alanna
ดู Blog ทั้งหมด

การบ้าน

เขียนโดย alanna

โทรศัพท์


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

หลังจากที่ คลอด ชัปป์ ได้สร้างระบบ "โทรเลข" แผ่นป้ายสัญญาณในประเทศฝรั่งเศสได้ ๓ ปี ก็มีชาวเยอรมัน ชื่อ ฮุท (G. Huth) เสนอแนะว่าถ้าใช้กระบอก หรือปากเมตรช่วยในการพูด จะทำให้เสียงพูดไปได้ไกลถึง ๑๐ กิโลเมตร อันจะเป็นวิธีส่งข่าวที่เป็นคำพูดได้อย่างหนึ่ง เขาได้ตั้งชื่อระบบนี้เมื่อ พ.ศ. ๒๓๓๙ ว่า telephone (คือ โทรศัพท์) เพื่อให้ต่างกับคำ telegraph (โทรเลข) ของ คลอด ชัปป์
แต่ระบบโทรศัพท์ของฮุทไม่เป็นผลดี เพราะเป็นการใช้พลังงานคลื่นเสียงประกอบกับวัตถุช่วยเปล่งเสียง หาใช้เป็นการใช้พลังงานไฟฟ้าไม่
กล่าวกันว่า ชาวฝรั่งเศส ชื่อ ชารลส์ บัวร์เซิล (Charles Boursel) เป็นคนแรกที่เสนอแนะการส่งเสียงพูดไปทางไกลโดยอาศัยพลังงานไฟฟ้า แต่เขาไม่สามารถนำความคิดของเขามาทำให้เป็นผลได้จริง ๆ ต่อมาอีก ๗ ปี ในปี พ.ศ. ๒๔๐๓ ชาวเยอรมันแห่งเมืองฟรีริกดอร์ฟ ใกล้เมืองรังฟูร์ต-อัม-มายน์ ชื่อ ฟิลิปป์ ไรส์ (philipp Reis เกิด พ.ศ. ๒๓๗๗ ถึงแก่กรรม พ.ศ. ๒๔๑๗) ได้ประดิษฐ์เครื่องที่มีหลักการทำงานคล้ายกับที่ ชารลส์ บัวเซิล แนะ เขาเรียกว่า "เครื่องโทรศัพท์" สามารถส่งเสียง (ที่ฟังเป็นเสียงดนตรี) ไปได้ไกลพอควรด้วยพลังไฟฟ้า แต่ยังไม่สามารถส่งเสียงคำพูดไปได้
ในปี พ.ศ. ๒๔๑๘ มีชาวอเมริกัน ๒ คน ต่างขะมักเขม้นทดลองส่งเสียงพูดไปในสายด้วยพลังไฟฟ้า แต่ทั้งสองคนนี้ไม่รู้จักกัน คนหนึ่งคือ เอลิชา เกรย์ ผู้ประดิษฐ์เครื่องส่งโทรภาพเทอะเทอะกราฟ อีกคนหนึ่งคือ อะเล็กซาน เดอร์ เกแฮม เบลส์ (Alexander Graham Bell เกิด พ.ศ. ๒๓๙๐ ถึงแก่กรรม พ.ศ. ๒๔๖๕) และเบลส์ก็เป็นฝ่ายชนะคดีได้รับทะเบียนสิทธิบัตรการประดิษฐ์เครื่องโทรศัพท์เมื่อวันที่ ๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๑๘ และได้รับเกียเป็นผู้ ประดิษฐ์เครื่องส่งเสียงพูดไปในสายด้วยพลังไฟฟ้าเป็นคนแรกของโลก

กิจการโทรศัพท์ในประเทศไทยมีเมื่อใด


[ ขยายดูภาพใหญ่ ]

ยังไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่า ได้มีการนำเครื่องโทรศัพท์เข้ามาประเทศไทยแต่เมื่อใด เป็นแต่เข้าใจกันว่า ประเทศไทยมีเครื่องโทรศัพท์ใช้เป็นครั้งแรกราว พ.ศ. ๒๔๒๔ (รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕) ติดตั้งที่กรุงเทพฯ เครื่องหนึ่ง กับที่ปากน้ำ (จังหวัดสมุทรปราการ)เครื่องหนึ่ง ใช้สายโทรเลขระหว่างกรุงเทพฯ กับปากน้ำ ซึ่งกรมกลาโหมได้สร้างไว้แต่ปี พ.ศ. ๒๔๑๘ เพื่อแจ้งข่าวเกี่ยวกับการผ่านเข้าออกปากแม่น้ำเจ้าพระยา ของเรือกลไฟ
สมัยนั้น เรียก "โทรศัพท์" ว่า "เตลิโฟน" ตามเสียงภาษาอังกฤษ telephone (ปัจจุบัน ภาษามาเลเซียเรียกว่า ตาลิโฟน)
เมื่อตั้งกรมโทรเลขขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๒๖ และรับช่วงงานโทรเลขจากกรมกลาโหมมาจัดทำต่อแล้ว เข้าใจว่า ในปี พ.ศ. ๒๔๒๙ กรมโทรเลขคงจะได้รับโอนกิจการโทรศัพท์มาดำเนินงาน และได้ขยายกิจการต่อไป โดยให้ประชาชนในเขตกรุงเทพฯ และธนบุรีได้เช่าใช้เครื่องโทรศัพท์เป็นครั้งแรก
เครื่องโทรศัพท์สมัยแรก เป็นระบบ "แม็กนิโต" (magneto System) มีหม้อไฟฟ้าต่อประจำอยู่กับตัวเครื่อง เพื่อป้อนกระแสไฟเลี้ยงไมโครโฟน หรือที่ทางวิชาการโทรศัพท์เรียกว่า "เครื่องส่ง (transmiter)" ใช้สายเดี่ยว (ส่วน อีกสายหนึ่งต่อลงดิน อย่างสายโทรเลข) เมื่อต้องการจะใช้โทรศัพท์ ผู้ใช้ต้องหมุนแม็กนิโต ที่ติดอยู่กับตัวเครื่อง จึงจะมีสัญญาณไฟสว่าง และเสียงกระดิ่งดังขึ้นที่ตู้สลับสายโทรศัพท์กลาง แล้วพนักงานโทรศัพท์จะต่อสายสอบ ถาม และต่อสายไปหาผู้เช่ารายอื่น ๆ ที่ต้องการจะพูดด้วย เมื่อเลิกพูดแล้วก็ต้องหมุนแม็กนิโตอีกครั้ง เพื่อให้เกิดสัญญาณขึ้นที่ตู้สลับสาย แล้วพนักงานจะได้ปลดปลั๊กต่อสายออก ในครั้งนั้นมีผู้เช่าโทรศัพท์ ๖๑ ราย และมีทางสายโทรศัพท์ยาวทั้งสิ้นประมาณ ๘๖ กิโลเมตร
เครื่องโทรศัพท์ระบบแม็กมิโตมีใช้งานอยู่นานกว่า ๒๐ ปี
ต่อมาได้มีเครื่องโทรศัพท์แบบใหม่ ใช้แรงไฟจากที่ทำการโทรศัพท์กลาง แต่ยังมีพนักงานต่อสายเช่นเดิม กรมไปรษณีย์โทรเลขจึงได้สั่งซื้อเครื่องชุมสายโทรศัพท์แบบนี้ มาใช้แทนเครื่องระบบแม็กนิโต และติดตั้งที่ตึกกรม ไปรษณีย์โทรเลขปากคลองโอ่งอ่าง หน้าวัดเลียบ (วัดราชบูรณะ เชิงสะพานพระพุทธยอดฟ้า) เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๐ เครื่องโทรศัพท์แบบใหม่นี้ใช้สายคู่ และมีการป้องกันมิให้เส้นแรงไฟฟ้าจากสายไฟฟ้าที่อยู่ใกล้เคียงเข้ารบกวน การฟังเสียโทรศัพท์ การใช้โทรศัพท์จึงสะดวกดีขึ้น และเนื่องจากสถานที่ตั้งชุมสายโทรศัพท์เดิมคับแคบไม่เหมาะสม จึงได้ย้ายออกมาตั้งที่ตึกสร้างใหม่ (คือตึกชุมสายวัดเลียบปัจจุบัน) หัวถนนจักรเพ็ชร ใกล้กับตึกกรมไปรษณีย์โทรเลขเดิม
ความดำริที่จะเปลี่ยนเครื่องชุมสายโทรศัพท์เป็นระบบอัตโนมัติ ได้มีขึ้นในสมัยที่นายพลเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน ทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงพาณิชย์และคมนาคม โดยทรงพิจารณา เห็นว่า เครื่องชุมสายโทรศัพท์ ระบบใช้แรงไฟฟ้าจากที่ทำการโทรศัพท์กลางวัดเลียบ มีอายุใช้งานมากกว่า ๒๕ ปีแล้ว สภาพของเครื่องทรุดโทรม ไม่สะดวกแก่การใช้ การจัดหาชิ้นส่วนอะไหล่เครื่องอุปกรณ์ก็ยากลำบาก และมีราคาสูง เนื่องจากบริษัทผู้สร้างเครื่องชุมสายโทรศัพท์แบบเก่า ได้หันไปสร้างเครื่องชุมสายโทรศัพท์ระบบอัตโนมัติเป็นส่วนใหญ่
ดังนั้น กรมไปรษณีย์โทรเลขจึงได้สั่งซื้อเครื่องชุมสายโทรศัพท์อัตโนมัติแบบ ทีละขั้น ๆ (หรือแบบ สเตราเยอร์) จากบริษัทเยเนรัล อิเล็กตริก แห่งประเทศอังกฤษ เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๗๘ สำหรับชุมสาย วัดเลียบจำนวน ๒,๓๐๐ เลขหมาย และสำหรับชุมสายบางรัก จำนวน ๑,๒๐๐ เลขหมาย

ความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น