ราชันบุปผาไหว้ศพ (ฉบับนิยาย) Bl,Gl,Normal

ตอนที่ 13 : บทที่ ๑๒ สอบเข้า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 69
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    9 ก.ย. 61

บทที่ ๑๒

สอบเข้า

 

            ฟุ่บ!

            ฟุ่บ!

            ---เคร้ง!

            พอศรีขว้างมีดออกไปสองเล่ม อสุราก็ขว้างมาหนึ่งเล่ม มีดเพียงเล่มเดียวสามารถปัดมีดของศรีได้อย่างไม่ยากเย็นนัก ในช่วงที่ศรีกำลังปามีดไปสี่เล่มนั้น พี่สาวของเธอก็เหยียบมุมมีดด้านหนึ่งจนมันเด้งขึ้นมาให้พอรับได้ ก่อนที่เด็กสาวจะข้างมันใส่อีกฝ่าย ศรีหลบเกือบไม่ทันจนหงายหลังล้มลง เธอตั้งสติได้ทัน ใช้มือข้างหนึ่งยันพื้นไว้ในขณะที่อีกมือหยิบมีดบนพื้นปาใส่อีกฝ่าย

            เคร้ง!!

            ศรีอยู่ในท่าที่เหมือนตีลังกากลับ เด็กหญิงผมสีดำขลับกลับมายืนได้ดังเดิม ก่อนที่รอยยิ้มจะปรากฏบนใบหน้ามน

            “เมื่อกี้เกือบไปแล้วค่ะ แหะ ๆ”

            “ทำได้ดีมาก ถ้าฝึกต่อไปก็ไม่แน่ว่าอาจจะเก่งกว่าพี่อีก” อสุรายิ้มอย่างนุ่มนวล เธอเก็บมีดบนพื้นที่ตกหล่นอยู่ก่อนจะเดินมาหาอีกฝ่าย

            “ชมเกินไปแล้วค่ะ”

            “เยี่ยม ทำได้ดีกว่าที่ข้าคิดเสียอีก” อรัญญิกที่นั่งบนโต๊ะไม้ไผ่ตัวยาวยิ้มบาง ๆ “แต่ความเร็วเจ้าต้องมากกว่านี้ ศรี จากที่ข้าดูมาฝีมือเจ้าอาจจะเก่งเอาเรื่องอยู่สำหรับมิติสามัญ--- กับคนทั่วไป แต่สำหรับมิติผกาย แค่นั้นมันยังไม่พอ”

            ศรีนึกถึงพิกุล ความเร็วยิ่งกว่าสายลมพร้อมกับจิตสังหารนั้นราวกับวายุมรณะ เพียงพริบตาเดียวยมทูตก็ย่างกรายมาหาซิโมน

       เร็วกว่านี้ข้าก็ทำได้หากเจ้าต้องการ ซิโมน

            เสียงกระซิบในครานั้นราวกับกำลังพูดอยู่ข้างหูเธอ ศรีตัวสั่นเล็กน้อย

            ทำไมเราต้องไปนึกถึงคนแบบนั้นด้วยนะ มีดีแค่ฝีมือ แต่นิสัยแย่ชะมัด

            “ขอถามอะไรอย่างนะคะ” ศรีเอ่ย “คุณพิกุลเป็นนายิกาเหรอคะ?”

            อสุรากับอรัญญิกมองเด็กหญิงด้วยความแปลกใจ พี่สาวเธอขมวดคิ้ว

            “ถามถึงท่านพิกุลทำไม?” เด็กสาวถามเสียงห้วน

            “ก็ แค่สงสัยน่ะค่ะ คราวก่อนที่คุณ ท่านพิกุลมาช่วยหนูไว้ หนูเห็นว่าท่านมีฝีมือการต่อสู้ที่เก่งมาก เลยอดคิดไม่ได้ว่าเป็นนายิกาหรือเปล่า”

            “คิก ท่านพิกุลไม่ใช่นายิกาหรอก” อรัญญิกตอบ “และก็ไม่ใช่นายิกาชั้นสูงด้วย แต่เพราะความสามารถการต่อสู้ของท่าน จึงทำให้มีแต่คนยำเกรงมาก แม้แต่นายิกาชั้นสูงเองก็ยังต้องหวาดหวั่น”

            “แต่นิสัยอย่าไปพูดถึงเลย” อสุรารวบรวมมีดของศรีมาไว้ในมือก่อนจะเดินไปที่โรงเก็บอาวุธ

            “โธ่ เด็กน้อย เจ้าอย่าพูดเช่นนั้นเลย” หญิงสาวถอนหายใจพร้อมกับรอยยิ้มเหนื่อยอ่อน “วันนี้พอแค่นี้แล้วกัน หากพรุ่งนี้ว่างข้าจะมาแวะดูเจ้า ราตรีสวัสดิ์”

            “สวัสดีค่ะ เดินทางกลับปลอดภัยนะคะ”

ศรียกมือไหว้พลางส่งยิ้ม ในขณะที่วงเวทอักขระโบราณปรากฏออกมาล้อมรอบตัวอรัญญิกพร้อมกับแสงสว่างที่เรืองวาบ ก่อนที่ร่างของนางจะหายไป

พลบค่ำแล้ว แสงจันทร์เริ่มส่องสว่างเห็นเด่นชัดกว่าเก่า ดวงดาวที่อยู่บนน่านฟ้าค่อย ๆ เปล่งประกายราวกับละอองเพชร แม้ว่าจะยังมองไม่ค่อยเห็นเนื่องจากยังไม่มืดสนิท วันนี้เมฆบางตาท้องฟ้าเลยดูปลอดโปร่ง อากาศรอบตัวเย็นลง สายลมลูบไล้ผิวกายชวนให้รู้สึกขนลุก ศรีตัวสั่นเมื่อสายลมพัดมาวูบหนึ่ง เธอเดินไปที่โรงเก็บอาวุธในช่วงเดียวกับที่อสุราออกมา หลังจากนั้นทั้งคู่ก็เดินกลับไปที่เรือน

 

วันพุธที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ พ..๒๕๕๙

มิติสามัญ

“แลกสมุดเฟรนด์ชิพเขียนกันน้า!

“นี่อย่าลืมเขียนของฉันล่ะ”

“แกเขียนหน้านี้นะ หน้านี้เนยจองแล้ว”

“สวย ๆ นะ”

พักกลางวันหลังจากทานอาหารเสร็จแล้วศรีก็มานั่งอ่านหนังสือที่ห้อง วันนี้เฉาก๊วยไปเล่นฟุตบอลกับเพื่อนผู้ชายห้องอื่น เสียงจ้อกแจ้กจอแจในห้องมักจะเป็นเรื่องสมุดเฟรนด์ชิพ ใบหน้าเธอเรียบเฉย ทว่าดวงตากลับฉายแววเหงาหงอย

จะเรียนจบแล้ว แต่เรื่องพวกนี้มันจะไม่เกิดขึ้นกับฉันเลยเหรอ?

เพื่อนศรีส่วนใหญ่มักจะอยู่ต่างจังหวัด เธอจึงไม่ค่อยมีเพื่อน ระหว่างนั้นกลุ่มเด็กผู้หญิงที่กำลังหัวเราะหยอกล้อไปพลางแลกสมุดเฟรนด์ชิพเหลือบเห็นศรี ท่าทางโดดเดี่ยวนั้นทำให้พวกเธออดสมเพชไม่ได้

“โถ แม่คุณ เพื่อนก็ไม่มี คงจะเหงาแย่เนอะ ว่าไง ถ้าอยากเขียนฉันให้เขียนหน้านึงก็ได้นะ สนใจเปล่า”

“เฟิร์น แกใจดีอะ คนแบบนั้นยังมีน้ำใจให้อีก คิก”

แววตาล้อเลียนราวกับจะโจมตีศรีให้ช้ำใจตาย มือเธอเริ่มสั่น ความโกรธกำลังปะทุ กลุ่มเด็กผู้หญิงที่กำลังจะหาเรื่องเธอเดินเข้ามา ก่อนที่คนหนึ่งจะวางสมุดบนโต๊ะศรีพร้อมกับยิ้มมุมปาก เด็กหญิงมองมันอย่างหงุดหงิด ทว่าสีหน้าเรียบเฉยเหมือนไร้อารมณ์

            “เขียนสิ รออะไรอยู่ล่ะ?”

            “ขอบคุณ แต่มันคงเปลืองกระดาษเธอเปล่า ๆ” ปลายนิ้วชาดิก ศรีเริ่มหายใจไม่เป็นจังหวะ อาการแบบนี้เป็นสัญญาณร้ายว่าอีกไม่นานเธอจะโกรธจัด

            “เขียน” คนคนนั้นสั่ง พอเห็นศรีไม่มีท่าทีขยับเขยื้อนเธอเลยตบศีรษะอย่างแรง “เขียนสิ ยัยบ้า---!

ศรีทนไม่ไหวอีกต่อไป มือขยับก่อนที่สมองจะสั่ง เรียวนิ้วขาวนวลจับแขนอีกฝ่ายแล้วบิดไม่ยั้ง

            กร๊อบ!

       “กรี๊ด!! โอ๊ย---!! เจ็บ ปล่อยนะ ยัยบ้า!!!

            “ศรี ทำอะไรของแกฮะ!!

            ศรียิ้มมุมปาก เธอปล่อยมือตามคำขอ ทว่าอีกฝ่ายโล่งใจได้ไม่นานเท่าไหร่ ฝ่าเท้าก็ถีบจนร่างตรงหน้ากระแทกลงไปกับพื้น ก่อนที่เธอจะเหยียบซ้ำ มือล้วงเข้าไปในกระเป๋ากระโปรงสีกรมท่าและหยิบมีดคัตเตอร์ขึ้นมา แล้วหันปลายไปยังเพื่อนของผู้เคราะห์ร้ายที่กำลังเข้ามาช่วย กลุ่มคนที่หาเรื่องชะงักไปเมื่อเห็นอาวุธมีคม

            “ทำหน้าตลกจัง” เสียงนั้นฟังดูเยาะเย้ย “ที่ผ่านมายังไม่เข็ดอีกเหรอ อยากเป็นศพอีกรายรึไง?” นัยน์ตาสีดำสนิทเย็นยะเยือกยามกวาดมองแต่ละคน

            “แก--- ยัยหมาบ้า!” เด็กหญิงที่ถูกเธอเหยียบอยู่ตะโกนขึ้นมา ศรีกระทืบเท้าเข้าที่มือก่อนจะซ้ำเติมตรงคอ อีกฝ่ายไอโขลกอย่างแรง ตาเบิกโพลงเพราะความเจ็บปวด

            “เธอสิหมาบ้า เห่าเป็นอย่างเดียวรึไง ฮึ”

ศรีแค่นเสียง ท่ามกลางสายตาตกตะลึงและหวาดเกรงของแต่ละคน เธอเก็บมีดคัตเตอร์ลงไป ก่อนจะถอยห่างจากร่างข้างใต้ให้เป็นอิสระ คนคนนั้นรีบลุกขึ้นเดินเซไปหากลุ่มเพื่อนที่ศรีมองว่าเหมือนฝูงหมาบ้า

“ฝากไว้ก่อนเถอะ!

อีกฝ่ายว่าไว้แบบนั้นก่อนจากไป ศรียิ้มอย่างอำมหิตพร้อมกับกล่าวตอบ

“อื้ม ไปฉีดวัคซีนมาด้วยนะ”

 

เย็น

ศรีมารอลิลลี่ที่ห้องสมุด ทั้งคู่นัดมาติววิชาคณิต เสียงหน้ากระดาษยามถูกพลิกเปิดดังแหวกอากาศเบา ๆ เสียงพัดลมบนเพดานดังหึ่ง ๆ เหมือนมีผึ้งตัวใหญ่บินอยู่ใกล้ ๆ มันสั่นแรงจนดูเหมือนจะหลุดออกมา ศรีอดจินตนาการไม่ได้ว่าวันใดวันหนึ่งตนเองน่าจะถูกมันฟันคอขาดตาย (และเชื่อว่ามีเด็กไทยหลายคนคิดเหมือนกันตอนอยู่ในห้องเรียน)

เด็กหญิงเหลือบมองนาฬิกาที่ติดบนเสาด้านหนึ่ง “ลืมนัดหรือเปล่านะ?”

กริ๊ง

ประตูห้องกระจกมีกระดิ่งแขวนอยู่ เพราะฉะนั้นเวลาใครเปิดมันจึงส่งเสียงอันไพเราะออกมาดังกังวานครู่หนึ่ง ศรียิ้มอย่างดีใจเมื่อคิดว่าลิลลี่มาแล้ว ทว่าพอเดินออกไปดูที่หน้าห้องสมุดแล้วพบว่าใครมา เธอก็รู้สึกผิดหวังมากจนเงียบไปพักใหญ่

ไนซ์?”

“เอ่อ คือ” ไนซ์หน้าแดง สีหน้าดูกระอักกระอ่วนและเขินอายในเวลาเดียวกัน นัยน์ตากลมโตมองอีกฝ่ายแล้วหลุบลง

ใบหน้าของศรีเคร่งขรึมขึ้นมา เธอพยายามสะกดกลั้นความหงุดหงิดไว้

“มายืมเรื่องอะไรล่ะ?” ศรีถามด้วยเสียงไม่เป็นมิตรนัก “หรือจะมาหาเรื่องฉัน?”

“ฉัน

“?”

“ฉันอยากคุย

“ไสหัวออกไป” ศรีตัดบทอย่างรำคาญ เอ่ยไล่อย่างไร้เยื่อใย “ก่อนที่ฉันจะหมดความอดทน รีบออกไปจากที่นี่ซะ”

“เดี๋ยว ฟังฉันก่อนสิ!

ศรีที่กำลังจะเดินกลับไปที่โต๊ะถูกอีกฝ่ายสวมกอด ความอบอุ่นแผ่ซ่านตามแผ่นหลัง สัมผัสนุ่มนวลจากผิวกายใต้เนื้อผ้านั้นกำลังแนบกับร่างของเธอ ศรีอึ้ง ทำตัวไม่ถูกอยู่ครู่หนึ่ง

ทำอะไรของเธอ?”

“เรื่องเมื่อตอนกลางวัน ขอโทษนะ” เสียงนั้นแผ่วเบา แขนเล็ก ๆ กระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น ศรีรู้สึกดีและขยะแขยงในเวลาเดียวกัน ความสับสนก่อตัวเมื่อได้ยินเช่นนั้น

“ขอโทษทำไม? เธอนี่ทำตัวแปลก ๆ นะ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย แต่ก่อนรังเกียจฉันยิ่งกว่าพวกหนอนแมลง ทำไมมาเดี๋ยวนี้ถึงได้พยายามทำดีกับฉันกัน?”

นี่ จะย้ายไปเรียนที่ไหนเหรอ?”

“ว่าไงนะ?”

“ศรีจะไปเรียนที่ไหนเหรอ?”

ศรีครุ่นคิด เธอไม่อยากตอบอีกฝ่าย

“นี่ ตอบสิ”

“ไม่ใช่เรื่องที่เธอจำเป็นต้องรู้ ---ไปให้พ้น” ศรีกระชากแขนของอีกฝ่ายออก แล้วหันมามองไนซ์ ทว่าในจังหวะเดียวกันนั้นอีกฝ่ายก็ยื่นสมุดสำหรับวาดรูปปกสีดำมาให้ ศรีมองมันอย่างฉงน

“ฉัน อย่าเข้าใจผิดล่ะ ที่ให้เขียนก็เพราะว่าสงสารเธอก็แค่นั้นแหละ” เด็กหญิงผมสีอ่อนเหยียดริมฝีปากออก สีหน้าดูเยาะเย้ย ทว่าใจกลับเหมือนมีน้ำตาหยดหนึ่งไหลลงมา

ศรีที่ได้ฟังดังนั้นก็ยิ้มมุมปาก “เฮอะ ก็ว่าคนอย่างเธอน่ะเหรอจะให้ฉันเขียน ไป ไสหัวออกไปได้แล้วถ้าไม่มีธุระที่นี่ ฉันจะติวหนังสือกับลิลลี่ อย่ามารบกวน”

ไนซ์รู้สึกว่าหัวใจตัวเองกระตุกวูบอย่างแรงจนเหมือนจะหายไป

“ยัยตัวกาลกิณีอย่างเธอไม่จำเป็นต้องเรียนหนังสือหรอก เรียนจบป.๖ แล้วก็ตายไปซะเถอะ---” พอพูดจบก็รู้สึกใจหาย

เธอไม่ได้ตั้งใจ

ก่อนพูดเราเป็นนายคําพูด หลังพูดคําพูดเป็นนายเรา ไนซ์เข้าใจประโยคนั้นอย่างลึกซึ้งดีก็ตอนนี้ ศรีที่หันหลังเดินกลับไปชะงัก อีกฝ่ายสังเกตว่าร่างเธอสั่น

“ต้องการแบบนั้นเหรอ? ได้ แต่ไว้เป็นหลังจากที่ฉันฆ่าเธอแล้วกัน!

!

ตึง!

พั่บ!

ศรีคว้าคอไนซ์ก่อนจะกระแทกอีกฝ่ายลงกับโต๊ะที่อยู่ใกล้ หนังสือเล่มหนึ่งหล่นลงบนพื้น หน้ากระดาษเปิดยามถูกพลิก

นัยน์ตาสีดำวาวโรจน์ด้วยอารมณ์ที่คุกรุ่น ศรีจ้องอีกฝ่ายราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ เด็กหญิงผมสีอ่อนตัวสั่นขึ้นมาด้วยความหวาดกลัว

อยากตายนักเรอะ? รู้ก็รู้ว่าเธอสู้ฉันไม่ได้ แล้วยังกล้ามาไล่ให้ไปตายอีก ไม่รู้จักเจียมตัวเลยนะ”

กร๊อบ

ได้ยินเสียงกระดูกที่ถูกบดเบียดดังเบา ๆ ยามศรีออกแรงบีบเพิ่มมากขึ้น ใบหน้าไนซ์บิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด เธอเริ่มหายใจไม่ออก            ตอนนี้แม้แต่คิดยังจะทำไม่ได้เพราะใกล้ขาดอากาศหายใจ เธอจึงทำได้เพียงแค่พูดกับอีกฝ่ายด้วยดวงตา

ทำยังไงถึงจะพูดความรู้สึกนี้ออกไปได้นะ แล้วทำไมเราถึงไม่คิดจะขัดขืนเลยล่ะ?

 “ฉัน

เสียงนั้นกลืนหายไปกับสายลมที่พัดเข้ามาจากทางหน้าต่าง ห้องสมุดอาบไล้ด้วยแสงสีทองจากดวงอาทิตย์ที่ค่อย ๆ คล้อยต่ำลง ดวงตาที่เต็มไปด้วยความสับสน อึดอัด และเศร้าสร้อยนั้นมีน้ำตาคลอ แสงอาทิตย์ต้องจนเกิดเป็นประกาย

“เสียใจขึ้นมาบ้างรึยังล่ะ ที่กล้าพูดแบบนั้นกับฉัน”

“ศรี ไนซ์ พวกเธอทำอะไรอยู่น่ะ?”

ขวับ

เด็กหญิงผมสีดำขลับหันไปทางต้นเสียง ดวงตาเบิกโพลงด้วยความตกใจ เธอรีบปล่อยมือจากไนซ์ ก่อนจะส่งยิ้มให้ในขณะที่ผู้เคราะห์ร้ายไอโขลกด้วยความเจ็บปวด

“ดีจัง ฉันนึกว่าเธอจะมาไม่ซะแล้ว”

ลิลลี่รู้สึกแย่ เห็นได้ชัดเลยว่าตอนนี้ไนซ์กำลังทรมาน แต่ศรีกลับทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เธอเดินไปหาเด็กหญิงผมสีอ่อน ในใจทั้งสับสนและโกรธ ลิลลี่ไม่รู้ว่าตัวเองโกรธใครหรือสงสารใคร แต่ที่แน่ ๆ ตอนนี้เธอทนเห็นไนซ์ในสภาพแบบนี้ไม่ได้

“ไนซ์ ไหวมั้ย?”

“อย่ามาแตะต้องตัวฉัน!

ไนซ์ผลักลิลลี่ออกพร้อมกับความรู้สึกที่ว่าน้ำตากำลังจะไหล

เธอที่ถูกศรีเกลียดเข้าไส้ ต้องมาเห็นภาพที่เจ้าตัวกำลังยิ้มให้ลิลลี่

ร่างที่ใกล้จะแหลกสลายรีบวิ่งออกจากห้อง ศรีมองตามด้วยหางตา ในขณะที่ลิลลี่ชะเง้อชะแง้คอมองหาด้วยความเป็นห่วง

พอหันกลับมาก็เห็นว่าศรีเดินกลับไปที่โต๊ะแล้ว ลิลลี่ตามมา ทั้งคู่นั่งลงในแนวทแยง ก่อนที่ลิลลี่จะเปิดปากถามด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก

“ศรี ไนซ์ทำอะไรเธอเหรอ?”

ศรีไม่ตอบอะไร แสร้งทำเป็นหาหนังสือมาอ่าน

“คงไม่ได้ตั้งใจจะฆ่าหรอกใช่มั้ย?”

ไม่รู้สิ”

ศรีเอ่ยตอบเสียงแผ่ว ลิลลี่หลุบตาลง ก่อนที่ทั้งคู่จะเริ่มติวกัน เด็กหญิงผมยาวสีดำขลับก็แย้มริมฝีปากบาง ๆ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

“ไม่มีอะไรต้องกังวลหรอกจ้ะ เชื่อฉันสิ”

 

ทั้งคู่ลืมเวลาจนท้องฟ้าเริ่มมืดลง พ่อแม่ของลิลลี่มารับเพราะเป็นห่วง เวลานี้ไม่เหมาะที่จะไปไหนมาไหนคนเดียว ส่วนศรีเดินกลับบ้านตามปรกติ แม้ว่าอีกฝ่ายจะชวนเพราะความเป็นห่วง แต่เธอก็ปฏิเสธเนื่องด้วยความเกรงใจ

ตอนแรกศรีคิดจะซื้อไอศกรีมข้างทาง แต่ก็เปลี่ยนใจเมื่อรู้สึกว่าอากาศเย็นขึ้น เธอตัวสั่นเพราะความหนาว รีบจ้ำเท้าไปตามทาง

จริงสิ เมื่อวานเห็นโฆษณาหนังสือเรื่องนั้นที่ออกเล่มใหม่ใน Lemon-T  ไปซื้อก่อนดีกว่า

ตอนนี้ร้านหนังสือที่เธอไปประจำน่าจะยังไม่ปิด ตอนนี้หกโมงครึ่ง ศรีรีบเดินไปทางร้านหนังสือ

หน้าร้านมีแผงหนังสือพิมพ์วางขายข้างนอก พอเดินเข้าไปก็เห็นเด็กชายผมสีดำสนิทคนหนึ่งกำลังหยิบหนังสือจากกล่องลังมาใส่ในชั้น เขามีผิวขาวซีด ขอบตาคล้ำเล็กน้อย นัยน์ตาดูอ่อนโยนเป็นมิตรตลอดเวลา ด้านล่างแก้มข้างซ้ายมีแผลเป็นเล็ก ๆ เห็นเป็นเส้นตรง มีไฝที่ชายผมด้านก้านคอ

“ชลจร ยังไม่ปิดร้านใช่มั้ยจ๊ะ?”

อีกฝ่ายหันมา พอเห็นว่าเป็นศรีก็ยิ้มให้ เด็กหญิงรู้สึกว่าเจ้าตัวมีรอยยิ้มที่ดูนุ่มนวลตลอดเวลา

“มาซื้อเรื่อง OOO ใช่มั้ยล่ะ? เห็นว่าออกเล่มใหม่นี่”

“รู้ใจฉันดีจัง” ศรีอมยิ้ม

“เปล่าหรอก เธอเล่นรีบซื้อตั้งแต่ตอนออกใหม่ทุกครั้ง ถ้าฉันไม่รู้ก็แปลกเกินไป แป๊ปนะ เดี๋ยวไปหยิบมาให้” ชลจรยกกล่องลังไปเก็บหลังจากใส่หนังสือเต็มชั้นแล้ว “บัตรสะสมแสตมป์รีบใช้ล่ะ”

“จ้า”

ในระหว่างที่รอ ศรีเดินไปดูหนังสือตามชั้นต่าง ๆ เผื่อเจอเรื่องที่น่าสนใจ เธอหยิบหนังสือเล่มโน้นเล่มนี้มาเปิดอ่าน ดมกลิ่นกระดาษทีหนึ่ง รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้านวล พอเก็บเข้าชั้นเธอก็อดแนบนิ้วมาแตะที่ปลายจมูกไม่ได้ กลิ่นน้ำหมึกจากหนังสือยังคงติดนิ้ว แม้ว่าจะเจือจางลงแล้วก็ตาม

“คิก”

ศรีสะดุ้งเล็กน้อย ใบหน้าแดงขึ้นสีแดงระเรื่อ พอเห็นว่าชลจรพยายามกลั้นขำอยู่ก็อดเขินอายไม่ได้

“ชลจร อย่ามองแบบนั้นสิ ทำไงได้ล่ะ กลิ่นหนังสือหอมขนาดนี้ใครจะอดใจไหว?”

“คนที่พูดแบบนั้นเห็นทีคงจะมีแต่พวกหนอนหนังสือ” เขาพูดยิ้ม ๆ อย่างอดไม่อยู่ แววตาฉายความล้อเลียน “แต่ก็นะ ฉันเองก็เหมือนกับเธอ”

“งอนแล้วนะ”

“ฮ่ะ ๆ ถ้าฉันลดสักห้าเปอร์เซ็นเธอจะหายงอนฉันมั้ยน้า”

ชลจรเอาส่วนลดมายั่ว ศรีอดสนใจไม่ได้ แต่ก็เคืองที่อีกฝ่ายพยายามล่อเธอ

“ฮึ อย่ามาล่อฉันนะ” ถึงจะพูดแบบนั้น แต่ริมฝีปากกำลังแย้มยิ้มอย่างอารมณ์ดี

“อะ เล่มที่ออกใหม่ คิดเงินเลยมั้ย?” ชลจรเลิกหยอกเย้าศรี ส่งหนังสือขนาดเอหกมาให้ ศรีรับมาแล้วพยักหน้ารับ

“จ้ะ”

เด็กชายเดินไปที่เคาน์เตอร์ตามด้วยเพื่อนตนเอง ศรีมองชลจรที่กำลังหอปกหนังสืออย่างคล่องแคล่วยิ่งกว่าพนักงานหนังสือบางร้าน มือเคลื่อนไหวไม่มีติดขัด ใบหน้าดูสงบต่างจากการกระทำที่เป็นไปอย่างว่องไว ก่อนที่หนังสือในถุงพลาสติกจะถูกยื่นมาตรงหน้าเธอ

“น่าเสียดาย หนังสือเล่มนี้ไม่ถึงสองร้อย ไม่งั้นฉันคงปั๊มตราให้เธอ”

ร้านหนังสือบ้านชลจรมีบัตรสะสมแต้ม ๑๐ ช่อง ต้องซื้อให้ได้ในราคารวมสองร้อยบาทถึงจะได้แต้ม บัตรสะสมสะแต้มหนึ่งใบสามารถใช้ส่วนลดได้สิบเปอร์เซ็น

“อีกสองแต้มก็จะครบแล้ว เห็นว่าอีกสองเรื่องที่ฉันติดตามอยู่วางแผงอาทิตย์หน้า ไว้มาอุดหนุนใหม่ละกัน” ศรีว่าอย่างไม่ใส่ใจ แต่ลึก ๆ แล้วก็เสียดายอยู่ “ว่าแต่พี่คัพเค้กหายไปไหนเหรอ?”

ตอนแรกที่เข้ามาไม่เห็นพี่สาวของชลจร เลยคิดว่าเจ้าตัวคงกำลังจัดหนังสืออยู่หลังร้าน แต่รู้สึกว่านานเกินไปเลยสงสัย

“พี่ไปติวหนังสือกับเพื่อน เห็นว่าไปค้างด้วยน่ะ”

“งั้นเหรอ ฝากสวัสดีพี่คัพเค้กด้วยนะจ๊ะ”

“อื้ม เธอเองก็รีบกลับได้แล้วนะ นี่ก็จะทุ่มนึงแล้ว เดี๋ยวพี่อสุราดุหรอก” ชลจรว่าแล้วก็มองไปยังนาฬิกาติดผนังด้านหนึ่ง

       “งั้นฉันไปล่ะนะ เจอกันพรุ่งนี้จ้ะ ฝันดีน้า”

            ศรีกำลังจะโบกมือลาชลจรพร้อมกับถุงใส่หนังสือในมือ ชลจรนึกอะไรขึ้นได้จึงพูดดักก่อน

            “เอ้อ ถ้ายังไงฉันไปส่งนะ ทางกลับบ้านเธอเปลี่ยวด้วยนี่ ตอนนี้ก็จะทุ่มแล้วไม่ใช่เหรอ?” ชลจรรีบเดินออกจากหลังเคาน์เตอร์มาหาเพื่อน สีหน้าดูกังวล

            ศรียิ้มบาง ๆ ความทรงจำที่เลวร้ายแล่นผ่านในหัว เธอหันไปมองอีกฝ่ายแล้วเอ่ยเบา ๆ

            “ขอโทษนะจ๊ะ แต่ฉันว่าเธอควรเป็นห่วงคนที่จะมาทำร้ายฉันดีกว่านะ”

 

            พั่บ ๆ

            พัดลมเพดานในร้านดังชัดเจนในโสตประสาท ชลจรที่กำลังเขียนบัญชีของร้านอยู่คิดอะไรฟุ้งซ่านอยู่คนเดียวท่ามกลางหนังสือมากมาย ได้ยินเสียงแมลงหากินกลางคืนร้องระงมแว่วมา

            “นั่นสินะ ฉันควรเป็นห่วงคนที่จะมาทำร้ายเธอมากกว่า แต่ว่านะ ศรี ยิ่งตอนนี้เธอได้รู้จักมิติผกายแล้ว ศัตรูมันไม่เหมือนกับที่เธอเคยเจอหรอกนะ”

 

 

            วันเสาร์ที่ ๒๑ พฤษภาคม พ.. ๒๕๕๙

มิติผกาย

...

ภาพเบื้องหน้าเธอคืออาคารเรียนที่ผสมผสานความเป็นเรือนไทยกับอาคารในปัจจุบัน โครงสร้างโดยพื้นฐานทำจากปูนแต่ส่วนที่เพิ่มเติมทำจากไม้สัก หน้าจั่วแบบเรือนไทยไม่ได้ดูขัดแย้งเลย แต่ละอาคารเรียนมีอย่างน้อยหกชั้น แต่ละแห่งห่างกันไม่ต่ำกว่าสิบเมตร ไกลออกไปเห็นลานระหว่างอาคารสี่ด้านล้อมรอบ ซึ่งมีบ่อน้ำพุที่ประดับด้วยรูปปั้นสัตว์หิมพานต์แกะสลักลวดลายอย่างอ่อนช้อยประหนึ่งมีชีวิตจริง ๆ ห่างออกไปประมาณยี่สิบเมตรเห็นหอนาฬิกาที่มีหน้าจั่วของเรือนไทยสี่ด้าน ข้างในหอนาฬิกามีน้ำประกายสีรุ้งไหลย้อนกลับขึ้น-ลง พอกระทบกับแสงแดดยามรุ่งอรุณก็เปล่งประกายวิบวับดั่งอัญมณี

ศรีสังเกตว่ามีทางน้ำด้านหน้าอาคารเรียนเชื่อมโยมไปยังแต่ละแห่งทุกที่ ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็เห็นว่ามีทางน้ำตลอดเส้นทางเชื่อมถึงกัน จนดูเหมือนว่ามีอมนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตบางอย่างที่อาศัยอยู่ในน้ำกำลังเดินทางผ่านมันทุกวัน แน่นอนว่ามีสะพานให้ข้ามทุกที่โดยไม่ต้องกลัวตกน้ำ

เด็กหญิงผมยาวสีดำขลับยังตกตะลึงกับความยิ่งใหญ่ของโรงเรียนแห่งนี้ไม่หาย เธอก็ต้องใจเต้นแรงขึ้นมาอีกเมื่ออมนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตใด ๆ ที่น่าจะอยู่แต่ในโลกจินตนาการดันมามีอยู่จริงในมิติแห่งนี้ ทั้งกินรี ครุฑ นาค เสือสมิง ฯลฯ ตอนนั้นเองที่ความสงสัยของศรีจบลง เมื่อสายตาเหลือบเห็นหางปลายาว ๆ แวบหนึ่ง มันเปล่งประกายยามต้องแสงอาทิตย์ แสงวาววับกระทบสายตา น้ำกระเซ็นยามสะบัดหางวาดผ่านสายน้ำใสสะอาดตามทางน้ำที่สงสัยก่อนหน้านี้

ทางน้ำพวกนี้คงจะมีไว้สำหรับอมนุษย์ที่เดินทางผ่านน้ำ

ศรีสรุปได้แบบนั้น

พรึ่บ!

ขนนกร่วงหล่นลงตัดผ่านหน้า สีขาวบริสุทธิ์เข้ามาในสายตาพร้อมกับเสียงแหวกอากาศ รู้สึกได้ถึงสายลมที่กระทบผิวกาย ศรีเงยหน้ามอง แสงแยงตาจนมองเห็นร่างกินรบนฟ้าได้ราง ๆ เป็นเงาดำ

สุดยอดไปเลย”

“มัวแต่อึ้งอยู่นั่นแหละ รีบเข้าไปได้แล้ว เดี๋ยวจะสายเอานะ” อสุราอมยิ้มเมื่อเห็นท่าทางสนอกสนใจของศรีที่มีต่อโรงเรียนแห่งนี้ เหมือนเด็กน้อยที่ได้ไปเที่ยวสวนสนุก ศรีอดคิดไม่ได้ว่าที่นี่น่าสนใจกว่านั้นมากนัก

“เอ้า ข้าส่งเพียงแค่นี้ล่ะ ขอให้สอบผ่าน ศรี”

“ขอบคุณค่ะ จะตั้งใจทำให้เต็มที่เลยค่ะ”

ศรีแย้มริมฝีปากกว้าง ก่อนที่อรัญญิกจะใช้อาคมกลับไป นัยน์ตาสีดำดุจรัตติกาลเปล่งประกาย ก่อนที่เธอจะสังเกตอะไรผิดปรกติบางอย่าง

“พี่อสุราคะ วันนี้เป็นวันสอบเข้าก็จริง แต่ทำไมนักเรียนถึงได้มากันน้อยขนาดนี้คะ? หรือว่าเรามาช้าไป?”

ตอนนี้เป็นเวลาแปดโมงยี่สิบนาที เริ่มสอบเวลาเก้าโมง

“เรื่องมันยาวน่ะ ไว้เล่าให้ฟังทีหลังแล้วกันนะ”

ยาวขนาดนั้นเลยเหรอ?

ศรีอดสงสัยไม่ได้ แต่ถ้าอสุราว่าแบบนั้นเธอก็ไม่อยากแย้ง

 

๐๘ นาฬิกา ๔๕ นาที

“สวัสดีจ้ะ ทุกคน ยินดีต้อนรับสู่โรงเรียนศาสตราอาคมราชพฤกษ์วิทยาคม หรือที่เรียกกันว่าโรงเรียนดอกคูน วันนี้เป็นวันสอบเข้าวันแรก อาจารย์เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งนี้ ชื่อพิมนตรา ยินดีที่ได้รู้จักนะจ๊ะ”

ศรีฟังผิดไปหรือเปล่า คนที่กำลังพูดอยู่ตอนนี้บนเวทีในหอประชุมคือเด็กผู้หญิงที่ดูยังไงอายุก็ไม่น่ามากกว่าเธอแน่ อีกฝ่ายมีผมสีเขียวดุจใบมะกอก ใบหน้ามีลักยิ้มยามแย้มริมฝีปาก ใส่ชุดคอกระเช้ากับกระโจงเบนสีแก่

เด็กหญิงอ้าปากค้างจนถ้าไม่รีบหุบแมลงหวี่อาจบินเข้าปากไปแล้ว

และที่น่าตกใจไม่แพ้กันคือ คนที่สอบเข้าโรงเรียนนี้มีแค่คนเดียว รวมศรีแล้วด้วยนะ

แค่เราคนเดียว เดี๋ยวนะ ต่อให้ก่อนหน้านี้จะเห็นนักเรียนน้อยขนาดไหน แต่ที่เราเห็นมันมากกว่านี้นะ! โธ่ น่าจะให้พี่อสุราอยู่ด้วย จะได้อุ่นใจหน่อย พออยู่กันสองคนแบบนี้แล้วรู้สึกไม่ดีเลย

“โอ๊ะโอ สีหน้าเหมือนกระต่ายตื่นตูมเลย ว่าไงจ๊ะสุดสวย มั่นใจกับการสอบมากแค่ไหนกันเอ่ย? คิก ๆ”

พิมนตรากระโดดลงจากเวทีแล้วเดินมาหาศรี เด็กหญิงสะดุ้งเล็กน้อย ยืนนิ่งไม่ไหวติง มองอีกฝ่ายอย่างตื่น ๆ

“ขอโทษนะคะ หนูคงเสียมารยาทมาก แต่คุณใช่ท่านผอ. จริง ๆ เหรอคะ?”

“ใช่แล้วจ้า~~~ เห็นหน้าแบบนี้แต่อายุฉันไม่ต่ำกว่าร้อยปีแล้วนะจ๊ะ เด็กน้อย” พิมนตราขยิบตาให้ก่อนจะกอดคอศรีแล้วกล่าวต่อ “แหม มารยาทดีจริงเชียว ถ้าเป็นเด็กคนอื่นคงจะพูดประมาณนี้ล่ะนะว่า ยัยเด็กบ้านี่พูดจาไร้สาระชะมัด!’

“ขอโทษนะคะ แต่ว่านักเรียนที่มาสอบเข้ามีแค่หนูคนเดียวเหรอคะ?”

“อ้อ อย่าห่วงเลย ปีนี้มีเด็กสอบเข้าสี่คนจ้ะ นับเธอแล้วด้วยนะจ๊ะ”

“สี่คนรวมหนู?”

            “จ้ะ”

พิมนตราพยักหน้า ก่อนจะยิ้มกว้างกว่าเดิมเมื่อเห็นร่างของเด็กชายคนหนึ่งเดินเข้ามาในหอประชุม ที่นี่กว้างมากพอจุคนได้ประมาณห้าร้อยคนหรืออาจจะมากกว่านั้น พอมีคนเพียงสามคนแล้วเสียงฝีเท้าก็เลยดังก้อง เมื่อบุคคลที่สามเข้ามาใกล้ในระยะสายตาแล้วศรีก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตะลึง

“ชลจร?!” ศรีอุทานออกมา “เธอ--- สอบเข้าที่นี่ด้วยเหรอ?”

ชลจรชะงักไปเล็กน้อยทว่าเท้ายังคงก้าวเดินต่อ เขายิ้มบาง ๆ ให้

“สวัสดี ศรี ดีใจที่ได้เจอกันอีกครั้งนะ”

“ชลจรรู้จักมิติผกายด้วยเหรอ?” ศรีแทบไม่อยากเชื่อ แม้ว่าจะไม่ตกใจเท่าตอนที่รู้ครั้งแรกว่าพงสณะรู้จักมิตินี้

“ใช่ เฉาก๊วยเองก็รู้จักที่นี่เหมือนกันนะ อ๊ะ นั่นไง มาแล้ว”

 ชลจรว่าแล้วก็หันไปมองอีกทาง ศรีมองตาม ก่อนจะพบกับใบหน้าเปื้อนยิ้มของเฉาก๊วย เขาเดินเข้ามาใกล้พร้อมกับโบกมืออย่างร่าเริง

“ศรี ชลจร มาตรงเวลาดีจัง”

ศรีไม่ค่อยตกใจแล้ว ทว่าก็ยังไม่ชินกับความรู้สึกแบบนี้สักที แต่เธอก็ดีใจที่ทั้งสองคนมาสอบเข้าเรียนที่นี่

“พวกเธอสองคนไม่เห็นจะบอกฉันบ้างเลย” ศรีแสร้งทำเป็นน้อยใจ

โทษนะ ศรี ฉันบอกชลจรเองด้วยแหละว่าอยากเซอร์ไพรส์เธอ” เฉาก๊วยขยิบตาให้อย่างน่ารัก เห็นแบบนั้นแล้วใครจะไปโกรธลง

“ขอโทษนะ” ชลจรกล่าวด้วยความรู้สึกผิด ศรีส่ายหน้าพร้อมกับยิ้มอย่างนุ่มนวล

“ช่างเถอะจ้ะ แต่ว่าหลังจากนี้เล่าให้ฟังด้วยนะว่าเป็นไงมาไง พวกเธอสองคนถึงรู้จักมิตินี้” ศรีพูดก่อนจะหันไปหาพิมนตรา “ท่านผอ. คะ มีเรื่องอะไรจะชี้แจงเพิ่มเติมไหมคะ?”

“อืม พวกเธอคงจะได้ยินมาบ้างแล้วใช่ไหม ว่าที่นี่ดูแค่เกรด แต่ว่าตอนสอบเข้าเราไม่ได้สอบกันธรรมดาหรอกนะ”

“เอ๊ะ? หมายความว่าไงคะ?” ศรีเริ่มสับสน แต่ก็ไม่ค่อยแปลกใจเท่าไหร่เพราะที่นี่คือมิติผกาย

“เราจะสอบโดยการต่อสู้ยังไงล่ะ”

“ต่อสู้?”

เฉาก๊วยสังเกตอะไรบางอย่างได้ ชลจรเองก็เช่นกัน พิมนตรายิ้มมุมปากอย่างนึกสนุก

“ศรี ตอนนี้อย่ามัวแต่สงสัยเลย เตรียมตัวได้แล้ว”

เฉาก๊วยเอ่ยอย่างร่าเริง ท่าทางกระฉับกระเฉง ชลจรยืดตัวขึ้นพร้อมกับสูดลมหายใจ ศรีมองทั้งสองคนอย่างไม่เข้าใจ อยากถามทั้งสองคนแต่ก็คิดขึ้นมาว่าอีกไม่นานก็คงได้รู้

“อ้อ เดี๋ยวก่อน ฉันมีของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ จะให้เธอ สาวน้อย” พิมนตราคว้ามือศรีขึ้นมาก่อนใส่กำไลเชือกให้ ศรียกมือในระดับสายตาแล้วดูอย่างพินิจ

ขอบคุณค่ะ” ศรีตงิดใจชอบกล แต่อีกฝ่ายอุตส่าห์ให้แล้ว ขืนปฏิเสธน้ำใจคงจะไม่ดีเอา

“๑”

“?”

ศรีมองพิมนตรา รู้สึกตื่นขึ้นมาเมื่อลางสังหรณ์บอกว่าจะเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น เธอหันไปมองเฉาก๊วยกับชลจรด้วยความสับสน

“๒”

“ศรี ขอจับมือนะ”

“๓”

“จ๊ะ?”

ทันทีที่การนับเลขสิ้นสุดลง พอเฉาก๊วยจับมือศรี พื้นทั่วหอประชุมก็สลายกลายเป็นผลึกแก้ว เสียงเศษชิ้นส่วนเล็กบ้างใหญ่บ้างกระทบเสียดสีกันจนเกิดเป็นเสียงแหลมใสน่าฟัง พวกมันมีหลากสีสัน พอต้องแสงก็เปล่งประกายด้วยสีรุ้ง เกิดแสงสะท้อนเป็นจุดเล็ก ๆ สีขาวไปทั่ว ระหว่างนั้นร่างของทั้งสามคนก็ร่วงหล่น เท้าที่เหยียบพื้นอยู่เมื่อครู่ลอยคว้าง ร่างลอยวูบผ่านอากาศ ศรีตกใจและสับสนจนพูดอะไรไม่ออก ดวงตาเบิกโพลงด้วยความตกตะลึง ตอนนั้นเองอีกใจหนึ่งก็มัวแต่ชื่นชมกับความงามของผลึกแก้วพวกนั้นจนไม่สนใจอะไร

“ตั้งสติได้ดีนี่”

ชลจรชมพร้อมกับคลี่ยิ้มอย่างพอใจ ศรีที่เบิกตาโพลงเพราะความอึ้งอยู่นั้นได้แต่คิดในใจว่า ที่ไม่กรีดร้องก็เพราะว่าตกใจจนช็อกต่างหากล่ะ

“นี่มัน--- เกิดอะไรขึ้น?” ศรีเอ่ยเสียงแผ่วเบา รู้สึกว่าเนื้อตัวเย็นเฉียบ หน้ามืดจะเป็นลม เฉาก๊วยสังเกตเห็นแบบนั้นแล้วก็กุมมือเธอแน่นกว่าเดิม แล้วเอ่ยปลอบใจ

“ศรี ขอโทษนะ ฉันรู้ว่าเธอไม่ชอบให้ผู้ชายแตะเนื้อต้องตัว แต่ตอนนี้มันจำเป็นจริง ๆ”

“เอ๊ะ?”

ไม่ทันได้คลายความสงสัยให้ศรี เฉาก๊วยก็เข้ามาใกล้ก่อนจะคว้าร่างเธอมาอุ้มไว้ เด็กหญิงหน้าแดงด้วยความเขินอาย ไม่รู้จะโกรธหรือรู้สึกยังไงดี นานแล้วที่ไม่มีผู้ชายคนไหนเข้าใกล้เธอขนาดนี้ นี่ถ้าไม่ใช่เพราะเฉาก๊วยเป็นเพื่อนรักของตัวเอง และสถานการณ์ตอนนี้มันจำเป็น อย่าหวังเลยว่าศรีจะอดใจไม่ให้ชกอีกฝ่ายได้

“เฉาก๊วย นี่มันเรื่องอะไรกันน่ะ?!

ศรีเริ่มตั้งสติได้แล้ว พอปลายเท้าแตะถึงพื้นเฉาก๊วยก็ปล่อยเธอลงตามด้วยชลจร เด็กหญิงมองทัศนียภาพรอบตัวที่มืดสลัวอย่างหวาดระแวง สิ่งที่ให้แสงสว่างมีเพียงไฟดวงเล็ก ๆ สีส้มติดอยู่บนเพดานประปรายส่องแสงได้ไม่มากนัก ที่แย่กว่านั้นคือมันติด ๆ ดับ ๆ อยู่ตลอดเวลาเหมือนคนใกล้สิ้นใจ ได้กลิ่นคาวจาง ๆ ลอยตามมา

ที่สำคัญกว่านั้นคือ เท้าพวกเขาจมอยู่ในน้ำ ดูเหมือนว่ามันจะเพิ่มระดับความสูงขึ้นเรื่อย ๆ

ได้ยินเสียงน้ำดังตามฝีเท้าที่เหยียบย่ำจากเบื้องหน้าที่มืดสนิท ตรงนั้นไม่ได้ติดหลอดไฟไว้ มิตรหรือศัตรู? ทุกคนคิด เฉาก๊วยอัญเชิญอาวุธออกมา ดวงตาสีดำของเด็กหญิงค่อย ๆ เบิกกว้างขึ้นเมื่อเห็นอาวุธนั้น ฟอลซ์ อาวุธระยะกลางเช่นเดียวกับหอก ใบมีดกว้างทว่าปลายโค้งเรียวยาวราวกับพระจันทร์ ศรีจำได้ว่ามันเป็นอาวุธของทหารดาเซียนในช่วงที่อาณาจักรดาเซียนรบกับกองทัพทหารโรมันในศตวรรษที่ ๑

“ให้ได้ยินเสียงน้ำแบบนั้น ดูเหมือนว่าจะอยากสู้ซึ่ง ๆ หน้าสินะ?”

เฉาก๊วยว่ายิ้ม ๆ ทว่าเสียงเจือด้วยความกังวล ศรีเกร็งตัวแล้วตั้งท่ารับการจู่โจม เธอมีอาวุธซึ่งก็คือปิ่นปักผมที่ยังอยู่อีกข้าง นั่นหมายความว่าเธอไม่สามารถใช้วิชาดาบสองมือได้ ชลจรอัญเชิญหน้าไม้ออกมา วางแผนว่าจะเป็นฝ่ายจู่โจมหรือตั้งรับก่อนดี อาวุธเขาเหมาะกับการสนับสนุนและสกัดกั้น รวมทั้งเปิดฉากการต่อสู้ หากเขาเริ่มได้ดีก็เท่ากับนำไปหนึ่งก้าว

“น่าจะมาแค่คนเดียวนะ” ชลจรกระซิบ เฉาก๊วยยักไหล่

“แหงสิ คนที่สอบเข้าโรงเรียนนี้นอกจากเราแล้วก็มีแค่คนเดียวเองนี่”

ประกายบางอย่างแล่นปราดผ่านมาจากความมืดเมื่อล้อกับแสงไฟ

จ๋อม

ไม่เข้าใจเลย นี่เป็นแบบทดสอบเหรอ?

ตามหลักแล้วควรแบ่งเป็นทีมละสองคนไม่ก็แยกเดี่ยวไปเลย ศรีเลยอดกังวลไม่ได้ว่าท้ายสุดแล้วเด็กชายสองคนนี้จะหันมาฆ่าเธอ ทว่าความคิดนั้นแทบไม่อยู่ในหัวเลย เพราะศรีไม่คิดว่าทั้งสองคนจะกล้าลงมือกับเธอ

おはようございます (สวัสดี)…. อยากจะพูดแบบนั้นอยู่หรอกนะ แต่ในสถานการณ์แบบนี้ไม่เหมาะเอาซะเลย …All right?”

ร่างนั้นค่อย ๆ ปรากฏออกมาจากความมืด เด็กชายผมสีดำยาวประบ่ารวบผมมัดขึ้นสูง หากยาวถึงสะโพกคงดูคล้ายซามูไร  นัยน์ตาสีดำขลับทว่าตาขาวกลับเป็นสีเดียวเช่นกัน ผิวขาวซีด ปากถูกบดบังด้วยผ้าปิดปากทรงสามเหลี่ยม เขาสวมชุดเสื้อคอวีแขนยาวเอวลอยเห็นหน้าท้องวับ ๆ แวม ๆ ทับด้วยเสื้อฮู้ด และใส่กางเกงทรงบอลลูนกับรองเท้าผ้าใบ ในมือคือดาบคาตาคานะ

สิ่งที่ทำให้ศรีติดใจในตัวอีกฝ่ายก็คือสำเนียงการพูดของเขา

“คนญี่ปุ่นเหรอ?” ถึงจะถามแบบนั้นแต่ศรีก็มั่นใจ เพราะโครงหน้าแบบนั้นไม่ใช่แบบของทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แน่

“เพิ่งมาที่ประเทศไทยได้แค่อาทิตย์เดียวเอง ฉันเป็นคนญี่ปุ่นก็จริง แต่ก็มีชื่อแบบไทย ๆ นะ” อีกฝ่ายเว้นไว้ครู่หนึ่ง “ฉันชื่อเมธ”

ใบหน้าเมธเรียบเฉย แต่ทำไมศรีรู้สึกว่าเสียงเขาฟังดูหยอกเย้าชอบกลล่ะ?

“ศรี เฉาก๊วย แล้วก็ชลจรสินะ?”

“รู้จักชื่อพวกฉันด้วย ยินดีที่ได้รู้จักนะ!” เฉาก๊วยตอบกลับอย่างเป็นมิตร ท่าทีแบบนั้นทำให้ศรีคิดว่าแบบทดสอบนี้คงไม่ให้สู้กันถึงตาย

“มาแบ่งทีมกัน” เมธเปลี่ยนประเด็นโดยเร็ว ดวงตาหรี่มองทั้งสามคนอย่างพินิจ “เธอมากับฉัน”

“ฉันเหรอ?” ศรีชี้ไปที่ตัวเองอย่างงุนงง เมธพยักหน้า

“ใครเหลือรอดสองคนสุดท้ายก็จะมาประลองตัดสินกัน”

ศรีสูดหายใจลึก หันไปมองเพื่อนของตัวเองอย่างขอความคิดเห็น เฉาก๊วยพยักหน้าเป็นเชิงบอกว่าไม่มีอะไรต้องกังวล

บรรยากาศรอบตัวเด็กชายไร้ซึ่งจิตสังหาร ทว่ามันกลับมีอะไรบางอย่างที่ดึงดูดไว้ประหนึ่งบ่อโคลน ศรีดึงปิ่นปักผมออกมาในขณะที่ย่างก้าวออกไป ก่อนที่เสียงของพิมนตราจะดังขึ้น

“ขอแสดงความเสียใจอด้วยนะที่ฉันไม่สามารถจัดแบบทดสอบที่น่าสนุกกว่านี้ไว้ให้ แต่นี่แค่สอบเข้า เราต้องการคะแนนทางด้านทักษะแต่ละด้านไว้เลือกห้อง อ้อ แต่ไม่ต้องห่วง ถึงจะได้อยู่ห้องท้าย ๆ แต่นั่นก็ไม่ใช่ห้องบ๊วยหรอกนะจ๊ะ กติกาของเราก็คือ ทีมไหนสามารถหาปุ่มเปิดไฟเจอเป็นคนแรกจะเป็นฝ่ายชนะ!

เสียงใสเจื้อยแจ้วลอดผ่านลำโพงตัวเล็กที่ติดอยู่ตามมุมบนเพดาน ก่อนที่เสียงนับถอยหลังจะดังขึ้น

พรึ่บ!

ไฟทุกดวงดับก่อนที่กำแพงน้ำซึ่งพุ่งมาจากท่อเบื้องล่างจะขวางกั้นทั้งสองฝ่าย ความมืดกลืนกินทัศน์วิสัย ศรีตกใจจนไม่ทันสังเกตว่าเมธพุ่งตัวออกไปจู่โจมก่อนแล้ว คมดาบเรียวยาวบางเฉียบตัดผ่านน้ำราวกับฟันใบไม้ขาดเป็นสองแฉก เฉียดผ่านแก้มของเฉาก๊วยได้เพียงนิดเดียวก่อนที่เจ้าตัวจะควงฟอลซ์เข้าใส่เพื่อสร้างระยะห่าง  เฉาก๊วยไม่สามารถใช้มันป้องกันตัวได้ มันเป็นอาวุธที่ทำลายล้างศัตรูได้ดีขนาดที่ว่าทะลุเกราะสับร่าง แต่ก็ไม่สามารถนำมาใช้ป้องกันตัวได้เท่าที่ควร หากจะทำก็ต้องเลือกป้องกันไม่ก็โจมตีอย่างเดียว ไม่เหมือนกับดาบที่ทำได้ทั้งรุกและรับการจู่โจม

สิ่งเดียวที่ทำได้คือต้องรุกเข้าไปเรื่อย ๆ เฉาก๊วยควงฟอลซ์พร้อมกับพุ่งปลายใบมีดไปทางเมธอย่างต่อเนื่อง ตีวงกว้างเพื่อป้องกันการแทงสวนกลับจากดาบ ดาบคาตานะในมือเมธจึงทำได้เพียงปัดป้องและรับเพียงอย่างเดียว แต่การรุกของเฉาก๊วยเป็นไปอย่างมั่วซั่ว เพราะเขาเห็นร่างอีกฝ่ายได้เพียงเงาราง ๆ ในขณะที่สายตาเมธเฉียบคมกว่านั้นมากนัก

เมธรู้จุดอ่อนแล้ว เขาเตะน้ำขึ้นจนมันสาดกระจายเป็นวงกว้าง อาศัยจังหวะที่เฉาก๊วยเสียสมาธิเพราะโดนน้ำเข้าตาจนแสบ ย่อกายลงก่อนจะฟันดาบเข้าที่ด้านข้าง ทว่ายังไม่ทันฟันจมมิดด้ามก็ถูกลูกธนูพุ่งเข้าปักที่แขน ร่างกายเขาเสียสมดุล เลือดอาบแขน

ชลจรรู้ว่าถึงประสาทการมองเห็นของเฉาก๊วยจะธรรมดา แต่ประสาทในการรับกลิ่นของอีกฝ่ายดีเยี่ยม เขาจึงสกัดกั้นการจู่โจมของศัตรูและสร้างโอกาสให้เพื่อนร่วมทีมไปด้วย ทันทีที่กลิ่นคาวเหมือนสนิมเหล็กลอยแตะจมูก เฉาก๊วยก็รู้ได้ทันทีว่าตอนนี้เมธอยู่ตรงไหน

แต่นั่นก็เป็นเพียงไม่กี่วินาที เพราะตอนนี้กลิ่นเลือดกระจายไปทั่วไป

ระดับน้ำสูงขึ้นเรื่อย ๆ จากตอนแรกที่ท่วมข้อเท้ามาตอนนี้ถึงเข่าแล้ว  

อย่าบอกนะว่า---

ซ่า!

ร่างเฉาก๊วยดิ่งลงพื้นจมลงไปในน้ำ ชลจรกับศรีตกตะลึงไปชั่วขณะ ตอนนี้น้ำยังไม่ลึกมากชลจรจึงยิงหน้าไม้ไปยังบริเวณนั้น คิ้วขมวดด้วยความกังวล เมธโผล่จากน้ำก่อนจะเงื้อดาบขึ้นสูง เบื้องล่างน่าจะมีร่างของเฉาก๊วยอยู่ ศรีไม่รู้ว่าสถานการณ์นี้ตัวเองควรเข้าไปช่วยใครดี ถึงนี่จะเป็นการทดสอบแต่เธอก็ทำใจลงมือเพื่อนรักตัวเองไม่ได้หรอก

“ฉะ--- เฉาก๊วย!

ฉัวะ!

เฉาก๊วยปรากฏทางด้านหลังเมธ แผ่นหลังอีกฝ่ายเป็นบาดแผลยาวเฉียงจากขวาไปซ้าย ทว่าร่างนั้นกลับสลายกลายเป็นน้ำเสียก่อย

“ทำไมถึง” ศรีอึ้งจนพูดอะไรไม่ออก

“นั่นน่ะเป็นภาพลวงตา” เฉาก๊วยตอบด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ

เมธปรากฏออกมาจากการรวมตัวของน้ำ สองมือจับดาบอยู่ในท่าพร้อมจู่โจม

“ชักติดเครื่องแล้วสิ”

“ทีนี้ก็ได้เวลาชิงกดปุ่มเปิดไฟแล้ว” เฉาก๊วยยิ้มบาง ๆ พลางกวาดสายตาไปยังฝั่งตรงข้ามเพื่อหาศรี “ฉันรู้แล้วละว่าปุ่มมันอยู่ที่ไหน”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

65 ความคิดเห็น