บุปผชาติต้องใจ (Omegaverse) | #มินวอน

ตอนที่ 2 : บทที่ ๑ : เพียงฝัน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 78
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,012 ครั้ง
    9 ส.ค. 62

บุปผชาติต้องใจ

บทที่ ๑ : เพียงฝัน


 

            ณ เวลาเกือบสองยาม ปรากฏเงาตะคุ่มของอันฬากลุ่มหนึ่งในตรอกย่านเยาวราช อันฬาหนุ่มทั้งสามพากันออกมาจากโรงน้ำชา ท่าทางของพวกเขาดูทุลักทุเล ด้วยเพราะหนึ่งในกลุ่มดูจะติดพันอะไรบางอย่าง และดูท่าจะไม่อยากบอกลาสวรรค์โคมแดงแห่งนี้ไป ทำให้เพื่อนอีกสองคนต้องมาหิ้วปีกเอาไว้ ก่อนที่จะเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตไปมากกว่านี้

 

            “พวกลื้อออกไปเลยนะ! มักง่ายคิดว่าเป็นอันฬาหนุ่มริจะตีเนียนกิน ถ้าเงินไม่ถึงก็ไม่ต้องสะเออะเข้ามา เสียเวลาทำมาหาแดกจริง ๆ” บรรตาสาวใหญ่ปากแดงโยนเสื้อหนังของมนัสไล่หลังเขาและเพื่อน ๆ 

 

            “เงินมีก็แล้วกัน ป้าก็ขายเด็กนั่นให้ผมสิ เท่าไหร่ว่ามา วันพรุ่งผมจะมาเอาตัว” มนัสสะบัดแขนออกจากเพื่อนอันฬาทั้งสองอย่างแรง จากนั้นก็หันไปต่อปากต่อคำกับอาเจ๊ปากแดงทันควัน

 

            หลังจากที่เขาพบและได้ผูกชะตากับโซลเมต ผู้คลับคล้ายคลับคลาว่าจะชื่อวาดฝัน จนทำให้วาดฝันถึงขั้นเป็นล้มลงไป ก็เกิดจลาจลยกใหญ่ เนื่องจากพื้นที่ด้านหลังในโรงน้ำชานั้นเป็นพื้นที่หวงห้าม อีกทั้งการกระทำของมนัสก็อุกอาจ เป็นเหตุให้นายทหารหนุ่มถูกเถ้าแก่โรงน้ำชาและกาฬวิฬาร์ที่ทำงานโรงน้ำชาไล่ตะเพิดออกมาอย่างไม่ไว้หน้า ทำให้เขาหมดโอกาสที่จะได้พูดคุยกับกาฬวิฬาร์ตาสองสีโดยปริยาย

 

            “ใครป้าลื้อ หาไอ้หน้าเข้ม จะเป็นโซลเมตอะไรอั๊วไม่สนหรอกนะ ถ้าเด็กมันไม่ยอม ลื้อก็ไม่มีสิทธิ์ ไปไหนก็ไป!” เจ๊ปากแดงยกนิ้วเรียวที่ถูกทาเล็บฉาบสีเลือดนกขึ้นมาชี้หน้ามนัส ใบหน้าสวยของสาวใหญ่กลายเป็นถมึงทึงราวกับนางยักษ์ในตำราเรียน 

 

            “ปัดโถ่ว้อย แค่จะคุยกันมันยากมากหรือไง แค่คุยน่ะ” ฝ่ายมนัสเองก็ใช่จะเกรงกลัว เขายังคงต้องการพูดคุยกับวาดฝันอยู่ เขาไม่เข้าใจว่านายนางบำเรอจะเล่นตัวไปเพื่ออะไร ทั้งที่การให้บริการเช่ามันก็เป็นงานของคนเหล่านี้อยู่แล้ว อีกอย่างเขาเองก็ไม่ได้ต้องการเพียงเช่า เขาต้องการซื้อถาวร

 

            “แล้วที่ทำเมื่อกี๊มันคืออะไร ผูกชะตากับอาวาด ทั้งที่อีไม่ยินยอม แค่นี้ก็รู้แล้วว่าเป็นคนยังไง ขืนให้คุย เกิดลื้อ รัท แล้วปล้ำมันขึ้นมา จะทำอย่างไรกัน” เจ๊ปากแดงยกแขนขึ้นเท้าสะเอว มองไปที่จุดกลางลำตัวของอันฬาหนุ่มอย่างไม่นึกเขิน

 


               เป็นที่รู้กันว่าอันฬามีอาการพิเศษเสมือนอาการติดสัตว์ที่เรียกกันว่า รัท โดยอาการรัทมักเกิดขึ้นบ่อย ยามที่อันฬาผูกชะตากับกาฬวิฬาร์ หลายครั้งที่มีอันฬาถูกจับเนื่องจากการควบคุมตนเองไม่ได้ เพราะเกิดรัทและไปขืนใจกาฬวิฬาร์ให้มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ยินยอม อย่างไรก็ตาม กฎหมายที่ลงโทษอันฬาก็ยังอ่อนนัก เนื่องจากกาฬวิฬาร์ยังคงเป็นวรรณะล่างสุดของสังคม และหากกาฬวิฬาร์ตกเป็นของอันฬาตนนั้นแล้ว เจ้าแมวก็จะกลายเป็นสมบัติของอันฬาตนนั้นตลอดกาล สุดท้ายแล้ว ผู้ที่เสียเปรียบที่สุดในโครงสร้างสังคมนี้ ก็ยังคงเป็นแมวดำอย่างที่หลายคนเคยกล่าวไว้ 

 

            “อยู่ในที่แบบนี้จะกลัวอะไร ไม่ใช่ชินกับการรับแขกแล้วรึ” มนัสถามด้วยความสงสัย ตัวเขาเองถึงจะมีอคติกับผู้ที่ทำงานไร้เกียรติเช่นนี้อยู่บ้าง แต่เขาก็ไม่ได้หัวโบราณรับไม่ได้ หากสุดท้ายตนต้องลงเอยกับกาฬวิฬาร์ที่เคยผ่านมือคนอื่นมาก่อน ในเมื่ออันฬาเองยังเคยผ่านคนอื่นมาได้เหมือนกัน

 

               ยิ่งไปกว่านั้นวาดฝันเองก็เป็นโซลเมต...เป็นคนที่ถูกกำหนดว่าต้องเป็นของเขาเท่านั้น

 

            “ไอ้มนัสไปกันก่อนเถอะว่ะ เกิดคนมามุงแล้วจะเรื่องใหญ่ นึกหน้าพ่อมึงไว้ ประเดี๋ยวเรื่องเข้าหูว่ามาซ่อง มีหวังโดนซ่อมตายห่าเลยนะมึง” เพื่อนหน้าแขกขอมนัสกล่าวพลางดึงให้มนัสออกมาจากหน้าโรงน้ำชา เขาไม่ต้องการให้เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องใหญ่ ถึงในสังคมชั้นสูงจะรู้กันในเรื่องการทำธุรกิจสีเทาและอบายมุข ทว่าในสังคมชั้นกลางและล่างลงไปจำนวนไม่น้อยก็ยังมองคนจากสังคมชั้นสูงเป็นบุคคลที่เต็มไปด้วยศีลธรรมอันดีอยู่ ขืนโดนปล่อยข่าวออกไป พวกนักข่าวคงจะตีพิมพ์จิกกัดจนไม่ไว้หน้าบุพการีเป็นแน่

 

            “ฟังนะไอ้เข้ม ถึงกูจะทำอาชีพอย่างนี้จริง แต่หลานกู...ไอ้วาดมันไม่ได้ขาย” เจ๊ปากแดงยกมือขึ้นชี้หน้ามนัสและกล่าวเตือนเขาอีกครั้ง ก่อนจะเปิดประตูโรงน้ำชา “เลิกยุ่งกับหลานกูได้แล้ว ไอ้จัญไร!

 

 

*****

 

            ยามเช้าที่เยาวราช ผู้คนที่ออกหากินยามเช้าต่างออกมาตั้งหน้าร้าน บ้างก็ต่างทักทายกันตามประสา บ้างก็นำอาหารที่ลุกขึ้นมาเตรียมแต่ไก่โห่มาเรียงรายบนแผงหน้าบ้าน สภากาแฟร้านหัวมุมเองก็เช่นกัน กลิ่นหอมของกาแฟต้มหอมหวลไปทั่ว พร้อมต้อนรับชาวพระนครผู้สัญจรไปมาตั้งแต่เช้า 


            ขณะที่เดินผ่านสภากาแฟ เจ้าของใบหน้าขาวซีดก็ค่อย ๆ ดึงผ้าที่ตนนำมาคลุมศีรษะออก เมื่อเห็นอาแปะร้านกาแฟที่ตนคุ้นเคยและบรรตาเพื่อนสนิทที่หันมาเห็นตนด้วยสีหน้าเป็นกังวล

 

            “อาวาด!” บรรตาหนุ่มรูปร่างผอมสูง ร้องขึ้น เขารีบบวางโอเลี้ยงที่โต๊ะ จากนั้นก็ตรงมาหาวาดฝันหน้าสภากาแฟทันที

 

            “เฮ้ย อาฮวดจ่ายเงินด้วยนา” อาแปะเจ้าของร้านตะโกนไล่หลัง ขณะที่ฮวดเองก็ยกมือปัดส่ง ๆ ไม่ให้อาแปะต้องกังวล 

 

            ฮวด แซ่เฮง เป็นบรรตาวัยยี่สิบตอนต้น มีรูปร่างผอมแห้ง ลักษณะเด่นของเขาคือดวงตาเป็นขีดชี้ขึ้นราวเข็มนาฬิกาตอนสิบนาฬิกาสิบนาที และแก้มกลมทั้งสองข้างอันแสนสะดุดตา ด้วยเพราะฮวดเป็นคนพูดเก่ง ขี้เล่น ช่างเจรจา ไม่ว่าใครในย่านนี้ก็รู้จักเขาทั้งนั้น อีกทั้งเขาเป็นบุตรชายเพียงคนเดียวของ ตง แซ่เฮ้ง เถ้าแก่คณะเชิดสิงโตคณะดังอีกต่างหาก

 

            “ลื้อหายไปไหนมาทั้งคืน อั๊วตื่นมาไม่เห็นลื้อ อั๊วตกใจมาก ๆ เลยรู้ไหม” ฮวดกระซิบถาม นอกจากเขาจะเป็นเพื่อนของวาดฝันแล้ว เขาก็ถือเป็นคนร่วมบ้านกับวาดฝันด้วย ตั้งแต่จำความได้ คณะเชิดสิงโตก็เป็นที่ซุกหัวนอนของกาฬวิฬาร์หนุ่มตั้งแต่เด็ก

 

            “อั๊วไปทำงาน...” วาดฝันตอบ แต่ไหนแต่ไรฮวดก็เป็นห่วงเขาเสมอ อาจเป็นเพราะวรรณะของเขาที่พิเศษเกินไป และนั่นก็เป็นอีกเหตุผลที่เขาจำต้องเก็บเรื่องผูกชะตาเอาไว้กับตัว เขาไม่อยากให้ฮวดเป็นกังวลมากกว่านี้ “ลื้อไม่ต้องห่วงนะ ที่กลับช้าเพราะอั๊วไม่สบายนิดหน่อย เจ๊เหมยอีเลยให้ไปนอนที่บ้าน” 

 

            “ถ้าลื้อพูดอย่างนี้ อั๊วก็โล่งใจที่ไม่ได้มีอันฬาตัวไหนมาทำระยำกับลื้อ” เจ้าของดวงตาขีดกล่าว เขาทำเป็นเข้าใจ ทั้งที่แววตาของเขากลับแสดงออกตรงกันข้าม “อั๊วนี่ไม่ได้เรื่อง น่าจะไปรอรับลื้อที่โรงน้ำชา ดันเผลอหลับเสียนี่ ทั้งที่เคยสัญญาไว้ว่าจะปกป้องดูแลลื้อแท้ ๆ” 

 

            “ไม่เป็นไรหรอก อย่าทำเหมือนว่าอั๊วบอบบางนักเลย อั๊วสูงกว่าลื้อด้วยซ้ำนะ” วาดฝันพูดยิ้ม ๆ จากนั้นก็เดินนำฮวดเข้าตรอกที่ตั้งคณะเชิดสิงโต

 

            “อั๊วก็เป็นห่วงลื้อตลอดนั่นล่ะ รู้ไว้ด้วย” ฮวดพูดไล่หลัง ขณะเดียวกันเขาก็รีบล้วงหาเหรียญในกางเกงผ้าฝ้าย เพื่อนำไปวางไว้บนโต๊ะที่สภากาแฟ “แปะ นี่ค่าโอเลี้ยงนะ ส่วนแก้วนี่อั๊วยืมไปกินบ้าน เดี๋ยวเอามาคืน”

 

            “เดี๋ยวก่อนอาฮวดให้มันได้อย่างงี้ซีวะ แล้วอั๊วจะเอาแก้วที่ไหนให้ลูกค้ากิน” อาแปะส่ายหัวทันที ก่อนจะเดินมาเก็บเงินที่ฮวดทิ้งไว้ 

 

            “อาวาดอีนี่งามเนอะกง เป็นผู้ชายแท้ ๆ แต่หน้าตาสะอาดสะอ้าน ราวกับลูกผู้ดีตกยาก ไม่แปลกเฮียฮวดถึงหวง” เด็กสาวที่ร้านพึมพำขณะยืนเช็ดโต๊ะ 

 

            “ลูกผู้ดีอะไร อีก็เป็นแค่ลูกหญิงชั่วแค่นั้นล่ะ ต่อให้พ่อเป็นผู้ดีแต่ก็ไม่มีใครรู้ว่าเป็นคนไหน น่าสงสาร” อาแปะกล่าว จากนั้นก็เดินกลับไปหน้าถังน้ำร้อนยืนชงกาแฟเงียบ ๆ ทิ้งให้หลานสาวยืนอึ้งกับพื้นเพของบุคคลที่กล่าวถึง

 

 

*****

 

            วาดฝันยิ้มกว้างเมื่อเห็นเด็ก ๆ ลูกหลานชาวคณะเชิดสิงโตวิ่งมาหาตน มือเรียวสวยหยิบถุงกระดาษที่ใส่ขนมเข่งให้เด็ก ๆ นำไปแบ่งกิน ตลอดตรอกนี้ต่างเต็มไปด้วยบ้านไม้ทรงพาณิชย์แบ่งเป็นคูหา ผู้อาศัยล้วนเป็นนักแสดงและลูกหลานคณะเชิดสิงโตเสียส่วนใหญ่ ทั้งหมดอาศัยอยู่รวมกันราวกับเป็นพี่น้องท้องเดียวกัน โดยบ้านหลังใหญ่ท้ายตรอกจะเป็นบ้านของเถ้าแก่ตง ผู้เป็นเจ้าของคณะเชิดสิงโต พ่อของฮวด และพี่เขยของวาดฝัน

 

            “อั๊วยังยืนยันนะ ว่าอั๊วไม่อยากให้ลื้อไปทำงานที่โรงน้ำชาอีก อั๊วเข้าใจว่าเงินมันดี และลื้อเองก็แค่ไปช่วยแต่งตัวให้พวกนั้น แต่ยังไงเสีย คนก็ต้องเข้าใจลื้อผิดว่าลื้อ...” ฮวดร่ายยาว แต่เขาก็ต้องฝืนหยุดปากของตนเองไม่ให้พูดคำที่คิดไว้ออกมา

 

            “ว่าอั๊วเป็นกาฬวิฬาร์ชั่ว เป็นคนสำส่อน หลายผัวงั้นสิ” วาดฝันยิ้มบาง เขาเข้าใจว่าฮวดต้องการจะสื่ออะไร แต่เจ้าของผิวขาวซีดก็ไม่ได้สนใจ เพราะตนเองก็ชินแล้ว อีกทั้งเขาก็ไม่คิดว่างานที่ตนทำนั้นเป็นสิ่งที่ผิด ไม่ว่าจะทำดีหรือทำชั่วคนเราย่อมรู้ดีแก่ใจ “อั๊วรู้ตัวดีว่าทำอะไรอยู่ ถ้าให้อั๊วนั่งงอมืองอเท้า อั๊วจะหาเงินจากไหนไปเรียนเล่า”

 

            “แค่นี้ลื้อก็ฉลาดจะตายแล้วอาวาด อย่าว่าแต่กาฬวิฬาร์เลย คนธรรมดาอย่างเรา ๆ แค่อ่านออกเขียนได้ก็เป็นบุญแล้ว” ฮวดกล่าว หนุ่มตี๋ไม่เข้าใจว่าเหตุใดวาดฝันถึงทะเยอทะยานที่จะเล่าเรียนจนต้องเอาตัวไปเสี่ยง เป็นความจริงที่เขากลัวคนจะมองวาดฝันไม่ดี แต่ที่เขากลัวยิ่งกว่านั่นคือการที่วาดฝันจะถูกคุกคามจากอันฬากลัดมัน


               กลไกของสังคมตั้งแต่มีวรรณะใหม่ก็บิดเบี้ยวไม่ต่างกับสมัยก่อนที่แบ่งเพียงชายหญิง วรรณะอันฬาได้รับการเชิดหน้าชูตา บรรตาเป็นเพียงกลไกเล็ก ๆ ในขณะที่กาฬวิฬาร์ก็เป็นได้แค่วรรณะล่างสุดเอาไว้สืบพันธุ์เท่านั้น ยิ่งตัวแปรมีฐานะการเงินมาเกี่ยว มันก็ยิ่งบิดเบี้ยวไปกันใหญ่ ไม่ใช่กาฬวิฬาร์ทุกคนที่จะเกิดในตระกูลผู้ดี ตระกูลเจ้า วาดฝันเองก็เช่นกัน

 

            “ลื้ออย่าคิดอย่างนั้นสิ การศึกษามันคือใบเบิกทาง ยิ่งรู้มากก็ยิ่งเอาตัวรอดได้มาก เข้าใจไหม” วาดฝันตอบขณะถอดรองเท้าเพื่อเข้าไปในบ้าน สายนี้เขามีนัดเรียนกับนักศึกษามหาวิทยาลัยย่านท่าพระจันทร์ ดังนั้นเขาจึงไม่มีเวลาจะเสวนากับฮวดนัก เพราะจะต้องรีบไปเตรียมอาหารเช้าและแต่งตัวไปเรียน

 

            “ลื้อก็รู้ อั๊วหาเลี้ยงลื้อได้...” ​ฮวดพึมพำ เขาไม่ได้ปิดบังว่าเขาคิดกับวาดฝันเกินเพื่อน แต่ก็ไม่กล้าพอที่จะพูดออกไปตรง ๆ ทำได้แค่พูดขึ้นลอย ๆ หวังว่าสักวันวาดฝันจะยอมรับในตัวเขาได้

 

            “กลับมาแล้วรึ หายหัวไปไหนมา ข้าวเช้าทำไมไม่เตรียมเอาไว้” เสียงของชายวัยกลางคนพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเหยียดหยัน “อ่อ เดี๋ยวนี้ได้ข่าวว่าไปทำงานที่โรงน้ำชาแล้วนี่ ก็ว่าแล้วเชียวชอบหายหัวไป ๆ มา ๆ ทั้งกลางวันกลางคืน ให้เขาเช่าจนรวยหรือยัง มิน่าล่ะ ให้อยู่ช่วยงานถึงไม่ทำ ดีนะลื้อน่ะ นอนอ้าขาเฉย ๆ ก็ได้เงินแล้ว”

 

               ตง แซ่เฮง เป็นอันฬาชายวัยสี่สิบตอนปลาย ผิวขาวเหลือง มีรูปร่างท้วมและไว้หนวดยาว เป็นที่รู้จักกันในนามเถ้าแก่ตง เจ้าของคณะเชิดสิงโตดังที่สืบทอดมาเกือบครึ่งศตวรรษ เขาเคยมีภรรยาหนึ่งคน ซึ่งเป็นแม่ของฮวด แต่เมื่อเจ้าหล่อนเสียไป เขาก็แต่งงานใหม่อีกครั้งกับพี่สาวของวาดฝัน ตลอดระยะเวลาสิบกว่าปี ไม่มีวันใดเลยที่ตงจะนึกเอ็นดูน้องของภรรยา อาจเป็นเพราะเขามองว่ากาฬวิฬาร์อย่างวาดฝันเป็นเพียงส่วนเกิน หรือคนรองมือรองเท้าในบ้านเท่านั้น


               วาดฝันเองก็ไม่ได้ให้ความเคารพนับถืออะไรตงเช่นเดียวกัน เขามองว่าตงเป็นบุคคลที่ปากร้าย เห็นแก่ได้ และชอบเอาเปรียบ แต่เขาก็ไม่อาจที่จะตอบโต้อะไรได้ ในเมื่อทุกวันนี้เขาจำต้องอาศัยบ้านของตงอยู่ 

 

            “เตี่ย ไม่เอาหน่า อาวาดอีไปทำงานเป็นคนแต่งตัวให้พวกนั้น” ​ฮวดรีบแก้ต่างให้กับวาดฝัน เขาเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมบิดาถึงจงเกลียดจงชังวาดฝันนักหนา ลำพังเพียงแค่วาดฝันเป็นกาฬวิฬาร์ มันก็ไม่น่าทำให้คนที่ไม่ข้องเกี่ยวทางสายเลือดอย่างตงตั้งแง่ได้เพียงนี้ 

            

            “เถ้าแก่จะคิดยังไงก็ช่างเถอะ อั๊วขอโทษที่มาช้า เดี๋ยวอั๊วจะรีบเตรียมอาหารให้” วาดฝันตอบเสียงเรียบก่อนเดินผ่านตงไป อันที่จริงเขาไม่อยากจะพูดกับตงด้วยซ้ำหากไม่จำเป็น

 

            วรรณะต่ำ จีนก็ไม่ใช่ไทยก็ไม่เชิง เกิดกลางโรงน้ำชา โตไปอีก็ต้องเอาตัวไปขายที่โรงน้ำชา!” ตงพูดไล่หลังวาดฝัน ไหล่เล็กของกาฬวิฬาร์หนุ่มสะดุ้งเล็ก ๆ ก่อนจะเงยหน้าไปเห็นพี่สาวของตนยืนมองตนจากด้านบน

 

            “เตี่ย...” ฮวดพยายามพูดปรามตง ด้วยเพราะกลัวว่าคนอื่นจะมาได้ยินแล้วทำให้วาดฝันต้องเป็นที่อับอาย

 

              “หุบปาก ลื้อก็อีกคน เกิดมาดีกว่านี้ไม่ได้รึไงอาฮ​วด เป็นได้แค่บรรตากระจอก ๆ อั๊วไม่กินแล้วข้าว อั๊วจะไปบ่อน” ตงตวาดบุตรชาย สิ่งที่เขาพูดยิ่งทำให้ฮวดเป็นกังวลเข้าไปใหญ่ เพราะการที่ตงติดการพนันงอมแงม มันก่อหนี้สินมากมาย ทำให้ตนและคณะต้องตระเวนรับงานเชิดสิงโตกันวันละสามสี่งาน 

 

 

*****

 

            ภายในห้องเล็กชั้นล่างข้างครัวของตัวบ้าน วาดฝันนั่งเก็บอุปกรณ์ใส่ถุงกระดาษเงียบ ๆ เพราะไม่มีเงินมากพอ ทำให้เขาอดใจไม่ซื้อกระเป๋า และนำมันไปเป็นค่าดินสอ หรือสมุดจดไปก่อน ลำพังเพียงแค่ทำงานที่โรงน้ำชามันไม่เพียงพอสำหรับเขา เพราะบางครั้งเงินที่ได้มาเขาเองก็ต้องเก็บไว้เผื่อค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่จำเป็นสำหรับกาฬวิฬาร์ อย่างเช่น ยากักกลิ่น ที่ไม่ทำให้กลิ่นกาฬวิฬาร์ออกมาชัด และ ยาระงับฮีท หรือที่เรียกว่ายาระงับอาการติดสัตว์ของกาฬวิฬาร์ที่ต้องกินอย่างเคร่งครัด 

 

            “วาด” เสียงกาฬวิฬาร์หญิงคนเดียวของบ้านพูดขึ้นจากทางประตูห้อง เจ้าหล่อนมีนามว่า สุดา แซ่เฮง เป็นที่เข้าใจกันว่าเป็นพี่สาวของวาดฝัน เธอเป็นหญิงไทยหน้าคม ตา จมูก ปาก ชัด แม้ว่าใบหน้าของเธอจะร่วงโรยไปตามวัย แต่โดยรวมแล้ว เจ้าหล่อนก็ถือว่าเป็นหญิงสาวที่มีใบหน้าสละสลวย เหมือนกับวาดฝันไม่ผิดเพี้ยน สิ่งที่ต่างมีเพียงสีผิว เพราะวาดฝันมีสีผิวขาวจัดจนออกซีด “ทำไมถึงกลับเช้า ไปอยู่กับเจ๊เหมยมาหรือ เฮียเขาไม่พอใจมากที่ไม่มีใครทำอาหารเช้าไว้”

 

            “แล้วทำไมถึงไม่หัดทำเองล่ะ รออั๊วมาก็ไม่ทันกินหรอก” วาดฝันถามกลับ เพราะในตระกูลแซ่เฮงทั้งตง ฮวด หรือสุดาที่แต่งเข้าใหม่ ไม่มีใครทำอาหารได้ดีสักคน


               ในตอนที่ธุรกิจเชิดสิงโตรุ่งเรืองกว่านี้ ที่นี่ก็ยังพอมีลูกจ้างทำอาหารให้ วาดฝันเองก็พลอยได้เรียนการทำอาหารไว้บ้าง ด้วยเพราะเขาไม่ได้อาศัยอยู่ในฐานะน้องเมีย แต่อยู่ในฐานะเด็กคนหนึ่งในบ้าน 


                       จนกระทั่งตงติดการพนันอย่างหนัก ทำให้การเงินในคณะไม่คล่องตัว สุดท้ายก็จำต้องเลิกจ้างลูกจ้าง วาดฝันก็กลายเป็นคนที่ต้องดูแลความสะอาดและอาหารการกินของคนในบ้านแทน ขณะที่สุดานั้นแทบทำอะไรไม่เป็น สิ่งที่เจ้าหล่อนทำได้ดีมีเพียงแต่งตัวสวยเดินไปมาและแสดงละครเท่านั้น 


            “อั๊วทำไม่เป็น ทำไม่ได้เรื่อง” สุดาตอบเสียงเบา เจ้าหล่อนไม่กล้าสบตาวาดฝัน ด้วยเพราะละอายใจกับอากัปกิริยาของสามี และตนเองก็ไม่มีปากเสียงพอที่จะห้ามตงได้ 

 

            “อั๊วทำผัดผักไว้อยู่ในครัว ลื้อเอาไปกินเถอะ” กาฬวิฬาร์ผิวขาวซีดตอบ จากนั้นเขาก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เดินตรงไปหาสุดาที่อยู่ตรงประตู “เงินนี่เก็บเอาไว้นะ ลื้อจะได้เอาไปซื้ออะไรกินตอนที่อั๊วไม่อยู่ อย่าให้เถ้าแก่รู้ ไม่งั้นอีจะเอาไป”

 

            “ขขอบใจลื้อนะ” หญิงสาวรับเงินจากวาดฝันมาเก็บไว้กับตัว จู่ ๆ เจ้าหล่อนก็น้ำตาไหล แล้วโผเข้ากอดวาดฝัน “อั๊วขอโทษด้วย”

 

            “อั๊วคิดมาสักพักแล้วนะ...” กาฬวิฬาร์หนุ่มปล่อยให้หญิงสาวกอดตนเอาไว้ จากนั้นก็เริ่มพูดสิ่งที่อยู่ในใจ “ถ้าอั๊วเรียนเยอะ ๆ หางานหาเงินได้ เราหนีไปตั้งตัวกันเถอะนะ อยู่ที่นี่ก็มีแต่ทุกข์ ไม่มีเลยคำว่าครอบครัว”

 

            “ออั๊ว อั๊วทำไม่ได้หรอก” สุดาสะอื้น “ถ้าลื้อจะไป...ลื้อเก็บเงินแล้วไปคนเดียวเถอะนะ”

 

            “อั๊วเข้าใจ...ลื้อคงจากเถ้าแก่ไม่ได้” วาดฝันกล่าว ขณะที่สวมกอดเขาก็มองไปที่รอยกัดของอันฬาที่อยู่ต้นคอของสุดา การที่กาฬวิฬาร์มีรอยกัดเช่นนี้หมายความว่ากาฬวิฬาร์คนนั้นถูก ตีตรา โดยอันฬาแล้ว และจะเป็นของอันฬาคนนั้นตลอดไป “ปล่อยเถอะ อั๊วจะไปเรียนแล้ว”

 

            “อืม ตั้งใจเรียนนะอาวาด” สุดาถอนกอดจากวาดฝัน

 

            “รู้ไหม...” วาดฝันหยุดกึก ก่อนจะหันมากล่าวกับสุดาด้วยสีหน้าเรียบเฉย แล้วจึงเดินออกจากตัวบ้านไป “อั๊วเคยฝันว่าอยากจะเรียกลื้อว่า อาม้า แต่ฝันนั้นมันคงไม่มีทางเป็นจริง”

            

 

*****

 

            มนัสค่อย ๆ ปิดประตูบ้านอย่างเบามือ เนื่องด้วยตัวบ้านบิดาที่เป็นบ้านไม้หลังใหญ่ค่อนข้างมีอายุ เสียงเอี๊ยดอ๊าดจากประตูไม้อาจส่งเสียงดังกังวานไปทั้งบ้าน และเวลาย่างเข้าหกโมงเช้าเช่นนี้ เขาเองก็มีมารยาทพอที่จะไม่รบกวนเวลานอนของคนในครอบครัว 

 

            เจ้าของใบหน้าคมเข้มแขวนกุญแจรถไว้ไม่ไกลจากบานประตู ทว่าสายตาของชาวหนุ่มก็พลันไปสะดุดกับกรอบรูปกรอบใหญ่ที่ไม่คุ้นตาบนผนัง เมื่อมองดูดี ๆ เขาจึงนึกขึ้นได้ว่าเมื่อสองสัปดาห์ก่อน บิดาของตนบังคับให้เขาและพี่ ๆ มาถ่ายรูปครอบครัวเก็บไว้ และมันก็ทำให้นายทหารหนุ่มหายแคลงใจว่าทำไมถึงมีรูปภาพใหม่เพิ่มขึ้นมาในบ้าน


            เขาไล่สายตามองบุคคลในภาพทีละคน หากมองดูแล้วนี่อาจจะเป็นภาพที่ครอบครัววงศ์อัศวินอยู่พร้อมหน้าพร้อมตาที่สุดแล้วก็เป็นได้ เพราะในภาพมีทั้งบิดา แม่ใหญ่ แม่เล็ก พี่ ๆ อันฬาทั้งสองคน หลานชาย และตัวเขา ขาดเพียงแต่พี่ชายคนที่สามที่ขณะนี้ต้องทำหน้าที่เลขาฯ เอกอัครราชทูตที่ กรุงออตโตวา ประเทศแคนาดา


            มนัสเป็นบุตรคนสุดท้องของ พลโทมานพ วงศ์อัศวิน เขามีแม่สองคน คือ แม่ใหญ่ มณีรัตน์ แม่บรรตาผู้ให้กำเนิด และ แม่เล็ก ทรงอัปสร ภรรยาคนรองผู้เป็นกาฬวิฬาร์ของบิดา แม้นายพลมานพจะมีภริยาสองคน แต่ครอบครัวของมนัสก็หามีเรื่องร้าวฉานดังในละครจอแก้วไม่ เพราะแม่ใหญ่แม่เล็กไม่เคยบาดหมางกัน จึงส่งผลให้ลูก ๆ ทั้งสี่คนรักใคร่กลมเกลียวกันดี ในบางคราวมนัสเองก็นึกนับถือบิดาเหมือนกันที่สามารถดูแลภรรยาและลูก ๆ ได้ทั่วถึง อีกทั้งยังมีลูกเป็นอันฬาถึงสี่คนให้ฮือฮากันทั้งเมือง เพราะน้อยครอบครัวนักที่มีบุตรหลายคนแล้วบุตรทุกคนจะอยู่วรรณะสูงสุดของสังคม 


            “รูปนั้นข้าเพิ่งเอาแขวนวันนี้เอง ดูสีนั่นสิ ให้ช่างแต่งเพิ่มให้ งามไม่หยอก” เสียงหวานของหญิงสาวคนหนึ่งดังจากฝั่งห้องนั่งเล่น มนัสหัวเราะเล็ก ๆ เขารู้อยู่แต่แรกแล้วว่าพี่สาวคนโตของเขาอยู่ภายในห้องด้วย “แต่ข้าว่าช่างแต่งเอ็งขาวไปหน่อยว่ะ ดูแปลก ๆ ฮ่า ๆ”

            

            เกวลิน วงศ์อัศวิน หรือ สารวัตรหญิงเกวลิน ยกมือขึ้นป้องปากหัวเราะ หลังจากล้อน้องชายเข้าไปหนึ่งดอก เกวลินเป็นอันฬาหญิงผู้มีรูปร่างสูงโปร่งปราดเปรียว ผมสีดำขลับยาวถึงกลางหลัง มีผิวสีสองสีและบางส่วนคล้ำแดดจากการทำงาน เธอมีศักดิ์เป็นพี่ใหญ่ของวงศ์อัศวิน โดยเป็นลูกของนายพลมานพและแม่ใหญ่ แม่เดียวกับมนัส และมีอายุห่างกับมนัสถึงแปดปี


            ครั้งหนึ่งเกวลินเคยไปประจำสถานีตำรวจที่จังหวัดนครสวรรค์ และหลังจากได้ภรรยากาฬวิฬาร์ แต่งงานอยู่กินที่นั่นจนมีลูกชายหนึ่งคน เธอก็เป็นอันต้องย้ายกลับมาประจำสถานีตำรวจที่พลับพลาไชย เกวลินและครอบครัวจึงต้องมาอาศัยอยู่บ้านบิดาชั่วคราว จนกว่าบ้านหลังใหม่ของเธอจะตกแต่งเสร็จ 

            

            “เอ...ผิวเข้ม ๆ อย่างผมสิดี ถ้าไม่เป็นทหารก็ไปเป็นพระเอกหนังแล้วนะ” มนัสยักคิ้วให้กับพี่สาววรรณะเดียวกัน ก่อนจะสวมกอดกับเกวลินลวก ๆ หลังจากที่ไม่ได้เจอกันมานาน เพราะตั้งแต่เกวลินย้ายกลับมา มนัสก็มัวแต่หมกตัวอยู่กองพันทหารม้าไม่กลับบ้านสักครั้ง “พอพี่พูดแทนข้าแทนเอ็ง ฟังทีไร ผมก็ไม่ชินหูสักที ออกแนวเสียดหูด้วยซ้ำ เมื่อก่อนล่ะ มึงอย่างโน้น กูอย่างนี้”

 

  “ได้ไงล่ะวะ ข้ามีลูกแล้วนะ เกิด เจ้ากันต์ ได้ยินเข้า มันจะจำไปพูด” เกวลินกล่าวถึงบุตรชาย จากนั้นก็ยกเหยือกน้ำที่วางอยู่รินใส่แก้ว แล้วยื่นให้กับผู้เป็นน้องชาย เนื่องจากกลิ่นของมนัสมีกลิ่นเหล้าค่อนข้างแรง และด้วยเพราะวันนี้เป็นวันหยุด เธอจึงเข้าใจได้ทันทีว่ามนัสคงจะไปเตร็ดเตร่ที่ไหนมาสักที่ 

 

  “กลัวเจ้ากันต์ได้ยินหรือกลัวเมียได้ยินกัน เอาให้มันแน่” มนัสทักขึ้นอย่างรู้ทัน ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งที่โซฟากลางโถงบ้าน รับแก้วน้ำจากเกวลินมาดื่ม 

 

  “อันฬาคนไหนมีเมียกาฬวิฬาร์แล้วไม่กลัวบ้างคะน้อง เมียทั้งคนนะเว้ยไอ้นัด” เกวลินหัวเราะอีกครั้งแล้วนั่งลงที่โซฟาฝั่งตรงข้ามกับมนัส นึกเอ็นดูความไม่ประสีประสาด้านความรักของน้องคนเล็ก

 

  “ไอ้นัดคนนี้ไง หากมีแล้ว มันจะแสดงให้พี่เห็นเอง” มนัสยกมือชี้ไปที่ตนเอง ถึงแม้ว่าเขายังไม่แต่งงานหรือมีภรรยาเป็นกาฬวิฬาร์ก็ตาม แต่เขาก็มั่นใจว่าพอถึงคราวตนเองแล้ว ตนจะไม่กลัวภรรยาเหมือนที่บิดาและพี่ ๆ กลัว

 

  “ให้มันจริงเถอะว่ะ ข้าจะรอดู” เกวลินพยักหน้า เธอเชิดใบหน้าสวยเฉี่ยวขึ้นสูงแล้วมองไปที่มนัสคล้ายจะดูเชิง 

 

  “แล้วนี่จะไปไหนแต่เช้าล่ะ” มนัสถามด้วยความสงสัย เนื่องจากชุดที่เกวลินอยู่ไม่ใช่ชุดนอนแต่อย่างใด แต่เป็นเสื้อคอกลมสีดำของตำรวจและกางเกงขายาว ส่วนในเรื่องตื่นเช้า เขาไม่แปลกใจนัก เพราะพี่น้องบ้านวงศ์อัศวินถูกบิดาอบรมอย่างเข้มงวดตามประสาลูกทหาร และลูกคนที่ตื่นเช้าและมีวินัยที่สุดก็อยู่ตรงหน้าเขา

 

  “นอนแล้ว แต่ตื่นเร็วเพราะจะเตรียมตัววิ่งออกกำลัง วันนี้ว่าจะวิ่งจากบ้านไปเยาวราชเสียหน่อย ได้ยินว่ามีน้ำเต้าหู้กับปาท่องโก๋เปิดใหม่ขึ้นชื่อ เอาไหมวะ ข้าจะซื้อมาเผื่อ” พี่สาวคนโตกล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ก่อนจะลุกขึ้นเต็มความสูง

 

  “ไม่ล่ะ บ้าดีเดือดจริง พี่ใครวะ รถยนต์ก็มีขับ แต่กระเสือกกะสนวิ่งจากท่าพระอาทิตย์ไปเยาวราช” มนัสถอนหายใจกับความบ้าพลังของพี่สาว แต่นั่นก็เป็นข้อดีที่ทำให้เกวลินได้เป็นสารวัตรตั้งแต่อายุสามสิบตอนต้น โดยไม่ได้พึ่งบารมีบิดา แม้แต่น้อย “เออ จะว่าไปผมก็เพิ่งกลับมาจากเยาวราช โรงฝิ่นโรงน้ำชาขึ้นอย่างกับดอกเห็ด วันไหนว่าง ๆ ก็ไปดูลาดเลาเสียบ้างนะ”

 

  “น้อย ๆ หน่อย สั่งกูเอ้ยข้าอย่างกับเป็นผู้กำกับเลยนะ เอ็งก็รู้ บางอย่างมันก็เหนืออำนาจข้า ถึงไปก็ไปได้แค่ดูความเรียบร้อย คงจะไปสั่งปิดไม่ได้หรอก เกิดคลำไปคลำมาเจอเส้นสายเจ้าสัวหรือนายพล พ่อเราจะซวยเอา มองหน้าเพื่อนไม่ติด” เกวลินกล่าวด้วยใบหน้าขมขื่น ถึงแม้ว่าเรื่องที่พูดไปจะฟังดูไม่ดี แต่มันก็เป็นที่รู้กันในหมู่ตำรวจทหาร ไม่ว่าแต่ไหนแต่ไร นายทุนและผู้มีอำนาจก็มักจะเกื้อหนุนกันเสมอ

 

  “เ​ฮ้ย อย่าคิดมากนะพี่ ปากผมมันไม่ค่อยดี เรื่องนี้ก็รู้กันอยู่” ผู้เป็นน้องลุกขึ้นตบบ่าพี่สาว เขารู้ดีว่าเกวลินมีประสงค์อย่างแรงกล้าที่จะเป็นผู้ตำรวจน้ำดี และกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อบ้านเมือง การที่ถูกย้ายมาสถานีประจำย่านที่มีธุรกิจผิดกฎหมายมากที่สุดย่านหนึ่งของประเทศ เกวลินคงจะเครียดไม่น้อย “เอ้อ จะว่าไป ผมมีเรื่องจะปรึกษา พอดีเลย พี่มีประสบการณ์เรื่องนี้นี่หว่า”

 

  “อะไรวะ เร็ว ๆ ล่ะ ข้าต้องรีบกลับมาเลี้ยงเจ้ากันต์อีก สัญญาไว้ว่าวันหยุดจะอยู่กับลูกทั้งวัน” เกวลินเบ้หน้ากับความปุบปับของน้องชาย “ถ้าไม่ใช่เรื่องจริงจังล่ะก็...ข้าทุบเอ็งแน่”

 

  “ผมเจอโซลเมตที่โรงน้ำชาว่ะ ผูกชะตาแล้วด้วย” มนัสพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย

 

  “อ่อ ก็ว่าเรื่องอะไรเฮ้ย!” เกวลินพยักหน้าก่อนจะร้องออกมาอย่างประหลาดใจ

 

  “อะไรนะไอ้นัดมึงเจอโซลเมตรึ ไหนเล่าซิ” เสียงของชายอีกคนดังขึ้นจากทางประตูบ้าน ทำเอาทั้งเกวลินและมนัสหันไปมองทันควัน 

 

  ชายหนุ่มในวัยยี่สิบตอนปลาย ผมรองทรงและมีผิวคล้ำแดด ตัวไม่สูงมาก แต่มีร่างกายกำยำกว่ามนัส มองมาที่พี่สาวและน้องชายอย่างอึ้ง ๆ เรือเอกเดชา วงศ์อัศวิน นายทหารเรือและลูกชายคนที่สามของนายพลมานพและแม่เล็ก ไม่นึกว่าตนจะเข้ามาได้จังหวะที่จะรู้เรื่องสำคัญเข้า ทันทีที่เดินทางกลับมาจากฐานทัพเรือสัตหีบ 

 

  “ไอ้พี่คนนี้มาถูกจังหวะจริง สงสัยป่านนี้ได้ยินกันบ้านนี้ยันบ้านข้าง ๆ นี่ถ้า พี่จักร บินกลับมาจากแคนาดาอีกคน ผมจะคิดว่าผีหลอกแล้วนะเว้ย” มนัสหันไปเท้าสะเอวมองพี่ชายคนที่สามของตนด้วยใบหน้าระอา ก่อนจะสังเกตได้ว่าทั้งเกวลินและเดชาต่างอ้าปากค้างมองมาที่ตนเป็นตาเดียว “แล้วทำไมต้องทำเป็นเรื่องใหญ่กันด้วยล่ะ”

 

  “เรื่องใหญ่ซีวะ!/เรื่องใหญ่ซีวะ!” ทั้งเกวลินและเดชาร้องเป็นเสียงเดียว อาจเพราะทั้งสองรู้ว่ามนัสนั้นไม่เคยมีความรัก อีกทั้งยังค่อนไปทางซื่อบื้อในเรื่องนี้อย่างมาก  

 

 

***** 

 

            เสียงนักพนันเ​ฮโลกันเป็นระยะในโรงบ่อน ไม่ว่าจะเป็นเวลาตะวันลับขอบฟ้าหรือยามพระจันทร์อยู่กลางหัว โรงบ่อนก็ไม่เคยขาดแคลนผู้มาเยี่ยมเยียน และยิ่งเป็นโรงบ่อนโรงใหญ่กลางเยาวราชแห่งนี้ด้วยแล้ว เรียกได้ว่าทั้งนักพนันและเจ้ามือก็ต่างเดินกันขวักไขว่เสียยิ่งกว่าโรงบ่อนไหน ๆ 

 

            อันฬารูปร่างท้วมขาประจำอย่างเถ้าแก่ตงก็เช่นกัน หากเทียบกับนักพนันคนอื่น ๆ แล้ว เถ้าแก่ตงนับได้ว่าเป็นนักพนันคนโปรดของเจ้ามือยิ่งกว่าใคร ด้วยเพราะเป็นคนใจเด็ด กล้าได้กล้าเสีย และลงเงินพนันทีนับร้อย ถึงไม่มีก็จะไปหาแลกนั่นนี่เป็นหลักประกัน จนคนรู้กันไปทั่วว่าเถ้าแก่คณะเชิดสิงโตถูกผีพนันเข้าสิงไปเสียแล้ว เพราะไม่มีการพนันชนิดไหนในบ่อนที่เขาไม่เคยได้ลิ้มลอง

 

            “ไอ้หยา อะไรวะ เสียอีกแล้ว” ตงที่ยืนอยู่กลางวงไฮโลร้องขึ้น ก่อนจะโยนเงินถุงให้กับเจ้ามือ เขาไม่ได้แยแสว่าเงินทั้งห่อเป็นเงินที่ลูกชายหามาทั้งสัปดาห์

 

            “ก็ลื้อเล่นแทงรวมเองนี่อาตง” บรรตาคนหนึ่งในวงหัวเราะ ก่อนจะรับเงินจากเจ้ามือ 

 

            “ก็อั๊วมั่นใจว่าอั๊วจะแทงได้นี่ วันนี้หมดเร็ว ไม่มีอารมณ์จะเล่นต่อแล้ว อั๊วขอตัว” ตงหันไปกล่าวกับเพื่อนร่วมวงไฮโลขาประจำอีกคน

 

            “เถ้าแก่ตง เถ้าแก่เฮ้ง เรียกพบ” ชายหนุ่มร่างท้วมผิวสองสี ลักษณะหน้าตาเหมือนคนไทยเชื้อสายจีนทั่วไปกระซิบกับเถ้าแก่ตง จากนั้นก็เดินนำไป ฝ่ายตงที่เหมือนจะรู้ตัวก็กลืนน้ำลายอึกใหญ่ เพราะเข้าใจทันทีว่าเรื่องที่เถ้าแก่เฮ้ง เจ้าของโรงบ่อนต้องการจะคุยคือเรื่องอะไร

 

            “มาแล้วเรอะ นั่งก่อนซีเถ้าแก่ตง” อันฬาผมสีขาวหนวดเครายาวเฟื้อยกล่าวกับตงด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ภายใต้ใบหน้าชายชราผู้แสนใจดี แท้จริงแล้วก็คือมาเฟียเจ้าของบ่อน ผู้สั่งเก็บคนมาแล้วหลายรายในอดีต “วันนี้เป็นอย่างไรบ้าง ดูจากหน้าลื้อแล้วสงสัยจะมือไม่ขึ้น”


            “เฮียเฮ้ง...อั๊วขอไปหาเงินมาลงทุนเพิ่มก่อนนะ...เมื่อกี๊อั๊วพลาดนิดหน่อย แต่อั๊วสัญญาว่าที่เบิกไป อั๊วจะรีบเอามาคืน” ตงพูดติด ๆ ขัด ๆ เขาไม่กล้าแม้แต่จะสบตาอันฬาเฒ่าตรงหน้า

 

            “ที่ยืมไป อั๊วไม่รีบหรอกนะ แต่ดอกล่ะ ลื้อจะทำยังไง ไหนลองเสนอมาซิ อาตง” เถ้าแก่เ​ฮ้งพูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “บ้านก็เอามาเป็นหลักประกันแล้ว...คณะสิงโตก็เอามาแล้ว...แต่ไม่มีอะไรมาเป็นของขัดดอกเลย หรือลื้อจะใจดี บริจาคร่างกาย...”

 

            “ไม่นะเฮียอั๊วยังพอมีเหลืออยู่อย่างหนึ่ง” ตงรีบพูดด้วยเพราะกลัวตาย 

 

            “ไหนว่ามา ลื้อยังมีอะไรเหลืออยู่บ้าง”

 

            “ที่บ้านอั๊วมีแมวดำ...” ตงกล่าวเสียงอ้อมแอ้ม เขาคิดว่าข้อเสนอนี้จะทำให้ตนรอดไปได้อีกครั้ง เหล่านักพนันรู้กันดีว่ามูลค่ากาฬวิฬาร์นั้นสูงยิ่งกว่าทองหนึ่งตั้ง ยิ่งเป็นกาฬวิฬาร์ที่ไม่เคยผ่านมือใครแล้ว เผลอ ๆ เขาอาจจะเบิกเงินมาทำกำไรได้อีกอื้อซ่า

 

            “เมียลื้อน่ะหรือ”

 

            “ไม่ใช่เฮีย น้องชายของเมียอั๊ว อีเป็นเด็กหนุ่มแรกรุ่น อั๊วรับประกันว่างามแน่นอน” ตงกล่าว พลางหยิบรูปภาพของวาดฝันที่ขโมยมาจากภรรยาขึ้นมา “นี่รูปอี กลิ่นอีเป็นกลิ่นหอมหมื่นลี้ ไม่เคยผ่านมือใคร พอจะขัดดอกได้ไหม”


            “โอ้โห งามจริงด้วยเว้ย สนใจเอามาเลี้ยงไหมเฮียเฮ้ง” เสียงแหบของอันฬาอีกคนดังมาจากด้านหลังตง ทำเอาเถ้าแก่คณะสิงโตสะดุ้งด้วยความตกใจ

 

            “เอ้า บอกให้รอก่อนไงวะ” เถ้าแก่เฮ้งตอบกลับน้องรักด้วยสีหน้าหงุดหงิด 

 

            “ไม่อยากรอนี่หว่า นี่อั๊วได้โสมชั้นดีมาด้วยนะ เลยเอามาฝากเสียหน่อย” ชายวัยกลางคนกล่าว ก่อนจะพยักหน้าให้ลูกน้องยกขวดโหลบรรจุโสมมาให้พี่ที่ตนนับถือ

 

            “เออ ๆ เอาอย่างนี้นะอาตง ลื้อเอารูปแมวดำนั่นมาไว้ก่อน ถ้าตัดสินใจแล้วอั๊วจะให้ลูกน้องติดต่อไป วันนี้ไปไหนก็ไป  ไป” เถ้าแก่เฮ้งพยักหน้าและยกมือปัดรำคาญใส่อันฬาผู้มาใหม่ จากนั้นจึงหันไปคุยกับตง


            “ครับเฮีย ลาล่ะครับ” ตงรีบยัดรูปภาพดังกล่าวใส่มือลูกน้องตัวท้วมของเถ้าแก่เฮ้ง ยกมือไหว้เจ้าของโรงบ่อนมือท่วมหัว ก่อนจะหันไปไหว้ชายผู้มาใหม่ “ลานะครับ เจ้าสัวเส็ง

 

 

******

 

            เช้าวันอาทิตย์ที่ย่านเยาวราชนั้นจ้อกแจ้กจอแจกว่าวันอื่น ๆ ในสัปดาห์ ณ สภากาแฟ นายทหารเจ้าของผิวคมเข้มยกแก้วชานมเย็นขึ้นซด ก่อนจะมองไปที่เพื่อนสนิทเจ้าของค่ายมวยด้วยใบหน้าระอา เนื่องจากตั้งแต่มาถึงสมิงก็เอาแต่ก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือพิมพ์สยามรัฐไม่วางตา จนโอเลี้ยงแก้วของสมิงเย็นชืดจนหมด

 

            “กูกินนะ” มนัสขอเพื่อนส่ง ๆ ก่อนจะยกโอเลี้ยงเพื่อนดื่มโดยไม่ต้องรอสมิงอนุญาต เพราะถึงอย่างไรเขาก็เอาไปกินแล้ว “แปะ ขอโอเลี้ยงอีกแก้ว ทำเย็น ๆ ก็ได้ ไอ้นี่มันคงกินวันพรุ่ง”

 

            “ปากหมา” สมิงพูดขณะอ่านหนังสือพิมพ์ ชายหนุ่มผิวขาวเหลืองไม่ได้เหลือบตามองมนัสด้วยซ้ำ

 

            “เมื่อไหร่มันจะมาวะ นัดเสียไกลเชียว แถวบ้านกูก็มี สภากาแฟน่ะ”

 

            “เสียงดังปากหมาอย่างนี้ พระนครมีคนเดียว” นายทหารหนุ่มที่ถูกกล่าวถึงพูด ก่อนจะทิ้งตัวนั่งลงเก้าอี้ข้าง ๆ มนัส “กูนัดที่นี่ก็เพราะว่ามันใกล้กูไงล่ะไอ้ท่านมนัส นาน ๆ จะลงมาพระนครทีนะเว้ย”


            ร้อยเอกจารุกร มากสามารถ เป็นหนึ่งในกลุ่มเพื่อนสนิทสามคนของมนัสที่เรียนด้วยกันตั้งแต่มัธยมต้น เขาเป็นอันฬาที่หน้าตาค่อนไปทางจีน เนื่องจากมีบิดาเป็นคนจีนแต้จิ่ว ขณะที่มารดาเป็นคนไทยแท้ ลักษณะอันโดดเด่นของจารุกรคือใบหน้าที่หน้าตาน่ารักน่าชังและฟันกระต่าย ทว่ารูปร่างของเขานั้นบึกบึนขัดกกับหน้าตา เนื่องจากการฝึกหนักโดยหน่วยรบพิเศษของกองทัพ

 

            “เออนะ ช่วงนี้บ้านเมืองมันสงบมากรึไง พวกมึงถึงได้หยุดมานั่งหน้าแป้นแล้นอยู่นี่กัน” สมิงพึมพำแล้วมองไปที่เพื่อนทั้งสอง เขาเป็นเจ้าของค่ายมวยครั้นจะว่างนั้นไม่แปลก แต่การที่เพื่อน ๆ ทั้งสองว่างจนนัดมาเจอกันได้เช่นนี้ นับเป็นเรื่องแปลกของเขา

 

            “นี่มึงก็ติดโรคปากหมาไอ้มนัสมาหรือครับ” จารุกรหัวเราะ “กูได้หยุดต่างหากล่ะ คืนนี้ก็กลับลพบุรีแล้ว ไอ้มนัสไม่ได้เล่าให้ฟังหรือวะ”

 

            “เออ กูลืม” มนัสตอบตามตรง ทำเอาทั้งสมิงและจารุกรส่ายหัวระอา

 

            “โอเลี้ยงได้แล้วจ้ะ” หลานสาวแปะเจ้าของร้านกล่าว ขณะวางแก้วโอเลี้ยงกลางโต๊ะ เพราะความเขินอายต่อหนุ่ม ๆ เธอจึงทำโอเลี้ยงกระฉอกนิดหน่อย แต่ทั้งสามก็ไม่ได้ถือโทษโกรธอะไร

 

            “ขอบคุณครับ” จารุกรยิ้ม ก่อนจะยกโอเลี้ยงแก้วดังกล่าวขึ้นดื่ม

 

            “เฮ้ย แก้วนั้นมันของไอ้สมิเอ่อ ช่างมันเถอะ” มนัสรีบพูด แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว เพราะดูท่าจารุกรจะยกซดทีเดียวหมดแก้ว 

 

            “ไอ้มนัสเจอโซลเมตแล้ว” สมิงพูดขึ้นด้วยใบหน้าเรียบเฉยขณะที่เพื่อนหน้ากระต่ายกำลังดื่มโอเลี้ยง หมายตั้งใจจะให้จารุกรสำลักน้ำเป็นการแก้แค้น

 

            “ห้” จารุกรสำลักโอเลี้ยงตามคาด โชคยังดีที่เขาหันไปอีกด้านก่อน มันจึงไม่ดูทุเรศทุรังจนเกินไป

 

              “สกปรกจริง ๆ” มนัสทำหน้าแหยงขณะมองจารุกรเช็ดปาก “กับอีแค่เจอโซลเมตทำไมทุกคนต้องทำเป็นเรื่องใหญ่ วันโน้นพี่ ๆ แม่งโวยวายกันชิบหาย ดีนะพ่อกับแม่ ๆ กูยังไม่กลับจากเชียงใหม่”

 

            “จริง ๆ ตอนมันบอกกูก็ตกใจ แต่หน้ากูนิ่ง” สมิงพูดยิ้ม ๆ ขณะอ่านปากจารุกรที่ด่าเขาว่าไอ้หน้าม้า

 

            “ไอ้มนัสของเราจะมีเมียแล้วหรือวะ ใจหายจริง” จารุกรด่าสมิงเสร็จก็หันมาพูดกับมนัสที่นั่งข้าง ๆ “สงสารกาฬวิฬาร์คนนั้นด้วย”

 

            “ทำไมวะ” มนัสเลิกคิ้วสูงด้วยความสงสัย เขาไม่คิดว่าการที่เป็นโซลเมตกับเขามันจะเสียหายตรงไหน ทั้งหน้าตา หน้าที่การงาน ทุกอย่างมันก็เพียบพร้อมไปเสียหมด อีกอย่างวัยของนายทหารหนุ่มตอนนี้ก็พร้อมที่จะมีครอบครัวเต็มแก่


            “ก็มึงไม่เคยมีคนรักนี่ อยู่มาตั้งยี่สิบห้าปีแล้ว” สมิงกล่าวแล้วหันไปพยักหน้ากับจารุกร มนัสคงไม่รู้ว่าลับหลังเขากับจารุกรจะแอบเป็นห่วงเรื่องที่มนัสไม่ยอมคบใครสักคน จนมีเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่ามนัสปากหมาเกินไป ไม่ก็สมรรถภาพเสื่อมไปแล้ว

 

            “เขาเรียกว่าทุ่มเทกับการเรียนและการทำงาน” มนัสตอบเพื่อนหน้าตาเฉย ใช่ว่าเขาจะไม่เคยมีอาการเหมือนอย่างอันฬาคนอื่น ๆ หรือตายด้านไปแล้ว ทว่าเขาเพียงแค่ไม่มีเวลาสำหรับเรื่องรักใคร่ “ใครจะไปนักรักเหมือนมึงล่ะ”

 

            “ฮ่า ๆ” จารุกรทำตาโต ส่ายหน้าไม่ยอมรับว่าตนเองเจ้าชู้

 

            “นี่กาฬวิฬาร์ของกูน่ะมีตาสองสีด้วยนะเว้ย เหมือนแมวขาวมณีเลย...ส่วนกลิ่นน่ะ กลิ่นดอกหอมหมื่นลี้” มนัสจับบ่าจารุกร ก่อนจะพูดด้วยสีหน้าเหม่อลอย ภาพของกาฬวิฬาร์ผิวขาวชมพูตาสองสียังตรึงอยู่ในใจ เจ้าของใบหน้าคมเข้มถูกใจอจนเอาไปพูดกับใคร ๆ ต่อใครว่าแมวของตนนั้นงามเพียงไหน 

 

            “มึงว่ามันอวดอยู่หรือเปล่าวะ” จารุกรยักคิ้วทำเป็นถามสมิง

 

            “กูก็คิดอย่างนั้น เด็กน้อยจริง ๆ” สมิงหัวเราะหึ ก่อนจะยกหนังสือพิมพ์ขึ้นมาอ่านต่อ

 

            “กูเด็กยังไง กูตัวใหญ่กว่าพวกมึงสองตัวอีก อย่ามาปากดี” มนัสโวยวายเมื่อเห็นว่าเพื่อนทั้งสองทำเป็นเมินตนเอง 

 

            “ไม่รู้หรือวะ ว่ามึงทำหน้าเหมือนคนเพ้อ ๆ ดูไม่มีสติเวลาพูดถึงเขา” สมิงให้เหตุผล

 

            “ว่าแต่แล้วไงต่อวะ ได้คุยกันต่อไหม อะไรยังไง” จารุกรเลิกเก๊กทำเป็นไม่สนใจ จากนั้นก็หันมาถามเพื่อนสนิทด้วยความอยากรู้ ไม่ใช่เรื่องจริงที่หมวดจารุกรเป็นคนเจ้าชู้ แต่เขาเองก็พอจะรู้เรื่องกาฬวิฬาร์งาม ๆ ที่ร่ำลือกันอยู่บ้าง 

 

            “พอคิดเรื่องนี้แล้วก็นึกโมโห กูเจอเขาที่โรงน้ำชา พอผูกชะตาปุ๊บ กูก็โดนไล่ตะเพิดออกมาเลย พวกนางบำเรอหาว่าไปคุกคามเด็กเขา” มนัสพูด “เอ้อ แต่...แมวของกูไม่ได้ทำงานอย่างว่านะ ได้ยินมา”

 

            “อะไรวะ มึงนี่มันไม่ได้เรื่อง เฟลิร์ตไม่เก่งเหมือนทำงานเลย เสียดายหน้าหล่อ ๆ ของมึงจริง”        

 

            “แถวบ้านกูเรียกกระจอก”

 

            “เฮ้ย แต่กูรู้ชื่อนะโว้ย ชื่อวาด” มนัสรีบแก้ต่าง แต่ไม่ทันที่จะพูดจบเสียงประทัดก็ดังขึ้นเสียก่อน

 

            ตุ้งแช่ตุ้งแช่! เสียงประทัดและเครื่องดนตรีจีนเป็นจังหวะดังมากในตรอก เรียกความสนใจจากสามหนุ่มอันฬาที่นั่งอยู่ในสภากาแฟ และคนที่สัญจรไปมาได้อย่างดี เสียงกลอดังขึ้นมาเรื่อย ๆ บ่งบอกว่าขบวนแห่งเชิดสิงโตกำลังเข้ามาใกล้พวกเขา ในไม่ช้า  แป๊ะยิ้มท่าทางงุ่นง่านก็ถือพัดเดินนำขบวนสิงโตออกมาจากตรอก ภาพของหัวแป๊ะยิ้มที่ยิ้มโง่ ๆ นั่นดูตลกพิลึก ส่วนภายใต้ตัวมังกรดูจะมีคนเชิดอยู่สามสี่คนได้ ที่น่าประทับใจคือคนเชิดต่างขยับร่างกายเป็นจังหวะเดียวกัน ทำไห้มังกรราวกับมีชีวิตจริง ๆ 

 

            “อาหมวย วันนี้มีงานบุญที่ไหนนั่น เสียงดังแต่เช้า” อาแปะเจ้าของสภากาแฟพึมพำ ก่อนจะชงโอเลี้ยงด้วยความเคยชิน ด้วยเพราะคนจีนมีความเชื่อเรื่องมังกรเป็นสัตว์มงคล เวลามีงานบุญหรืองานแต่งอะไรก็ตาม คณะเชิดสิงโตก็มักจะถูกจ้างไปแสดงเสมอ 

 

            “อ่อ ตรอกข้าง ๆ นี่เป็นบ้านคณะเชิดสิงโตคณะดังน่ะ” จารุกรกล่าวยิ้ม ๆ เมื่อเห็นมนัสมองไปที่ขบวนเชิดสิงโตไม่วางตา “มึงชอบดูอะไรอย่างนี้หรือวะ”

 

            “โซลเมตกู”

 

            “มึงว่าอะไรนะ กูไม่ค่อยได้ยิน” สมิงถาม ก่อนทั้งสองจะตกใจเมื่อจู่ ๆ มนัสก็ลุกจากเก้าอี้ตรงไปที่ขบวนเชิดสิงโตอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย

 

            มนัสเดินตรงไปที่ขบวนเชิดสิงโตอย่างรวดเร็ว รูปร่างสูงใหญ่และหน้าตาหล่อเหลาทำเอาคนในขบวนเกือบเสียสมาธิไปเหมือนกัน ทว่าการแสดงยังคงต้องแสดงต่อไป ชายหนุ่มหันซ้ายขวาดมกลิ่นดอกหอมหมื่นลี้อ่อน ๆ ท่ามกลางคนในขบวนนับสิบยี่สิบคน เสียงและการโยกย้ายของการแสดงสิงโตทำเขาสับสน สายตาคมไล่มองทุกคนรอบตัวจนกระทั่งเขาเห็นว่าคนที่สวมหัวแป๊ะยิ้มกำลังเดินออกจากขบวนลิบ ๆ และนั่นทำให้เขามั่นใจได้ทันทีว่าภายใต้หัวตลกนั่นเป็นใคร

 

            แป๊ะยิ้มเจ้าของร่างเพรียวบางรีบเดินจ้ำอ้าวไปอีกฝั่งของถนน แต่ไม่ทันที่จะเดินออกจากขบวน มนัสก็คว้าข้อมือเล็กของเขาได้ทัน และไม่มีทีท่าว่าจะปล่อย

 

            “หนีฉันไม่พ้นหรอกนะ” มนัสยิ้มเยาะจนเห็นเขี้ยวเสน่ห์ ขณะที่อีกฝ่ายก็พยายามดิ้นออก ด้วยเพราะตอนนื้ทั้งคู่อยู่ในขบวนเชิดสิงโต ทุกคนจึงให้ความสนใจกับการเชิดมังกรมากกว่า

 

            “...” เจ้าของข้อมือเล็กพยายามจะสะบัดแขนสุดแรง

 

            “เธอชื่อวาดฝันใช่ไหม” 

 

            “ปล่อยผม!” ผู้สวมหัวแป๊ะยิ้มตะโกนออกมา น้ำเสียงฟังดูอู้อี้ มนัสลอบเห็นหยดน้ำใส ๆ ร่วงออกมาจากใต้หัวแป๊ะยิ้มนั่น

 

            เขาไม่แน่ใจว่านั่นคือเหงื่อหรือน้ำตา

 

    ราวกับเสียงรอบข้างเงียบลงไปสนิท และทำให้มนัสความรู้สึกไม่ดีใจใน นึกถึงคำแนะนำที่พี่สาวบอกไว้ว่าเมื่อผูกชะตาแล้ว จิตของเขาผูกกับโซลเมตไปด้วย และเขาก็เหมือนจะรู้ได้ว่าวาดฝันกำลังรู้สึกไม่ดี

 

            “วันนี้ฉันจะปล่อยเธอไปก่อน” มนัสปล่อยมือออกจากข้อมือของวาดฝัน ก่อนจะยกมืออีกข้างเคาะที่หัวแป๊ะยิ้มเบา ๆ แล้วยิ้มให้กับคนที่สวมมัน “ฉันชื่อ มนัส วงศ์อัศวิน จำไว้ด้วยล่ะ”


 

#บุปผชาติต้องใจ

 

 

 

TALK: สวัสดีค่ะ ชิววี่นะคะ 

ช่วงนี้เป็นช่วงเปิดบท ตัวละครก็จะแน่น ๆ หน่อย รวมถึงพื้นเพของแต่ละคนด้วย

ในตอนนี้ก็คือเปิดตัวตัวละครจากภาพแนะนำเกือบหมดเลย ฮา 


แนบภาพแป๊ะยิ้ม


ลิงค์ https://youtu.be/SUtI6aStq4E


เกร็ดความรู้

- บ่อนการพนันในอดีต จะถูกนิยมเรียกว่า โรงบ่อน

- ประเทศไทยมีท่านเอกอัคราชทูต ณ กรุงออตตาวา ประเทศแคนาดาคนแรก ในปี พ.ศ. ๒๕๐๕ ปีเดียวกับไทม์ไลน์ในเรื่องค่ะ 

- เอกอัคราชทูต และ นักการทูต ไม่เหมือนกัน เอกอัคราชทูตจะถือว่าเป็นผู้แทนรัฐ ขณะที่ในเรื่องตำแหน่งของคุณจักรินคือเลขาธิการโทของท่านทูตอีกที จึงนับเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายทูตค่ะ ซึ่งทั้งเอกอัครราชทูต นักการทูต หรือ ผู้ที่ปฏิบัติงานในสายการทูตจะเรียกรวม ๆ ว่า นักการทูต ค่ะ

- หนังสือพิมพ์สยามรัฐ เป็นสำนักหนังสือพิมพ์ที่มีอยู่จริงในอดีต 

- ทหารหน่วยรบพิเศษมีฐานกองทัพตั้งอยู่ที่จังหวัดลพบุรี (ก่อตั้งในปี พ.ศ. ๒๔๙๗)

- ฐานทัพเรือสัตหีบ มีการก่อตั้งในปี พ.ศ. ๒๔๕๗


คำศัพท์

อั๊ว = ฉัน

ลื้อ = เธอ 

เตี่ย =พ่อ

หม่าม้าม้า แม่

เจ๊ พี่สาว

เฮีย พี่ชาย

แปะลุง

หญิงชั่วกาฬวิฬาร์ชั่ว โสเภณี ผู้ที่ทำอาชีพชายบริการ ในอดีตเขาใช้คำว่าชั่วมาขยาย เพื่อบ่งบอกว่าเป็นบุคคลที่สำส่อน ไม่ดี ประมาณนี้ค่ะ (คำนี้ไม่สุภาพมาก ๆ ไม่สนับสนุนให้นำไปด่าใครนะคะ)

เถ้าแก่เจ้าของกิจการ

เช่า =นางบำเรอ

 

ออกตัวก่อน ตัวเราไม่ใช่คนไทยเชื้อสายจีนนะคะ หากมีข้อมูลผิดพลาดประการใด เราต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ และสามารถแนะนำมาได้เลยค่ะ <3

 

 

            

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.012K ครั้ง

933 ความคิดเห็น

  1. #900 N_udaen_G (@nudaeng) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 21 กันยายน 2562 / 23:11
    คุณมนัสเขาก็ไม่ค่อยรูเรื่องความรักเท่าไหร่ แต่น้องวาดลูกกก ทำไมมีแต่ความทุกข์
    #900
    0
  2. #779 Jinjoo.K (@yeye_mylove2) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 19 กันยายน 2562 / 13:37
    ชีวิตน้องวาดดราม่ามาก ฮรือออออ แล้วอิตงนี่คือยังไง อิผีพนัน เกลียดน้องไม่พอจะเอาน้องไปขายอีก เลววววววววววว อยากให้น้องออกมาจากตรงนั้นสักที
    #779
    0
  3. #740 pschy (@ssaipran) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 30 สิงหาคม 2562 / 09:28
    ชีวิตน้องมันดราม่าอะไรขนาดนี้นะ
    #740
    0
  4. #739 Miss-ykh (@Miss-ykh) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 30 สิงหาคม 2562 / 02:40

    วาดฝัน ฮืออออออออ
    #739
    0
  5. #608 forusegames (@forusegames) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2562 / 04:40

    อห.ชีวิตวาดฝัน...
    #608
    0
  6. #579 candymatsu (@tippawan24362) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2562 / 01:01
    คือเฮียตงบั่บ......ทำไมถึงจงเกลียดจงชังวาดฝันขนาดนี้อะ ดูถูกน้องขนาดนี้แล้วยังจะเอาน้องไปขัดดอกอีก อั้ยคนเลววว!!!! แล้วเจ้าสัวเส็งนี่คุ้นนะๆ ขอกลับไปนึกแปป มนัสคือนายใจร้อนอ่า 5555555 เจอน้องแล้วเข้าหาไวมากไอต้าวบ้า แต่ก็ดูอบอุ่นนะตอนเคะหัวแปะยิ้มอะ ฮืออ น่ารักกก
    #579
    0
  7. #564 kkrs (@kkriswa) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2562 / 11:40
    ยอมใจการรีเสิร์ชข้อมูลของคุณชิววี่ สุดยอดมากจริงๆค่ะ /เรารักตัวละครวาดฝันมากๆ รู้สึกอยากกอด อยากขอบคุณที่ตัวเค้าเก่งที่อดทนมาจนถึงตอนนี้ นี่แค่ตอน2 เรายังรู้สึกได้เลยว่าเค้าต้องมีอะไรในใจเยอะแน่ๆ แล้วคุณมนัสก็คือใจร้อนบุ่มบ่าม แถมความรักก็ไม่เคยมีกับเค้า เห้ออ555555
    #564
    0
  8. #479 I'm your girl ♡ (@061242) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2562 / 20:31
    รีเสิชข้อมูลสุดยอดมากๆเลยค่ะฮือ ชอบมากๆ จะรอนะคะ
    #479
    0
  9. #433 bimbim1996 (@bimbim1996) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 9 กรกฎาคม 2562 / 17:47
    แงงงงงชอบอะคู่นี้ดูกัดกันดี5555555
    #433
    0
  10. #432 mnjk_ (@mayungnatkyung) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2562 / 07:18
    ชอบมาก ๆ เลยค่ะ ตามหาเเนวนี้คู่นี้มานาน ในที่สุดก็เจอเเย้ว เอาใจช่วยคุณวาดฝันสุด ๆ ไปเลย รอนะคะ ชอบมากชอบมาก
    #432
    0
  11. #431 JaiToFu (@jaitofu) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2562 / 03:50
    เถ้าแก่ตง!!! ถ้าไม่ติดว่าเป็นป๊าของฮวดคือด่าไม่หยุดแล้วนะ แต่เลวจริง ขายวาดฝันกันง่ายๆแบบนี้เลยหรอวะ โอ้ยยยยยยยยยยยย แล้วคำพูดที่พูดกับฮวดอีก ตบกันมั้ยละอีเถ้าแก่!! เรื่องนี้ต้องสงสารวาดฝันมากแน่ๆเลย แต่เจ้าสัวเส็งนี่พ่อดั่งเพลิงใช่มั้ยคะ ถ้าใช่ก็รู้สึกเบาใจไปมากๆๆๆๆๆเลย บ้านเราก็อยู่เยาวราชนะคะ555555 เกิดโดยครอบครัวจีนแต๋จิ๋วที่แท้ทรูมากๆ 55555555555555555 อ่านแล้วนึกภาพตามอย่างง่ายเลยค่ะ 555555 โอ๊ยยยยย สงสาวาดฝันอะ แงงๆๆๆๆๆๆ มนัสต้องช่วยวาดนะ อย่าปากร้ายกับน้องนะ น้องชีวิตเขาโหดร้ายมามากพอแล้ว ฮื่ออออ
    #431
    0
  12. #428 Fxxxliill (@Fxxxliill) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2562 / 21:26
    มนัสคะ ถ้าเก่งก็ช่วยดูแลน้องวาดหน่อยนะคะ แม่รักมนัสนะลูกนะ5555
    #428
    0
  13. #426 kdn_kangdan (@jjh__jaehyun) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2562 / 17:02
    แต่เจ้าสัวเส็งใช่พ่อของดั่งเพลิงไหม ถ้าใช่คือ เจ้าสัวเส็งจะให้วาดฝันไปทำงานกับดั่งเพลิงด้วยเปล่า หนูว่าใช่!!
    #426
    0
  14. #425 kdn_kangdan (@jjh__jaehyun) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2562 / 17:01
    กับน้องวาดฝันก็ต้องพูดแบบอ่อนโยนเป็นธรรมดาเนอะมนัส
    #425
    0
  15. #424 kaiou (@jomkhwan) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 30 มิถุนายน 2562 / 23:50
    แวะมารออีกครั้ง:)
    #424
    0
  16. #423 Ploii17 (@Ploii17) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 29 มิถุนายน 2562 / 20:41
    รออยู่นะคะ ~ &#128516;
    #423
    0
  17. #422 LYNIN (@kaam_tui) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 29 มิถุนายน 2562 / 10:07
    ชอบอ่ะ -3-
    #422
    0
  18. #419 05patcharinn (@05patcharinn) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2562 / 15:08
    เจ้าสัวเส็งจะให้คุณวาดฝันไปทำงานกับดั่งเพลิงแน่เลยยย
    #419
    0
  19. วันที่ 26 มิถุนายน 2562 / 09:42
    เนี่ยยยย ในเรื่องมีชื่อเจ้าสัวเส็ง จากที่เราเดา เจ้าสัวเส็งต้องมองเห็นแววความฉลาดความเก่งของวาดฝันและดึงตัวเข้าไปทำงานและกลายเป็นเสมียนในที่สุด ต้องใช่แน่ๆ
    #418
    0
  20. #416 jiyg (@pannos) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2562 / 23:58
    อุแงงง คุณมนัสเขาก็โอนอ่อนให้โซลเมตเขาบ้างแหละ เพื่อนๆก็ว่าเขาเกินป๊ายยย แค่ไม่สนใจเรื่องรักๆใคร่เอง หลังจากนี้คงจะสนใจเยอะกว่าเดิมแล้วแน่ๆ
    #416
    0
  21. #414 santonu (@santonu) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2562 / 11:49
    วาดฝันเอ้ยยย
    #414
    0
  22. #413 Sawad_dee (@firstjang) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2562 / 10:03
    รักคุณชิววี่ที่สุด!!
    #413
    0
  23. #412 goddanik- (@bobowkr) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2562 / 03:41
    เจ้าสัวเส็งต้องซื้อ(?)คุณวาดมาเป็นเสมียนต่อแน่ๆ
    #412
    0
  24. #411 Kronos-Hades (@Kronos-Hades) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2562 / 20:35
    รออออออ
    #411
    0
  25. #409 Maysquidz (@piemintza) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2562 / 18:51
    คุณวาดนี่ฉลาดไม่เบาเลย แต่ก็น่าเป็นห่วง เฮียตงนี่ก็จะขายคุณวาดเสียแล้ว ไม่รู้วันไหนเค้าจะมาเอาตัวไป ก็หวังว่าคุณวาดจะไม่เป็นอะไร;-; ตาพระเอกนี่ซื่อบื้อจริงๆอะจ้า55555555555 โอ้ยมันเป็นงง ไม่รู้อีกว่ามันเรื่องใหญ่ยังไง และก็นะ ไอที่บอกไม่กลัวเมียเดี๋ยวจะคอยดู ถ้ารักขึ้นมาลักษณะแบบตามนัสก็คงเกรงใจเมียไม่หยอ 555555555 รอตอนต่อไปนะคะ!
    #409
    0