Love is..เพราะรักออกแบบไม่ได้ [ Krislay , Markbam :EXO,GOT7]

ตอนที่ 10 : คนเราชอบที่จะฟังความจริง แต่มีแค่คนพิเศษเท่านั้น ที่สามารถยอมรับความจริงนั้นได้

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 297
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    3 มิ.ย. 59

                     Title : Love is…เพราะรักออกแบบไม่ได้

Author : พระจันทร์สีทอง

Genre : Romantic Comedy

Warnings : Yaoi – PG 13

Pairing :  Kris x Lay l Mark x BamBam  

 

 

 

คนเราชอบที่จะฟังความจริง

แต่มีแค่คนพิเศษเท่านั้น ที่สามารถยอมรับความจริงนั้นได้

.

.

.

ทฤษฏีความรัก

บทที่ ๙

 

 

 

 

 

 

Mark’s side

 

...มันคงดีกว่านี้ ถ้าความสุขมันอยู่กับคนเราตลอดไป...

 

พี่ชายของผมมักบอกเสมอว่าชีวิตของคนเรานั้นมีทั้งขึ้นและลง ถึงตอนนี้ผมจะมีความสุขกับคนที่ผมรักแค่ไหน แต่ก็อย่าหลงระเริงจนลืมระวังความทุกข์อยู่เสมอ และผมคงไม่ทันคิดตาม หากวันนี้ไม่ได้มาถึงกับตัว

 

“ซอนมี...”

 

ผมรู้สึกได้ถึงความรู้สึกใจหาย เมื่อมองตรงไปที่หญิงสาวร่างแบบบางที่เคยเป็นคนรักของผมมาก่อน ใบหน้าที่ทำให้ผมหลงใหลยังคงงดงามเหมือนเดิม ร่างกายยังคงผุดผ่องราวน้ำนม มันคงดีกว่านี้หากความงามนั้นไม่แต่งแต้มไปด้วยรอยฝกช้ำ แววตาที่สุกสว่างนั้นหม่นลงกว่าทุกครั้งที่เธอชอบใช้เรียกคะแนนสงสารจากผม มันทำให้ผมอดเดินเข้าไปหาด้วยความเป็นห่วงไม่ได้

 

“...มาทำอะไรที่นี่ซอนมี?”

 

“มาร์ค...เราแค่...คือ...เราไม่มีที่ไปแล้วอ่ะมาร์ค ไม่รู้จะไปไหนเลยมาหามาร์คที่นี่ แต่ยามเขาไม่ให้เราขึ้นไปหาที่ห้อง เขาบอกว่าพี่คริสห้ามเราขึ้นไปอีก”

 

“อ่า แล้วนี่มารอเราตั้งแต่เมื่อไรเนี่ย?”

 

“ตั้งแต่เมื่อคืน เราหนีออกมาจากบ้านพี่จุนโฮ แต่เราไม่รู้จะไปไหน เรากลัวโดนทำร้าย”

 

“เฮ้อ~ ยิ่งมาหาเรา ถ้าพี่เขารู้จะยิ่งเจ็บตัวนะ มีอะไรทำไมไม่คุยกับเขาดีๆล่ะ”

 

“เราไม่อยากคุย คุยกันไปก็ไม่รู้เรื่องหรอก เขาไม่ได้อยากฟังเรา เราก็ไม่อยากฟังเขา พี่เขาไม่เห็นเหมือนมาร์คที่ใจเย็นกับเราเลย มาร์คฟังเราตลอดแต่เราก็ยังทิ้งมาร์คได้”

 

“พอเหอะ อย่าพูดเรื่องเดิมๆเลย มันก็ผ่านไปนานมากแล้ว ตอนนี้มันโอเคแล้วละ”

 

“เราแค่อยากขอโทษ”

 

ซอนมีพูดพร้อมกอดเอวผมที่ยืนอยู่ตรงหน้าแน่น เอาแต่บอกขอโทษทั้งที่ผมไม้ได้อยากจะฟังมันอีกแล้ว แต่พอมาเห็นเธอในสภาพนี้ความรู้สึกดีๆที่ยังเหลืออยู่ในใจ ก็บอกว่าให้ปลอบเธออย่างที่ควรจะทำ ผมย่อตัวลงกอดปลอบเธอไม่ได้แน่นอย่างที่เธอทำ แล้วฟังคำบรรยายถึงสิ่งเลวร้ายที่เธอพบเจออย่างใจเย็น โดยไม่ทันคิดเลยว่านั่นจะนำไปสู่เรื่องราวเลวร้ายในเช้าต่อมา ผมเดินเข้าตึกคณะมาด้วยความรู้สึกอึดอัดอย่างประหลาด ก่อนจะมาพบกับอี้ชิงที่นั่งดูโทรศัพท์หน้าเครียด ผมสะกิดให้ร่างบางรู้ตัวพร้อมส่งสายตากังวลแทนคำถาม

 

“มาร์คเห็นนี่รึยัง”

 

...รูปผมกอดกับซอมมีในเฟสบุ๊คมหาวิทยาลัย...

 

“มันลงมาตั้งแต่ช่วงตีสองแล้วนะ แถมเป็รูปที่ลอบบี้ของคอนโดเราด้วย ซอนมีไปหามาร์คทำไมไม่บอกกันล่ะ แม่นี่ก็จริงๆเลยอุตส่าห์บอกพี่ยามไว้แล้ว ยังจะดักรอจนเจอมาร์คจนได้”

 

“ฉันผิดเองแหล่ะ ที่ดันสงสารเขาอีกแล้ว ถ้าถามว่าผิดที่ใครก็คงเป็นฉันเอง”

 

“แล้วน้องแบมจะเห็นรึยังเนี่ย มาร์คได้คุยกับน้องรึยัง?”

 

“เมื่อเช้าคงยังไม่เห็น เขาโทรมาปลุกก็ยังปกติดี แต่ถ้ามามหาลัยก็คงรู้แล้ว”

 

ผมได้แต่ถอนหายใจอย่างเหนื่อยใจ ผมไม่รู้ว่าใครเป็นคนถ่ายและลงรูปนี้ในพื้นที่สาธารณะที่คนทั้งมหาวิทยาลัยต้องกดติดตาม แต่ไอ้คำบรรยายที่ว่าถ่านไฟเก่ามันร้อนติดไฟง่าย มันทำให้ผมเผลอกำมือตัวเองแน่นด้วยความโกรธ แต่ผมก็รู้ดีว่าโทษใครไปก็เท่านั้น สุดท้ายก็เป็นผมเองที่ไม่รู้จักระวังตัวเองให้ดี

 

“แล้วจะไม่ไปหาน้องเหรอ วิชาต่อไปไม่มีควิซหรอก ถ้ามาร์คอยากไปก่อน”

 

“ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวเรียนเสร็จค่อยไปก็ได้”

 

“แต่จะดีเหรอ...”

 

“น้องแบมเองเขาก็ต้องเรียนของเขา รอเรียนเสร็จค่อยคุยกันดีกว่า”

 

ถึงจะพูดออกไปแบบนั้น แต่ในใจผมก็อยากจะโดดไปดูว่าน้องจะโอเคมั้ยับภาพที่มันออกมา ขนาดผมเองที่รู้อยู่แก่ใจว่ามันไม่มีอะไร ตอนเห็นภาพยังอดคิดมากไม่ได้เลยด้วยซ้ำ แล้วแบมแบมที่ไม่รู้อะไรเลยจะมีความคิดแบบไหนกัน หลังเลิกเรียนผมตั้งใจจะพุ่งตรงไปหาร่างเล็กทันที แต่ระหว่างทางก็ดันเจอกับซอนมีที่ยืนแขนช้ำร้องไห้อยู่ก่อน ผมแข็งใจแล้วรีบตรงไปที่คณะศิลปกรรมศาสตร์ที่อยู่เลยไปอีกสองช่อง โชคดีที่ผมไปถึงทันเวลาที่แบมแบมกำลังขึ้นคร่อมมอเตอร์ไซด์ของเขาพอดี

 

“แบมครับ จะไปไหน?”

 

“ไปทานข้าวครับ มีเรียนบ่ายอ่ะ นี่นัดเพื่อนไปกินหน้ามหาลัยกัน”

 

“พี่พาไปนะ จอดรถไว้นี่แหล่ะเดี๋ยวพี่ไปกินด้วย”

 

“อื้ม!

 

ใบหน้าหวานพยักหน้ารับพร้อมอมยิ้มให้ผม อาการที่ดูไม่ได้ผิดปกติอะไรของน้อง ช่วยทำให้ผมใจชื้นขึ้นได้ไม่น้อย เราเดินจับมือกันขึ้นรถแล้วผมก็ขับออกมาเลย มันเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องผ่านถนนเส้นเดิมไปที่หน้ามหาวิทยาลัย ซอนมีเองที่เหมือนรู้ดีก็ยังคงยืนอยู่ที่เดิม แบมแบมมองไปที่หญิงสาวด้วยสายตาที่ผมอ่านไม่ออก วินาทีที่กำลังจะขับผ่านร่างของซอนมีอยู่ๆน้องก็เอื้อมมือมาจับมือผมที่กุมเกียร์ไว้

 

“จอดก่อนได้มั้ยครับพี่มาร์ค”

 

เท้าผมเหยียบเบรกให้รถหยุด แต่ดูเหมือนจะไม่ใช่แค่รถที่หยุดเท่านั้น ใจผมเองก็แป้วไม่น้อยเมื่อร่างเล็กเปิดประตูเดินลงไปหาซอนมี ทั้งสองยืนคุยกันโดยที่ผมทำได้แค่มองจากกระจกมองข้าง แล้วเดินขึ้นมาบนรถพร้อมกันโดยที่แบมแบมมานั่งข้างคนขับ ส่วนซอนมีเองก็ไปนั่งอยู่ที่เบาะหลัง ผมเหลือบมองอดีตคนรักผ่านกระจกมองหลัง ก่อนจะหันมาหาคนรัก

 

“พี่ซอนมีเขาไม่มีคนไปกินข้าวด้วย เราไปกินด้วยกันเถอะนะครับ”

 

การมีซอนมีอยู่บนรถด้วย ทำให้บรรยากาศนั้นยิ่งเงียบกว่าเดิม แบมแบมอิงศีรษะไปกับกระจกแล้วหลับตาลง ผมก็แค่ขับรถไปจอดร้านที่น้องกับเพื่อนเคยพามากิน พอจอดเลยหน้าร้านที่เห็นเพื่อนตัวโตของน้องยืนอยู่ ยูคยอมเงยหน้ามามองรถผมแล้วทำท่าทางหงุดหงิดใส่เมื่อเห็นคนที่นั่งมากับผมและแบมแบม ร่างเล็กที่คงอ่านท่าทางของเพื่อนออกเหมือนกันเลยรีบลงไปก่อนที่ผมจะจอดรถสนิท

 

“เดี๋ยวแบมกับไอ้ยูคไปหาโต๊ะก่อนนะพี่มาร์ค”

 

“อะไรของมึงเนี่ยแบม?”

 

ทันทีที่เปิดประตูลงไปเสียงของยูคยอมที่ไม่พอใจอย่างชัดเจนก็ดังขึ้นมา แต่ผมก็ไม่ทันได้ยินอะไรอีกด้วยแบมแบมที่รีบปิดประตูลงไปหาเพื่อน ผมถอนหายใจออกมาแล้วเหลือบตาไปมองซอนมีอีกครั้ง ไม่อยากจะพูดอะไรกับเธอเลยจริงๆตอนนี้ ตั้งใจจะหยิบกระเป๋าสตางค์แล้วลงไปทันที ถ้าไม่ติดว่าเธอเอื้อมมือมาจับข้อมือของผมไว้ก่อน

 

“เราไม่ได้ทำนะมาร์ค”

 

“อือ ช่างมันเถอะ ใครจะทำเราก็ไม่สนใจหรอก ถ้าแบมแบมโอเคเราก็ไม่ว่าอะไรหรอก”

 

“แต่มาร์คโกรธเรา”

 

“ฟังนะซอนมี เราไม่ได้โกรธใครทั้งนั้นกับรูปที่มันหลุดไป เราแค่อยากทำให้แบมสบายใจที่สุดตอนนี้ ในขณะที่เธอเอาเวลามาห่วงว่าเราจะโกรธ เธอเห็นมั้ยว่าคนที่ได้ชื่อว่าแฟนเรา เขาพยายามทำดีกับเธอที่ได้ชื่อว่าเพื่อนของเรามากแค่ไหน สงสารเขาบ้างสิซอนมีอย่าทำผิดกับเขา”

 

“น้องเขาก็แค่รู้ว่ามาร์คขี้สงสารแบบนี้ไง”

 

“ช่างเถอะว่าเธอจะคิดอะไร เรารู้จักแบมดีกว่าเธอ เราขอเชื่อในแบบของเราเถอะ”

 

ผมพูดออกไปอย่างเหนื่อยใจ แกะมือเธอออกไม่ได้สนใจว่าเธอเดินตามลงมามั้ย ผมจะให้เวลาแค่ผมเดินไปถึงหน้าร้าน ถ้าเธอไม่ลงผมก็จะกดล็อครถผมเหมือนกัน

 

“มึงนี่โง่หรือบ้าไอ้แบม”

 

“เอาน่า...า...า อย่าเพิ่งบ่นกูดิ~”

 

แบมแบมทำหน้าตาออดอ้อนเพื่อนที่ดูจะหงุดหงิดไม่น้อย ปกติยูคยอมก็ไม่ได้ทำดีกับผมมากมายอะไรแต่ก็ถือว่าเป็นคนรู้จักคนนึง ไม่ใช่การที่ทักด้วยการผงกหัวให้ครั้งหนึ่งแล้วเดินถอนหายใจเข้าไป ผมเองก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาเหมือนกัน น้องเดินกลับมาจับมือผมแล้วถามหาซอนมีจนผมต้องหันไปมองด้วยความหงุดหงิด แต่สุดท้ายแบมแบมก็ไปลากซอนมีเข้าไปกินข้าวกับพวกเราจนได้ นี่เลยเป็นมื้ออาหารที่น่าอึดอัดที่สุดเท่าที่ผมเลยมี นี่มันแย่กว่าการนั่งกินข้าวกับเมียใหม่ของพ่อคนที่สิบตามลำพังเสียอีก

 

...ก็ดูสายตาของเพื่อนแบมแบม ที่มองผมกับซอนมีสิให้ตาย!...

 

(=/////=”)?...Love Is เพราะรักออกแบบไม่ได้ …(=^w^=)

 

Kris’s side

 

ระหว่างรออาหารมาเสิร์ฟผมก็ได้ฤฤกษ์ไถไทม์ไลน์ดูคอมเม้นต์ที่เข้ามาวิจารณ์รูปของน้องชายผม กับอดีตคนรักที่ไม่ยอมทำตัวเป็นอดีตไปสักที แค่เห็นรูปผมก็อยากจะด่าคนโพสแล้ว แต่นี่ไม่ใช่นิยายที่จะมานั่หาคนโพสกับแค่เรื่องข่าวซุปซิปในมหาวิทยาลัยหรอกนะ กำแค่ด่าในใจตามสภาพของผู้ใกล้ชิดเท่านั้นแหล่ะ

 

“ชิงอ่านคอมเม้นต์ของคนที่ชื่อCAJยังที่บอกว่าแบมเป็นควายซะแล้วอ่ะ กวนตีนเนาะ”

 

“อย่าไปอ่านเลยครับ ยิ่งฟังชิงยิ่งสงสารน้องนะ”

 

“น้องแบมมันเด็กแกร่งจะตาย ขนาดป๊ายังเอาอยู่เลย อย่าคิดมาก”

 

“มันไม่เหมือนกันสักหน่อยนิครับ สู้กับปลายทางที่มีเส้นชัย มันง่ายกว่าสู้กับเส้นทางโล่งๆนะพี่คริส นี่ชิงยังคิดไม่ออกเลยว่าตอนนี้มาร์คจะคุยกับน้องได้ยังไง”

 

“ก็คงแค่ไปนั่งทานข้าวกับเพื่อนแบมแบม แล้วก็ยัยซอนมีล่ะมั้ง”

 

“พูดอะไรบ้าบอพี่คริส”

 

“ไม่บ้านะ ก็นั่นไง”

 

ร่างบางหันไปมองตามมือที่ชี้ตรงไปยังโต๊ะอาหารไม่ไกลด้วยความตกใจ ไม่ต่างจากผมที่คิดไม่ออกเลยว่าทั้งสามคนจะนั่งกินข้าวร่วมโต๊ะเดียวกันได้ยังไง ยิ่งเห็นสายตาเพื่อนของร่างเล็กที่มองน้องชายผมอย่างโคตรเอือม ผมยิ่งอยากจะลุกไปถามหญิงสาวหนึ่งเดียวของโต๊ะว่าหน้าเธอนั้นทำมาจากอะไร

 

“สงสัยไอ้เอินมันจะหาทางออกให้ตัวเองด้วยการเข้าสมาคมเมียสองปรองดองนะ”

 

“ไร้สาระน่ะครับ มาร์คเขาไม่ใช่คนประเภทนั้นเสียหน่อยพี่คริส”

 

“ก็ดูกันต่อไป~”

 

ผมเองก็แค่พูดติดตลกไปอย่างนั้นผมรู้ดีอยู่แล้วว่าน้องชายของผมไม่ใช่พวกจับปลาสองมือ แต่ดูท่าแบมแบมเองเสียมากกว่าที่ดันยัดปลาฉลามมาให้น้องชายผม ดูจากท่าทางที่เกือบจะปกติของแฟนน้องชาย ผมก็พอมองออกว่านี่คงมีใครกำลังพยายามเป็นแม่พระอยู่แน่ๆ

 

“เดี๋ยวกินข้าวเสร็จ ชิงพาพี่ไปส่งคณะศิลปกรรมหน่อยสิ แล้วชิงก็ขัไปเอาเค้กก่อนค่อยมารับพี่นะ”

 

“ไปทำไมครับ?”

 

“พี่อยากทำความรู้จักกับน้องสะใภ้พี่หน่อยอ่ะ”

 

(=/////=”)?...Love Is เพราะรักออกแบบไม่ได้ …(=^w^=)

 

“แบมแบม พี่ขอคุยด้วยหน่อยได้มั้ย?”

 

“เอ่อ...พี่คริสมารอผมเหรอครับ”

 

“ว่างรึเปล่า? พี่คุยไม่นานหรอกนะ”

 

“อ่า...งั้นกูฝากของขึ้นไปด้วยนะยูค เดี๋ยวกูตามไป”

 

แบมแบมหันไปส่งกระเป๋าให้กับเพื่อนของตัวเอง ก่อนจะเดินนำผมมาที่มุมหนึ่งของตึกคณะ ที่ไม่มีคนเดินผ่านมากมายนัก น้องหันมายิ้มให้ผมเหมือนจะบอกว่าผมสามารถพูดในสิ่งที่ต้องการได้แล้ว ผมกอดอกแล้วมองหน้าแบมแบมนิ่งก่อนจะยิ้มออกมานิดๆ

 

“พี่คริสยิ้มอะไรครับ?”

 

“แบมแบมเห็นรูปในเฟสของมหาลัยยัง?”

 

“อ๋อ...ครับ ผมเห็นตั้งแต่เช้าแล้วดังขนาดนั้น เพื่อนเปิดให้ดูก่อนเข้าคณะอีก”

 

“แล้วคิดยังไงกับรูปที่เห็น พี่เห็นว่าเราไปกินข้าวกับเอินแล้วก็ซอนมีด้วยเมื่อเที่ยง”

 

“ก็คิดว่าถ้าพี่มาร์คไม่อยากพูด ก็ยังไม่เห็นจะต้องพูดอ่ะครับ แค่ฟังคนอื่นพูดก็น่ารำคาญพอแล้ว ถ้าต้องมาคุยกันเองอีกมันปวดหัวอ่ะ”

 

“แล้วไม่อยากรู้ความจริงเหรอ?”

 

“เรื่องไหนอ่ะ มีความจริงอะไรที่แบมยังไม่รู้ด้วยเหรอครับ?”

 

“ก็...”

 

“แม่แบมบอกว่าความจริงมันก็แค่เป็นเรื่องที่เราเชื่อ ถ้าเราไม่เชื่อมันก็ไม่ใช่ความจริง ตอนนี้แบมไม่เชื่ออ่ะว่าแบมจะโดนทิ้ง แบมน่ารักขนาดนี้เลยนะพี่คริส พี่มาร์คเขาจะกล้าทิ้งหรอ”

 

ร่างเล็กพูดพร้อมทำหน้าไม่อยากจะเชื่อว่าตัวเองจะโดนทิ้ง ถึงความมั่นใจเกินหน้าเกินตาของแบมแบมมันจะดูน่าหมั่นไส้มาก แต่มันก็ช่วยทำให้เรื่องที่ผมคิดว่ามันจะยากกลับง่ายขึ้นทันตา ผมเดินไปดีดหน้าผากว่าที่น้องสะใภ้อย่างอดไม่ได้ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นลูบกลุ่มผมนุ่มแทนคำขอบคุณ

 

“แล้วถ้ามันเป็นเรื่องจริงอย่างที่เขาพูดกัน แบมแบมจะทำยังไงล่ะ”

 

“ก็คง...ต่อยๆๆๆพี่มาร์คให้หน้าหงายเลย กล้ามาทำให้แบมรักแล้วยังจะกล้าทิ้งแบม”

 

“หึหึ ถ้าอย่างนั้นทำไมไม่เลือกที่จะฟังตั้งแต่วันนี้ จะได้ต่อยมันตั้งแต่วันนี้ให้มันจบไป”

 

“เพราะแบมยังเชื่อพี่มาร์คอยู่ไงครับ ไม่ใช่ว่าแบมไม่อยากรู้จากปากพี่มาร์คเองหรอก แต่แบมเลือกแล้วว่ายังไงก็จะไม่ถอย ถึงมันจะจริงแบมก็รับได้แล้วก็จะไม่ยอมแพ้ด้วย ให้มันรู้กันไปเลยว่าแบมทุ่มขนาดนี้แล้วมันจะไม่ได้อะไร อย่างน้อยก็ให้ได้รู้ว่าแบมทำมันอย่างเต็มที่แล้ว”

 

“แบมรักเอินมันมากเลยเนาะ”

 

“โหพี่คริส คนแบบพี่มาร์คมันไม่ได้หากันได้ง่ายๆ ผู้ชายที่ยอมช่วยแบมทั้งที่ไม่จำเป็นอย่างนั้น ก็มีแค่พี่มาร์คนี่ล่ะคนแรก”

 

“แต่แบมแบมก็ช่วยเอินเรื่องรถที่เสียแล้วไง”

 

“ความรู้สึกรักมันไม่ใช่การตอบแทน ที่แบมช่วยเพราะแบมอยากจะช่วยพี่มาร์คจริงๆ ไม่ได้เกี่ยวกับการที่แบมอยากให้พี่มาร์ครับรักแบมเสียหน่อย”

 

คำพูดที่ออกมาจากท่าทางไม่คิดอะไรของน้อง ทำให้ผมเห็นถึงความจริงใจของแบมแบมได้อย่างชัดเจน อย่างน้อยที่สุดผมก็มั่นใจได้ว่าเด็กคนนี้เติบโตมาในครอบครัวที่อบอุ่นพอ สำหรับการละลายกำแพงน้ำแข็งหนาของมาร์ค

 

“ขอบคุณนะแบมที่บังเอิญเจอเอินมันอ่ะ”

 

“พี่คริสไม่ต้องห่วงเรื่องทพี่มาร์คกับแบมหรอกครับ แบมรู้ว่าพี่คริสห่วงพี่มาร์คมากถึงมาหาแบมวันนี้ แต่พี่มาร์คเขาโตพอจะตัดสินใจอะไรเองแล้วนะครับ ไม่ว่าอนาคตจะเป็นยังไงเขาก็ควรจะรับมันให้ได้ แบมเองก็จะรับให้ได้เหมือนกันถ้าความเชื่อใจของแบมมันเกิดไร้ค่าขึ้นมา”

 

“มันจะไม่เป็นแบบนั้นแน่นอน เอินมันก็รักแบมนะ แบมเชื่อพี่ดิ”

 

“แบมเชื่ออยู่แล้ว แบมก็เชื่อตลอดอ่ะว่าตัวเองมีเสน่ห์ น่ารัก และ สดใสสุดๆ”

 

“ฮะฮะฮ่า เอาที่สบายใจเลย เดี๋ยวพี่กลับคอนโดแล้วนะ เราก็ขึ้นเรียนเถอะ”

 

“ครับ ขอบคุณมากนะครับพี่คริส”

 

“เรื่องอะไร?”

 

“ถ้าพี่ไม่ยอมรับแบม พี่คงไม่มาหาแบมเพื่อที่จะพูดเรื่องนี้หรอก จะปล่อยให้แบมเลิกกับพี่มาร์คไปเลยก็ยังได้ แต่พี่มาเพราะไม่อยากใพวกเราต้องเลิกกันใช่มั้ยละ เพราะฉะนั้นขอบคุณมากนะครับ แบมไปละ”

 

น้องพูดจบก็โบกมือแล้ววิ่งไปทางลิฟท์ ส่วนผมก็ได้แต่มองตามด้วยความรู้สึกเอ็นดู มันดีจริงๆที่มีเด็กที่สดใสมากขนาดนี้เข้ามาในชีวิตของน้องชายผม โลกที่ดูสีหม่นๆของมันจะได้สว่างขึ้นมาบ้าง ยังไม่ทันที่ผมจะได้ขยับไปไหนสายโทรศัพท์ที่บอกถึงการมาถึงของแฟนผมก็ดังขึ้นเสียก่อน ผมกดรับสายแล้วก็รีบเดินไปขึ้นรถที่จอดรออยู่แล้ว ก้นแตะถึงเบาะร่างบางที่ดูท่าจะอยากรู้มากก็รับหันเอี้ยวมั้งตัวมาหาผมที่นั่งขางคนขับ

 

“น้องแบมเขาโอเครึเปล่าครับ? พี่คริส”

 

“เขาก็ไม่ได้เนอะไรนิ? เพี้ยนๆแบบแบมแบมน่ะไม่ต้องไปห่วงหรอก เท่าที่คุยพี่ว่าโอเคเสียยิ่งกว่าโอเค ไปห่วงไอ้เอินดีกว่าว่าจะคิดมากจนเป็นบ้าไปรึยัง ระบบแยกแยะความกังวลแทนคนอื่นมันยิ่งต่ำๆอยู่ ส่วนแบมแบมน่ะพี่บอกเลยเหมือนไม่ได้คิดอะไรเลย”

 

“ไปว่าน้องพี่คริส บางทีน้องอาจจะแค่ไม่อยากให้เรากังวลมากกว่านะครับ”

 

“แต่พี่คุยกับแบมแล้วพี่ปวดหัวมากเลยอ่ะชิง~”

 

พูดจบผมก็เอาหัวไปถูแถวช่วงไหล่ของคนรักออดอ้อน อี้ชิงเองก็ส่งมือมาลูบหัวผมรับมุขไปด้วย ก่อนที่เราจะพูดคุยกันอีกเล็กน้อยแล้วออกรถไปจากคณะศิลปกรรมศาสตร์ เพื่อไปยังบ้านเด็กกำพร้าที่เรามักจะแวะไปบ่อยๆ

 

(=/////=”)?...Love Is เพราะรักออกแบบไม่ได้ …(=^w^=)

 

Mark’s side : คณะศิลปกรรมศาสตร์

 

“พี่มาร์ค...ค...ค~”

 

ผมสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงหวานเรียกมาแต่ไกล ผมเงยหน้าขึ้นจากมือถือที่นั่งไถไทม์ไลน์ดูคอมเม้นต์ด้วยความกังวล ดูเหมือนจะมีคนจำนวนไม่น้อยเข้าใจว่าผมกลับไปหาซอนมี และแบมแบมกำลังอกหัก จนมีคนจำนวนไม่น้อยเข้ามาเสนอตัวดามใจน้อง พร้อมสาปแช่งผมที่กลายเป็นคนหลายใจในสายตาคนอื่นไปแล้วตอนนี้

 

“ทำไมมานั่งรอตรงนี้อ่ะ? รอที่รถก็ได้นะ มันร้อนน่ะ”

 

“อยากมานั่งรอแฟน ไม่ได้หรอไง”

 

“ได้ดิ~”

 

แบมแบมพูดพร้อมเดินเข้ามายืนกลางหว่างขาของผม บีบแก้มผมดึงไปมาด้วยท่าทางหยอกล้อ จนคนที่เดินผ่านไปผ่านมาต้องหันมามองคู่เรากันเกือบจะทั้งหมด ยิ่งร่างเล็กทำตัวเหมือนไม่มีอะไรมากเท่าไร ความรู้สึกผิดของผมมันยิ่งมากขึ้นจนผมอยากจะคุกเข่าขอโทษ ที่ขี้ใจอ่อนจนสร้างเรื่องปวดหัวให้แบมแบมเสียเอง แต่ถ้าทำแบบนั้นก็กลัวจะเป็นการร้อนตัวเกินไป เลือกที่จะส่งแขนไปกอดแล้วซุกหน้ากับหน้าท้องที่แอบมีพุงน้อยๆของน้องแทน

 

“เป็นไรพี่มาร์ค ใครทำไรแฟนแบมเนี่ย”

 

“แค่อยากกอดแฟนอ่ะ ไม่ได้รึไงครับ”

 

“ได้ดิ~”

 

ร่างเล็กพูดพร้อมเอี้ยวตัวลงมาลูบหลังปลอบผม เราอยู่ในท่านั้นเกือบสิบนาทีจนผมรู้สึกอายคนที่มองมา จึงเงยหน้าขึ้นเอ่ยชวนน้องไปทำเรื่องที่ทำให้รู้สึกสบายใจกว่าที่เป็นอยู่

 

“วันนี้ไปบ้านรับเลี้ยงเด็กกำพร้าด้วยกันนะแบม”

 

“แบมเอามอไซด์มาอ่ะดิ เดี๋ยวขี่ตามไปแล้วกันนะ”

 

“ให้พี่นั่งไปเป็นเพื่อนแล้วกัน เดี๋ยวตอนกลับพี่ให้คริสพามาเอารถก็ได้ บ้านเด็กกำพร้ามันอยู่แถวๆบ้านแบมอ่ะ”

 

“โอเค~”

 

น้องขยิบตารับคำผม ก่อนที่เราจะเดินจับมือไปพร้อมๆกัน มันคงเป็นภาพที่หลายๆคนไม่ชินสักเท่าไร ที่เด็กเนิร์ดคณะเภสัชศาสตร์ จะมาแบกกีต้าร์ซ้อนท้ายเด็กศิลปกรรมศาสตร์สุดแบ๊ว บางคนก็ยกมือถือขึ้นมาถ่ายระหว่างที่เราขี่รถผ่าน ผมเลยถือโอกาสแก้ข่าวด้วยการกอดเอวน้องแล้วซบหน้าลงกับไหล่เล็กๆของแบมแบมไปเสียเลย เราขี่รถมาสักพักก็ถึงบ้านรับเลี้ยงเด็กกำพร้าที่อยู่ใกล้ๆบ้านของร่างเล็ก เดินเข้าไปก็เจอกับพี่ชายผม และ อี้ชิงที่กำลังเล่านิทานอยู่พอดี ผมกับแบมๆเลยเดินไปนั่งอยู่ด้านหลังเด็กๆร่วมยี่สิบชีวิต

 

“...เมื่องูเห่าได้รับความอบอุ่นก็เริ่มมีกำลังมากขึ้น มันจึงกัดชาวนาก่อนที่จะเลี้อยหนีไป ชาวนาทนพิษบาดแผลไม่ไหวก็สิ้นใจตายในเวลาต่อมา นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ทำคุณกับคนชั่ว มีแต่จะได้รับความเดือนร้อน เพราะฉะนั้นความเมตตาเป็นสิ่งที่ดีก็จริง แต่เราควรจะประมาณตน ว่าเราสามารถหรือสมควรจะช่วยคนๆนั้นจริงหรือไม่นะครับ”

 

“แล้วตอนช่วยเราจะไปรู้ได้ยังไงว่าเขาไม่ดีเนาะพี่มาร์ค”

 

ผมสะดุ้งเล็กน้อยเมื่ออยู่ๆแบมแบมก็พูดขึ้นมาข้างๆผม ไม่รู้เพราะใจมันร้อนอยู่แล้วรึเปล่า ผมถึงรู้สึกเหมือนน้องจงใจพูดมันขึ้นมากับผม ถึงระโยตคมันจะดูแปลกๆก็ตามที แต่รอยยิ้มที่ประดับบนใบหน้าหวานของคนรัก ก็เหมือนสิ่งที่บอกได้เป็นอย่างดีว่าเขาเข้าใจผม

 

“นั่นสิแบม บางทีเราก็ไม่รู้ว่ามันจะมีพิษนิ ชาวนาเองก็ไม่ได้โง่สักหน่อย”

 

“แต่เอินอ่ะโง่ โดนกัดเกือบตายมากี่ครั้งไม่รู้จักจำ”

 

“เห้ย!!! อยู่ๆมานั่งตรงนี้ได้ไงวะฟาน?”

 

“ก็เห็นเอากีต้าร์มา เลยจะมาชวนให้ไปเล่นให้เด็กๆฟัง ได้มั้ยแบมแบม?”

 

“โอเคครับ!...มาเร็วเด็กๆ อยากฟังเพลงอะไรกันเดี๋ยวพี่แบมคนแมนแฟนพี่มาร์ค จะเล่นให้ฟังเองครับ~”

 

แบมแบมขานรับเสียงร่าเริง ก่อนจะเดินบกกีต้าร์คู่ใจ อ้อมเด็กๆที่นั่งมองตาไม่กระพริบไปนั่งข้างอี้ชิงที่เตรียมเก็บหนังสือนิทาน วางท่าจะลุกหนีแต่ก็ถูกแบมแบมรั้งแขนไว้เสียก่อน

 

“เดี๋ยววันนี้พี่แบมแบมกับพี่อี้ชิงจะมาเล่นดนตรีให้ฟัง เด็กๆอยากฟังเพลงอะไรคิดไว้เลยนะ เดี๋ยวพี่แบมเล่นตามใจตัวเองเสร็จแล้วจะให้น้องๆเสนอชื่อเพลง โอเคนะ~”

 

ร่างเล็กจัดแจงหน้าที่ของเด็กๆเรียบร้อย ก็ส่งเนื้อเพลงที่ผมจำได้ว่าเขาเคยดีดเพลงจังหวะนี้ผ่านหูมาก่อน เหมือนจะเป็นเพลงที่น้องเลือกแสดงในการสอบประจำสัปดาห์ที่ใกล้จะถึงนี้ด้วย...รักเธอเพราะ

 

คำถามที่เธอถามกันบ่อยๆ ในคนเป็นร้อยทำไมฉันเลือกเธอ ก็ในชีวิตกี่คนที่ฉันเจอ เมื่อเดินเข้ามาก็จากไป ฝากไว้แต่แผลในหัวใจส่วนลึก ทำอย่างกับฉันไม่มีความรู้สึก และบ่อยครั้งที่หัวใจแอบนึก ว่าฉันฝันไปหรือเปล่า ฉันรักเธอ เพราะ~...”

 

ใบหน้าหวานที่จริงจังขึ้นทันทีที่เสียงกีต้าร์บรรเลงขึ้น ทำให้ผมอดจะยิ้มตามไปด้วยไม่ได้ เด็กที่ดูเหมือนวันๆไม่คิดอะไรแต่เมื่อได้ลงมือทำในสิ่งที่ชอบ กลับดูราวกับเป็นคนละคนกับที่ชอบแกล้งผมเสมอ เสียงใสที่ไม่ดัดเสียงของน้องมันช่างเข้ากับเสียงกีต้าร์เป็นอย่างดี และคงไม่มีอะไรมาเรียกสติผมจากความเคลิบเคลิ้มนี้ได้ นอกจากมือของพี่ชายที่ตีลงมาที่ไหล่ผมอย่างแรง

 

...ก็ถ้าจะสะกิดแรงขนาดนี้ ก็เอาเท้ายันหน้าเลยก็ได้...

 

“อะไรวะฟาน คนกำลังเคลิ้มๆ”

 

“เปล่า แค่จะบอกว่าคนนี้อย่าปล่อยไปนะเว่ย”

 

“อะไรเนี่ย ไหนตอนแรกบอกให้ระวังแบมแบมไม่ใช่รึไง?”

 

“ก็ตอนนี้จะเปลี่ยนใจแล้ว มีอะไรรึไงล่ะ”

 

ผมยักไหล่ให้ไม่สนใจ เพราะคิดว่าอย่างไรผมก็มีแต่ได้กับได้อยู่แล้ว ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปขัดความต้องการนี้ของร่างสง่า แต่ดูเหมือนคริสจะมีอะไรที่อยากพูดกับผมมากกว่านั้น อยู่ๆก็เอื้อมมือมาโอบไหล่ผมให้เอนตัวเข้ากับจังหวะเพลงที่แฟนของเขากำลังร้องอยู่

 

“...ไม่ใช่ว่าจะพบเจอบ่อยบ่อย ในคนเป็นร้อยหนึ่งคนที่รักจริง คนที่จะเป็นให้ฉันได้ทุกสิ่ง คนที่ได้เจอมาก่อนเธอ ฝากไว้แต่แผลในหัวใจส่วนลึก ทำอย่างกับฉันไม่มีความรู้สึก และบ่อยครั้งที่หัวใจแอบนึก ว่าฉันฝันไปหรือเปล่า ฉันรักเธอ เพราะ~...”

 

“เพราะเธอคืออี้ชิงของฉัน!!!

 

เสียงเหมือนควายออกลูกของพี่ชายผมตะโกนแหวกทุกเสียงดนตรีขึ้นไปหาคนรัก มันไม่ได้เข้ากับเสียงกีต้าร์ที่แบมแบมดีดอยู่ แต่ก็ไม่ได้ทำให้น้องเสียสมาธิจากการดีดได้ แถมท่าทางตลกๆของคริสยังช่วยทำให้เด็กๆยิ่งหัวเราะชอบใจมากกว่าเดิมเสียอีก พอๆกับความอายของอี้ชิงที่ร้องเพลงต่อไปไม่ได้แล้ว

 

“เพี้ยนว่ะ สงสารอี้ชิงจริงๆที่ต้องมีแฟนหน้าด้านเบอร์นี้”

 

“สงสารทำไม คนเขารักกันจะตาย ห่วงตัวเองเถอะจะเคลียร์เรื่องยัยซอนมียังไง”

 

“น้องแบมเขาไม่เห็นจะถามเลย”

 

“เขาไม่ถามก็ดีแล้วมั้ย แสดงว่าเขาเชื่อใจเอินมากเลยนะเว่ย อย่าทำให้เขาผิดหวังเชียวนะ ถ้าเขาถามขึ้นมาสิ่งที่ดีที่สุดก็คือความจริง”

 

ผมอดที่จะเหลือบตาไปมองที่พี่ชายด้วยความคิดไม่ตกไม่ได้ ถึงจริงๆคิดว่าถ้าน้องถามก็จะเล่าเหตุการณ์ตามจริงอยู่แล้ว แต่พอคิดคำพูดในใจก็พบว่าความจริงของเรื่องทั้งหมดมันดูตลก บางทีต่งเรื่องสักเรื่องขึ้นมาเลยยังง่ายกว่าที่จะต้องพูดออกไป จะบอกได้ยังไงว่ามันไม่มีอะไร พี่แค่สงสารเลยเดินไปให้เขากอด และความสงสารก็ทำให้พี่กอดเขาตอบ แค่คิดว่าตัวเองเป็นแบมแบมก็อยากจะยันหน้าคนที่พูดแบบนี้ให้หงายแล้ว

 

“ฟานว่าแบมเขาจะว่ายังไง ถ้าเล่าไปตามจริงแล้วมันดูไม่มีเหตุผล”

 

“ถ้ามันเป็นความจริงใครก็อยากฟังทั้งนั้น แต่คนพิเศษจะรับความจริงทุกอย่างได้ ถ้าเอินคิดว่าแบมแบมพิเศษพอจะเล่า และเอินพิเศษพอที่จะให้รับฟัง มันก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรนิ ความจริงคืออยู่ที่ความเชื่อ แบมแบมเคยพูดด้วยมั้ย”

 

“หือ?”

 

“นี่แบมแบมเป็นคนบอกเองเมื่อเที่ยงน่ะ ฮะฮะฮ่า!

 

ผมอ้าปากค้างเมื่อได้ยินพี่ชายว่าอย่างนั้น หันไปมองใบหน้าหวานของคนรักที่ไม่ว่าเมื่อไรที่มองไป ก็จะเห็นเพียงรอยยิ้มสดที่ส่งมาเสมอ มันไม่ได้เป็นเพราะแบมแบมโง่ยอมให้ผมหลอก ไม่ใช่รอยยิ้มของความไร้เดียงสา แต่ทั้งหมดมันมาจากความเชื่อใจที่เขามอบมันให้กับผม แค่คิดผมก็เผลอยิ้มตอบกลับด้วยใบหน้าที่แดงจนทั่วหน้า

 

...ทำไมแฟนผมมันน่ารักขนาดนี้วะ...

 

(=/////=”)?...Love Is เพราะรักออกแบบไม่ได้ …(=^w^=)

 

 

Love Is…Talk– Chapter 9

 

สวัสดีค่า (^(l)^)~

ขอบคุณทุกกำลังใจนะคะ ช่วงนี้อาจจะลงช้าเพราะสอบและติดซ้อมรับปริญญาด้วย แต่หลังจากนั้นจะปิดเทอมแล้วคงได้เจอกันมากขึ้นนะคะ^^

 

ช่องทางในการติดต่อไรเตอร์แอมเน่อ J

fb :   Exo fiction by GoldMoon ,  Sommavan Wongkuan และ twitter :  @Aampae_Glodmoon

 

 

 

 

 

 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

397 ความคิดเห็น

  1. #386 Nuthathai Por (@oengoeng15) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 12 กันยายน 2559 / 14:15
    เอินอย่าปล่อยแบมให้หลุดมือไปเด็ดขาดเลยนะ คนแบบแบมนี่หาที่ไหนไม่ได้นะ
    #386
    0
  2. #278 An_nGOT (@nansiraprapha56) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2559 / 20:01
    ตายยยยย ฮรื่อออออ คือแบบซอนมีกลายเป็นสิ่งที่ไม่ได้สำคัญไรเลยอ่ะในรวามคิดแบม คือน้องเชื่อใจมาร์คไง จะจำไว้เลยอ่ะ ความจริงคือสิ่งที่เราเชื่อ ^++^ รอน้าาาา สู้ๆค่าา
    #278
    0
  3. #277 vviez (@iamjaja) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2559 / 15:30
    น้องแบมน่ารักมากกกกกก
    มาร์คอย่าใจอ่อนกับซอนมีมากเลย
    #277
    0
  4. #276 ILovePCY (@yellowing) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2559 / 23:18
    นั่นสิ ทำไมแบมน่ารักแบบนี้อ่ะ เราชอบคนที่มีความคิดแบบแบมแบมมากกกก >< พี่มาร์คอย่าปล่อยเชียวนะ ปล่อยมีด่านะเว้ย -0-
    #276
    0
  5. #275 นมเย็นสีฟ้า (@alissy) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2559 / 19:30
    แบมน่ารักกกกกก นานๆทีจะเจอเรื่องที่พี่มาร์คเป็นฝ่ายคิดมาก น้องแบมไม่ได้โง่แต่เชื่อใจ! ส่วนพี่คริสน่ารักสุดๆไปเลยค่ะ ยอมรับน้องสะใภ้แล้ว อร๊าย~~
    #275
    0
  6. #274 Jung Tien-In (@tienin) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2559 / 19:16
    มาร์คต้องห้ามปล่่อยแบมให้หลุดมือเด็ดขาดนะ แบมรักมาร์ค เชื่อใจกันแบบนี้มันดีมากเลยนะ น้องน่ารักสุดๆเลย
    #274
    0
  7. #273 Palin_Thai (@love10455-4) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2559 / 15:52
    น่ารักมากๆค่ะ อ่านแล้วละมุนมากๆ
    #273
    0
  8. #162 I' Saru,, (@sakura_sarujung) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2557 / 14:51
    ขำพี่มาร์คซักทีได้มะ 555555555555
    #162
    0
  9. #161 คลชป9091 (@bellstyle07) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2557 / 10:49
    อี้ชิงน่ารักตลอดเลยน้องน่ารักเข้าใจส่วนที่เหลือคือกำไรใช่มั้ยพี่คริส5555555555
    แล้วมาร์คร้องไห้ทำไมนิอายแทนแบม555555
    #161
    0
  10. #157 vviez (@iamjaja) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2557 / 19:38
    ขำพี่มาร์ค 555555555555555555555

    จะออกจากบันไดหนีไฟยังไงดีคะเนี่ย
    #157
    0
  11. #156 |2@|_ (@real-st) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2557 / 11:23
    คู่น้องนี่จะรอดออกมาจากบันไดหนีไฟไหม?
    ไหงพี่มาร์คเป็นคนบ่อน้ำตาตื้นเยี่ยงนั้นกัน
    พี่ฟานกะชิงนี่คือดีงาม าจเพราะคบกันมานานมาก เลยเข้าอกเข้าใจ
    แอบฮาที่ชิงแฉกว่าพี่ฟานจะหล่อขนาดนี้ 5555
    #156
    0
  12. #155 หมิน (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2557 / 09:30
    คริสเลย์ คือดีที่สุด !!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
    #155
    0
  13. #152 poi (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2557 / 21:17
    โอ๊ยยย พี่มาร์คน่ารัก น่าสงสารด้วย 55555



    ถึงขนาดเกาะขาร้องไห้กลัวโดนบอกเลิก แบมไม่เลิกหรอกน่าพี่มาร์ค
    #152
    0
  14. #151 kray (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2557 / 21:13
    กดจิ้มโหวตให้ไรเตอร์แล้วนะ 555555

    ชอบคู่คริสเลย์จัง ชอบที่ชิงเข้าใจอะ หืมละมุน

    คู่มาร์คแบมนี้สงสารพี่มาร์คนิดๆ แต่แบมน่ารักทำอะไรก็ไม่ผิด 

    ว่าแต่ติดอยู่ในบันไดหนีไฟนี่จะมีฉาก...กรุ้งกริ๊งงุ้งงิ้งมั้ยน้อ อิอิ
    #151
    0