ราชันบุปผาไหว้ศพ (ฉบับนิยาย) Bl,Gl,Normal

ตอนที่ 16 : บทที่ ๑๕ ใคร?

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 99
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    29 ส.ค. 61

บทที่ ๑๕

ใคร?


          คาบที่  ๕

            ก่อนเข้าคาบที่ ๕ ศรีไปที่ห้องสมุดเพื่อยืมหนังสือประวัติศาสตร์ในมิติผกาย พอได้อ่านรายละเอียดบางส่วนแล้วก็อดทึ้งในความแตกต่างที่เหมือนกันไม่ได้ มิติผกายไม่ใช่โลกคู่ขนานของมิติสามัญ แต่ประวัติศาสตร์หลายเรื่องกลับคล้ายกันมาก  จนพออ่านนานเข้าเธอก็ชอบเผลอคล้อยตามว่ามันคือประวัติศาสตร์ของมิติเดียวกัน ตอนแรกว่าจะถามเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับมิติผกายจากเพื่อนไม่ก็อาจารย์ แต่ศรีรู้ดีว่ารายละเอียดมันเยอะมากเลยตัดสินใจหาข้อมูลเอง จะได้ไม่รบกวนเวลาพวกเขาด้วย

            วันนี้บางคาบอาจารย์ก็ไม่ได้เข้ามาคุม บางท่านก็แค่เข้ามาพอเป็นพิธีแล้วแนะนำตัวให้ทุกคนรู้จัก ซึ่งสิ่งที่ศรีเกลียดที่สุดในครั้งแรกที่อาจารย์และนักเรียนพบกันครั้งแรกก็คือ

            “ข้าชื่อ ภูวิศ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาห้อง ๒ เอาละ แนะนำตัวตั้งแต่โต๊ะริมหน้าต่างมา”

          เอาแล้วไง

           ศรีนั่งอยู่แถวหน้าโต๊ะริมหน้าต่าง เพราะฉะนั้นเธอต้องแนะนำตัวก่อนใครเพื่อนตามด้วยเฉาก๊วยกับชลจรตามลำดับ เธอมองอาจารย์ที่ปรึกษาของเธออย่างน้อยใจ อีกฝ่ายเป็นชายหนุ่มร่างสูงโปร่ง ผมสีผ่านคราม นัยน์ตาสีเดียวกัน ใส่ชุดราชปะแตนคล้องด้วยผ้าผืนหนึ่งปล่อยชายสองข้างไว้ด้านหลัง เขาใส่ถุงมือแบบหุ้มทับหลังมือเกี่ยวนิ้วกลาง บุคลิกดูเป็นคนเอาจริงเอาจัง ศรีอดคิดไม่ได้ว่าหวังว่าพอได้อยู่ด้วยกันจริง ๆ เจ้าตัวจะเป็นคนเข้าถึงง่ายกว่านี้ 

            ศรีลุกขึ้นแล้วพยายามผ่อนคลายเพื่อไม่ให้เกร็งเวลาพูด “สวัสดีค่ะ ดิฉันชื่อ สังรศรี วีรสังฆะ เลขที่ ๓๐ ค่ะ”

            “แค่นี้รึ? มีอะไรอยากบอกเพื่อนก็พูดได้นะ”

            “ไม่แล้วค่ะ”

            ศรีนั่งลง เฉาก๊วยลุกขึ้นแล้วแนะนำตัว พอทุกคนกล่าวแนะนำตัวเสร็จแล้วภูวิศก็พูดต่อ

            “ได้เวลาเลือกหัวหน้าห้องแล้ว ใครอยากเสนอชื่อใครก็โหวตได้ แต่ห้ามแกล้งเพื่อนละ”

            ต่อให้พูดแบบนั้นแต่ก็มีบางคนตั้งใจจะแกล้งเพื่อนอยู่ดี เพราะได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักแว่วมา

          “อาจารย์ครับ ผมเสนอชื่อ จารุวิทย์!” เด็กชายผมสีเขียวน้ำทะเลที่นั่งอยู่โต๊ะแถวหลังสุดกล่าวขึ้น ศรีหันไปมองอย่างสนใจ เขาเป็นชายหนุ่มร่างเล็ก ดวงตากลมโตสีเดียวกับสีผม มองเผิน ๆ เหมือนเด็กผู้หญิง ว่าไปหน้าตาก็สะสวยกว่าผู้หญิงบางคนเสียอีก  

         จารุวิทย์สะดุ้งเล็กน้อยเมื่อถูกเสนอชื่อ เขาหันไปพูดอย่างใจไม่ดี “นี่ ที่เลือกข้าคงไม่ใช่เพราะอยากแกล้งหรอกนะ”   

            “ฉันว่าจารุวิทย์ก็ดีนะ” เด็กหญิงผมสีฟางที่เป็นนรสิงห์พูดขึ้น  “จารุวิทย์เรียนเก่งจะตาย! ไหวพริบดี ความรับผิดชอบสูงนะ”

            “หนูโหวตจารุวิทย์ค่ะ!

            พอมีเสียงหนึ่งเสียง อีกเสียงก็ดังขึ้นตาม หลังจากนั้นก็ลุกโหมกลายเป็นเสียงอื้ออึง

            “ขะ ข้าเป็นหัวห้องมาหลายปีติดกันแล้วนะ ละเว้นข้าไว้สักปีเถอะ!” ครุฑที่ถูกโยนตำแหน่งให้ลนลานปฏิเสธ ภูวิศมองจารุวิทย์อย่างเห็นใจ

            “พวกเจ้าไม่คิดจะเลือกคนอื่นบ้างเรอะ? ขอแค่คนมีความรับผิดชอบจะเป็นใครก็ได้ทั้งนั้น นอกจากจารุวิทย์แล้วมีใครโหวตคนอื่นอีกไหม?”

            ทั้งห้องเงียบไปครู่หนึ่ง จารุวิทย์สังหรณ์ใจไม่ดีก่อนที่เสียงของทุกคนจะกลับมาอีกครั้ง

            “จารุวิทย์ครับ/ค่ะ!!

            “

            จารุวิทย์กุมขมับกับโต๊ะอย่างอาลัยตายอยาก ทุกคนขำกับท่าทางของเขา ศรีอดยิ้มออกมาไม่ได้ถึงแม้ว่าใจจริงจะเห็นใจเขาก็ตาม

            ภูวิศลอบถอนหายใจ เขาเอามือแตะบ่าครุฑตนเดียวในห้อง

            “อีกปี ทนเอาหน่อยแล้วกัน”

            “ครับ”

 

***

 

            ตอนเย็น

          ห้องสมุด

            “ศรีได้อาหารเย็นแล้วละ”

            เฉาก๊วยบอกขำ ๆ ในขณะที่เขา ศรี ชลจร จารุวิทย์ นิลุบล และคุณิตามาที่มุ่งหน้าไปทางห้องสมุด ระเบียงทางเดินอาบไล้ด้วยแสงสีทองจากพระอาทิตย์ยามเย็นอย่างเต็มที่เนื่องจากเพดานกรุด้วยกระจกใส พอเงยหน้ามองก็เห็นเมฆสีครีมอมชมพู มีพืชพันธุ์ไม้เลื้อยประดับออกดอกแต่งแต้มสวยงาม

            “อาหารเย็น?”

            “ศรีชอบอ่านหนังสือมาก” ชลจรตอบแล้วยิ้มน้อย ๆ “โดยเฉพาะประวัติศาสตร์”

            “ประวัติศาสตร์!” นิลุบลกับคุณิตาร้องออกมาพร้อมกันอย่างหน้าถอดสี

            จารุวิทย์เห็นศรีมองมาทางสองคนนั้นอย่างงุนงงเลยอธิบายให้ “สองตนนี้ทำสถิติสอบตกทุกครั้งที่มีการสอบ ไม่ว่าจะเก็บคะแนนหรือสอบปลายภาค”

            “ให้ฉันติวให้มั้ยจ๊ะ?” ศรีรู้สึกว่าประวัติศาสตร์เป็นงานเขียนรูปแบบหนึ่งเลยไม่ค่อยเข้าใจความรู้สึกของคนไม่ชอบเท่าไหร่ แต่ก็ยื่นน้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้เพราะเธออดเสียดายแทนสองคนนั้นไม่ได้

            “ว่าแต่ทำไมพวกนายไม่กลับหอไปก่อนล่ะ? เดี๋ยวจะเสียเวลาพวกนายเอา” เฉาก๊วยพูด

            “กลับไปก็ไม่มีอะไรทำ สู้อยู่ที่นี่ดีกว่า” นิลุบลตอบ “เอ้อ ว่าแต่ทำไมพวกเรามาอยู่กันได้ละเนี่ย?”

            “จะไปรู้เหรอ ฉันรู้แค่ว่าฉันมาอยู่กับพวกศรีก็เพราะชอบศรี” คุณิตามองไปทางศรี นิลุบลตาเป็นประกายขึ้นมา

            “ทำไมไม่จีบล่ะ?”

            “ชอบแบบประทับใจย่ะ!” คุณิตาสะบัดผม “บุคลิกนุ่มนวล พูดจาก็เพราะ ยิ้มทีงี้เล่นเอาใจละลายแน่ะ”

            “นั่นไง เธอชอบศรี ถ้าจะสาธยายขนาดนั้นมันไม่จบแค่คำว่าเพื่อนแล้วละ”

            “บ้าเหรอ! ฉันไม่ล้ำเส้นคำว่าเพื่อนหรอก เบื่อพวกจิ้นยูริชะมัด”

            “เธอก็พอกันแหละ ใครน้าที่โดนยึดโดจินชิในคาบหน้าที่พลเมือง ได้ยินว่าตั้งห้าเล่มแน่ะ” เด็กชายผมสีเขียวน้ำไหลยิ้มเยาะใส่ ผู้เป็นอัปสรสีหะถึงกับเลือดขึ้นหน้า เหวี่ยงขาเตะใส่ที่บั้นท้ายอีกฝ่ายอย่างไม่ปรานี

            “โอ๊ย! มันเจ็บนะ!

            “ศรี รีบไปกันเถอะ ฉันเบื่อขี้หน้าคนแถวนี้เต็มทีแล้ว”

คุณิตาคว้ามือศรีแล้ววิ่งจากไปโดยไม่วายหันมาแลบลิ้นใส่ ศรีตื่นตัวขึ้นมา พอหันไปมองข้างหลังก็เห็นนิลุบลวิ่งไล่ตามด้วยสีหน้าอาฆาต

อย่างน้อยพวกเขาก็เป็นเพื่อนที่ดีนะ

.

.

.

ห้องสมุด

ห้องสมุดโรงเรียนดอกคูนราวกับสวนพรรณไม้ก็มิปาน เพราะการตกแต่งนั้นเป็นการนำพันธุ์ไม้มาประดับ เช่น ต้นฟิโลเดนดรอนที่ช่วยฟอกอากาศได้ เหมาะกับการปลูกในที่ร่ม สับปะรดจิ๋วที่ปลูกในลวดเหล็กเหล็ก ๆ ที่สานกันเหมือนกรงนกนั้นแขวนตามชั้นวางหนังสือ แถมมีพืชเล็ก ๆ ตั้งวางอยู่บนโต๊ะ พวกกระถางใส่ทำมาจากของที่ไม่ได้ใช้แล้วทั้งนั้น อย่างต้นลิ้นมังกรที่ปลูกในแก้วชา และต้นกุหลาบแพนด้าที่ใส่ในเปลือกหอยทาก

เพดานที่นี่กรุด้วยกระจกใส มีไม้พันธุ์เลื้อยประดับเหมือนตรงระเบียงทางเดิน ทำให้ชมทิวทัศน์ภายนอกได้เต็มที่ ท้องฟ้าย้อมเป็นสีม่วงอมชมพูมืดสลัวลง ละอองฝนโปรยปรายพร้อมกับที่ฟ้าครึ้มลง

วันนี้เพิ่งเป็นวันเปิดเทอมวันแรกอาจารย์ประจำห้องสมุดเลยไม่อยู่ คนที่รับหน้าที่แทนเป็นบรรณารักษ์รุ่นเดียวกับพวกศรี กาฬสีห์เพศหญิงที่เรียนอยู่ห้องเดียวกับพวกเขานั่นเอง

“หาหนังสืออะไรเหรอ?” น้ำเสียงนั้นช่างเรียบเฉยแต่ก็ไม่ได้ไร้ความรู้สึกเสียทีเดียว

“หนังสือประวัติศาสตร์อยู่ตรงไหนเหรอจ๊ะ?” ศรีถามหน้ายิ้มบาน “ว่าแต่เธอชื่อ พุดซ้อน ใช่ไหมจ๊ะ?”

พุดซ้อนพยักหน้าเล็กน้อย ไม่ได้พูดอะไรหรือแม้แต่จะยิ้มให้ ศรีคิดว่าอีกฝ่ายคงจะเป็นคนขี้อาย เธอเข้าใจความรู้สึกพุดซ้อนดีเพราะตัวเธอเองก็เป็นเหมือนกัน แต่ดูเหมือนว่ากาฬราชสีห์ตนนี้จะอาการหนักกว่า

เด็กหญิงผมสีดำหยักศกชี้ไปทางชั้นวางหนังสือที่ตั้งเรียงรายสูงตระหง่านบนชั้นสองของที่นี่ ก่อนจะเดินจากไปศรีก็หันมาถาม

“ว่าแต่ห้องสมุดปิดกี่โมงเหรอจ๊ะ?”

“๖ โมง พวกเธอจะเป็นกลุ่มสุดท้ายที่เข้าห้องสมุดในวันนี้ได้”

“ถ้าอย่างนั้นไปกับพวกเรามั้ย? อยู่คนเดียวเหงาออก ยังไงก็ไม่มีงานอะไรที่ต้องทำแล้วนี่ หรือว่าต้องจัดหนังสือ?”

ก็ได้ ฉันไม่มีงานอะไรให้ต้องทำแล้ว”

            คนอื่น ๆ ขึ้นชั้นสองกันแล้ว ศรีนึกเรื่องสำคัญขึ้นมาได้เลยเอ่ยเบา ๆ พร้อมกับรอยยิ้ม

            “ขอบใจมากจ้ะ”

            พุดซ้อนเงยหน้าสบตาตรง ๆ ใบหน้าเรียบเฉยเริ่มปรากฏเค้าความไม่เข้าใจ

            “เรื่อง?”

            “ที่ช่วยพูดแทนฉันให้ทุกคน ไม่อย่างนั้นฉันต้องโดนระแวงไปมากกว่านี้แน่ ๆ”

            ศรีรู้สึกว่าเหมือนเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าอีกฝ่าย แต่นั่นก็เป็นเพียงพริบตาเดียว

            “เธอรู้ใช่มั้ยว่าฉันเป็นกาฬราชสีห์?”

            “จ้ะ”

            เด็กหญิงผมสีดำหยักศกเดินออกจากเคาน์เตอร์แล้วเดินนำไป

            “ฉันก็แค่เห็นเงาตัวเองในตอนเด็ก ๆ แต่ก่อนมีแต่คนกลัวฉันรวมทั้งกาฬราชสีห์ตนอื่น ๆ ทั้ง ๆ ที่พวกเราเป็นสิงห์กินพืช แต่ถ้าโกรธขึ้นมาก็ใช่ว่าจะปล่อยไปง่าย ๆ”

            พุดซ้อนเล่าอย่างไหลลื่นด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ เหมือนพูดเรื่องดินฟ้าอากาศ

            “ขอโทษนะ ฉัน

            นิ้วเรียวสีขาวผุดผ่องยกขึ้นแตะริมฝีปากที่เผยอออก ก่อนที่นัยน์ตาสีดำอันแสนอ่อนโยนจะสะท้อนในดวงตาของศรี

            “ห้ามพูดคำนั้นอีกนะ นี่ไม่ใช่เรื่องที่เธอจะต้องมาขอโทษ” เสียงของพุดซ้อนนุ่มนวลอย่างน่าประหลาดใจ ศรีนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ

            “จ้ะ จะจำไว้ให้ขึ้นใจเลย”

            พอขึ้นไปถึงชั้นสองแล้วก็พบว่าพวกเพื่อน ๆ กำลังหยิบหนังสือประวัติศาสตร์ออกมาอย่างสนุกสนาน

            “ฉันเลือกไว้ให้เธอแล้วนะ!” เฉาก๊วยบอกอย่างกระตือรือร้นแล้วชี้ไปทางกองหนังสือตั้ง ๆ บนโต๊ะ “ที่ฉันเลือกมาเป็นเรื่องของมิติผกายฉบับย่อ เอาไว้ให้เธอเข้าใจในภาพรวมก่อนแล้วค่อยลงลึกรายละเอียดอีกที”

            “ขอบใจจ้ะ!

            ศรีรู้สึกว่าเลือดในตัวสูบฉีดขึ้นมา ดึงเก้าอี้ออกมาแล้วนั่งลงพลิกหน้าหนังสือ

 

***

 

            [บุคคลที่ ๒]

            ชายหนุ่มตรงหน้าดันหนังสือไปทางคุณ คุณมองเขาสลับกับหนังสือออย่างลังเลก่อนจะพลิกเปิด

            ;

            หากท่านยังหวาดเกรงต่อสิ่งใด ๆ ขอให้ท่านจงปิดหนังสือเล่มนี้เสียเถิด เพราะข้าจะนำท่านดิ่งลงสู่ก้นเหวที่เรียกว่า ประวัติศาสตร์

          เรื่องมันนานมาแล้ว ทว่าความรู้สึกในอดีตกาลยังคงตราตรึงอยู่ในใจข้า เอาละ เราจะเริ่มจากตรงไหนก่อนดี?

          โลกถือกำเนิด นภา ผืนดิน และมหาสมุทรอันแสนกว้างใหญ่เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง สิ่งมีชีวิตใต้น้ำค่อย ๆ คืบคลานจากบ้านเกิดของตนมาสู่ผืนดีแล้วเริ่มปรับตัว มนุษย์วานรรู้จักใช้หัวคิดมากขึ้น สร้างอาวุธ เครื่องประดับ ภาชนะเครื่องใช้ จนต่อมาในท้ายที่สุดก็เริ่มลงหลักปักฐานหลังจากที่เร่ร่อนมานานนับพันนับร้อยปี

          ต่อจากนี้จะขอพูดถึงมิติผกายเป็นเสียส่วนใหญ่

          เวทมนตร์เป็นสิ่งที่อยู่คู่กับมนุษยชาติมานานแสนนานเช่นเดียวกับที่ความดี-ความชั่ว ความมืด-แสงสว่าง นภา-ผืนพิภพอยู่คู่กันนับแต่โลกถือกำเนิด พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงสร้างโลกได้ทรงสั่งให้โนอาห์ต่อเรือลำหนึ่งขึ้นและนำครอบครัวรวมทั้งสัตว์ชนิดต่าง ๆ ขึ้นไปบนเรือ หลังจากนั้นพระองค์จะทรงเสกให้ฝนตกหนักเป็นเวลา ๔๐ วัน น้ำท่วมหนักเป็นเวลา ๑๕๐ วัน เพื่อที่จะขจัดความโสมมบนโลกใบนี้ให้หมดสิ้น ผู้ไม่ศรัทธาหรือเชื่อคำสอนในพระผู้เป็นเจ้าล้วนดับสูญ

          ช่างเหมือนกับประวัติศาสตร์ในมิติสามัญเหลือเกิน แต่หลังจากนี้จะเริ่มแตกต่างกันแล้ว

        เหลือเพียงครอบครัวโนอาห์หลังวันน้ำท่วมโลก ลูกหลานของพวกเขาได้ขยายออกไป ทุกคนพูดภาษาสำเนียงเดียวกัน ริเริ่มที่จะสร้างสิ่งที่รวบรวมอารยธรรมของมนุษย์ไว้เพื่อความภาคภูมิใจและเป็นมรดกแก่ลูกหลาน จึงสร้างสถาปัตยกรรมอันแสนยิ่งใหญ่ที่เรียกว่า หอคอยบาเบล จากความภาคภูมิใจกลายเป็นความหยิ่งผยอง หอคอยที่สูงเทียมฟ้าสร้างได้ด้วยน้ำมือและความสามัคคีของมนุษย์ ทำให้พวกเขาริอาจจะเทียบเคียงอำนาจพระเจ้า หลังจากนั้นมามนุษย์ก็ไม่เชื่อฟังพระเจ้าอีกต่อไป         

        ราวกับลูซิเฟอร์ที่หันหลังให้กับพระผู้เป็นเจ้า พระผู้เป็นเจ้าทรงทำให้มนุษย์พูดต่างภาษา เมื่อมิอาจสื่อสารกันรู้เรื่องการสร้างหอคอยด้วยน้ำมือทุกคนจึงไม่สามารถทำได้อีกต่อไป  

          ในขณะนั้นเอง ซาตานก็มาเยือนยังหอคอยบาเบล

 

***

 

            [บุคคลที่ ๓]

          หอพัก (โรงเรียนดอกคูน)

          ในประวัติศาสตร์มิติผกาย หลังจากสงครามโลกครั้งที่ ๒ สิ้นสุดลง ประเทศที่เข้าร่วมสงครามต่างลงนามในสนธิสัญญา Zero โดยมีข้อตกลงว่าจะไม่มีการนำราชาปีศาจมาอยู่ใต้พันธะหรือเป็นพวกเดียวกันเพื่อการทำลายล้าง แต่จากที่ศรีได้ยินมา น่าจะมีหลายประเทศแล้วละที่ละเมิดสนธิสัญญาฉบับนี้

        ตอนนี้ศรีกำลังใจจดใจจ่อกับการอ่านหนังสือประวัติศาสตร์เหมือนกับพรุ่งนี้เป็นวันสอบกลางภาค ยิ่งอ่านมากเท่าไหร่เธอก็ยิ่งจมดิ่งลงสู่ห้วงเวลาที่ราวกับจะไร้ที่สิ้นสุด ย้อนกลับไปยังก้นบึ้งที่มืดมิด จุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์ในยุคที่โลกถือกำเนิด ทุกตัวอักษรที่พิมพ์บนหน้ากระดาษราวฉายแสงส่องสว่างมากขึ้นเมื่ออ่านเข้าใกล้ถึงยุคปัจจุบัน    

            ประวัติศาสตร์เป็นสิ่งเย้ายวนใจ เทพนิยายที่สร้างมาจากเลือดเนื้อและน้ำตาของทุกสรรพสิ่งที่ถูกสังเวยหรือสิ้นชีพเมื่อหมดอายุขัย ความเจ็บปวดเป็นของจริงและเท็จในคราวเดียวกัน ประวัติศาสตร์เป็นทั้งความจริงที่หลอกลวง และภาพลวงตาที่สัมผัสได้จริง ช่างน่าประหลาดนัก แต่เด็กหญิงคนนี้ก็ตกหลุมรักมันเข้าให้แล้ว

         “ในสมัยก่อนตั้งแต่ช่วงยุคกลาง นับแต่มีข่าวลือเรื่องแม่มดที่ทำร้ายผู้คนก็ได้มีการสั่งห้ามจากทางการให้จับกุมคนที่น่าสงสัย คัมภีร์เวทมนตร์คาถาแปลกประหลาดถูกสั่งเผาทิ้ง ทำให้ยุโรปเป็นทวีปที่ได้รับการฝึกสอนด้านนี้น้อยมากถึงมากที่สุด ประชากรที่ใช้เวทมนตร์ได้มีอยู่เพียงร้อยละ ๒๐ ของประชากรทั้งหมดในทวีป ผลจากการสำรวจในปี พ.๒๕๕๒ ในปัจจุบันประชากรในทวีปยุโปสามารถใช้เวทมนตร์ได้มากขึ้นถึงร้อยละ ๕๐ แต่ส่วนใหญ่เป็นเพียงเวทพื้นฐาน ในขณะที่ทางฝั่งเอเชียประชากรราวร้อยละ ๘๐ สามารถใช้เวทมนตร์ได้แม้กระทั่งเวทขั้นสูงด้วย

            ก๊อก ๆ

         เสียงเคาะประตูดังขึ้นขัดจังหวะ ศรีอดหงุดหงิดไม่ได้ เธอถอนหายใจเล็กน้อยอย่างช่วยไม่ได้ก่อนจะเดินไปส่องดูตาแมวดิจิตอล ภาพนอกห้องปราศจากบุคคลใด ๆ ศรีย่นคิ้วอย่างฉงน ใจหนึ่งคิดว่าคงจะเป็นข้าวหนมมาแกล้งเล่น อีกใจก็คิดว่ามีผู้ไม่ประสงค์ดีมาหาเธอ   

            รัตติกาลมาเยือนนานแล้ว อีกฝ่ายเป็นผีหรือเปล่าก็ไม่รู้เด็กหญิงเลยไม่กล้าส่งเสียงทัก แต่ก็มาคิดอีกทีว่าคงไม่ใช่ เพราะข้าวหนมเคยบอกว่าที่หอพักและสถานที่ต่าง ๆ ในโรงเรียนมีค่ายอาคมกั้นอยู่เพื่อป้องกันผู้บุกรุกที่ไม่ใช่คน แต่ถ้าเข้ามาได้ก็แสดงว่าอีกฝ่ายเป็นภูตผีวิญญาณร้ายที่ยากจะรับมือ

            เหงื่อไหลตามขมับทว่าในใจกลับเยือกเย็น อาจจะเป็นเพราะว่าเธอเจอเรื่องผีสางมาเยอะเลยไม่ค่อยกลัวเท่าไหร่ แต่ก็อดหวั่นใจด้วยความรู้สึกที่เหมือนเจอคู่ต่อที่มีฝีมือร้ายกาจมากกว่าไม่ได้

           หอพักโรงเรียนดอกคูนไม่มีกฎที่ว่าให้นักเรียนเข้านอนเวลาไหน จึงยังเห็นบางห้องยังไม่ปิดไฟทั้ง ๆ ที่ตอนนี้เป็นเวลา ๓ ทุ่มแล้ว ศรีรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาที่ไม่ต้องมาเจอกับความรู้สึกแบบในภาพยนตร์สยองขวัญที่ตัวเอกเจอผีอยู่คนเดียวแต่ทุกคนหลับกันหมดแล้ว 

            ศรีไม่รู้จะโทรหาใคร ใจหนึ่งก็ไม่อยากให้ใครตกอยู่ในอันตราย แต่ตอนนี้เธอไม่รู้จะทำยังไง

“ศรี ทำสร้อยข้อมือหายเหรอ?”

ศรีสะดุ้งขึ้นมาเมื่อได้ยินใครบางคนเรียกชื่อเธอ เด็กหญิงจำได้ว่าเสียงนั้นเป็นของคุณิตา

 “เอ๊ะ?”

“ได้ทำคีย์การ์ดสำรองไว้เปล่า? ถ้ายังไงเดี๋ยวฉันพาเธอไปบอกผู้คุมหอได้นะ”

เดี๋ยวนะ คุณิตาคุยกับเราเหรอ? ---อะไรกัน เราอยู่ในห้องนี่?!!

แล้วใครกันที่อยู่หน้าห้องเรา!

ศรีขนลุกขึ้นมาเพราะความหวาดกลัว เธอรีบหยิบโทรศัพท์โทรหาคุณิตา ทว่าช่างโชคร้ายนัก โทรศัพท์ของเพื่อนเธออยู่ในห้อง

ตื๊ด… ตื๊ด

ข้อร้องละ รับสักทีสิ!

หรือว่าเราจะออกไปดี?!

ศรีไม่รู้เป้าหมายของบุคคลปริศนาเลยไม่กล้าบุ่มบ่ามทำอะไร ความคิดตีกันยุ่งไปหมด เธอโดนทำร้ายยังไม่เท่าไหร่ แต่เพื่อนเธอกำลังจะพลอยโดนร่างแหไปด้วยนี่สิ

ฉับพลันนั้นเสียงปี่ ขลุ่ย กลอง และเครื่องดนตรีไทยชนิดต่าง ๆ ก็ดังขึ้นอย่างโหยหวน เสียงทุ้มลึกของกลองกับเสียงแหลมสูงของพวกเครื่องเป่าดังเป็นระลอกพร้อมกับเสียงหัวเราะเย็น ๆ รวมทั้งเสียงร้องไห้คร่ำครวญ ไฟเพดานตรงทางเดินและไฟในห้องหอพักดับหมดเหลือเพียงความมืดมิด

“โรงเรียนเราลืมจ่ายค่าไฟเรอะ!

“โธ่เอ๊ย! ฉันยังดูซีรียส์เกาหลีที่พี่คิมoooแสดงไม่จบเลยนะ!

“อ้ากกก แบตฯ มาหมดอะไรตอนนี้!

มีทั้งเสียงโกรธเกรี้ยวและตลกดังแว่วมา ศรีอุ่นใจขึ้นมาเล็กน้อย แต่นั่นก็เป็นเพียงเสี้ยววินาทีเมื่อสถานการณ์คอขาดบาดตายอยู่ตรงหน้าเธอเพียงแค่ประตูกั้นไว้

คุณิตา… คุณิตา

Hello, How are you today!

“พี่ข้าวหนม!

“พี่มาทำอะไรที่นี่เหรอคะ?!

ดูเหมือนว่าจะมีนักเรียนหญิงบางคนออกมาจากห้องเพื่อที่จะไปเปิดไฟสำรอง หอพักของนักเรียน ม.ปลาย แยกออกมาจึงเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจที่ข้าวหนมมาที่นี่

“ก็มาหาทุกคนไงจ๊ะ พี่เอาไฟฉายมาเผื่อด้วยนะ”

“เกือบกรี๊ดออกมาแน่ะค่ะ เล่นส่องไฟฉายจากใต้คางแบบนั้น”

ทั้งหอพักปราศจากแสงไฟข้าวหนมกับคนอื่น ๆ ที่ออกจากห้องเลยยังไม่เห็นสถานการณ์ของศรี

“ยังมีอะไรต้องกลัวอีกเหรอจ๊ะ?”

เสียงข้าวหนมยังขี้เล่นตามเคย แต่ศรีกลับรู้สึกว่ามีอะไรเปลี่ยนไป

“ในเมื่อพวกเธอเองก็เป็นผี คงไม่มีอะไรต้องกลัวอีกแล้วมั้ง”

---ผีเหรอ?!!!

จะว่าไป ข้างนอกนอกจากเสียงพี่ข้าวหนมกับคนที่คุยอยู่ด้วยกันแล้ว ก็ไม่มีเสียงอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว ปรกติไฟดับแบบนี้ก็ต้องออกมารวมตัวกันแล้วสิ ก่อนหน้านี้ยังเห็นหลายคนยังไม่นอนกันเลย!!

เงียบยิ่งกว่าป่าช้า ศรีได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นโครมคร้ามดังชัดเจน

ข้าวหนมหัวเราะออกมาพร้อมกับอัญเชิญดาบ

“ได้เวลาสนุกแล้วสิ~


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

65 ความคิดเห็น