ราชันบุปผาไหว้ศพ (ฉบับนิยาย) Bl,Gl,Normal

ตอนที่ 7 : บทที่ ๕ คนเดียวกัน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 132
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    25 ส.ค. 61

 

บทที่ ๕

คนเดียวกัน?

 

ศรีจ้องหญิงสาวไม่วางตา เธอคนนั้นมีเรือนผมสีกาแฟ ดวงตาสีคาราเมล สวมเสื้อเชิ้ตกางเกงยีนกับเสื้อตัวนอกสีสัมฤทธิ์ หญิงสาวเป็นคนผิวขาวเหลืองแต่คล้ำนิดหน่อย รอยยิ้มเคล้ากับดวงตาซุกซน เห็นแล้วอบอุ่นใจ  ทว่าน่าแปลกนักที่ศรีคุ้นเคยกับเจ้าตัว หัวใจเต้นแรง ดวงตา ใบหน้า และอกร้อนผ่าวราวกับกำลังหลอมละลาย ความโศกเศร้าค่อย ๆ เอ่อล้นออกมา

เหมือนกับเขาเลย

ศรียังคงจำความรู้สึกนั้นได้ คนคนนั้นที่เธอรัก

แต่เขาเป็นผู้ชาย

ทรมาน

                .

.

.

                โปรตุเกสลิสบอน

ไม่คิดเลยว่าตนเองจะพลัดหลงได้ง่ายดาย

ศรีมองซ้ายมองขวาด้วยใจที่เต้นแรง ทว่าในขณะเดียวกันมันก็เหมือนจะหยุดไปเสียดื้อ ๆ ใบหน้าอันขาวนวลบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นซีดเผือดเหมือนคนตาย

ไม่สิ ยิ่งกว่านั้นอีก

ศรีตอนอายุ ๕ ขวบไม่รู้ว่าตนเองควรทำอะไร เธอยังพูดภาษาสากลเช่นภาษาอังกฤษไม่คล่อง จึงทำได้เพียงถามด้วยประโยคพื้นฐานซึ่งไม่ได้ช่วยอะไรเธอเลย

นอกจากเรื่องโดนคนในตระกูลกลั่นแกล้ง การพลัดหลงกับครอบครัวในที่ที่ห่างไกลจากบ้าน นับว่าเป็นเรื่องที่เลวร้ายพอ ๆ กัน ศรีเครียดและกลัว จิตใจเธอหดหู่ย่ำแย่จนร้องไห้ออกมา มีคนโปรตุเกสหลายคนเป็นห่วงเธอ แต่ละคนปรึกษาหารือกันว่าจะช่วยศรีอย่างไรดี พวกเขาเข้ามาหาเด็กตัวน้อย ๆ แล้วพยายามทำไม้ทำมือ ใช้ภาษาอังกฤษง่าย ๆ มาปะติดปะต่อ ที่คิดว่าเด็กอายุห้าขวบจะเข้าใจ แต่จนแล้วจนรอดศรีก็ไม่เข้าใจอะไรสักอย่าง

ระหว่างที่ตัดสินใจกันว่าจะพาเธอไปที่สถานีตำรวจ จู่ ๆ ก็มีเสียงทุ้มนุ่มตะโกนอย่างเริงร่าดังขึ้น

เฮ้ ทำอะไรกันอยู่น่ะ?

แน่นอนว่าศรีฟังไม่ออกเพราะคำพูดนั้นเป็นภาษาโปรตุเกส เธอสูดน้ำมูกและเช็ดน้ำตาที่ไหลเอา ๆ จนตาพร่าเลือน หน้าเลอะเหนียวเหนอะ ช้อนดวงตากลมโตมองเจ้าของเสียงนั้น เป็นเด็กชายอายุสักสิบปีขึ้น เขามีผมสีกาแฟและดวงตาสีคาราเมลที่อ่อนโยน ใส่เสื้อยืดและกางเกงโปร่ง ๆ ดูแล้วให้ความรู้สึกสะดวกสบาย ไม่รู้ทำไมพอศรีเห็นดวงตาและรอยยิ้มที่นุ่มนวลนั้นก็รู้สึกดีขึ้นมา ความเศร้าค่อย ๆ ถูกปัดเป่า

แกพลัดหลงกับพ่อแม่แน่ ๆ ---คนเอเชีย?

คนไทยเหรอครับ?

หืมไม่ใช่คนญี่ปุ่นหรือคนจีนหรอกเหรอผิวขาวมากเลย ประเทศไทยคนผิวสีแทนเยอะนะ

ฉันก็เดาว่าอย่างนั้นค่ะ

คนอินโดนีเซียมั้ง

ฟิลิปปินส์ไม่ใช่เหรอ?

หลงทางกับพ่อแม่ได้ยังไงกัน น่าสงสาร

เสียงพูดคุยจ้อกแจ้กลอยห่างไกลออกไป ดวงตาของเด็กชายคนนั้นและศรีสบประสานกัน หยุดมองไม่ได้เลย ผิวบริเวณอกร้อนผ่าวเหมือนมีไข้ ใจเต้นรัวจนมันดังกลบเสียงอื่น

ตึกตัก ตึกตัก

เด็กชายคนนั้นเอียงคอเล็กน้อย รอยยิ้มยังคงไม่เลือนหาย What is your name? เด็กชายคนนั้นถามเป็นภาษาอังกฤษ

ศรีสะดุ้งนิดหน่อย ออกจากภวังค์ แล้วตอบอีกฝ่ายด้วยภาษาเดียวกัน

M- my name is Sri

Spell. S, e and e?

No, S, r, and i

Hmm? okay เด็กชายคนนั้นรู้สึกแปลกใจกับชื่อของศรี แต่ก็เพียงยิ้มให้โดยไม่ติดใจอะไร เธอถามกลับบ้าง เด็กหญิงสนใจเขาและอยากรู้จักมากกว่านี้

ชื่อของเด็กชายคืออัลฟองเซ่ ศรีรู้เพียงเท่านั้น อีกฝ่ายไม่บอกนามสกุลซึ่งก็ไม่รู้ว่าทำไม

ผู้คนที่มุงดูต่างแยกย้ายเมื่ออัลฟองเซ่บอกว่าจะดูแลศรีเอง บางคนก็แสดงสีหน้าไม่ไว้ใจ กลัวว่าอีกฝ่ายจะหลอกอะไรเธอ แต่พอเห็นศรีพอใจอัลฟองเซ่ก็เลยยอมฝากดูแล

ศรีเช็ดคราบน้ำตา เดินจูงมือกับเด็กชายที่อายุมากกว่า มือเขาอุ่นร้อนแต่ไม่ได้ให้ความรู้สึกอบอ้าว แม้ว่ามือของทั้งสองคนจะมีเหงื่อผุดออกมาจนชุ่ม จนทำท่าจะลื่นหลุดอยู่หลายรอบ ก็ไม่มีใครมีท่าทีจะปล่อยมือแม้แต่น้อย

พ่อแม่เธอเคยบอกว่าอย่าไปไหนกับคนแปลกหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ชาย แต่ไม่รู้ว่าศรีไร้เดียงสาเกินไปจนนึกไปเองว่า คนคนนี้ไว้ใจได้หรืออย่างไรถึงได้ยอมไปด้วย อะไรบางอย่างในตัวเขาดึงดูดเธอให้เข้าไปหา จนลืมไปเลยว่าตนเองควรจะอยู่ที่เดิม ไม่ก็ไปที่สถานีตำรวจเพื่อขอความช่วยเหลือ (ถึงเธอจะตระหนักเรื่องนี้ได้ แต่ก็ไม่รู้อยู่ดีว่าสถานีตำรวจอยู่ที่ไหน และแน่นอนว่าเธออ่านภาษาโปรตุเกสไม่ออก ต่อให้มีป้ายบอกทางก็เปล่าประโยชน์)

ที่น่าอันตรายกว่านั้นคือ เด็กชายคนนั้นไม่พยายามหาทางพาเธอไปพบผู้ปกครอง แต่กลับพาไปเที่ยวเล่น และศรีก็ไม่ได้ตระหนักถึงท่าทีน่าสงสัยของอีกฝ่าย แน่นอนอีกว่าเธอไม่ได้สนใจเรื่องนั้นแม้แต่น้อย

ศรีหลงใหลบรรยากาศในประเทศโปรตุเกสมาก บ้านเมืองให้ความรู้สึกเก่าแก่แต่ไม่ล้าสมัย ถนนหนทางตอกด้วยหินสี่เหลี่ยม บางส่วนนำสีที่แตกต่างจะสีพื้นมาทำเป็นลวดลายภาพ และทางเดินรถยนต์แคบไปหน่อยเมื่อเทียบกับประเทศไทย อาจจะเป็นเพราะที่นี่มีทางเดินเท้ามากกว่า สถานที่ราชการ โบสถ์ และตึกรามบ้านช่องบางแห่ง นำกระเบื้องมาต่อกันเป็นภาพไม่ก็ลวดลาย สีดั้งเดิมจะเป็นสีฟ้าและสีขาว เรียกว่า อะซูเล๊ฉุช (Azulejos) บ้านเรือนผู้คนมีสีสันสดใส ส่วนใหญ่ที่เห็นจะมีหลังคาสีส้ม ดูอบอุ่นและเป็นมิตรจนเด็กหญิงตัวน้อยอมยิ้ม แต่พอนึกถึงประเทศไทยแล้ว ไม่รู้ว่าเธอคิดมากหรือเปล่า ถึงรู้สึกว่าที่ประเทศโปรตุเกสสะอาดกว่าประเทศไทย (ซึ่งก็ไม่ได้อคติแม้แต่น้อย)

อัลฟองเซ่ซื้อขนมให้ศรีทานหลายอย่าง ไม่รู้จะขุนให้เป็นหมูหรืออย่างไร แน่นอนว่าเธอก็รับมาพร้อมกับยกมือไหว้ขอบคุณ (ซึ่งตอนแรกเด็กชายก็งงว่าท่าทางนั้นมันคืออะไร) มีทั้ง Broinhas[1] Massapa'es[2] ฯลฯ เด็กหญิงนึกเอาเองว่าที่โปรตุเกสมีขนมไทยขายด้วย แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่หรอก ที่หน้าตามันคล้าย ๆ กันก็เพราะไทยได้รับสูตรมาจากเขา (และเธอก็ไม่รู้จนกระทั่งโตนั่นแหละ) ขนมพวกนี้ทำให้ศรีชอบโปรตุเกสเข้าไปอีก

พวกเขาแทบไม่ได้คุยอะไรกัน และถึงคุยกันก็ไม่ค่อยเหมือนภาษาคน (?) ใช้ภาษามือบอกใบ้มากกว่า อัลฟองเซ่จูงมือเดินกับศรี ทอดน่องไปตามทางเท้า บางครั้งก็แวะหยุดทานของว่างที่ร้านเล็ก ๆ มีโต๊ะให้นั่งดื่มกินวางเรียงรายอยู่ข้างนอก เด็กหญิงรู้สึกแปลกใจที่อีกฝ่ายพูดอะไรอยู่คนเดียว (จริง ๆ แล้วเหมือนเขาอยากจะคุยกับเธอ แต่ไม่รู้จะพูดยังไง เลยทำได้แค่พูดกับตัวเอง) แต่เธอไม่สนใจ เห็นรอยยิ้มของเด็กชายที่อายุมากกว่าแล้วก็มีความสุขจนยิ้มแก้มปริ อารมณ์อยากกลับบ้านและความคิดถึงพ่อกับแม่หายไปไหนแล้วก็ไม่รู้

ทั้งคู่เดินต่อไปเรื่อย ๆ ไม่รู้ว่าที่อื่นเป็นหรือเปล่า ในลิสบอนทางเดินชันเพราะขึ้นเนินอย่างเห็นได้ชัด และลดหลั่นต่ำลง

ระหว่างนั้นก็มีเด็กชายอายุไล่เลี่ยกับอัลฟองเซ่เดินผ่านมา เขาเห็นอีกฝ่ายแล้วก็กล่าวทักพร้อมกับรอยยิ้ม แต่ศรีสังเกตว่าอัลฟองเซ่แม้จะยิ้มให้ แต่ดวงตาเขากลับฉายแววกังวล แน่นอนว่าเธอไม่สนใจเพราะไม่รู้เรื่องรู้ราวมากนัก ทว่าก็เป็นห่วงอีกฝ่ายอย่างบอกไม่ถูก และรู้สึกไม่ไว้ใจคนคนนั้นด้วย เลยเดินไปหลบหลังอัลฟองเซ่

เด็กชายคนนั้นมีผมสีชา ดวงตาสีเขียวอมฟ้าดั่งน้ำทะเล ใส่เสื้อแขนยาวคอกลมกับกางเกงยีน เขามองอัลฟองเซ่สลับกับเธอ ก่อนที่ภาษาอังกฤษสำเนียงแปลก ๆ จะดังออกมา

            ศรีจับใจความไม่ได้ เพราะคำพูดเหล่านั้นเกินกว่าพื้นฐานที่เธอรู้ แต่เห็นอัลฟองเซ่ที่ยิ้มทั้ง ๆ สีหน้าขมขื่นแล้วก็รู้ว่าไม่ใช่เรื่องดี เด็กหญิงตัวน้อยไม่ชอบที่ทำให้ผู้ปกครองชั่วคราวของเธอต้องรู้สึกไม่ดี เลยชักสีหน้าใส่เด็กชายคนนั้น

            เด็กหญิงผมสีดำขลับรู้สึกได้ว่ามืออัลฟองเซ่ที่กุมมือเธออยู่แน่นมากขึ้น ศรีเงยหน้ามองอีกฝ่ายด้วยความกังวล ทำไมใบหน้าของเขาถึงได้ซีดขนาดนี้ล่ะ ยิ่งเด็กชายคนนั้นพูดมากเท่าไหร่ ความกังวลของอัลฟองเซ่ก็ส่งผ่านมาให้เธอรับรู้

พี่คนนั้นพูดอะไรน่ะ? พี่อัลฟองเซ่ดูไม่สบายใจเลย

            Shut up!

            ศรีที่คิดเรื่องของอัลฟองเซ่อย่างวิตกสะดุ้งด้วยความตกใจ หันไปมองเห็นเขาตัวสั่นเพราะอารมณ์ที่คุกรุ่น คิ้วขมวดเห็นได้ชัด เหงื่อเย็น ๆ ชุ่มมือจนลื่นเกือบหลุด เด็กชายคนนั้นหัวเราะอย่างชอบใจ ตบบ่าอัลฟองเซ่เหมือนจะปลอบ แต่นัยน์ตาที่เต็มไปด้วยความกระหายเลือดช่างขัดแย้งนัก

Dont worry about it, Alphonseเสียงของเด็กชายนุ่มนวลจนไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นเสียงของคนที่ทำร้ายจิตใจคนอื่น

ศรีที่ยืนเงียบ ๆ มาตลอดเริ่มทนไม่ไหว ไม่เข้าใจว่าทำไมอัลฟองเซ่ต้องอดทนขนาดนี้ ถ้าไม่พอใจก็พูดอะไรให้มันชัดเจนมากกว่านี้สิ

ในที่สุดสติของศรีก็ขาดผึง เธอตะคอกด่าไทยคำอังกฤษขำดูน่าตลก ทว่าความรู้สึกพลุ่งพล่านจนทำให้เธอหน้าดำหน้าแดงนั้นทำให้เด็กชายสองคนอึ้งไปพักใหญ่ ดวงตาสีดำขลับของเธอฉายความโกรธเกรี้ยว นิ้วเล็ก ๆ สั้นยิ่งกว่าสีไม้ไม่ใช้แล้วชี้หน้าอย่างปรามาสที่เด็กชายคนนั้น เธอหายใจไม่ทั่วท้อง แม้ว่าจะด่าจนไม่เว้นจังหวะให้หายใจก็ยังคงพ่นคำหยาบต่อไป ศรีล่ะเกลียดนักพวกที่เอาความรู้สึกของคนอื่นมาล้อเล่น เธอเข้าใจมันอย่างแจ่มแจ้งยิ่งกว่าใคร ๆ เพราะอย่างนั้นถึงได้โกรธอีกฝ่ายมากขนาดนี้

Go to hell!, ---piss off!!!” ศรีไม่รู้ว่าตัวเองไปเอาคำด่าพวกนั้นมาจากไหน แต่มันก็เป็นประวลีสั้น ๆ ที่จำไม่ยากเกินไปสำหรับเธอ ดวงตาของเด็กชายทั้งคู่เบิกกว้างอย่างตกตะลึงจนวินาทีสุดท้ายที่เธอด่าจบ เด็กหญิงหอบหายใจเสียงดังแฮ่ก ๆ สายตาจดจ้องคู่กรณีอย่างไม่ลดละ ยิ่งกว่าเสือจ้องจะกินเหยื่อชั้นเลว

ความเงียบรายล้อมครู่หนึ่ง ก่อนที่อีกฝ่ายจะค่อย ๆ เผยรอยยิ้มที่น่าขยะแขยง

Wow, you are so cute

ศรีงงเป็นไก่ตาแตก ด่าไปขนาดนั้นยังจะชมเธออีกเหรอ? ความสับสนก่อตัวขึ้น สมองด้านชาไปครู่หนึ่ง

Do you love Alphonse? Or he loves you? Sungrasri?เด็กชายยังคงถามต่อ แต่ถ้าพูดให้ถูกคือเขากำลังหยอกเธอเล่นมากกว่า ศรีตัวสั่นขึ้นมาอีกครั้งเพราะโกรธที่อีกฝ่ายยังคงไร้ยางอาย ตอนนี้เธอรู้สึกแย่เกินกว่าจะพูดอะไรมันออกมา ทำได้เพียงจ้องตาเขาราวกับจะควักนัยน์ตาของเจ้าตัว จินตนาการเห็นภาพได้ชัดเจนถึงตอนที่ตัวเองค่อย ๆ ดึงนัยน์ตาสีน้ำทะเลนั่นพร้อมกับเส้นเลือดและหยาดโลหิตที่ไหลพรั่งพรูจากเบ้าตาของเขา

แค่คิดก็รู้สึกดีขึ้นมาจนพูดไม่ถูก ทว่าความโกรธาก็ยังมิเลือนหายไป

คุณอาจจะคิดว่าทำไมเธอถึงได้คิดอะไรในแง่ร้ายขนาดนี้ เพราะคุณไม่เคยมีชีวิตมาแบบศรีอย่างไรล่ะ และคงไม่มีใครอยากรู้นักหรอก ว่าเด็กหญิงตัวน้อยประสบพบเจออะไรมาบ้าง แค่ควบคุมสติไม่ให้เป็นพวกวิกลจริตได้ก็บุญโขแล้ว

ไม่รู้ตาฝาดหรืออย่างไร ถึงได้เห็นอัลฟองเซ่ทำหน้าเหมือนคนจะร้องไห้



[1] Broinhas ขนมโปรตุเกสที่เป็นต้นแบบของขนมผิงในไทย เป็นคุกกี้ชนิดหนึ่ง  มีส่วนผสมของฟักทองและเครื่องเทศหลายชนิด

[2] ขนมโปรตุเกสที่เป็นต้นแบบของขนมลูกชุบในไทย ทำจากอัลมอลต์

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

65 ความคิดเห็น