公子 คุณชายจำแลง ชุด เสน่หาข้ามภพ

ตอนที่ 36 : ฉากที่ 33 ความขลาดกลัวอันโง่เขลา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 281
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    2 พ.ค. 61


ฉากที่ 33

ความขลาดกลัวอันโง่เขลา

 

เสียงแมลงกลางคืนร้องดังระงม ภายใต้ความมืดของรัตติกาลกงหยางซานกลับไม่อาจข่มตาหลับลงได้ เขารู้สึกไม่ดีเพราะความใจแคบของตนเอง ถึงอย่างนั้นก็ไม่อยากให้หงเฟยอวี้สนใจผู้ใดมากกว่าเขา ทั้งที่ควรจะปล่อยนางไปเสีย แต่ก็ไม่อาจตัดใจทำเช่นนั้นได้จริง ๆ

เขาหันไปมองร่างที่นอนหลับอยู่ข้าง ๆ

ในความขลาดกลัวอันโง่เขลา เป็นความเอาแต่ใจอันไม่สิ้นสุด เรียกร้องต้องการเพียงแต่ฝ่ายเดียว ก่อนหน้าแม้ไม่มีนาง เขาก็สามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่ทุกข์ร้อน ครั้นพอนางกลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเขา เขากลับรู้สึกว่าอยู่ไม่ได้หากไร้เงาของนางเคียงข้าง

ความรักคือการเข้าใจถึงการเสียสละ แต่เขากลับไม่ต้องการเข้าใจมันเลยแม้แต่น้อย เขาไม่ต้องการสูญเสียสิ่งใดไป ไม่ต้องการเผชิญหน้ากับความเจ็บปวดเหล่านั้นอีกแล้ว

กงหยางซานพลิกตัวนอนตะแคงข้าง ทั้งที่ความมืดทำให้มองเห็นภาพของหงเฟยอวี้ไม่ชัดเจน ถึงอย่างนั้นก็ยังอยากจะมองต่อไปเรื่อย ๆ

“อวี้” เขาเรียกชื่อนางเสียงสั่นพร่า ไล้ปลายนิ้วไปตามกรอบหน้าของนางอย่างแผ่วเบา เพราะกลัวจะปลุกให้อีกฝ่ายตื่นขึ้นมา เขาไม่มีความกล้าจะรักนางหมดหัวใจ เพราะกลัวว่าจะถูกทอดทิ้งและถูกทำให้เจ็บปวดเหมือนที่ผ่านมา

หงเฟยอวี้ที่แสร้งทำเป็นหลับรู้สึกหวั่นไหวอีกครั้ง มันเป็นความรู้สึกอ่อนหวานที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน สามีที่ทำตัวแปลกไปในยามค่ำคืนหลังจากที่นางหลับไป ทั้งอ่อนโยนทั้งอบอุ่นราวกับว่าเป็นคนละคนกับที่มักทำให้ตัวร้ายกาจเมื่อนางมีสติครบถ้วน

นางพลิกตัวนอนหันหลังให้เขา เพราะกลัวว่าตนเองจะแสดงพิรุธออกมาให้จับได้ แต่แล้วกลับถูกร่างกายรุ่มร้อนของเขาแนบชิดเข้ามาใกล้ แขนที่กำยำกว่าก่อนหน้าโอบอยู่รอบเอวของนาง ลมหายใจร้อนผ่าวของเขาคลอเคลียอยู่ข้างหู มันไม่ใช่เรื่องปกติเลยที่เขาจะทำเช่นนี้

คืนนั้นต่างฝ่ายต่างมีเรื่องให้ครุ่นคิดกันทั้งคืน กว่าจะหลับไปอีกทีก็เกือบฟ้าสาง

 

รถม้าเคลื่อนตัวไปตามเส้นทางที่ไม่ค่อยมีผู้คนพลุกพล่านมาก โดยมีรถม้าอีกคันตามหลังมาอย่างไม่เร่งร้อน หลังจากที่หมอเทวดาซึ่งยามนี้พำนักอยู่ในเรือนเล็กของคฤหาสน์ตระกูลจางอย่างลับ ๆ ตรวจดูขาทั้งสองข้างกงหยางซานจนเป็นที่พอใจแล้วเอ่ยแนะนำเขาไปอีกหลายคำ

เป็นเวลาร่วมเดือนแล้วที่เขามาเป็นแขกของตระกูลจาง คนภายนอกต่าง ๆ ร่ำลือกันไปต่าง ๆ นานา ซึ่งเขาก็ไม่แน่ใจว่ามีคนจงใจให้เป็นเช่นนี้หรือว่าเป็นแค่เรื่องบังเอิญเท่านั้น

โรงเตี๊ยมโอ่อ่าหรูหราตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า คานหลังคาตรงกลางมีลักษณะโค้งขึ้น ถัดมาเป็นเจ้าสิ่งที่เรียกว่าค้ำหยันซึ่งเป็นตัวเชื่อมต่อระหว่างคานกับเสาต้นใหญ่ที่ตั้งฉากบนฐานอาคารยกสูงขึ้นมาเล็กน้อย กรอบประตูและหน้าต่างล้วนประดับด้วยภาพสลักลายนูนต่ำ ป้ายร้านทำจากไม้สักทองร้อยปี ประทับตัวอักษร ‘เฟิ่งหวงเฟย’ อย่างประณีตบรรจง

จางหรูอวี้มองตามหลังของกงหยางซานที่ถูกผู้อื่นช่วยกันประคับประคองประคองไปยังชั้นสองของโรงเตี๊ยม โต๊ะที่เขาเลือกนั่ง คล้ายเป็นมุมสงบที่แบ่งแยกออกมา เสียงจอแจดูเหมือนจะแว่วดังมาให้ได้ยินบ้างเป็นครั้งคราวเท่านั้น ทว่าในยามที่ต่างฝ่ายต่างไร้ถ้อยคำสนทนากันกลับบังเกิดเป็นความเงียบไร้ที่มาชนิดหนึ่ง

อาหารเลิศรสและขึ้นชื่อของโรงเตี๊ยมถูกลำเลียงขึ้นวางบนโต๊ะอย่างระมัดระวัง ตามมาด้วยกลิ่นหอมละมุนจากชาปี้หลัวชุน[1] สีเขียวใสที่ถูกเติมเต็มบนถ้วยสลักลวดลายถวนฝู[2]

หลังจากไม่มีผู้อื่นอยู่กวนใจพวกเขาแล้ว นางจึงได้เริ่มต้นสนทนากับเขาอีกครั้ง

 “ท่านจะบอกเรื่องนี้ให้ผู้อื่นทราบยามใด”

เขาจิบชา ยกมุมปากเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

“เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น”

“อย่าปล่อยไว้นานเกินไป มันไม่เป็นผลดีต่อผู้คนรอบข้างของท่านเลย”

“ข้าก็ไม่เห็นว่ามันจะสำคัญที่ใด” เขาคีบอาหารเข้าปากราวกับไม่ใส่ใจ

นางส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ ไม่เข้าใจว่าเหตุใดถึงต้องทำให้ผู้อื่นเจ็บปวดไปด้วย ทั้งที่ตัวเขาก็ไม่ได้มีความสุขขึ้นมาเลย ซ้ำยังดูเป็นการทรมานตนเองเสียอีก

“ท่านควรคิดถึงใจของผู้อื่นบ้าง”

เขาเหยียดยิ้ม

“ใจของข้ายังดูแลไม่ได้ ยังจะเอาเวลาไปสนใจผู้ใดได้อีกเล่า”

“มิใจดำไปหน่อยหรือ”

“ข้าเพียงต้องการเวลาใคร่ครวญอีกสักนิด” การที่จะวางหัวใจของตนเองไว้ในมือผู้อื่นอีกครั้งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะแม้จะบอกว่าไม่เหลือใจให้กับสตรีตรงหน้าแล้ว แต่ลึกลงไปเขารู้ดีว่ายังคงเจ็บปวดอยู่ เยื่อใยที่ผูกพันกันมานานนับสิบปี อย่างไรก็ไม่อาจทำลายลงได้ในเวลาเพียงชั่วข้ามคืน เขารู้ว่านางไม่ใช่ผู้ที่ทำให้เขาเจ็บปวด ทว่าความคล้ายคลึงที่มากเกินไปกลับตอกย้ำซ้ำรอยแผลเดิม

“ตามใจท่าน ข้าจะไม่เข้าไปก้าวก่ายเรื่องนี้” นางกล่าวยอมแพ้ หยิบตะเกียบขึ้นมาละเลียดอาหารตรงหน้าบ้าง หากไม่วายแอบบ่นอุบอิบ “หากเกิดเรื่องใดขึ้นมา ไม่ต้องลากข้าเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยเป็นพอ”

กงหยางซานยิ้ม ยังไม่ทันได้เอ่ยอะไรต่อ เสียงของคนผู้หนึ่งกลับดังแทรกเข้ามาก่อน

มีเรื่องอันใดน่าสนใจอย่างนั้นหรือ หากไม่เป็นการรบกวน ให้ข้าร่วมวงด้วยคนได้หรือไม่” คนผู้นั้นทรุดนั่งลงข้าง ๆ กงหยางซาน ใบหน้าหล่อเหลาอย่างร้ายกาจอมยิ้มเล็กน้อย พอให้สังเกตเห็นแต่ไม่เป็นที่สะดุดตา

จางหรูอวี้เกือบทำตะเกียบในมือร่วงหล่นตกลงบนพื้น ยามเห็นหน้าผู้มาใหม่อย่างชัดเจน นางก้มหน้าลงไม่กล้าเงยหน้าขึ้นอีก ใบหน้าเปล่งประกายงดงามผุดผ่องก่อนหน้า มาบัดนี้กลับซีดขาวจนน่าตกใจ

ฝะ...”

ชู่ว์” เขาส่งเสียงยับยั้งถ้อยคำที่เกือบจะหลุดออกมาจากปากนางเอาไว้เสียก่อน นิ้วเรียวงามเฉกเช่นสตรีเกี่ยวปอยผมของนางมาพันเล่นกับนิ้วมือของเขาด้วยท่าทีสนิทสนมและสนใจอย่างเปิดเผย  

ข้าน้อยขออภัยที่เสียมารยาทเจ้าค่ะ”

ผู้มาใหม่หัวเราะเสียงต่ำในลำคอ รั้งมือกลับมาวางอย่างสงบบนโต๊ะที่ดูเหมือนจะแคบไปถนัดตา เมื่อมีบุรุษเพิ่มมาอีกหนึ่ง

ไว้ข้าจะเสนอชื่อเจ้าแต่งตั้งเป็นสนมดีหรือไม่ หรือว่าเจ้าต้องการตำแหน่งชายา” ถ้อยคำที่โพล่งถามขึ้นมา ดูเหมือนจะไม่ได้ช่วยให้จางหรูอวี้รู้สึกใจชื้นขึ้นมาเลย

ข้าน้อยมิกล้าเจ้าค่ะ” นางร้องว่าแย่แล้วในใจ ยามนี้หากสามารถสลายกลายเป็นธาตุอากาศไปเสียได้คงดียิ่งนัก เพราะการเผชิญหน้ากับบุรุษตรงหน้าไม่ต่างกับกำลังเผชิญหน้ากับมัจจุราช

นัยน์ตาลึกล้ำคู่นั้นหยุดลงบนดวงหน้างดงามที่ก้มงุด สตรีผู้เป็นหนึ่งในโฉมสะคราญเลื่องชื่อแห่งแคว้นญื่อเยวี่ย และยามนี้เป็นที่กล่าวถึงมากที่สุดในเมืองหลวง เพียงแต่เหตุผลมิใช่เพราะว่านางงดงามที่สุด แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่มีผู้คนพบเห็นนางคบค้าสมาคมกับคุณชายรองสกุลกงหยางเข้าเท่านั้น

ด้วยชื่อเสียงของกงหยางหลวนซานถือว่าเลวร้ายยิ่งนัก จึงไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าคุณหนูตระกูลจางจะต้องใจเขาเข้า เพราะหากไม่เอ่ยถึงหน้าตาที่หล่อเหลาแล้ว ก็นับได้ว่าเขาแทบไม่มีอะไรดีเลย และที่ทำให้ผู้คนต่างประหลาดใจอีกประการหนึ่ง นั่นคือคนผู้นี้กลับเป็นที่โปรดปรานขององค์จักรพรรดิเป็นอย่างมาก

ราวกับมองเห็นบุปผางามที่กำลังถูกผู้ไม่เห็นคุณค่าย่ำยี เหมือนกับเหตุการณ์ในครั้งนั้นที่จักรพรรดิญื่อเยวี่ยพระราชทานสมรสให้กงหยางหลวนซานกับคุณหนูสกุลหงเมื่อสองปีที่แล้ว

มิกล้าอีกแล้ว ข้าฟังจนรู้สึกเบื่อหน่ายเต็มที เห็นผู้อื่นชมชอบพูดมิกล้า ๆ หากแต่ลับหลังกลับทำข้าเจ็บแสบนัก” รอยยิ้มที่ดูคล้ายมีและไม่มีในเวลาเดียวกัน ทำเอาผู้คนคาดเดาความคิดของเขาไม่ออก ทว่าก่อนที่บรรยากาศรอบด้านจะเลวร้ายไปมากกว่านี้ ดวงตาแตกฉานราวกับรอบรู้ทุกสรรพสิ่งกลับเบนความสนใจมายังกงหยางซานแทน

จางหรูอวี้นิ่งเงียบไป ไร้ถ้อยคำจะกล่าว

“เหตุใดต้องทำหน้าเคร่งเครียดถึงเพียงนั้นด้วย” เสียงนั้นเจือรอยขบขันเล็กน้อย พยักหน้าให้ผู้ติดตามเบื้องหลังวางจอกที่ทำด้วยเงินบริสุทธิ์ลงบนโต๊ะ พร้อมหยิบการินน้ำชาใส่ในนั้นโดยไม่มีความเกรงใจแต่อย่างใด

กงหยางซานปรายตามองบุรุษสูงศักดิ์ด้านข้าง เอ่ยเสียงเบาในระหว่างยกชาขึ้นจิบให้ได้ยินกันเพียงแค่สองคน

“ที่นี่ไม่ใช่วังหลวงของท่าน อย่าคิดกลั่นแกล้งผู้อื่นให้มากนัก”

 




[1] ชาปี้หลัวชุน มีใบสีเขียวสด กลิ่นหอม รูปร่างของใบชามีความสวยงามม้วนเหมือนกับก้นหอย รสชาติหวานหอม ช่วยแก้ร้อนในได้

[2] ลายถวนฝู คือ ลายตัวอักษรฝู ที่แปลว่าสุข มีการออกแบบเป็นลายต่าง ๆ เพื่อพิมพ์หรือปักบนเสื้อผ้า ถ้วยชาม อาคารบ้านเรือน หรือผนังต่าง ๆ เพื่อความมงคล



 




ไม่มีเรื่องอะไรที่คุณชายสบอารมณ์สักอย่าง แต่นางร้ายนางก็ร้ายเปิดเผยนะ คุณชายปากแข็ง ปากไม่ตรงกับใจ ค่อนข้างจะเอาแต่ใจ เอาความคิดและอารมณ์ของตัวเองเป็นใหญ่ อะไรที่ไม่ดีนี่คือคุณชายเป็นหมดค่ะ แฮ่ ๆ หลังจากนี้ก็ต้องมาคอยติดตามว่าจะปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นไหม ยังไงก็อย่าเพิ่งเกลียดกันไปก่อนนะ ไม่อย่างนั้นคงได้ชื่อว่าเป็นพระเอกที่นักอ่านเหม็นขี้หน้าที่สุดแทน ประหนึ่งว่าคุณชายเป็นตัวร้าย ไม่ใช่พระเอก ฮ่า ๆ


   Love & Thank you for your support

Adalia Math / อดาเลีย แมธ / จันท์นิล / นัดจันทร์

แฟนเพจ 【 Click 

เด็กดี 【 Click 

ReadAWrite 【 Click 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

104 ความคิดเห็น

  1. #94 naya-devil (@naya-devil) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2561 / 01:46
    ฝ่าบาทมีความหล่อมาแต่ไกล 55555
    #94
    0
  2. #93 vkvava (@vkvava) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2561 / 20:58
    พระเอกจะรักษาหายมั้ย จะเดินได้อีกมั้ย
    #93
    0