公子 คุณชายจำแลง ชุด เสน่หาข้ามภพ

ตอนที่ 31 : ฉากที่ 28 คุณชายใหญ่กงหยาง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 422
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 13 ครั้ง
    24 เม.ย. 61


ฉากที่ 28

คุณชายใหญ่กงหยาง

 

ดวงตารียาวกวาดมองไปรอบด้าน ครั้งนี้นับได้ว่าเป็นครั้งแรกที่กงหยางซานออกมาเที่ยวชมเมืองหลวงของแคว้นญื่อเยวี่ย ภาพตรงหน้าเป็นภาพที่ไม่คุ้นตายิ่งนัก แต่ถึงอย่างนั้นกลับไม่ได้ทำให้เขารู้สึกประหลาดใจมากไปกว่าการที่ต้องโผล่มาอยู่ในที่แห่งนี้

สายตาที่คอยจ้องมองเขาด้วยความอยากรู้อยากเห็น บ้างก็สงสารเวทนาบ้างก็สาสมใจ กลับไม่ได้ทำให้รู้สึกทุกข์ร้อนมากไปกว่าคนที่สวมหน้ากากแสร้งทำว่าอ่อนโยนมีเมตตา แต่แท้ที่จริงแล้วเบื้องหลังกลับรอคอยเหยียบย่ำซ้ำเติมผู้ใดก็ตามที่ล้มลงไปอยู่เงียบ ๆ

“เจ้ารู้สึกเสียใจหรือไม่ที่ต้องแต่งให้ข้า” กงหยางซานถามขึ้นหลังจากที่พวกเขาหยุดพักดื่มชาและกินอาหารกลางวันที่โรงเตี๊ยมฟู่เป่า (ขอเปลี่ยนชื่อโรงเตี๊ยมมงคลในเรื่องสาวใช้จำแลงเป็นโรงเตี๊ยมฟู่เป่าแทนนะคะ) ที่มีชื่อเสียงเป็นอันดับหนึ่งในเมืองหลวง

นางยิ้มตอบเขาตามตรง

“ข้ารู้สึกเสียใจอยู่บ้าง...”

มือใหญ่ที่ถือตะเกียบเตรียมคีบอาหารส่งเข้าปากพลันชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเริ่มเคลื่อนไหวต่ออย่างไร้พิรุธ ครั้นเขาได้ฟังประโยค “แต่เป็นความเสียใจที่ข้าไม่อาจดูแลคนในครอบครัวได้เหมือนก่อนอีกแล้ว” ของนาง หัวใจที่ถูกกระหน่ำทุบตีด้วยอาวุธที่มองไม่เห็น จึงค่อยคลายจากความเจ็บปวด

“สีหน้าของท่านดูไม่ดีนัก...” นางหยิบผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กซับเหงื่อที่ผุดพรายขึ้นมาตามใบหน้าของเขาอย่างแผ่วเบา ยิ่งนางได้ปรนนิบัติใกล้ชิดทุกวันกลับยิ่งได้เห็นตัวตนอีกด้านที่เขาค่อย ๆ เผยออกมา ซึ่งมีทั้งดีและไม่ดี อาจเป็นเพราะดวงตาคู่นั้นดูอ้างว้างจนน่าปวดใจ จึงทำให้นางหักใจโกรธเคืองหรือทำเป็นเย็นชากับเขาจริง ๆ ไม่ได้เสียที

“ข้าสบายดี” กงหยางซานเงยหน้ามองใบหน้าของหงเฟยอวี้ วางมือของตนเองบนหลังมือเนียนนุ่ม กดจนฝ่ามือของนางแนบสนิทบนผิวหน้าของเขา ก่อนจะหลับตาลงซึมซับไออุ่นที่เป็นของเขาแต่เพียงผู้เดียว ยามนี้จิตใจเต็มไปด้วยความสับสนจนยุ่งเหยิงไปหมด ความรักผลักดันให้เขาก้าวไปยังจุดที่เจ็บปวดที่สุด ในขณะที่ความกลัวกวักมือเรียกและกักขังเขาไว้ในความมืดมิดอันเหน็บหนาว

เขาไม่อยากหัวใจแตกสลายเพราะความรัก แต่ในเวลาเดียวกันก็ไม่อยากสูญเสียนางไป

อาหารเลิศรสถูกกินไปได้เพียงแค่ครึ่งเดียว ทั้งสองก็พากันจากไปอย่างไม่อาลัยทัศนียภาพงดงามนอกหน้าต่างในห้องส่วนตัวของโรงเตี๊ยมฟู่เป่า เพราะยามนี้ต่างฝ่ายต่างมีเรื่องให้ต้องครุ่นคิดเกินกว่าจะชื่นชมกับมัน

“ระวัง !!” เสียงร้องโหวกเหวกดังขึ้นจากทุกทิศทาง อาชาตัวใหญ่ห้อตะบึงมาแต่ไกล เพียงพริบตาเดียวก็เคลื่อนเข้ามาใกล้จุดที่กงหยางซานกับหงเฟยอวี้ยืนอยู่

หญิงสาวที่เหมือนตั้งสติได้ก่อน ผลักรถเข็นของผู้เป็นสามีไปอีกด้าน

รถเข็นที่ไร้การควบคุมเคลื่อนไหวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ซ้ำไม่มีผู้ใดเข้าไปหยุดไว้ เอาแต่กระโดดหนีไปคนละทิศละทางด้วยความตื่นตระหนก เช่นเดียวกับชายหนุ่มที่นั่งอยู่บนนั้น เขาก็ไม่ได้สนใจความปลอดภัยของตนเองเลยแม้แต่น้อย เอาแต่คอยพะวงว่าภรรยาจะปลอดภัยดีหรือไม่

หลังจากรถเข็นชนเข้ากับแผงขายของและพลิกคว่ำไม่เป็นท่า สิ่งแรกที่กงหยางซานทำคือหันกลับไปมองหงเฟยอวี้ให้แน่ใจว่านางปลอดภัยดี

ชั่วพริบตาที่ภาพอาชาดุร้ายตัวนั้นยกเท้าหน้าขึ้นสูง แผดเสียงร้องสั่นสะเทือนแก้วหู และกำลังจะย่ำเท้าลงบนร่างของนาง ในเวลานั้นกงหยางซานถึงเพิ่งตระหนักว่าสิ่งใดคือความกลัวอย่างแท้จริง

 “ไม่ !!” เขาร้องเสียงดังลั่น ยันตัวไปข้างหน้าโดยไม่สนว่าปลายนิ้วที่จิกลงบนฟื้นจะทำให้เล็บมือทั้งสิบฉีก หรือร่างกายที่ยังอ่อนแออยู่จะได้รับบาดเจ็บจากการเคลื่อนไหวอย่างไม่ระมัดระวัง

ร่างบอบบางเบื้องหน้าที่ล้มลงอย่างช้า ๆ บีบคั้นหัวใจผู้คนเหลือเกิน ราวกับได้ย้อนกลับไปในช่วงเวลานั้นอีกครั้ง ถึงเพิ่งเข้าใจว่าที่แท้แล้วเขาก็ไม่ได้เดียวดายอย่างที่คิดไว้ ภาพภรรยาที่ผลุนผลันลงมาจากรถ ร้องเรียกเขาด้วยหัวใจแตกสลาย นั่นคือสิ่งสุดท้ายที่เขามองเห็นก่อนจะจมลงไปใต้สายน้ำอันเย็นเฉียบ

ความรวดร้าวกลั่นออกมาเป็นน้ำตาหยดหนึ่ง ร่วงหล่นกระทบกับพื้นโดยไม่เป็นที่สังเกตเห็น มือที่เอื้อมไปจนสุดนั้นไม่อาจไขว่คว้าสิ่งใดไว้ได้เลย เป็นอีกครั้งที่เขารู้สึกว่าตนเองไร้ค่ายิ่งนัก ทั้งที่นางก็อยู่ตรงหน้าแล้วแท้ ๆ แต่ก็ยังปกป้องเอาไว้ไม่ได้

ในรอยต่อระหว่างความเป็นความตาย เสียงเสียดสีของอาภรณ์สีฟ้าเข้มกลับดังชัดเจนยิ่งนักท่ามกลางความโกลาหล คนผู้นั้นทะยานร่างมาแต่ไกลก่อนดีดปลายเท้ากับพื้น พุ่งเข้ารวบร่างของหงเฟยอวี้ไว้ในอ้อมแขนแล้วหมุนตัวหลบหลีกไปอีกทาง

ภาพเหล่านั้นไม่ได้ทำให้ความรวดร้าวที่เกิดขึ้นในใจของกงหยางซานคลี่คลายลงเลย มือใหญ่กำเป็นหมัดแน่นกลางอากาศ ก่อนจะทุบลงกับพื้นอย่างเจ็บใจและย้ำเตือนว่ายามนี้เขาทั้งอ่อนแอทั้งไร้ความสามารถเพียงใดที่จะปกป้องนาง

ครั้นบุรุษมาใหม่ปล่อยไว้ยังจุดที่ปลอดภัยแล้ว หลังจากนั้นเขาก็รีบเข้าไปจัดการต้นเหตุของเรื่องราวทั้งหมดโดยใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งเค่อทุกอย่างก็เรียบร้อย

“แม่นางไม่ได้รับบาดเจ็บใช่หรือไม่”

หงเฟยอวี้ทาบมือกับอกก่อนผ่อนลมหายใจออกมาช้า ๆ แล้วหันไปสบตาคนถาม เอ่ย “ขอบคุณท่าน...” ได้เพียงเท่านั้นกลับเงียบไป ก่อนจะเปิดปากถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงไม่มั่นใจว่า “พี่ซีเหยียน?” แทน

บุรุษในชุดสีฟ้าเข้มหรี่ตาลงเล็กน้อย แต่ดวงตากลับยังฉายแววเป็นห่วงไม่เปลี่ยนแปลง เขามองร่างบอบบางตรงหน้าอย่างถี่ถ้วนรอบหนึ่งโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า ก่อนจะยิ้มออกมาในที่สุด

“ข้าก็นึกว่าสาวงามที่ใดกัน...ที่แท้เป็นน้องสะใภ้นั่นเอง”

เอ่ยจบก็เข้าไปช่วยหงเฟยอวี้ที่กำลังประคองกงหยางซานขึ้นนั่งบนรถเข็น ก่อนจะสบเข้ากับดวงตาดุดันที่ตวัดขึ้นมองและจดจ้องใบหน้าของเขาอย่างเอาเรื่องโดยไม่ถือสา

“หลังจากได้ข่าวว่าเจ้าฟื้นขึ้นมาแล้ว ข้าก็ค่อยโล่งใจ ท่านแม่ใหญ่เป็นห่วงเจ้ามาก ยามนี้กำลังอยู่ในระหว่างเดินทางกลับจากสวดมนต์ขอพรให้เจ้า ข้าบังเอิญพบท่านแม่ใหญ่ระหว่างเดินทางกลับเมืองหลวงพอดี จึงได้ล่วงหน้ามาแจ้งข่าวให้ท่านพ่อและเจ้ารู้ก่อน”

“ขอบใจเจ้ามาก” กงหยางซานสะบัดมือของกงหยางซีเหยียนออก ก่อนจะปล่อยหน้าที่ดูแลตัวเขาไว้ในมือของภรรยาทั้งหมด เขาไม่ได้เกลียดพี่ชายต่างมารดามากเหมือนยามที่พบหน้ากันครั้ง แต่ก็ไม่อาจแสร้งทำเป็นพี่น้องรักใคร่กลมเกลียวสนิทสนมกันได้

หงเฟยอวี้เงยหน้าขึ้นสบตากับกงหยางซาน หลังจากปัดคราบฝุ่นที่ติดอยู่บนอาภรณ์ของเขา

“มือของท่านได้รับบาดเจ็บ”

“แค่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น” เขาหลบตานางโดยไม่รู้ตัว รีบเก็บซ่อนมือทั้งสองข้างไว้ใต้แขนเสื้อที่ค่อนข้างยาว หากถามว่ารู้สึกเจ็บหรือไม่ เขาย่อมต้องตอบว่าเจ็บ เพียงแต่ความเจ็บปวดนั้นยังไม่ถึงครึ่งของบาดแผลที่เกิดขึ้นในใจ

 

รถม้าวิ่งไปตามถนนเส้นหลักของเมืองหลวง มุ่งหน้าสู่จวนเสนาบดีขวาที่ได้รับพระราชทานจากจักรพรรดิญื่อเยวี่ย บรรยากาศสองข้างทางคลาคล่ำไปด้วยผู้คนและสีสันแห่งยามเย็นที่เริ่มมีการจุดโคมไฟเพื่อให้แสงสว่าง ซึ่งแตกต่างจากบรรยากาศภายในรถม้าที่อึมครึมเต็มไปด้วยกลิ่นอายไม่ค่อยจะดีนัก

“ลงใต้คราวนี้คงลำบากท่านไม่น้อย” หญิงสาวหนึ่งเดียวภายในรถม้าเอ่ยขึ้น

กงหยางซีเหยียนยกยิ้ม ตอบกลับด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

“เป็นหน้าที่ของข้าที่ต้องทำอยู่แล้ว ฝ่าบาททรงมีรับสั่งให้ข้าลงไปบรรเทาทุกข์ให้ชาวบ้านที่ประสบอุทกภัย ซ้ำข้ายังมีโอกาสไปตรวจสอบเขื่อนที่ได้รับความเสียหายอย่างละเอียด นับว่าลงไปคราวนี้ไม่เสียเที่ยวทีเดียว” พูดแล้วก็ได้แต่ถอนใจ เพราะเขาคิดว่าจักรพรรดิผู้นั้นช่างใช้งานขุนนางใต้บังคับบัญชาได้คุ้มค่าสมกับตำแหน่งและค่าเบี้ยหวัดเหลือเกิน

“แล้วท่านกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่”

“ข้ากลับมาถึงก่อนฟ้าสางแล้ว หากแต่ต้องเข้าวังกราบทูลเรื่องทั้งหมดให้ฝ่าบาททรงทราบก่อน ครั้นออกจากวังมาได้ครึ่งทางก็บังเอิญพบเจ้าเข้าพอดี”

กงหยางซานส่งเสียงกระแอมไอในลำคอ รู้สึกไม่พอใจที่ทั้งสองสนทนากันโดยไม่สนใจว่ายังมีเขานั่งอยู่ตรงนี้อีกทั้งคน เขาไม่ชอบใจนักที่ภรรยาชวนพี่ชายต่างมารดาขึ้นรถม้ากลับจวนไปด้วยกัน ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้เอ่ยทักท้วงในคราแรก แต่เมื่อเห็นคนทั้งคู่เหมือนจะสนิทสนมกันมากกว่าคนรู้จักทั่วไป จากที่ไม่ชอบใจก็เริ่มกลายเป็นไม่พอใจขึ้นมาแทน

“อะไรติดคอเจ้าอยู่หรือ” เป็นกงหยางซีเหยียนเอ่ยถาม เขาจ้องมองดวงตาดุดันที่มองตอบกลับมาพลางหัวเราะเสียงต่ำในลำคอ ทว่าท่วงท่ายังคงไว้ซึ่งความสงบนิ่งและผ่อนคลาย ราวกับไม่ได้รับรู้ถึงรังสีอำมหิตที่แผ่กำจายพุ่งตรงเข้าใส่แต่อย่างใด

กงหยางซานแสร้งตีสีหน้าเคร่งขรึม

“ข้าแค่ระคายคอ รู้สึกกระหายน้ำขึ้นมาเท่านั้น”

หงเฟยอวี้ที่ไม่รู้ถึงบรรยากาศไม่ดีระหว่างพี่น้องเอ่ย “ไว้กลับถึงเรือนข้าจะชงชาให้ท่านดื่ม” ก่อนหันไปสนทนากับกงหยางซีเหยียนต่อ “แล้วท่านยังต้องเดินทางลงใต้อีกหรือไม่”

กงหยางซีเหยียนส่ายหน้า

“ไม่จำเป็นแล้ว เพราะฝ่าบาทมีราชโองการให้ฉู่อ๋องไปควบคุมดูแลการซ่อมเขื่อนทางใต้แทนข้า”

กงหยางซานที่ได้แต่ฟังอยู่ด้านข้างมีสีหน้าดำคล้ำไม่น่าดู เขาเลื่อนมือไปกุมมือเล็กอย่างลืมตัว ครั้นเห็นนางหันมาสบตาก็แสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ แตกต่างจากหัวใจที่รู้สึกคันยิบมาตลอดทาง ตัวรถม้าโคลงเคลงไปมาจนน่าปวดหัว แต่อย่างไรก็มิน่าปวดใจเท่ากับความสนใจที่นางมอบให้บุรุษอีกคน

แววตาลุ่มลึกของกงหยางซีเหยียนเจือด้วยรอยยิ้มจาง ๆ เพราะมองออกว่าน้องชายของตนมีใจให้หญิงสาวข้างกายอยู่ไม่น้อย

“อาการของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง”

“ยังไม่...” กงหยางซานหยุดชะงักไปครู่หนึ่งก่อนถอนหายใจออกมา เพราะคิดว่าหากเอ่ยว่ายังไม่ตาย จะกลายเป็นว่าเขาทำตัวเป็นอันธพาล ชอบหาเรื่องผู้อื่นไปทั่ว จากที่หงเฟยอวี้มองเขาไม่ดีอยู่แล้ว จะยิ่งไม่อยากมองเขาอีก จึงเปลี่ยนเป็นตอบว่า “ดีขึ้นมากแล้ว” แทน

คนฟังยิ้ม

“ข้ากังวลมากตอนที่รู้ว่าเจ้าได้รับบาดเจ็บ เห็นเจ้าสบายดีเช่นนี้ข้าก็ค่อยวางใจ”

กงหยางซานแค่นเสียงหึขึ้นจมูก แต่ไม่ได้เอ่ยถ้อยคำเชือดเฉือนอันใดออกมา เพราะรู้ว่าตนทำเรื่องไม่ดีกับอีกฝ่ายไว้มาก แต่ถึงอย่างนั้นพี่ชายที่เขาไม่เคยเห็นอยู่ในสายตาก็ยังคอยช่วยเหลืออยู่ตลอด จนบางทีเขาก็อดละอายใจขึ้นมาไม่ได้

หลังจากรถม้าหยุดฝีเท้าลงบริเวณหน้าจวน หงเฟยอวี้ก็พยุงกงหยางซานลงจากรถม้าโดยมีกงหยางซีเหยียนคอยช่วยเหลืออยู่อีกด้าน นางพยายามระวังไม่ให้เผลอกระทบกับมือของเขาโดยตรง เพราะถึงแม้เขาจะบอกว่าไม่เป็นอะไร แต่นางดูออกว่าบาดแผลค่อนข้างสาหัสเอาการ

ทว่าก่อนที่คนทั้งหมดจะทันได้เหยียบเท้าผ่านประตูใหญ่เข้าไป ในเวลาเดียวกันนั้นกลับมีร่างบอบบางร่างหนึ่งตรงเข้าสวมกอดกงหยางซานไว้เสียก่อน

ความอบอุ่นอ่อนโยนที่ได้รับค่อย ๆ แทรกซึมเข้าไปในหัวใจของกงหยางซาน

เสียงเรียกชื่อด้วยความรักอย่างลึกซึ้งซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้คนฟังอดปวดใจขึ้นมาไม่ได้ แรงสะอื้นที่ส่งมายังร่างสูงใหญ่ทว่าผ่ายผอมลงมากนับจากได้รับบาดเจ็บ มันทั้งแผ่วเบาทั้งอ่อนแอจนชายหนุ่มได้แต่นั่งนิ่งให้อีกฝ่ายลูบคลำเนื้อตัวตามอำเภอใจ เพราะนั่นก็เหมือนจะเป็นสิ่งที่เขาโหยหามาตลอดเช่นเดียวกัน








อย่าเพิ่งลืมกันไปก่อนนะ ฮ่า ๆ พยายามจะมาลงเรื่อย ๆ อยู่จ๊ะ จริง ๆ ตอนนี้ไม่มีอะไรมาก แต่กลับใช้เวลาในการเขียนหลายวันมากเลยค่ะ ยังไงตอนนี้ขอตัวไปแก้รักฤดูฝนต่อก่อนค่ะ คิดว่าอาทิตย์นี้ไม่มีเรื่องอะไรเข้ามาแบบกะทันหันอีก คงจะได้ลงคุณชายอีกตอน ส่วนรักฤดูฝนกับรักฤดูหนาวอยากจะรีไรต์ให้เสร็จภายในเดือนนี้ จะได้รวมเล่มเปิดให้จองสักที หลังจากนั้นคงมีเวลาให้คุณชายมากขึ้นค่ะ


   Love & Thank you for your support

Adalia Math / อดาเลีย แมธ / จันท์นิล / นัดจันทร์

แฟนเพจ 【 Click 

เด็กดี 【 Click 

ReadAWrite 【 Click 



 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 13 ครั้ง

104 ความคิดเห็น

  1. #84 mee_pa (@mee_pa) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 15 มีนาคม 2561 / 22:14
    ยังรออยู่นะคะ 😃
    #84
    0
  2. #83 vkvava (@vkvava) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 8 มีนาคม 2561 / 23:46
    ใครอีกละเนี๊ยะ อดีตคนรัก?
    #83
    0