ตอนที่ 5 : ENDLESS SUMMER 04

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 396
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    7 มิ.ย. 61








4

 

You’re still a mystery to me,

But I’m still looking for a way to love you forever.

 

 

ชีวิตอันแสนสงบสุขที่ดงโฮเฝ้าใฝ่ฝันให้มันเกิดขึ้นมาตลอดเดินทางกลับมาหาเขาอีกครั้งหลังจากการแข่งขันเบสบอลนัดสำคัญจบลง หนึ่งสัปดาห์หลังจากนั้นดงโฮเจอกวานลินน้อยลงกว่าเดิม เด็กหนุ่มโผล่หน้าไปที่คลาสแทบจะนับครั้งได้ แต่นั่นเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้เพราะในเวลานี้น่ะกวานลินกลายเป็นผู้เล่นที่ทีมขาดไม่ได้ซะแล้ว

 

ดงโฮยังจำในตอนแรกที่กวานลินพูดถึงการคัดตัวเข้าเล่นในสโมสรใหญ่ๆอย่างฮานไทเกอร์ ให้เขาฟัง ในตอนนั้นดวงตาของกวานลินเต็มไปด้วยประกาย มันไม่ง่ายเลยในการประคองความฝันของเราไปบนเส้นทางชีวิต เพราะบางครั้งความฝันกับความเป็นจริงก็ไม่ได้ไปด้วยกันเสมอ

 

“เราไม่ได้เกิดมาเพื่อใช้ชีวิตให้คนอื่นพึงพอใจสักหน่อย ใช้ชีวิตแบบที่ตัวเองอยากใช้เถอะครับ และถ้าเกิดว่าเส้นทางที่เราเลือกนั้นมันจะทำให้เรารู้สึกโดดเดี่ยวในภายหลัง สิ่งที่พี่ต้องทำในช่วงเวลานั้นก็คือการอยู่เคียงข้างตัวเองให้มากที่สุด มันก็แค่นั้นเอง” กวานลินบอกกับเขาด้วยสีหน้าเปื้อนรอยยิ้ม ถึงแม้ว่ากวานลินจะเหนื่อยมากๆกับการซ้อมก็ตาม แต่เด็กหนุ่มก็ยังมีความสุขกับสิ่งที่ทำ นั่นคือสิ่งที่เขารับรู้ได้






*






กลางเดือนพฤษภาคม

หลังจากการพักผ่อนชั่วคราวจบลง แม่ก็ตัดสินใจออกเดินทางอีกครั้ง ครอบครัวของเขาตั้งใจจัดปาร์ตี้เล็กๆก่อนที่แม่จะกลับไปที่ทะเลทรายโกบีและออกตามหาความลับที่ซ่อนอยู่ใต้เม็ดทรายนับล้านนั้นต่อไป ดงโฮรู้สึกว่ามันงี่เง่ามากแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ในเมื่อแม่เรียกสิ่งเหล่านั้นว่าความสุข และอีกอย่างหนึ่ง คงไม่มีใครหยุดความทะเยอทะยานของแม่ได้

 

และในฐานะที่ดงโฮช่วยดูแลเด็กนักเรียนแลกเปลี่ยนจากไทเป พวกเขาจึงตัดสินใจชวนกวานลินด้วย ดังนั้นเด็กหนุ่มจึงปรากฏตัวที่บ้านของเขาในเย็นวันอาทิตย์ถัดมา ไม่ใช่ฐานะแขก แต่เป็นฐานะลูกชายคนโปรดคนใหม่ของบ้าน และในขณะที่กวานลินและดงโฮกำลังเลือกแผ่นหนังในห้องนั่งเล่น พ่อก็เดินออกมาจากหลังบ้าน เรียกให้เขาไปช่วยงานในโรงปั้น


“ทำไมต้องเป็นผมล่ะ?” เขาตีหน้ามู่อย่างไม่พอใจนัก


“หรือแกจะให้กวานลินเป็นคนทำ” ดงโฮจ้องหน้ากวานลินครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกถึงภาพหายนะที่จะเกิดขึ้นในโรงปั้นได้เป็นฉากๆแล้วจึงกลั้นใจเดินตามหลังพ่อไป และเพื่อความเท่าเทียมแม่จึงเรียกกวานลินไปช่วยทำอาหารในครัวแทน แต่แม่อาจจะไม่รู้ว่ากวานลินเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่เคยหยิบจับอะไรในครัวมาก่อนเลย...ไม่เลยจริงๆ


“เธอต้องค่อยหั่นมันอย่างนี้นะกวานลิน” แม่เข้ามาในช่วงที่กวานลินกำลังเจอกับวิกฤติที่เรียกว่าการหั่นผัก เด็กหนุ่มหัวเราะฝืดๆมองดูเศษผักที่ตัวเองหั่นและผักที่แม่หั่นสลับไปมา


“จริงๆแล้ว...ผมไม่มีพรสวรรค์ในด้านนี้เลยนะครับ ไม่รู้ว่าจะช่วยหรือกลายเป็นทำลายกันแน่” เขาว่าขณะจ้องมองแม่โยนวัตถุดิบทั้งหมดใส่หม้อ “คุณควรจะเรียกใช้พี่ดงโฮมากกว่า...เขาน่าจะช่วยได้มากกว่า”


“ฉันไม่ได้คาดหวังให้เธอมาช่วยหรอก” คำตอบของแม่ทำให้เขาประหลาดใจ “ฉันแค่อยากสร้างโอกาสให้เราสองคนได้พูดคุยกัน เท่านั้นเอง”


“...”


“เรา...เคยเจอกันแล้วใช่ไหม กวานลิน?” แม่พูดด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม และกวานลินพอจะรู้ความหมายที่ซ่อนอยู่ในรอยยิ้มนั้น เด็กหนุ่มยกยิ้ม ก้มหน้าก้มตาหั่นผักต่อไป


“ครับ ถ้าเป็นช่วงเวลานี้ล่ะก็...เราเคยเจอกันแล้ว”


“นายคงเดินทางมาไกลเลยสินะ”


“อา...ผมเองก็ไม่คิดว่าคุณจะรู้ตัวเร็วถึงขนาดนี้”


“อย่าดูถูกเซนส์ของผู้หญิงนะ”


กวานลินหัวเราะ


“ฉันออกเดินทางรอบโลกมาแล้ว ได้เห็นในสิ่งที่ไม่เคยเห็น และรับรู้ในสิ่งที่คนทั่วไปไม่เคยรู้”


“...”


“บอกตามตรง ฉันเคยเจอคนแบบเธอมาแล้วอย่างน้อยสองสามคน และที่น่าแปลกก็คือพวกเขามัวแต่วิ่งตามหาอะไรสักอย่างเหมือนที่เธอกำลังทำอยู่ในตอนนี้”


“แล้วพวกเขาหามันเจอไหมครับ?”


“เรื่องนั้น...ฉันไม่รู้หรอก” แม่ตอบ...ทั้งห้องครัวถูกยึดด้วยความเงียบอีกครั้ง “แต่จำคำของฉันเอาไว้นะกวานลิน ไม่มีอะไรเกิดขึ้นโดยไร้สาเหตุ ทุกอย่างมีเหตุผลที่มันจำเป็นต้องเกิด...”


“....”


“ฉันเองก็ไม่รู้ว่านายกำลังตามหาอะไรอยู่ แต่พอเถอะนะกวานลิน”


เด็กหนุ่มยิ้ม และไม่รู้ว่าเพราะอะไร...มันเป็นรอยยิ้มที่ดูเศร้าที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็นมา


“เดี๋ยวมันก็จบแล้วล่ะครับ”


เขาย้ำ


“คุณไม่ต้องกังวลไปหรอก”






*





 

ค่ำวันนั้นผ่านไปอย่างรวดเร็ว พวกเขากินข้าวและต่อด้วยการร้องคาราโอเกะ พ่อกับแม่เซ้าซี้ให้กวานลินร้องเพลง แต่เด็กหนุ่มเลือกที่จะแร็ปแทน เพราะว่าเขาอยากจะซ่อนเสียงอันเพี้ยนพิลึกเอาไว้ให้ห่างจากหูของทุกคนโดยเฉพาะดงโฮ และเมื่อนาฬิกาตีบอกเวลาสี่ทุ่มเศษดงโฮก็พาตัวกวานลินออกมาจากปาร์ตี้ ทีแรก...กวานลินต้องการให้ดงโฮไปส่งเขาที่หน้าบ้านเท่านั้น แต่คราวนี้ชายหนุ่มค้านหัวชนฝาเพื่อที่จะเดินไปส่งกวานลินหน้าถนนใหญ่ อย่างน้อยดงโฮจะได้มั่นใจได้ว่ากวานลินจะหาแท็กซี่กลับถึงหอพักโดยสวัสดิภาพ

 

พวกเขาก้าวไปบนพื้นถนน ดูเหมือนฝนพึ่งจะตกลงมาไม่นานนัก และนั่นทำให้ถนนเต็มไปด้วยแอ่งน้ำขัง ไม่มีใครพูดอะไรระหว่างนั้น มันเงียบ...เงียบจนได้ยินเสียงหายใจของคนทั้งคู่ ดงโฮไม่รู้ว่าจะพูดอะไรในเวลานี้ สิ่งที่เขาต้องทำคือการเดินไปส่งกวานลิน และเอ่ยคำว่า “ลาก่อน” จากนั้นเขาจะได้กลับเข้าไปในบ้าน และล้มตัวนอนทันทีที่ถึงเตียง ทว่าในตอนนั้นเองกวานลินก็ได้ทำลายความเงียบที่อัดแน่นอยู่ในชั้นบรรยากาศลง


“พี่มีครอบครัวที่อบอุ่นดีนะครับ”


ดงโฮชะงักฝีเท้าเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ


“อารมณ์ไหนของนายเนี่ย?”


“เปล่า ผมก็แค่คิดถึงครอบครัวของผมขึ้นมาน่ะ”


“อา...นั่นสิ นายมาอยู่ที่นี่เกือบจะเดือนนึงแล้วนี่นา จะคิดถึงครอบครัวก็คงไม่แปลก”


“...”


“อะไร ฉันพูดอะไรผิดรึไง?”


“เปล่า...” เด็กหนุ่มตอบ “เปล่าเลย”


“จะว่าไปฉันไม่เคยได้ยินนายพูดถึงครอบครัวเลย”


“ครอบครัวผมเหรอ?”


“ใช่”


“อืม...” กวานลินลากเสียงยาวในลำคอ “จะเริ่มต้นจากตรงไหนดีล่ะ ครอบครัวผมมันไม่ได้พิเศษอะไรหรอกครับ พ่อแม่ของผมหย่ากันตั้งแต่ผมยังจำความไม่ได้ด้วยซ้ำ แม่แต่งงานใหม่ส่วนผมย้ายไปอยู่กับพ่อ” เด็กหนุ่มพูดต่อไป แต่ดงโฮพอจะสัมผัสได้ถึงความรู้สึกบางอย่างที่เจืออยู่ในน้ำเสียงนั่น เพราะมันสั่นเครือเล็กน้อยที่กวานลินเล่าเรื่องของพ่อ “พ่อของผม ทำงานเป็นอาจารย์ที่มหาลัย บางครั้งก็ออกไปทำงานภาคสนามด้วย พ่อทำทุกอย่างที่ได้เงิน ทั้งหมดก็เพื่อผม...เรื่องก็จบแค่นี้ล่ะ”


“เขาคงจะภูมิใจนะ ถ้าใด้เห็นนายในวันนี้”


“ครับ?”


“ฉันบอกว่าพ่อของนายคงจะภูมิใจน่าดูเลย ถ้าได้เห็นว่าลูกชายของเขากำลังจะได้เป็นนักกีฬาเบสบอล”


กวานลินคลี่ยิ้มบางๆ “นั่นสิ ผมอยากให้เขาได้เห็นจัง”


พวกเขาเดินมาจนถึงถนนใหญ่ ใช้เวลาไม่นานนักเพื่อเรียกแท็กซี่ กวานลินเหวี่ยงตัวเองเข้าไปในรถอย่างว่าง่าย


“นายแน่ใจนะว่าจะบอกทางแท็กซี่ถูก”


เด็กหนุ่มหัวเราะ “เชื่อใจกันเถอะน่า ผมรู้จักโซลมากกว่าที่พี่คิดเสียอีก”


“โอเคๆ ถึงบ้านแล้วก็ส่งข้อความมาบอกด้วยล่ะ”


“คร๊าบ...” กวานลินส่งหน้าตาทะเล้นมาพร้อมกับคำตอบทำให้เขาตัดเสินใจปิดประตูอัดหน้าด้วยความหมั่นไส้ แต่กวานลินก็ยังไม่วายลดกระจกลงมาจนได้


“อะไรอีก? นายนี่เรื่องเยอะจังเลยนะ กลับไปได้แล้ว พรุ่งนี้มีเรียนแต่เช้า”


“วันเสาร์หน้าพี่ว่างไหม?”


“เสาร์หน้า...ทำไม?”


“เสาร์หน้าผมต้องไปคัดตัวเพื่อเข้าสโมสรน่ะสิ”


“แล้ว...”


“ผม...อยากให้พี่ไปด้วย”


“ฉันงั้นเหรอ?”


“บอกผมสิว่าพี่จะไป...”


“...”


“นะ...”


ให้ตายสิ ทำไมเขาต้องใจอ่อนกับแววตาแบบนั้นด้วยนะ


“ดะ-ได้สิ ถ้านายอยากให้ฉันไปด้วยก็ได้ ถึงแม้ว่าฉันจะดูไม่รู้เรื่องก็ตาม”


“พี่พูดแล้วนะ”


“เออ” คำตอบปนความรำคาญเรียกรอยยิ้มบนหน้าของเด็กหนุ่มกลับมาอีกครั้ง ดงโฮจ้องมองรถคันนั้นหายลับไปกับตาก่อนจะตระหนักว่าช่วงเวลาที่เหลืออยู่ระหว่างเขาและกวานลินค่อยๆเหลือน้อยลงทุกที เหมือนกับว่ามันพึ่งผ่านมาไม่นานนี้เอง ไม่ว่าจะเป็นความเจ็บปวดจากลูกเบสบอลในตอนนั้น ดวงตาอันสุกสว่างของกวานลิน ไหนจะเป็นรอยยิ้มโง่ๆนั่นอีก หรือแม้กระทั่งคำพูดเพ้อเจ้อที่หลุดออกมาทุกครั้งที่พวกเขามีปากมีเสียงกัน ทั้งหมดนั่น...ดงโฮคงจะคิดถึงมันน่าดู ภาคเรียนฤดูร้อนที่กำลังจะจบลงโดยปราศจากกวานลิน...เขาคงจะคิดถึงมันอย่างแน่นอน






*






พายุเดินทางมาถึงโดยไม่ทันตั้งตัว ไม่กี่วันหลังจากนั้นโซลก็จมอยู่ในม่านฝนเกือบครึ่งสัปดาห์ ดงโฮและกวานลินผลัดกันวิ่งออกมาจากสถานีรถไฟใต้ดินในตอนที่ฝนหยดสุดท้ายร่วงลงบนพื้น เสียงหัวเราะที่ดังต่อกันยาวนานเป็นของดงโฮและกวานลินคิดว่ามันไม่น่าขำตรงไหนเลย ในเมื่อเขาพึ่งจะหนีออกมา พวกเขาพึ่งจะหนีออกมาจากการทำงานกลุ่มอันแสนงี่เง่า เพราะเพื่อนๆของพวกเขาเริ่มที่จะทะเลาะกันเองด้วยเหตุผลที่แทบฟังไม่ขึ้น ดังนั้นทั้งดงโฮและกวานลินจึงจับรถไฟเที่ยวแรกมาลงที่นี่แทนการนั่งฟังเรื่องบ้าบอคอแตกเพื่อมาเจอเรื่องบ้าบอคอแตกยิ่งกว่า

 

 “ดูเหมือนว่าพี่จะมีความสุขกับการแกล้งผมนะ” กานลินว่า กางเกงยีนของเขาชุ่มไปด้วยน้ำที่ดงโฮจงใจกระทืบใส่เขา


“นายไม่รู้หรอก เวลาที่นายถูกแกล้งหน้าโง่ๆของนายจะเริ่มแดง”


“หน้าโง่ๆของผม” เด็กหนุ่มชี้นิ้วเข้าหาใบหน้าตัวเอง พวกเขากำลังเดินสวนกลุ่มพนักงานออฟฟิศที่พึ่งเลิกงาน


“ใช่ หน้าโง่ๆของนายนั่นแหละ รู้ไหมว่าที่นั่นเขาเรียกนายว่ายังไง”


กวานลินยักไหล่


“ทึ่ม”


“ทึ่ม?”


“เพราะว่านายมักจะซุ่มซ่ามแล้วก็...” เสียงของดงโฮหลุดหายไปในอากาศ เมื่อเท้าข้างหนึ่งของเขาสะดุดเข้ากับก้อนอิฐที่โผล่ขึ้นมา ชายหนุ่มเซถลา ร่างกายสูญเสียการควบคุมไปชั่วขณะ ทว่ามือของกวานลินเร็วเกินกว่าจะปล่อยให้พี่ชายของเขาล้มลงไปกองกับพื้น และกว่าที่ดงโฮจะรู้ตัวร่างของเขาก็ถูกดึงจนเกือบแนบติดกับกวานลินแล้ว


“จากนั้นล่ะ?” เด็กหนุ่มยังคงถามต่อ แต่อย่างกับว่าเขาจะจำอะไรได้ เพราะระยะห่างระหว่างเขาและกวานลินแทบจะเป็นศูนย์ “เพราะว่าผมมักจะซุ่มซ่ามแล้วก็...”


“ช่างเถอะ” ดงโฮผลักกวานลินออกไป ระบายลมหายใจยาวเหยียด มันไม่ใช่การแกล้งกันเล่นๆเพื่อเอาสนุกแล้วดงโฮคิด เขากำลังถูกกวานลินต้อน และมันไม่มีพื้นที่ให้หนีความจริงได้อีกแล้ว


“รู้ไหม ผมไม่สนหรอกว่าคนพวกนั้นจะเรียกผมว่ายังไง ผมสนเพียงแค่ว่า...”


“เราเก็บไว้คุยกันวันหลังเถอะนะกวานลิน”


ดงโฮพยายามแล้วแต่มันกลับล้มเหลวไม่เป็นท่า


“ถ้าไม่รู้จริงๆพี่ก็ควรเรียกตัวเองว่าไอ้ทึ่มได้แล้วนะ” เด็กหนุ่มเข้ามาใกล้กว่าเดิม “นี่พี่ไม่รู้จริงๆเหรอครับว่าผมชอบพี่”

 



โดยไร้ซึ่งการป้องกันใดๆ

ริมฝีปากของกวานลินทาบลงมาอย่างวิสาสะ

และมันอบอุ่น เร่าร้อนกว่ารสสัมผัสใดที่เขาเคยลิ้มลอง

ดงโฮรู้สึกเหมือนอากาศทั้งโลกกำลังจะหมดลง ชายหนุ่มผลักกวานลินออกเต็มแรง 


“บ้าไปแล้วรึไง?!”


“ผมไม่ได้บ้า ผมชอบพี่ ถ้าผมจะบ้า ก็บ้าที่ชอบพี่นั่นแหละ”


“ว่าไงนะ?”


“ที่ทำมาทั้งหมดนี่มันยังไม่ชัดเจนพอรึไง? ผมรู้ว่าพี่ก็พอจะรู้อยู่บ้าง ความรู้สึกของผมน่ะ..."



“...”


“พี่เองก็เริ่มมีความรู้สึกดีๆให้ผมแล้วเหมือนกันใช่ไหมล่ะ?”


“ฉันไม่รู้ว่าอะไรทำให้นายคิดอย่างนั้นนะ แต่หยุดมันซะเถอะกวานลิน ฉันกับนายอย่างมากก็เป็นได้แค่พี่น้องกันเท่านั้น เราทั้งสองคนน่ะเป็น...”


 “ผู้ชายงั้นเหรอ?”


“...”


“แล้วไง?”


“...”


“ ใครเป็นคนกำหนดเรื่องห่าเหวพวกนั้นขึ้นมาไม่ทราบ บนโลกนี้มีความสัมพันธ์อีกตั้งหลายแบบที่ยังหาคำอธิบายไม่ได้ มันฟังดูไม่เข้าท่าเลย”


“กวานลิน”


“แค่ซื่อสัตย์กับหัวใจตัวเองมันแปลกตรงไหนเหรอครับ เดี่ยวนี้การบอกชอบคนที่เรารักมันกลายเป็นเรื่องน่าอายไปแล้วงั้นเหรอครับ?”


“นายจะไปรู้อะไร!


“...”


“นายจะไปรู้อะไรเกี่ยวกับความรักกัน...”


“...”


“นายเอาแต่พูดถึงมัน แต่เด็กอย่างนายรู้ดีแล้วเหรอว่าความรักมันคืออะไร...”


“...”


“บอกตามตรงนะ ฉันไม่เชื่อเรื่องความรักอะไรนั่นสักนิด การตกหลุมรักมันก็แค่เรื่องงี่เง่า...เรื่องงี่เง่าที่มีไว้เพื่อให้คนเราใช้เป็นข้ออ้างในการสร้างความสัมพันธ์จอมปลอม รักแท้ไม่เคยมีอยู่จริง...มันเป็นแค่สิ่งที่เราสมมติขึ้น มันก็เป็นแค่...สัญลักษณ์ทางสังคมที่ถูกสร้างขึ้นก็เท่านั้น...”


คลื่นความเงียบโหมซัดใส่พวกเขาอย่างไร้ความปราณี ดงโฮรู้สึกว่าหูของเขาบอดไปชั่วขณะหนึ่ง ขณะที่ตาทั้งสองข้างกลับมองเห็นเด็กหนุ่มอย่างชัดเจน ...ชัดเจนจนเห็นดวงตาสีแดงกร่ำและหยาดน้ำที่เอ่อล้นออกมา


“งั้นสินะ...นี่คือเหตุผลของพี่สินะ เหตุผลที่พี่เอาแต่ปฏิเสธผมครั้งแล้วครั้งเล่า” เสียงของกวานลินสั่นเครือ เขารู้ว่ากวานลินพยายามอย่างมากที่จะไม่ร้องไห้ต่อหน้าเขา 


“...”


“งั้นก็ช่างมันเถอะ”


“...?”


“งั้นก็ช่างมัน”


“...”


“ผมชอบพี่..ผมชอบพี่จริงๆ แต่นั่นมันก็เป็นแค่ความรู้สึกของผม...ผมจัดการเองได้ พี่ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกนะครับ”



 

ดวงตาคู่นั้นแดงก่ำ มือทั้งสองข้างสั่นจนควบคุมไม่อยู่

เขายืนอยู่ตรงนั้นนานหลายนาที นานจนกระทั่งเสียงของฟ้าที่ดังอยู่ด้านนอกเบาลง


สามหยด...

สองหยด...

หนึ่งหยด...


ฝนหยุดตก


ฝนหลงฤดูหยุดตกแล้ว 

ฝนหลงฤดูที่เข้ามาและจากไป 

ฝนที่ทำให้หัวใจของเขาชุ่มฉ่ำเป็นบางครั้งบางคราว

มันหายไปแล้ว...นั่นคือสิ่งเดียวที่กวานลินรู้



“ฝนหยุดตกแล้ว...”








#beginholin


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

119 ความคิดเห็น

  1. #110 ChoKiez+ (@chocofan) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 25 กันยายน 2561 / 12:41
    ไม่คิดเลยนะว่าจะออกมาแบบนี้ แต่ถ้าเป็นพี่ที่เอาแต่ยึดติดกับความคิดตัวเองก็พอเข้ามจได้แหล่ะ
    #110
    0
  2. #97 komolwisut (@komolwisut) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 18 เมษายน 2561 / 03:19
    //ดึงหลินมากอด เดี๋ยวแม่จะตีพี่เค้าให้เองลูก. ส่วนเรื่องหลินก็ยังคงปริศนากับลึกๆในใจของเราอยู่
    #97
    0
  3. #56 mjy1905 (@patprapa) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2560 / 22:25
    โกรธพี่ดงโฮมากเลยอ่ะ ทำไมต้องทำร้ายใจน้องขนาดนี้ด้วย
    เดาไม่ออกเลยอ่ะว่าเรื่องจะเป็นยังไงต่อ เพราะถ้าเราเป็นน้องนะเราจะไม่มาให้พี่เขาเห็นหน้าอีกเล้ยยยย!
    น้องมาแก้ไขอดีตหรอ คือเคยโดนพี่เขาปฏิเสธแบบนี้มาก่อนรึเปล่าเนี่ย ????
    #56
    0
  4. #54 hansolvn (@hansolandme) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2560 / 09:56
    ฮือ ทำไมพี่พูดแบบนั้น มันแรงมากๆ /กอดหัวลูก ทั้งๆที่เหลือเวลาอีกไม่มากแท้ๆ ;-; ยังคงสับสนเรื่องน้องหลิน แล้วที่น้องบอกแม่พี่ดงโฮว่าเดี๋ยวมันก็จะจบแล้วนี่คืออะไร ;-;
    #54
    0
  5. #53 หมีคริสลี่ (@kaewkylovely) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2560 / 08:42
    พิโว้ยยยยยยย สงสารหลินฮืออออ น้องเดินทางมาไกลมากๆ เพื่อมาเจอคำปฏิเสธแบบนี้หรอฮือออ ใจร้ายยย
    #53
    0
  6. #52 toeyeye (@toeyeye) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2560 / 08:07
    แงงง ทำไมพี่ดงโฮไปพูดกับน้องแบบนั้นอ่า น้องก็แค่บอกชอบเองนะ ทำไมถึงต้องพูดแรงๆกับน้องด้วย ทั้งที่เหลือเวลาอยู่ด้วยกันอีกไม่นานแท้ๆ
    #52
    0