ราชันบุปผาไหว้ศพ (ฉบับนิยาย) Bl,Gl,Normal

ตอนที่ 11 : บทที่ ๑๐ จุดประสงค์ของวิณณ์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 106
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    25 ส.ค. 61

บทที่ ๑๐

จุดประสงค์ของวิณณ์

 

“ศรี”

“?”

ลิลลี่ก้มมองพื้นตลอดในขณะที่เข้ามาในห้อง เธอรู้สึกแย่อย่างบอกไม่ถูก ทั้ง ๆ ที่ฝ่ายผิดควรจะเป็นไนซ์ ศรีหันมามองพร้อมกับรอยยิ้มอ่อนโยน

“จ๊ะ?”

“ฉันว่าเธอทำเกินไปหน่อยนะ จริง ๆ แล้วคนผิดคือฉัน เพราะหนีไนซ์มาตอนที่เรากำลังคุยกัน ไนซ์แค่ต้องการรั้งฉันไว้ ก็แค่นั้นเอง”

ศรีมองอีกฝ่ายเงียบ ๆ ปลายนิ้วมือชาก่อนที่มันจะสั่นไปทั้งมือ เป็นอาการบ่งบอกอารมณ์ที่คุกรุ่นในตัวเธอ

ฉันรู้ แต่กับยัยนั่น ทำอะไรก็ขัดหูขัดตาไปหมด กับคนที่จ้องหาเรื่องคนอื่น นิสัยไม่เคยเปลี่ยน แบบนั้นแล้วยังจะให้ฉันเชื่อใจอะไรอีกล่ะ? ฉันเคยเชื่อว่าสักวันคนเราจะเปลี่ยนกันได้ แต่ยังไงฉันก็ไม่เชื่อว่าไนซ์จะเปลี่ยนอะไรได้ แน่นอน ตลอดเวลาที่เราเรียนอยู่ที่เดียวกัน ไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่ไนซ์จะดีกับฉัน

ศรีไม่รู้จะพูดอะไร เธอมองไปทางอื่น ลิลลี่ถอนหายใจ สีหน้าดูเป็นกังวล

“ขอโทษนะ ฉัน จริง ๆ แล้วเธอก็โดนไนซ์แกล้งมาเยอะ ไม่แปลกที่เธอจะคิดแบบนั้น ฉันไม่ได้นึกถึงความรู้สึกของเธอเลย แต่ว่า ขอบคุณนะที่อุตส่าห์เป็นห่วงฉัน ---เอ้อ นี่ ที่พูดไม่ใช่ว่าเพราะเป็นห่วงหรืออะไรหรอกนะ ฉันแค่ไม่ชอบความลำเอียงน่ะ”

“อย่าขอโทษเลย ฉันทำเกินไปจริง ๆ นั่นแหละ ---เฮ้อ ฉันเกลียดคนใช้แต่อารมณ์และพวกที่ไม่มีเหตุผล แต่ไป ๆ มา ๆ ตัวฉันเองก็ไม่ต่างกัน ว่าแต่เธออยากให้ฉันดูอะไรเหรอ?” ศรีพยายามยิ้ม ในใจอดคิดไม่ได้ว่าอีกฝ่ายเป็นคนที่น่าคบมากคนหนึ่ง ติดตรงที่ว่าปากแข็งไปหน่อยนี่แหละ

ลิลลี่กังวลจนฝืนริมฝีปากไม่ออก “ฉันเจอหนังสือน่าสนใจน่ะ คิดว่าเธอน่าจะชอบ” ในที่สุดลิลลี่ก็ฝืนยิ้มออก

ทั้งสองเดินไปผ่านตู้ชั้นหนังสือ กลิ่นไม้อับกับกระดาษหอมหวานลอยมาแตะจมูกจาง ๆ ที่นี่เงียบเชียบจนแม้แต่น้ำหยดหนึ่งก็คงเป็นเสียงดัง ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีฟ้าอมม่วงผสมกับชมพู ดวงอาทิตย์สีซีดคล้อยต่ำ ห้องสมุดค่อย ๆ มืดลง

จริง ๆ แล้วลิลลี่ไม่จำเป็นต้องนัดศรีมาที่นี่ในเวลานี้ แม้ว่าตอนตอนกลางวันเธอจะมีธุระก็ตามที เหตุผลก็เพราะความรู้สึกที่เธอไม่รู้จักกำลังบอกให้ตัวเองหาโอกาสได้อยู่กับศรีตามลำพัง ให้ได้อยู่ใกล้ชิดกันมากขึ้น ได้ยินเสียงที่คิดถึงทุกวัน

มันเรียกว่าอะไรกัน? ความรู้สึกนี้

ครืด

ตู้โครงเหล็กบานกระจกถูกเปิดออก เสียงเนื้อครูดกันเพราะสัมผัสอันหยาบที่เต็มไปด้วยสนิม ฝุ่นหยากไย่เกาะคลุ้ง จนทั้งสองคนเผลอไอไม่ก็จามออกมา  ศรียกมือปิดจมูก ลิลลี่ก็เช่นกัน ตอนที่หยิบหนังสือออกมาหยากไย่กับฝุ่นก็ติดมือมาด้วย เธอหยิบผ้าเช็ดหน้ามาปัด ๆ ฝุ่นพอให้สากมือน้อยลง ศรีเบิกตากว้างด้วยความสนใจ รู้สึกคุ้น ๆ หนังสือเล่มนี้

“นี่มัน

พูดให้ถูกควรจะเรียกมันว่าสมุดใบลานมากกว่า ภาพวงเวท ยักษ์อสูร อมนุษย์ และคาถาจารึกอักษรขอมกับบาลี-สันสกฤต ล้วนซีดจางขาด ๆ หาย ๆ บางส่วนก็เลือนรางไปจนมองไม่เห็นอีก

“ว้าว! ยอดไปเลย เจอตั้งแต่ตอนไหนเหรอ?!” ศรีรับสมุดมาพลิกอ่านเปิดไปมาอย่างตื่นเต้น ลิลลี่ดีใจที่อีกฝ่ายชอบจนอมยิ้ม ใบหน้าขึ้นสีระเรื่อ

“สัปดาห์ก่อนน่ะ แต่ช่วงนั้นเราต้องรีบเคลียร์งานค้างส่งอาจารย์เลยลืมบอก”

“ขอบคุณนะจ๊ะ ฉันชอบมากเลย ถ้าฉันไม่ย้ายโรงเรียนก็อยากยืมจัง”

อึก

ลิลลี่ปวดแปลบในอก เธอหน้าซีดขึ้นมา แค่คิดถึงวันเวลาที่ไม่ได้เห็นศรีเป็นเวลาหลายปีก็รู้สึกเหมือนมีใครเอาเล็บมาข่วนหัวใจเธอ

ต้องบอกให้ได้ ว่าเราชะ---

ตุบ!

                “อึก!

                ศรีเกิดอาการปวดแสบปวดร้อนบริเวณหน้าอกกับตาทั้งสองข้างขึ้นมาฉับพลัน รู้สึกเหมือนมีใครบีบขยี้ที่อกของเธอ มันต่างกับความรู้สึกเวลาจุกกันมากนัก นัยน์สีดำร้อนผ่าว มันขึ้นสีแดงเรื่อ มือกุมหน้าอก สีหน้าทุกข์ทรมาน ลิลลี่หน้าซีดเพราะความกังวล เธอรีบเข้าไปประคองศรีที่งอตัว

                “ศรี! เป็นอะไรไป?! ---เอ๊ะ?” ลิลลี่เห็นดวงตาสีดำขลับของศรีเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำดุจโลหิต มีอักขระยันต์ประหลาดปรากฏอยู่ข้างใน

                “ฉัน--- อะ โอเคฉันไม่เป็นไรแล้ว” ศรีหอบหายใจ เหงื่อท่วมตัว ใบหน้าซีดเผือดจนน่าตกใจ เธอหันไปมองเพื่อนตนเอง ลิลลี่ขมวดคิ้วอย่างไม่สบายใจ

                “เธอเป็นโรคหัวใจหรือโรคหอบหืดหรือเปล่า?” ลิลลี่ถาม แต่เธอรู้สึกว่าอาการของศรีมันแปลกกว่านั้นมากนัก ตอนนี้ตาของศรีกลับมาเป็นแบบเดิม ราวกับว่าเมื่อครู่เป็นเพียงภาพหลอน

                ศรีเม้มริมฝีปาก เธอเริ่มขยาดสมุดใบลานเล่มนั้น “เมื่อกี้ ฉัน แฮ่ก ๆ ฉันอ่านมนต์บทหนึ่ง

                “มนต์?” ลิลลี่แปลกใจ

                “ไม่มีอะไรหรอก ฉันคงเพ้อเจ้อไปเอง คิดว่าคงเป็นเพราะมนต์ที่เปิดเจอ ฉันอ่านมันเลยเกิดอาการแบบนี้” ศรีเอื้อมไปหยิบสมุดที่ทำตก มือสั่นเล็กน้อย “ไม่มีซองใส่บัตรยืม-คืนสมุดใบลานแบบนี้จะติดตรงไหนดีนะ?”

                ลิลลี่ที่ยังสับสนมองศรีตากะพริบ รู้สึกผิดที่ทำให้ศรีเจอเรื่องแบบนี้

                “ของเก่าแก่แบบนั้นถ้าจะมีอาถรรพ์ก็ไม่แปลก ฉันว่ามันมีความเป็นไปได้นะ ฉัน ขอโทษนะ ถ้าไม่ใช่เพราะฉันชวนมาเธอคงไม่ต้องเจออาการแบบนี้”

                “อย่าคิดแบบนั้นสิ อีกอย่าง เมื่อกี้ฉันอ่านออกเสียงด้วย น่าจะมีผลก็เพราะแบบนั้นแหละ แต่ฉันพูดเบา ๆ เอาน่ะ เธอเลยไม่ได้ยิน ถ้าไม่อ่านออกเสียงก็ไม่มีปัญหาหรอก”

                “งั้นเหรอ

                ศรีพยักหน้าพร้อมกับรอยยิ้ม แต่เธอดูเหนื่อยล้าเหลือเกิน

                ทั้งสองคนไม่ได้คุยกันอะไรต่อ และเดินกลับไปยังเคาน์เตอร์  หยิบสมุดบัญชีรายชื่อเล่มใหญ่เกือบเท่า A4 ขึ้นมา และซองขนาดแผ่นเล็กกว่าฝ่ามือเล็กน้อยกับกระดาษขนาดเดียวกัน ศรีทากาวที่หลังซองแล้วแปะที่ด้านหลังสมุดใบลาน โชคดีที่ตรงนี้ไม่มีเนื้อหาสาระสำคัญอะไรนัก ศรีเขียนชื่อตนเองลงไป ลงวันที่ที่ยืม และลงรายละเอียดอีกทีในสมุดบัญชีรายชื่อ

                “วันนี้ให้ฉันไปส่งมั้ยจ๊ะ?”

                “ขอบใจนะ แต่นี่มันเย็นมากแล้ว เรารีบกลับกันเถอะ”

                เด็กหญิงสองคนคิดว่าจะเห็นไนซ์อยู่หน้าห้อง แต่ตอนนี้กลับเห็นเพียงคุณครูท่านหนึ่งเดินผ่านมา ทั้งสองคนยกมือไหว้แล้วเดินต่อ

                ว่าไป รู้สึกเหมือนเคยเห็นสมุดเล่มนี้ที่ไหนมาก่อน

 

                มิติผกาย

                เครื่องแบบเสื้อตัวนอกสีดำขลิบทองดูหรูหรา ทับกับชุดนักเรียนไทยทั่วไป มันยิ่งดูสง่างามมากขึ้นเมื่อเด็กชายคนนี้ใส่ หน้าตาเขาเหมือนกับพงสณะจนน่าตกใจ แต่มันไม่ใช่เรื่องที่น่าสงสัยเลย เพราะทั้งสองคนเป็นพี่น้องฝาแฝดกัน

                ทว่าสิ่งหนึ่งที่แยกความแตกต่างของสองคนนี้ก็คือ รอยยิ้มอ่อนโยนเป็นมิตร คำพูดทุ้มนุ่ม ทว่าความเย่อหยิ่งจองหอง ถือตัว และแววตาที่เหยียดหยามมักจะซ่อนไว้ในตัวเด็กชายคนนี้

                “วิณณ์”

                พงสณะพูดเสียงเรียบ ทว่าอีกฝ่ายสัมผัสได้ถึงความโกรธที่คุกรุ่น วิณณ์กำลังเดินลงจากบันไดกลางห้องโถงของอาคารแห่งหนึ่งในโรงเรียน เขาเอียงศีรษะแล้วยิ้มอย่างไร้เดียงสา

“นายดูอารมณ์ไม่ดีนะ”

                “อย่ามาทำหน้าซื่อ ---ทุเรศสิ้นดี คิดรึว่าฉันไม่รู้ว่านายกำลังวางแผนอะไรอยู่”

                “เรื่องศรีเหรอ? ฉันไม่ได้ทำอะไรเลยนะ” วิณณ์ว่ายิ้ม ๆ พงสณะจิกตามอง

                “อ้อเหรอ ฉันยังไม่ได้พูดสักคำเลยนะว่าศรีเกี่ยวข้องด้วย นี่น่ะเรอะคนไม่รู้?”

                “แล้วอย่างนายทำอะไรฉันได้ล่ะ? ฮึ? เจ้าน้องโง่” ใบหน้าเด็กชายเชิดขึ้นเล็กน้อย

                “เกิดก่อนฉันแค่ไม่กี่นาทีอย่ามาทำเป็นพูด” พงสณะพยายามข่มเสียงตัวเองไม่ให้สั่น “ตอนนั้นนายกับพวกนายิกาชั้นสูงเองก็อยู่ด้วยใช่มั้ย? ตอนที่ฉันกับท่านอรัญญิกสู้กับพลโทอัลโยน่า ศรีก็หายไปโดยที่พวกเราไม่รู้ตัว”

                “อะไรที่ทำให้นายคิดแบบนั้นล่ะ?”

                พงสณะชูหุ่นดินเผาขนาดเล็กกว่าฝ่ามือขึ้นมา มันพันด้วยเชือกเก่า ๆ รูปร่างคล้ายคน มีร่องรอยเหมือนถูกของมีคมฟันและถูกไฟเผา

                “หุ่นพยนต์มีกลิ่นของนายและใครอีกคนที่ฉันไม่รู้จัก แต่ดูถูกได้เลย นายยังไม่เก่งพอที่จะเสกหุ่นพยนต์ให้มันแกร่งกล้าได้ขนาดนี้ ไม่อย่างนั้นตอนที่ท่านพิกุลเข้าต่อกรมันไม่เหลือสภาพเป็นชิ้นเป็นอันแบบนี้แน่”

                วิณณ์ยิ้มมุมปาก ประกายเย็นเยียบวาบผ่านนัยน์ตา

                “แล้วไง?” เขาว่าอย่างไม่ทุกข์ร้อน

                ริมฝีปากพงสณะเหยียดออก ราวกับว่าเขานำอีกฝ่ายมาหนึ่งก้าว “ฉันจะเตือนไว้อย่าง ---อย่าคิดเล่นตุกติกอะไรเป็นอันขาด รัสเซียไม่ใช่เหยื่อของนาย ระวังจะถูกล่าซะเองล่ะ”

                “นายมาถึงนี่เพื่อพูดแค่นี้?”

                “พลโทอัลโยน่าตั้งใจลักพาตัวศรีก็จริง แต่เพื่อที่จะพาไปเจรจาที่สถานทูต ฉันเดาว่างั้นนะ แต่นายกับพวกฉ-นายิกา และพวกซิโมนตั้งใจจะข่มขู่ศรี ร่วมมือกันลักพาตัวไปยังวิหารที่ร้างไปหลายร้อยปีแล้ว เพื่อที่ตั้งใจจะตรวจสอบร่างกายศรี แต่ท่านพิกุลเข้ามาขวางไว้ได้ก่อน พลโทอัลโยน่าก็เข้ามารับมือสถานการณ์ ตอนนี้โรงเรียนพวกซิโมนน่าจะถูกเพ่งเล็งเพราะทำอะไรโดยพลการ”

                พูดมาถึงตรงนี้แล้วพงสณะก็จ้องอีกฝ่ายเขม็ง “นายคงไม่ได้ประเมินสมองหมอนั่นต่ำไปใช่ไหม นายรู้ดีนี่ว่าซิโมนไม่ใช่พวกที่เราจะหลอกได้ง่าย ๆ แผนของพวกนายมันบุ่มบ่ามหละหลวมเกินไป รึนายต้องการยืนยันเพื่อให้แน่ใจอะไรบางอย่าง? พวกฉนายิกาก็คงไม่ยอมร่วมมือกับเด็กอย่างเราเพื่อแผนการงี่เง่านี่หรอก”

                “

                “ว่าไง?”

                วิณณ์ที่เงียบไปครู่หนึ่งตัวสั่นเพราะกลั้นขำ พงสณะมองอย่างไม่เข้าใจ

                “คิก ก็รู้ดีนี่ แล้วมาบอกเพื่ออะไรล่ะ?”

                “เป้าหมายกับจุดประสงค์ที่แท้จริงของนายมันสวนทางกัน” พงสณะเปรยอย่างหงุดหงิด

                “คราวนี้อะไรอีกล่ะ?”

                “อย่างที่ฉันบอก แผนพวกนี้มันหละหลวมเกินไป ฉันไม่รู้หรอกว่าพวกนายิกาชั้นสูงที่ร่วมมือกับนายคิดจะทำอะไร แต่ที่นายร่วมมือแผนการนี้ก็เพราะต้องการให้พวกทศนายิการู้การเคลื่อนไหวของพวกฉนายิกา”

                “รู้การเคลื่อนไหวเพื่ออะไร?”

                ทั้งสองจ้องตากัน

                “นายต้องการให้พวกนั้นแตกคอกัน” พงสณะหรี่ตามอง “แต่ไหนแต่ไรมางานภาคสนามพวกสัตตนายิกาก็ลงมือทำอยู่แล้ว โดยได้รับคำสั่งจากฉนายิกาที่ได้คำสั่งจากทศนายิกา แต่ดูเหมือนว่างานนี้ฉนายิกาจะลงมือเองโดยที่ทศนยิกาไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ถ้ามีการเคลื่อนไหวแปลก ๆ แบบนี้ทศนายิกาต้องสงสัยฉนายิกาแน่”

วิณณ์เงียบ มองอีกฝ่ายอย่างเฉยเมย ปากยิ้มทว่านัยน์ตากลับขัดแย้งกัน “แต่ไหนแต่ไรไม่ว่าจะเป็นนายิการะดับไหน ก็สามารถปฏิบัติงานได้ตามเห็นชอบนี่? เว้นเสียแต่จะมีคำสั่งลงมาให้ปฏิบัติแค่ภายในขอบเขตที่กำหนด”

“นั่นมันก็ใช่ แต่นายคิดว่าฉนายิกาจะไปรายงานการปฏิบัติหน้าที่ด้วยเรื่องอะไรล่ะ?”

“เหตุผลก็ต้องเป็นเรื่องนำพาตัวศรีไปให้น่ะสิ”

“ไม่ใช่เพราะว่าจะเก็บไว้ใช้งานเองเรอะ?” พงสณะยิ้มเยาะ “ถ้าเพื่อการนั้นจริงพวกนายไม่จำเป็นต้องใช้คนมากขนาดนี้หรอก วิณณ์”

เด็กชายที่ใบหน้าเหมือนกับพงสณะในชุดเครื่องแบบสีดำขลิบทองตบมือให้อย่างล้อเลียนมากกว่าจะชม

“ก็พูดไม่ผิด”

วิณณ์กล่าว พงสณะอดคิดไม่ได้จริง ๆ ว่าทำไมอีกฝ่ายเป็นคนใจเย็นได้ขนาดนี้

เขาพูดต่อ “ทั้งนาย ซิโมน และฉนายิกาต่างรู้ดีว่าแผนนี้มองออกง่าย แต่ก็นั่นแหละ เพราะด้วยความที่พวกนายหลายคนร่วมมือกันเยอะเกินไป หากเกิดถูกจับได้ขึ้นมาก็แค่โยนความผิดให้อีกฝ่าย ถ้าให้เดา พวกฉนายิกาคงตั้งใจจะเอาตาของศรีล่ะสิท่า”

เสียงของพงสณะสั่นขึ้นมา ดวงตาเขาแข็งกร้าว “แต่ถึงฉันจะเดา มันก็จะเกิดขึ้นจริงอยู่ดี ไม่วันนี้ก็วันหน้า”

                “งั้นไหนลองเดาซิ ว่าฉันต้องการอะไร?”

                “ปกป้องศรี” พงสณะเอ่ยเช่นนั้นก็จริง แต่กลับเป็นตัวเขาเสียเองที่ไม่อยากยอมรับ

            กับไอ้หมอนี่ มันไม่เคยเจตนาดีกับศรีหรอก แต่ดูจากที่เห็นแล้วเราก็นึกเหตุผลไม่ออก

                ครานี้เด็กชายที่มาหาอีกฝ่ายถึงถิ่นจากทีแรกที่กล่าวโทษ มาตอนนี้กลับหลุบตามองพื้นอย่างไม่มั่นใจ

                “นายรู้ว่าพวกฉนายิกาจะทำแบบนั้น และคาดไว้อยู่แล้วว่าจะต้องมีนายิกาสักคนมาช่วยทันแน่ ๆ เลยยอมร่วมมือเพื่อล่อลวงพวกนั้น”

                “แล้วกับซิโมนล่ะ?”

                พงสณะคงจะคิดไปเอง ทำไมเขาถึงไม่เห็นแววตาอีกฝ่ายเลยล่ะ?

                “ก็แค่ตัวที่เอี่ยวมาด้วย ซิโมนคงวางแผนกับทางโรงเรียนจับศรีไปขังไว้ที่คุกใต้ดิน หลบซ่อนจากรัฐบาลรัสเซีย วิณณ์ นายอยู่ฝ่ายใครกันแน่ บางครั้งนายก็เหมือนจะเข้าข้างพวกเรา แต่ในขณะเดียวกันก็หันไปเข้าข้างฝ่ายศัตรู”

                “นายพูดเหมือนว่าเราอยู่ฝ่ายเดียวกันเลยนะ ยังไงความเห็นของโรงเรียนนายและโรงเรียนฉันมันก็ไม่เหมือนกันอยู่แล้ว  ฝ่ายนายต้องการฆ่าราชันแห่งยักษา แต่โรงเรียนฉันต้องการเลี้ยงไว้เป็นเบี้ย”

                พงสณะถอนหายใจอย่างกลัดกลุ้ม วิณณ์มองด้วยแววตาที่ยากจะอ่านออก

                “ที่พูดมาทั้งหมด ไม่ใช่เพราะอยากถามอะไรฉันรึไง? ฮึ” เด็กชายแค่นเสียงอย่างสมเพช

                “ใช่ วิณณ์ ฉันจะถามความคิดนายนะ นายอยากฆ่าศรีหรืออยากให้เธออยู่ต่อ?”

                อีกฝ่ายที่กำลังหันเดินจากไปเหลือบตามองเมื่อโดนถามแบบนั้น

                “ฉันอยากฆ่า” วิณณ์ตอบพร้อมกับรอยยิ้มละมุน ทว่ามันช่างคมกริบจนราวกับจะบาดพงสณะเสียให้ได้ “ไว้คุยกันคราวหน้าละกัน ถ้าจะมาหาฉันเพื่อถามเรื่องแค่นี้ไม่เห็นต้องเสียเวลาพล่ามยืดยาวเลยนี่”

                “ก็อย่างที่ฉันเคยเตือนไว้ก่อนหน้านี้ แล้วก็นะ ของที่นายอยากได้อย่างหนึ่งน่ะ อยู่ที่ฉัน”

                วิณณ์ชะงักฝีเท้าที่ก้าวไปได้ไม่ไกล แม้จะไม่ได้หันมาแต่บรรยากาศที่รายล้อมบอกความรู้สึกเขาได้ชัดเจน พงสณะยิ้มอย่างปรีดา

                “สนใจมั้ยล่ะ? เลือดของศรี”

65 ความคิดเห็น