ราชันบุปผาไหว้ศพ (ฉบับนิยาย) Bl,Gl,Normal

ตอนที่ 6 : บทที่ ๔ : ความทรงจำที่ค่อย ๆ คืบคลาน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 181
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    25 ส.ค. 61

 

บทที่ ๔

ความทรงจำที่ค่อย ๆ คืบคลาน

 

ยามใดที่มิอาจหลั่งรินน้ำตา แม้ยามที่โศกเศร้ามากที่สุด คนคนนั้นคือผู้ที่อ่อนแอ

 

{บุคคลที่ ๒}

คุณกำลังนั่งอยู่ในห้องที่มืดสลัว

พอมองไปรอบ ๆ ก็จะเห็นเพียงแต่สีดำที่ปกคลุมรอบด้าน บรรยากาศที่เงียบเชียบช่างเคล้ากับรอยยิ้มของผู้ที่อยู่เบื้องหน้าคุณ สิ่งที่คั่นกลางระหว่างคุณกับเขาคือตะเกียงดวงเล็ก ๆ ที่มีเปลวไฟสีส้มส่องสว่างวูบไปวูบมาราวกับวิญญาณเริงระบำ

ชายหนุ่มเบื้องหน้ายิ้มบาง ๆ แต่เจือด้วยความเศร้าที่เต็มไปด้วยความขบขัน

ผ่อนคลายหน่อยสิ ผมกับคุณเราเป็นเพื่อนกันนะ

กล้ามเนื้อที่แข็งเกร็งของคุณอ่อนยวบ ราวกับถ้อยคำอันนุ่มนวลของเขาปลอบโยน คุณเผลอกลั้นหายใจเพราะอะไรบางอย่างที่น่าอึดอัด จากเขา

ผมควรจะเปิดไฟสินะ? ยังไงผมก็เข้าใจว่าคุณคงจะกลัว ๆ เพราะบรรยากาศแบบนี้

คุณไม่พยักหน้าหรือทำอะไรมากกว่าการลอบหายใจ กลิ่นอับ ๆ ของหนังสือในห้องที่คุณเพ่งมองได้ราง ๆ ทำให้คุณเวียนศีรษะ คิดแต่ว่าเมื่อไหร่เขาจะพูดถึงธุระเสียที และคุณก็อยากออกไปจากที่นี่เหลือเกิน

ผมคงต้องเกริ่นก่อนว่าพี่น้องของผมเรา สนิทกัน? จะว่าสนิทก็ไม่ถูก แต่เราก็ ยังรักกัน? ใช่ พวกเรายังคงรักกันเสมอ แต่มันเป็นเรื่องยากมาก เพราะ ว่าไป--- นั่นแหละ ความผิดพลาดของพ่อผม ถ้าเทียบกับคนในมิติผกาย เขาถือเป็นคนวิปริต ชนิดที่อาจหาไม่ได้อีกเลยในมิตินี้ แต่ก็อย่างที่เรารู้กัน ว่าเลือดข้นยิ่งกว่าน้ำ แล้วความจริงในข้อนั่นมันก็กระจ่างจนผมนึกกลัวขึ้นมา

คุณไม่เข้าใจที่เขาพูด แล้วหยิบทาร์ตบลูเบอร์รี่มากัดทานหนึ่งคำ ก่อนจะเคี้ยวอย่างช้า ๆ อย่างใช้ความคิดและเบื่อหน่าย

ระหว่างนั้นคุณก็นึกอะไรได้

 

                {บุคคลที่ ๓}

มิติผกาย

ร่างกายเหมือนลอยคว้างไม่ยึดติดกับสิ่งใด ดวงตาลืมปรือช้า ๆ พร้อมกับขนตางอนยาวที่กะพริบตาม มือปัดป่ายเล็กน้อยเมื่อเพิ่งรู้สึกตัวจากนิทรา ศรีมองไปรอบ ๆ อย่างงุนงง ร่างกายมีเหงื่อชุ่มจนเหนียวเหนอะหนะและเย็นเฉียบเหมือนคนตกน้ำมา ไม่รู้ว่าเป็นเพราะฝันร้ายหรือเปล่า แต่ความรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวยังคงติดร่างหนึบ รวมทั้งสมองก็ไร้ซึ่งภาพลวงที่ราตรีนิมิตให้ยล

อือ เช้าแล้วเหรอ?

สติยังมาไม่ครบ เลยไม่รู้สึกว่ากระทั่งแสงแดดอุ่น ๆ ก็ยังไม่มาเยือนแม้แต่ห้องของเธอ หน้าต่างที่แง้มอยู่หน่อย ๆ ทำให้พอมองเห็นว่าท้องฟ้ายังคงเป็นสีครามหม่น ไม่เจิดจ้าเป็นเฉดสีขาวดั่งยามรุ่งอรุณ

เดี๋ยวนะ? หน้าต่าง? ทำไมถึงมีซี่กรง??

เด็กหญิงตาสว่างในทันใด เธอลุกขึ้นมาพรวดพราดจนเกิดอาการหน้ามืด ความกังวลที่หัวใจชาหนึบและเหมือนโดนข่วนทำให้เธอไม่สบายใจเอามาก ๆ

เดี๋ยวก่อนสิ? ก่อนหน้านี้เกิดอะไรขึ้น? แล้วเราอยู่ที่ไหนกัน

นิ้วเรียวขาวผุดผ่องดุจดอกมะลิแตะแถว ๆ รัดเกล้า เธอรู้สึกสบายใจเมื่อรู้สึกว่ายังมีปิ่นปักผมอีกอัน เพราะว่านั่นคืออาวุธของเธอ

ถึงจะเป็นแบบนั้นแต่หัวใจดวงน้อยก็เต้นตึกตักกระทบกับผิวหนังชั้นใน รู้สึกได้ว่าผิวหนังสีแดงที่เต็มไปด้วยเส้นโลหิตและมีการไหลเวียนเลือดภายในนั้นกำลังพองขยายตัว

พอกวาดสายตามองไปรอบ ๆ เธอก็ยิ่งหวั่นเกรง เมื่อพบว่าตนเองถูกขังในคุกแห่งหนึ่ง ความทรงจำก่อนหน้าไหลย้อนกลับมา เธอกำลังนั่งคุยกับพงสณะและอรัญญิกบนรถสองแถว แล้วหลังจากนั้นล่ะ?

 เกิดเรื่องอะไรขึ้น? ทำไมฉันถึงจำไม่ได้ล่ะ?

แกร๊ง

?!

           ศรีหันขวับ ประตูห้องขังถูกเปิดโดยเด็กชายคนหนึ่ง ซึ่งศรีไม่มั่นใจนักว่าเขาอายุไล่เลี่ยกับเธอหรือไม่ เพราะลักษณะภายนอกดูแล้วเป็นชาวยุโรป (แน่นอนว่าการเทียบสรีระร่างกายและส่วนสูงในแต่ละอายุดูยาก เพราะชาวยุโรปมักจะมีร่างกายที่สูงใหญ่กว่าชาวเอเชีย อย่างน้อยก็ในความคิดของเธอ) เรือนผมสีทองยาวกว่าปรกติเล็กน้อย ดวงตาสีฟ้าอมเทาชวนให้นึกถึงฟ้าครึ้มฝน จมูกโด่งชนิดที่ศรีคิดว่าคนอย่างเธอต่อให้ทำบุญกี่ชาติก็ไม่น่ามีเหมือนเขาได้ ผิวกายซีดขาวที่มีกระจาง ๆ โผล่พ้นจากชายเสื้อโค้ทและเสื้อคลุมบางอย่างที่มีลายทอผ้าแถวขอบแบบพื้นบ้านซึ่งมีขนสัตว์ให้ความอบอุ่นเพิ่มขึ้น ให้เดา ศรีคาดว่าคงเป็นลายพื้นเมืองแบบรัสเซีย เพราะเธอเคยเห็นตอนที่อ่านหนังสือประเภทสารคดี ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมพื้นบ้าน ไม่ก็อะไรก็ตามแต่ที่เกี่ยวกับรายละเอียดปลีกย่อยเกี่ยวกับประเทศต่าง ๆ

ในขณะที่แปลกใจเมื่อได้เห็นคนต่างชาติ โดยลืมว่าตนเองไม่อยู่ในสถานการณ์ที่ปลอดภัย ศรีก็นึกเรื่องไม่เป็นเรื่องว่าตนเองพูดภาษาอังกฤษไม่เก่ง (และถ้าอีกฝ่ายเป็นคนรัสเซีย ศรีก็ไม่หวังเลยว่าจะพูดภาษารัสเซียได้)

                ศรีปากสั่นขึ้นมาเพราะความตื่นเต้น สมองค้นหาประโยคทักทายพื้นฐานของภาษารัสเซีย และภาษาอื่น โดยไม่รู้สึกมาตั้งแต่แรกว่าคนตรงหน้าเธอแผ่ความเย็นยะเยือกที่ชวนขนลุกยิ่ง

Здравствуйте

“…

ดวงตาสีฟ้าอมเทากลอกมองไปรอบ ๆ ราวกับชิ้นส่วนของอุปกรณ์ที่ไร้ชีวิตก่อนจะเลื่อนมาจ้องศรี เด็กหญิงสะดุ้งเฮือก

ระ เราพูดผิดเหรอ? หรือว่าสำเนียงเพี้ยน?

ศรีม้วนตัว ความร้อนวาบผ่านใบหน้าเหมือนรนไฟ

Are you Sungrasri?

 เสียงทุ้มนุ้มทว่าเต็มไปด้วยความแหบแห้งและหนาวเยือกดังเบา ๆ ศรีเงยหน้ามองอีกฝ่าย แล้วค่อย ๆ ลุกขึ้น

เอ๊ะ---Please say that again

Are you giant?

เดี๋ยวนะ คำถามเหมือนเปลี่ยน แต่เขาอุตส่าห์พูดภาษาอังกฤษกับเรา

เอ๊ะ------เมื่อกี้เขาถามว่าเราเป็นยักษ์เหรอ?

หัวใจของศรีด้านชาขึ้นมาเหมือนโดนความหนาวเหน็บห่อหุ้มหลายคืน

ฉันควรตอบว่าใช่เหรอ? แล้วเขาเป็นใคร? ปองร้ายฉันหรือเปล่า?

ทว่าปากเธอก็ไม่หนักพอจะโกหก

YYes, I am. But what do you want of me?

ใบหน้าของเด็กชายเหมือนด้านชา สีหน้าเขาไม่เปลี่ยนหรือตุกติกแม้แต่น้อย

I must kill you

“…

ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ศรีไม่ตกใจเรื่องแบบนี้ ตอนเด็ก ๆ เธอมักจะถูกหมายหัวไว้เสมอ ผ่านความเป็นความตายมานักต่อนัก ความอดทนของเธอเลยมีมากกว่าคนอื่น ๆ อย่างน้อยที่สุดก็มากกว่าเด็กทั่วไปที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน ถึงอย่างนั้นหัวใจดวงน้อยก็เต้นแรงกระทบผิวหนังจนรู้สึกได้ชัด

Why do you want to kill me?เสียงเธอสั่นเล็กน้อย แต่ไม่ใช่เพราะความความกลัว ความชื้นและกลิ่นอับเหมือราขึ้นทำให้เธอไม่อยากหายใจเพื่อได้กลิ่น เสียงเลยเพี้ยน ๆ และขาด ๆ หาย ๆ

We dont have many times enough for your question

 ศรีเริ่มหงุดหงิด ถามอะไรก็ไม่ได้คำตอบ เธอยังคงถามด้วยภาษาอังกฤษผิด ๆ ถูก ๆ ต่อไป

นี่ เธอมีธุระสำคัญอะไรถึงไม่ยอมตอบแม้แต่คำถามสั้น ๆ ของฉัน?

ฉันมีเรื่องต้องทำ น่าเสียดายที่เผอิญคำตอบของฉันยาวกว่าคำถามของเธอ ---เอาล่ะ เราต้องไปแล้ว

เด็กชายคนนั้นมองเธอด้วยแววตาที่ยากจะอ่านออก แต่ไม่ได้ให้ความรู้สึกที่น่าอึดอัด ศรีกลับอบอุ่นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เพราะดวงตาสีฟ้าอมเทาของเขาอ่อนโยนจนน่าแปลกใจ ทว่าการกระทำต่อมาของเขาทำให้เด็กหญิงเริ่มเคือง เมื่ออีกฝ่ายย่างกรายเข้ามาแล้วเหวี่ยงสายโซ่มัดร่างเธอประหนึ่งงูพุ่งเข้ากัดเหยื่อ เธอเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ก่อนจะได้ถามอะไรเรี่ยวแรงที่ศรีรู้สึกว่ามากกว่าคนในมิติสามัญก็ลากร่างเธอให้ออกจากห้องขัง พูดจริง ๆ ว่าแรงเธอเยอะกว่าผู้ชายทั่วไปในมิติสามัญเสียอีก แต่กับคนนี้กลับต่อต้านไม่ได้ ซึ่งตัวเธอเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม บางทีแรงที่เยอะผิดปรกติของตนเองอาจเป็นเพราะส่วนหนึ่งศรีเป็นยักษ์

ตอนที่เธอดิ้นรนสุดชีวิตและพยายามกระโดดถีบเด็กชาย เจ้าตัวก็จ่อปืนเข้าที่ศีรษะเธอแล้วกระซิบเสียงเรียบ

พระเจ้าไม่ได้อยู่ที่นี่

ศรีมองเขาด้วยหางตาอย่างหวั่นเกรง ทว่าดวงตาสีดำก็ยังเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราดดั่งทะเลยามค่ำ

บ้าจริง! เราไม่ใช่สายเลือดอมตะ ต่อให้ดิ้นได้ฝีมือการต่อสู้ของเขากับเราก็ต่างกันมากอยู่ดี แน่นอน ไม่ว่าฉันจะเป็นคนยังไงก็ยังคงเป็นคนที่ใช้ชีวิตในมิติสามัญ ย่อมไม่คุ้นกับการต่อสู้แบบเขา ให้ตายสิ ปิ่นปักผม ดาบเล่มนั้นฉันเผลอทิ้งไป

ศรีเจ็บใจมากกว่ากลัว

ทางเดินมืดจนแทบมองไม่เห็นอะไร ดูเหมือนเด็กชายจะคุ้นเคยกับความมืดดีเลยเดินโดยไม่ค่อยแสดงท่าทางเก้ ๆ กัง ๆ คอยคลำมือไปตามกำแพงหรือชั่งเท้า ต่างกับศรีที่ทำมาอย่างที่กล่าวทุกอย่าง

ทว่านั่นไม่เท่าไหร่ ศรีรู้สึกอัดอัดจนแทบบ้า หน้ามืดจวนเจียนจะเป็นลม ปลายเท้าและนิ้วชาเย็นเยือกไล่ตามร่างกายเรื่อย ๆ หูอื้อ เหงื่อไหลท่วมกาฬ อะไรบางอย่างจู่โจมเธอทางประสาท

กลิ่นอายของความโศกเศร้าและความตาย

ผู้ใดหนอที่มอดม้วยในคุกแห่งนี้? ศรีมิอาจรู้ได้ แต่ความทุกข์ทรมานยังคงฝังรากลึกยิ่งกว่ารากของต้นโอ๊กที่กลืนกินดินชั้นในลึก ๆ ลงไป เป็นความเจ็บปวดที่ใช้เวลานานนับร้อยปีกว่าจะแตะเพื่อปลอบประโลมได้

แสงสว่างมีมากขึ้นเล็กน้อย โทนสีของทิวทัศน์ในม่านตาเป็นสีฟ้า ราวกับภาพในตอนเย็นที่ประเทศไทย ศรีอ้าปากค้างเล็กน้อยเพราะความแปลกใจมากกว่าตกใจสำหรับคนทั่วไป เมื่อได้เห็นผนังแกะสลักและภาพวาดทวยเทพในตำนานของชาวคริสต์ ไม่สิ ของโรมันไม่ก็กรีกเท่าที่เธอคุ้นเคย มันช่างวิจิตรเกินกว่าจะนำกล้องสักตัวมาถ่ายเก็บความงดงามไว้ ละเอียดอ่อนจนยากจะพูดมันออกมา ทว่าน่าเสียดายนักที่มันผุกร่อนและซีดจางขาด ๆ หาย ๆ เพราะอายุอันเก่าแก่ เพดานเป็นทรงโค้งกรุด้วยกระจกสีสันต่าง ๆ และปะติดปะต่อเป็นรูปพระเยซูและพระแม่มาเรีย กระจกบางส่วนแตกหัก ศรีไม่คิดว่าด้วยเหตุผลแค่นั้นจะทำให้ความงามหม่นลง อย่างอื่นต่างหากที่บั่นทอน โซ่ขึ้นสนิมที่ส่งกลิ่นหื่นคาวเค็มราวกับเลือดเน่าระโยงระยางห้อยลงมา สะท้อนบนผิวน้ำในบ่อที่กว้างพอ ๆ กับสถานที่แห่งนี้ประหนึ่งมีทะเลสาบจำลอง

ทว่าที่น่าแปลกใจกว่านั้นคือ ที่นี่ส่วนใหญ่มีแต่เด็กอายุรุ่นเดียวกับเธอ แม้ว่าหลายคนจะเป็นชาวยุโรปเลยยากจะเอาส่วนสูงมาเปรียบเทียบกับคนเอเชีย แต่ก็พอเดารุ่นได้ หินที่ซ้อนเนื้อตัวสูงขึ้นไปลดหลั่นไม่เป็นลำดับกลายเป็นที่นั่งสำหรับพวกเขา

นี่มันหมายความว่าไง?

เอาล่ะ เราจะทำยังไงกับเธอคนนี้?

อย่าร้อนใจไป เธอยังมีประโยชน์กับเรา

บ้าจริง! ยัยนี่มันคือซาตาน! จะปล่อยมันไว้เรอะ?!!

พวกผู้ใหญ่ให้เราทำหน้าที่คุมตัวเธอ

จ้อกแจ้ก ๆ

ในที่นี่มีไม่กี่คน แต่สำหรับสถานที่กว้างขวางและไม่ค่อยมีสิ่งใด ก็ทำให้เสียงพูดคุยพวกนั้นดังก้องยิ่งกว่าเสียงคนตะโกน ต่อให้อีกฝ่ายอยู่ที่สูงกว่าก็ได้ยินชัดเจน

ตอนนั้นเอง ที่เธอเผลอสบกับนัยน์ตาที่แสนคุ้นเคย

---ไม่จริง

               

เขาวางปากกาขนนก

นภาแผดเสียงลั่นเหมือนฟ้าจะผ่าทุกเมื่อ ฝนตกหนักจนทิวทัศน์พร่ามัวยากจะมองเห็น

พระเจ้า ข้ามิเคยหลั่งเลือดให้แก่ผู้ใด แต่ได้โปรด  ขอความเมตตา--- ประทานน้ำตาแก่ข้า

           

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

65 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 25 ธันวาคม 2557 / 22:25
    พออ่านถึงตอนนี้. ตัวละครมีการพูดถึงการหมั้นหมาย ข้าน้อยก็เลยสงสัยขึ้นมาว่าตัวละครในเรื่องอายุเท่าไหร่. เพราะเรื่องนี้ท่านบอกว่าไม่ได้ย้อนเวลาเพียงแต่ตัวละครบางตัวอายุยืนยาวไปสักหน่อย
    #37
    0