ราชันบุปผาไหว้ศพ (ฉบับนิยาย) Bl,Gl,Normal

ตอนที่ 14 : บทที่ ๑๓ เข้าสู่รั้วโรงเรียนใหม่

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 108
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    9 ก.ย. 61

บทที่ ๑๓

เข้าสู่รั้วโรงเรียนใหม่

 

“ปุ่มเปิดไฟ?”

พอสายตาปรับกับความมืดได้ ศรีก็พอมองออกว่าแต่ละคนอยู่ตรงไหนบ้าง เธอมองเฉาก๊วยพลางพึมพำออกมา

“กติกาที่ท่านพิมนตราบอกเราก่อนหน้านี้ จริง ๆ แล้วเป็นกติกาสำหรับฉันกับชลจร ก่อนที่จะมาที่นี่นายคงคุยกับท่านพิมนตราถึงการทดสอบครั้งนี้ ว่าให้ดึงศรีมาเป็นทีมเดียวและป้องกันไม่ให้ใครมาแย่งปุ่มเปิดไฟไป ซึ่งนั่นก็คือสร้อยข้อมือที่ท่านพิมนตราใส่ให้เธอ ไม่อย่างนั้นนายคงไม่มาจากทางฝั่งตรงข้ามหรอก”

ศรียกมือมาดูสร้อยข้อมือ ทำไมเธอไม่เอะใจเลยนะว่าทำไมจู่ ๆ พิมนตราถึงใส่สร้อยข้อมือให้เธอ ศรีไม่ได้สังเกตด้วยซ้ำว่ามันมีปุ่มเปิดไฟติดอยู่ ทว่าต่อให้มาพินิจดูก็ไร้ความหมายเพราะตอนนี้รอบด้านมีเพียงแต่ความมืด

ทว่าก่อนที่เมธจะทันได้พูดอะไร ศรีก็ชิงพูดขึ้นก่อน

“เดี๋ยวก่อน ฉันว่าการทดสอบนี้มันมีแปลก ๆ นะ”

เฉาก๊วยเลิกคิ้วขึ้น แน่นอนว่าเพื่อนสนิทของเขามองไม่เห็น “เธอคิดว่ามีใครโกงเหรอ?”

“เปล่าจ้ะ” ศรีกระอักกระอ่วนขึ้นมา “ฉันรู้สึกว่าการทดสอบนี้จัดขึ้นมาเพื่อทดสอบฉันคนเดียว”

ภายใต้ผ้าปิดปากของเมธ ริมฝีปากยกมุมขึ้นอย่างเลศนัย

“เธอคิดไปเองหรือเปล่า?”

ถึงฉันจะมีวิชาการต่อสู้ติดตัว แต่ถ้าเทียบกับพวกเธอที่รู้จักมิติผกายดีกว่าฉันแล้ว ฝีมือฉันก็ก็แทบเอาไปใช้ทำอะไรไม่ได้เลย” ศรีค่อย ๆ พูด “ถ้าว่าตามที่เฉาก๊วยพูด ฉันก็เองก็ต้องปกป้องสร้อยกำไลเส้นนี้เหมือนกัน แต่ทำไมท่านพิมนตราถึงมอบมันให้กับฉันล่ะ? แทนที่จะให้เฉาก๊วย ชลจร ไม่ก็เมธมากกว่า อย่างที่ฉันบอกไป ความสามารถของฉันไม่เพียงพอจะปกป้องสร้อยเส้นนี้ แต่ท่านพิมนตรากลับเลือกฉันเสียอย่างนั้น”

            เด็กหญิงผมสีดำขลับมองไปรอบ ๆ แม้ว่าตัวเองจะมองไม่เห็นอะไรเลย เธอไม่รู้ว่าสีหน้าแต่ละคนเป็นอย่างไร

            พรึ่บ!

            ตาทุกคนพร่ามัวไปชั่วขณะเมื่อจู่ ๆ ไฟทุกดวงก็เปิดขึ้นสลายความมืด ศรีตกใจ เธอหันมองซ้ายมองขวาก่อนจะพบกับร่างของเด็กหญิงผมสีเขียวที่อยู่ท่ามกลางวงล้อมของทุกคน

            พิมนตราแย้มยิ้มอย่างร่าเริงพร้อมกับปรบมือรัว

            “ฉลาดมากจ้ะแม่หนูน้อย การทดสอบนี้ฉันจัดขึ้นเพื่อเธอคนเดียว และแน่นอนว่าเพื่อนของหนูเองก็รู้อยู่แล้วด้วย”

 

        ศรีมองคนที่เหลือ “พวกเธอรู้อยู่แล้วเหรอ?”

            เธอไม่รู้ว่าตัวเองรู้สึกอย่างไร แต่ที่แน่ ๆ ตอนนี้เธอไม่พอใจ

            เด็กหญิงผมสีดำขลับเลื่อนสายตาไปทางผู้มาใหม่พร้อมกับระงับอารมณ์ที่คุกรุ่น

            “ทำไมล่ะคะ?”

            “ฉันคิดว่าเธอคงจะกังวลอยู่บ้างนะว่าจะเอาตัวรอดจากสถานการณ์อันตรายในมิติผกายได้หรือเปล่า แต่ว่านะ ศรี วิชาการต่อสู้ไม่ได้ตอบทุกคำถามเสมอไป สติปัญญาและไหวพริบก็เป็นสิ่งสำคัญเหมือนกัน” พิมนตรามองศรีอย่างชื่นชม “ฉันอยากทดสอบว่าเธอจะมีความช่างสังเกตมากแค่ไหน แต่จากที่ดูแล้วถือว่าเธอเก่งมากนะ

            พิมนตรามองไปทางเฉาก๊วย

            “ส่วนเธอ เฉาก๊วย ถึงฉันจะเคยบอกเธอกับชลจรว่าการทดสอบนี้จะจัดขึ้นเพื่อทดสอบศรี แต่นอกนั้นฉันก็ไม่ได้บอกอะไรเธอเลย เก่งมากจ้ะ”

            “ผมแค่อาศัยความรู้สึกครับ ผมว่ามันแปลก ๆ ที่ท่านมอบสร้อยข้อมือให้ศรี”

เฉาก๊วยกล่าวตอบยิ้ม ๆ แล้วก้มศีรษะเล็กน้อย

            “อ้อ ลืมอีกเรื่อง ศรี เธอสงสัยใช่มั้ยว่าทำไมถึงมีนักเรียนมาสอบเข้าแค่สี่คน”

            “ก่อนหน้านี้ก็ใช่ค่ะ แต่ตอนนี้หนูไม่สงสัยแล้ว นักเรียนคนอื่น ๆ และเฉาก๊วย ชลจร กับเมธเองก็คงสอบไปในวันอื่นแล้ว วันนี้จึงมีแค่หนูคนเดียวที่มาสอบ ในกรณีของหนูไม่เหมือนกับคนอื่น ๆ ถึงแม้ว่าเฉาก๊วยจะมาจากมิติสามัญเหมือนกัน แต่เขาก็รู้จักที่นี่ก่อนแล้ว ท่านพิมนตราจึงต้องจัดการทดสอบสำหรับหนูเป็นกรณีพิเศษ”

            พิมนตราพยักหน้าอย่างพอใจ

            “เฉาก๊วย ชลจร เมธ ขอบใจจ้ะที่มาช่วยในวันนี้ แล้วเจอกันในวันเปิดเทอมนะทุกคน”

            “ครับ/ค่ะ”

            ร่างของพิมนตราและเด็ก ๆ อีกสี่คนหายเข้าไปในวงเวท ก่อนที่ทุกคนจะกลับมาอยู่ในหอประชุมอีกครั้ง

 

***

 

            มิติสามัญ

          วันจันทร์ที่ ๓๐ พฤษภาคม พ.. ๒๕๕๙

            ศรีตื่นขึ้นมาตั้งแต่ตีสี่ ปรกติเธอจะตื่นตั้งแต่ตี ๕ ทว่าวันนี้เธอตื่นเต้นเกินกว่าข่มตานอนหลับต่อ เธอนอนกลิ้งเล่นจนกระทึ่งถึงตีห้าแล้วลุกขึ้นไปอาบน้ำแปรงฟันเปลี่ยนเสื้อผ้า เครื่องแบบชุดนักเรียนในมิติผกายเหมือนกับของมิติสามัญ โรงเรียนดอกคูนคงจะเป็นโรงเรียนของรัฐบาล เครื่องแบบของ ม.ต้น จึงเป็นแบบแขนเสื้อสั้นจับจีบและผูกโบว์สีกรมท่าใต้ปกเสื้อกะลาสี

โรงเรียนดอกคูนไม่มีบัตรประจำตัวนักเรียนเพราะใช้กำไลยางแบบฝังเครื่องอิเล็กทรอนิกส์อันเล็ก ๆ ไว้  ตอนแรกที่ได้มาศรีนึกว่าพอกดแล้วจะมีจอแสดงผลลอยในอากาศแล้วเลื่อนดูข้อมูลต่าง ๆ ได้ ทว่าสิ่งที่เป็นมันเพียงแต่ฉายแสงเลเซอร์กับเครื่องเท่านั้น มีไว้แค่ยืนยันว่าวันนี้ใครมาหรือไม่เรียนบ้าง

ศรีสำรวจตัวเองในเงากระจกอย่างถี่ถ้วน พอเหลือบเห็นปิ่นปักผมแล้วก็นึกเสียดายที่ทำปิ่นปักผมอีกข้างหาย สายตาเลื่อนไปทางกระเป๋าใบใหญ่สองสามใบที่ใส่เสื้อผ้าและของจำเป็นอื่น ๆ นับตั้งแต่วันนี้เธอต้องย้ายไปอยู่ในมิติผกายแล้ว อาจจะไม่ได้ไปอยู่ถาวรแต่ก็ไม่รู้ว่าจะได้กลับมาอีกเมื่อไหร่

นึกถึงนิยายกับการ์ตูนที่ตัวเองเคยอ่าน คิดถึงความเป็นไปได้ต่าง ๆ นานาที่จะเกิดขึ้น เธออยากรู้ว่าตัวเองจะได้รูมเมทเป็นใคร จะต้องเจอการเรียนที่ยากแสนแข็ญแค่ไหน ทว่าเพียงแต่คิดว่าจะได้เรียนวิชาการต่อสู้และอาคม เธอรู้สึกสนุกขึ้นมาจนหายกังวลเป็นปลิดทิ้ง

ก๊อก ๆ

“ศรี เสร็จยังจ๊ะ เราต้องเผื่อไว้ไปจัดห้องที่หออีกนะ”

“อ๊ะ! แป๊ปนึงนะคะ”

ศรีรีบไปสะพายกระเป๋าเป้และยกกระเป๋าหูหิ้วใบอื่น ๆ ขึ้นมา ระหว่างนั้นอสุราก็เปิดประตูเข้ามาก่อนจะช่วยน้องสาวตัวเองยกของออกไป

ทั้งสองคนวางกระเป๋าไว้ที่ลานหน้าบ้าน อสุราบอกว่าเดี๋ยวจะมีคนเอาสัมภาระไปไว้ที่หอพักให้

สร้อยข้อมือยางนอกจากจะไว้สแกนแสดงตัวตนแล้ว มันยังเป็นสื่อกลางไปยังมิติผกายด้วย เพียงแค่เราตั้งจิตและสวดคาถาก็จะทำให้เราไปที่แห่งนั้นได้ จิตและพลังวิญญาณของคนส่วนใหญ่ไม่แกร่งกล้าพอ จึงจำเป็นต้องมีสร้อยข้อมือที่เป็นสื่อกลางไว้ช่วย ทว่ามันจะส่งไปยังเพียงบริเวณในพื้นที่โรงเรียนและหอพักนักเรียนเท่านั้น

ศรีมองไปยังเรือนไทยเรือนใหญ่ นึกถึงช่วงเวลาที่ผ่านมา รู้สึกเหงา ๆ ปนเศร้าอย่างบอกไม่ถูก เธอคิดถึงพ่อกับแม่ขึ้นมา  เห็นว่าทางโรงเรียนคุยเรื่องที่ศรีย้ายโรงเรียนแล้วจึงไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง ทว่าเธอรู้สึกแปลก ๆ ที่พวกท่านทั้งสองไม่มาส่งลูก ๆ หรือแม้แต่จะโทร. มาหาบ้างเลย

ทำไมพ่อกับแม่ไม่โทร. มาหาเราเลยล่ะ? งานยุ่งขนาดนั้นเลยเหรอ?

            อสุราแตะมือบนบ่าศรีก่อนจะส่งรอยยิ้มอ่อนโยนให้

            “ทำอย่างกับว่าจะย้ายไปต่างประเทศ เดี๋ยวก็ได้กลับมาแล้ว”

            ศรีหัวเราะแห้ง ๆ ก่อนที่ทั้งสองคนจะตั้งจิตไปที่สร้อยข้อมือ

 

***

 

มิติผกาย

เวลาที่มิติสามัญเร็วกว่ามิติผกายหนึ่งชั่วโมง ตอนนี้เวลาที่มิติผกายจึงเป็นตีห้า เธอถูกส่งตัวมาในห้องที่หอพักของตัวเอง ในห้องมีเพียงโต๊ะอ่านหนังสือ ชั้นวางหนังสือที่อยู่เหนือโต๊ะ เตียง และห้องน้ำ เธอมองตู้เสื้อผ้าที่อยู่ข้างห้องน้ำพลางถอนหายใจ ก่อนจะเริ่มจัดแจงเสื้อผ้าและของอื่น ๆ ให้เข้าที่เข้าทาง

ก๊อก ๆ

“?”

ศรีมองไปทางประตูห้องอย่างฉงน เธอเดินไปดูตาแมวดิจิตอลก่อนจะเห็นว่าคนที่มาเคาะประตูไม่ใช่พี่อสุรา แต่เป็นเด็กสาวผมลอนสีเผือกยาวถึงสะโพกรวบครึ่งหนึ่งผูกด้วยโบว์สีดำในชุดนักเรียน ม.ปลาย นัยน์ตาสีแดงก่ำดุจเลือด เธอสวมแว่นตาไม่มีกรอบ แขนขาพันด้วยผ้าก๊อซ ใส่สร้อยคอห้อยตะกรุดกับกำไลสร้อยลูกประคำสีดำและสวมถุงมือสีเดียวกัน เด็กสาวโบกมือพร้อมส่งรอยยิ้มกว้างโชว์เขี้ยวให้อย่างร่าเริง

ศรีควรระแวงอีกฝ่ายไหม? ท่าทางเด็กสาวดูเป็นมิตรมากแต่เธอก็ไว้ใจไม่ได้อยู่ดี

โทร. หาพี่อสุราไม่ได้ด้วยสิ เรายังไม่ได้สมัครเครือข่ายโทรศัพท์ของมิติผกายเลย

เธอตัดสินใจกดปุ่มลำโพงก่อนจะเอ่ย

“ไม่ทราบว่ามีธุระอะไรเหรอคะ?”

“ ดีจ้า พี่ชื่อ ข้าวหนม ยินดีที่ได้รู้จักนะ!

ข้าวหนมกระโดดโหยงเหยงพลางโบกมือไปมา อะไรจะร่าเริงปานนั้น

หนูชื่อ ศรี ค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันค่ะ” ศรีไม่รู้จะรับมือยังไงเลยทำได้แค่แนะนำตัวกลับ

“ฮุ ๆ เรื่องนั้นพี่รู้อยู่แล้วจ้ะ ว่าแต่จะเปิดประตูให้พี่ได้ยังจ๊ะ? ถึงพี่จะมีข่าวลือว่าชอบลวนลามสาวน้อยและสาวใหญ่ แต่พี่ก็ไม่ใช่พวกโรคจิตอย่างที่ใครเขาใส่ร้ายหรอกนะ!

ข้าวหนมกะพริบตาส่งประกายปิ๊ง ๆ ให้ ศรีเบือนหน้านี้ ตาหลุบมองขึ้นมองลงไปทางตาแมวดิจิตอลอย่างเคอะเขิน

“มีธุระอะไรเหรอคะ?”

“จะว่ารบกวนก็ไม่ใช่ เพราะพี่แค่อยากพาน้องไปเดินดูโรงเรียนน่ะ”

อีกครึ่งชั่วโมงกว่าจะเช้า ศรีไม่อยากไปไหนกับคนแปลกหน้ายิ่งเวลาแบบนี้แล้วด้วย

ข้าวหนมถอนหายใจก่อนจะเอ่ยเสียงเง้างอน

“น่านะ พี่ไม่ได้คิดทำมิดีมิร้ายน้องเลยนะ แล้วอีกอย่าง

!!!

จู่ ๆ สัมผัสอุบอุ่นก็แผ่ซ่านจากข้างหลังเมื่อร่างของศรีถูกรวบกอด หัวใจเธอกระตุวูบ ร่างแน่นิ่งไปเพราะความตกตะลึง เด็กสาวผมสีเผือกคลี่ยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์แล้วก้มลงกระซิบข้างหู

“ประตูห้องหอพักน่ะ ถึงจะลงอาคมขั้นสูงแต่มันก็ทำอะไรพี่ไม่ได้หรอกนะ

ปากศรีสั่นขึ้นมา “ทะ ทำไม--- พี่ถึงเข้ามาได้คะ?”

เดี๋ยวนะ--- ชื่อข้าวหนมเหรอ?

 

โกเมนทร--- ยัยสี่ตานั่นน่ะเหรอคะ? ท่านอรัญญิก ท่านจะตัดสินใจแบบนี้ไม่ได้นะคะ หนูไม่ไว้ใจข้าวหนม ---ทำไมท่านไม่ฝากให้โพยมดูแลล่ะคะ!

 

อสุรา เจ้าก็รู้ว่าโพยมงานยุ่ง นางเป็นประธานนักเรียนนะ อีกอย่าง ข้าวหนมเป็นถึงว่าที่ขุนพลเบญจกุมภัณฑ์ ไม่มีใครมาทำร้ายนางได้ง่าย ๆ หรอก แม้แต่เจ้าเองก็ใช่ว่าจะสู้ด้วยได้

 

ข้าวหนมว่าที่ขุนพลเบญจกุมภัณฑ์

“ไหน ขอดูหน้าให้ชัด ๆ หน่อยซิ”

ศรีหลุดจากภวังค์ ข้าวหนมช้อนใบหน้าเด็กหญิงผมสีดำขลับให้เงยขึ้น นัยน์ตาสองคู่ประสานกัน ศรีคิดว่าตัวเองควรจะดิ้น แต่ไม่รู้ทำไมเธอหวาดกลัวอีกฝ่ายขึ้นมา ความกลัวที่มีต่อข้าวหนมมันไม่เหมือนกับความกลัวที่มีต่ออีกร่างหนึ่งของเธอในชาติปางก่อน

“คิก น่ารักกว่าในรูปอีก สนใจมาเป็นแฟนพี่มั้ย?”

“ปล่อยหนู

ปัง ๆ ๆ !!!

“ยัยข้าวหนม! ถ้าหล่อนทำอะไรน้องสาวฉันหล่อนหัวขาดแน่!!!

เสียงประตูถูกทุบตีดังขัดจังหวะ ข้าวหนมส่งเสียงจิ๊จ๊ะอย่างรำคาญใจทว่ารอยยิ้มยังคงไม่เลือนหาย

“จ้า ๆ เชิญทุบต่อไปนะจ๊ะ เพราะยังไงเธอก็พังเข้ามาไม่ได้หรอก ศรี เรามาสวีตกันต่อดีกว่า~~~

ข้าวหนมแลบลิ้นใส่ตาแมวดิจิตอล ไม่รู้ว่าอสุราจะเห็นหรือเปล่า แต่ศรีคิดว่าไม่เห็นแหละดีแล้ว

“ศรี! ถ้าตอนนี้หนูยังไม่ถูกรวบแขนรวบขาละก็ รีบเปิดประตูให้พี่เดี๋ยวนี้เลยนะ!!

“เสียใจด้วยน้า สร้อยข้อมือของศรีอยู่ที่ฉันจ้ะ”

“ว่าไงนะ?! ---หนอยแน่แก!!

ศรีเองก็เกือบจะหลุดอุทานแบบเดียวกัน พอหันไปมองก็เห็นว่าเจ้าตัวดีชูสร้อยข้อมือขึ้นมาจูบแล้วขยิบตาให้ตาแมวดิจิตอล

“ศรี เราไปกันเถอะ”

“แต่ว่า---

พูดไม่ทันขาดคำข้าวหนมก็ลากศรีไปทางประตูกระจกระเบียงห้อง เธอเปิดประตูก่อนจะช้อนตัวศรีขึ้นมาอุ้มไว้แล้วกระโดดลงจากระเบียง ศรีกอดคอข้าวหนมแน่น เงยหน้ามองห้องตัวเองด้วยความกังวล

“พี่อสุราคะ!

“อย่าร้องหาพี่สาวตัวเองแบบนี้สิ มันทำให้พี่รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นโจรปล้นสวาทเลยนะ”

พี่ข้าวหนมไม่ได้เหมือนหรอกค่ะ แต่ใช่เลยต่างหาก!

“ปล่อยหนูนะ!

ถึงอีกฝ่ายจะบอกว่าจะพาไปเดินดูโรงเรียน แต่เล่นลักพาตัวมาแบบนี้ใครมันจะไปวางใจลง ศรีหลับตาพลางสวดอ้อนวอนพระเจ้าในใจ

ฮือ ทำไมฉันต้องมาเจออะไรแบบนี้ด้วย

 

***

 

            มิติผกาย

          ๐๗ : ๑๕ นาที

            “[สวัสดีค่ะ ประกาศจากทางโรงเรียน ขอให้นักเรียนทุกคนจัดห้องในหอพักและลงทะเบียนยืนยันตัวตนให้เรียบร้อยก่อนเวลาเก้าโมงตรง เวลาแปดโมงตรงให้ทุกคนมาเข้าแถวพร้อมกันที่สนามกีฬา]

            เสียงประกาศจากวิทยุตามมุมอาคารต่าง ๆ ทำให้ศรีตื่นเต้นเล็กน้อย ตอนนี้เธอกับข้าวหนมกำลังนั่งทานเครปที่ซื้อมาจากโรงอาหารมานั่งทานในศาลา ข้าวหนมเลียนิ้วที่เปื้อนช็อกโกแลตเหมือนยังไม่อิ่มหนำพอ เธอโยนซองใส่เครปไปยังถังขยะที่อยู่ใกล้ ๆ

            “ได้กินของหวานตอนเช้าแบบนี้มันดีจริง ๆ เลยน้า~

            ศรีรีบยัดเครปสอดไส้ปูอัดกับพริกเผาใส่ปาก ข้าวหนมยื่นน้ำสตรอเบอร์รี่มิลค์เชกให้ ศรีรับมาแล้วดูดอย่างรวดเร็ว

            “เอ้า ๆ ค่อย ๆ กินนะ พี่ไม่รีบ” ข้าวหนมว่ายิ้ม ๆ “วันเปิดเทอมเป็นวันที่ชวนสดชื่นที่สุด แถมมีเรื่องน่าสนุกรออยู่อีกเพียบ ที่พี่ชอบที่สุดก็คือกิจกรรมรับน้องนี่แหละ!

            ศรีสูดน้ำเข้าไปหลายอึก พอได้ยินกิจกรรมรับน้องแล้วก็อดถามไม่ได้

            “กิจกรรมรับน้องนี่ต้องทำอะไรบ้างเหรอคะ?”

            “ก็น้า มีแข่งกินพริกบ้าง แข่งกินอาหารที่เอาวัตถุดิบแปลก ๆ มาใส่บ้าง วิ่งไล่งับขนมปังที่ยื่นออกมาจากรถที่กำลังแล่นอยู่ เก็บระเบิดน้ำ และก็หลาย ๆ อย่างอีกเยอะแยะเลย ไม่รู้ว่าปีนี้จะเปลี่ยนอะไรบ้าง แต่คิดว่าคงไม่ต่างจากปีที่แล้วมากนักหรอก แต่พี่รับรองว่าน้องจะไม่มีทางเบื่อแน่”

            หนูน่าจะช็อกตายก่อนน่ะค่ะ

            ขึ้นชื่อว่ามิติผกาย ศรีมั่นใจมากว่ากิจกรรมมันต้องพิสดารพันลึกแน่ เธอยิ้มกระอักกระอ่วนในขณะที่ข้าวหนมยืดเส้นยืดสาย ดูพร้อมจะลุยทุกสถานการณ์

            ศรีมองร่างที่ยืนอยู่เบื้องหน้าเธอ ทั้งรอยยิ้ม แววตา บุคลิกท่าทาง ไม่ว่าจะมองจากมุมไหนก็ช่างเป็นผู้หญิงที่เปี่ยมไปด้วยพลังอันเหลือล้น ศรีเคยนึกอยากเป็นคนแบบนี้เพราะเธอคิดว่ามันอาจจะช่วยทำให้เธอมีกำลังใจในการทำสิ่งต่าง ๆ

“…พี่ข้าวหนมคะ

ว่าไงเอ่ย?” ข้าวหนมเท้าเอวพลางหันมามองศรี

ทำไมจู่ ๆ ถึงมาหาหนูล่ะคะ? ทั้งพาไปเดินดูโรงเรียน ทั้งซื้อเครปให้ คือหนูไม่ได้อยากมองพี่ในแง่ร้ายนะคะ แต่ว่าเราไม่ได้รู้จักหรือสนิทกันมาก่อน ทำไมถึงดูใส่ใจหนูจังนักล่ะคะ?”

ข้าวหนมเงยหน้ามองท้องฟ้า เอียงศีรษะไปมาเหมือนตุ๊กตาหน้ารถราวกับกำลังครุ่นคิดอยู่ ก่อนจะแย้มริมฝีปากออกมา

ไม่บอกจ้ะ

เอ๊ะ?”

ความลับ~” เด็กสาวผมสีเผือกขยิบตาให้อย่างน่ารัก สบายใจได้ พี่ไม่ได้คิดร้ายกับน้องหรอก อ้อ แล้วพี่ก็ไม่ได้แอบชอบน้องนะ แต่ถ้าสนใจอยากสมัครเป็นแฟนละก็โทร. พี่ได้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงนะ--- แอ่ก!

ข้าวหนมถูกใครบางคนตีศีรษะจากทางด้านหลัง ศรีเห็นเด็กสาวผมยาวสีดำขลับมัดรวบสูงเปิดเถิก ประดับด้วยรัดเกล้ารูปปีกนกกับปิ่นปักผมแบบปีกกินรี ดวงตาสีดำเฉียงขึ้นชวนให้รู้สึกว่าเป็นคนเย่อหยิ่ง ใบหน้าเชิดขึ้นเล็กน้อยอย่างถือตัว เธอใส่ชุดนักเรียน ม.ปลาย ศรีเพิ่งสังเกตว่ากระโปรงจับจีบที่เด็กสาวคนนี้กับอสุราใส่เป็นสีดำสนิท

ถ้ามีการประกวดความสำออย ฉันว่าไม่มีใครสู้เธอได้หรอก ข้าวหนมในมือเด็กสาวผมสีดำขลับคือแฟ้มหนา ๆ เธอมองข้าวหนมอย่างไม่สบอารมณ์

ก็อยากให้ตัวเองมาดูแลเค้าบ้างอะ กิ๊ว ๆข้าวหนมว่าแล้วก็ทำท่าอย่างมีจริต โพยมเหลือกตาอย่างเหลืออดก่อนที่อีกฝ่ายจะพูดต่อ ว่าแต่ทำไมพี่โพยมมาอยู่แถวนี้อะ?”

                “ฉันก็มาพักผ่อนน่ะสิ วัน ๆ อยู่แต่ในห้องจะเป็นรากงอกอยู่แล้วโพยมลอบถอนหายใจ พยายามไม่แสดงออกถึงความเหนื่อยล้าที่สะสมมานาน ฉันชื่อ โพยม เป็นประธานนักเรียนโรงเรียนดอกคูน ถึงงานฉันจะล้นมือแต่ถ้าสงสัยหรืออยากให้ช่วยอะไรก็มาบอกได้ ข้าวหนมอาจจะทำตัวน่ารำคาญและชอบคุกคามทางเพศไปบ้าง แต่ฉันรับประกันได้ว่าเธอจะปลอดภัยแน่นอนถ้าได้อยู่กับข้าวหนม แต่เรื่องพรหมจรรย์ฉันขอไม่รับประกัน”                                

"หยาบคาย! คุกคามทางเพศอะไรกัน ไม่มี๊!!ข้าวหนมรีบเข้าไปปิดหูศรี ศรี อย่าไปเชื่อพี่โพยมนะ พี่ไม่ได้คิดมิดีมิร้ายกับน้องเลยนะ!

เราควรจะพูดอะไรดีนะ  ศรียิ้มเฝื่อน ๆ ต่อให้โพยมไม่บอกเธอก็รู้อยู่แล้วละ ทว่าดู ๆ ไปแล้วข้าวหนมก็ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร

แล้วก็อีกเรื่อง

คะ?”

โพยมเงียบไปครู่หนึ่ง

“…ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ห้ามใช้ดาบที่อัญเชิญออกมาจากปิ่นปักผมเด็ดขาด”                      

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

65 ความคิดเห็น