ราชันบุปผาไหว้ศพ (ฉบับนิยาย) Bl,Gl,Normal

ตอนที่ 18 : บทที่ ๑๗ ความลับที่น่าอับอาย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 77
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    28 ต.ค. 61

 

บทที่ ๑๗

ความลับที่น่าอับอาย

 

 

"ความรู้ก็คือความรู้ ปิดกั้นไปแล้วได้อะไรขึ้นมา บ้านเมืองยุ่งกันทุกวันนี้ก็เพราะประชาชนไม่รู้

ประเทศเผด็จการทั้งหลายจึงไม่ชอบคนรู้มาก รายการเกี่ยวกับความรู้จึงมีน้อย ยัดแต่รายการ

ละครบันเทิงเข้าไป ประชาชนยิ่งโง่ยิ่งดี เพราะปกครองคนโง่ง่ายกว่า"

 

บางกะโพ้ง

วินทร์ เลียววาริณ

 

 

           

 

 

 

วันต่อมา

               

                “อ้าว ๆ ทำไมทำหน้าผิดหวังแบบนั้นล่ะจ๊ะ? สาวน้อย”

                ข้าวหนมโบกมือไปมาตรงหน้าศรีราวกับจะเรียกสติเธอ อันที่จริงเด็กหญิงมีสติสมบูรณ์ครบถ้วนทุกประการ แต่เธอสับสนจนคิดอะไรไม่ออก

                เอ่อ” ศรีอ้ำอึ้ง เธอดูชื่อรุ่นพี่ที่เป็นพี่รหัสของเธอในกระดาษสลากอีกครั้ง ไปพลางมองสลับกับใบหน้าของเด็กสาวผมสีเผือก “พี่ข้าวหนมเป็นพี่รหัสของหนูจริง ๆ เหรอคะ?”

                “ใช่จ้ะ ในนั้นก็บอกแล้วนี่”

                ศรีโอดครวญในใจว่า เอาแล้ว แค่วันแรกที่เข้ามาเรียนที่นี่ข้าวหนมก็ทำตัววุ่นวายมากแล้ว นี่ต้องอยู่ด้วยกันตลอดอีก เธอไม่อยากคิดเลยว่าตัวเองต้องหัวปั่นขนาดไหน เด็กหญิงมองไปรอบ ๆ บริเวณพื้นที่ ตอนนี้เธอกับอีกฝ่ายอยู่ในหอประชุม นักเรียนระดับชั้นมัธยมต้นและมัธยมปลายต่างยืนกันกระจัดกระจายเป็นกลุ่มก้อนกับเพื่อนของตัวเอง เสียงพูดคุยจ้อกแจ้กจอแจดังระงม

                “ทำหน้าให้มันสดชื่นหน่อยสิ! นับแต่วันนี้เป็นต้นไปพี่จะคอยดูแลเทคแคร์หนูไม่ให้ขาดตกบกพร่อง มดไม่ให้ไต่แมลงไม่ให้ตอม แต่ถ้าขาดความอบอุ่นต้องการอ้อมกอดใครสักคนโทรฯ หาพี่ได้นะ เดี๋ยวพี่จะจัดที่นอนไว้ให้อย่างดี แล้วก็จะทำอย่างนุ่มนวลด้วย~

                เกรงใจค่ะ” ศรีเอ่ยอย่างเพลีย ๆ “ว่าแต่พิธีบายศรีสู่ขวัญนี่ต้องทำอะไรบ้างเหรอคะ?”

                “อืมถ้าให้อธิบายก็ยาวน้า แต่เอาเป็นว่าไคลแมกซ์ของงานนี้ก็คือการที่รุ่นพี่ผูกสายสิญจน์ให้น้องแล้วก็บอกความในใจอะไรงี้นี่แหละ พี่เองก็จำไม่ค่อยได้แล้วด้วยสิ”

                “สวัสดีจ้ะ ข้าวหนม”

                เสียงใครบางคนดังขึ้นใกล้ ๆ เจ้าตัวเป็นเด็กสาวผมสีดำตัดหน้าม้า ไว้ผมยาวถึงเอวรวบต่ำเป็นแกะสองข้าง ดวงตาสีดำกลมโตอ่อนโยน บุคลิกเรียบร้อย น้ำเสียงนุ่มนวลชวนให้ใจเคลิบเคลิ้ม ทั้งสองคนหันไปมอง พอเห็นเด็กสาวผู้มาร่วมวงสนทนาแล้วข้าวหนมก็ยิ้มโชว์เขี้ยวให้อย่างร่าเริง

                “ดีจ้า! ปุยฝ้าย มากับน้องรหัสเปล่าน่ะ?”

                “น้องเขาหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้สิ เลยไม่ได้มาด้วยกัน ว่าแต่หนูชื่อศรีใช่มั้ยจ๊ะ?”

                “อ๊ะ--- ค่ะ” ศรีตอบอย่างประหม่า “รู้จักหนูด้วยเหรอคะ?”

                “ได้คุยกับท่านผอ. นิดหน่อยน่ะจ้ะ” ปุยฝ้ายตอบด้วยเสียงนุ่มนวล คำตอบกำกวมนั้นทำให้ศรีฉงน

                “คุยกับท่านผอ.?”

                ไม่ทันได้คุยอะไรต่อ เสียงประกาศผ่านลำโพงก็ดังก้องหอประชุม ทุกคนแยกย้ายไปนั่งเรียงเป็นแถว

พิธีเริ่มด้วยการฟ้อนรำของนักเรียนในชุดไทย ศรีสังเกตว่าบนยอดบายศรีมีไข่ต้มอยู่ ห้องถูกดับไฟเหลือเพียงความมืดสลัว พิธีดำเนินไปโดยที่นักเรียนทุกคนอยู่ในอิริยาบถสำรวม และบรรยากาศเต็มไปด้วยความมนต์ขลัง จนกระทั่งพอมาถึงขั้นตอนที่รุ่นพี่ต้องผูกสายสิญจน์ให้กับรุ่นน้อง มีเทียนหนึ่งเล่มปักอยู่ตรงพื้นคั่นกลางระหว่างทั้งสองฝ่าย

 ศรีตื่นเต้นเล็กน้อย เธอยื่นมือไปให้ข้าวหนม เด็กสาวผมสีเผือกยิ้มบาง ๆ ดวงตาสีแดงก่ำเป็นประกายระริกจากแสงเปลวไฟเทียน ฉายแววอ่อนโยนอย่างเห็นได้ชัด นิ้วมือที่กำลังตวัดเกี่ยวเส้นสีขาวผูกรอบข้อมือที่เล็กกว่าตัวเองนั้นช่างนุ่มนวล ศรีรู้สึกได้ชัดเจนแม้ว่าจะไม่ได้โดนมืออีกฝ่ายสัมผัสตรง ๆ

ตอนนั้นเองที่เสียงของข้าวหนมดังเข้ามาในโสตประสาท

ฟังนะ ศรี

เอ๊ะ?

เมื่อหนูเข้ามาอยู่ในโรงเรียนนี้แล้ว อาจารย์และนักเรียนทุกคนคือครอบครัวของหนู เราจะคอยช่วยเหลือพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน คอยเป็นห่วงเป็นใยไม่ว่าอีกฝ่ายจะอยู่ที่ไหน พี่รักทุกคน รวมทั้งตัวหนูเองด้วย

เพราะงั้นอย่าคิดว่าหนูอยู่ตัวคนเดียวอีกเลยนะ จะเป็นตัวกาลกิณีแล้วไงล่ะ? มีคนเกลียดแล้วไงล่ะ? ศรีก็คือศรีที่ไม่เคยคิดร้ายกับคนอื่น

ขอบตาร้อนผ่าวขึ้นมา

พี่ข้าวหนมรู้ด้วยเหรอคะว่าหนูคิดอะไรอยู่?

พี่จะคอยอยู่เคียงข้างหนู จะสุขหรือทุกข์ก็จะแบ่งปันไปด้วยกันพี่รหัสน่ะ ไม่ได้มีไว้เพื่อทอดทิ้งน้องรหัสหรอกนะ

น้ำตาซึมออกมา ศรีก้มหน้าลงเพื่อซ่อนสีหน้าตัวเอง

สัญญากับพี่สิ ว่าถ้ามีอะไรก็อย่าเก็บไว้คนเดียว

เด็กสาวผมสีดำขลับพยักหน้า ตัวเธอสั่นอย่างควบคุมไม่อยู่

                “ขอให้แคล้วคลาดจากภัยทั้งปวง”

                คำพูดสุดท้ายข้าวหนมเอ่ยออกมาตรง ๆ เธอเงยหน้าขึ้นแล้วสบตากับอีกฝ่าย ก่อนที่ริมฝีปากจะผุดรอยยิ้มอ่อนโยนออกมา

 

***

                “เอ๋! กิจกรรมรับน้องถูกยกเลิก!!!     

                หลังจากทำพิธีบายศรีสู่ขวัญเสร็จ เวลาที่เหลือในช่วงเช้าทางโรงเรียนจะให้นักเรียนทุกคนได้แวะทักทายทำความรู้จักกับคนอื่น ๆ ในโรงเรียน ตอนนี้ศรี เฉาก๊วย ชลจร คุณิตา จารุวิทย์ นิลุบล และข้าวหนมต่างก็มานั่งเล่นที่โต๊ะหินอ่อนข้างทางเดินซึ่งปลูกต้นไม้ร่มรื่นตลอดทาง เด็กสาวผมสีเผือกนั่งเท้าแขนกับโต๊ะสูดน้ำไปพลาง สีหน้าเบื่อหน่ายสุดชีวิต

                “อื้ม ยกเลิก” ข้าวหนมว่าเนือย ๆ ก่อนจะกระแทกแก้วน้ำพลาสติกกับโต๊ะจนเผลอบีบให้น้ำกระฉอกออกมา “ทำไมล่ะ? ทำไมมม! ทำไมโรงเรียนถึงต้อนรับน้อง ๆ ของหนูแบบนี้ล่ะ?! หนูรับไม่ได้หรอกนะ!

                ศรีมองข้าวหนมอย่างเอือม ๆ ก่อนหน้านี้อีกฝ่ายยังทำตัวซึ้งกินใจอยู่เลย

                “ถามจริงเจ๊ ที่กังวลนี่เป็นห่วงน้องหรือห่วงตัวเองกันแน่” นิลุบลขำท่าทางข้าวหนม อีกฝ่ายตวัดสายตามาแล้วร้องห่มร้องไห้

                “ก็เพื่อน้อง ๆ สุดที่รักของพี่ไงจ๊ะ! เข้ารั้วโรงเรียนมาแล้วก็ต้องใช้ชีวิตวัยรุ่นให้มันเต็มที่หน่อยสิ!

                ระหว่างที่ข้าวหนมโหวกเหวกโวยวาย ศรีก็นึกเรื่องสำคัญขึ้นมาได้

                “เอ แปลกจัง มีใครเห็นพี่อสุราไหมจ๊ะ?”

                ทุกคนส่ายหน้า ยกเว้นข้าวหนมที่นั่งทำหน้าซึม ตอนนั้นเองที่เด็กสาวผมสีเผือกเริ่มมีกะจิตกะใจจะคุยกับคนอื่นแบบปรกติ

                “อ้อ เห็นว่าเป็นหัวหน้าห้องนี่ เมื่อกี้ก็มีประกาศเรียกหัวหน้าห้องไปประชุม”

                “พี่ข้าวหนมคะ ถ้าหนูจำไม่ผิดเหมือนจะได้ยินประกาศแว่ว ๆ ด้วยนะคะว่าให้ว่าที่ขุนพุลเบณจกุมภัณฑ์ไปประชุมด้วย แล้วนี่พี่ไม่ต้องไปเหรอคะ?”

                ข้าวหนมนิ่งไป ก่อนจะวาดรอยยิ้มยาวเหยียดเหมือนแมวเชสเชียร์[1]

                “ประกาศอะไร ไม่มี้!

                “เสียงสูง!” ทั้งโต๊ะต่างตะโกนขึ้นมาเป็นเสียงเดียวกัน ช้าวหนมสะดุ้งแล้วแอบไปหลบหลังศรี

                ศรีพูดอย่างตำหนิ “ไปเดี๋ยวนี้เลยนะคะ”

                “ไม่” ข้าวหนมตอบเสียงแข็ง เธอทำหน้ามุ่ย

                จารุวิทย์ถอนหายใจ “เอาเถอะ ก็เคยมีรุ่นพี่มาบ่นบ่อย ๆ นะว่าพี่ข้าวหนมชอบโดดการประชุม”

                “ก็ขี้เกียจอะ” ข้าวหนมทำหน้าบอกบุญไม่รับ ก่อนที่ดวงตาจะเบิกกว้างเมื่อนึกอะไรขึ้นมาได้ “เอ้อ เห็นว่าที่งดกิจกรรมรับน้องนี่ เป็นเพราะสถานการณ์ยังไม่ค่อยดีอยู่”

                “เรื่องวันก่อนน่ะเหรอคะ?” คุณิตาถาม

                “อาฮะ เพราะว่าบางพื้นที่ที่ใช้ทำกิจกรรมส่วนใหญ่มันอยู่ใกล้กับป่าช้า เราไม่รู้ว่าขอบเขตของพวกมันจะลุกลามมากขึ้นหรือเปล่า เอาจริง ๆ แล้วแม้แต่พื้นที่แถวนี้เราก็ไม่ควรวางใจด้วยซ้ำ เพราะถ้าพวกมันเข้ามาในหอพักได้ แสดงว่าทั้งโรงเรียนก็ยังเป็นที่ที่อันตรายอยู่ การทำกิจกรรมรับน้องมันต้องกระจัดกระจายกันไป เกิดคลาดสายตาอาจารย์ที่ดูแลอยู่ถูกผีจับตัวไปละก็แย่แน่”

                “อึ๋ย” นิลุบลร้องออกมาอย่างสยดสยอง

                “ว่าแต่มิติผกายมีเหตุการณ์แบบนั้นด้วยเหรอ?”

                จู่ ๆ ศรีก็เกริ่นขึ้นมา ทุกคนหันไปมองเธอ เฉาก๊วยถาม

                “อะไรเหรอ?”

                “เหตุการณ์ ๑๖ พฤศจิกาน่ะจ้ะ เหมือนเหตุการณ์ ๖ ตุลาเลย ฆ่ากันเยอะขนาดนั้น ทำเอาอดคิดไม่ได้พวกผีในป่าช้านั่นอาจจะเป็นนักศึกษาที่ตายในเหตุการณ์วันนั้นน่ะจ้ะ”

                ทั้งโต๊ะเงียบ สีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก

                “เอ่อ ศรี ข้าว่าเรา” จารุวิทย์กล้ำกลืน

                “หิวจัง!” ข้าวหนมตบโต๊ะอย่างแรง เล่นเอาคนอื่น ๆ สะดุ้ง เธอฉีกยิ้มอย่างร่าเริง “ไหน ๆ ก็มาคุยกันเยอะ ๆ แล้วก็ต้องกินอะไรเล่นไปด้วยสิ พวกผู้ชายไปซื้ออะไรมากินให้หน่อยสิ”

                “ทำไมต้องเป็นผู้ชายด้วยล่ะ?!

                You are gentleman!” เด็กสาวผมสีเผือกหัวเราะร่วน ก่อนที่พวกผู้ชายจะลุกจากโต๊ะไป “ศรี ไปเป็นเพื่อนพี่เข้าห้องน้ำหน่อยสิ!

                “ค่ะ?” ศรีงุนงงอย่างบอกไม่ถูก  แต่ก็ลุกตามไปอย่างว่าง่าย

                หลังจากที่กลับมากันครบแล้ว ทุกคนก็ทานขนมที่พวกผู้ชายซื้อมาไปพลางคุยอย่างออกรส มีเพียงศรีคนเดียวที่ใจขุ่นเคือง

                คนไทยก็เป็นซะแบบนี้

                เด็กหญิงผมสีดำขลับนึกถึงคนที่ชื่อ อริญชัย ศาสตราโรจน์ ซึ่งเป็นแกนนำนักศึกษาที่ออกมาชุมนุมประท้วงพวกนายิกา ศรีเห็นใบหน้าเขาไม่ชัด เพราะทุกภาพที่ถ่ายตัวเขาล้วนถูกทำลายจนแทบไม่เห็นเค้าโครง น่าจะเป็นฝีมือคนของนายิกา

                อริญชัย ศาสตราโรจน์ชื่อนี้คุ้น ๆ แฮะ

                ระหว่างนั้นเธอก็ได้ยินเสียงเสียงหนึ่งดังแว่วมา

                กริ๊ง ๆ

            ?

                กริ๊ง ๆ

                เสียงนั้นช่างใสสะอาดกังวานอย่างนุ่มนวล เสียงทุกสรรพสิ่งอยู่ห่างไกลออกไป จากที่ได้ยินแว่ว ๆ เหลือเพียงความเงียบเชียบ เสียงที่ไพเราะนั้นเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ศรียังคงได้ยิน

                หลังจากนั้นศรีก็ไม่รู้ว่าตัวเองหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่

                .

                .

                .

                กริ๊ง ๆ

            วัด?

                เบื้องหน้าศรีคือวัดร้างแห้งหนึ่ง บรรยากาศวังเวงเงียบเชียบไร้ซึ่งความมีชีวิตชีวา ผนังวัดและส่วนต่าง ๆ ต่างผุกร่อนหลุดลอกออมากเห็นผิวข้างใต้สีน้ำตาลอมแดงของอิฐ คราบสกปรกเกาะตามวิหารพร้อมด้วยใยแมงมุม พื้นลานวัดเต็มไปด้วยเศษใบไม้แห้งกรอบที่ลอยต่ำเรี่ยผิวดินไปตามแรงลมที่พัดมาเบาบาง

                กริ๊ง ๆ

                ศรีมองหาต้นเสียง เธอเดินเข้าไปดูในวิหารก่อนจะพบว่าต้นเสียงมาจากกระดิ่งใบโพธิ์ที่แชวนอยู่บนปลายปากเชิงเทียนหงส์ เสียงกระดิ่งช่างไพเราะกังวาน  ทว่าฟังดูวังเวงเหมือนเสียงเพรียกจากคนตาย เด็กหญิงมองรอบ ๆ วิหาร พินิจภาพเขียนจิตรกรรมที่เล่าตำนานหรือพุทธประวัติ

                กริ๊ง……

                ซ่า!

                ---ปัง!

                “เฮือก!!!

                ศรีสะดุ้งอย่างแรง ใจหายวาบขึ้นมาก่อนที่ความหวาดกลัวจะกลืนกินจิตใจเธอ เมื่อประตูวิหารถูกปิดตายเพราะแรงลมที่กรรโชกขึ้น

                วี้ด

                เสียงแหลมสูงดังโหยหวน หน้าศรีซีดลง หัวใจเต้นแผ่ว

                นั่นมันเสียงผีเปรตนี่?

                ฮ่ะ ๆ ๆ ๆ

                เสียงหัวเราะดังระงม ศรีจับทิศไม่ได้ว่ามันมาจากทางไหน

                กริ๊ง ๆ

                “คุณต้องการอะไร?”

                ศรีพยายามกดความกลัวให้จมลงไป เสียงเธอสั่นเครืออย่างน่าเวทนา

                “คุณต้องการอะไรจากหนู?!

                ตอนนั้นเองที่ผีเสื้อสีดำนับร้อยตัวบินมาอยู่ตรงหน้าศรีแล้วรวมตัวกันก่อรูปร่างขึ้น ศรีอัญเชิญดาบออกมา จดจ้องร่างเบื้องหน้าไม่วางตา

                อาสัญ? เดี๋ยว ทำไมเธอถึงใส่ชุดนักเรียนหญิงล่ะ? แล้วทรงผมนั่น---

                ศรีสับสนเมื่อเห็นว่าอาสัญเปลี่ยนไป ทั้งสรีระร่างกาย การแต่งกาย ทรงผม อีกฝ่ายไว้ผมสองแกละสวมชุดนักเรียนหญิง ม. ต้น เจ้าตัวแย้มยิ้มอย่างยินดีที่ได้พบกับศรี

                “อย่างน้อยเธอก็น่าจะรู้แล้วเนอะว่ามิติผกายเป็นยังไง?”

                “เรื่องแปลก ๆ ที่เกิดขึ้นในโรงเรียนดอกคูนเป็นฝีมือเธอหรือพี่ฟ้ามุ่ยกันแน่?”

                “เธอเองก็น่าจะอ่านนิยายมาเยอะนะ เรื่องแบบนี้คนที่ก่อเรื่องเขาไม่ยอมรับสารภาพง่าย ๆ หรอก อ้อ แต่นั่นไม่ใช่กับฉัน”

                อาสัญค่อย ๆ ย่างก้าวเข้ามาใกล้ ศรียืนนิ่งอยู่กับที่พร้อมกับปลายดาบข้างหนึ่งที่หันไปทางอีกฝ่าย ท่าทางหวาดระแวงเต็มที ทว่าอาสัญฮัมเพลงในลำคออย่างสบายอารมณ์ เธอยกมือไล้ปลายนิ้วไปตามสันใบดาบของศรีพลางยื่นหน้าเข้าไปใกล้อีกฝ่าย รอยยิ้มหยอกเย้าวาดผ่านบนใบหน้าซีดขาว

                “อยากเห็นอีกครั้งจัง เนตรยันต์มรณะ”

                “เนตรยันต์มรณะ?”

                “ศรี เธอรู้มั้ยว่าโลกเราในตอนนี้เป็นแบบไหน?”

               

                “จะบอกอะไรให้อย่าง ตอนที่โลกถือกำเนิดขึ้นมายังไม่มีแสงสว่างหรอกนะ มีเพียงแต่ความมืดเท่านั้น แค่ผืนฟ้าและท้องทะเล ผืนดินยังไม่เกิดขึ้นมาเลยด้วยซ้ำ แถมโลกนี้ก็ไม่ได้ถือกำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรก แต่เกิดขึ้นมาแล้วนับล้านครั้งเพราะถูกชำระล้างยังไงละ”

                “เธอจะบอกว่าโลกเราโสมมเกินไปเทพเลยชำระล้างแล้วสร้างใหม่เหรอ?”

                อาสัญลูบไล้แก้มศรีก่อนจะยิ้มออกมา

                “พระศิวะ ไม่รู้สิอาจจะเป็นเทพองค์อื่นก็ได้มั้ง ฉันเองก็ลืมแล้วด้วยสิ”

                ศรีรู้สึกว่าคำว่า ลืม ของอีกฝ่ายไม่ได้หมายถึงลืมเนื้อหาที่เคยรู้ แต่เป็นการลืมความทรงจำที่ผ่านมามากกว่า

                “ฉันรู้สึกว่าเธอไม่ได้มีอายุอย่างที่ฉันเห็นแน่”

                “ไม่บอกดีกว่า แต่ที่เดามาก็ไม่ผิดนะ” อาสัญพูด “ฉันเคยเจอพระเจ้าด้วยละ”

                “?!

                ศรีนิ่งไปครู่หนึ่ง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ

                พระเจ้าเนี่ยนะ?

                “รู้อะไรมั้ย? ฉันเคยถามพระเจ้าด้วยว่าทำไมท่านถึงต้องสร้างสรรพสิ่งในโลกขึ้นมาด้วย รู้มั้ยว่าพระองค์ตอบฉันว่าอะไร?”

                “ทุกสรรพสิ่งมิอาจหลีกหนีการถือกำเนิด และการตายเช่นเดียวกัน”

                “ใกล้เคียง” อาสัญผงกศีรษะ “ฉันถามต่อว่าทำไมถึงต้องสร้างโลกและจักรวาลขึ้นมาด้วย รู้มั้ยว่าพระเจ้าตอบว่าอะไร?”

                “เหตุผลเดียวกัน”

                “ก็ใกล้เคียง”

                มือของอาสัญเย็นเฉียบเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พอสายลมที่เล็ดลอดเข้ามาจากข้างนอกแรงขึ้น ศรีก็เริ่มมีอาการหนาวสั่น

                “ถามฉันทำไม?”

                อาสัญไม่สนใจคำถามของศรี “แล้วเธอรู้มั้ยว่าสัตว์อะไรโง่ที่สุด?”

                ไม่รู้สิ”

                อาสัญยิ้มบิดเบี้ยวราวกับกำลังข่มความรู้สึกเยาะเย้ย

                มนุษย์ไงละ”

                “?”

                “ถ้าถามรวมถึงสิ่งที่สามารถพูดได้ กินได้ และหายใจได้ ก็ต้องตอบว่าเทพเข้าไปด้วย”

                ลมหายใจศรีสะดุดกึก เธอโกรธขึ้นมา

                อาสัญ เธออย่าแม้แต่จะคิดลบหลู่เชียวนะ”

                “โอ้ ฉันละอยากให้เธอเห็นใบหน้าโง่ ๆ ของพวกเทพตอนทำเรื่องขลาดเขลาลงไปซะจริง ศรี เธอน่าจะอ่านตำนานเกี่ยวกับพวกเทพมามากพอนะ ประวัติศาสตร์ก็ด้วย มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ระดับสติปัญญาอยู่เหนือสัตว์อื่น ๆ หลายเท่า แต่มักจะชอบพลาดทำบาปลงไปทั้ง ๆ ที่ตัวเองก็รู้อยู่แก่ใจว่ามันเป็นบาป”

               

                “สุดท้ายปลายทางที่รอคอยก็คือนรก รู้แต่ก็ยังทำ ทั้งการฆ่าฟัง อ้างว่าทำไปเพื่อเอาตัวรอด ทำแท้งก็อ้างว่ายังไม่พร้อม แหม โดนข่มขืนว่าไปอย่างเนอะ แต่ตัวเองก็สมยอม แล้วมาโทษนั้นโทษนี่ โกรธเกลียดสังคม ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าสังคมรอบตัวไม่ยอมรับเรื่องนี้”

                ศรีนึกขยะแขยงอาสัญขึ้นมา เรื่องที่อีกฝ่ายพูดออกมาช่างโหดร้ายเหลือเกิน ทว่าน้ำเสียงนั้นช่างฟังดูราวกับกำลังเล่านิทานกล่อมเด็ก

                “แต่ถ้าพวกที่ยอมรับก็ช่างน่าขยะแขยง อืม แต่ฉันชอบมากเลยนะ”

                ร่างกายศรีสั่นเทิ้มอย่างไม่มีสาเหตุ

                อาสัญชอบพวกที่ยอมรับเรื่องการทำแท้งได้เหรอ?

                “แหม ก็ความคิดพวกนั้นมันเน่าเฟะดีน่ะสิ ไม่ได้ใสซื่อบริสุทธิ์จนน่าอ้วก” เธอหัวเราะออกมา “เหตุผลก็เข้าท่าน้า ศรี อย่ามองฉันด้วยสายตาแบบนั้นสิ พวกนั้นก็มองไม่ผิดนะ มันเป็นภาระทั้งต่อครอบครัวและก็สังคมนี่ นับวันประชากรก็จะล้นโลกอยู่แล้ว ทรัพยากรร่อยหรอ การแก่งแย่งงานทำกันก็มากขึ้น”

                “อะ ไอ้สารเลว!” ศรีก็โกรธจนมือไม้สั่นไปหมด “สุดท้ายแล้วต่อให้ใช้ชีวิตที่ไม่มีลูกที่เกิดมาโดยไม่พร้อมต่อไป แต่คนคนนั้นก็ต้องใช้ชีวิตแบบตกนรกทั้งเป็นเพราะฆ่าคนบริสุทธิ์! ไหนจะต้องตกนรกอีก กว่าจะได้ผุดได้เกิดก็ต้องรออีกหลายล้านปี!!!

                “ก็นั่นละที่ฉันต้องการ” อาสัญยิ้มหวานจนไม่น่าเชื่อว่าจะพูดเรื่องแบบนั้นออกมา ศรีสะอิดสะเอียนจนแทบอยากอาเจียน “เป็นคนท้องมันก็ไม่รู้หรอก ฉันว่าถ้าเธอท้องก่อนแต่งเธอจะต้องเข้าใจแน่ ๆ”

                อาสัญ เธอเป็นตัวอะไรกันแน่? นั่นชีวิตคนนะ!

                “เธอต้องการจะสื่ออะไรที่พูดมาทั้งหมดน่ะ?!

                ใครก็ได้พาฉันออกไปจากที่นี่ที!

                “เข้าเรื่องเลยดีกว่าเนอะ”

                ศรีกัดฟันกรอด ยัยนี่ไม่ใช่คนแน่ ๆ แม้แต่สัตว์เดรัจฉานยังมีจิตใจสูงส่งกว่าเลย

                ฉันต้องการล้างจักรวาล

                กริ๊ง ๆ

                ซ่า

                ศรีเผลอหยุดหายใจ มือไม้พลันอ่อนแรงขึ้นมา

                “ละ ล้างจักรวาล?”

                ดูเหมือนอาสัญจะชอบปฏิกิริยาตอบรับจากศรี จึงยิ้มอย่างชอบอกชอบใจ

                “ไม่ว่าจะที่แห่งไหน แม้กระทั่งโลกคู่ขนานก็ตาม ดาวเคราะห์ที่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่นับวันยิ่งเน่าเฟะ” อาสัญยิ้มบาง ๆ ดวงตาสีดำไร้ซึ่งความรู้สึก “อย่างที่เธอรู้ สงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ที่ได้ยินบ่อย ๆ ก็การล้างบางชาวยิว พวกเขาช่างน่าสงสาร ทั้ง ๆ ที่อุทิศตนให้กับพระเจ้า แต่ทุกสิ่งกลับตอบแทนโดยการแย่งดินแดนของพวกเขา โมเสกเองก็ช่วยอะไรไม่ได้ ที่น่าสมเพชก็สงครามการเมือง คนประเทศเดียวกันฆ่าฟันกันเอง เอาที่ใกล้ตัวเธอหน่อยก็การที่คนใหญ่คนโตของไทยฆ่าคนไทย ทำร้ายคนที่ไม่มีทางสู้ อ้อ อย่างเรื่องดัง ๆ ก็ตำนานลิฟต์แดง”

                “อึก”

                ศรีพยายามมองเป็นกลาง ที่ผ่านมามนุษย์ทำเรื่องโง่เขลาไปมากมายจริงดังว่า ทั้ง ๆ ที่มีศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ สอนให้ทำความดี พวกเขาสามารถเอาชนะภัยธรรมชาติที่น่ากลัว รวมทั้งปัญหาอื่น ๆ และสร้างวัฒนธรรมที่สวยงามมาได้อย่างยาวนาน

                ,,,มนุษย์น่ะ ฉลาดก็จริง แต่เปราะบางมาก แค่กิเลสครอบงำแม้แต่นิดเดียว สติปัญญาก็มิอาจฉายแสงส่องนำทางได้ เพราะงั้นฉันถึงอยากให้เธอร่วมมือกับฉัน----

                “ไม่! เธอคิดจะยืมของฉันเพื่อล้างจักรวาลใช่ไหม?!!!

                “ก็รู้ดีนี่”

                “เธอถามแบบนี้กับราชาปีศาจด้วยรึเปล่า?”

                อาสัญยกมือมาตบหนึ่งครั้งแล้วยิ้ม

                “อ้อ ลืมสนิทเลยแฮะ นั่นน่ะตัวหมากสำคัญเลยนะ”

                “ราชาปีศาจอยู่ที่ไหน?” ศรีพยายามข่มความโกรธเกรี้ยวไว้

                “บอกเร็วก็ไม่สนุกสิ เด็กคนนั้นเน่าเฟะพอ ๆ กับเธอเลยนะ ศรี

                เด็กหญิงผมสีดำขลับกำด้ามดาบแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ไม่รู้ว่าเป็นเพราะด้วยความโกรธหรือเพราะความกลัว

                “นะ เน่าเฟะ?”

                “แหม ทำหน้าใสซื่อได้น่ารักจริงเชียว แต่เธอไม่คิดเหรอว่าแบบนั้นบางทีมันก็น่าหมั่นไส้ ลืมไปแล้วเหรอ? ว่าตัวเองก็เคยฆ่าคนเหมือนกัน”

                “ฉะ---

                “คนที่ชื่อแยมนั่นเห็นว่าเคยถูกเธอจับแก้ผ้าแล้วถ่ายรูปเก็บไว้นี่ คนที่ชื่อส้มก็โดนเธอผลักตกจากชั้นดาดฟ้าอาคารเรียน”

                ศรีส่ายหน้าช้า ๆ ใบหน้าบิดเบี้ยวเพราะความหวาดกลัว  ดวงตาเบิกโพลง เหงื่อโชกจนเหนียวเหนอะหนะ

                กลัวบาปที่ตัวเองก่อไว้

                “แต่ก็สมควรแล้วละเนอะ พวกนั้นแกล้งเธอไว้เยอะเลยนี่”

                “หุบ--- หุบปากซะ”

                “ว่าแต่คนอื่นสารเลว เธอเธอเองก็พอกันเลยนี่”

                ศรีร้องไห้ออกมา กรีดเสียงอย่างสุดชีวิต

                “ก็ฉันไม่ได้ตั้งใจนี่!!!

 

            “กรี๊ด!!!

    “ศรี!

                “เฮือก!

                ศรีสะดุ้งตื่นขึ้นมา หายใจหอบแรงจนเจ็บอกไปหมด ใบหน้าเหนียวด้วยน้ำตากับเหงื่อ เธอมองไปรอบ ๆ แล้วพบว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ในห้องพยาบาล เตียงที่นอนอยู่ล้อมด้วยคนที่คุ้นหน้าคุ้นตา ทั้งพวกเฉาก๊วย ข้าวหนม และอสุรา ใบหน้าแต่ละคนเปี่ยมด้วยความกังวล

                “พี่อสุรา?”

                “เป็นอะไรมั้ย? ฝันร้ายเหรอ?” อสุราเอาผ้าเช็ดหน้าที่ชุบน้ำแล้วมาลูบหน้าลูบตาน้องสาวตัวเอง

                “หนูหลับไปเหรอคะ?”

                เรายังนั่งเล่นที่โต๊ะหินอ่อนกับพวกเฉาก๊วยอยู่เลย

                อสุราทำหน้าเครียด “จ้ะ ข้าวหนมบอกว่าอยู่ดี ๆ หนูก็หลับไป”

                ศรีเอาผ้าเช็ดหน้ามาจากอสุราแล้วซับน้ำตาเอง เธอลุกขึ้นกึ่งนั่งกึ่งนอนอย่างไร้เรี่ยวแรง ใบหน้าซีดเผือด

                ศรีสังเกตว่าสีหน้าข้าวหนมดูกังวล ทว่านั่นก็เป็นเพียงไม่กี่วินาทีเพราะต่อมาเธอก็กลับมาทำสีหน้าตามปรกติ

                “ขวัญเอ๊ยขวัญมาน้า~  คืนนี้มานอนกับพี่สิเดี๋ยวก็ฝันดีเอง” ข้าวหนมเข้ามาโอบไหล่ศรีแล้วหอมแก้ม อสุราตบศีรษะเธอแบบไม่มียั้งมือ สีหน้าราวกับผีเสื้อสมุทร

                “แกน่ะตัวซวย! สร้างความปั่นป่วนให้คนโน้นคนนี้ไปหมด”

                “แรง!” ถึงจะพูดแบบนั้นแต่ข้าวหนมก็ไม่ยี่หระ “ฝันถึงอาสัญใช่ไหม?”

                อสุรากับคนอื่น ๆ ต่างตกใจกับคำถามของข้าวหนม ศรีเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ

                “รู้ได้ยังไงกันคะ?”

                “นั่นแหละความสามารถของอาสัญ ไม่รู้จะพูดว่าเธอหรือเขาดี เอาเธอละกัน อาสัญสามารถเข้าไปในความฝันของคนอื่น ๆ ได้ เป็นพวกเป่าหูคนอื่นเก่งซะด้วยสิ”

             “อยู่นี่เอง”

                เสียงหวานใสดังขึ้นจางข้างหลัง ทุกคนหันไปมองก่อนจะพบว่าอรัญญิกกำลังเปิดม่านคั่นเตียงระหว่างผู้ป่วยเข้ามา

                “สวัสดีครับ/ค่ะ”

ทุกคนไหว้อรัญญิก อรัญิกยกมือรับแล้วเอามือแตะ ๆ ตามผิวกายศรีก่อนจะขมวดคิ้ว

“ไม่มีไอวิญญาณร้ายหลงเหลืออยู่”

“ไม่ดีเหรอคะ?” คุณิตาถาม อรัญญิกส่ายหน้า

“ทำไมถึงรู้ล่ะครับว่าเกิดอะไรขึ้นกับศรี?” ชลจรถามขึ้น

“ได้ยินมาว่าอยู่ห้องพยาบาล เลยคิดว่าอาสัญต้องเกี่ยวด้วยแน่ ๆ” นางถอนหายใจ “ข้ากับอาสัญเราเจอกันครั้งแรกตอนที่กรุงศรีอยุธยาถูกตีแตก”

                “วะ ว่าอะไรนะครับ?”

                เฉาก๊วยถาม ทุกคนอึ้งจนพูดอะไรไม่ออก

                “ไม่มีอะไรน่าสนใจหรอก ข้าเพียงแต่จะบอกว่าประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาอาสัญต้องมีส่วนรู้เห็นไม่ก็ชักจูงให้คนทำสงครามกัน ท่านอนัญญา นายิกาประจำจังหวัดพิษณุโลกบอกกับข้าว่าบางทีอาสัญอาจจะเป็นร่างจำแลงของลิลิธ”

                “ลิลิธน่ะเหรอครับ?” เฉาก๊วยสับสน

                “ในบาบิโลเนียนหรือสุเมเรียนมีนามของลิลิธปรากฎอยู่ในพระคัมภีร์พันธสัญญาเก่าที่ชำระมาหลายพันปีแล้ว ว่าพระยะโฮวาห์หรือพระเจ้าทรงสร้างลิลิธขึ้นมา ซึ่งมีอยู่ตำนานหนึ่งที่เล่ากันว่านางมีสองเพศในร่างเดียวกันและให้กำเนิดอดัม ไม่แน่ว่าการที่เราเห็นอาสัญปรากฏออกมาเป็นหญิงบ้างชายบ้าง อาจจะเป็นการแสดงสัญลักษณ์ของการมีสองเพศก็เป็นได้

                ท่านอรัญญิกคะ” ศรีตัดสินใจเอ่ยออกมาอย่างกังวล “อาสัญเข้าฝันหนูค่ะ เธอบอกว่าเธอต้องการจะล้างจักรวาล”

                !!!

                อรัญญิกกับคนอื่นเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ใบหน้าทุกคนล้วนซีดเผือด

                “หนูนึกถึงเรื่องที่พี่ฟ้ามุ่ยพูดตอนนั้น เธอบอกกับท่านผอ. ว่าระวังประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย หนูเคยอ่านประวัติของโรงเรียนดอกคูน เห็นว่าพื้นที่เขตป่าช้าซึ่งเป็นพื้นที่ที่สร้างอาคารเรียนเก่าไว้เคยมีนักศึกษาออกมาชุมนุมประท้วง รัฐบาลกับพวกนายิกาชั้นสูงที่เป็นคนริเริ่มแผนการ สั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจยิงกราดใส่พวกนักศึกษาที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ เหตุการณ์นองเลือดในวันที่ ๑๖ พฤศจิกา ตามประวัติศาสตร์มิติผกาย

               

                “ท่านผอ. ทราบเรื่องที่พวกหนูไม่ควรรู้เปล่าคะ? หนูว่าการที่พวกผีในป่าช้าออกมาอาละวาดอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ ๑๖ พฤศจิกาก็เป็นได้ค่ะ

               

“พวกเขาคือผีนักศึกษาที่ถูกฆ่าตายใช่ไหมคะ?”

 

ที่น่าสมเพชก็สงครามการเมือง คนประเทศเดียวกันฆ่าฟันกันเอง เอาที่ใกล้ตัวเธอหน่อยก็การที่คนใหญ่คนโตขอไทยฆ่าคนไทย ทำร้ายคนที่ไม่มีทางสู้ อ้อ อย่างเรื่องดัง ๆ ก็ตำนานลิฟต์แดง

               

                ศรีสังเกตสีหน้าแต่ละคน พวกเฉาก๊วยกับอรัญญิกทำหน้าลำบากใจ

                “เฉาก๊วย ชลจร คุณิตา จารุวิทย์ นิลุบลจ๊ะ ฉันสังเกตว่าหนังสือประวัติศาสตร์ที่พวกเธอช่วยเลือกมาให้ฉันอ่าน ในวันนั้นส่วนใหญ่เป็นเหตุการณ์ ๑๖ พฤศจิกา ต้องการจะบอกฉันเรื่องนี้หรือเปล่าจ๊ะ?”

                ใช่” ชลจรเอ่ยออกมาเป็นคนแรก “พวกเราไม่มีความกล้ามากพอ เอาจริง ๆ แทบทั้งโรงเรียนต่างรู้เรื่องนี้ดีเลยละ แต่ไม่กล้าพูดออกมาตรง ๆ”

                “ทำไมล่ะ?”

                “เหตุผลเดียวกับที่หนังสือเรียนประวัติศาสตร์ไทยในมิติผกายไม่ใส่เรื่องเหตุการณ์ ๑๖ พฤศจิกาลงไปนั่นละ”

                อรัญญิกพูดต่อ “ศรี ฟังข้าให้ดีแล้วห้ามลืมเด็ดขาด เรื่องเช่นนี้เจ้าห้ามพูดในที่สาธารณะ ศัตรูของประเทศไทยไม่ได้มีแค่พวกนายิกาชั้นสูง แต่นายิกา ๗๗ จังหวัดยังมีคนที่เป็นหนอนบ่อนไส้ด้วย อาจารย์หรือแม้กระทั่งนักเรียนที่อยู่ในโรงเรียนนี้ใช่ว่าจะเชื่อใจกันได้ทุกคน เหตุการณ์ที่คนไทยฆ่ากันเองแม้แต่นายิกายังแบ่งออกเป็นสองฝั่งเลย”

               

                ไม่มีใครพูดอะไรอีก เหลือเพียงแต่ความเงียบที่น่าอึดอัด

                “ที่มิติสามัญ มีนักศึกษาในเหตุการณ์ ๖ ตุลาโดนจับแขวนคอแล้วเอาเก้าอี้ฟาดด้วยค่ะ ที่มิติผกายเองก็มีเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอคะ”

                คำถามนั้นเหมือนจะตอกย้ำความรู้สึกมากกว่าสงสัยจริง ๆ

                “ท่านผอ. เองก็เป็นพวกหนอนบ่อนไส้เหรอคะ?”

                ข้าวหนมมีสีหน้าเรียบเฉย “ไม่ใช่หรอก ผอ. คือวีรชนของเราต่างหากละ”

                “?”

                “ผอ. เราเคยเป็นนายิกามาก่อน ตอนนั้นแกปลุกระดมพลให้ประชาชนทุกคนล้มล้างระบอบนายิกา แม้จะรู้แก่ใจว่าที่ตัวเองสุขสบายจะเป็นเพราะตำแหน่งนายิกา แต่เพราะท่านอยากให้ประเทศไทยเป็นระบอบประชาธิปไตยจริง ๆ ไม่ใช่ความเสรีลวงโลก แต่เพราะแบบนั้น นักศึกษาที่เข้าใจแนวความคิดของท่านถึงลุกขึ้นสู้จนสุดท้ายก็ตัวตาย”

               

                “ประชาชนทั่วไปที่เทิดทูนพวกนายิกาชั้นสูงเลยต่างคิดว่าพวกนักศึกษาฝักใฝ่ในคอมมิวนิสต์ และยินดีในความตายของพวกเขา พวกนักศึกษาพูดไม่ได้ สู้ไม่ได้มากเท่าที่ควรเป็นเพราะพวกเขาเป็นเสียงส่วนน้อย”

                “และแน่นอนว่าพ่อของศรีเป็นหนึ่งในแกนนำนักศึกษาที่ออกมาประท้วง”

                ทุกคนต่างหันไปมองต้นเสียงแล้วเอ่ยเป็นเสียงเดียวกัน

                “อาจารย์ภูวิศ?”






แมวเชสเชียร์ เป็นตัวละครในนิทานเรื่อง อลิส ในดินแดนมหัศจรรย์

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

65 ความคิดเห็น