“คนนิสัยไม่ดี!” ผมว่าเค้าแบนปากใส่เหมือนอยากร้องไห้พูดเอาแต่ได้ทั้งนั้นเลย ไม่สนใจความรู้สึกของผมบ้าง

“เฮ้อฉันยอมให้ด่าและอาละวาดใส่มาเยอะแล้วนะต่อไปนี้เราจะคุยกันให้รู้เรื่องสักทีเพราะมะรืนนี้ฉันต้องกลับตรังแล้ว” หัวใจผมกระตุกวูบเต้นแรงอย่างบอกไม่ถูกเลยละครับเพราะคำพูดของเค้าที่บอกว่าจะกลับตรัง ก็เท่ากับว่าเวลาที่จะอยู่ที่นี่ก็แค่สองวันเอง ทำไมผมต้องรู้สึกเศร้าด้วย

” ผมนั่งนิ่งไม่พูดไม่จาเอาแต่จ้องหน้าเค้าดวงตาทั้งสองข้างก็สั่นระริกรู้สึกแดงกร่ำคล้ายจะร้องไห้ออกมาอีกแล้ว

“ที่ฉันคืนทุกอย่างให้เพราะอยากจะรับผิดชอบ ฉันคุยเรื่องนี้กับพ่อและแม่ของเธอแล้วพวกท่านก็เห็นดีด้วยต่อไปนี้ทุกอย่างก็ไม่ได้มีแค่เราที่รู้ แต่คนอื่นๆ ก็จะรับรู้ด้วย ฉันเป็นผู้ใหญ่พอจะรับผิดชอบทุกอย่างที่ตัวเองกระทำเอาไว้”

นายหัวบอกกับผมจ้องหน้าผมอยู่ตลอดเวลา แต่น้ำตาของผมค่อยๆ ไหลออกมามีบางอย่างในคำว่ารับผิดชอบของเค้าที่ทำให้ผมรู้สึกเจ็บจังเลยครับ ถ้าเป็นเมื่อก่อนผมจะดีใจและยิ้มเพราะว่าต้องการแค่เงินและอยากจะเอาชนะเค้าโดยไม่สนใจด้วยซ้ำว่าตัวเองจะรู้สึกยังไงแต่ตอนนี้มันกลับไม่ใช่แล้ว

ทำไมละ? เดือนสิบสองนายเป็นอะไรไป

“แล้วถ้าผมไม่ท้องละ? ยังจะรับผิดชอบอยู่อีกไหม” นั่นนะสิ นี่ละมั้งคืออะไรบางอย่างที่ผมสงสัยในคำว่าอยากรับผิดชอบ

หึ

“เด็กโง่!” นายหัวแสยะยิ้มที่มุมปากพร้อมทั้งยกมือข้างหนึ่งของเค้าขึ้นมาปาดน้ำตาให้ผม “ต่อให้เธอไม่ท้องเรื่องนี้ก็จะเกิดขึ้นเพราะฉันคิดมันไว้ก่อนจะขึ้นมากรุงเทพฯ ซะอีกคราวหลังถ้าอยากรู้ให้ถามไม่ใช่พยายามคิดไปเองฝ่ายเดียว”

“ไม่เข้าใจ อะอึก จริงๆ เลย ฮือๆ คนใจร้าย”

ผมร้องไห้สะอื้นออกมาหนักขึ้นก่อนจะโผล่เข้าไปกอดเค้าเอาไว้ ไม่เข้าใจผู้ชายคนนี้เอาซะเลยแถมยังไม่เข้าใจตัวเองด้วยว่าทำไมต้องร้องไห้

“ไม่เห็นจะเข้าใจ” ผมเอาแต่พูดคำๆ นี้แล้วกอดเค้าไว้แน่นขึ้นเรื่อยๆ นายหัวเองก็ด้วยเค้ากอดตอบผมก่อนจะผละออกไปแล้วกดจูบเบาๆ ที่เปลือกตาทั้งสองข้างเพื่อซับน้ำตาให้อย่างอ่อนโยน ผมกระพริบตาถี่ๆ จ้องหน้าเค้าไม่รู้จะเขินหรืออยากร้องไห้ต่อดี

“ตอนนี้ฉันอยากได้ทั้งเมียแล้วก็ลูก ซึ่งเป็นฉันคนเดียวที่สามารถครอบครองได้ เพราะฉะนั้นพอจะเข้าใจอะไรได้บ้างไหมเดือนสิบสอง”

เอาแต่ส่ายหัวไปมา ไม่ใช่ว่าไม่เข้าใจแต่ทำไมผมต้องยิ้มและรู้สึกตื้นตันใจขนาดนี้ด้วยละครับ

ผมรักเค้าอย่างที่ไทเปว่าเอาไว้แล้วใช่ไหม? รักโดยที่ไม่รู้ตัวเลย

“ฮือๆ” ร้องไห้ซะงั้น ทำอะไรไม่ถูกเพราะผมไม่เคยเจออะไรแบบนี้ ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนผมก็เที่ยวเตร่ออกจะบ่อยเจอคำพูดหวานหูมากมายแต่ทำไมคำพูดของผู้ชายคนนี้ถึงทำให้ผมจุกจนพูดอะไรไม่ออกเลยละครับ ที่จุกเพราะดีใจต่างหากละ

“กลับตรังกับฉันนะเดือนสิบสอง ที่ฉันมาก็เพราะอยากจะตามเมียกลับบ้าน แต่ที่ไหนได้ดันมีลูกกลับไปด้วย

“บ้า”

จะไปเขินทำไม?

“ฮาๆ เวลาเขินก็น่ารักเหมือนกันนะเนี่ย แต่ก่อนกลับบ้านเรามาเล่นอะไรสนุกๆ กันดีกว่า” ผมจ้องหน้าเค้าขมวดคิ้วยู่หน้าใส่ อะไรละที่ว่าสนุกๆ นะไม่ใช่ว่า

“อย่างที่คิด”

“อ๊ะไม่เอาไม่เล่น ปล่อยๆ นายหัวหื่นคนแก่โรคจิต ปล่อยผมนะ”

ฮืออออออออออออ

เชื่อผมว่าไม่รอดท่าทางของเค้ามันฟ้อง เสียตัว เสียท่าแถมยังเสียหัวใจให้เค้าอีก คุณหนูเพลียครับ

“ใครจะปล่อยให้โง่ เมียอุตส่าห์มาให้งาบถึงที่”

“ปล่อยนะแล้วใครบอกว่าผมจะยอมกลับตรังด้วย”

“เสร็จงานนี้เดี๋ยวก็รู้ครับ”

“นะนายหัว อื้อ” ผมเชื่อเค้าและยอมเค้าจริงๆ เลยครับ ผมก็เพิ่งรู้ว่าการง้อใครแบบจริงๆ จังๆ มันจะรู้สึกมีความสุขขนาดนี้เมื่อผลลัพธ์ที่พวกเราได้รับคือการเข้าใจกันมากขึ้นกว่าเดิม

 

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 33 ครั้ง

74 ความคิดเห็น

  1. #59 pinzaziie2545 (@pinzaziie2545) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 26 มีนาคม 2561 / 20:04
    ไรต์ขา สั่นคลอนนะไม่ใช่ สั่นคอน
    #59
    0
  2. #9 shin ai2 (@konekoshinai2) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2559 / 01:20
    ป้องกันไม่ใช่ปกป้อง! ฮุ!
    #9
    0