ราชันบุปผาไหว้ศพ (ฉบับนิยาย) Bl,Gl,Normal

ตอนที่ 12 : บทที่ ๑๑ คนที่ไว้ใจได้

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 82
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    25 ส.ค. 61

บทที่ ๑๑

คนที่ไว้ใจได้

 

            มิติสามัญ

วันนี้ศรีลืมเอาโทรศัพท์ไปโรงเรียนเพราะความรีบร้อน พอกลับมาแล้วก็ตรวจสอบแชทในแอพ Lemon-T [1]ว่ามีใครส่งข้อความมาหรือเปล่า สมาชิกชื่อ ร่มบ่อสร้างสีคราม ส่งข้อความมาตั้งแต่เก้าโมงเช้า เด็กหญิงอมยิ้ม ดีใจที่เพื่อนสนิทคนเก่าที่ไม่เจอกันนานพอสมควรทักมาหา ศรีเลื่อนนิ้วเปิดข้อความ ก่อนที่ตัวอิโมติคอนกับสติ๊กเกอร์จะโจมตีสายตาเธอ

           

ร่มบ่อสร้างสีคราม : สวัสดีเจ้า~~~ ฉันคิดถึงศรีมากเลยน้า >< ตอนนี้ที่เชียงใหม่อากาศหนาวกว่าเดิม แต่ฉันชินแล้วล่ะ (ก็คนเหนือนี่นะ) แล้วก็นะ ดอกไม้เมืองหนาวเริ่มบานแล้ว! ดอกนางพญาเสือโคร่งก็ด้วย!! มันสวยมากเลยล่ะ สีขาวออกชมพูอย่างกับซากุระแน่ะ ถ้าได้ดูด้วยกันกับศรีคงโรแมนติกกว่านี้อีก //ฮือ

 

          ถัดจากข้อความลงมาเป็นสติ๊กเกอร์กระต่ายกำลังร้องไห้ ศรีขำเบา ๆ นึกภาพออกเลยตอนที่แววไพรเพื่อนสนิทคนเก่าของเธอกำลังทำหน้าแบบไหน คงจะซึมน่าดู แต่อีกใจก็อดคิดไม่ได้ว่า ที่แววไพรพูดว่าถ้าได้ดูกับศรีคงจะโรแมนติกกว่านี้อารมณ์เหมือนแฟนที่ไม่เจอกันนานคร่ำครวญว่าคิดถึงอีกฝ่าย

                ศรีส่งข้อความตอบกลับ

 

                ปลาทูสามเข่ง : สวัสดีจ้า! ฉันเองก็คิดถึงแววไพรมาก ๆ เหมือนกันน้า ^^ ตอนนี้ที่อยุธยาเองอากาศก็เย็นลง แต่กำลังดีเลยล่ะ ไม่หนาวมาก

          อยากเห็นดอกนางพญาเสือโคร่งจัง~~~ แอบอิจฉาแววไพรนะ ได้เห็นทุกวันเลย ถ้าได้อยู่ด้วยกันก็อยากถ่ายรูปเก็บไว้ด้วย อีกไม่กี่เดือนเราก็จะปิดเทอมแล้ว แต่ก็คงหมดหน้าหนาวด้วยนั่นแหละ เสียดายจัง แต่ถึงตอนนั้นดอกคูนก็บานเต็มต้นแล้ว ประเทศไทยก็คงสว่างไสวไปด้วยสีเหลืองทอง ถ้าคุณพ่อคุณแม่แววไพรกับบ้านฉันไม่ติดธุระเรามาเล่นสงกรานต์ด้วยกันนะ :D

ร่มบ่อสร้างสีคราม : กรี๊ด!!! ดีใจมากอะ ถ้าศรีไม่มานี่ฉันโกรธไปตลอดชีวิตจริงนะ

ปลาทูสามเข่ง : จ้า ไม่ลืมหรอก เธอเป็นเพื่อนคนสำคัญของฉันนะ ^o^

 

ศรีดีใจจนยิ้มแก้มปริ เธอเป็นคนไม่ค่อยมีเพื่อนก็จริง แต่ถ้ามีก็จะเป็นความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นมาก อย่างแววไพรเธอรู้จักตอนอยู่ ป.๑ เมื่อครั้งไปเที่ยวที่เชียงใหม่พร้อมกับครอบครัว

          ในขณะที่กำลังพิมพ์ข้อความตอบในแชทอย่างเพลิดเพลิน ศรีก็สะดุ้งด้วยความตกใจ เมื่อมีมือปริศนามาแตะบ่าเธอ ตอนนี้ศรีอยู่ในห้องนอน ถ้าอสุราเปิดประตูเข้ามาไม่มีทางที่เด็กหญิงจะไม่รู้ตัว

                หัวใจเต้นแรงขึ้นมา ในจังหวะนั้นเองเสียงแหลมใสก็ดังขึ้น

                “ข้าเอง”

               ศรีโล่งอก อดถอนหายใจออกมาไม่ได้ เธอกดปุ่มปิดหน้าจอโทรศัพท์แล้วหันไปหาอีกฝ่าย ก่อนจะยกมือไหว้

                “สวัสดีค่ะ โธ่ ช่วยอย่ามาเงียบ ๆ แบบนี้ได้ไหมคะ ตกใจหมดเลย”

                อรัญญิกรับไหว้ นางขำเบา ๆ กับใบหน้าของศรีที่ยังซีด ๆ อยู่

                “ฮ่ะ ๆ จะให้ข้าเปิดประตูเข้ามาก็ดูแปลก ๆ ขอโทษด้วยที่ทำให้ตกใจ”

                “ไม่เป็นไรค่ะ แล้วมีธุระอะไรเหรอคะ?”

                “มาส่องดูลาดเลา เผื่อมีใครมาทำร้ายเจ้า แล้วก็ว่าจะมาฝึกเจ้าด้วย”

                พอได้ฟังดังนั้นศรีก็สงสัย “ฝึก? ฝึกอะไรเหรอคะ?”

                “การต่อสู้และการใช้อาคม” นางยิ้ม “เจ้าคิดรึว่าฝีมือของเจ้าในตอนนี้จะปกป้องเจ้าได้ แน่นอนว่าหากเป็นในมิติสามัญ เจ้ามิแพ้ใครง่าย ๆ ดอกแต่ในมิติผกายเจ้าก็หาได้รอดไม่”

                เด็กหญิงผมสีดำขลับนิ่งไป มือสั่นขึ้นมา รู้สึกกลัวกับสิ่งที่ตัวเองต้องเผชิญ ศรีผ่านเรื่องมาหลายเรื่องก็จริง แต่เธอสังหรณ์ใจว่าปัญหาอุปสรรคในภายภาคหน้ามันเลวร้ายกว่านั้นมากนัก ศรีเกิดอยากถอยหนี แต่ส่วนลึกในใจเธอเองก็ต้องการท้าทายกับภยันตราย

                “ข้ารู้ มันน่ากลัวสำหรับเจ้า ข้าเองกับกลัวไม่แพ้กัน แต่ตอนนี้เจ้าอย่ามัวแต่คิดถึงอนาคตนักเลย ไป ไปฝึกกัน ก่อนที่เวลาจะล่วงจนดึกดื่น”

          นัยน์ตาสีดำทอดมองร่างเล็กเบื้องหน้าที่ราวกับจะแตกสลายได้ทุกเมื่อ นางถอนหายใจเบา ๆ มือยกขึ้นลูบไหล่ศรี สัมผัสอุ่น ๆ ช่วงปลอบเด็กหญิงได้เล็กน้อย

                “ค่ะ”

                ศรีรับคำเสียงค่อย พร้อมกับความอึดอัดในอกจนทรมาน ทั้งคู่ออกจากห้องมุ่งไปยังลานหลังบ้าน

 

                พอมาถึงอรัญญิกก็เกือบจะอ้าปากกว้างด้วยความคาดไม่ถึง ถ้าเป็นในมิติผกายยังไม่น่าตกใจ ทว่านี่เป็นมิติสามัญแถมสิ่งที่เกิดขึ้นกับลานหลังเรือนนี่เป็นฝืมือของเด็กที่เกิดและโตในมิติสามัญอีกต่างหาก

            ลานหลังเรือนปกคลุมไปด้วยไผ่กับต้นไม่ใหญ่ เห็นต้นกล้วยอยู่บ้าง  ทว่าก็ไม่รกทึบจนน่าอึดอัด มีพุ่มดอกไม้ประดับอยู่ห่าง ๆ ไม่ไกลออกไปมีโรงเก็บอาวุธ บริเวณนี้เต็มไปด้วยแผ่นเป้าวงกลมบ้างสี่เหลี่ยมบ้าง มีอาวุธเช่นมีดปักค้างไม่ก็ร่องรอยลูกกระสุนปืนของปลอมทิ้งไว้ ลำต้นไม้เองก็มีรอยบากอันเกิดจากการถูกของมีคมเฉือนไม่ก็ฟันเข้า ส่วนต้นกล้วยเองก็หักเป็นท่อน ๆ

                “ข้าเดาว่านี่ไม่ใช่ฝีมือพี่เจ้าคนเดียว”

นางพึมพำ ดวงตาจดจ้องแต่ละจุดของลานฝึกอย่างพินิจ ศรีหน้าแดงขึ้นมา

“ค่ะ เย็นเมื่อวานซืนหนูก็มาฝึกปามีดต่อด้วยซ้อมยิงปืน” ว่าแล้วก็เบือนหน้าหนี อายจนแทบม้วนตัว

“หน้าแดงเป็นลูกตำลึงสุกเชียว จะอายทำไมเล่า ฝีมือเจ้าเองก็ไม่เลวเลยนะ”

อรัญญิกพยักพเยิดหน้าไปทางเป้าปามีดกับเป้าซ้อมยิงปืน ร่องรอยฉีกขาดทะลุตรงกลางไม่ก็ใกล้เคียง รวมทั้งต้นกล้วยที่อรัญญิกรู้เลยว่าฝึกมวย เห็นได้ชัดเลยว่าไม่ใช่มือใหม่

ว่าตามจริง ในมิติสามัญเรื่องการต่อสู้ถ้าไม่ใช่บุคคลที่ประกอบอาชีพเฉพาะทางก็น้อยคนนักที่จะมีฝีมือ ยิ่งเด็กวัยเดียวกับศรียิ่งไม่ต้องพูดถึง การยิงปืนกับศิลปะป้องกันตัวยังมีที่สอน แต่การปามีดอรัญญิกคิดว่าไม่มีที่ไหนรับสอนแน่ในมิติสามัญ

“เจ้าฝึกปามีดกับยิงปืนมาตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วกี่ปี?”

“ทั้งสองอย่างฝีกตั้งแต่ตอนอยู่ ป. ถ้านับรวมปีนี้ก็หกปีแล้วค่ะ”

“แล้วมวยไทยเล่า?”

“พร้อมกันเลยค่ะ”

“เจ้าฝึกเรียนดาบอาทมาฏด้วยหรือไม่?”

“ค่ะ”

“เก่งพอตัว” อรัญญิกยิ้มอย่างพอใจ “พ่อแม่เจ้าบังคับ หรือเจ้าอยากเรียนเอง?”

จะว่าไงดีล่ะคะ พ่อแม่หนูบอกว่าหนูควรฝึกไว้บ้างจะได้ปกป้องตัวเองได้ อย่างที่คุณ ท่านอรัญญิกทราบ ชีวิตหนูที่ผ่านมามีแต่คนปองร้ายมาตลอด หนูเองก็สนใจเรื่องพวกนี้ด้วย”

“แล้วใครฝึกเจ้า?”

ศรีย้อนนึกถึงอดีต ภาพอัลฟองเซ่ผุดขึ้นมาในหัว ศรีหมองใจขึ้นมา

“ดาบอาทมาฏไปเรียนที่สำนักแห่งหนึ่งในอยุธยานี่แหละค่ะ แต่หลัง ๆ มาไม่อยากเทียวไปเทียวมาบ่อย เลยฝึกกับพี่อสุราที่บ้าน ส่วนยิงปืนไปที่ฝึกที่สนามฝึกยิงปืน มันอยู่ไกลจากบ้านไปกลับสองชั่วโมงเดี๋ยวนี้เลยมาฝึกกับพี่อสุราเองเหมือนกันค่ะ ส่วนปามีดแล้วก็พวกการใช้อาวุธอื่น ๆ เช่นหอกกับธนูพี่โพยมเป็นคนสอน

“โพยม? ใช่คนที่ชื่อ สกุณาเวหา กินนภาลัย หรือไม่?” อรัญญิกแทรกขึ้นมาเมื่อคุ้นชื่อคนที่รู้จัก นางดูอึ้ง ๆ ที่คนคนนั้นเป็นคนสอนศรี เด็กหญิงมองนางอย่างแปลกใจ อดถามไม่ได้

“รู้จักด้วยเหรอคะ?”

“โพยมเป็นประธานนักเรียนโรงเรียนศาสตราอาคมราชพฤกษ์วิทยาคม เคยเป็นตัวแทนระดับชั้นมัธยมต้นในการต่อสู้ระดับภูมิภาค  ศิลปะการต่อสู้ด้วยหอกเป็นที่กล่าวขวัญว่าเก่งกาจไม่แพ้ใคร การใช้อาวุธอื่นก็ทำได้ดีไม่แพ้กัน เมื่อปีที่แล้วการสอบวัดความรู้ระดับม.ปลายเองก็ได้อันดับที่ ๕ ของประเทศ ถ้าขนาดนี้แล้วข้ายังไม่รู้จัก ก็คงไม่ต่างกับคนที่อยู่แต่หลังเขา”

อะ อันดับที่ ๕ ของประเทศ

ศรีตกตะลึงจนนิ่งไปนานพอสมควร ไม่คิดเลยว่าตัวเองจะได้คนเก่งขนาดนั้นมาสอนให้

“ข้าเคยได้ยินข่าวลือมาว่าพี่สาวเจ้ากับโพยมเป็นคนรักกัน”

                อรัญญิกพูดพร้อมกับรอยยิ้ม ศรีที่กำลังปลาบปลื้มกับเรื่องเมื่อครู่คงจะสำลักถ้าตอนนี้เธอกำลังดื่มน้ำอยู่ ใบหน้าเปลี่ยนเป็นสีแดง รู้สึกได้ว่าหน้าตัวเองร้อน ๆ ขึ้นมา

                “ขอโทษนะคะ! หนูไม่ได้ฟังผิดใช่มั้ยคะ?!” คนที่เคยคิดว่าเป็นเพื่อนพี่สาวแถมยังมีชื่อเสียงขนาดนั้นเคยมาสอนศิลปะการต่อสู้ก็ว่าน่าตกใจแล้วนะ แต่นี่ทั้งคู่ยังเป็นผู้หญิงอีกต่างหาก ศรีไม่ได้กีดกันเรื่องนี้นะ ทว่าใครจะไปคิดล่ะว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นกับคนใกล้ตัว

                รองนายิกาประจำจังหวัดพระนครศรีอายุธยาหัวเราะอย่างชอบใจ

                “ก็แค่ข่าวลือ เจ้าจะตกใจทำไมเล่า”

                “แต่ว่า--- ทั้งคู่เป็นผู้หญิง แล้วทำไมถึงเกิดข่าวลือแบบนั้นได้ล่ะคะ?”

                “ข้าว่าเจ้าไปถามพี่เจ้าเองดีกว่า” นางกลั้นขำ ก่อนจะหันไปทางด้านหลัง ศรีหันตาม ก่อนจะเห็นร่างของเด็กสาวในชุดนักเรียนมัธยมปลายกำลังยืนจ้องมาทางนี้ด้วยสีหน้าเย็นยะเยือก

                “ขอโทษนะคะ แต่เรื่องนั้นศรีไม่ควรรู้”

                “พี่อสุรา” ศรีหันไปมองอรัญญิกสลับกับพี่สาวตัวเอง ก่อนจะเดินเข้าไปกอดอสุรา “ขอโทษนะคะ เรื่องเมื่อคืนนี้”

                “ช่างเถอะ แต่ว่าคราวหน้าอย่าทำอีกนะ” อสุราเอ่ยเสียงขรึม ศรีใจคอไม่ดีเลย “ท่านอรัญญิกมาทำอะไรที่นี่กับศรีคะ?”

                พี่อสุรารู้จักท่านอรัญญิกด้วย?

              ศรีเริ่มเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในหัวได้แล้ว อรัญญิกรู้จักโพยม โพยมเป็นเพื่อนของพี่อสุรา แสดงว่าพี่สาวของเธอคงจะมีความเกี่ยวข้องกับมิติผกายอยู่ไม่มากก็น้อย

                “ข้ามาดี ที่มาที่นี่ก็เพราะว่าจะมาฝึกศรี”

                “เรื่องเมื่อคืนท่านเกี่ยวข้องด้วยใช่ไหมคะ?” ศรีรู้แล้วว่าทำไมกลับมาเย็นนี้พี่สาวเธอดูอารมณ์ไม่ดี

                “ใช่ คราแรกคิดว่าจะมาคุยกับศรีเรื่องไปเรียนต่อที่มิติผกาย แต่ข้าไม่เจอศรีที่ห้องเลยหาจนทั่วจนมาเจอที่ศาลาทางด้านทิศตะวันตก ถึงได้เห็นว่าศรีอยู่กับราชันแห่งยักษา วิญญาณอีกครึ่งหรือเรียกอีกอย่างคือตัวตนในอดีตชาติของศรี”

               “ระ ราชันแห่งยักษา?!!! เป็นไปไม่ได้ ผู้คุมนรกจับตาดูตลอด ศรีเองก็ใส่รัดเกล้ากับปิ่นปักผมไว้--- เดี๋ยวนะ” อสุราหน้าซีดจนแทบไม่เห็นสีเลือด ปากสั่น ตาดูลุกลน เธอหันไปมองศรี อรัญญิกเองก็เช่นกัน

                “ศรี--- ปิ่นปักผมหนูหายไปไหนข้างนึง?”

               ศรีสะดุ้งเล็กน้อย มือคลำบริเวณมวยผม ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าเธอดึงปิ่นปักผมข้างหนึ่งออกมาใช้ ศรีหน้าซีดตามอสุรา หวั่นใจด้วยความหวาดกลัว

                “หนู หนูใช้มันในการอัญเชิญดาบ ตอนนั้นวิญญาณอีกครึ่งของหนูกำลังจะฆ่า”

                “เจ้า---

                “ศรี! พี่สั่งห้ามนักห้ามหนาว่าอย่าดึงปิ่นปักผมออก ถ้าไม่ใช่เวลานอนหรือเวลาอาบน้ำและใส่สร้อยเส้นนั้น แล้วทำไมหนูถึงทำแบบนี้ล่ะ!!!” เด็กสาวเข้าไปเขย่าตัวผู้เป็นน้องอย่างแรง มือบีบต้นแขนไม่ยัง ศรีเบ้หน้าด้วยความเจ็บปวด

          “ขอโทษค่ะ”

                อรัญญิกรีบเข้าไปแยกทั้งสองคนออกจากกัน แล้วพูดเสียงขรึม

              “อสุรา เจ้าลืมไปแล้วรึ ศรีเพิ่งพูดไปเองว่าดึงออกมาหลังจากที่เจอกับราชันแห่งยักษา แสดงว่าสาเหตุที่นางออกมาจากขุมนรกได้ไม่ใช่เพราะศรี”

                อสุราชะงัก จ้องศรีไม่วางตาเหมือนจะหาคำตอบจากเธอ

                “นั่นสิ จะว่าไป

                “ศรี นางมาคนเดียวรึ?”

                “ค่ะ” เสียงของศรีแผ่วเบา เธอไม่กล้าสบตากับทั้งสองคน “เธอมาแค่คนเดียว เนื้อตัวเต็มไปด้วยบาดแผล”

                อรัญญิกหันไปพูดกับอสุรา “อย่าเพิ่งร้อนใจไป ข้าคิดว่าราชันแห่งยักษาคงออกมาได้แค่ชั่วคราว ตอนนี้นางคงลงมือทำอะไรด้วยตัวเองไม่ได้ จึงต้องขอความร่วมมือจากศรี”

                เด็กสาวสูดหายใจเข้าลึก ๆ พร้อมกับพยายามตั้งสติ

                “เรื่องที่บอกว่าจะให้ศรีไปเรียนมิติผกาย ท่านวางแผนมายังไงบ้างแล้วคะ?”

                “ถ้าพูดถึงเรื่องการกินอยู่ไม่ต้องกังวล ข้าจะให้ศรีไปเรียนที่โรงเรียนดอกคูน แถวนั้นมีบ้านให้เช่าอยู่ ส่วนเรื่องความปลอดภัยนอกจากเจ้าแล้วก็ยังมีคนที่ไว้ใจได้”

                “แสดงว่าจะให้หนูไปเรียนด้วยสินะคะ”

                “จะไปเจอคนรักมิใช่รึ เจ้าน่าจะดีใจนะ” อรัญญิกแซว อสุราจ้องตาอย่างไม่สบอารมณ์

                “แล้วคนที่ไว้ใจได้นี่มีใครบ้างคะ?”

                “เนระพูกับโกเมนทร”

                อสุราที่กำลังไตร่ตรองอยู่ชะงักไปอีกครั้ง เธอชักสีหน้าใส่

                “โกเมนทร--- ยัยสี่ตานั่นน่ะเหรอคะ? ท่านอรัญญิก ท่านจะตัดสินใจแบบนี้ไม่ได้นะคะ หนูไม่ไว้ใจข้าวหนม ---ทำไมท่านไม่ฝากให้โพยมดูแลล่ะคะ!

                ข้าวหนม? ชื่อแปลกจัง

            ถ้าศรีไม่ใช่ประเด็นเรื่องนี้ เธอก็คงไม่ต่างจากตัวประกอบแล้วล่ะ เพราะแทบไม่มีส่วนร่วมในการสนทนาครั้งนี้เลย

                อรัญญิกยิ้มอย่างปลง ๆ “อสุรา เจ้าก็รู้ว่าโพยมงานยุ่ง นางเป็นประธานนักเรียนนะ อีกอย่าง ข้าวหนมเป็นถึงว่าที่ขุนพลเบญจกุมภัณฑ์ ไม่มีใครมาทำร้ายนางได้ง่าย ๆ หรอก แม้แต่เจ้าเองก็ใช่ว่าจะสู้ด้วยได้”

                “อึก”

อสุราจุกในอก เธอกัดฟันด้วยความเจ็บใจ

            ทำไมต้องเป็นยัยนั่นด้วย? ที่เป็นว่าที่ขุนพลเบญจกุมภัณฑ์

            อสุราเงียบไป ศรีอดเป็นห่วงอสุราไม่ได้ ใครใช้ให้พี่สาวคนนี้รักเธอมากขนาดนี้กันล่ะ?

            "อาจจริงอยู่ที่นางชอบก่อเรื่องในโรงเรียน ลวนลามสาว ๆ ไปวัน ๆ แล้วยังเจ้าชู้ด้วย แต่นางก็หาใช่คนเลวร้ายไม่”

       ศรีมองทั้งสองคนสลับไปมา ยอมรับเลยว่าตอนนี้เธอเหมือนคนโง่ที่ไม่รู้อะไรเลย อสุราเงียบไปพักใหญ่ ระหว่างนั้นอรัญญิกก็กล่าวขึ้นอีกครั้ง

                “เอาล่ะ เรามาเริ่มซ้อมกันเลย แต่ว่าก่อนอื่น ศรี เจ้าลองปามีดให้ข้าดูที”

                “ค่ะ”

                ศรีหยิบมีดที่ตกอยู่แถว ๆ นี้ไปพลางเหลือบมองพี่สาวตนเองอย่างไม่สบายใจ

                บางที หลายปีที่ผ่านมาที่เรายังไม่รู้เรื่องมิติผกาย พี่อสุราอาจจะต้องเจอกับปัญหามามากมาย ถึงได้ดูเครียดขนาดนี้

               



[1] Lemon-T เป็นชื่อแอพหรือเว็บไซต์เครือข่ายสังคมที่ผู้แต่งสมมติขึ้น

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

65 ความคิดเห็น