ปี้หู่ตัวร้ายกับองค์ชายมังกร (ชุดบุปผาสะท้านรัก)

ตอนที่ 3 : ตอน เข้าวังหลวง (เต็มตอน) Re

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6477
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 66 ครั้ง
    2 ส.ค. 60




ตอนที่ 3 การเดินทางเข้าวังหลวง

เกตุมุกดาหน้าเหลอในตอนท้ายประโยค ใครคนนั้นหรือใครกัน อีกอย่างองค์ชายคิดว่าหม่อมฉันอยากมาที่นี่หรือไง รอบกายมีแต่สิ่งที่ไม่รู้จักไม่คุ้นเคย หม่อมฉันยังไม่รู้เลยว่าจะมีชีวิตอยู่ในวันต่อๆไปอย่างไร บางทีหม่อมฉันให้องค์ชายคว้านท้องให้ตายก็ดีเหมือนกัน

หลีฉียิ้ม เจ้าต้องการอย่างนั้นแล้วใช่ไหม ก็ดีข้าจะได้นำไข่มุกลับไปคืนที่ก่อนที่ผู้ตรวจการสวรรค์จะรู้เรื่อง

หม่อมฉันประชดเพคะ เข้าใจไหมว่าประชด เกตุมุกดากลอกตาขณะที่ด้านนอกประตูมีเสียงเอะอะ แล้วสาวใช้คนหนึ่งก็วิ่งมาทรุดตัวลงต่อหน้าหลีฉี ใบหน้าซีดเผือดเหมือนขี้เถ้าเปียก น้ำเสียงก็ลนลานแทบจับความไม่ได้

องค์ชายเพคะเกิดเรื่องใหญ่แล้ว

มีอะไรรีบพูดมา

พระสนมลี่จูหนีไปเพคะ พระสนมทิ้งไว้แต่สาส์นฉบับหนึ่งหม่อมฉันนำมาด้วยเพคะ สาวใช้คนนั้นรีบยื่นสาส์นให้หลีฉีเมื่อได้อ่านจนจบใบหน้าหล่อเหลาปานรูปสลักหยกก็เข้มคล้ำขึ้น ดวงตาเปลี่ยนเป็นสีแดงเพลิงด้วยความโกรธ

บังอาจมากลี่จู เจ้ากล้าตัดพ้อว่าเราไม่มีหัวใจแล้วหนีไปเมืองมนุษย์เพื่อตามหารักแท้อย่างนั้นเหรอ เจ้าจะต้องกลับมารับโทษที่วังบาดาลจากนั้นข้าจะส่งเจ้าคืนให้บิดาของเจ้านำไปลงโทษอีกครั้งหนึ่ง

เกตุมุกดาได้ยินเรื่องราวก็เข้าใจแจ่มแจ้งว่าเมียคนหนึ่งของเขาหนีออกจากวังไปเพราะทนความเย็นชาไร้หัวใจของเขาไม่ไหว เธอยอมรับอย่างไม่อายว่ารู้สึกสมน้ำหน้าเขาจากใจจริงดูท่าทางของเขาแล้วถึงจะมีรูปงามดั่งเทพสวรรค์แต่มีนิสัยแย่เป็นบ้า

เมียท่านหนีไปใช่ไหม เห็นไหมหม่อมฉันบอกแล้วว่าองค์ชายไม่มีหัวใจผู้หญิงที่ไหนจะทนได้ ท่านคงมีพวกนางไว้แค่บำบัดความต้องการเท่านั้นล่ะสิ แต่พวกนางมีหัวใจจึงต้องการมากกว่าเรื่องบนเตียง พอรู้ตัวว่าสิ่งที่พูดอาจนำความหายนะมาให้ตนก็ไม่ทันเสียแล้ว

เจ้าพูดพอหรือยังเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเจ้า หลีฉีกำลังรีบออกไปเพื่อไปจับตัวลี่จูกลับมา แต่เขาก็ได้รับรายงานจากจิ้นหูที่วิ่งเข้ามาหน้าตาตื่นว่าลี่จูขึ้นไปถึงเมืองมนุษย์แล้ว

หลีฉีกำมือแน่น เขาเคยให้คำสัตย์ว่าจะไม่เหยียบผืนดินในวังหลวงอีก ทำให้เขาไม่สามารถไปตามลี่จูกลับมาได้ เขาเหลือบมองไปที่หญิงสาวคนข้างๆที่ยืนมองเขาเขม็ง

องค์ชายมีอะไรหรือเปล่าเพคะทำไมมองหม่อมฉันแปลกๆ คงไม่คิดส่งหม่อมฉันไปตามหาเมียให้หรอกนะ

หลีฉีเหยียดยิ้มเยือกเย็น ข้าจะให้เจ้าขึ้นไปเมืองมนุษย์ ไปตามหาลี่จูสนมของข้าแล้วพานางกลับมารับโทษ มีแต่เจ้าที่ทำได้ ข้าเชื่อในความฉลาดเฉลียวไม่กลัวใครของเจ้า เจ้าต้องพาลี่จูกลับมาได้แน่ และเมื่อนั้นข้าจะหาวิธีนำไข่มุกออกจากร่างกายของเจ้าโดยที่เจ้ายังเหลือลมหายใจอยู่

เกตุมุกดาจะยิ้มก็ยิ้มไม่ออก จะร้องไห้ก็ร้องไม่ได้ เธออยากมีลมหายใจอยู่ต่อไปแต่งานที่เขามอบหมายให้นี่สิ

หม่อมฉันเนี่ยนะเพคะ หม่อมฉันจะไปตามหาพระสนมของท่านเจอได้ยังไงกัน นางไปที่ไหนหม่อมฉันจะรู้เหรอ

ลี่จูหนีไปวังหลวงข้าคิดว่าข้าเดาไม่ผิดนางเคยหนีไปเที่ยวเล่นมาครั้งหนึ่งแล้ว และนางต้องไปที่นั่นอีกแน่ข้าเชื่อแบบนั้น เพราะในสาส์นของลี่จูนั้นเขียนระบายความอัดอั้นมายาวเหยียด นางบอกว่ารักเขามากแต่ก็ต้องตัดใจเพราะรู้ว่าไม่มีทางได้รักแท้จากเขา นางจะไปตามหารักแท้ที่เมืองมนุษย์

หลีฉีเกลียดความรู้สึกอ่อนแอที่เรียกว่ารัก เขาเห็นแต่ว่าความรักทำให้คนยอมทำเรื่องต่ำช้าเลวทรามอย่างเช่นตอนนี้ที่ลี่จูทำอยู่ เขาคิดถูกแล้วที่ไม่มีหัวใจ ไม่รักใครทั้งสิ้น

องค์ชายจะทำอย่างไรต่อไปดีพ่ะย่ะค่ะ ถ้าพระสนมลี่จูไปวังหลวงจริงๆ เห็นทีจะตามตัวกลับได้ยาก จิ้นหูถามแทรก หลีฉีหันไปทางเกตุมุกดาแววตาเคร่งขรึมเย็นชา

ปี้หู่เจ้าต้องขึ้นไปเมืองมนุษย์กับข้า หากเจ้าไม่ไปดีๆหรือคิดจะหนีข้า ข้าจะจับเจ้าคว้านท้องแล้วสับเป็นหมื่นชิ้นโยนให้เป็นอาหารเต่าทะเล”

องค์ชายบ้าอำนาจ ท่านขู่หม่อมฉันแบบนี้ได้ยังไง

เจ้าอยู่ที่นี่ก็เหมือนรอวันตายขึ้นไปเมืองมนุษย์ยังได้ทำประโยชน์ให้ข้าบ้างแบบนี้ไม่ดีกว่าเหรอ ถ้างานนี้เจ้าทำสำเร็จเป็นที่พอใจ นอกจากเจ้าจะมีลมหายใจต่อไปข้ายังจะตกรางวัลให้อีกอย่างงาม

เกตุมุกดามีความคิดดีๆผ่านวาบเข้ามาในสมองทันที การได้ขึ้นไปเมืองมนุษย์นั้นมีข้อดีหลายส่วน อย่างแรกก็อาจจะมีทางหนีรอดจากเงื้อมือองค์ชายมังกร เธอไม่อยากได้ของรางวัลจากเขาหรอก เธออยากกลับบ้านมากกว่า เธออาจจะขอความช่วยเหลือจากใครก็ได้เพื่อหาทางกลับบ้าน อย่างที่สองเธอยังได้ขึ้นไปชมวังหลวงของจริงด้วยไม่ใช่แค่ในภาพจำลองที่เห็นผ่านกระดาษมันจะดีแค่ไหนที่เธอได้เห็นวังหลวงของจริงสักครั้ง นั่นเป็นสิ่งที่น่ายินดีน้อยเสียเมื่อไรล่ะ ไม่ใช่ว่าใครจะมีโอกาสได้เห็น แล้วถ้าโชคดีได้พบฮ่องเต้ตัวเป็นๆก็คงจะดีมากเกตุมุกดารีบหันไปหาหลีฉีแล้วตอบตกลงอย่างรวดเร็วทันที

ก็ได้หม่อมฉันตกลงจะขึ้นไปเมืองมนุษย์กับท่าน หลีฉีถึงจะแปลกใจอยู่หลายส่วนแต่เขาก็บอกตัวเองแล้วว่าจะไม่ปล่อยให้เกตุมุกดารอดสายตาไปได้แม้แต่นิดเดียว

เจ้าต้องอยู่ที่วังหลวงคนเดียว” เกตุมุกดาพยักหน้า “งั้นก็ดี ถ้าเข้าใจแล้วข้าจะเป็นคนพาเจ้าไปเอง แต่ก่อนอื่นเจ้าต้องเปลี่ยนเครื่องแต่งกายใหม่เสียก่อนเพื่อให้เหมือนหญิงสาวบนเมืองมนุษย์ และที่สำคัญจงเก็บรักษาแหวนหยกไว้ให้ดีเพราะมันจะนำเจ้ากลับสู่วังบาดาลได้อีกครั้ง

หลีฉีก็ยังไม่สิ้นความอยากรู้ว่าใครกันที่มอบแหวนหยกวงนี้ให้นาง แต่เวลานี้เขาต้องรีบตามลี่จูกลับมารับโทษที่วังบาดาลก่อนที่ท่านเจ้าสมุทรจะรู้เรื่องเข้า เรื่องที่ลี่จูหนีไปเมืองมนุษย์เขาเองก็มีความผิดอยู่หลายส่วน

“เจ้าเข้าใจสิ่งที่ข้าต้องการแล้วใช่หรือไม่”

หม่อมฉันเข้าใจแล้ว หม่อมฉันจะไม่มีทางทำแหวนหายและจะพาพระสนมลี่จูขององค์ชายกลับมาให้ได้

หลีฉีพยักหน้า หันไปสั่งให้สาวใช้นำเกตุมุกดาไปที่ตำหนักทิศใต้ แล้วให้สาวใช้จัดแจงเรื่องเสื้อผ้าให้นางใหม่

จิ้นหูที่ติดตามหลีฉีมาตลอดได้โอกาสจึงถามขึ้นหลังเกตุมุกดาเดินลับตาไปแล้ว “องค์ชายเชื่อใจนางได้หรือพ่ะย่ะค่ะ ถ้าหากนางหนีไปจะทำอย่างไร เพราะนางมีพลังของไข่มุกที่ทหารไม่อาจสู้ได้ มีแต่องค์ชายองค์เดียวที่ปราบนางอยู่ กระหม่อมเป็นห่วงกลัวว่านางจะหนีไปแล้วเราจะไม่ได้ไข่มุกคืน” คำพูดของจิ้นหูคือสิ่งที่หลีฉีกังวลเช่นกัน แต่เขาไม่มีทางเลือกแล้วอย่างไรต้องได้ทั้งไข่มุกและสนมลี่จูกลับคืนมา ไข่มุกนั้นสำคัญต่อชาวบาดาลเพราะเป็นของวิเศษที่ได้รับบัญชาจากองค์เง็กเซียนให้ดูแลให้ดี เป็นของล้ำค่าที่เหล่าเทพเซียนบนสวรรค์ยังต้องลงมาขอชื่นชมความงดงาม มีเหล่าเทพอยากได้เป็นเจ้าของแต่ยังไม่มีใครได้ครอบครอง แต่ของสำคัญนั้นกลับไปอยู่ในร่างของหญิงคนหนึ่งและนางก็เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา

หลีฉีคิดอย่างเศร้าใจเขาไม่น่าพลาด ปล่อยปละละเลยให้เกิดเหตุการณ์น่าเศร้าเช่นนี้เลย อีกไม่นานเจ้าสมุทรก็ต้องรู้แน่นอนว่าไข่มุกหายไป เขาถึงต้องรีบจัดการนำไข่มุกออกมาจากร่างนางแต่ทว่าก็ถูกขัดด้วยเรื่องของลี่จู ถึงเขาไม่รักนางแต่เขาก็อดเป็นกังวลไม่ได้ว่านางหนีขึ้นไปจะเป็นอันตรายถึงชีวิต นางเป็นคนอ่อนโยน ค่อนไปทางอ่อนแอ แต่ก็มีนิสัยดื้อดึงเอาแต่ใจจะมีชีวิตอยู่ในวังหลวงได้อย่างไร

“จิ้นหูเจ้าไปเฝ้าปี้หู่ไว้ พลังของเจ้าถึงสู้นางไม่ได้แต่ข้าเชื่อว่าพอรับมือนางได้ อีกอย่างข้าคิดว่านางไม่คิดหนี” หลีฉีสั่ง เขามีความรู้สึกว่าเกตุมุกดาไม่ใช่คนไร้คุณธรรมเสียทีเดียว ไม่เช่นนั้นนางคงไม่สามารถครอบครองไข่มุกหั่วจูได้ ถึงนางจะทำเรื่องยุ่งมากมายไว้ก็ตาม

“กระหม่อมจะรีบไปเฝ้านางตามที่องค์ชายสั่ง”

“ดี” หลีฉีจะเดินออกไป แต่จิ้นหูก็เรียกไว้อีก

“องค์ชาย ยังมีอีกเรื่องพ่ะย่ะค่ะ สนมชิงชิงธิดาใต้เท้าหนานหลงเซียเดินทางมาถึงวังบาดาลแล้วพ่ะย่ะค่ะ สาวใช้ของนางบอกว่านางเป็นลมเมาคลื่นทะเลอยู่หน้าวังจึงทำให้เดินทางมาช้า แต่ตอนนี้นางมาถึงแล้ว” หลีฉีเงียบไปอย่างอึดอัดใจ การรับสนมก็เพื่อสัมพันธไมตรีและเพื่อเสริมสร้างบารมีให้เขาเท่านั้น จิ้นหูเห็นองค์ชายของตนเงียบไปจึงพูดเร่งรัด

“องค์ชายควรจะรีบดำเนินการรับนางเป็นสนมได้แล้วนะพ่ะย่ะค่ะ ไต้เท้าหนานหลงเซียเป็นผู้ดูแลอ่าวใหญ่ของไป๋เห่ยเป็นที่ยำเกรงของใต้เท้าหลายท่าน”

สนมเก่าก็ก่อเรื่องวุ่นวายสนมใหม่ก็ต้องรับตามประเพณียามนี้เขาคงจะประสบเคราะห์กรรมเข้าให้แล้วถึงได้มีเรื่องวุ่นวายมิได้หยุดหย่อน หลีฉีถามเสียงขรึม

“ตอนนี้สนมชิงชิงนางอยู่ที่ไหน”

“กระหม่อมให้สาวใช้นำขบวนเกี้ยวของพระสนมชิงชิงไปที่ตำหนักเหลียนฮวาแล้วพ่ะย่ะค่ะ ตอนนี้นางรอองค์ชายอยู่ที่นั่น” ในเมื่อปฏิเสธมิได้ก็ควรปฏิบัติให้ถูกต้องตามธรรมเนียม หลีฉีทอดถอนใจ

“ข้าจะไปตำหนักเหลียนฮวา อีกหนึ่งชั่วยามเจ้าไปรอข้าที่ตำหนักลู่หลิง ข้ามีเรื่องงานจะสั่งงานเจ้าก่อนข้าขึ้นไปเมืองมนุษย์”

“น้อมรับพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ”

 

ภายในตำหนักเหลียนฮวาถูกตกแต่งอย่างสวยงามทั้งภาพวาดดอกโบตั๋นและยังมีตู้โต๊ะที่ทำจากไม้เนื้อดี ทันทีที่หลีฉีผลักประตูเข้าไป ร่างอ้อนแอ้นของคนที่นั่งอยู่บนตั่งก็หันมามอง

“ข้าคือองค์ชายหลีฉี ส่วนเจ้าคือชิงชิงธิดาไต้เท้าหนานหลงเซียใช่หรือไม่” ครั้งนี้เขาถามเพื่อให้แน่ใจไม่ให้เกิดความผิดพลาดเหมือนครั้งที่มีหญิงแปลกหน้าเข้ามาทำให้เข้าใจผิด

ชิงชิงหายตกใจแล้วก็ลุกไปคำนับอย่างนอบน้อมด้วยกิริยาอ้อนแอ้น “ถวายพระพรองค์ชายเพคะ หม่อมฉันชื่อชิงชิงธิดาไต้เท้าหนานหลงเซียไม่ผิดตัวเพคะ”

หลีฉีโบกมือ “ลุกขึ้น เห็นเจ้ามาถึงวังบาดาลได้อย่างปลอดภัยข้าก็โล่งใจ”

“ขอบพระทัยองค์ชายเพคะ ก่อนเดินทางมาถึง หม่อมฉันเกิดรู้สึกวิงเวียนหน้ามืดจึงทำให้มาพบองค์ชายล่าช้าไปหลายชั่วยาม ต้องขอประทานอภัยเพคะ” ชิงชิงบอก ลอบช้อนตาขึ้นมองแล้วแก้มแดง องค์ชายมังกรหล่อเหลาคมสันไม่ผิดคำเล่าลือ

“ตอนเจ้าเดินทางมานั้น วังบาดาลกำลังเกิดคลื่นลมแรง เจ้าเกิดอาการหน้ามืดก็ไม่ใช่เรื่องแปลก” หลีฉีบอก พลางนึกไปถึงตัวต้นเหตุที่สร้างเรื่องวุ่นวาย ป่านนี้นางจะก่อเรื่องยุ่งอะไรที่ตำหนักทิศใต้หรือเปล่า

ทว่าท่าทางซวนเซขณะลุกของชิงชิงก็ทำให้องค์ชายลืมหญิงอีกคน ตรงเข้าไปประคองชิงชิง แล้วพาไปนั่งที่ปลายเตียง ชิงชิงก้มหน้าหลบด้วยความเขินอาย แต่สิ่งที่นางรู้มาจากมารดาที่อบรมก่อนออกเรือนก็คือนางต้องปฏิบัติเรื่องบนเตียงให้องค์ชายพอใจให้ได้เพื่อให้เป็นที่โปรดปราน และเมื่อนั้นบิดาของนางจะได้มีกำลังพลที่มั่นคงมากขึ้นในท้องทะเลเป๋ยไห่

นึกได้ดังนั้นชิงชิงก็คลี่ยิ้มอ่อนหวาน “องค์ชายจะค้างคืนที่นี่ใช่หรือไม่เพคะ”

“ต้องเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว”

ชิงชิงได้ยินดังนั้นก็ไม่รีรอ ค่อยๆใช้มือเรียวยาวขาวผ่องเปลื้องเสื้อผ้าตัวเองออกจากตัวจนเหลือแต่ชุดซับในสีขาวที่เป็นเสื้อและกางเกง นางหันไปจัดการให้หลีฉีบ้าง องค์ชายมังกรไม่ขัดขวางปล่อยให้นางจัดการตามอำเภอใจ แม้นางจะทำเงอะๆเงิ่นๆแต่นางก็ทำจนเสร็จ จากนั้นหลีฉีก็เอนตัวนางลงบนเตียงแล้วล้มตัวลงนอนข้างๆนาง

สนมใหม่เฝ้ารอจะเกิดปรากฏการณ์สั่นสะเทือนเลื่อนลั่นอย่างที่ใครๆกล่าวถึงยิ่งมีโอกาสใกล้ชิดองค์ชายมังกรรูปงามประดุจหยกเนื้อดีสมคำเล่าลืองามไม่แพ้เทพบนสวรรค์อย่างที่ท่านพ่อกล่าวไว้

 แต่รอแล้วรอเล่าจนผ่านไปหนึ่งชั่วยาม องค์ชายมังกรก็ไม่ทำอันใดนอกจากนอนร่วมเตียงกับนางและหลับไปเท่านั้น ชิงชิงงุนงงไม่เข้าใจว่านางทำอะไรผิดขั้นตอนไป ครั้นจะปลุกเร้าเองก็ไม่กล้านางรู้สึกกระดากอาย นางจึงได้แต่นอนกระวนกระวายอยู่อย่างนั้น ครั้นพานิ้วน้อยๆ จะวางลงบนแขนกำยำลองเล่นปูไต่ก็กลัวว่าองค์ชายจะไม่พอพระทัยแล้วหุนหันออกไป คิดแล้วชิงชิงก็ยังหาวิธีให้องค์ชายหลีฉีหันมาสนใจไม่ได้ จนในที่สุดตัวเองก็เผลอหลับไป ไม่รู้ว่าหลีฉีออกไปตอนไหนด้วยซ้ำ

 

ฟากตำหนักทางทิศใต้ เกตุมุกดากำลังวุ่นวายกับการแต่งตัวแบบสาวชาวจีนโบราณ เธอเพิ่งอาบน้ำเสร็จ และกำลังปวดหัวกับชุดที่แสนจะรุ่มร่าม แต่ในเมื่อเข้าเมืองตาหลิ่วก็ต้องหลิ่วตาตาม เธอต้องทำตัวเป็นปี้หู่หรือจิ้งจกเหมือนที่องค์ชายมังกรว่าให้ได้เพื่อเอาชีวิตรอดในดินแดนต่างถิ่งต่างที่ที่สำคัญต่างยุคสมัยอีกด้วย

เราต้องใส่ชุดแบบนี้จริงๆใช่ไหม เฮ้อ จะทำยังไงได้

เกตุมุกดาเปลี่ยนจากสาวทะมัดทะแมงกลายเป็นสาวหวานตามแบบสมัยนิยมของจีนโบราณขึ้นมาทันที เส้นผมยาวสลวยถูกเกล้าเป็นมวยใหญ่ตรงกลาง

“ผมของท่านเงางามนัก ข้าไม่เคยเห็นเส้นผมของใครเป็นมันวาวเท่าท่านมาก่อนเลยเจ้าค่ะ” สาวใช้ที่เพิ่งช่วยแต่งตัวเสร็จบอกผ่านกระจกทองสำริด หลังแต่งตัวเสร็จก็เป็นขั้นตอนการทำผม

เกตุมุกดาหันมามองเงาตัวเอง ตอนนี้เธอสามารถเดินปะปนกับสาวจีนโบราณในยุคนี้ได้อย่างไม่ผิดเพี้ยน จะยิ้มก็ยิ้มไม่ออกที่สาวใช้ชมเพราะยังงงกับตัวเอง

“ถ้าท่านไม่ชอบ ข้าทำให้ใหม่ก็ได้นะเจ้าคะ ท่านบอกข้าได้ว่าชอบหรือไม่ชอบอะไร” สาวใช้ถามขึ้นอีกเมื่อเห็นเกตุมุกดาไม่ตอบ

เกตุมุกดาดึงสายตากลับมาแล้วยิ้มให้สาวใช้ที่ยังดูเด็กอยู่มากอายุน่าจะไม่เกินสิบห้า “เรียกข้าว่าพี่ซินซินเถอะ และที่เจ้าชมว่าผมข้าสวยนั้นเป็นเพราะข้าใช้ครีมหมักผมทุกสัปดาห์ บางทีข้าก็ไปอบไอ้น้ำ”

“ครีมหมักผมเป็นยังไงหรือคะท่านพี่” สาวใช้ขมวดคิ้วถาม การแต่งตัวของซินซินก็แปลกอยู่แล้วแถมยังมีคำพูดที่ฟังไม่เข้าใจอีก

“ครีมหมักผมก็คือสารบำรุงที่ทำขึ้นเพื่อช่วยให้เส้นผมนุ่มสลวยเงางาม เราใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่อีกราวพันกว่าปีจะคิดขึ้นได้ มันจะสะดวกสบายมากเพราะแค่เพียงนำมาหมักทิ้งไว้ไม่ถึงหนึ่งชั่วยามก็ทำให้เส้นผมนุ่มสลวยอย่างที่ต้องการ”

สาวใช้คนเดิมผงะไปแล้ว ยิ่งขมวดคิ้วแน่นขึ้นกว่าเดิม เกตุมุกดาจึงหยุดพูดแล้วไม่อธิบายอะไรอีกขืนพูดมากกว่านี้ต้องถูกมองว่าเป็นคนบ้าแน่แค่นี้เธอก็ถูกสายตาที่อ่านออกได้ว่ามองเธอราวกับสิ่งประหลาดนอกโลกจ้องมองอยู่

“เรื่องนั้นช่างเถอะ และต่อไปเจ้าไม่ต้องเกรงกลัวข้า คิดเสียว่าเราเป็นพี่น้องกันก็ได้ ส่วนผมที่เจ้าทำให้ข้า ข้าคิดว่าทำเป็นโบว์สองข้างดีกว่า มวยอันใหญ่อันเดียวอยู่ตรงกลางศีรษะมองดูเหมือนมีเจดีย์อยู่บนหัว” สาวใช้ยกมือปิดปากหัวเราะเบาๆทันที

“ท่านพี่ซินซินช่างคิดจริงๆ ทำเป็นมวยเหมือนโบว์สองข้างใช่ไหมเจ้าคะ แปลกใหม่ดีจังเจ้าค่ะข้ายังไม่เคยเห็นทั้งบาดาลและเมืองมนุษย์มีคนทำผมแบบนี้มาก่อน ข้าจะลองทำให้ท่านพี่ดูนะเจ้าคะว่าใช่อย่างที่ท่านต้องการหรือไม่”

เกตุมุกดายิ้มรับ แล้วตื่นเต้นกับการได้เห็นทรงผมที่ตัวเองออกแบบใหม่ และกลายเป็นทรงผมยอดฮิตของสาวๆในราชวงศ์ถังต่อมา

ผมทรงช่อโบว์สองข้างเสร็จแล้ว เกตุมุกดามองอย่างชื่นชม ที่ทำให้ตัวเองดูเด็กลงอีกเป็นกองจากผมทรงนี้ “ขอบใจเจ้ามากนะ เจ้าชื่ออะไรข้ายังไม่รู้ชื่อเจ้าเลย”

สาวใช้บอกชื่อของนางมาแล้วเกตุมุกดาก็มอบต่างหูไข่มุกที่ติดตัวมาชิ้นหนึ่งให้นางไป “นี่เป็นต่างหูไข่มุกของแท้ในศตวรรษที่ยี่สิบ ข้าให้เจ้าเป็นของขวัญที่เราได้พบกัน” เกตุมุกดายื่นให้ นางคิดว่าการมอบของกำนัลเล็กๆน้อยๆให้สาวใช้เป็นธรรมเนียมที่ควรจะทำเพื่อซื้อใจพวกนางไว้

“ขอบคุณท่านพี่มากค่ะ แต่มันใส่ยังไง”

“ไว้ข้าจะสอนนะ แต่ตอนนี้ข้าขอถุงพกใบเล็กๆสักใบสิ เจ้าพอหาให้ข้าได้ไหม”

“ได้สิคะ ข้าจะรีบนำมาให้ท่าน”

สาวใช้หายไปไม่นานก็กลับมา เกตุมุกดารับถุงพกมาแล้วถือในมือ แล้วบอกให้สาวใช้ไปพักผ่อนได้ เกตุมุกดารอจนสาวใช้ปิดประตูแล้วจึงนำสร้อยคอทองคำกับนาฬิกาและแหวนทองที่ติดตัวตอนจมน้ำออกมาเก็บใส่ถุงพก

ความเหงาพาดผ่านหัวใจ แต่ก็ถูกผลักดันให้กลับออกไป ยังมีภารกิจที่ต้องทำอีกมาก ไหนจะต้องเอาไข่มุกออกมาและยังต้องไปตามหาสนมลี่จูกลับมาให้ได้เพื่อรักษาลมหายใจของตัวเองเอาไว้ เธอจะต้องมีชิวิตอยู่รอดในยุคนี้ให้ได้เพื่อที่จะหาทางกลับไปโลกปัจจุบัน เกตุมุกดาถอนใจไม่รู้ว่าสนมลี่จูเป็นคนยังไง รูปร่างหน้าตาจะสวยงามขนาดไหน และที่สำคัญตอนนี้นางอยู่ที่ไหน เธอจะต้องไปตามหาให้เจอแล้วพานางกลับมาวังบาดาลให้ได้

 

ราชวงศ์ถัง ในรัชสมัยของฮ่องเต้ถังเกาจง

ภายในพระราขวังต้าหมิง ตำหนักบูรพาอันเป็นที่พำนักขององค์รัชทายาท บัดนี้กำลังมีการคัดเลือกเหล่าสาวงามที่คัดมาจากตระกูลขุนนางใหญ่ในวังหลวงเพื่อมาเป็นสนม ฮองเฮาหนิงหลงกำลังนั่งบนตั่งที่ยกสูงกลางลานโล่งหน้าตำหนัก เพื่อเลือกสนมให้กับโอรส

ลี่จูยืนอยู่ตรงลาน เป็นหนึ่งในสาวงามที่มาคัดเลือก ไท่จือหรือองค์รัชทายาทเสด็จมาร่วมการคัดเลือกด้วย แรกเห็นลี่จูก็ทำให้หัวใจหวิวไหว ความงามของนางตราตรึงจนทำให้ไท่จือลุ้นกับพระราชมารดาว่าจะคัดนางเข้ามาเป็นสนมให้เขาหรือไม่

ฝ่ายลี่จูเองเมื่อเห็นไท่จือที่นั่งอยู่บนตั่งข้างๆพระราชมารดาก็ใจเต้นรัว แม้จะมีผ้าโปร่งบางคั่นนางและองค์ชายอยู่แต่นางก็จดจำได้แม่นยำว่านั่นคือชายที่เคยช่วยชีวิตนางไว้ ลี่จูไม่กล้าเงยหน้าขึ้นไปมองเต็มตาเพราะมีขันทีหลายคนจ้องอยู่ นางก้มหน้ามองพื้นดินแต่เหตุการณ์หนหลังก็หลั่งไหลมาให้นางหัวใจพองโต

เมื่อสารทฤดูปีที่แล้วนางหนีมาเที่ยวบนเมืองมนุษย์ แต่ทำแหวนหยกหายจนทำให้กลับเมืองบาดาลไม่ได้ นางแหวกว่ายอยู่กลางทะเลจนถูกชาวประมงที่หว่านแหมาจับนางไป นางกำลังถูกนำไปขายเพื่อนำไปเป็นอาหารต่อแต่องค์ชายรูปงามคนหนึ่งที่ขี่ม้าขาวปลอดมากับขบวนองค์รักษ์ก็เห็นเข้า แล้วซื้อนางไปปล่อยกลับทะเล

ตอนนั้นบิดานางรู้เรื่องแล้วเพราะนางหายไปนาน บิดาจึงตามมาช่วยนางกลับวังบาดาลได้ แต่นางไม่เคยลืมองค์ชายรูปงามที่มีพระคุณช่วยชีวิตนางไว้ นางได้ยินทหารองค์รักษ์เรียกว่าไท่จือ นางจึงรู้ว่าเขาเป็นใคร และนางจะตามหาเขาพบได้ที่ใด ที่ผ่านมานางพยายามลืมไท่จื่อเพราะสำนึกอยู่ตลอดเวลาว่าตนเป็นสนมขององค์ชายมังกรที่รูปงามเป็นที่เลื่องลือไปทั้งสามภพแต่ตลอดเวลานางรู้ดีอยู่แก่ใจว่าองค์ชายหลีฉีนั้นมาหานางตามหน้าที่เท่านั้นหาได้มาด้วยใจ แม้ว่าสิ่งที่นางทำจะผิดแต่ก็ขอให้นางได้มีรักจริงสักครั้งนางยอมแลกกับทุกสิ่ง

ลี่จูยืนก้มหน้า นางหนีขึ้นมาจากวังบาดาลได้แล้วและตอนนี้เหลือเพียงให้ฮองเฮาหนิงหลงเลือกนางเข้าเป็นสนมขององค์ชายเท่านั้น สิ่งที่นางสู้ลงแรงทำมาก็จะประสบผลสำเร็จ นางลงทุนใช้มนต์สะกดขุนนางที่อยู่ชานเมืองคนหนึ่งให้ส่งนางเข้าคัดเลือกการเป็นสนมด้วย

นางลอบมองไปที่ตั่งด้านหน้า ได้ยินเสียงกังวานของขันทีว่าคนสุดท้ายที่จะได้รับคัดเลือกก็คือเหลียนลี่จู นางไม่เคยได้ยินคำใดที่ไพเราะมากที่สุดเท่าตอนนี้ ชื่อนางที่หลุดออกมาจากปากขันที บอกใหรู้ว่านางได้รับคัดเลือก ลี่จูยิ้ม ลอบมองไปที่ตั่ง ก็ไม่เห็นองค์ชายแล้ว

“กงกง คืนนี้ส่งทะเบียนรายชื่อสนมให้ข้าเลือก วันนี้ข้ามีสนมในใจที่จะเลือกแล้ว” เสียงไท่จือบอกกับขันทีคนสนิท

 

หลีฉีสั่งงานจิ้นหูให้ดูแลความเรียบร้อยของวังบาดาลแทนตน เขากำชับจิ้นหูว่าห้ามแพร่งพรายเรื่องที่ลี่จูหายไปรวมถึงเรื่องไข่มุกหั่วจูด้วย แต่ขณะที่เขาสั่งงานจิ้นหูที่ตำหนักลู่หลิงอยู่นั้น ที่ประตูด้านหน้าตำหนัก สนมใหม่ที่ไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรผิดไปจนไม่ถูกใจองค์ชายมังกรก็มานั่งคุกเข่าอยู่ด้านหน้า

บังเอิญได้ยินการสนทนาที่ไม่เบาเลย สนมลี่จูหนีไปเมืองมนุษย์อย่างนั้นเหรอ และองค์ชายจะไปตามกลับ สนมใหม่ชิงชิงคิดแผนการในใจทันที ตอนนี้นางเป็นสนมแล้วก็จริงแต่องค์ชายก็ไม่แตะต้องนางเลย เท่ากับนางไม่เป็นที่โปรดปราน แล้วถ้าลี่จูกลับมาอะไรจะเกิดขึ้นเพราะนางได้ยินมาว่าบรรดานางสนมทั้งหมดลี่จูเป็นคนที่องค์ชายหลีฉีแวะไปหาบ่อยที่สุด ถ้าลี่จูกลับมานางมิต้องแห้งเหี่ยวตายคาตำหนักหรอกหรือ แล้วไหนที่ท่านพ่อสั่งมาอีก ว่าต้องทำเพื่อครอบครัว ห้ามละทิ้งสิ่งสำคัญนี้เด็ดขาดยังไงนางก็ต้องขึ้นเป็นสนมคนโปรดให้ได้ไม่แน่องค์ชายหลีฉีที่ใครต่างล่ำลือว่าไม่มีหัวใจ นางนี่แหละจะเป็นผู้กุมหัวใจมังกร

ชิงชิงคิดแผนการอยู่ในใจเงียบๆ “สนมชิงชิง เจ้ามาทำอะไรอยู่ที่นี่”

ชิงชิงเงยหน้าขึ้นมองอ่อนหวาน “หม่อมฉันจะมาเฝ้าองค์ชายเพคะ”

“ลุกขึ้นก่อน เจ้ามีอะไรก็ว่ามา”

“องค์ชายไม่พอพระทัยอะไรหม่อมฉันหรือไม่เพคะ หม่อมฉันร่างกายอ่อนแอไม่เป็นที่โปรดปรานหรือเปล่า”

ความกังวลใจของชิงชิงทำให้หลีฉีหงุดหงิดอันที่จริงนางงดงามมากสมกับคำเล่าลือที่ได้ยินมาแต่เวลานี้เขามีเรื่องวุ่นวายให้คิดจนความงามของนางไม่ได้สั่นสะเทือนความรู้สึกเขาได้เลย

“เหตุใดเจ้าจึงคิดเช่นนั้น”

“เอ่อ หม่อมฉัน...”

หลีฉีรู้สึกผิดขึ้นมาเพราะเขาเย็นชากับเหล่าสนมเกินไปหรือเปล่า เจ้าแห่งวังบาดาลหยิบไข่มุกออกมาจากแขนเสื้อกว้างเพื่อตัดปัญหา “นี่คือไข่มุกจันทราของล้ำค่าของข้า ข้ามอบให้เจ้า มันเป็นเครื่องแทนความรู้สึกที่ข้ามีต่อเจ้า เจ้าคงรู้สึกดีขึ้น”

ชิงชิงยิ้ม “ขอบพระทัยเพคะ”

“ทีนี้เจ้าก็กลับตำหนักได้แล้ว หลายวันนี้ข้าจะไม่อยู่ เจ้าต้องรักษาตัวให้ดี”

“เป็นพระกรุณามากเพคะที่ห่วงใยหม่อมฉัน” ชิงชิงซึ้งน้ำตารื้น

“เข้าใจก็ดีแล้ว งั้นข้าจะไปส่งเจ้าที่ตำหนัก เจ้าจะได้พักผ่อน”

บุรุษย่อมต้องถนอมดอกไม้งาม หลีฉีเองก็คิดเช่นนั้น และยิ่งหญิงงามคนนั้นได้ชื่อว่าเป็นเมีย ถึงอย่างไรจะทิ้งขว้างก็ใช่ที่ เขาควรดูแลนางตามสมควร ให้ของมีค่าตามหน้าที่สามีที่ดี เขาประคองให้นางเดินเคียงข้างกระทั่งไปส่งนางถึงตำหนักเหลียนฮวา

ชิงชิงถวายคำนับองค์ชายเมื่อมาถึงหน้าตำหนัก หลีฉีรอจนชิงชิงปิดประตูแล้วเขาจะหมุนตัวเดินกลับก็เห็นว่ามีใครจ้องอยู่

เกตุมุกาที่อยู่ในชุดจีนโบราณนั่นเอง หลีฉีอยากจะยกมือขยี้ตาว่าเขาตาฝาดหรือไม่ หญิงตรงหน้างดงามราวพระจันทร์คืนเพ็ญ ใบหน้าหวานราวกับดอกท้อต้องสายลม แตกต่างจากวันแรกที่เขาได้พบนาง ก่อนหน้านี้นางยังเหมือนบุรุษมากกว่าผู้หญิง เพราะเสื้อผ้าแปลกประหลาดของนางรวมถึงหน้าตาผมเผ้าก็มอมแมมมาก แต่วันนี้นางคือหญิงงามโดยแท้ เขากระแอมขึ้น

“ปี้หู่เจ้ามายืนอยู่ตั้งแต่เมื่อไร แล้วใครใช้ให้เจ้าเดินเกะกะไปมาในวังบาดาลได้”

เกตุมุกดาไม่ชอบใจนักพลางก้มมองตัวเองที่แต่งตัวสวยงามราวกับเทพธิดาในนิยายจีนปรัมปราเขายังหาว่าเธอเป็นยัยจิ้งจกจอมยุ่งอีก เธอยิ้มกวนๆ กลับไป “หม่อมฉันแค่อยากเดินเที่ยวชมเล่นเท่านั้นเลยเดินเลยมาถึงตรงนี้ องค์ชายไม่เห็นต้องดุด่าหม่อมฉันเลย อีกอย่างถ้าหม่อมฉันไม่ออกมาเดินเล่นหม่อมฉันคงไม่ได้เห็นองค์ชายกำลังเอาใจเมียใหม่ที่ตำหนักนี้ แล้วตกลงองค์ชายจะไปตามหาเมียอีกคนไหม หรือว่าได้เมียใหม่เบื่อนางคนเก่าแล้ว”

“เหลวไหล” หลีฉีชังในความปากกล้าของนางนัก อยากจับนางมาล้วงคอเอาไข่มุกออกแล้วส่งตัวนางกลับไปเมืองมนุษย์โดยเร็วแล้วจากนั้นนางจะเป็นตายร้ายดีอย่างไรเขาก็ไม่ต้องสนแล้ว “ปี้หู่จอมยุ่งเจ้าหยุดพูดจาเพ้อเจ้อเสียที ข้าไม่ลืมว่าจะต้องไปตามสนมลี่จูกลับ นางเป็นเมียของข้า ข้าย่อมใส่ใจเท่ากันทุกคน”

เกตุมุกดาทำหน้ายิ้มๆ “เป็นเช่นนั้นหรอกหรือ แต่ข้ากลับคิดว่าพวกนางเป็นสนมของท่านควรได้รับมากกว่าความใส่ใจ ท่านน่าจะรักพวกนางบ้าง”

หลีฉีคำรามที่ถูกผู้หญิงตัวเล็กๆตรงหน้าใช้วาจาล่วงเกิน “ถ้าเจ้าไม่หยุดพูดอีก เจ้าก็รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น”

“หม่อมฉันมิกล้าพูดแล้ว” เกตุมุกดาแกล้งพูดทรุดตัวลงไปนั่งโขกศีรษะ แต่ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม

หลีฉีรู้ว่านางไม่ได้หวาดกลัวจริงดังท่าทาง และตอนนี้เขาต้องพึ่งนางในการขึ้นไปเมืองมนุษย์เพื่อตามลี่จูกลับมาลงโทษ เขาจึงต้องข่มโทสะลง

“ข้าเป็นองค์ชายมังกร หากข้าอยากจะฆ่าเจ้า ข้าทำเมื่อไรก็ได้ เจ้าก็รู้ดี และควรรู้จักหวาดกลัวข้าบ้าง ทั้งเมืองมนุษย์และสวรรค์ยังยำเกรงข้าในฐานะมังกรผู้พิทักษ์มหาสมุทรเป๋ยไห่ แต่เจ้าเป็นแค่มนุษย์ธรรมดาแต่กล้าใช้วาจาสามหาวกับข้า เจ้าช่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง” หลีฉีตวาดแต่นางตรงหน้าแม้จะทรุดตัวนั่งอยู่แต่นางยังกล้าเงยหน้าขึ้นมาสบตาเขา

ดวงตาสุกใสราวกับพระจันทร์คืนเพ็ญทำให้หลีฉีเผลอสบประสานด้วยนานอย่างวาบหวามใจ

“ที่จริงหาวเดียวหม่อมฉันก็หลับแล้ว ไม่ต้องถึงสามหาว” เกตุมุกดาพึมพำ “เอาเถอะเพคะองค์ชาย หม่อมฉันไร้การอบรมสั่งสอนไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง หม่อมฉันขอประทานอภัย โปรดอย่าลงโทษหม่อมฉันเลยนะเพคะ”

หลีฉีรู้สึกดีขึ้นที่เกตุมุกดารู้จักหวาดกลัวเขาขึ้นมาบ้าง “ดี ถ้าเช่นนั้นเจ้าลุกขึ้นได้ ข้าจะขึ้นไปเมืองมนุษย์เดี๋ยวนี้” หลีฉีว่าแล้วก็ออกเดินนำหน้าไปทันทีแต่ถูกเกตุมุกดาคว้าชายเสื้อไว้แล้วรีบปล่อยเมื่อหลีฉีหันมามองด้วยสายตาดุๆ

“ขอประทานอภัยเพคะ คือ หม่อมฉันอยากจะถามองค์ชายว่าหม่อมฉันจะขึ้นไปเมืองมนุษย์ยังไงเพคะ หม่อมฉัน เอ่อ ไม่รู้วิธี”

หลีฉีทำหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม “เจ้ามาด้วยวิธีไหนข้าก็จะพาเจ้าขึ้นไปด้วยวิธีนั้น”

“หม่อมฉันมาทางเครื่องบิน แล้วจะขึ้นไปอย่างไรล่ะเพคะองค์ชาย” เกตุมุกดาเดินตาม ถามไม่หยุด หลีฉีไม่สนใจที่เธอพูดแต่พอเขาหันมาเกตุมุกดาก็นิ่งขึงไป รู้สึกว่าร่างทั้งร่างคล้ายสิ้นเรี่ยวแรง

เกตุมุกดาตัวลอยละลิ่วร่างทั้งร่างเบาหวิวรู้สึกเหมือนอยู่ในความฝัน ร่างกายกำลังพุ่งทะยานขึ้นไปที่ใดสักที่ด้วยความรวดเร็ว รอบตัวมีแต่ความเย็นแต่มีไออุ่นจากที่ใดสักที่คอยโอบรัดร่างเธอไว้ราวกับจงอางหวงไข่ แต่ถ้าเธอมีสติรู้ตัวเธอจะต้องตกตะลึงมากที่พบว่าสิ่งที่โอบรัดร่างไว้คือมังกรดำตัวโตที่กำลังพาพุ่งทะยานขึ้นสู่ผิวน้ำเพื่อขึ้นไปถึงแผ่นดินเมืองต้าถัง

แผ่นฟ้ามีฟ้าคำรามเลื่อนลั่น เมื่อทะเลแผ่ระลอกคลื่นออกไปไกลเพราะมังกรดำกำลังทะยานแหวกขึ้นมา

 

เมืองฉางอาน 

คนจีนเชื่อกันว่าการได้ขี่หลังมังกรจะเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต แต่เกตุมุกดากำลังถูกมังกรกอดไว้จะเรียกว่าเป็นยิ่งกว่าสิริมงคลหรือสุดจะอดทนก็ไม่รู้เพราะรู้สึกอึดอัดมาก เมื่อขึ้นมาถึงผืนดิน นางก็ยังไม่ได้สติฟื้นคืน หลีฉีกลับร่างเป็นมนุษย์วางนางลงกับพื้น

พละกำลังวิเศษจากไข่มุกหั่วจูในตัวนางใช้ไม่ได้เมื่อออกนอกวังบาดาลหลีฉีตั้งใจจะบอกหลังจากที่นางตื่นขึ้นมา นางจะเป็นเหมือนมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น แต่นางจะยังสื่อสารฟังพูดอ่านเขียนได้เหมือนเดิม ดังนั้นเมื่อไม่มีฤทธิ์ไข่มุกช่วย สภาพนางตอนนี้จึงอ่อนเพลียมาก หลีฉีจำต้องอุ้มนางไว้แล้วเดินไปพักยังศาลาริมทางใกล้ๆ อีกครึ่งชั่วยามนางก็คงจะฟื้น

หลีฉีนั่งเฝ้านาง พินิจใบหน้าและจับชีพจรนางด้วยความเป็นห่วงเพราะหากไม่มีนางแล้วก็ยากจะหาคนมาทำงานแทนจะว่าไปปี้หู่ยอดยุ่งนี่ก็มาถูกจังหวะหรือจะเป็นชะตาแต่ช่างเรื่องของโชคชะตาเถอะองค์ชายมังกรอย่างเขาไม่สนใจกับคำว่าโชคชะตาเพราะเขาเท่านั้นที่เป็นคนกำหนดชะตาชีวิตตนเอง

 สัญญาณชีพนางปกติดีทำให้หลีฉีที่ขมวดคิ้วคลายความกังวล นางเป็นใครมาจากไหน เขาสงสัยยิ่งนัก นางบอกว่าหลงยุคมาจากอนาคตในศตวรรษที่ยี่สิบ เขาไม่เข้าใจที่นางพูด แต่เขาไม่คิดว่านางเพ้อเจ้อเพราะในโลกนี้มีอะไรที่เหลือเชื่ออยู่มากมาย นางอาจหลงยุคมาจริงๆก็ได้

หลีฉีถอนใจ เขาต้องพักเรื่องปริศนาในตัวนางไว้เพียงเท่านี้ เวลานี้เขาต้องรีบนำตัวลี่จูกลับวังบาดาล และหลังจากนั้นก็หาวิธีนำไข่มุกออกจากตัวนาง เท่ากับเขาจะปล่อยให้นางตายไม่ได้ เขาต้องดูแลปกป้องนาง คิดมาถึงตรงนี้องค์ชายมังกรก็ยกมือปาดเหงื่อ องค์ชายมังกรเช่นเขาต้องลดเกียรติมาดูแลปี้หู่คิดแล้วน่าอดสูยิ่งนัก

นางยังหลับพริ้ม หลีฉีมองรอบๆอย่างคุ้นเคย บริเวณนี้อยู่ชายแดนเมืองหลวงแล้ว เดินทางต่ออีกห้าชั่วยามก็จะเข้าสู่เขตวังหลวง พอถึงที่นั่นเขาจะให้นางรีบตามหาลี่จูให้พบ แล้วพากันกลับวังบาดาลไม่มาวุ่นวายกับเมืองมนุษย์อีกเพราะจะผิดกฎสวรรค์ และผิดกฎบาดาล

ระหว่างที่รอให้เกตุมุกดาฟื้นเขาก็ออกเดินไปที่แห่งหนึ่ง พอคล้อยหลังหลีฉีไม่นาน เกตุมุกดาก็ฟื้นลืมตาขึ้น เกตุมุกดายกมือขยี้ตาเนื่องจากแสงแยงตา พอสติกลับมาครบถ้วนก็กวาดมองโดยรอบด้วยความตกใจ เมื่อครู่นางยังยืนอยู่หน้าตำหนักเหลียนฮวาอยู่เลยแล้วทำไมถึงได้มานอนอยู่ที่นี่ องค์ชายหลีฉีคงพามาจะมีใครถ้าไม่ใช่เขาคนนั้น

เกตุมุกดาก้มมองตัวเองก็พบว่ายังสวมชุดจีนโบราณ เนื้อตัวผมเผ้าไม่มีร่องรอยการถูกทำร้ายใดๆ เกตุมุกดาถลึงตัวขึ้นนั่ง ดวงตากวาดมองรอบๆ

“แล้วที่นี่มันคือที่ไหนกัน” เกตุมุกดาพึมพำแล้วออกเดินไปรอบๆ เข้าใจว่าองค์ชายมังกรคงพามาส่งแค่นี้

เสียงผู้คนพูดคุยกันแว่วเข้ามาให้ได้ยิน เกตุมุกดารีบเดินไปทางต้นเสียงนั้นก็ได้รับความกระจ่างกับตัวเองว่ายังหลงยุคอยู่ในเมืองจีนโบราณ เกตุมุกดาเดินมองซ้ายมองขวาด้วยความแปลกตา ที่นี่เป็นชุมชนเล็กๆคาดว่าน่าจะเป็นชานเมืองหลวง เพราะผู้คนที่เดินผ่านเธอไปล้วนแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าเก่ามอซอ หิ้วตะกร้าผุๆในนั้นมีหัวไชเท้าที่เพิ่งไปขุดมาได้ เธอมองเห็นพุทราเชื่อมเคลือบน้ำตาลเหมือนในหนังจีนที่เคยดูท้องก็ร้องอยากจะเข้าไปขอพ่อค้าสักไม้แต่ว่าเธอไม่มีเงิน เกตุมุกดาเดินต่อไปเรื่อยๆ มีผู้คนมองเธอด้วยสายตาแปลกๆ เกตุมุกดามองตัวเองก็ไม่เห็นมีสิ่งใดผิดปกติ

กระทั่งได้ยินเสียงผู้ชายสองคนคุยกันตอนเดินผ่านเธอไป “งามล่มบ้านล่มเมือง”

เกตุมุกดาขมวดคิ้ว สงสัยว่าชายสองคนนั้นพูดถึงใครกัน เกตุมุกดาส่ายศีรษะไปมาแล้วออกเดินต่อ เธอจะไปที่ไหนดี หรือจะเข้าวังหลวงไปตามหาลี่จูเลย แต่เธอจะเข้าไปได้ยังไงเล่าวังหลวงไม่ใช่ห้างสรรพสินค้าที่จะเดินเข้าไปได้ง่ายๆ  สถานที่แห่งนั้นไม่ใช่สถานที่ใครจะทำอะไรตามอำเภอใจได้ หรือคิดอีกทีทำไมเธอไม่ใช้โอกาสนี้หนีไปเสียแล้วหาหนทางกลับบ้านใครเมียหายก็ควรไปตามเอง ถึงเธอจะกินไข่มุกของเขาไปก็ไม่ได้ตั้งใจเสียหน่อย

เธอควรหาทางกลับบ้านไม่ดีกว่าหรือ เธอคิดถึงบ้าน คิดถึงปิงปิงพี่สาว ไม่รู้ว่าทางนั้นจะเป็นอย่างไรกันบ้าง จะคิดว่าเธอตายไปแล้วหรือยัง ถึงอยากช่วยหลีฉีตามหาเมียแต่ควรเป็นหน้าที่เขาผู้ที่ไร้หัวใจจนเมียทนไม่ไหวหนีไปเอง เกตุมุกดาตัดสินใจแล้วว่าจะหนี เธอจะหาเรือสักลำแล้วลอยลำออกไปเพื่อดูว่าประตูมิตินั้นอยู่ที่ใดกันแน่

แต่จะหาเรือได้อย่างไร แต่นึกได้ว่าเธอยังมีทองคำติดตัวอยู่เธอจะหาที่ขายแล้วนำเงินมาจ้างเรือ ความดีใจทำให้มองหันกลับไปหาพ่อค้าที่ขายพุทราเคลือบน้ำตาลสีแดงน่ากินเมื่อครู่แต่เขาหายไปเสียแล้ว

“อดเลย เสียดายจริงๆ ไม่ได้กินพุทรา แต่เดินไปข้างหน้าอาจจะเจอเซ่าปิ่ง” พอนึกได้ว่ายังมีทองความหวังก็มีขึ้นมาบ้าง

 เกตุมุกดารีบเดินหาโรงจำนำ ทว่าขณะรีบเร่งฝีเท้าก็ผ่านศาลเจ้าจีน เธอหยุดเดิน เพ่งมองภายในศาลเจ้าด้วยความอุ่นวาบประหลาดใจขึ้นมาฉับพลัน

ศาลเจ้ามังกร คนจีนไม่ว่าสมัยไหนก็นับถือว่ามังกรคือเทพเจ้าผู้ให้ความอุดมสมบูรณ์ ไม่น่าเชื่อว่าเธอก็เคยเห็นมังกรตัวเป็นๆมาแล้วถึงขนาดได้อิงแอบแนบซบอกมังกรมาแล้วด้วย ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ เกตุมุกดาจะเดินกลับก็เหลือบเห็นป้ายที่เขียนด้วยพู่กันจีนที่แขวนไว้รายรอบในศาลเจ้า ตัวอักษรเขียนด้วยน้ำหนักมือที่มั่นคง สวยงาม อ่านได้ใจความว่า

คนที่ดีต่อเรา เราควรดีต่อด้วย

คนที่ไม่ดีต่อเรา เราก็ควรดีต่อด้วย

เพราะฉะนั้นทุกคน ควรเป็นคนดี

 

คนที่ซื่อสัตย์ต่อเรา เราก็ซื่อสัตย์ต่อด้วย

คนที่ไม่ซื่อสัตย์ต่อเรา เราก็ซื่อสัตย์ต่อด้วย

เพราะฉะนั้นทุกคน ควรเป็นคนซื่อสัตย์

หลังอ่านจบเกตุมุกดาก็จำได้ว่านั่นคือคำสอนของลัทธิเต๋า เกตุมุกดาอยากรู้ว่าเธอหลงมาในยุคราชวงศ์ใดจึงลองสอบถามจากชาวบ้านที่กำลังไหว้ศาลอยู่

“ท่านป้าคะ ข้าขอถามอะไรหน่อย ตอนนี้ฮ่องเต้องค์ใดปกครองบ้านเมืองอยู่หรือคะ”

ท้านป้าคนนั้นมองเกตุมุกดาเหมือนตัวประหลาดมีเขางอก แล้วถอยหนี เพราะการเอ่ยนามฮ่องเต้ออกมานั้นถือเป็นผิดบาป

“เจ้าบ้าไปแล้วหรือเปล่า ฮ่องเต้เป็นถึงโอรสสวรรค์ใครที่เอ่ยพระนามออกมาเท่ากับไม่รู้ที่ต่ำที่สูง”

“ข้าไม่ทราบนี่คะ” ท่านป้าคนนั้นผลักเธออย่างรังเกียจ แล้วรีบหยิบตะกร้าเก่าๆเดินจากไป

เกตุมุกดารีบร้องเรียก “เดี๋ยวก่อนสิคะ เฮ้อ อะไรกันนะ ด่ารัวเลยแล้วก็ชิ่งไปซะแล้ว แล้วจะรู้เรื่องกันไหม” เกตุมุกดาถอนใจ หันกลับไปมองป้ายคำสอนอีกทีก็เหมือนรู้สึกถูกด่าจนหน้าชา เพราะตั้งใจจะหนีองค์ชายมังกรเพื่อหาทางกลับบ้าน

“ถึงเขาไม่ดีต่อเรา เราก็ควรดีต่อด้วย ถึงเขาไม่ซื่อสัตย์ที่ทิ้งเราไว้แบบนี้ เราก็ควรซื่อสัตย์ด้วย” เกตุมุกดาหน้ามุ่ยพึมพำปลอบใจตัวเอง มองศาลเจ้าที่มีรูปสลักมังกรเด่นสง่าอยู่ตรงแท่นบูชาแล้วก็นึกถึงสัญญาที่ตนให้ไว้กับหลีฉีในเมื่อเธอรับปากแล้วก็ไม่ควรเสียสัตย์ ก็ตัดสินใจได้ว่าจะเอายังไงต่อกับชีวิตน้อยๆ ที่มาล่องลอยอยู่ในภพอดีต

เอาเถอะ เธอจะเดินทางเข้าวังหลวงตามหาลี่จูให้พบจากนั้นค่อยหาทางกลับบ้านบิดาเคยสอนไว้เสียชีพได้แต่อย่าเสียสัตย์

 

ฝ่ายหลีฉีเดินกลับมาถึงศาลาริมทางก็ต้องเบิกตากว้างเมื่อไม่พบร่างปี้หู่ตัวเล็กอยู่ที่ศาลา

“นางหายไปไหนหรือว่าหนีไปแล้ว” องค์ชายมังกรขมวดคิ้วแน่น ผลท้อที่สู้ไปเก็บมาหวังจะให้นางกินหลังจากตื่นนอนถูกโยนทิ้งอยู่ตรงนั้น แล้วเดินลิ่วๆเพื่อออกตามหาปี้หู่ตัวแสบที่กล้าหนีเขาไป

 

เกตุมุกดาเดินฝ่าฝูงคนและอากาศที่เริ่มเย็นลงนิดๆของกลางฤดูใบไม้ร่วงด้วยอาการตัวสั่นน้อยๆ อากาศเย็นพอให้รู้สึกหนาวสำหรับคนที่เคยชินอยู่เมืองร้อนมาก่อนแต่ชาวบ้านที่นี่ยังไม่มีใครใส่เสื้อคลุม มองดูเหมือนพวกเขาจะมีความสุขกับอากาศที่กำลังเย็นสบายเสียด้วยซ้ำ

เกตุมุกดาสอบถามจากหญิงสาวคนหนึ่งว่าทางไปเมืองหลวงอีกไกลไหม ก็ได้ความว่าหากเดินเท้าก็อีกห้าชั่วยามได้ เกตุมุกดาขมวดคิ้วเธอจะเดินทางไปถึงเมืองหลวงอย่างไรดี จะจ้างเกวียนนั่งไปดีหรือไม่ ก็นับว่าเข้าท่าดี แต่ตอนนี้หิวเหลือเกิน แวะเข้าไปหาน้ำชาดื่มสักเล็กน้อยดีกว่า

ระหว่างเดินหาร้านน้ำชาสักร้าน เกตุมุกดาก็ชะงักฝีเท้า เพราะมีชายหนุ่มกลุ่มหนึ่งเดินตรงมาหาด้วยท่าทางนักเลงหัวไม้

“แม่นางเจ้าช่างงดงามบาดหัวใจข้ายิ่งนัก แต่ไฉนมาเดินเที่ยวคนเดียว เป็นลูกสาวบ้านไหนกัน หรือว่าแต่งงานออกเรือนไปแล้ว” ชายฝีปากกล้าคนหนึ่งในกลุ่มพูด พาให้อีกสองคนหัวเราะกันครึกครื้น

“ไม่ใช่เรื่องของพวกท่านถอยไปนะ”

“ข้าหวังดีกับแม่นาง หากแม่นางต้องการคนพาเที่ยวพาดื่มข้าสามารถทำให้แม่นางสุขสำราญใจได้”

เกตุมุกดาโกรธจนควันออกหู ไม่ว่ายุคสมัยใด บุรุษก็เจ้าชู้ มักมากในกามไม่เปลี่ยน ถึงขั้นใช้วาจาโลมเลียหญิงสาวกลางถนนเช่นนี้ อันธพาลเกินไปแล้ว เกตุมุกดาไม่รู้ว่าพลังในตัวไม่สามารถใช้ได้ก็ทำตัวพองพูดข่มขู่

“ถ้าไม่อยากตายก็ถอยไปให้ห่างจากตัวข้าไม่เช่นนั้นจะหาว่าข้าไม่เตือน”

“ท่านหมิง” ชายตัวอ้วนเรียกคนที่ฝีปากกล้าที่สุดในกลุ่ม “ข้าไม่เคยเห็นนางมาก่อน นางคงเพิ่งเดินทางมาถึงฉางอาน บางทีนางยังไม่ออกเรือน ข้าอยากได้นางเป็นอนุภรรยา”

“เจ้ามีสิทธิ์อะไรไอ้อ้วนเฉิน ข้าเห็นก่อน ข้าต้องได้นางก่อน”

เกตุมุกดากัดฟันกรอด ยกมือตบหน้าชายสองคนที่กล้าพูดว่าจะให้เธอเป็นอนุภรรยาทั้งสองคน คนละหนึ่งฉาด ชายทั้งสองคนหน้าหันไปเพียงนิดแต่ไม่ถึงกับตัวปลิวเหมือนตอนอยู่วังบาดาลก็สร้างความประหลาดใจแกมตกใจให้กับเกตุมุกดา

ทำไมเป็นแบบนี้ไปได้

“แม่นาง มือไม่เบาเลย แต่ไม่เคยมีใครตบหน้าข้ามาก่อน” ท่านหมิงตวาด

ทว่าเสียงเอะอะโวยวาย ทำให้ชาวบ้านเริ่มมุงดูแต่ไม่มีใครกล้ายุ่ง เพราะหมิงและเฉินคือคุณชายอันธพาลประจำเมือง “แม่ข้ายังไม่กล้าตบตีข้าเหมือนที่เจ้าทำเมื่อครู่ เห็นทีเจ้าต้องได้รับการสั่งสอนเสียแล้ว” ท่านหมิงว่าเสียงกร้าวแต่เกตุมุกดาก็ไม่ยอมแพ้รีบเถียงกลับ

“ท่านพูดไม่ให้เกียรติข้าก่อน”

“ท่านหมิง ท่านต้องทำให้นางยอมสยบนะ พวกชาวบ้านมองดูท่านอยู่ ไม่งั้นท่านเสียหน้าไม่มีใครกลัวเกรงท่านอีกต่อไป” ท่านหมิงกลัวเสียหน้ายิ่งกว่าสิ่งใด หากไม่สามารถนำนางมาเป็นอนุภรรยาได้คงจะเสียชื่อคุณชายอันธพาลก็คราวนี้ ท่านหมิงคว้าตัวเกตุมุกดาเข้ามาหมายจะปล้ำให้หนำใจแต่ถูกเกตุมุกดาตีเข่าจนตัวงอ

“โอ๊ย นังสารเลว”

เกตุมุกดาย่นจมูกใส่ แล้ววิ่งหนีแต่ก็ถูกคนกลุ่มนั้นล้อมหน้าล้อมหลัง เธอไม่มีทางรอดแน่ๆ กำลังจะถูกตะครุบจากคนทั้งกลุ่มแต่เธอก็อาศัยความว่องไวลอดแขนคนกลุ่มนั้นออกมาด้วยความประเปรียว แต่กระนั้นก็ยังถูกวิ่งตาม เกตุมุกดาวิ่งสะเปะสะปะจนไปปะทะเข้ากับร่างสูงกำยำ

“โอ๊ย” พอเงยหน้าก็พลันหัวใจลิงโลด “ทะ ท่าน องค์ชาย ช่วยหม่อมฉันด้วย พวกนั้นจะรังแกข้า”

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 66 ครั้ง

1,388 ความคิดเห็น