ตอนที่ 8 : COUNTLESS RAINS 07

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 409
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    30 ก.ค. 61









PART TWO
COUNTLESS RAINS














 

7

 

ผมเคยมองย้อนกลับไปในอดีต

และมันน่าปวดใจตรงที่

ไม่มีใครหันกลับมามองผมเลย

 

 

 


ปี 2017

 

มันเป็นบ่ายที่แสนน่าเบื่อกว่าทุกวัน ดงโฮเดินลากเท้าออกมาจากสถานีรถไฟใต้ดิน เขาเบื่อกับการอุดอู้อยู่คนเดียวในบ้านดังนั้นเขาจึงตัดสินใจออกมาเผื่อว่าความวุ่นวายของโซลอาจจะทำให้เขาลืมอะไรๆไปได้สักพักหนึ่ง หลังจากเดินเตร็ดเตร่อยู่นานชายหนุ่มก็เลือกร้านกาแฟเล็กๆแห่งหนึ่งเป็นที่หลบแดด ดงโฮยังจำได้ว่ามันเป็นร้านกาแฟที่เขาชอบมานั่งขลุกตลอดบ่ายเมื่อฆ่าเวลา เขาชอบกลิ่นของเมล็ดกาแฟที่นี่ เขาชอบเพลงแจ๊สที่มักจะเปิดคลอเบาๆ เหนือสิ่งอื่นใด เขาชอบที่จะนั่งตรงที่นั่งริมหน้าต่าง หันหน้าออกไปแล้วจ้องมองโลกภายนอก โลกที่กำลังหมุนอย่างเชื่องช้า

 

โลกที่หมุนให้พวกเขาสองคนมาเจอกัน

 

อาจเป็นเพราะเพลงที่กำลังเปิด อาจเป็นเพราะบรรยากาศที่ดึงเขากลับเข้าไปในโลกใบเก่า หรืออาจเป็นเพราะเสียงเรียกเข้าที่ดังขึ้นแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย หรือจะอะไรก็แล้วแต่ มันกำลังลากเขากลับไปยังความทรงจำเมื่อห้าปีก่อน ความทรงจำในวัย 20 ของเขา

 

 

 

 

 


 

 

 

 

 

ฤดูใบไม้ร่วง ปี 2012

ฝนหลงฤดูกระหน่ำลงมาอย่างไม่เกรงใจนัก หลังจากที่กรมอุตุฯแจ้งข่าวการมาเยือนของพายุลูกใหญ่ได้เพียงอึดใจเดียวเมืองทั้งเมืองก็ถูกย้อมไปด้วยสายฝน ดงโฮทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่างร้านกาแฟด้วยความเบื่อหน่าย หน้าต่างทุกบานพร่าเลือนเพราะฝนที่กำลังเกาะกิน ทุกอย่างค่อยๆจมหายไปในสีเทาหม่น เช่นเดียวกับท้องฟ้าด้านนอกนั่น

 

ดงโฮถอดหูฟังของเขาออกแล้ววางมันลงบนโต๊ะ เสียงซ่า...ที่ดังขึ้นเป็นระยะกลบเสียงเพลงในหูของเขาหมด ชายหนุ่มไม่ค่อยสบอารมณ์นัก บ่ายนี้เขามีเรียนวิชาสำคัญ และมันแย่มากที่นักศึกษาปริญญาโทอย่างเขาต้องขาดเรียนครั้งนี้ อา...ให้ตายเถอะ ดงโฮฟุบหน้าลงกับโต๊ะกำลังชั่งน้ำหนัก หนึ่ง...ถ้าเขาขาดเรียนอาจไล่ตามเพื่อนไม่ทัน แต่มันก็ไม่มีทางเลยที่เขาจะฝ่าพายุฝนออกไป หรือสอง...ฝ่าพายุห่าเหวนี่ออกไปจนถึงมหาลัย แต่ต้องอยู่ในสภาพย่ำแย่และเสี่ยงต่อการเจ็บป่วย ดงโฮคิด...ถ้าเลือกอย่างหลังคงมีสภาพไม่ต่างกับลูกหมาตกน้ำแน่ๆ 

 

กริ่ง...

 

เสียงกระดิ่งหน้าร้านดังขึ้นพร้อมกับสายลมที่กรูเข้ามา ดงโฮเงยหน้าขึ้น ชายคนหนึ่งกำลังพาร่างอันเปียกปอนของเขาเข้ามาในร้าน เสื้อผ้าเปียกโชก ผมเผ้ากระเซอะกระเซิงไม่ได้ทรง สาบานได้เลยว่าใครก็ตามที่ตกอยู่ในสภาพแบบนั้นจะต้องดูไม่ได้แน่ๆทว่ากับคนคนนี้เขากลับไม่พบความคิดที่ว่านั่นเลย ใบหน้าที่ขาวจนเกือบเห็นเส้นเลือดฝาด ลักยิ้มตรงแก้มที่บุ๋มเข้าหากันเวลาพูด หรือแม้กระทั่งดวงตาสีน้ำตาลคู่นั้นที่กำลังทอดมองไปยังป้ายเมนูในร้าน มันช่างไม่ยุติธรรมเลย มันต้องมีอะไรผิดพลาดแน่ๆ ทำไมคนคนหนึ่งถึงดูดีได้ขนาดนี้?

 

แล้วมันกงการอะไรของเขากันที่จะไปตั้งคำถาม?

 

“อา...” น้ำเสียงที่แสดงถึงความเบื่อหน่ายเล็ดรอดออกมาจากลำคอ ดงโฮฟุบหน้าลงบนโต๊ะอีกครั้ง หวังว่าเมื่อเขาตื่นขึ้นมาท้องฟ้าจะกลับมาสดใสดังเดิม และในตอนนั้นเองเสียงของใครคนหนึ่งก็ดังขึ้น

 

“ขอโทษนะครับ”

 

ดงโฮเงยหน้าขึ้นมาและพบว่าเด็กหนุ่มคนนั้นกำลังยืนอยู่ตรงหน้าเขา

 

“ครับ?”

 

“มีผ้าเช็ดหน้าไหมครับ พอดีผมขอยืม....” เขาชี้ไปที่กล้องตัวหนึ่งซึ่งวางอยู่บนโต๊ะถัดไป สภาพของมันดูย่ำแย่พอๆกับเจ้านายของมันเลย

 

“แป๊ปนะ” ดงโฮควานหาผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋าสะพายแล้วยื่นให้ “นี่”

 

“ขอบคุณครับ”

 

จากนั้นบทสนทนาของพวกเขาก็ถูกเติมเต็มด้วยความเงียบ นานหลายนาทีที่ดงโฮจ้องมองคนตรงหน้าที่กำลังขะมักเขม้นกับการถอดประกอบชิ้นส่วนแต่ละชิ้น ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามันช่าง...มีเสน่ห์เหลือเกิน

 

“ชอบเหรอครับ?” เสียงของคนถูกแอบมองดังขึ้นทั้งๆที่กำลังก้มหน้าก้มตาอยู่ ในที่สุดดวงตาของพวกเขาก็ประสานกันอีกครั้ง

 

“อะไรนะ?”

 

“ผมหมายถึง พี่ก็ชอบถ่ายรูปเหมือนกันเหรอครับ เห็นมองอยู่ตั้งนาน”

 

“เปล่า” เขาบอกปัด “ฉันเบื่อก็เลยมองนายซ่อมเจ้านั่น ว่าแต่...มันพังแล้วเหรอ?”

 

“ผมก็ภาวนาไม่ให้มันเป็นอย่างนั้นนะครับ” เด็กหนุ่มยิ้มจนเห็นฟันที่เรียงตัวจนครบ “ตัวนี้น่ะเป็นตัวโปรดของผม”

 

“ตัวโปรด? งั้นแสดงว่ามีหลายตัวสินะ”

 

“ครับ” เด็กหนุ่มพยักหน้า ”ผมชอบสะสมกล้องกับภาพถ่ายน่ะ ว่างๆก็เอาออกมาเล่นประจำ ปกติชอบถ่ายพวกท้องฟ้าแต่วันนี้มันแย่ไปหน่อย พี่ก็รู้ใช่ไหม เขาชี้ขึ้นไปบนฟ้า

 

“อา...แย่หน่อยนะ”

 

“แล้วพี่ล่ะครับ ปกติพี่ชอบทำอะไร”

 

“ฉันเหรอ? ฉันไม่ได้ชอบอะไรเป็นพิเศษหรอก แล้วก็ไม่ได้เกลียดอะไรเป็นพิเศษด้วย”

 

“ผมมักจะเห็นพี่นั่งเหม่ออยู่ที่ร้านนี้ประจำเลย” เขาพูด หยิบเลนส์ขึ้นมาเช็ดอย่างบรรจง

 

คนฟังเลิกคิ้วขึ้น

 

“ทำไมฉันไม่เคยเห็นนายเลย?

 

“คือ...ผม...”

 

“...”

 

“ผมมักจะเดินผ่านไปผ่านมาแถวนี้น่ะครับ เห็นพี่อยู่ริมหน้าต่างบ่อยๆ”

 

“อ๋อ...” ดงโฮลากเสียงในลำคอ “ฉันชอบนั่งคิดอะไรเรื่อยเปื่อยน่ะ ฮะ ฮะ” แล้วก็เป็นเขาเองที่พยายามเค้นเสียงหัวเราะแห้งๆออกมากลบเกลื่อน ดงโฮเงยหน้ามองท้องฟ้าอีกครั้ง ฝนซาลงจนเกือบจะหยุดแล้ว แดดยามบ่ายค่อยๆแทรกตัวลงมาจากริ้วเมฆด้านบน ครืด... แล้วโทรศัพท์จากเพื่อนร่วมคลาสของเขาก็ดังขึ้น

 

“เอ่อ..ฉันต้องไปแล้วล่ะ ขอบคุณนะที่นั่งเป็นเพื่อนคุย” ชายหนุ่มยัดข้าวของทั้งหมดลงกระเป๋าอย่างลวกๆ เขากำลังจะวิ่งออกไปทว่า...

 

“เดี๋ยวก่อนสิครับ”

 

“...

 

“ผมยังไม่ได้คืนผ้าเช็ดหน้าพี่เลย”

 

“ฉันให้นายก็แล้วกัน” เขาผายมือ แสดงว่ามันไม่ได้สำคัญเท่าไหร่

 

“งันช่วยบอกชื่อของพี่ได้รึเปล่าครับ?

 

“ชื่อของฉัน?

 

“ผมจะได้พูดชื่อของพี่ แล้วตามด้วยคำว่าขอบคุณ”

 

“ดงโฮ ฉันชื่อคัง ดงโฮ”

 

“ขอบคุณครับพี่ดงโฮ”

 

นั่นเป็นประโยคสุดท้ายที่พวกเขาคุยกัน และดงโฮไม่คิดเลยว่า เมื่อเขากลับมาที่ร้านในวันรุ่งขึ้น มันจะมีอะไรบางอย่าง...อะไรบางอย่างเกี่ยวกับเขาติดไว้ที่บอร์ดประชาสัมพันธ์ของร้าน

 

มันคือภาพของเขาที่กำลังเหม่อมองออกไปด้านนอก และลายมือขยุกขยิกที่เขียนเอาไว้ว่า

 

 

 

 

 

ให้พี่แทนคำขอบคุณ :)

                  กวานลิน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ปลายเดือนมิถุนายน 2012

ดงโฮจำได้ลางๆว่าครั้งที่สองและสามที่พวกเขาเจอกัน คือสักแห่งในมหาลัย คิดว่าเป็นอย่างนั้นเพราะนั่นคงจะเป็นสถานที่เดียวที่เขาสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นได้นอกจากบ้านและร้านกาแฟร้านโปรดของเขา ดังนั้น...ดงโฮจึงไม่แปลกใจนักเมื่อเห็นเด็กคนนั้นอยู่ในงานเลี้ยงอำลาของคณะ แต่ที่เขาแปลกใจก็คือ ทำไม...ทำไมเด็กนั่นถึงมายืนจ้องหน้าเขาแล้วก็ยิ้มแบบนั้น?

 

นั่นแหละที่ดงโฮสงสัย

 

เหมือนนายมีบางอย่างจะพูดกับฉันนะ?” หลังจากปล่อยให้ความเงียบเติมเต็มช่องว่างระหว่าพวกเขาอยู่นาน ในที่สุดดงโฮก็เป็นฝ่ายทักทาย อันที่จริงจะเรียกว่าทักทายก็ไม่ถูกนักหรอก ประโยคแบบนั้นไม่สามารถเป็นคำทักทายได้ด้วยซ้ำ แต่นั่นก็ดีกว่าการอยู่เงียบๆและตกเป็นเป้าสายตา

 

เปล่าคนฟังยักไหล่ ด้วยท่าทางไม่หยี่ระอะไร กวานลินเดินอ้อมโต๊ะมาทางเขา ที่กำลังก้มหน้าก้มตาตักอาหาร เด็กหนุ่มหยิบถาดไปถือไว้ในมือ เพราะอีกไม่กี่นาทีมันคงต้องหล่นลงไปกองกับพื้นแน่ๆ ดังนั้นถึงแม้ว่าดงโฮจะแสดงความไม่พอใจและพยายามแย่งมันมาแต่กวานลินก็ยังดึงดันที่จะถือให้อยู่ดี

 

นายทำเหมือนเราสนิทกันดงโฮว่า พวกเขากำลังเดินดูของกินมากมายในงาน ขณะที่คนอื่นๆสนใจการแสดงบนเวที

 

เราไม่ได้สนิทกันหรอกครับ แต่ผมอยากสนิทกับพี่

 

สนิทกับฉัน?” คิ้วคู่นั้นขมวดเข้าหากันเล็กน้อย

 

ครับ...ผมพูดอะไรผิด?”

 

เปล่า แต่มันแปลก

 

ยังไง?”

 

ก็...คนส่วนมากเลี่ยงที่จะคุยกับฉัน นายก็รู้ใช่ไหมว่าฉันมีพรสวรรค์ในการทำให้คนอื่นอึดอัด

 

เป็นพรสวรรค์ที่น่าสนใจดีนะครับเด็กหนุ่มหัวเราะ ทว่ามันไม่ได้ช่วยทำให้เจ้าของพรสวรรค์นั่นขำเลยสักนิด เพราะมันเป็นคำตอบที่เขาไม่คิดว่าจะได้ยินมาก่อน โดยเฉพาะจากปากของเด็กคนนี้

 

บางครั้งผมก็อยากมีพรสวรรค์แบบนั้นบ้าง

 

ทำไมล่ะ?”

 

ก็เพราะผู้คนชอบทำเรื่องแย่ๆกับเราอย่างง่ายดายเหลือเกินน่ะสิครับ

 

แต่ฉันชอบที่นายเป็นแบบนี้นะ

 

ครับ?”

 

ฉันเคยบอกรึยังว่าฉันชอบรอยยิ้มของนาย

 










ค่ำคืนนั้นดำเนินไปอย่างเรียบง่าย พวกเขาพูดคุยกัน เล่าถึงเรื่องตลกขำขันและระเบิดหัวเราะออกมาขณะที่คนอื่นสนใจที่จะเต้นอย่างบ้าคลั่ง สุดท้ายพวกเขาก็ตัดสินใจเนรเทศตัวเองออกมาเงียบๆ บนดาดฟ้าของตึก ดงโฮและกวานลินยืนเกาะขอบราวระเบียง เอาแต่จ้องมองออกไปในความมืด

 

“พี่...”

 

เด็กหนุ่มทำลายความเงียบด้วยน้ำเสียงจริงจัง

 

“ฉันฟังอยู่...”

 

“พี่คงจะเห็นมันแล้วสินะ”

 

“เห็น?...อ้อ หมายถึง รูปที่นายบังเอิญถ่ายฉันได้น่ะเหรอ... ใช่ ฉันเห็นมันแล้วล่ะ และถ้านายไม่ว่าอะไรฉันอยากจะเก็บมันเอาไว้”

 

“ผมไม่ได้บังเอิญถ่ายได้นะ”

 

“...?”

 

“ผมตั้งใจถ่ายมัน ผมตั้งใจมากๆเลยล่ะ”

 

“นายตั้งใจถ่ายรูปฉัน? ทำไมล่ะ?

 

“พี่มักจะไปที่ร้านนั้นประจำ พี่มักจะปรากฏตัวพร้อมกับหูฟังและหนังสือเล่มหนึ่ง บางครั้งพี่ก็โยกหัวเข้ากับจังหวะเพลง บางครั้งพี่ก็จ้องออกไปด้านนอกหน้าต่าง บางครั้ง...พี่ก็นั่งเงียบๆ โดยที่ไม่ยอมลุกออกไปไหนแม้แต่ก้าวเดียว”

 

“...”

 

“ผมเห็นพี่ทำแบบนั้นซ้ำๆกันทุกวัน และก็เริ่มสงสัย เพลงที่เปิดนั่นมันเพลงอะไรกันนะ? หนังสือที่พี่อ่าน เป็นหนังสือแบบไหนกันนะ? หรือแม้แต่ ตอนที่พี่มองออกไปด้านนอกนั่น ตอนนั้นพี่กำลังคิดอะไรอยู่นะ? ผมพยายามหาคำตอบ รู้ตัวอีกทีพี่ก็มาวนเวียนในหัวของผมตลอดเวลา”

 

อาจเป็นเพราะท้องฟ้าที่มันมืดผิดปกติ เขาถึงกล้าพูดแบบนี้ กวานลินคิด...ในเมื่อไม่มีอะไรจะเสียแล้วล่ะก็...

 

“ผมชอบพี่”

.

.

.

.







ครืด...

 

เสียงเรียกเข้าที่ดังขึ้นซ้ำๆปลุกดึงเขาลับสู่โลกความเป็นจริงอีกครั้ง ดงโฮหยิบมือถือขึ้นมาดู ขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ “ไง” ชายหนุ่มกรอกเสียงลงไป ทว่าประโยคที่ดังขึ้นไม่กี่วินาทีหลังจากนั้นได้กระชากรอยยิ้มบนริมฝีปากออกไปในทันที

 

“ผมขอโทษที่ต้องโทรหาพี่ในเวลาแบบนี้ ผมรู้ว่าพี่พึ่งเดินทางมาถึงโซล...แต่...” เสียงตะกุกตะกักจนเกือบจะเป็นเสียงร้องไห้ของซอนโฮทำให้เขานั่งไม่ติดเก้าอี้

 

“เกิดอะไรขึ้น?”

 

“กวานลิน...”

 

“...”

 

“กวานลิน...เขา...”

 

“กวานลินทำไมเล่า!

 

“กวานลินเขาหายไป...กวานลินหายออกไปจากโรงพยาบาล!

 

โลกของดงโฮหยุดหมุนไปชั่วขณะ

 

 

 



















หลังจากแต่งไปสักพักก็กลัวว่าคนจะงงกับไทม์ไลน์ ฮ่าฮ่า จริงๆเราไม่อยากพูดเกี่ยวกับเนื้อเรื่องเท่าไหร่นักเพราะอยากให้ซึมซับจากการอ่านมากกว่า และหลายๆคนคงจะเดาออกมาตั้งแต่แรกแล้วว่าเรื่องนี้เป็นแนว time traveling ซึ่งเราซ่อนหลายๆอย่างเอาไว้ (แบบไม่แนบเนียนเลย 5555) ส่วนเนื้อเรื่องในครึ่งหลังจะเป็นการเล่าเรื่องในปี 2017 ตัดสลับกับปี 2012 (4ปีก่อนที่พวกเขาพบกัน)


***เรื่องอายุ(ต้องมีคนงงแหละ 555) คืองี้ ที่กวานลินย้อนเวลากลับมาในปี 2009 ตอนนั้นดงโฮอายุ 22 ค่ะ เรียนใกล้จบแล้ว, ปี 2012 อีกสามปีให้หลังเป็นปีที่กวานลินเจอกับดงโฮเป็นครั้งแรกดงโฮอายุ 25 ค่ะใกล้จบป.โท และเป็นตอนที่กวานลินเรียนมหา'ลัยปีต้นๆ (กวานลินอายุ 20), ส่วนในตอนปัจจุบันนั้นคือถัดจากนั้นมาห้าปี (เป็นปี 2017) ดงโฮอายุ 30 ค่ะ อยู่ในวัยทำงานแล้ว และกวานลินก็อายุ 25 พอดี (งงไหม 5555) ใครสงสัยอะไรถามเราได้เลยนะเดี๋ยวมาตอบ


 2009                                          2012                                        2017

                          กวานลินย้อนเวลากลับมา        กวานลิน,ดงโฮเจอกันครั้งแรก                    ปัจจุบัน

                                    (ดงโฮ 22)                         (ดงโฮ 25, กวานลิน 20)           (ดงโฮ 30, กวานลิน 25)



อัปเดท

หายไปนานเหลือเกินส่วนหนึ่งคือเรื่องงานและเรื่องเรียน ที่ผ่านมาชีวิตมีบททดสอบมากมายเหลือเกิน ก็เลยตัดสินใจพักงานเขียนเพื่อรับผิดชอบด้านนั้นก่อน แต่ตอนนี้เราพอมีเวลาหายใจบ้างแล้วก็เลยถือโอกาสกลับมาสานต่อสิ่งที่ค้างคาเอาไว้ เอาจริงๆหลังจากแต่งเรื่อง homeholin จบเราก็อึนไปพักใหญ๋เพราะเรื่องนั้นเราได้ใช้ประสบการณ์ชีวิตส่วนใหญ่เป็นเชื้อเพลิงในการเขียน เมื่อมันถูกใช้จนหมดเราเลยต้องไปตามหาแรงบันดาลใจใหม่มา ฟิคเรื่องนี้เป็นแนวทดลองของเรานะคะ เป็นโจทย์ที่ท้าทายสำหรับเราว่าจะสื่อสารอย่างไรให้คนอ่านเข้าใจ เราจะพยายามแล้วเจอกันค่ะ 


รัก

แอมเอง

27.3.61


 

 

  

 

 



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

119 ความคิดเห็น

  1. #113 ChoKiez+ (@chocofan) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 25 กันยายน 2561 / 13:12
    อ่า พอจะเข้าใจอะไรมากขึ้น สารภาพครั้งนี้ก็คือถูกปฏิเสธอีกสินะ
    #113
    0
  2. #92 Nnvout (@Nnvout) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 31 มีนาคม 2561 / 01:29
    ตามอ่านมาจนถึงตอนล่าสุด ชอบมากเลยค่ะ อย่าลืมมาต่อนะคะ ^^
    #92
    0
  3. #86 สายรุ้ง (@roong-love-xiah) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2560 / 01:01
    แอบเจอชื่อ แทยง น่าจะเขียนผิดนะคะ 555
    รู้สึกว่าตอนนี้เบาๆ ดี ยังไม่มันไรไรต์เตอร์ทิ้งบอมบ์ไว้อีกละ 5555 ชอบทุกตอนเลยค่ะ
    #86
    1
    • #86-1 Ambler (@alm-co-writer) (จากตอนที่ 8)
      26 กรกฎาคม 2560 / 01:13
      ขอบคุณค่ะ 555555
      #86-1
  4. #85 mjy1905 (@patprapa) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 25 กรกฎาคม 2560 / 13:30
    ที่หายไปนี่คือตอนน้องย้อนเวลาอยู่รึเปล่า การย้อนเวลามันคงค้องมีผลกระทบอะไรบางอย่างมั่งแหละ ฮือไม่รู้จะเดาอะไรแล้วอ่ะค่ะ 5555
    ชอบทุกครั้งเลยค่ะที่น้องบอกชอบพี่ดงโฮ มันดูตรงไปตรงมาและจริงใจดีค่ะ แต่พี่ก็ไม่เคยตอบรับเลยสิน่าา :'(
    แต่ยังไงพี่ก็เขียนให้การเจอกันของพวกเขาดูน่าประทับใจทุกครั้งเลยค่ะ
    #85
    0
  5. #84 hansolvn (@hansolandme) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 25 กรกฎาคม 2560 / 13:13
    เป็นการเจอกันครั้งแรก(ของพี่ดงโฮ)ที่ดีจังเลยนะคะ ว่าแต่น้องเข้ารพ. น้องเป็นอะไร ;;-;;; ชอบที่พี่ดงโฮบอกว่าชอบรอยยิ้มหลินจัง
    ช่วงนี้อัพบ่อยอยากขอบคุณมากๆเลยค่ะ สู้ๆค่า
    #84
    0
  6. #83 toeyeye (@toeyeye) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 25 กรกฎาคม 2560 / 08:55
    เพราะหลินรักพี่มานานแล้ว เราเชื่อนะว่าพี่ก็ชอบน้องแต่พี่แค่ไม่แน่ใจในตัวเอง // ขอบคุณที่ไรท์มาอัพบ่อยๆนะคะ
    #83
    0
  7. #82 Elle (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 25 กรกฎาคม 2560 / 07:30
    ขอบคุณที่อัพทุกวันแบบนี้นะคะ

    ทุกเรื่องของพี่แอม อ่านแล้วดีต่อใจมากๆเลย
    #82
    0
  8. #81 'emliiex (@emiliiex-) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 25 กรกฎาคม 2560 / 06:12
    อ่อ 2009คือตอนที่กวานลินย้อนเวลากลับมาแข่งเบสบอลมาอยู่กับพี่ดงโฮ อีกสามปีต่อจากนี้ที่กวานลินพูดถึงเมื่อตอนที่แล้วคือปี2012 กวานลินทำทีเข้ามาทักทายปกติแต่รู้จักพี่ดงโฮอยู่แล้ว ตรงนี้คือกวานลินเจอพี่ดงโฮตอนปี2012ละลากยาวไปหลายปีพี่ดงโฮก็ยังไม่รับรักงี้ช้ะ? น้องเลยย้อนเวลากลับไปปี2009เพื่อดูว่าตอนเด็กพี่เขาเป็นคนยังไงอะไรมาก่อน ส่วนปัจจุบันคือปี2016 พี่อายุ24(ใช่ปะ5555)กำลังเรียนป.โท, เราเรียบเรียงถูกม่ะง่ะ แอบเบลอๆ 55555 ว่าแต่ทำไมกวานลินถึงเข้าโรงบาล แงๆ น้องเป็นไร ;-;
    #81
    1
    • #81-1 Ambler (@alm-co-writer) (จากตอนที่ 8)
      25 กรกฎาคม 2560 / 07:40
      ปี 2009 ดงโฮ 22 ค่ะ<br /> ปี 2012 (สามปีหลังจากนั้น) ดงโฮอายุ 25 เรียนป.โท กวานลิน 20 <br /> ปี 2017 (ปัจจุบัน) ดงโฮ 30 กวานลิน 25 ค่ะ

      แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 26 กรกฎาคม 2560 / 01:12
      #81-1
  9. #79 หมีคริสลี่ (@kaewkylovely) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 25 กรกฎาคม 2560 / 03:11
    งงๆหน่อย แต่พอเข้าใจนะคะ555555 ฮือหนูกลับมาแล้ว เหนื่อยหน่อยนะ แต่ยังไงก็สู้ๆ!
    #79
    0