ความอยากรู้อยากเห็น

  • 100% Rating

  • 7 Vote(s)

  • 28,367 Views

  • 749 Comments

  • 641 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    41

    Overall
    28,367

ตอนที่ 74 : ล้างบาป

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 427
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    24 พ.ย. 60

            มันเป็นเวลาเย็นของวันอาทิตย์ วันที่เหล่าคริสตศาสนิกชนจะมาเข้าโบสถ์สวดมนต์ในช่วงเช้า ครั้นเมื่อเสร็จจากศาสนพิธีในช่วงเช้าแล้วต่างคนต่างก็แยกย้ายกันกลับที่พักอาศัยหรือที่ทำงานของตน คนที่มีธุระต้องกลับมาอีกครั้งก็คือกลุ่มคนที่ยังมีธุระบางอย่างที่ยังต้องการความช่วยเหลือจากบรรดานักบวช คนที่ต้องการปรึกษาเรื่องการทำบุญก็กำลังพูดคุยอยู่กับอธิกรณ์อยู่ที่สำนักงานของโบสถ์ คนที่มีปัญหากลัดกลุ้มใจก็กำลังรับคำปรึกษาจากบาทหลวง ส่วนคนอีกกลุ่มที่ต้องการสารภาพบาปก็ต้องไปรออยู่ที่หน้าห้องรับสารภาพบาปซึ่งทางโบสถ์จัดเป็นพื้นที่รโหฐานไว้ต่างหาก บาทหลวง ไพศาล ถือคัมภีร์เข้ามาในพื้นที่เพื่อทำหน้าที่ เขาชำเลืองตามองเห็นมีคนนั่งรออยู่แล้วสามคน คนแรกเป็นชายวัยกลางคนแต่งตัวปอน ๆ เสื้อคอกลมกับกางเกงยีนส์ขายาวสีซีด ท่าทางของเขาดูมีความกลัดกลุ้มและทุกข์ทรมานอย่างมาก มือสองข้างประสานกันแน่นอยู่เหนือหัวและเกร็งจนสั่น จากประสบการณ์แล้วบาทหลวงไพศาลพอจะบอกได้ว่าไม่ว่าบาปที่อยู่ในใจของเขาคืออะไรก็ตาม มันเป็นสิ่งที่นำมาซึ่งความทุกข์ทรมานแสนสาหัสให้เขาอย่างมาก

            ผู้นั่งรอการสารภาพคนที่สองกลับมีท่าทีสบาย ๆ เสียจนน่าประหลาด เขาเป็นชายวัยรุ่นสวมหมวกปีกกว้างสีดำคล้ายคาวบอย นั่งกอดอกไขว่ห้าง เอนหลังเหยียดไปกับพนักของม้านั่ง ศีรษะเงยขึ้นจนท้ายทอยเกยกับขอบ หลับตา เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของบาทหลวงเขาก็ลืมตาข้างหนึ่งขึ้นมองตามแล้วก็หลับตาลงเหมือนเดิม

            คนที่สามยิ่งน่าประหลาดกว่าใคร หญิงวัยเกือบสี่สิบปีในชุดดำไว้ทุกข์ ถุงมือตาข่ายยาวถึงข้อศอก ถุงน่องสีดำ ผ้าคลุมตาข่ายครึ่งหน้า ชุดวันพีซสีดำสนิทมีลวดลายตารางสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัดทั่วทั้งชุด สิ่งที่ดูโดดเด่นสะดุดตาคงหนีไม่พ้นริมฝีปากที่ถูกเคลือบทับด้วยลิปสติกสีดำ ดูเหมือนกำลังยิ้มนิด ๆ ขัดกับบรรยากาศของชุดที่สวมใส่อยู่ เธอนั่งอยู่ในท่าสำรวม มือประสานกันวางไว้บนตัก ไม่แม้แต่จะชำเลืองมองบาทหลวงที่เดินผ่านไป

 

            บาทหลวงไพศาลเดินเข้าไปนั่งประจำที่ในฝั่งที่นั่งของนักบวช ห้องไม้สักทาสีขาวเป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ ภายในถูกกั้นเป็นสองห้องย่อย หน้าต่างเล็ก ๆ มีไม้ระแนงและผ้าม่านสีแดงกั้นทั้งสองผั่งไม่ให้ผู้มาสารภาพกับผู้รับสารภาพมองเห็นหน้ากัน โบสถ์แห่งนี้ให้ความสำคัญกับความลับและความเป็นส่วนตัวของผู้มาสารภาพบาปเป็นอย่างมาก ห้องสารภาพบาปถูกตกแต่งไม่ให้ด้านในกับด้านนอกสามารถมองเห็นกันได้ แม้แต่เสียงพูดก็ยังไม่อาจเล็ดรอดให้คนนอกแอบฟัง ซ้ำยังมีกฎเหล็กอยู่ว่า ห้ามบาทหลวงเข้าไปในพื้นที่ของผู้มาสารภาพบาปในระหว่างพิธีโดยเด็ดขาด ดังนั้น เมื่อบาทหลวงไพศาลนั่งลงในห้องนั้นแล้วเขาก็ไม่มีทางรู้ว่าหนึ่งในสามคนนั้น ใครจะเป็นผู้เข้ามาสารภาพบาปกับตน เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะมีใครเข้ามาเมื่อไหร่ สิ่งเดียวที่เป็นสัญญาณบอกให้เขารับรู้คือเสียงเปิด – ปิดประตูที่ดังมาจากอีกห้องหนึ่ง

 

            “หลวงพ่อครับ... ผม... ผม...” เสียงที่ดังมาจากอีกฟากเป็นเสียงสั่นเครือของผู้ชาย ฟังถ้อยคำดูก็พอจะเดาได้ว่าอีกฝ่ายไม่ใช่ชาวคริสต์ อย่างน้อยก็ไม่ใช่ผู้ที่เคยแวะเวียนมาสารภาพบาปที่โบสถ์แห่งนี้มาก่อนเพราะการสวดรับศีลไม่ได้เป็นไปตามแบบแผน บาทหลวงไพศาลต้องส่งเสียงกระแอมขัดจังหวะ

            “ตรงด้านหน้าของลูกจะมีบทสวดรับศีลล้างบาปอยู่ ลูกกล่าวตามนั้นเถอะ”

            “ค- ครับ... ด- เดชะพระนาม...คุณพ่อที่เคารพ... ผมปรารถนาคืนดีกับพระองค์และพระศาสนจักร ขอคุณพ่อโปรดอภัยบาปให้ผมด้วย ผม... ผม...” แม้จะมีบทสวดให้อ่านอยู่ตรงหน้าชายคนนี้ก็ยังคงเรียกตัวเองว่า ผมแทนที่จะเป็น ลูก น้ำเสียงของเขามีแต่ความเครียดและกดดัน บาทหลวงไพศาลเดาจากประสบการณ์ว่าชายคนนี้ต้องการพูดบาปที่อัดแน่นอยู่ในอกของตนออกมาโดยเร็วที่สุด และบทสวดนั้นก็มีบางคำที่อาจไม่เป็นที่คุ้นเคยสำหรับผู้ที่ไม่ใช่ชาวคริสต์ หากจะรอให้เขากล่าวจนจบน่ากลัวว่าเขาอาจจะทนไม่ไหวจนเป็นบ้าไปเสียก่อน

            “ข้ามไปข้อที่หกเลยก็ได้นะลูก ท่อนที่เริ่มว่า ลูกได้ทำบาป...ครั้งเริ่มสารภาพบาปได้เลย แต่ตรงนี้สำคัญมากนะ ลูกต้องเล่าบาปของลูกออกมาให้ชัดเจนและเป็นความสัตย์ เล่าให้ละเอียด พระผู้เป็นเจ้าทรงพร้อมจะรับฟังและให้อภัยลูกเสมอ”

            “ครับ ลูกได้ทำบาป 2 ครั้ง คุณพ่อครับ ผม... ผมเคยทำงานอยู่ที่บริษัทแห่งหนึ่ง เป็นพนักงานกินเงินเดือนตัวเล็ก ๆ”

            “ไม่ต้องเล่าเท้าความไกลมากก็ได้ลูก”

            “ที่ทำงานของผมครับคุณพ่อ ผมขอเรียกว่าเป็นรังของหมาจิ้งจอกเถอะครับ คนที่นั่นจ้องแต่จะจับผิดคนอื่น หลอกลวงและเหยียบคนอื่นเพื่อให้ตัวเองดูสูงขึ้น ต่อหน้าบอกว่า ทำได้ ไม่เป็นไร ไม่มีปัญหาแต่ลับหลังเอาเรื่องไปฟ้องนายเพื่อเอาความชอบ แต่ละแผนกแตกออกเป็นฝักเป็นฝ่ายและเห็นอีกฝ่ายเป็นพวกที่ต้องกดให้อยู่ต่ำกว่าตัวเอง ฝ่ายที่มีแบ็คดีก็เหลิงอำนาจ ถือว่าเวลาฟ้องอะไรแล้วเสียงดังกว่า ผมไปทำงานอย่างไม่มีความสุขเลยครับคุณพ่อ ต้องคอยระแวงระวังตลอดเวลาว่าเมื่อไหร่จะโดนเอาเรื่องไปฟ้องจนต้องโดนใบเตือน” ชายวัยกลางคนยังคงเล่าเรื่องของตนต่อไปโดยไม่สนใจคำทักท้วงของนักบวช "เพื่อนร่วมงานของผมหลายคนทนไม่ไหว ลาออกไปทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้งานใหม่ พอจำนวนคนลดลงแต่งานยังเท่าเดิมก็กลายเป็นว่าคนที่อยู่ต้องทำงานมากขึ้น หนึ่งคนทำสองงาน พอผู้บริหารมีโปรเจคใหม่ หนึ่งคนก็ต้องทำสามงาน ทำให้เสร็จภายในกำหนดเวลาเท่าเดิมและคุณภาพต้องเท่าเดิม มันจะเป็นไปได้ยังไง-"

          "เอ่อ ขอโทษที่พ่อขัดจังหวะนะ แต่การสารภาพบาปไม่จำเป็นต้องเล่าเรื่องราวทั้งหมด ลูกแค่พูดบาปที่ต้องการสารภาพออกมาชัด ๆ ก็พอ"

          "ครับ ขออีกนิดเดียวครับ" ชายคนนั้นเล่าเรื่องต่อ "เพื่อนร่วมงานของผมคนหนึ่งที่ผมต้องประสานงานด้วย อายุไม่ห่างจากผมมากนัก เธอแต่งงานและก็มีลูกแล้ว"

          'อ้อ บาปแห่งราคะ ถ้าเพียงแค่คิดก็ยังไม่ใช่บาปที่หนักหนาอะไร' บาทหลวงไพศาลคาดเดา ชายคนนี้ไม่ใช่คนแรกที่มีความรู้สึกพิสวาสต่อคนที่มีเจ้าของแล้ว ไม่ใช่บาปที่แปลกประหลาดอะไรเลย บาทหลวงเตรียมบทเทศนาสั่งสอนที่ใช้สำหรับกรณีแบบนี้ไว้ในใจ

 

            แต่แล้วเรื่องราวที่ชายคนนี้เล่าก็ทำให้บทเทศนานั้นไร้ประโยชน์ไปโดยสิ้นเชิง

 

          "เธอเคยพาลูกสาวมาที่ที่ทำงานเป็นบางครั้ง เป็นเด็กผู้หญิง น่าจะสักสามขวบกว่านี่ล่ะครับ กำลังหัดพูดเชียว คุณพ่อครับ ผมอาจจะพูดเวอร์ไปแต่แวบแรกที่ได้เห็น เธอเป็นเหมือนนางฟ้าตัวน้อยที่ลงมาจากสรวงสวรรค์"

          "ทุกชีวิตที่เกิดมาบนโลกล้วนเป็นของขวัญอันประเสริฐที่พระผู้เป็นเจ้าประทานมาให้"

          "สำหรับผมแล้วเธอคือตัวตนที่โดดเด่นและบริสุทธิ์ คิดดูสิครับ ในสถานที่ที่มีแต่ความหลอกลวง เด็กคนหนึ่งซึ่งมีแต่ความใสซื่อ คิดอะไรก็พูดออกมา แสดงออกมาอย่างไร้เดียงสา อาจเป็นเพราะผมต้องอยู่ท่ามกลางคนที่น่ารังเกียจทุกวัน ในใจผมจึงโหยหาความบริสุทธิ์เพื่อเติมเต็มจิตใจ การได้เล่นกับเธอ พูดคุยกับเธอ แม้แค่อยู่ใกล้เธอ มันก็มากพอจะทำให้ผมลืมเรื่องแย่ ๆ ในที่ทำงานไปได้หมด ที่เขาเรียกกันว่า... อะไรนะ..."

          "การเยียวยาทางจิตใจ"

          "ใช่ครับ คำนั้นล่ะครับ ผมขอยอมรับครับว่าวันไหนที่เด็กคนนี้มาผมจะไม่เป็นอันทำงานทำการเชียว ในใจคิดแต่อยากจะเข้าไปเล่นด้วย ใช้เวลาอยู่กับเธอให้นานที่สุด ถึงขนาดที่ไม่อยากให้เพื่อนร่วมงานของผมพาเธอกลับบ้านไป ผมรักเด็กคนนั้น รักในความบริสุทธิ์และไร้เดียงสาของเธอ รักจนผมรู้สึก... รู้สึก..." ผู้สารภาพอ้ำอึ้งอยู่พักหนึ่ง เหมือนกำลังตัดสินใจว่าจะพูดออกมาดีหรือไม่ และสุดท้ายเขาก็ตัดสินใจได้ "ผมอยากครอบครองเธอไว้ครับ อยากให้เธอมาเป็นของผม อยู่กับผมตลอดเวลาเท่าที่ผมต้องการ"

          "แต่เด็กคนนั้นมีพ่อและแม่อยู่แล้ว ไม่ว่ายังไงก็ต้องกลับไปอยู่กับพ่อแม่"

          "ใช่ครับ ความต้องการของผมไม่มีวันเป็นจริง เธอมีเจ้าของชีวิตอยู่แล้ว แต่... ทุกครั้งที่เพื่อนร่วมงานผมพาเธอมาที่ทำงานแล้วพาเธอกลับไปในตอนเย็น มันยิ่งทำให้ความรู้สึกของผมเพิ่มพูนขึ้น อยากได้ตัวเธอไว้แต่เธอก็ถูกพาตัวกลับไป ทำไมผมไม่อาจอยู่กับเธอให้นานกว่านี้ ทำไมเธอถึงต้องกลับไป ผมถามตัวเองแบบนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า"

          "อืม พ่อพอจะเข้าใจอยู่บ้าง เรื่องความรักและความปรารถนาต่อสิ่งที่ตนไม่อาจครอบครองได้ พ่อขอให้ลูกหักห้ามความรู้สึกเอาไว้ พระผู้เป็นเจ้าไม่ได้ประทานเด็กคนนั้นมาให้แก่ลูก หากแต่พระองค์ก็ยังมีเมตตาที่ได้ชักนำให้เธอได้มาชำระล้างความทุกข์ใจให้ลูกเป็นครั้งคราว ลูกควรซาบซึ้งและขอบคุณพระองค์ในความกรุณา อย่าได้เรียกร้องเอาเกินเลยไปกว่านี้ มิเช่นนั้นลูกอาจสูญเสียโอกาสที่จะได้พบกับเด็กคนนั้นไปตลอด ถ้าพ่อแม่เขารู้เรื่องลูกอาจเสียเพื่อนร่วมงานไปด้วยซ้ำ" บาทหลวงไพศาลรีบเทศนาสั่งสอนก่อนที่เขาจะเล่าเรื่องราวชีวิตไปมากกว่านี้ ยังมีคนรอสารภาพบาปอีกสองคนและท่านก็คิดว่าไม่ควรจะให้พวกเขารอนานนัก "เอาอย่างนี้สิลูก นอกเหนือจากเวลาที่เพื่อนร่วมงานของลูกพาเธอมาที่ทำงานแล้ว ในวันพิเศษหรือโอกาสพิเศษลูกลองหาเวลาไปเยี่ยมเยียนพวกเขาที่บ้าน ซื้อของขวัญไปฝาก อวยพร อย่างที่เพื่อนบ้านที่ดีพึงกระทำ แบบนี้นอกจากลูกจะได้พบกับเด็กคนนั้นบ่อยขึ้นแล้วยังจะได้เพิ่มพูนไมตรีกับเพื่อนร่วมงาน-"

          "มันสายไปแล้วครับคุณพ่อ" ชายคนนั้นขัดขึ้น "มันสายไปแล้วครับ ผม... ผมทำเรื่องที่ไม่อาจแก้ไขได้ลงไปแล้ว"

          "ลูกทำอะไรเหรอ?'

          "ผมอยากได้ตัวเธอมาครอบครองและทุกครั้งที่ได้เจอกันความอยากของผมก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น แต่เธอก็มีพ่อแม่อยู่แล้ว เธอมีเจ้าของอยู่แล้ว ผมเลยคิดว่า... ถ้า... ถ้าผม... อยากได้เธอมา ขั้นแรกผมต้องทำให้เธอ... ไม่มีเจ้าของเสียก่อน"

          "!!! เดี๋ยว! ลูกคงจะไม่ได้-"

          "ผมฆ่าพวกเขาครับ! เพื่อนร่วมงานของผมกับแฟนของเธอ ผมแกล้งทำเป็นซื้อของกินไปฝากที่บ้าน พวกเขาชวนทานด้วยตามมารยาท... ผมเคยได้ยานอนหลับจากโรงพยาบาล ความเครียดจากที่ทำงานทำให้ผมนอนไม่หลับน่ะครับ ผมผสมมันใส่ในอาหารที่ซื้อไปฝากทั้งสองคน พอเขาหลับผมก็... ก็... ศพสองคนนั้นฝังอยู่ในสวนหลังบ้านพวกเขา... ผมทำให้เด็กคนนั้นกลายเป็นคนไม่มีเจ้าของ เป็นเด็กกำพร้า เพื่อที่ผมจะได้ครอบครองเธอ ครอบครองเธอไว้ตลอดเวลา" ชายคนนั้นสารภาพบาปออกมาในที่สุด "ผมทำบาปมหันต์ครับคุณพ่อ! ผมฆ่าคนตาย! แล้วยังลักพาตัวลูกเขามาอีก!"

 

            คำสารภาพบาปของชายวัยกลางคนกลับกลายเป็นเรื่องรุนแรงเกินคาด บาทหลวงไพศาลทำได้แต่นั่งอึ้ง ปกติเขาได้พบแต่คนที่มาสารภาพบาปในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างลักเล็กขโมยน้อย, โกงข้อสอบ หรือทำร้ายร่างกาย แต่ฆ่าคนตายถึงสองคน ซ้ำยังลักพาตัวอีกต่างหาก ล้วนเป็นคดีอาญาที่ร้ายแรงทั้งนั้น

            ลูกรู้ใช่มั้ยว่าการสารภาพบาปไม่ได้ทำให้ลูกพ้นผิด พ่อหมายถึงยังไงลูกก็ยังต้องรับโทษตามกฎหมายอยู่

            ผมทราบครับคุณพ่อ หลังจากนี้ผมจะไปมอบตัว ผมพร้อมจะเผชิญหน้ากับโทษทุกอย่าง จะต้องติดคุกตลอดชีวิตหรือถูกประหารชีวิตผมก็ยอมรับได้ เพียงแต่สิ่งที่ผมต้องการคือความสงบทางใจ อยากได้รับรู้ว่าอย่างน้อยความผิดบาปของผมก็ยังคงสามารถให้อภัยได้ ว่ามันยังคงไม่ใช่สิ่งที่เกินอภัย เพื่อผมจะเผชิญหน้ากับโทษและความตายได้อย่างเป็นสงบ

            อืม...” บาทหลวงไพศาลพยายามนึกคำเทศนา ชายคนนี้อาจก่อเหตุอุกฉกรรจ์แต่ท่าทีสำนึกและสารภาพบาปของเขาก็จริงจัง การเทศนาให้เขาได้รับความสงบพร้อมกับยอมรับผลแห่งการกระทำของตนคงเป็นสิ่งที่เหมาะกับสถานการณ์พ่อขอเปรียบเทียบอย่างนี้นะ เสมือนภายในครอบครัวที่มีพ่อแม่ลูก วันหนึ่งลูกทำความผิดอะไรสักอย่างแล้วมาสารภาพผิดกับพ่อแม่ แน่นอนว่าความรักของคนเป็นพ่อเป็นแม่ย่อมให้อภัยลูกได้แต่ถึงอย่างไรคนเป็นลูกก็ยังต้องรับโทษในความผิดที่ได้กระทำ ลูกเข้าใจใช่มั้ย? การได้รับการให้อภัยไม่ใช่ว่าเป็นการหลุดพ้นจากการรับโทษ”

            “ครับ ผมเข้าใจดี ผมรู้ว่าผมต้องได้รับโทษแน่ ทั้งตอนเป็นและตอนตาย ในคุกและในนรก ผมยอมรับได้ครับ สิ่งเดียวที่ผมกังวลก็คือ... บาปของผมจะหนักหนาเกินกว่าจะให้อภัยหรือเปล่า? ผมจะยังสามารถ... ได้รับโอกาสกลับตัวใหม่อยู่อีกหรือไม่ครับ?”

            “ถ้าถามว่าหนักเกินไปหรือไม่... พ่อขอยกเรื่องราวในพระคัมภีร์ขึ้นมาเปรียบเทียบให้ฟังนะ เมื่อครั้งอดีตกาล ในคราวที่อาดัมกับอีวาถูกขับไล่จากสวนสวรรค์เอเดน ทั้งคู่มีลูกด้วยกันหลายคนซึ่งอาจเรียกว่าเป็นบรรพบุรุษของมนุษย์ก็ได้ บุตรคนแรกนามว่าคาอิน (Cain) เป็นผู้ที่มีความริษยาชิงชังน้องชายของตนและได้ลงมือสังหารอาเบล (Abel) น้องชายของตน นั่นคือการฆาตกรรมครั้งแรกที่เกิดขึ้นบนโลกและเป็นบาปประการแรกที่มนุษย์ก่อขึ้นบนโลกนี้ คาอินถูกตีตราและสาปให้ร่อนเร่ไปตลอดโดยไม่มีวันได้รับการอภัย”

            “หมายความว่าผม... ผมก็จะ...”

            “แต่กรณีของลูกกับคาอินนั้นต่างกัน คาอินสังหารน้องชายเพราะความริษยา ส่วนลูกนั้น เพราะความรักที่มีต่อเด็กคนหนึ่ง เพียงแต่ความรักนั้นจะถูกเจือปนด้วยความรู้สึกเห็นแก่ตัวจนทำให้ถูกแสดงออกมาอย่างบิดเบี้ยว ถึงอย่างนั้นการกระทำของลูกก็ไม่ได้มาจากความเกลียดชังต่อผู้อื่น เฮ้อ น่าเสียดาย ถ้าลูกมาปรึกษาพ่อเสียตั้งแต่เนิ่น ๆ พ่ออาจชี้แนะหนทางการแสดงความรักที่ถูกต้องให้ลูกได้” บาทหลวงไพศาลพูดเรียบ ๆ แต่น้ำเสียงแฝงไปด้วยความเวทนา ท่านนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งเพื่อให้อีกฝ่ายได้มีเวลาคิดไตร่ตรองคำสอนก่อนจะเริ่มสวดล้างบาป “บาปที่ลูกได้สารภาพออกมานั้น พระผู้เป็นเจ้าได้รับฟังแล้ว และด้วยความรักและเมตตาอันสุดหยั่ง พระองค์ได้ทรงอภัยให้แก่บาปเหล่านั้นแล้ว”

            “โอ... ขอบคุณ... ขอบพระคุณมาก ๆ ครับ! คุณพ่อ ขอบคุณพระผู้เป็นเจ้า!

            “จงจดจำความรู้สึกเกลียดชังในบาปเอาไว้ ภายภาคหน้าจะได้หลีกเลี่ยงจากการก่อบาปอีก หลังจากนี้แล้วลูกก็จงมอบตัวเถอะ ชดใช้ในบาปกรรมที่ตนได้ก่อ แล้วถ้าหากลูกจะมีโอกาสได้กลับออกมาสู่อิสรภาพอีกครั้ง ขอให้กลับมาหาพ่อที่โบสถ์นี้ พ่อพร้อมจะช่วยชี้แนะหนทางการแสดงความรักตามแนวทางของพระผู้เป็นเจ้า”

            “ครับ”

            “ขอพระผู้เป็นเจ้าทรงคุ้มครอง” พูดจบบาทหลวงไพศาลก็ถอนหายใจยาว ฝ่ายที่รับฟังการสารภาพบาปกลับกลายเป็นฝ่ายโล่งอกโล่งใจเสียเอง ต่อหน้าคนที่ฆ่าคนตายถึงสองศพ แม้แต่ผู้ที่บวชมานานก็ยังรู้สึกว่าถูกกดดันจนเกร็ง ไม่แปลกเพราะใครจะไปรู้ว่าอีกฝ่ายจะลงมือทำอะไรลงไปบ้าง นี่อาจเป็นการรับฟังคำสารภาพที่รู้สึกว่ายาวนานที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตของไพศาล แต่ตอนนี้มันจบลงแล้ว

            ...

            ...

            ...

            ...?

            แปลก?

 

            บาทหลวงไพศาลมองไปที่อีกห้องหนึ่งด้วยสีหน้าฉงน จริงอยู่ว่าทั้งสองฟากไม่สามารถมองเห็นกันและกันแต่เสียงสามารถเดินทางไปมาได้อย่างอิสระ และมีอยู่เสียงหนึ่งที่ท่านไม่ได้ยินทั้ง ๆ ที่มันควรจะดังขึ้นสักพักแล้ว

 

            ไม่มีเสียงเปิด – ปิดประตูห้องสารภาพบาปจากฝั่งที่ชายวัยกลางคนอยู่? นั่นบ่งบอกได้ว่าผู้มาสารภาพยังคงอยู่ในห้องนั้น เขายังไม่ออกไปไหน

 

            ทำไมกัน? ในเมื่อเขาสารภาพบาปเสร็จแล้ว เขาทำอะไรอยู่?

 

            “ลูกยังมีอะไรจะบอกพ่ออีกหรือเปล่า?”

            “ครับคุณพ่อ” น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนจากความโล่งอกยินดีกลับไปเป็นเคร่งเครียดและสั่นเครือเฉกเช่นในตอนแรกอีกครั้ง “เรื่องของเด็กคนนั้น เด็กคนที่ผมลักพาตัวมาน่ะครับคุณพ่อ”

 

            บรรยากาศภายในห้องสารภาพบาปนั้นเงียบ, หนักอึ้งและกดดัน เมื่อครู่เขาเพิ่งสารภาพบาปที่กระทำต่อเพื่อนร่วมงานและสามีของเธอ แต่ครั้งนี้เขาพุ่งประเด็นมาที่ตัวเด็กตั้งแต่ต้น มันพาให้บาทหลวงรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีว่าชายคนนี้ได้ทำอะไรกับลูกของเพื่อนร่วมงานหรือไม่

            “ลูกบอกว่าลูกรักเด็กคนนั้น รักมากถึงขนาดยอม... ทำบาปร้ายแรงลงไป ดังนั้นพ่อจึงเชื่อนะว่าลูกจะไม่ทำเรื่องเลวร้ายใด ๆ ต่อเด็กคนนั้นหรอกใช่มั้ย?”

            “โอ ไม่ครับคุณพ่อ ผมไม่มีทางทำอะไรเธอหรอกครับ ผมรักในความบริสุทธิ์สดใสของเธอ จะไปทำให้เธอแปดเปื้อนมัวหมองได้ยังไง? ผมมีความสุขกับการได้ชื่นชมความน่ารักของเธอ ได้เห็นท่าทาง ได้ยินคำพูดที่ออกมาจากใจจริง เพียงแค่ได้ใช้เวลาอยู่ใกล้ ๆ ก็เพียงพอแล้ว เพียงแค่ได้อยู่ด้วยกัน ในบ้านหลังเดียวกัน”

            “ฟังดูเหมือนลูกเป็นคนเลี้ยงดูเธอเลยนะ”

            “ใช่ครับคุณพ่อ ตอนที่ผมตัดสินใจ... ทำบาปนั้นลงไป ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ผมตัดสินใจลาออกจากงานอยู่พอดี ผมพาตัวเธอไปอยู่ที่บ้านผม หลอกเธอว่าพ่อกับแม่ของเธอต้องไปธุระในที่ห่างไกล โชคดีที่เพื่อนร่วมงานของผมพาเธอมาเล่นที่ทำงานบ่อย ๆ เธอเลยไม่เห็นว่าผมเป็นคนแปลกหน้า ผมพอมีความรู้เรื่องการขายของออนไลน์อยู่บ้างเลยได้ใช้มันเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ผมใช้เวลาอยู่กับเธอที่บ้านและเลี้ยงดูเธอ... ชายโสดอย่างผมพูดไปอาจฟังดูไม่มีน้ำหนักแต่เชื่อเถอะครับว่าผมเลี้ยงดูเธออย่างกับเป็นลูกของผมจริง ๆ อาจจะเว้นเรื่องของการส่งเสียเรื่องโรงเรียนอยู่บ้าง ผมใช้วิธีโฮมสคูล ให้เธอเรียนหนังสืออยู่ที่บ้าน ดูสื่อการสอนออนไลน์ประกอบ ผมสาบานครับว่าผมพยายามดูแลเธออย่างดีที่สุดเท่าที่ผมทำได้”

            “ลูกไม่ได้ทำเรื่องไม่ดีกับเธอก็ดีแล้ว อย่างน้อยนั่นก็พิสูจน์ว่าความรักที่ลูกมีต่อเด็กคนนั้นเป็นความรักที่จริงใจ แต่ถึงยังไงก็ตามการที่ลูกฝืนเลี้ยงดูเธออย่างนี้ก็ไม่เหมาะสม เธอไม่ใช่ลูกสาวของลูก และเธอก็ไม่ได้มาอยู่กับลูกด้วยความเต็มใจ” บาทหลวงพยายามนึกคำแนะนำให้กับชายผู้นี้ ท่านพอคาดเดาได้ว่าเขากลัดกลุ้มเรื่องอะไรเกี่ยวกับเด็กที่ลักพาตัวมา “ลูกบอกว่าจะไปมอบตัว ถ้าอย่างนั้นลูกคงจะกลุ้มใจว่าอาจไม่มีคนดูแลเด็กคนนี้ต่อระหว่างที่รับโทษหรือเปล่า? ถ้าอย่างนั้นก็อย่ากังวลไปเลย ทางตำรวจเขาจะจัดการเรื่องนี้ให้ หรือไม่อย่างนั้นก็พาเธอมาฝากไว้ที่โบสถ์นี้ก่อนก็ได้ พ่อจะช่วยหาทางทำอะไรให้เอง”

            “... เธอไม่ใช่เด็กแล้วครับคุณพ่อ เรื่องมันเกือบสิบปีแล้ว”

            “เกือบสิบปี? นับจากสามขวบตอนนี้ก็น่าจะประมาณสิบเอ็ดสิบสองปีได้ กำลังย่างเข้าวัยรุ่นเลยสินะ”

            “ใช่ครับ... คุณพ่อ... กำลังย่างเข้า... วัยรุ่นเลย...” เสียงของผู้มาสารภาพเริ่มขาดห้วง มีเสียงสะอึกสะอื้นแทรกเป็นระยะ “คุณพ่อครับ... ทำไม ฮึก... ทำไมกัน... ทำไมโลกถึงโหดร้ายนัก ฮึก... ทำไมเวลาต้องเดินไปข้างหน้า... ทำไมทุกสิ่งต้องเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา... ทำไมเราถึงหยุดยั้งสิ่งต่าง ๆ ฮึก... หยุดยั้งสิ่งต่าง ๆ ให้คงอยู่ตามที่เราต้องการไม่ได้...”

            “ใจเย็น ๆ ก่อนลูก ใจเย็น ๆ “

            “ทำไม... ทำไมเธอถึงต้องโตขึ้น... ทำไมเธอถึงเปลี่ยนไป...” ชายวัยกลางคนร้องไห้โฮออกมาอย่างไม่อาย อาการราวกับเขื่อนที่สะกดกั้นความอัดอั้นและความรู้สึกผิดบาปได้พังทลาย คำพูดอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการระบายความรู้สึกที่ถูกปลดปล่อยออกมาในคราเดียว จำต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของน้ำตาและเสียงร้องไห้ กว่าเขาจะเริ่มสงบลงได้ก็ผ่านไปเกือบห้านาที “พอเริ่มโตขึ้นเธอก็เริ่มเปลี่ยนไป เริ่มแปดเปื้อนเพราะสังคมเหมือน ๆ กับผู้ใหญ่คนอื่น ๆ  เหมือนผม เหมือนพวกคนในที่ทำงานของผม ตอนเด็กคำพูดคำจาของเธอก็ใช่จะสุภาพนะครับ ฟังดูห้วน ๆ บ้าง ไม่นุ่มนวลบ้าง แต่นั่นก็เพราะความซื่อตรงไร้เดียงสา เป็นการแสดงออกอย่างบริสุทธิ์ น่ารักน่าเอ็นดู แต่พอโตขึ้นถ้อยคำเหล่านั้นกลับปนเปื้อนด้วยความคิดอันสกปรกชั่วร้าย มันไม่ใช่คำพูดที่แสดงถึงความไร้เดียงสาอีกแล้ว มันสะท้อนความสกปรกของจิตใจ ทั้งคำหยาบคาย คำโกหกหลอกลวง ทั้งหมดมันทำให้ผมนึกถึงไอ้พวกที่อยู่ที่ทำงานเก่า เธอไม่เหมือนเดิมครับคุณพ่อ เธอไม่สะอาด บริสุทธิ์ ไร้เดียงสาเหมือนเดิมอีกแล้ว”

            “แม้แต่นักบวชที่อุทิศตนแด่พระผู้เป็นเจ้ายังไม่อาจหลุดพ้นจากการก่อบาปกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่บาปทั้งหลายก็ยังไม่พ้นวิสัยที่จะได้รับการให้อภัย การอภัยให้แก่กันคือการแสดงความรักอันยิ่งใหญ่ลูกเอย”

            “แต่... ที่ผมยอมฆ่าคนถึงสองคนก็เพราะผมหลงใหลในความบริสุทธิ์ของเธอ เพราะนั่นคือสิ่งที่ผมโหยหา แต่ตอนนี้เธอสูญเสียสิ่งเหล่านั้น เธอเสียสิ่งที่ผมต้องการที่สุดไปแล้ว ยิ่งเวลาผ่านไปความรู้สึกที่ผมมีต่อเธอก็ยิ่งเปลี่ยน ผมหลงใหลเธอน้อยลงเรื่อย ๆ ความปรารถนา ความต้องการที่จะครอบครองเธอไว้มันหมดลงทุกวันจนกระทั่ง... ในที่สุด... ในที่สุดผมก็ไม่ต้องการครอบครองเธอไว้อีกต่อไป กลับกันผมอยากตัดเธอออกจากชีวิตผมเสียด้วยซ้ำ”

            “ตัดเธอทิ้ง? ลูกกับเธอไม่ใช่คู่รัก จะตัดขาดจากกันได้ยังไง? เว้นเสียแต่ว่า” บาทหลวงใจหายอยู่วาบหนึ่งเมื่อคิดถึงสิ่งที่ตนกำลังจะพูดต่อไป “ลูก... ลูกคงไม่ได้... ฆ่าเธอ-“

            “ไม่ครับ!” ผู้สารภาพบาปรีบปฏิเสธเสียงดัง “ผม ผมไม่ได้ฆ่าเธอ สาบานต่อพระผู้เป็นเจ้า พระเยซู พระแม่มารี พระ... อะไรก็ตามแต่ ผมกล้าสาบาน”

            “อ้าๆๆ พ่อเชื่อ พ่อเชื่อ แล้วลูกทำยังไง ยกเธอให้คนอื่นรับไปเลี้ยงแทนเหรอ?”

            “ผม... อันที่จริง... ผมก็เคยคิดจะฆ่าเธอครับ แต่ทุกครั้งที่คิดอย่างนั้น ทุกครั้งที่มองไปที่เธอ... แปลกนะครับ ผมกลับนึกถึงภาพของเธอในวัยเด็ก ในช่วงเวลาที่เธอน่ารักน่าเอ็นดูที่สุด น่าหลงไหล นึกถึงความรู้สึกดี ๆ ที่เคยมีให้ต่อเธอ พอนึกถึงเรื่องพวกนี้แล้วผมก็ตัดใจทำไม่ลง มันเป็นความรู้สึกขัดแย้งที่ทรมานมากครับคุณพ่อ... ผมจะทำยังไงกับเธอดี? มันเป็นคำถามที่ทำให้โรคนอนไม่หลับของผมกำเริบขึ้นมาอีกครั้ง... ผมคิดหาคำตอบอยู่เป็นอาทิตย์เชียวครับกว่าจะหาคำตอบได้ว่าจะทำยังไงดี”

            “แล้ว.. ลูกทำยังไงเหรอ?”

            “ผมตระหนักได้ครับว่าเธอไม่ใช่ของผมมาตั้งแต่ต้น ผมพรากเธอมาจากครอบครัวที่แท้จริง ผมจึงควรส่งเธอคืนให้กับพวกเขา... ผมคืนตัวเธอให้กับพ่อกับแม่ที่แท้จริงของเธอครับ”

            “เดี๋ยวนะ พ่อเริ่มสับสนแล้ว” บาทหลวงรีบขัดจังหวะ “ลูกบอกว่าคืนเธอให้กับพ่อกับแม่ที่แท้จริงของเด็กคนนั้น แต่พวกเขาตายไปแล้วนี่ ถ้าลูกหมายถึงส่งเธอไปสู่ภพภูมิเดียวกัน นั่นมันก็จะขัดกับที่ลูกพูดว่าลูกฆ่าเธอไม่ลงนะ”

            “ผมไม่ได้ฆ่าเธอครับคุณพ่อ ผมคืนเธอให้กับพ่อกับแม่ของเธอ” พูดถึงตรงนี้เสียงของเขาก็เริ่มสั่นเครืออีกครั้ง คราวนี้มันไม่ใช่การร้องไห้หากแต่เป็นการสั่นกลัว “ในเค้กวันเกิดที่ผมซื้อให้เธอ ผมผสมยานอนหลับลงไป โรคนอนไม่หลับของผมที่กำเริบน่ะครับ ผมทำเหมือนกับที่เคยทำกับพ่อแม่ของเธอ พอเธอหลับสนิทผมก็พาเธอไปที่บ้านเก่าของเธอ บ้านที่ผมฝังศพทั้งสองคนนั้นไว้ ตอนนี้มันเป็นบ้านร้างไปแล้วแต่ศพของทั้งสองคนนั้นยังไม่ถูกขุดพบ มันยังฝังอยู่ที่เดิม พวกเขากลายเป็นซากกระดูกไปแล้วครับ ยังคงนอนอยู่ในท่าเดิมที่ผมจัดให้ นอนเคียงกัน จับมือกัน ผมขุดดินลึกลงไปจนพบซากของทั้งสองคน จากนั้นผมก็พาเธอลงมาจากรถ วางร่างของเธอลงตรงกลางระหว่างพ่อกับแม่ที่แท้จริง ผมคืนเธอให้กับครอบครัวของเธอแล้วจากนั้น-“

            “มะ ไม่นะ ลูก... ลูก...”

            “ผมกลบดินลงหลุมนั้น เหยียบอัดมันให้แน่นที่สุด ให้เธอได้แนบชิดกับครอบครัวที่พลัดพรากให้มากที่สุด”

            “ลูก... ฝังคนทั้งเป็นเหรอ!” บาทหลวงไพศาลอดที่จะร้องตะโกนออกมาไม่ได้

            “ผมรู้ครับว่าสิ่งที่ผมทำลงไปมันบาปหนาเพียงใด บาปครั้งที่สองนี้มันหนักหนากว่าครั้งแรกมากจนเทียบกันไม่ได้ ผมทำให้คนที่ผมรัก... คนที่ผมเคยรัก... ผมทำให้เธอตาย...” ชาบวัยกลางคนพูดพลางกัดฟันแน่น “บาปครั้งนี้... ผมจะยังได้รับการให้อภัยอยู่หรือเปล่าครับ?”

 

            ร่างกายของนักบวชถูกความกลัวจู่โจมจนเย็นเฉียบเหมือนเลือดทั้งตัวกลายเป็นน้ำแข็ง เหงื่อกาฬผุดขึ้นเต็มหน้าผาก มือสั่นเทาแทบไร้เรี่ยวแรงจะถือพระคัมภีร์ สายตาจ้องมองผ้าม่านสีแดงอย่างหวาดระแวง ชายคนนี้ทั้งอันตรายและวิปริต สัญชาตญาณของมนุษย์ย่อมสั่งให้ระแวงระวังต่อสิ่งที่ไม่อาจคาดเดาได้เฉกเช่นนี้

            “คุณพ่อครับ พระผู้เป็นเจ้าจะทรงอภัยให้แก่บาปของผมได้หรือไม่ครับ?”

            อภัย? เขายังกล้าคาดหวังว่าจะได้รับการให้อภัยอยู่อีกหรือ? บาทหลวงนึกอยู่ในใจ ฆ่าพ่อแม่เขาเพียงเพื่อจะเอาลูกมาครอง พอหมดความต้องการก็ฝังเขาทั้งเป็น อย่าว่าแต่พระผู้เป็นเจ้าเลย แม้แต่ศาสดาของศาสนาไหน ๆ ก็คงไม่อาจอภัยให้กับการกระทำผิดมนุษย์มนาอย่างนี้ได้แน่

            “...”

            “คุณพ่อ ทำไมถึงเงียบไปล่ะครับ? หรือว่า... บาปครั้งนี้ของผมมันหนักหนาเกินกว่าจะอภัยได้? หรือว่าผมจะไม่มีทางได้รับการไถ่บาป?” ชายคนนี้เริ่มมีน้ำเสียงร้อนรนเมื่อเห็นว่าบาทหลวงไม่ตอบโต้ใด ๆ จนกระทั่งแน่ใจว่าตนจะไม่ได้ยินบทสวดไถ่บาปแน่เขาก็ร้องไห้โหยหวน คร่ำครวญขอรับการไถ่บาปซ้ำแล้วซ้ำเล่า บาทหลวงไพศาลอยากช่วยปลดปล่อยเขาจากความทุกข์ เพียงแต่เขาสวดล้างบาปให้อีกฝ่ายก็จะได้พบกับความสงบทางใจ...

            ...แต่อะไรบางอย่างในใจทำให้ท่านไม่อาจเอ่ยบทสวดออกมา

 

            เสียงกลอนประตูถูกปลด ชายผู้มาสารภาพบาปคงยอมตัดใจแล้ว เขากำลังจะเดินออกจากห้องไป แต่แล้วบาทหลวงก็ได้ยินเสียงของวัยรุ่นคนหนึ่งดังมาจากหน้าประตูทางด้านนอกห้อง

            “เสียใจด้วย คุณไม่ได้รับการไถ่บาป” จบคำพูดนี้คุณพ่อไพศาลก็ได้ยินเสียงคนล้มกระแทกกับผนังห้องสารภาพบาปและตามมาด้วยเสียงกรีดร้องโหยหวนของชายวัยกลางคน ทั้งหมดเกิดขึ้นเร็วมากและเกิดขึ้นในพื้นที่ที่ท่านไม่อาจมองเห็นได้ นั่นทำให้บาทหลวงไม่สามารถคาดเดาสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพียงแต่เสียงกรีดร้องที่ดังต่อเนื่องไม่ขาดสายก็น่ากังวลใจยิ่งนัก

            “ลูก? เป็นอะไรหรือเปล่า?”

            “...”

            “ลูก?”

            “...” ยังคงไม่มีเสียงใด ๆ ตอบกลับมา นั่นยิ่งทำให้นักบวชเกิดความฉงนสงสัยเป็นเท่าทวี คุณพ่อไพศาลตัดสินใจเปิดประตูฝั่งตนออกไปดูเหตุการณ์ข้างนอก ชายวัยรุ่นที่สวมหมวกปีกกว้างกับหญิงชุดดำยังคงนั่งอยู่ที่เดิม อาจต้องเรียกว่านั่งอยู่ในท่าเดิมเสียด้วยซ้ำ เมื่อมองไปที่ประตูห้องฝั่งของผู้มาสารภาพก็ไม่เห็นจะมีสิ่งผิดปกติอะไร

            “เมื่อกี้เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าลูก?”

            “...”

            “...” ทั้งคู่นั่งเงียบ ไม่แสดงปฏิกิริยาใด ๆ ราวกับบาทหลวงไม่มีตัวตนอยู่ตรงนั้น คุณพ่อไพศาลมองกลับมาที่ห้องสารภาพบาปอีกครั้ง ท่านยังคงสองจิตสองใจอยู่ว่าควรจะเปิดประตูเข้าไปดูหรือไม่

            “...”

            “...”

            “...”

            แกร็ก

            ประตูไม้สีขาวถูกเปิดออกช้า ๆ  สายตาของบาทหลวงจับจ้องมองเข้าไปด้านใน และเมื่อประตูถูกเปิดออกกว้างพอ ภาพที่ได้เห็นทำเอานักบวชถึงกับต้องอ้าปากค้าง

 

            ณ ขณะนี้ ภายในห้องไม้สักเล็ก ๆ ชายวัยกลางคนกำลังจมลงไปในพื้นซึ่งมีเปลวไฟลุกโชนขึ้นมาบริเวณพื้นผิว เขาพยายามตะเกียกตะกายหนีขึ้นมาแต่ดูเหมือนว่ามีบางอย่างที่กำลังดึงเขาลงไปเรื่อย ๆ ร่างของเขาจมลงไปในพื้นทุกขณะ จากเอวจมลงไปจนถึงระดับหน้าอก จากหน้าอกจมลงไปจนถึงระดับรักแร้ น่าแปลกที่เปลวไฟสีแดงฉานเหมือนเลือดกลับไม่สร้างรอยไหม้ให้กับผิวไม้เลยแม้แต่น้อย ต่างกับร่างกายของมนุษย์ที่ถูกลามเลียจนพุพองและไหม้เกรียม เล็บของชายเคราะห์ร้ายจิกครูดไปตามพื้นผิวต่าง ๆ ของห้อง ภาพที่กำลังมองเห็นอยู่นี้คงคิดเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจากว่าชายคนนี้กำลัง ถูกลากลงนรกทั้งเป็น

            “คุณละเมิดกฎนะครับ กฎที่ว่า ห้ามบาทหลวงเข้าไปในพื้นที่ของผู้มาสารภาพบาปในระหว่างพิธีโดยเด็ดขาด” เสียงของชายวัยรุ่นจู่ ๆ ก็ดังขึ้นมาที่ด้านหลัง บาทหลวงไพศาลสะดุ้งโหยงพร้อมกับหันไปดูโดยอัตโนมัติ ผู้ที่นั่งรออยู่ทั้งสองคนมายืนประชิดอยู่ข้างหลังเขา เร็วจนเหมือนหายตัวมา แล้วก่อนที่จะทันตั้งตัวชายวัยรุ่นก็ผลักเขาจนเซเข้ามาในห้อง ขาของบาทหลวงไพศาลถูกชายบาปหนาคว้าจับเอาไว้แน่น ร่างของท่านเริ่มค่อย ๆ จมลงไปในพื้นตามอีกฝ่าย นักบวชรู้สึกว่ามีมืออีกหลายข้างกำลังฉุดขาของตนอยู่ที่ใต้พื้นดิน เมื่อรวมกับแรงดึงของชายวัยกลางคนแล้วทำให้บาทหลวงยิ่งจมลงสู่นรกเร็วขึ้น ท่านพยายามดิ้นรนแต่ก็เปล่าประโยชน์

            “ไถ่บาป! ไถ่บาปให้ผม! อ๊า!!!

            “ปล่อย! ปล่อยพ่อ!

            “ไถ่บาปให้ผม! ปลดปล่อยผม!” เสียงของทั้งสองแผดประสานกันจนฟังไม่ได้ศัพท์ ชาย - หญิงประหลาดดูจะพึงพอใจกับเหตุการณ์นี้มาก ชายหนุ่มเหยียดยิ้มเหี้ยมเกรียมส่วนหญิงชุดดำลากมือวาดสัญลักษณ์กางเขนล้อเลียนก่อนจะเอามือป้องปากปิดบังท่าทางหัวเราะอย่างกุลสตรี เวลาผ่านไปแค่เข็มวินาทีเดินครบสองรอบกว่าทุกอย่างก็สิ้นสุด ร่างของทั้งคู่จมหายไปอย่างสมบูรณ์แบบ ไร้ร่องรอย เปลวไฟดับหายลงพื้นไป คงเหลือไว้แต่เพียงความร้อนที่ตกค้างอยู่เล็กน้อยกับร่องรอยการตะเกียกตะกายเอาชีวิตรอดของคนสองคน

            “อื้ม หึ ๆ ๆ ดูกี่ครั้งก็ยังเพลิดเพลินไม่เบื่อ ยิ่งคนหนึ่งเป็นนักบวชด้วยแล้ว อ๊า~” หญิงชุดดำพูดพลางบิดตัวด้วยท่าทางเสียวกระสันต์ มือหนึ่งกุมอยู่ที่หว่างขา มืออีกข้างยกขึ้นทาบอยู่ตรงใบหน้า ลิ้นของเธอเลียไปรอบ ๆ ริมฝีปากและร่องนิ้ว

            “ฝีมือเธอใช่มั้ยที่ทำให้ไอ้นั่นทำบาปถึงสองครั้ง?” เม้มถามโดยไม่หันไปมองอีกฝ่าย

            “ฮุ ๆ ๆ เด็กหนุ่มไฟแรง อยากสร้างผลงานเพื่อพิสูจน์ความสามารถ ช่างน่าเอ็นดูเสียจริง แต่ว่า...” หญิงชุดดำเอื้อมมือมาโอบกอดเม้มจากด้านหลัง จมูกไซร้ไปตามเส้นผมขึ้นไปเรื่อย ๆ “ระวังจะไปขัดแข้งขัดขากับพวกขาใหญ่วัยเก๋าเข้าล่ะ ประเดี๋ยวจะเสียชื่อไปถึง... เจ้าของหมวกใบนี้” เธอพูดจบก็ใช้ริมฝีปากขบกัดลงบนปีกหมวกอย่างรัญจวนใจ เม้มเหลือบตามองแล้วสะบัดตัวจนเธอกระเด็นไปสองสามก้าว ฝ่ายหญิงยังคงยิ้มยวนอย่างไม่ทุกข์ร้อน

            “นังร่าน!” เม้มพูดเหยียดหยามอีกฝ่าย เขาย่อตัวลง ยื่นมือจมลงไปในพื้นของห้องสารภาพ ชั่วอึดใจก็ถอนมือคืนมา กะโหลกไหม้เกรียมของคนสองคนเกาะอยู่กับนิ้วทั้งสี่จนดูเหมือนปลาที่ถูกตกขึ้นมาจากในน้ำ เม้มโยนของสะสมลงกระเป๋าที่ไม่มีวันเต็มแล้วปิดอย่างแน่นหนา

            “ข้าเป็นสตรี เพศหญิงย่อมมีสัญชาตญาณของผู้ให้กำเนิด ต่างจากเจ้าที่เป็นเพศชาย เพศที่มีสัญชาตญานของการทำลายล้าง ถึงจะตรงกันข้ามแต่เราก็พึ่งพากันได้ ข้าคือผู้สร้างคนบาป พวกเจ้าก็ทำลายคนบาปเหล่านั้น มาสนิทกันไว้เถอะน่า”

            “เฮอะ” ชายหนุ่มไม่ตอบ เพียงแต่หัวเราะขึ้นจมูกอย่างเย้ยหยันก่อนจะเดินกลับออกจากโบสถ์ไป

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #742 EternalBlizzard (@EternalBlizzard) (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 29 เมษายน 2561 / 23:50
    อ่านวนไป5555555.
    #742
    0