ปี้หู่ตัวร้ายกับองค์ชายมังกร (ชุดบุปผาสะท้านรัก)

ตอนที่ 4 : ตอน ปี้หู่ตัวร้ายกับองค์ชายมังกร (เต็มตอน) Re

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5683
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 66 ครั้ง
    2 ส.ค. 60




ตอนที่ 4
  ปี้หู่ตัวร้ายกับองค์ชายมังกร

 

“ข้าก็จะรังแกเจ้าด้วยอีกคนปี้หู่ตัวร้าย” หลีฉีกระซิบ “เจ้าหนีข้าออกมาไม่คิดทำตามสัญญาที่รับปากข้าไว้”

เกตุมุกดาส่ายหน้า “หม่อมฉันไม่ได้หนีแต่หม่อมฉันกำลังหาทางไปวังหลวงต่างหาก”

“ข้าจะสอบสวนเจ้าอีกครั้ง ครั้งนี้เจ้าเป็นหนี้บุญคุณข้ารู้ไว้ด้วยปี้หู่” หลีฉีบอกน้ำเสียงเข้ม ใช้นิ้วชี้จิ้มไปบนหน้าผาก แล้วเดินไปรับหน้าคุณชายอันธพาลสามคน

นักเลงสามคนเดินกร่างมา เห็นองค์ชายมังกรรูปงามก็ไม่รู้ว่าเป็นใครมาจากไหน เห็นแต่ท่าทางสำอาง ผิวขาวสะอาดสะอ้านผิดกับชาวบ้านทั่วไปแต่ด้วยความทระนงตนแกมโมโหนักเลงทั้งสามจึงไม่ได้คิดอะไรนอกจากหาทางเอาชนะ

 “ข้าคือลูกชายขุนนางใหญ่ตระกูลหมิง เจ้ารู้แล้วก็อย่ามีเรื่องกับข้าดีกว่า รีบไสหัวไปซะ” ท่านหมิงบอกน้ำเสียงโอ้อวด ตัวพอง

“ข้าไม่รู้จักเจ้า และที่สำคัญข้าไม่กลัวเจ้าสักนิด แต่ข้าขอเตือนว่าถ้าเจ้าฉลาดอย่ายุ่งกับข้า”

“บังอาจนัก แถวนี้ใครๆ ต่างก็ยำเกรงข้า ดี อย่าหาว่าข้าไม่ปราณีเจ้าแล้วกัน ไอ้อ้วนเฉินเข้าไป”

“อ้าวพี่หมิง ทำไมเป็นข้าล่ะ”

“เป็นเจ้าน่ะแหละดีแล้ว” ท่านหมิงถีบก้นใหญ่ของไอ้อ้วนเฉินเข้าไป พอมันหน้าถลาเข้าไปก็ถูกฝ่าเท้าองค์ชายมังกรถีบหน้าหงาย ล้มคว่ำสลบไปในเท้าเดียว

ท่านหมิงเห็นไอ้อ้วนเฉินสลบก็ผลักลูกสมุนอีกคนออกไป องค์ชายมังกรเหยียดยิ้มเยือกเย็นแล้วซัดหมัดเบาๆไปที่ท้องน้อย ลูกสมุนคนนั้นไม่ทันออกหมัดอะไรก็ล้มไปนอนตัวงอร้องโอดโอย ท่านหมิงก้าวเท้าเข้าไปบ้างประมือกับหลีฉีได้สองสามกระบวนท่าก็ถูกซัดเข้าที่ใบหน้าลำตัวจนอ่วม

ชาวบ้านที่มุงดูต่างกุมท้องหัวเราะที่เห็นสภาพสะบักสะบอมของนักเลงประจำเมืองถูกล้มคว่ำไม่เป็นท่า

“สมน้ำหน้าไอ้พวกจิ๊กโก๋โลเดียว” เกตุมุกดายิ้มชอบใจ  ทว่าเห็นสายตาองค์ชายมองมาที่เธอแวบหนึ่งเกตุมุกดาเข้าใจว่าหลีฉีคงงงเพราะไม่เข้าใจความหมาย

 หลีฉีหันกลับมาดึงมือเกตุมุกดาที่หันไปแลบลิ้นให้นักเลงทั้งสามให้เดินตามออกไป พลางคิดในใจว่าเขาคนเดียวที่รังแกนางได้เพราะนางคือนักโทษของวังบาดาล

“องค์ชายเพคะหม่อมฉันเดินเองได้แล้วไม่ต้องจับมือหม่อมฉันแล้ว” เมื่อเดินออกมาไกลแล้วเกตุมุกดาก็พูดขึ้นเสียงอ่อยเพราะเรี่ยวแรงของหลีฉีนั้นมีมากแค่บีบมือเธอเบาๆก็เจ็บไปหมด

หลีฉีระบายลมหายใจเฮือกใหญ่ หันมามองเกตุมุกดาด้วยสายตาหงุดหงิด “ข้าหายไปหาผลไม้ให้เจ้ากิน กลับมาไม่เจอเจ้า นึกว่าเจ้าถูกใครจับตัวไปที่แท้ก็มาก่อเรื่องยุ่งอยู่ที่นี่ ข้าอยากจะทำโทษเจ้านัก” นัยน์ตาดุกร้าวจ้องมองดวงตากลมใสราวนัยน์ตากวาง แต่ที่ทำให้หลีฉีต้องเม้มปากแน่นเพราะปี้หู่น้อยไม่สำนึกผิดที่ทำให้เขาเป็นห่วงสักนิดใบหน้าของนางยังมีรอยยิ้มขี้เล่นปรากฏขึ้น

“หม่อมฉันขอประทานอภัยเพคะ หม่อมฉันคิดว่าองค์ชายทอดทิ้งหม่อมฉันไปแล้วหม่อมฉันก็เลยออกเดินทางเพื่อเข้าวังหลวงด้วยตัวเอง หม่อมฉันไม่ได้คิดจะหนีจริงๆนะเพคะ” เธอไม่ได้โกหกแค่พูดความจริงเป็นบางส่วนเลือกที่จะไม่พูดบางส่วนที่เคยคิดว่าจะหนีแต่กลับใจได้ภายหลัง

“ข้าหายไปหาของกินให้เจ้า เพราะกลัวเจ้าจะหิวตายเสียก่อน แล้วจะไม่มีใครไปตามหาสนมลี่จูให้ข้า”

“หม่อมฉันหลงดีใจนึกว่าองค์ชายมีเมตตาที่ไหนได้กลัวหม่อมฉันไม่ไปตามหาเมียให้”

“ถ้าเจ้าไม่หยุดพูดข้าจะสาปเจ้าให้เป็นแมลงสาป”

เกตุมุกดาเงียบเสียงเจื้อยแจ้วนั้นทันทีแม้จะเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งว่าองค์ชายมังกรมีฤทธิ์สาปให้เธอเป็นแมลงสาปได้จริงหรือไม่แต่ก็ไม่ควรไปเสี่ยง

เกตุมุกดาสลดไปเล็กน้อยจากนั้นก็ค่อยๆ ช้อนดวงตาคู่สดใสประสานสายตากับหลีฉี

“แล้วตอนนี้อยู่ที่ไหนแล้วเพคะของกินที่ว่า หม่อมฉันหิวจริงๆ” นางไม่เพียงยืนยันด้วยคำพูดแต่เสียงท้องร้องของนางที่ยืนยันว่านางหิวจริงทำให้หลีฉีมองอย่างระอาแล้วส่ายหน้า

“หาได้มีความเป็นกุลสตรีไม่ บรรพบุรุษของเจ้าคงจะอับอายที่มีลูกหลานเยี่ยงเจ้า”

เกตุมุกดาเบ้หน้าก็เพราะความเยอะแล้วยังเจ้ายศเจ้าอย่างของมังกรหนุ่มตรงหน้าที่ทำให้เธอคิดจะหนี แต่โชคดีที่ว่าเธอเป็นคนดีบิดามารดาสอนมาดีถึงได้ไม่ยอมเสียสัตย์

“ถ้าองค์ชายอยู่ในยุคของหม่อมฉัน ปากแบบนี้คงหาสตรีเคียงกายไม่ได้”

หลีฉียิ้มเยือกเย็นตอบด้วยความทระนง “ข้ามิต้องไคว่ขว้าสตรีมาอิงแอบแนบกาย พวกนางก็ล้วนแต่อยากเป็นเครื่องบรรณาการให้ข้า”

เกตุมุกดามองคนหล่อแต่หยิ่งเกินบรรยายด้วยสายตาระอาไม่ต่างจากที่เขามองเธอ “เอาล่ะหม่อมฉันไม่เถียงกับองค์ชายแล้ว ไหนล่ะผลไม้ของหม่อมฉัน”

“ข้าโยนทิ้งไปแล้ว และตอนนี้เราจะต้องเร่งออกเดินทาง เจ้าขี่ม้าเป็นหรือไม่”

“ทิ้งไปแล้ว ท่านเป็นคนแบบไหนกัน” เกตุมุกดาชักสีหน้าไม่พอใจเพราะตอนนี้เธอหิวไส้แทบขาด

“ก็ข้าไม่ใช่คน ข้าเป็นเทพเจ้ามังกร แล้วข้าก็ไม่ใช่บ่าวไพร่ของเจ้าที่ต้องคอยหาอาหารมาให้เจ้า ที่ข้าออกไปหาผลไม้มาให้เพราะสังเวชเจ้าเท่านั้นปี้หู่”

เกตุมุกดาทำอะไรเขาไม่ได้จึงได้แต่ยืนข่มอารมณ์นับหนึ่งถึงสิบในใจ หลีฉีไม่ฟังเสียงอีกดึงมือเกตุมุกดาให้เดินตามไปที่ม้าขาวปลอดตัวหนึ่งที่เขาผิวปากเรียกครั้งเดียวก็วิ่งย่ำเท้ามา หลีฉีดึงตัวเกตุมุกดาขึ้นมานั่งด้านหน้า เกตุมุกดาห่อตัวด้วยความตกใจ ม้าสูงใหญ่จนกลัวว่าจะตกอีกทั้งท่านั่งก็เป็นแบบนั่งไขว้ขาไปทางเดียวกัน

“เจ้านั่งนิ่งๆล่ะอย่าขยับถ้าตกไปข้าไม่รับผิดชอบ”

“แต่หม่อมฉันไม่เคยนั่งบนหลังม้ามาก่อน และนั่งแบบนี้หม่อมฉันก็ไม่ถนัด”

หลีฉีไม่ฟัง ว่ากลับเสียงกระด้าง “เงียบเสียงซะปี้หู่ เจ้าไม่มีทางเลือก นี่เป็นหนทางเดียวที่ดีที่สุดที่เราจะเข้าวังหลวงได้ทันก่อนค่ำ”

“ทำไมองค์ชายไม่ใช้อิทธิฤทธิ์เหมือนตอนที่อยู่ในวังบาดาล เราจะได้ไม่ต้องขี่ม้า” เพราะคนไม่คุ้นชินรู้สึกเจ็บบั้นท้ายถ้าต้องนั่งเป็นเวลาหลายชั่วยามก้นคงจะต้องระบมแน่

“การใช้อิทธิฤทธิ์บนโลกมนุษย์เป็นเรื่องผิดกฎวังบาดาล และข้าผู้เป็นนายแห่งวังบาดาลไม่สมควรทำผิดกฎ”

“ยุคสมัยของข้ากฎมีไว้ให้แหก ในอนาคตกาลอีกพันกว่าปีข้างหน้าเขาสอนให้เด็กคิดนอกกรอบประเพณี”

“ข้าเชื่อ เจ้าถึงได้คิดนอกกรอบเห็นไข่มุกวิเศษของข้าแล้วรีบสวาปามเข้าไป”

“นี่ท่าน” เกตุมุกดาอายหน้าม้านและจำต้องเงียบเพราะโมโหจนพูดไม่ออก ในเวลานั้นเธอหิวมากจึงได้หยิบไข่มุกมากินโดยไม่ขออนุญาตและไม่ทันดูให้ดี แต่ตอนนั้นหิวจัด มือไม้สั่นไปหมดจึงได้ตาลายหยิบไข่มุกมากิน

เกตุมุกดาไม่อยากคิดเรื่องน่าอายของตัวเองอีกจึงเลิกคิด เพราะต้องคอยระวังมิให้ตัวเองตกจากหลังม้าด้วย ระหว่างที่ม้าวิ่งจึงคิดหาเรื่องสนุกชวนเขาคุยบ้าง

“องค์ชายท่านรู้ไหมว่าในสมัยของหม่อมฉันมีคำชมหญิงงามว่าสวยวัวตายควายล้มแต่ที่ยุคสมัยของท่านหม่อมฉันได้ยินเขาเปรียบเปรยว่างามล่มบ้านล่มเมืองแต่สุดท้ายแล้วก็หมายความว่างาม”

หลีฉีหรี่ตามอง ใบหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม “เจ้าคงไม่ได้หมายความถึงตัวเจ้าหรอกนะ” หลีฉีเงียบไปนิดก่อนพูดต่อ “เพราะคงไม่มีชายใดที่ดวงตาพิการขนาดชื่นชมว่าเจ้างามล่มบ้านล่มเมือง”

“หม่อมฉันเพียงแค่เปรียบเปรยไม่ได้ชมตัวเองสักหน่อย หม่อมฉันไม่อยากคุยด้วยแล้ว”

“ดี เราอยากขี่ม้าอย่างมีสมาธิ ไม่ต้องการฟังเสียงเจ้าให้รำคาญหู”

“องค์ชาย”

หลีฉีไม่สนใจอีก เกตุมุกดาเลยเงียบไปตลอดทาง และเผลอไปซบอกทั้งที่เขาคงไม่เต็มใจ เพราะหลีฉีไม่ก้มหน้ามองเธอเลยสักนิด เขาคงหงุดหงิด อึดอัดที่ต้องมีเธอเป็นภาระ แต่ก็ต้องการใช้เธอ

 

ตำหนักบุรพา

ลี่จูมีความสุขอยู่กับไท่จือสมความมุ่งมาดปรารถนาดังที่ตั้งใจไว้ นางลอบช้อนตามององค์รัชทายาทที่นั่งอ่านคัมภีร์ในตำหนักของนางอย่างมีความสุขใจ สิ่งที่นางลงทุนทำไปแสนจะคุ้มค่าแม้นภายในใจจะรู้สึกผิดบาปต่อหลีฉีอดีตสวามีแต่นางไม่อาจทนอยู่กับความเย็นชาไร้หัวใจของหลีฉีได้ นางต้องการได้รับความรัก ความเอาใจใส่ดูแลจากผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นสวามี และนางก็ได้รับแล้วจากองค์ไท่จือ ไม่มีสิ่งใดที่นางต้องการไปมากกว่านี้ ไม่มีอะไรทำให้นางเป็นสุขได้มากเท่านี้อีกแล้วจริงๆ

แม้ในบางครั้งจะมีความรู้สึกกังวลว่าจะถูกตามตัวกลับไปรับโทษที่วังบาดาลผุดวาบขึ้นบ่อยๆแต่ลี่จูก็ผลักมันลงไป นางรู้ว่าหลีฉีนั้นเถรตรงเพียงใดเขาจะไม่ยกโทษให้นางง่ายๆ นางไม่ซื่อสัตย์และยังทำผิดกฎบาดาลหนีมาสมสู่กับมนุษย์ แต่ความรู้สึกรักเป็นสิ่งที่หักห้ามได้ยาก นางก็อยากรู้นักถ้าหลีฉีรักมนุษย์ด้วยหัวใจเขาจะตัดสินใจเช่นนางไหม นางขอมีความสุขกับรักที่นางได้เลือกเองครั้งนี้ให้มากที่สุดก่อนที่วันนั้นจะมาถึง

“ลี่จู เจ้าคิดอะไรอยู่งั้นหรือ” ไท่จือลุกจากโต๊ะที่ทรงงานมาหานาง เชยคางนางขึ้นแล้วก้มลงจูบ จูบนั้นเปี่ยมด้วยความรักและทะนุถนอม นับแต่ลี่จูเข้าวังมาเป็นสนม ไท่จือก็มาค้างคืนกับนางทุกวัน

“หม่อมฉันคิดถึงองค์ชายเพคะ อยากให้องค์ชายอยู่กับหม่อมฉันทุกวัน ทุกคืน ตลอดไป”

ไท่จือยิ้ม พอใจที่ได้ครอบครองหัวใจนาง “ข้าก็อยากอยู่กับเจ้าทุกวัน ทุกคืนตลอดไป หากข้าได้เป็นฮ่องเต้ ข้าจะให้เจ้าเป็นฮองเฮาของข้า”

ลี่จูน้ำตารื้น ทรุดไปนั่งกับพื้นคำนับไท่จือ “เป็นพระกรุณากับหม่อมฉันอย่างหาที่สุดมิได้แต่หม่อมฉันไม่คู่ควร ขอแค่ได้รับความรักจากไท่จือหม่อมฉันก็พอใจแล้ว” ลี่จูกล่าวอย่างนอบน้อม

“ลุกขึ้นเถอะ ข้าไม่อยากเห็นเจ้ามีน้ำตา”

ลี่จูเงยหน้าขึ้น มือของไท่จือก็ปาดน้ำตาให้นางอย่างรักใคร่ ทะนุถนอม “โปรดลงโทษหม่อมฉันที่ร้องไห้เป็นเด็กทำให้ไท่จือต้องเป็นกังวล”

“ได้สิ” ไท่จือยิ้ม “ข้าจะลงโทษเจ้า ไม่ให้เจ้าได้พักเลยสักเค่อในคืนนี้ โทษฐานที่เจ้าทำให้ข้ากังวลใจนัก” ไท่จือว่าแล้วก็ก้มลงแนบริมฝีปากกับลี่จู อุ้มตัวนางไปวางลงที่แท่นนอนช้าๆ

 

สหายของหลีฉีคือผู้ตรวจการเมืองหลวง ตอนที่เขาไปล่องเรือสำราญกับฮูหยิน เขาได้ถูกลอบสังหารจนพลัดตกลงทะเล ทุกคนคิดว่าเขาตายแน่ๆ แต่ก็เกิดปาฎิหาริย์เมื่อเขารอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิด ท่านผู้ตรวจการเมืองหลวงฟื้นขึ้นมาก็พบว่ามีชายหนุ่มคนหนึ่งช่วยกดจุดให้เขาสำลักน้ำทะเลที่ทะลักเข้าปอดออกมาจนหมด เขารอดพ้นจากความตายอย่างไม่น่าเชื่อ

ชายหนุ่มคนนั้นบอกว่าเป็นคุณชายจากต่างเมืองนามว่าหลีฉี ชายผู้นั้นไม่ต้องการสิ่งใดตอบแทน นอกจากให้เขากลับไปทำงานรับใช้ประเทศชาติและราษฏรด้วยความซื่อตรง ท่านผู้ตรวจการจึงบอกแก่หลีฉีว่าถึงอย่างไรเขาก็เป็นหนี้บุญคุณ หากหลีฉีต้องการให้เขาช่วยอะไรให้รีบบอกทุกเมื่อ

หลีฉีจำต้องได้รับความช่วยเหลือจากผู้ตรวจการเมืองหลวงในเรื่องนี้ เขาจึงเดินทางมาถึงจวนผู้ว่า

“คุณชายไม่ต้องกังวล สิ่งที่ท่านขอร้องมิใช่เรื่องใหญ่อันใด ข้าสามารถช่วยท่านได้ ข้ามีญาติทำงานอยู่ในห้องเครื่องภายในวังหลวง ข้าจะส่งญาติผู้น้องของท่านเข้าไปเป็นนางกำนัลที่นั่น ว่าแต่ญาติผู้น้องของท่านเต็มใจหรือไม่” ท่านผู้ตรวจการเมืองหลวงว่าอย่างยินดี เขาเชิญให้หลีฉีและหญิงสาวคนหนึ่งที่หลีฉีแนะนำว่าญาติผู้น้องให้เข้ามานั่งในจวนอย่างกระตือรือร้น

เกตุมุกดาหันไปมองหลีฉี ด้วยความรู้สึกกังวล ว่าตามจริงนางก็กลัวเช่นกัน การเข้าไปอยู่ในวังหลวงต้องระวังทุกย่างก้าว นางจะเอาชีวิตรอดกลับมาได้หรือไม่

“ปี่หู่ เจ้าทำงานในห้องครัวได้หรือไม่”

ผู้ตรวจการกับฮูหยินต่างมองหน้ากันเมื่อได้ยินชื่อของนาง เกตุมุกดาดึงสติกลับมารีบหันไปหาหลีฉี นางหน้าแดงด้วยความโกรธปนอายทันทีเมื่อฮูหยินกับสาวใช้ของท่านผู้ตรวจการอดกลั้นความขำไม่ได้หลุดขำออกมา

“ข้าขอโทษที่เสียมารยาท” ฮูหยินว่า เกตุมุกดาหันหน้าบึ้งมาทางหลีฉี

“บอกพวกเขาว่าข้าชื่อซินซินไม่ใช่ปี้หู่ ไม่งั้นข้าไม่ไปวังหลวง ไม่ทำงานให้ท่านอีก”

หลีฉีจะยิ้มก็ไม่ยิ้ม หน้าตาหล่อเหลาปานรูปสลักหยก เหลือบมองนิดๆเท่านั้น “ไต้เท้าเหวย ญาติผู้น้องของข้านางชื่อซินซิน ตอนแรกข้าแค่แหย่นางเล่นเท่านั้น ตอนนี้นางโกรธแล้วข้าไม่อยากทำให้นางโกรธ”

ท่านผู้ตรวจการที่ชื่อไต้เท้าเหวยกับฮูหยินมองเป็นเรื่องขำขันของสองพี่น้องจึงไม่ว่าอะไร

“คุณชาย ถ้าเช่นนั้น พรุ่งนี้ข้าจะส่งนางเข้าวัง เป็นโชคดีของนางส่วนหนึ่งเพราะห้องเครื่องขาดคนพอดี น้องสาวของข้าที่เป็นหัวหน้าห้องเครื่องกำลังเปิดรับนางในห้องเครื่อง ข้าจะส่งซินซินญาติของท่านเข้าไป”

“ต้องลำบากไต้เท้าเหวยแล้ว” หลีฉีบอกพร้อมกับประสานมือคารวะ

ไต้เท้าเหวยรีบยกมือโบกไปมา “เล็กน้อยเท่านั้น พรุ่งนี้ข้าจะเป็นคนพานางไปที่วังหลวงเอง ท่านหมดกังวลได้”

หลีฉีหันไปมองเกตุมุกดา และขอแยกตัวมาคุยกับนาง เพราะเกตุมุกดาต้องเข้าวังในเช้าพรุ่งนี้แล้ว เขาจะต้องแยกกับนางคืนนี้ หลีฉียืนเอามือไขว้หลังครุ่นคิด เป็นห่วงเกตุมุกดาอยู่หลายส่วน ไม่รู้ว่าการส่งนางเข้าไปจะเป็นเหมือนการส่งนางไปตายหรือไม่ เพราะนางไม่รู้กฎเกณฑ์ใดๆเลย เขาไม่อยากเห็นแก่ตัว ปล่อยนางไว้ลำพังเลย

“องค์ชาย องค์ชาย” เกตุมุกดาเดินไปสะกิด “ท่านมีอะไรจะพูดกับหม่อมฉันเหรอ ท่านเรียกหม่อมฉันมาแต่ไม่ยอมพูดอะไรเลย”

หลีฉีระบายลมหายใจเฮือกใหญ่ ประสานสายตากับเกตุมุกดา “เจ้ารู้ใช่ไหมว่าในวังหลวงมีการแก่งแย่ง ริษยามากมาย เจ้าจะพูดหรือจะทำอะไรต้องระวังตัวให้มาก ข้ากลัวว่าเจ้าจะไปก่อเรื่องยุ่งแล้วทำอันตรายให้กับตัวเอง”

เกตุมุกดายิ้ม “หม่อมฉันรู้ดี องค์ชายท่านมั่นใจเถอะ หม่อมฉันจะไม่ก่อเรื่องยุ่งใดๆ หม่อมฉันรู้หรอกว่าหม่อมฉันมีภารกิจสำคัญที่ต้องนำสนมรักกลับมาให้องค์ชายให้ได้ แล้วในตัวหม่อมฉันก็มีไข่มุกที่องค์ชายอยากได้คืน”

“เจ้าพูดถูกแล้ว สองสิ่งนี้คือสิ่งที่ข้าอยากได้คืนมากที่สุด” หลีฉีพูดไม่ทันสังเกตว่าใบหน้าของเกตุมุกดาเปลี่ยนไปนิดหนึ่ง ในความเป็นห่วงทั้งหมด เขาย่อมต้องห่วงชีวิตคนบริสุทธิ์ก่อนเป็นส่วนแรกนั่นก็คือเกตุมุกดา และรองลงมาก็คือไข่มุกและลี่จูเป็นลำดับสุดท้าย “ถ้าเช่นนั้นเจ้าจงไปพักผ่อนเถอะ ลี่จูนางเข้าวังไปนั้นเพราะต้องการตามหารักแท้ ข้าเชื่อว่านางต้องไปพบกับองค์ชายรัชทายาทเป็นแน่ เพราะในสาส์นของนางพูดถึงไท่จือคนที่ช่วยชีวิตนางไว้ เช่นนั้นเจ้าจงพยายามตามหานางที่ตำหนักบูรพา น่าจะง่ายขึ้นสำหรับเจ้า”

“ได้” เกตุมุกดารับปาก ในใจคิดว่าหลีฉีต้องการให้ลี่จูกลับไปเป็นสนมด้วยอย่างมาก นางควรยินดีกับเขา

 

ไต้เท้าเหวยจัดการเป็นธุระพาเกตุมุกดาเข้าวังเป็นที่เรียบร้อย ทันทีที่เหวยซั่งสือ หรือหัวหน้ากองห้องเครื่องแซ่เหวยได้ตัวคนมาช่วยงานก็รีบพาไปที่ห้องเครื่องหลวง เพราะวันนี้มีงานใหญ่ที่ต้องช่วยกันเร่งมือทำ

เทศกาลตังโจ่ย หรือเทศกาลไหว้ขนมบัวลอยเป็นวันที่จะทำขนมบัวลอยเพื่อกินกันในครอบครัว ขนมที่ทำจะปั้นเป็นทรงกลมทำจากแป้งข้าวเหนียวต้มในน้ำเชื่อมเป็นนัยสื่อถึงความรักความผูกพันเป็นอันนหนึ่งอันเดียวกันในครอบครัว ห้องเครี่องจึงต้องเร่งทำขนมชนิดนี้พร้อมกับเครื่องเสวยที่จะจัดในตอนเย็น บนโต๊ะเสวยมีฮ่องเต้ ฮองเฮา และพระชายาเอกที่ได้รับการอนุญาตให้มาร่วมเสวย

แต่ปัญหาคือพักนี้โอรสสวรรค์มักจะหงุดหงิดและเบื่ออาหารจนมีอารมณ์หงุดหงิดบ่อยเป็นผลมาถึงห้องเครื่องที่เหวยซั่งสือดูแลเลยถูกตำหนิยกใหญ่ว่าทำอาหารไม่ได้เรื่องออกมาจนฮ่องเต้ไม่เจริญอาหารมีผลต่อพระพลานามัยและจิตใจ ร้อนถึงฮองเฮาผู้ดูแลหวังหลังต้องเรียกเหวยซั่งสือไปพบเร่งด่วน

“เจ้าต้องทำอาหารที่รสเลิศมากกว่านี้ หรือแปลกใหม่มากกว่านี้ทำให้ฝ่าบาทเสวยได้มากกว่าปกติ ไม่เช่นนั้นข้าต้องทำในสิ่งที่ไม่อยากทำเลยสักนิดคือปลดเจ้า เพราะถือว่าเจ้าทำหน้าที่บกพร่อง รู้เช่นนี้แล้วเจ้าจงเร่งทำอาหารรสชาติอร่อย หน้าตาแปลกใหม่มาให้ฮ่องเต้เสวย” ฮองเฮาสั่งมาเสียงเฉียบขาด ทำให้เหวยซั่งสือเครียดจัดจนใบหน้าดูแก่ชราไปอีกสิบปี ฮ่องเต้เครียดจากกิจการงานบ้านเมืองก็มาโทษอาหารของนาง ทั้งที่ก็ทำเหมือนเดิมทุกอย่าง อยากจะหลั่งน้ำตาออกมาแต่ก็ทำไม่ได้นอกจากมานั่งกลุ้มในห้องเครื่อง

วันนี้เหวยซั่งสือจึงได้แต่นั่งคิดไม่ตกว่าจะหาอาหารรสเลิศจานไหนมาขึ้นโต๊ะเสวย

“ซินซินเจ้าจงไปช่วยนางกำนัลปั้นแป้งที่จะใช้ทำขนมบัวลอยเถอะ ตอนนี้ข้าต้องนั่งคิดเมนูเสวยเย็นนี้ก่อน ตอนนี้ห้องเครื่องของเราถูกคาดโทษไว้ว่าหากทำอาหารให้ฮ่องเต้เสวยได้มากกว่าห้าคำไม่ได้ ข้าจะต้องถูกปลดจากตำแหน่งซั่งสือไปเป็นนางในขั้นแปด”

“ข้าอยากช่วยท่าน ให้ข้าช่วยอะไรไหมเจ้าคะ ถือว่าเป็นการตอบแทนที่ท่านรับข้าเข้าห้องเครื่อง” เหวยซั่งสือเงยหน้ามองซินซินแล้วถอนใจ นางไม่มีประสบการณ์ทำอาหารจะมาช่วยอะไรได้

เหวยซั่งสือโบกมือ “เจ้าไปทำหน้าที่ของเจ้าตามที่ข้าสั่งเถอะซินซิน ขนมบัวลอยวันนี้ก็สำคัญมากเช่นกัน”

เกตุมุกดาเห็นสีหน้าเคร่งเครียด เหมือนอยากอยู่คนเดียวของซั่งสือก็ไม่อยากรบกวนอีก “เจ้าค่ะซั่งสือ”

เกตุมุกดารับคำ เดินไปทางที่นางในคนอื่นต่างกำลังง่วนกับการปั้นแป้งอย่างเอาเป็นเอาตาย ไม่วายเหลือบไปมองซั่งสืออย่างเป็นห่วง แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้

นางกำนัลอีกคนก็เดินเข้าไปหา “ซั่งสือเจ้าคะ ตกลงเย็นนี้ท่านจะทำอะไรขึ้นโต๊ะเสวย ท่านคิดออกหรือยังเจ้าคะ”

เหวยซั่งสือถอนหายใจอีกสองตลบก็ลุกขึ้นแล้วรวบรวมกำลังใจฮึดสู้เป็นครั้งสุดท้าย “ข้าคิดเมนูของเสวยได้แล้ว ถ้าวันนี้ฮ่องเต้เสวยได้ไม่ถึงห้าคำ ข้าก็คงต้องทำใจแล้ว ว่าข้าคงหมดวาสนาต่อห้องเครื่องแต่เพียงเท่านี้” นางกำนัลคนเดิมทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ เหวยซั่งสือเลยรีบดุ

“อย่าทำเศร้าสร้อยไปหน่อยเลย เจ้าอยู่วังหลวงมานาน ยามลมเปลี่ยนทิศอะไรก็เกิดขึ้นได้ ครั้งนี้คงเป็นคราวเคราะห์ของข้าที่ทำเครื่องเสวยไม่เป็นที่ถูกใจ เอาล่ะอย่ามัวช้า ข้าจะบอกรายการเครื่องเสวยแล้วรีบไปแจกจ่ายงานกันทำ เดี๋ยวจะไม่ทันการ”

เหวยซั่งสือสั่งอย่างแข็งขัน ขณะที่เกตุมุกดาลอบมองอย่างเป็นห่วง มองแป้งข้าวเหนียวสีขาวในมือแล้วถอนหายใจ แป้งกลมๆขาวๆจืดๆจะไปน่ากินอะไร

“สู้บัวลอยที่เคยกินก็ไม่ได้เลย เอาล่ะ ถือเป็นการตอบแทนซั่งสือจะลงมือทำบัวลอยยุคใหม่ให้ฮ่องเต้ได้ลองเสวย รับรองว่าอร่อยจนลืมกลับวังหน้าไปเลย” คนชอบทำขนมวางแผนในหัว

 

ถึงเวลาตั้งโต๊ะเสวย เหล่านางกำนัลและขันทีก็ทยอยนำเครื่องเสวยมาวางบนโต๊ะ ด้านขวาเป็นฮ่องเต้และด้านซ้ายคือฮองเฮา มีโต๊ะอีกสองตัวเป็นของเหมยกุ้ยเฟย และจินเสียนเฟย อีกคนละโต๊ะ ส่วนสนมที่ระดับต่ำกว่านั้นไม่ได้รับเชิญมาร่วมโต๊ะเสวย

“ฝ่าบาทเพคะ” เสียงหวานใสราวน้ำค้างกลางหาวของเหมยกุ้ยเฟยดังขึ้น นางพาร่างอ่อนช้อยมาคุกเข่าตรงหน้าฮ่องเต้และฮองเฮา “หม่อมฉันตุ๋นน้ำแกงมาเป็นเครื่องเสวยด้วย น้ำแกงชั้นดีหม่อมฉันตุ๋นตั้งแต่เช้า หม่อมฉันใส่สมุนไพรที่มีตัวยาช่วยบำรุงตับไตรวมถึงพระวรกายให้พระองค์ด้วย พระองค์ทรงงานเหน็ดเหนื่อยลองเสวยน้ำแกงถ้วยนี้ดูสักนิดเพคะ จะช่วยให้พระองค์มีพละกำลังแข็งแรงขึ้น”

“เหนื่อยเจ้าแล้วเหมยกุ้ยเฟย”

“ได้รับใช้ฝ่าบาทเป็นสิ่งที่หม่อมฉันเต็มใจทำเพคะ” เหมยกุ้ยเฟยตอบแล้วช้อนตามองฮองเฮาที่นั่งนิ่ง แย้มมุมปากมีรอยยิ้มเพียงนิด

“ถ้าเป็นอย่างที่เหมยกุ้ยเฟยพูดว่าน้ำแกงถ้วยนี้ช่วยให้เจริญอาหารจริงๆ หม่อมฉันก็อยากให้ฝ่าบาทเสวยดูนะเพคะ พระวรกายเป็นสิ่งสำคัญ”

ฮองเฮาหนิงหลงเอ่ยตอบ นางจะว่าอย่างไรได้หากน้ำแกงถ้วยนั้นดีต่อสุขภาพของฮ่องเต้จริงๆ นางก็ต้องยิ่งยินดีมากๆ ถึงแม้จะรู้ว่าเหมยกุ้ยเฟยต้องการเรียกร้องความสนใจจากฮ่องเต้ไปจากนางก็ตาม แม้สถานะของนางตอนนี้จะมั่นคงด้วยมีโอรสเป็นรัชทายาทแต่น่าเสียดายที่ฮ่องเต้กับองค์รัชทายาทไม่ลงรอยกัน จนนางกังวลใจกลัวว่าฮ่องเต้จะโปรดสนมเหมยกุ้ยเฟยและถอดยศโอรสของนางไปมอบให้กับโอรสของเหมยกุ้ยเฟยแทน ยิ่งพักนี้โอรสของนางมีความคิดแตกต่างเรื่องการเมืองกับฮ่องเต้เป็นอย่างมาก ซ้ำยังมีขุนนางหนุนแบ่งพักแบ่งฝ่ายมากมายจนฮ่องเต้เริ่มไม่สบายพระทัย

นางต้องคอยปรามไท่จือตลอดว่าให้สงบนิ่งห้ามเคลื่อนไหวใดๆอยู่เนืองๆ

“ข้าเหน็ดเหนื่อยกับงานจนบางครั้งไม่นึกอยากอาหารจริงๆ แต่น้ำแกงถ้วยนี้มองดูน่ากิน ข้าจะลองชิมดู” ฮ่องเต้รับถ้วยกับช้อนทองคำมาตักน้ำแกงเข้าปากก็ชมไม่ขาดปาก

เหมยกุ้ยเฟยยิ้มไม่หุบ ขณะที่ฮองเฮาหนิงหลงจะทำหน้าอะไรได้นอกจากยิ้มหวานตอบ จนมาถึงเครื่องเสวยฮ่องเต้ก็ไม่ยอมเสวยอีกตามเดิม

“ไม่เสวยสักหน่อยหรือเพคะฝ่าบาท”

“ทำไมเราเห็นอาหารแล้วไม่รู้สึกอยากอาหารเลยฮองเฮา เราอยากกินอะไรที่แตกต่างจากเดิม เราเบื่อของเดิมๆที่กินอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน”

ฮองเฮาหนิงหลงหน้าเสีย มองไปที่เหวยซั่งสือที่ตัวหดเล็กลีบไปแล้ว เพราะฮ่องเต้ไม่หยิบช้อนมาเสวยสักคำ

“เหมยเฟย ไหนเจ้าว่าน้ำแกงของเจ้าช่วยให้ฮ่องเต้เจริญอาหาร ทำไมฝ่าบาทถึงไม่ทรงอยากเสวยเลยล่ะ”

“ทูลฮองเฮา หม่อมฉันคิดว่าน้ำแกงเป็นเรื่องรองเพคะ แต่เรื่องใหญ่คือเครื่องเสวยหลัก ฮองเฮาเป็นผู้ดูแลวังหลังทั้งหมดรวมถึงห้องเครื่อง เหตุใดจึงปล่อยให้เครื่องเสวยเป็นที่ไม่พอพระทัยอยู่ได้นาน ฮองเฮาไม่ทรงห่วงพระพลานามัยฝ่าบาทหรือเช่นไรเพคะ”

“ข้าเป็นห่วงฝ่าบาท และไม่ได้นิ่งนอนใจเรื่องเครื่องเสวยเลยสักนิด ข้าได้สั่งหัวหน้าห้องเครื่องแล้วให้สรรหาอาหารแปลกใหม่ให้ฝ่าบาท ฝ่าบาทเพคะเป็นความผิดของหม่อมฉันเองที่ดูแลเครื่องเสวยไม่ดี โปรดลงโทษหม่อมฉันด้วย”

เมื่อเห็นฮองเฮาและชายาเอกตั้งท่าเป็นห่วง ฮ่องเต้ก็ถอนหายใจโบกมือ “เอาล่ะ ฮองเฮาไม่ใช่ความผิดของเจ้าไม่ต้องกังวลใจ เราจะกินสักหน่อยก็ได้ พวกเจ้าจะได้เลิกเป็นห่วงเรา”

ไม่ใช่แค่ฮองเฮาจะนั่งลุ้นระทึกกับการเสวยครั้งนี้ เหวยซั่งสือเองก็เช่นกันนางนั่งนับช้อนที่ฮ่องเต้เสวยแล้วไม่ถึงห้าคำก็ใจแป้ว นางปลอบใจตัวเองว่าคงหมดวาสนาเป็นหัวหน้าห้องเครื่องแล้ว นางคงต้องลงไปทำงานเช็ดถูถ้วยชามแทน

“เอ๊ะ บัวลอยถ้วยนี้นอกจากแป้งแล้วยังมีอะไรอีก” เสียงฮ่องเต้ถามขึ้น

เฉินกงกงขันทีคนสนิทรีบชะโงกหน้าเข้ามาดู ปกติขนมบัวลอยจะมีเพียงแป้งที่ปั้นเป็นทรงกลมใส่ในน้ำเชื่อมแต่ทำไมขนมในถ้วยเหมือนมีอย่างอื่นด้วย

“เป็นไปได้ยังไง” เฉินกงกงพึมพำด้วยความหวาดกลัวอาญา ตอนตรวจสอบก็ไม่ทันสังเกต “กระหม่อมจะเรียกเหวยซั่งสือมาสอบถามเหตุใดบัวลอยถ้วยนี้ถึงมีสิ่งแปลกปลอม” เฉินกงกงรีบบอกแล้วหันไปหาเหวยซั่งสือที่ยืนตัวสั่น ทรุดตัวลงกับพื้นศิลา “เหวยซั่งสือเข้ามาเดี๋ยวนี้”

“หม่อมฉันเหวยซั่งสือเพคะ” เหวยซั่งสือลนลานเข้ามา

“ขนมถ้วยนี้เจ้าใส่อะไรลงไปด้วย นอกจากแป้งสิ่งนี้คือสิ่งใดกัน” เป็นฮ่องเต้ที่ถามเอง

เหวยซั่งสือมองขนมในถ้วยแล้วตกตะลึง “นั่นเป็นไข่ไก่ที่นำเฉพาะไข่แดงมาต้มเพคะ” ตอบเสียงสั่นลนลานแล้วนึกหาตัวคนที่กลั่นแกล้งนางให้ชีวิตพบจุดจบ ใครกันนะนำถ้วยขนมบัวลอยประหลาดนี้มาถวาย ต้องเป็นใครที่ต้องการกลั่นแกล้งนางเป็นแน่

ฮ่องเต้เลิกคิ้วขึ้นอย่างสงสัย “ไข่แดงของไข่ไก่เช่นนั้นเหรอ” ฮ่องเต้ได้ฟังแล้วให้รู้สึกสงสัย อยากลองชิมขึ้นมา ความรู้สึกเบื่อหน่ายในใจทำให้ไม่อยากเสวย แต่พอได้เห็นบัวลอยใส่ไข่สีแดงสดถ้วยนี้พลันทำให้ท้องร้องอยากชิมขึ้นมาอย่างประหลาด

โอรสสวรรค์ตั้งท่าลองชิมท่ามกลางเสียงร้องห้ามของฮองเฮา และชายาเอก

“หม่อมฉันว่าอย่าเสวยเลยนะเพคะ” ฮองเฮาบอก

“เราอยากชิม เฉินกงกง เอาเข็มพิษมาทดสอบพิษ ถ้าไม่มีพิษเราอยากชิมดู”

เฉินกงกงทดสอบแล้วไม่มีพิษ ฮ่องเต้ก็ลองชิมสิ่งที่น่าสงสัยในถ้วยตรงหน้า ทั่วทั้งห้องโถงเงียบกริบต่างมองอย่างลุ้นระทึกโดยเฉพาะเหวยซั่งสือ หลังของนางจะถูกโบยจนหลังขาดหรือไม่อยู่ที่บัวลอยถ้วยนั้น

“รสชาติดี ในแป้งนี้ยังมีไส้งาอยู่ด้วย กินคู่กับไข่แดงแล้วเจริญอาหารยิ่งนัก” พอกระเพาะอาหารทำงานได้แล้วก็ทำให้อยากอาหารจานอื่นๆต่อไป ปรากฏว่าเครื่องเสวยบนโต๊ะนั้นฮ่องเต้เสวยเกือบหมด

“อร่อยมากจริงๆด้วยเพคะ” ฮองเฮาเอ่ยหลังจากลองชิมบ้าง

“เหวยซั่งสือเจ้าเป็นคนคิดเมนูล้ำเลิศนี้ขึ้นมาเช่นนั้นหรือ”

“เอ่อ ไม่ใช่หม่อมฉันเพคะ”

“แล้วเป็นใครกัน เจ้าไปตามตัวมาพบข้าเดี๋ยวนี้”

เกตุมุกดากำลังล้างถ้วยชามอยู่ในห้องเครื่องก็ถูกตามไปเข้าเฝ้า ในใจหวาดกลัวโทษอยู่เจ็ดส่วนและอีกสามส่วนนางมั่นใจในฝีมือของตัวเอง ตอนอยู่ยุคปัจจุบันนางทำอาหารกินเองทุกวันทั้งคาวหวานจนปิงปิงและเพื่อนสนิทบอกให้เปิดร้านทำอาหารได้เลย

เป็นครั้งแรกที่เกตุมุกดาได้เข้าเฝ้าฮ่องเต้ จักรพรรดิ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรจีน ตอนนี้อาณาจักรจีนว่ายิ่งใหญ่แล้วอนาคตข้างหน้าอีกราวพันกว่าปีประเทศนี้ก็ยังคงเจริญมากที่สุดในเอเซียเป็นมังกรที่ผงาดคานอำนาจกับอเมริกา เกตุมุกดาไม่รู้กฎที่ว่าห้ามสบพักต์โดยตรงกับฮ่องเต้ เมื่อถูกเรียกตัวมาก็มองจ้องตรงๆด้วยความตื่นเต้น

“บังอาจนักนางกำนัลผู้นี้ ใครใช้ให้เจ้าจ้องพระพักต์ฮ่องเต้” เฉินกงกงตวาด

เกตุมุกดาเบิกตากว้าง ก้มหน้าชิดพื้นตอบเสียงสั่น “หม่อมฉันเพิ่งเข้าวัง ไม่รู้กฎ ขอพระราชทานอภัยเพคะ”

“อ้างว่าไม่รู้กฎไม่ได้ ทหารนำนางไปโบยห้าสิบไม้” เฉินกงกงยังตวาดซ้ำไม่รอให้เกตุมุกดาอ้าปากพูดอีก

“หยุดก่อนเฉินกงกง” ฮ่องเต้โบกมือห้าม ดวงตาคมกริบเพ่งพินิจนางตรงหน้า ใบหน้าขาวผ่องไม่ได้ดูสวยมากจนทำให้ฮ่องเต้ตะลึงเพราะพระองค์เห็นหญิงงามมามาก แต่กลับน่ามองไม่เบื่อ ปากคิ้วคางจิ้มลิ้มพริ้มเพราแต่สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของฮ่องเต้ได้มากที่สุดคือนัยน์ตาสุกใสมีแววซุกซนของนางที่ทำให้พระองค์รู้สึกถึงความมีชีวิตชีวา

“ข้ามีเรื่องอยากถามนางมากกว่าต้องการลงโทษ เฉินกงกงถอยไป ส่วนเจ้าเงยหน้าขึ้นมา” เกตุมุกดาค่อยๆเงยหน้าขึ้นมาแต่มองแค่ไหล่ฮ่องเต้ “วันนี้เป็นวันแรกในรอบหนึ่งเดือนที่ข้ารู้สึกเจริญอาหารเป็นอย่างมาก ข้าต้องทนทุกข์กับความรู้สึกเบื่อกินอะไรก็ไม่อร่อยมานานมาก ไหนเจ้าบอกข้ามาสิว่าเจ้าชื่ออะไรและทำไมบัวลอยเจ้าถึงมีหลากสีผิดแผกจากเดิมอีกทั้งยังใส่ไข่แดงลงไปด้วย”

เกตุมุกดาไม่กล้าสบตาฮ่องเต้อีกแล้วจึงเลือกก้มหน้าตอบ คิดสิ่งที่จะพูดออกไปอย่างถ้วนถี่ “หม่อมฉันชื่อซินซินเพคะ เป็นนางในห้องเครื่อง เหตุผลที่หม่อมฉันทำแป้งหลายสีในขนมบัวลอยนั้นเพื่อแสดงให้เห็นถึงอาณาจักรของต้าถังที่อยู่ใต้บาทพระองค์เพคะ ต้าถังประกอบไปด้วยหลายแคว้นแต่ทุกแคว้นต่างสยบและกลมเกลียวอยู่ใต้พระราชอำนาจของพระองค์เพียงผู้เดียว บัวลอยนี้นอกจากจะแสดงถึงความกลมเกลียวในครอบครัวแล้วยังแสดงถึงความกลมเกลียวของต้าถังและความยิ่งใหญ่ของพระองค์ด้วยเพคะ”

ฮ่องเต้ถังเกาจงได้ฟังก็พอใจ “ข้าต้องการให้เป็นเช่นนั้นทุกแคว้นต่างสยบให้ต้าถัง ไม่ต้องรบราฆ่าฟันกันอีก ประชาราษฎร์อยู่ดีมีสุขแผ่นดินเป็นปึกแผ่น”

เกตุมุกดายิ้มออกด้วยความโล่งใจ

“เหวยซั่งสือเจ้ามีนางในฝีมือเยี่ยมเช่นนี้ทำไมไม่ให้นางทำอาหารให้ข้าตั้งแต่แรก เช่นนั้นต่อไปให้นางทำอาหารให้ข้าทุกมื้อ”

เหวยซั่งสือสีหน้าเพิ่งเบิกบานได้ครู่เดียวก็ต้องสลดลงอีกครั้ง “นางเพิ่งเข้าวังมาได้ไม่กี่วันเพคะ อันที่จริงหม่อมฉันยังไม่แน่ใจว่าอาหารอย่างอื่นๆนางจะทำได้ดีหรือไม่ อีกอย่างนางยังไม่รู้กฎอีกหลายอย่างในวังหลวงเพคะ หม่อมฉันกลัวว่านางจะทำเรื่องมิถูกมิควรเป็นที่ระคายพระทัยฝ่าบาทได้เพคะ”

นับเป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยงของเกตุมุกดาที่จะได้ทำอาหารถวายจักรพรรดิแต่เกตุมุกดาเองก็รู้สึกว่าเสี่ยงเกินไปตามที่เหวยซั่งสือพูด เธอคงยังไม่มีความสามารถถึงขั้นนั้น จะเอ่ยอะไรก็ไม่กล้าหากพูดผิดไปก็หมายถึงลมหายใจของตัวเองที่ปลิดปลิวไปจึงเงียบไว้

ฮ่องเต้เริ่มโกรธ “นางเพิ่งเข้าวังไม่กี่วันแต่เจ้าก็ให้นางทำอาหารให้ข้ากินได้แล้วเหรอ ในวังหลวงแห่งนี้ไม่มีคนมีฝีมือแล้วหรือไร”

นั่นไงลมเปลี่ยนทิศอีกแล้วเหวยซั่งสือเหงื่อกาฬแตกพลั่ก กลัวจนลนลานแต่ก็บังคับน้ำเสียงให้มั่นคงตอบไป “นางเป็นคนมีความคิดแปลกใหม่ซึ่งหาได้ยากเพคะแต่การทำอาหารขึ้นโต๊ะเสวยต้องมีทั้งความรู้ ความเชี่ยวชาญ ในวัตถุดิบแต่ละชนิดหม่อมฉันไม่มั่นใจว่านางจะมีความรู้กว้างขวางแค่ไหน หม่อมฉันจึงอยากขอทำหน้าที่ดูแลเครื่องเสวยของฝ่าบาทต่อไปจนกว่าจะมั่นใจว่านางมีความรู้ความสามารถเพียงพอ แล้วจะมอบหน้าที่ปรุงเครื่องเสวยให้นางเพคะ”

ฮ่องเต้ระบายลมหายใจเฮือกหนึ่ง “เอาเถอะ ข้าเห็นแก่ที่เจ้ามีความใส่ใจในการทำอาหารให้ข้า ข้าจะให้เจ้าเป็นผู้ดูแลเครื่องเสวยของข้าต่อไป ส่วนเจ้าซินซินเจ้ามีความดีความชอบที่ทำให้ข้าเจริญอาหารได้ ข้าจะให้เฉินกงกงตบรางวัลให้”

เกตุมุกดามัวแต่งง เหวยซั่งสือจึงรุนหลังให้รู้ตัว “ขอบพระทัยฝ่าบาทเร็วเข้า”

“ขอบพระทัยเพคะฝ่าบาท” เกตุมุกดาตอบ

“ฝ่าบาทเพคะ” ฮองเฮาหนิงหลงเอ่ยขึ้นบ้าง “หม่อมฉันขออนุญาตทูลขอ นางเพิ่งเข้าวังมา ยังไม่รู้กฎของวังหลวง หม่อมฉันขอตัวนางไปเป็นนางในที่ตำหนักได้หรือไม่เพคะ หม่อมฉันเห็นนางมีแววเฉลียวฉลาด จึงอยากอบรมสั่งสอนนางให้รู้กฎระเบียบต่างๆในวังด้วยตัวเองเพคะ เมื่อเห็นว่านางรู้การอันควรแล้วจะส่งนางกลับไปที่ห้องเครื่องตามเดิม”

“ฮองเฮาต้องการเช่นนั้นหรือ”

“เพคะ”

“ถ้าเช่นนั้นก็ตามใจ ฮองเฮาเป็นคนดูแลความเรียบร้อยในวังหลังอยู่แล้ว”

“ขอบพระทัยเพคะ” ฮองเฮาหนิงหลงค้อมกายคารวะ เหลือบมองเกตุมุกดาด้วยความพอใจที่ได้มาไว้ข้างกาย จากนั้นฮ่องเต้ก็เสด็จไปตำหนักคุนหนิง เป็นความหมายว่าคืนนี้พระองค์เลือกค้างกับฮองเฮา

เหมยกุ้ยเฟยลุกขึ้นยืนหลังฮ่องเต้และฮองเฮากลับไปแล้ว นางขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอยู่ในใจที่ฮองเฮาหนิงหลงแย่งความสนใจจากฮ่องเต้ไปได้อีกครั้ง นางทำเป็นแม่พระผู้แสนดีจะอบรมสั่งสอนนางกำนัลคนใหม่ แต่ทำไมนางจะมองไม่ออกว่าฮองเฮาคิดอะไร สายตาฮ่องเต้ที่มองนางกำนัลคนนั้นเต็มไปด้วยความสนใจ ฮองเฮาเลยอยากเก็บนางไว้ข้างตัวเผื่อดึงเป็นพวกในอนาคต มีหรือนางจะรู้ไม่ทัน

เช่นเดียวกับเกตุมุกดาเมื่อครั้งที่อยู่โลกปัจจุบันเธอก็เคยอ่านนิยายจีนมามากไม่คิดว่าเรื่องของวังหลังฮองเฮากับเหล่าสนมที่ต้องชิงไหวชิงพริบชิงดีชิงเด่นกันบัดนี้จะได้เห็นกับตา แล้วเธอก็แอบเห็นสายตาไม่พอใจของสนมคนงามนามว่าเหมยกุ้ยเฟยที่มองมา แต่ก็เชื่อว่าเธอจะอยู่รอดปลอดภัยในวังหลวงเพราะเธอไม่ได้เข้ามาในวังเพื่อหวังตำแหน่งจอมใจจักรพรรดิ์อย่างที่ผู้หญิงในวังหลวงทุกคนต้องการ งานของเธอคือตามหาลี่จูสนมขององค์ชายหลีฉีถ้าเธอทำสำเร็จเธอเชื่อว่าเจ้าชายมังกรอาจจะมีเมตตายอมช่วยเหลือเธอหาทางส่งเธอกลับไปโลกปัจจุบัน

“คราวนี้เป็นทีของท่าน อย่าให้เป็นทีของข้าบ้างแล้วกัน... กลับ” เหมยกุ้ยเฟยสะบัดหน้าสั่งนางกำนัลข้างกาย

ลมพายุสงบลงแล้วแต่เกตุมุกดายังนั่งงุนงงอยู่ มารู้ตัวอีกทีตอนเหวยซั่งสือมาบีบไหล่เบาๆ

“ไม่รู้ว่าเป็นโชคดีหรือโชคร้ายของเจ้านะซินซินที่กลายเป็นหมากในกระดานนี้ไปแล้ว ต่อไปเจ้าจะต้องอยู่อย่างระมัดระวัง”

หากคิ้วของเกตุมกดาขมวดเป็นปมได้ก็คงขมวดเป็นปมจนแก้ไม่ออก อะไรต่อมิอะไรเกิดขึ้นเร็วมาก เมื่อครู่ต่อหน้าเบื้องบาทโอรสสวรรค์นางเกือบตายที่เห็นฮ่องเต้ตวาดเหวยซั่งสือแล้วมองเธอด้วยดวงตาคมกริบแฝงแววค้นหาแต่เพียงอีกครู่เดียวก็บอกว่านางทำอาหารได้ดีจะให้เฉินกงกงมาตบรางวัลให้ ทำไมชีวิตถึงได้เหมือนแขวนอยู่บนเส้นด้ายบางเบาท่ามกลางลมพายุรุนแรงแบบนี้นะ แล้วนี่ยังลมเพลมพัดไปอยู่ตำหนักคุนหนิงอีก

เกตุมุกดางุนงงไปหมด จุดประสงค์หลักคือต้องการตามหาสนมลี่จูเท่านั้นเอง

“ข้าควรทำเช่นไรดีเจ้าคะซั่งสือ ข้าถึงจะรักษาชีวิตรอดในวังหลวงนี้ให้นานที่สุด”

เหวยซั่งสือส่ายหน้า “ความเฉลียวฉลาดเท่านั้นที่จะช่วยเจ้าได้ ข้าเองก็ยังเกือบเอาตัวไม่รอด เจ้าก็เห็น”

เกตุมุกดาพยักหน้าช้าๆ “เจ้าค่ะ ข้าเข้าใจแล้ว ข้าต้องย้ายไปอยู่ตำหนักฮองเฮาวันไหนเจ้าคะ ที่นั่นข้าต้องทำอะไรบ้าง”

“เร็วที่สุด คงต้องเป็นพรุ่งนี้ ส่วนคืนนี้เจ้าพักที่ตำหนักนางในที่ข้าพาเจ้าไปดูเมื่อตอนมาถึงนั่นแหละ ส่วนเข้าไปอยู่ตำหนักคุนหนิง อ้อ ตำหนักคุนหนิงคือตำหนักของฮองเฮาเจ้าจงจำไว้ เมื่อไปถึงแล้วเจ้าต้องเชื่อฟังที่ฮองเฮาสอนสั่งเจ้าทุกอย่าง ฮองเฮาจะบอกเจ้าเองว่าเจ้าต้องทำอะไรบ้าง ที่สำคัญอยู่ที่นั่นเจ้าต้องระวังตัวให้มากเพราะรัชทายาทจะไปถวายคำนับฮองเฮาทุกวัน หากเจ้าเห็นองค์รัชทายาทก็ต้องถวายคำนับด้วย”

“องค์รัชทายาทไปที่ตำหนักฮองเฮาทุกวันเลยหรือเจ้าคะซั่งสือ”

“ใช่ องค์รัชทายาทเสด็จพร้อมชายาและพระสนมทุกวัน”

ดวงตาของเกตุมุกดาเป็นประกายแวววาวขึ้นมาอย่างปิดไม่มิด ถ้าเป็นอย่างที่เหวยซั่งสือพูดจริงๆ เธอก็จะมีโอกาสเจอลี่จูได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องลักลอบเข้าไปตามหาที่ตำหนักบูรพาให้ถูกอาญาแต่ปัญหาคือเธอยังไม่เคยเห็นหน้าลี่จูนี่สิ

เกตุมุกดาเดินคิดไม่ตกจนกลับมาถึงตำหนักของนางใน ภายในตำหนักมีเตียงนอนราวสิบเตียงนอนรวมกัน ตอนที่เกตมุกดากลับมาถึงคนอื่นๆต่างเข้านอนหมดแล้ว เกตุมุกดาปัดความคิดในหัวออกไป มองหาเตียงของตัวเองที่เหวยซั่งสือจัดเตรียมไว้ให้ตั้งแต่มาก็เดินไปนั่ง อยากจะล้มตัวลงนอนด้วยความเพลียก็รู้สึกตัวเหนียวหนับ มีแต่ผงแป้งติดตามเนื้อตัวจนอยากอาบน้ำ

แม้อากาศจะเย็นแต่คนเคยอาบน้ำทุกวันก็มีความมานะลงทุนแอบไปต้มน้ำร้อนในครัวแล้วนำไปเทใส่ในถังอาบน้ำที่มีความสูงระดับอก เดินไปเดินมาอยู่หลายรอบน้ำจึงเต็มถัง เกตุมุกดาถอดเสื้อผ้าออกจนเปลือยเปล่า ป้ายหยกเนื้อดีก็กลิ้นหลุนๆออกมาจากแขนเสื้อ เกตุมุกดารีบตามไปเก็บขึ้นมา

“เกือบทำหายซะแล้ว” รอยยิ้มเอาคืนปรากฏขึ้นมา ป้ายหยกในมือของเกตุมุกดาเป็นของหลีฉี เธอเก็บได้ตอนเขาทำหล่นแต่ไม่ทันได้คืนเขาก็ขี่ม้าออกไปจากจวนเสียก่อน เกตุมุกดาเลยคิดว่าจะเก็บไว้เองไม่คืนเขาแล้ว ตั้งใจจะนำไปขายแลกเงินหลังจากตามหาลี่จูให้เขา เผื่อเขาไม่ช่วยส่งเธอกลับบ้าน เธอจะได้มีทุนรอนใช้ระหว่างหาทางกลับบ้านด้วยตัวเอง

“องค์ชายก็มีไข่มุก แก้วแหวนล้ำค่าเยอะแล้ว ข้าขอหยกชิ้นเดียวคงไม่ว่ากันนะ”

“ข้าไม่ว่าเจ้าหรอก” เกตุมุกดาตอบแทนเองแล้วก็หัวเราะเอง หลงยุคมาทั้งที่จะเครียดทำไม ถือว่ามาทัวร์ฟรีแล้วกันเงินก็ไม่เสีย ได้เห็นอาณาจักรจีนโบราณที่ไม่มีใครมีโอกาสได้เห็นมาก่อน

เกตุมุกดายิ้มอย่างอารมณ์ดีพาตัวเองก้าวลงไปในอ่างอาบน้ำแล้วนอนแช่อย่างมีความสุข มือก็คลึงป้ายหยกเล่นแต่แล้วจู่ๆถังน้ำก็มีระลอกคลื่นแปลกประหลาด ไหวกระเพื่อมอยู่ราวกับมีอะไรดำผุดดำว่ายปานจะแทรกระลอกน้ำขึ้นมา

เกตุมุกดาทะลึ่งตัวจะออกจากถังด้วยความกลัว ทรวงอกปริ่มๆอยู่เหนือน้ำ แล้วต้องเบิกตากว้างไม่ทันได้หนีออกไปจากถังน้ำเมื่อเห็นว่ามีเงาร่างปรากฎขึ้นมา เป็นเขานั่นเองหลีฉีเจ้าของป้ายหยก หัวใจดวงน้อยกระตุกวูบด้วยความตกใจ เขามาได้ยังไง

“องค์ชาย ทะ ท่าน มาได้ยังไง”

“เจ้า...” หลีฉีเองก็หาเสียงตัวเองไม่เจอ ไม่คิดว่าตัวเองจะมาโผล่ในถังน้ำใบเดียวกับเกตุมุกดา เขาคิดถึงนางส่วนหนึ่งเพราะต้องการมาถามหาป้ายหยกและได้รับกระแสจิตของนางด้วยส่วนหนึ่งจึงมาหา แต่คิดไม่ถึงว่าจะมาเจอนางในถังอาบน้ำ

“เจ้าคิดถึงเราในสถานที่เช่นนี้ได้ยังไง”

“ท่านต่างหากที่มาได้ยังไง หม่อมฉันไม่ได้คิดถึงท่านสักหน่อย แล้วทำไมถึงมาโผล่ในถังน้ำของหม่อมฉันได้ ทำไมไม่มาให้ดีกว่านี้”

พอนึกขึ้นได้ว่าใต้น้ำนี้ไร้อาภรณ์ใดๆ เธอก็รู้สึกเขินอายยกมือปิดบังทุกส่วนที่ไม่ต้องการให้องค์ชายมังกรมองเห็น

“ข้าเคยบอกเจ้าแล้วใช่หรือไม่ว่าข้าไม่สามารถเหยียบผืนดินวังหลวงได้ มันเป็นสัตย์สัญญาตั้งแต่รุ่นปู่ของข้าที่ให้ไว้กับจักรพรรดิ์จีนเมื่อหลายร้อยปีก่อนว่าพวกเรามังกรแห่งมหาสมุทรไม่ยุ่งเกี่ยวกับโอรสสวรรค์ แต่พวกเขายังต้องบูชาเทิดทูนเราในฐานะเทพเจ้าองค์หนึ่งเหมือนเดิมแล้วเราจะช่วยให้แผ่นดินของเขาอุดมสมบูรณ์ มีน้ำ มีอาหารไม่ขาด”

เกตุมุกดาส่ายหน้าจนเส้นผมมันวาวกระจาย “พวกท่านจะให้คำสัตย์กันยังไงก็เรื่องของพวกท่านแต่ตอนนี้ท่านต้องออกไปก่อน”

“แล้วเจ้านึกว่าข้าอยากอยู่กับเจ้าในสภาพเช่นนี้นักรึไง”

หลีฉีเผลอมองช่วงไหล่ขาวผ่องราวหิมะที่โผล่พ้นน้ำแล้วก็หน้าแดงก่ำ ไอน้ำจากในถังพวยพุ่งเป็นไอเลยช่วยให้เกตุมุกดาไม่ทันสังเกตได้ เขาเองก็ไม่กล้าอยู่นานเพราะวางหน้าไม่ถูกแล้วจะเอ่ยปากทวงป้ายหยกคืนก็กลายเป็นเลอะเลือน

“ต่อไปเจ้าห้ามคิดถึงข้าในที่แบบนี้อีกเด็ดขาด ข้าจะมาหาเจ้าได้เฉพาะที่มีน้ำอยู่เท่านั้น และข้าต้องมาหาเจ้าอีกเพราะเจ้าติดหนี้ข้าไว้หลายเรื่อง เจ้าจำไว้ให้ดีปี้หู่” หลีฉีว่าก่อนเงาร่างจะค่อยๆหายไป เกตุมุกดายังตะลึงกว่าจะหาคำบริภาษทันหลีฉีก็หายไปแล้ว

“อะไรกัน เป็นมังกรถ้ำมองแล้วยังมีหน้ามาว่าเราอีก อย่าให้มีโอกาสนะจะเอาคืนให้สาสมเลย” เกตุมุกดาไม่กล้าแช่ตัวในน้ำอีกก็รีบพาตัวเองขึ้นจากถังน้ำ รีบเช็ดตัวให้แห้งแล้วสวมชุดเดิมวิ่งเร็วกลับตำหนักไปเข้านอนทั้งที่หัวใจเต้นรัว ไม่วายหยิบป้ายหยกของหลีฉีขึ้นมาดู

เขาบอกว่ามาได้เฉพาะที่มีน้ำตรงนี้ไม่มีน้ำเขาคงมาไม่ได้ เกตุมุกดาเลยได้แต่แช่งชักหักกระดูกเขาที่กล้ามาทำตัวถ้ำมองเธอในถังอาบน้ำ

“คอยดูถ้าท่านโผล่มาแบบนี้อีกข้าจะเอาไม้ทุบให้ตายเลย” แม้นภายในใจจะคิดได้ว่าไม้อันเล็กๆ คงทำร้ายองค์ชายมังกรอย่างเขาไม่ได้แต่ได้เอาคืนเล็กๆน้อยๆก็ยังดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลย

 

จิ้นหูลอบมองพระพักต์องค์ชายหลีฉีแล้วรู้สึกประหลาดใจวันนี้องค์ชายดูแปลกๆ ใบหน้าก็ดูเห่อแดงองค์ชายเสด็จไปไหนมาพ่ะย่ะค่ะ

เราไปเมืองมนุษย์มาจะไปดูว่าปี้หู่ทำงานให้เราคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว

เช่นนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ แล้วแม่นางซินซินหาตัวพระสนมลี่จูพบหรือยังพ่ะย่ะค่ะ

เรายังไม่ทันได้ถามนางก็รีบกลับมาเมืองบาดาลเสียก่อนจิ้นหูฟังแล้วให้รู้สึกประหลาดใจ

องค์ชายทำไมถึงรีบเสด็จกลับลงมาก่อนหรือว่าไม่ได้พบนาง

เราบังเอิญพบเห็นสิ่งที่ไม่เป็นมงคลเข้าจึงรีบกลับลงมาก่อน เจ้าไม่ต้องซักถามอะไรอีก เราจะกลับตำหนักไปพักผ่อน เจ้ามีอะไรไปทำก็ไปทำซะ จิ้นหูไม่กล้าถามอีกได้แต่มองตามร่างสูงสง่าขององค์ชายที่เดินผ่านหน้าไปอย่างหงุดหงิด

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 66 ครั้ง

1,388 ความคิดเห็น