ตอนที่ 26 : ร้ายโคตรรัก #25 [ 100 % ] NC

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2212
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 18 ครั้ง
    29 มิ.ย. 59



 

 

ร้ายโคตรรัก#25

ความรู้สึกเล็กๆ ที่เรียกว่ารัก

 

จอมพล

ผมไม่สงสัยเลยว่าทำไมตอนนี้เดือนสิบสองถึงมีสีหน้าบึ้งตึงและไม่ยอมสบตาผมจะอะไรซะอีกละถ้าไม่ใช่เพราะผู้หญิงอีกคนที่นั่งอยู่ในห้องทำงานของผมตอนนี้

ผมขอพูดถึงเรื่องก่อนหน้านี้หน่อยละกันครับเพราะหลังจากที่เดือนสิบสองกลับมาอยู่กรุงเทพฯ มันก็ผ่านไปแค่อาทิตย์เดียวเท่านั้น ผมไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าจัดการเรื่องไอ้คมและนายอรุณจนทุกอย่างมันผ่านไปได้ด้วยดี ไอ้คมหายและออกจากโรงพยาบาลมาทำงานให้ผมอย่างเดิมส่วนนายอรุณก็ติดคุกไปตามระเบียบแต่เรื่องสร้อยฟ้ายังหาข้อสรุปไม่ได้เลย

หลังจากเคลียร์เรื่องยุ่งๆ ที่ตรังเสร็จผมก็เดินทางมากรุงเทพฯ โดยขอความช่วยเหลือจากเพื่อนของเดือนสิบสองและดูเหมือนไทเปจะยอมช่วยอย่างว่าง่ายเลยทีเดียวและแน่นอนว่าการเผชิญหน้ากันของพวกเราหลังจากห่างกันหนึ่งอาทิตย์ผมก็แค่ใช้นิสัยเดิมแต่ดูเหมือนเดือนสิบสองจะใช้กับผมแค่นิดหน่อยเพราะเท่าที่รู้มาจากจานิสัยของเดือนสิบสองก่อนหน้ามันไม่ใช่แบบนี้

ถือว่าเป็นเรื่องดีเพราะเด็กดื้อเป็นคนพูดเรื่องลูกเอาไว้เองผมถึงได้มีสิทธิ์ดูแลเค้าด้วยก็เท่ากับว่ายิงปืนนัดเดียวได้ดูแลทั้งลูกแล้วก็แม่ของลูกเลยแม้ว่าจะพูดให้ดูเหมือนห่วงลูกมากกว่าก็ตาม แต่ขอบอกเลยว่าแม่ของลูกก็สำคัญไม่งั้นคงไม่มาตามกลับบ้านหรอก

เฮ้อตอนนี้มาเข้าเรื่องปัจจุบันดีกว่าครับเพราะผมกำลังเจอปัญหาและดูเหมือนเดือนสิบสองคงไม่ยอมกลับตรังง่ายๆ แน่นอน

“กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่?” ผมเอ่ยถามหลังจากที่เงียบอยู่นาน เดือนสิบสองให้เวลาผมเข้าประชุมแค่ชั่วโมงเดียวผมก็พยายามแล้วนะแต่ก็ไม่ทันจริงๆ จนต้องขอเลื่อนไปอีกครึ่งชั่วโมงแต่ที่ไหนได้ไม่คิดว่าทั้งสองคนจะมาเจอกันอย่างจังแบบนี้

“วันนี้กลับมาถึงไทยก็ตรงมาหาคุณ” จะพูดยังไงดีละครับแต่คงไม่โกหกหรอกเพราะผมเคยคบกับผู้หญิงคนนี้มาก่อนแต่เราสองคนก็ตัดสินใจเลิกรากันไปและเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้และผมแอบรู้มาว่าเธอกำลังจะแต่งงาน

“แล้วมีอะไรให้ฉันช่วย” ผมถามแต่สายตาก็คอยมองเดือนสิบสองอยู่เป็นระยะถึงเราสองคนจะนั่งใกล้ๆ กันแต่เดือนสิบสองกลับไม่มองมาที่ผมเลยทีเดียว

“ก็เรื่องที่ตกลงกันฉันว่าจะเลื่อนวันแต่งงานเข้ามาหน่อยนะ”

พรึบ!

แทบจะทันทีที่เดือนสิบสองหันมามองหน้าผมสายตาบอกได้อย่างชัดเจนว่าโกรธมากๆ เร็วเท่าความคิดคนข้างๆ ก็ลุกพรวดขึ้นยืนแล้วเดินออกไปจากห้องทันทีผมจะเอ่ยปากเรียกยังไม่ทันเลยครับ

ปัง!

เสียงประตูที่คิดว่าดังแบบสุดๆ ไม่รู้ว่าโมโหหึงหรือโมโหที่ผมไม่ยอมพูดอะไรให้กระจ่างกันแน่

“ฉันต้องไปง้อเมียส่วนเรื่องงานแต่งและสถานที่คุยกับเซย์ได้เลย” ผมว่าก่อนจะลุกตามออกไปแต่เสียงของณิชาก็ดังขึ้นมาซะก่อน

“คนนี้เหรอแม่ของลูกที่เล่าให้ฟังน่ารักกว่าที่คิดและไม่ยักจะรู้ว่านายหัวนิยมกินเด็กผู้ชาย”

ณิชาว่าด้วยน้ำเสียงขำแต่ในคำพูดพวกนี้ไม่มีอะไรมากหรอกครับเพราะก่อนหน้าที่ผมจะมากรุงเทพฯ เราติดต่อกันโดยเธอเป็นฝ่ายติดต่อเข้ามาหาผมก่อน เราสองคนก็เลยได้คุยกันยาวผมและเธอจึงเล่าความเป็นไปของแต่ละคนให้ฟังกัน

“กินเด็กเป็นอมตะ” ผมบอกและยิ้มให้ณิชาไป

“ฉันชักจะเชื่อแล้วสิว่าเด็กคนนี้ทำให้คุณเปลี่ยนไปจริงๆ ถ้าตอนนั้นคุณง้อฉันอย่างนี้เราสองคนคงแต่งงานกันไปแล้ว”

“ฉันดีใจนะที่ไม่ง้อเธอและอีกอย่างตอนนี้เธอก็กำลังจะแต่งงานกับผู้ชายที่ดีกว่าฉัน”

“ชิส์พูดจาน่าตบมากๆ เลยนะจอมพล แต่ก็เอาเถอะเพราะถึงยังไงตอนนี้ฉันก็เลิกรักคุณไปนานแล้ว”

ผมเชื่อครับว่าที่ณิชาพูดเป็นความจริงถ้าไม่ป่านนี้เธอคงตั้งหน้าตั้งตาขอคืนดีกับผมไปนานแล้วแต่เพราะพวกเรารู้จักกันมานานและสนิทกันจนเกินไปจึงทำให้ความรู้สึกที่มีมันเอนเอียงไปทางเพื่อนซะมากกว่า

“ครับๆ งั้นฉันขอตัว” ผมบอกลาอีกครั้งก่อนจะรีบวิ่งออกมาแต่ก็ไม่เจอเดือนสิบสองแล้วจึงรีบวิ่งไปกดลิฟต์และลงไปด้านล่าง เหมือนสวรรค์เข้าข้างเพราะผมเห็นเดือนสิบสองกำลังยืนอยู่ที่หน้าเคาน์เตอร์พอดี ถือว่าพนักงานของผมทำหน้าที่ได้ดีมากเพราะกำลังกันไม่ให้เดือนสิบสองออกไปจากที่นี่

“เดือนสิบสอง” พอเจ้าของชื่อได้ยินเสียงผมก็รีบหันหน้ามามองทันทีก่อนจะเดินเข้ามาหาสีหน้าแววตาและท่าทางโกรธมากๆ

เพี๊ยะ!

ให้ตายสิถูกเมียตบหน้าต่อหน้าพนักงานของตัวเองมันอธิบายไม่ถูกแต่ที่แน่ๆ ทุกคนกำลังตกใจ

“ผมนะนิสัยเสียมากๆ เลยด้วยถ้าไม่อธิบายให้กระจ่างผมจะ” เชื่อแล้วว่านิสัยเสียแถมมือยังหนักอีกต่างหากแต่ขอเถอะไอ้คำพูดต่อจากนี้

จุ๊บ

ก็ขอไปแล้วไงเพราะเดือนสิบสองพูดไม่ทันจบผมก็คว้าใบหน้าของเดือนสิบสองเข้ามาใกล้ๆ พร้อมทั้งประกบปากจูบทันที หนึ่งอาทิตย์ที่ไม่ได้จูบแทบไม่อยากผละออกเลยแต่เพราะเกรงใจพนักงานแถมคนตรงหน้ายังเอาแต่ดิ้นอีกต่างหาก

“ถ้าตบอีกจะจูบ” พอเห็นว่ามือเล็กกำลังจะฟาดลงมาตรงหน้าผมก็รีบพูดจาข่มขู่ไปทันทีทำเอามือนั่นชะงักไปเลยทีเดียว เหมือนเดือนสิบสองกำลังเขินเลยครับเพราะแก้มแดงเห็นได้ชัดมากๆ เลยทีเดียว

“กลับบ้านกันอยากรู้อะไรจะเล่าให้กระจ่างเลยทีเดียว” เจ้าตัวไม่ทันตอบก็ถูกผมลากให้เดินตามออกมาซะดื้อๆ เชื่อเถอะว่าไม่กล้าหือเพราะกำลังเขินอยู่

พอผมลากมาถึงรถก็เปิดประตูให้ขึ้นไปนั่งด้านในเบาะข้างๆ คนขับ ก็ไม่ยอมปริปากพูดสักคำส่วนผมเองก็ไม่รู้จะพูดอะไรเหมือนกัน จึงรีบขับรถพาเดือนสิบสองกลับบ้าน ก่อนหน้านี้ผมก็โทรคุยกับพ่อแม่แล้วถือว่าทางสะดวกเพราะท่านสองคนจะไม่กลับบ้านก็ดีเหมือนกันผมกับเดือนสิบสองจะได้ทำสงครามกันไม่ใช่สิผมจะได้ง้อแบบจัดเต็มหน่อย

“ใครอนุญาตให้เข้าบ้าน” พอเห็นว่าผมจะเดินตามเข้าไปด้านในด้วยเดือนสิบสองก็รีบหันกลับมาพูดทันทีท่าทางน่าจับจูบมากเลยทีเดียว

“อย่าลืมสิว่าบ้านนี้ของฉัน” แต่ผมยกให้เดือนสิบสองไปแล้ว

“คุณยกให้ผมแล้ว” นั่นไงพูดไม่ทันจบเดือนสิบสองก็ทวงสิทธิ์ซะแล้ว แต่ช่างเถอะเพราะคนอย่างนายหัวจอมพลถ้าอยากเข้าใครจะขัดได้

“แล้วไง อย่าคิดว่าฉันจะสนใจ” เจอประโยคนี้ไปเด็กดื้อถึงกับเงิบเถียงไม่ออกเลยทีเดียวผมเลยถือจังหวะนี้เดินเข้าบ้านซะงั้น

“นายหัวออกไปเดี๋ยวนี้นะ”

“ฉันจะออกก็ต่อเมื่อเราคุยกันเสร็จและฉันได้กินข้าวกับลูกแล้ว” ยกลูกมาอ้างซะเลยเพราะผมจะได้อยู่ที่นี่นานๆ “อ่อลืมบอกไปว่านิสัยเดิมฉันนะไม่ยอมใครถึงจะเป็นเมียก็ตาม”

โกหกไปงั้นแหละครับเพราะผมนะยอมเมียสุดๆ แล้วแต่อยากทำตัวร้ายกาจดูบ้างเผื่อจะได้เข้าใกล้เมียง่ายๆ หน่อย

เดือนสิบสองอยากให้พวกเราสองคนเริ่มจากศูนย์แต่สำหรับผมถึงมันจะอยู่ที่ร้อยก็ไม่มีวันลดน้อยลงหรอกครับ เพราะผมรักใครรักจริงเชื่อเถอะว่ารักสุดๆ แล้วสำหรับเด็กดื้อเอาแต่ใจตัวเองคนนี้

“ใครเป็นเมียไม่ทราบ”

“ยืนหัวโด่อยู่นี่ไงแถมยังอุ้มท้องลูกของฉันอยู่อีกด้วยหรืออยากพิสูจน์ก่อนคุยก็ได้นะ” ผมว่าแล้วยื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆ เดือนสิบสองฉุนขาดเลยทีเดียวนึกแล้วขำเวลาได้ยั่วโมโหเด็กคนนี้

“คนบ้าตาแก่โรคจิต!” ท่าทางจะเถียงผมไม่ออกแล้วแน่นอนถึงได้ด่าออกมาแบบนี้และเดินนำไปนั่งที่โซฟาห้องนั่งเล่นผมก็เลยเดินตามไปคุย

“อยากฟังเรื่องไหนก่อน?” ผมขยับเข้าไปนั่งใกล้ๆ ก่อนจะกระชับเอวของเดือนสิบสองเข้ามาหาตัวเองถ้าไม่กอดไว้แน่นๆ เดี๋ยวมือไวตบผมอีกแล้วจะเจ็บ

“ทำไมต้องกอดด้วยเล่า! อยากพูดเรื่องไหนก่อนก็แล้วแต่คุณสิ” ออกแรงผลักผมให้ออกห่างแต่ขอบอกว่าไม่ได้ผลหรอกครับเพราะผมกอดไว้แน่นมากจนสุดท้ายเดือนสิบสองก็ยอมแพ้และนั่งนิ่งๆ ให้ผมกอด

“เอาเรื่องที่ตรังก่อนก็แล้วกันทุกอย่างมันเป็นแผนนะจำตอนที่เราอยู่ในสวนปาล์มกันได้ไหมถ้าจำได้ตอนที่เราได้ยินเสียงใครบางคนคุยโทรศัพท์นะแค่ฟังไม่กี่คำฉันก็รู้แล้วว่าใคร” พอผมเริ่มเล่าเดือนสิบสองก็ตั้งหน้าตั้งตาฟังมากๆเลย

“ฉันเข้าไปคุยกับไอ้คมตอนแรกก็ขู่มันไปนิดหน่อยจนมันยอม พวกเราก็เลยร่วมมือกันเล่นละครเรื่องนี้มีแค่ฉันกับเทพเท่านั้นที่รู้ส่วนเรื่องลักพาตัวก็ด้วยมันอยู่ในแผนแต่ง่ายกว่าที่คิดตรงที่มีเด็กดื้อบางคนไม่ยอมอยู่เฉย” พอเล่าถึงตอนนี้เดือนสิบสองก็เบือนหน้าหนีสายตาผมทันที

“แต่บอกไว้ก่อนนะว่าความรู้สึกทุกอย่างคือของจริงทั้งเป็นห่วงและกังวลสุดๆ เพราะมันเสี่ยงมากที่ทำแบบนี้ถ้าแผนไม่สำเร็จเดือนสิบสองกับลูกอาจจะไม่ปลอดภัย”

“ว่าแล้วทำไมนายคมไม่เห็นทำอะไรเลยแถมยังพูดจาแปลกๆ อีกต่างหาก” เดือนสิบสองเริ่มออกความเห็นบ้าง

“แล้วนายคมทำไปเพื่ออะไร?” เดือนสิบสองเอียงคอหันมาคุยกับผมอีกครั้งสีหน้าแบบเด็กขี้สงสัยมากๆ เลยละครับ

“มันต้องการเงินแต่เพราะไม่กล้าบอกกับฉันเลยหลงผิดไปเชื่อคนไม่ดีเข้าแต่ฉันก็พูดจนมันยอมช่วยเลยยื่นข้อเสนอไปว่าจะไม่เอาเรื่องและจะดูแลครอบครัวของมันตลอดไป”

“แล้วมีคนอื่นร่วมด้วยไหม?” ผมชอบจังเวลาที่เดือนสิบสองตั้งคำถามด้วยความสงสัยและอยากรู้เพราะแววตาของเด็กคนนี้บ่งบอกแบบนั้นด้วยแถมน่าหลงใหลมากๆ เลยทีเดียวเหมือนเด็กไร้เดียงสาที่มีข้อสงสัยมากมายจนต้องตั้งคำถาม

“ไม่มีถึงคนอื่นจะอยากได้ที่ของฉันแต่คงไม่มีใครกล้าทำอย่างนายอรุณหรอกพอพวกนายทุนคนอื่นๆ รู้พวกเค้าก็เลิกคิดเรื่องที่จะเปลี่ยนสวนปาล์มให้เป็นรีสอร์ทกันเลยทีเดียว”

“แล้วจอมพลเชื่อเหรอ” นั่นไงเรียกผมด้วยชื่ออีกแล้วยิ่งฟังยิ่งน่ารักจับใจเดือนสิบสองกำลังอ้อนผมทางอ้อมชัดๆ

“เชื่อสิครับเพราะพวกเค้าแสดงเจตนารมณ์ให้เห็นแต่ถ้าฉันเปลี่ยนใจนั่นคืออีกเรื่องหนึ่ง”

“จอมพลจะเปลี่ยนใจเหรอ?” ผมกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นกว่าเดิมพร้อมทั้งกดจูบเบาๆ ที่หางคิ้ว คราวนี้ไม่ดิ้นครับแถมไม่อาละวาดใส่ด้วยท่าทางจะปล่อยไปเลยตามเลยเพราะอยากรู้เรื่องที่ผ่านมา

“บอกไปแล้วนี่ว่าไม่” ผมยิ้มให้เดือนสิบสองก่อนจะพูดต่อ “ยังมีอีกประเด็นนะเผื่อยังสงสัยเรื่องที่จู่ๆ ทุกคนก็โผล่ไปช่วยนะลุ้นแทบแย่ว่านายอรุณจะสงสัยหรือเปล่าแต่ก็ไม่ดีอย่างที่ได้นายอาวุธมาช่วยคิดแผน”

“เจ้าเล่ห์พอกันทั้งคู่” เหมือนเดือนสิบสองจะแอบแขวะผมเลยครับ...ดังนั้นก็ทำเป็นหูทวนลมซะ “แล้วทำยังไงถึงบอกให้นายคมรู้”

“แอบส่งข่าวตอนที่มันออกไปซื้อของกินยังไงละ?”

“แล้วทำไมไม่แอบบอกให้ซื้อของอร่อยๆ มาให้กินบ้าง รู้ไหมอยู่ในห้องนั้นโคตรอึดอัดเลยแถมยังมืดและอับอีกต่างหาก” ผมไม่อยากเชื่อว่าเดือนสิบสองจะพูดแบบนี้ออกมา บางทีมันก็น่าขำไปนะครับแทนที่จะห่วงตัวเองแต่กลับห่วงของกินซะงั้น

“ไม่งั้นจะสมจริงเหรอ?” ผมว่าแล้วขยี้หัวเดือนสิบสอง

“รวมถึงเรื่องถูกยิงด้วยสินะ” พอพูดถึงเรื่องนี้น้ำเสียงเริ่มแข็งขึ้นนิดหน่อยแต่ก็ไม่ได้ขยับตัวหนี

“ใส่เสื้อเกราะกันกระสุนนะมันก็แค่จุกนิดหน่อยเอง”

“แต่ผมเป็นห่วง” พอเดือนสิบสองพูดแบบนี้ผมก็เริ่มรู้สึกผิดอีกแล้วสิครับ

“ไม่ขอโทษแล้วนะแต่ตอนนั้นแค่อยากอ้อนไม่ได้ตั้งใจจะทำให้รู้สึกแย่รู้อะไรไหมเดือนสิบสองถึงพวกเราสองคนจะอยากเริ่มจากศูนย์กันมากแค่ไหนลองมาคิดดูแล้วฉันคงทำไม่ได้” เดือนสิบสองจ้องหน้าผมแววตาสั่นระริกเลยทีเดียวแต่ก็ยังยอมอยู่เฉยๆ ไม่ดิ้นผมเลยรั้งข้อมือของเด็กดื้อให้เดินตามไปนั่งที่โซฟา

“ที่ทำไม่ได้เพราะฉันมันเริ่มจนไปถึงร้อยแล้วไม่ต้องกลัวหรอกนะเพราะมันจะไม่ลดน้อยลงแต่จะมีเพิ่มขึ้นฉันนะรักแค่เดือนสิบสองคนเดียวและจะรักแบบนี้ไปทุกวัน...แต่ต่อไปความรักมันอาจจะถูกแบ่งนะ”

“แบ่ง?” แววตาสงสัยเอ่ยถามอย่างอ่อนโยน

“แบ่งให้ลูกถ้าไม่รักลูกให้เหมือนอย่างที่รักแม่ของลูกมีหวังถูกงอนแย่” เมื่อคำพูดของผมจบลงรอยยิ้มที่เริ่มหายไปก็เผยออกมาทันที

“จอมพลกลับไปเป็นคนเดิมไม่ได้หรอกนะลองพยายามแล้วแต่มันไม่ได้จริงๆ”

ผมอยากกลับไปใช้นิสัยเดิมที่แย่ๆ แถมบางครั้งอาจจะดูเลวไปด้วยซ้ำแต่ขอบอกว่าทำไม่ได้แล้วนะสิ

“ทำไมละ? แต่เดือนสิบสองก็ทำไม่ได้อาละวาดเยอะก็ไม่ดีเดี๋ยวลูกจะได้รับอันตราย” เด็กดื้อบอกกับผมย่นจมูกให้ได้เห็นท่าทางน่ารักมากเลยทีเดียวครับ

“จะกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้ยังไงในเมื่อชีวิตตอนนี้มันไม่เหมือนเดิมแล้วมันเปลี่ยนไปตั้งแต่มีเด็กเพี้ยนๆ เข้ามาในชีวิตแล้วละอยากจับฉันกดแต่ที่ไหนได้กลับไม่มีแรงมากพอจะทำจนสุดท้ายก็ต้องตกเป็นเมียนายหัวจอมพลตามระเบียบ”

“ชิส์ไหนตอนแรกไม่ยอมรับ” มือเล็กฟาดเบาๆ ที่แขนของผมจะว่าไปที่เดือนสิบสองพูดมันก็ถูกแต่ตอนนั้นมันเอือมระอาจริงๆ นี่ครับแถมยังไม่พร้อมจะมีพันธะ

“ถ้ารู้ว่าสุดท้ายจะเป็นแบบนี้จับแต่งงานด้วยตั้งแต่ตอนนั้นซะเลยก็ดีสิ” ผมรั้งเอวเดือนสิบสองเข้ามากอดไว้จนแน่น

“นายหัวมันอึดอัดนะ”

จุ๊บๆๆๆๆ

ไม่พอครับผมยังรั้งใบหน้าเล็กเข้ามากดจูบซ้ำไปซ้ำมาอยู่ที่แก้มทั้งสองข้างอยู่อย่างนั้นจนเจ้าตัวต้องดิ้นและตีแขนผมแล้วลุกหนี

“หื่น!” เดือนสิบสองว่าแล้วจะวิ่งหนีจนผมต้องรีบพุ่งเข้าไปหาแล้วรั้งเอวไว้จากด้านหลังพร้อมทั้งยกจนร่างเล็กตัวลอยขึ้นเลยทีเดียว

“อย่าวิ่งสิท้องอยู่นะ”

“ก็นายหัวอยากหื่นใส่ทำไม แก้มเค้าจะช้ำไหมเนี่ย?” เดือนสิบสองจับแก้มตัวเองทันที เมื่อแน่ใจว่าคนตรงหน้าจะไม่วิ่งอีกผมจึงยอมปล่อยแล้วรั้งให้หันกลับมามองหน้า

“ชิส์!” แต่สุดท้ายกลับโดนเด็กดื้อเชิดใส่อีกซะงั้น

“งอนมากๆ เดี๋ยวก็แก่เร็วหรอก”

“อย่างน้อยก็เด็กกว่าใครบางคน” ต่อปากต่อคำเก่งจริงๆ อยากจะรู้นักหากลูกคลอดออกมาจะนิสัยเหมือนเดือนสิบสองมากแค่ไหน

“แก่ก็ยังมีไฟนะพี่ว่าเราไปลองกันดีกว่า” ผมอุ้มเดือนสิบสองขึ้นมาทันทีเมื่อพูดจบจนเจ้าตัวตกใจต้องยกแขนทั้งสองข้างมากอดคอผมเอาไว้จนแน่น แต่ที่แน่ๆ เมื่อกี้ผมแทนตัวเองว่าพี่

ช่างเถอะครับผมเบื่อจะเปลี่ยนตัวเองแล้วสิเอาเป็นว่าอยู่กันไปแบบนี้แหละดีแล้ว

“จอมพลคนหื่น” เดือนสิบสองแอบแขวะผมแต่ก็ไม่ได้ดิ้นแถมยังยอมให้ผมอุ้มขึ้นไปด้านบนอีกต่างหาก

“ว่าเค้าอิเหนาเป็นเอง” ผมเองก็ยั่วเดือนสิบสองกลับไปเหมือนกัน ขอบอกว่าไม่ได้กอดมานานมันรู้สึกอึดอัดจนอยากจะกินเข้าไปทั้งตัวได้แล้วละครับ

เสียงประตูที่ถูกปิดลงไปพร้อมๆ กับหัวใจที่เต้นแรงขอบอกว่ามันตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูกเลยทีเดียวจนผมรู้สึกประหม่าโคตรๆ แต่ก็ช่างเถอะเพราะตอนนี้เด็กน้อยกำลังยั่วผมอยู่แนะ

“จะเริ่มจากไหนก่อนดี” ผมตั้งคำถามก่อนจะนั่งลงข้างๆ คนที่นอนอยู่เดือนสิบสองยิ้มยั่วผมแล้วตะแคงข้างหันมามอง

นายหัวประหม่ามือสั่นใจสั่นเพราะ?

“อะไรกันจอมพล ทำไมตอนนี้ถึงทำตัวเหมือนเด็กเลย” เดือนสิบสองพูดจายั่วประสาทผมแล้วยันตัวลุกขึ้นนั่งมือเล็กเอื้อมมาปลดกระดุมเสื้อให้แล้วค่อยๆ ถอดมันออกอย่างช้าๆ แต่สายตากลับยั่วผมซะงั้น

หมับ  

สุดท้ายผมก็เป็นฝ่ายจับมือเดือนสิบสองเอาไว้เพื่อหยุดการกระทำนี้ เหมือนผมกำลังถูกเด็กนำทางทั้งๆ ที่ตัวเองเป็นฝ่ายนำมาโดยตลอด

“เดี๋ยวถอดเอง” 



- ฉากตัด ตัดทิ้ง ไปตามหาอ่านจากที่อื่นนะคะ -



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 18 ครั้ง

74 ความคิดเห็น

  1. #74 NaokiChun (@NaokiChun) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2561 / 06:31
    งุ๊ย!!~
    #74
    0