ไฟรักรัญจวน วางแผงแล้ว

ตอนที่ 3 : บทที่ 2 ท่ามกลางสายลม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 480
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    22 ม.ค. 57

บทที่ 2 ท่ามกลางสายลม

 

หลังจากสัมภาษณ์งานเรียบร้อยแล้ว น้ำงามก็กลับมาที่อพาร์ตเมนต์ หญิงสาวต้องประหลาดใจสุดขีดเมื่อเห็นเอกสารตอบรับการเข้าทำงานของศูนย์ศุกร์ภาพอยู่ในตู้จดหมาย เกิดมาก็เพิ่งเคยเห็นการแจ้งผลที่รวดเร็วอย่างนี้เป็นครั้งแรก

 

ในขณะที่กำลังอ่านรายละเอียดโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้นทำให้ต้องประหลาดใจรอบที่สอง คนที่ติดต่อมาคือทนายของนายจ้าง เขาอยากจะขอนัดคุยเรื่องสัญญาในวันพรุ่งนี้ น้ำงามกำลังว่างพอดีก็เลยไปตามนัด แล้วก็พบว่าการเป็นพยาบาลส่วนตัวของมหาเศรษฐีนั้นไม่ง่ายเลย

 

หญิงสาวต้องทำความเข้าใจเอกสารปึกหนาที่ทนายเอามาให้เซ็น เนื้อหาส่วนใหญ่ออกไปในเชิงปกป้องผู้ว่าจ้างที่เน้นเป็นพิเศษคือเรื่องความลับภายใน ที่เธอไม่มีสิทธิ์แพร่งพรายให้คนนอกได้รู้ ไม่ว่าจะเป็นชื่ออายุหรือรูปร่างหน้าตาของนายจ้าง

 

ในสัญญาระบุว่าคนที่ว่าจ้างเธอคือตระกูลคอนเนอร์ เท่าที่รู้ตระกูลนี้ทำธุรกิจถูกต้องตามกฎหมาย ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมถึงทำตัวราวกับเป็นเจ้าพ่อมาเฟียที่มีศัตรูมากมายหมายชีวิต หญิงสาวรู้สึกหวั่นใจไม่น้อยแต่ก็ยอมเซ็นสัญญาเพราะค่าตอบแทนสูงลิ่วกับปัญหาส่วนตัว

 

น้ำงามมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องย้ายออกจากเมืองนี้ เพราะน่านฟ้า พี่ชายแท้ๆ ของเธอไปมีเรื่องกับคนกลุ่มหนึ่งเข้า พี่เตือนปนขอร้องว่าให้เธอรีบหางานใหม่และย้ายออกจากอพาร์ทเมนต์เสีย ตอนแรกที่ได้ฟังน้ำงามรู้สึกสงสัยมากทีเดียว นักข่าวเศรษฐกิจอย่างน่านฟ้าไม่น่าจะไปมีปัญหากับใครได้ ถ้าไม่ไปขุดคุ้ยเรื่องที่ไม่ควรเข้า

 

หญิงสาวพยายามบอกให้พี่ชายยุติเรื่องที่ทำแต่อีกฝ่ายบอกว่ามันสายไปแล้ว ซักเท่าไรพี่ก็ไม่ยอมบอกรายละเอียด สั่งแต่ว่าให้รีบออกจากเมืองให้เร็วที่สุด สีหน้าพี่ตอนนั้นดูจริงจังมาก น้ำงามก็เลยตัดสินใจลองหางานใหม่ แล้วก็ได้งานนี้โดยใช้เวลาไม่นาน

 

น้ำงามกวาดสายตามองเฟอร์นิเจอร์ในห้องกับของตกแต่งที่ใช้เวลาว่างประดิษฐ์ขึ้นมา พลางไล้มือไปบนผนังสีเขียวอ่อนที่ลงมือทาสีด้วยตัวเองด้วยความรู้สึกใจหาย เมื่อคิดว่าอีกไม่กี่วันก็ต้องย้ายออกไปอยู่อีกฟากของประเทศแล้ว

 

หญิงสาวต้องย้ายจากรัฐแคลิฟอร์เนียไปยังรัฐเวอร์จิเนียซึ่งเป็นที่อยู่ของนายจ้าง มีคนบอกเธอว่าน่าอิจฉาที่ได้ย้ายจากเมืองใหญ่ไปในสถานที่ที่มีธรรมชาติ ถึงกระนั้นน้ำงามก็ยังอดอาลัยอาวรณ์ไม่ได้อยู่ดี เธออยู่ซานฟรานซิสโกมานาน คุ้นชินกับผู้คนและวิถีของสังคม ก็เลยไม่อยากจะไปปรับตัวใหม่ ถ้าไม่บังเอิญว่ามีคนท่าทางน่ากลัวมาถามหาพี่เมื่อสองวันก่อน น้ำงามคงปฏิเสธงานนี้ไปแล้ว

 

ตอนพวกนั้นมาหาเธอถึงที่โรงพยาบาลเธอกลัวมากจริงๆ ก็เลยตัดสินใจโกหกคนพวกนั้นไปว่าไม่ได้ติดต่อกับพี่นานแล้ว ทั้งที่เพิ่งคุยโทรศัพท์กันเมื่อเช้านี้เอง

 

น่านฟ้าติดต่อกลับมาบอกว่าจะไปอยู่กับคุณปู่คุณย่าที่เมืองไทยชั่วคราว ทำให้คลายใจว่าคงปลอดภัย ส่วนพ่อกับแม่นั้นไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง ตอนนี้ท่านทั้งสองคนอยู่ที่อังกฤษ พ่อได้ตำแหน่งใหม่ก็เลยย้ายไปที่นั่น แม่เลยลาออกจากงานแล้วตามไปอยู่ด้วย

 

พ่อบอกว่าคงจะทำงานที่อังกฤษจนเกษียณเลย บ้านที่น้ำงามอยู่มาตั้งแต่เด็กเลยเปิดให้คนเช่า หญิงสาวรู้สึกอ้างว้างจับจิตที่คนในครอบครัวกระจัดกระจายไปอยู่คนละทิศละทางกันหมด กระนั้นก็ไม่คร่ำครวญ เธอถือว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่แล้ว

 

อีกอย่างถึงบ่นไปก็ไม่มีใครเข้าใจอยู่ดี สังคมอเมริกันส่วนใหญ่ลูกมักจะย้ายออกจากบ้านไปตอนอายุสิบแปด อย่างมากพ่อแม่ก็มักจะดูแลจนกว่าจะจบมหาวิทยาลัยเท่านั้น เรื่องที่จะคอยอุปถัมภ์ค้ำชูกันไปเรื่อยๆ อย่างสังคมไทยแทบไม่มีให้เห็น ดังนั้นถ้าเผลอบ่นไปเพื่อนๆ คงได้ซ้ำเติมว่าเป็นเบบี๋ไม่รู้จักโต

 

หลังจากเซ็นสัญญาว่าจ้างแล้ว น้ำงามก็ได้รับตั๋วเครื่องบินพร้อมคำสั่งว่าให้ออกเดินทางในคืนคริสต์มาสอีฟเลย หญิงสาวรับปากอย่างไม่อิดออดเพราะปีนี้ไม่มีครอบครัวให้อยู่ฉลองด้วย

 

เครื่องบินที่น้ำงามโดยสายมาออกจากซานฟรานซิสโกตอนห้าทุ่มและถึงจุดหมายปลายทางที่เมืองแฟร์แฟ็กซ์ (Fair Fax) ตอนตีห้า รอที่สนามบินได้ไม่นานก็มีคนมารับพาขึ้นรถคันโตสำหรับขับลุยหิมะไปยังคฤหาสน์ของนายจ้าง

 

นั่งรถมาได้สักพักหนึ่งหิมะก็โปรยปรายลงมาพร้อมเพลงไวท์คริสต์มาสที่ดังมาจากวิทยุ เห็นหิมะแล้วหญิงสาวก็ห่อตัวด้วยความหนาว คนขับรถผู้อารีจึงเร่งฮีทเตอร์ให้ เขาบอกว่าหลังเบาะมีผ้าห่มอยู่ ถ้าเธอไม่ถือว่ามีคนเคยใช้มาก่อน จะหยิบมาห่มก็ได้

 

“ขอบคุณค่ะคุณเคลเลอร์”

 

ตอนไปรับที่สนามบินเขาแนะนำตัวว่าชื่อ จอร์จ เคลเลอร์ น้ำงามเลยเรียกนามสกุลของเขาอย่างธรรมเนียมฝรั่งทั่วไป

 

“ด้วยความยินดีครับคุณผู้หญิง เรียกผมว่าจอร์จก็ได้”

 

“ถ้าอย่างนั้นเรียกฉันว่านีน่านะคะ”

 

พูดจบน้ำงามก็ลองหยิบผ้าห่มมาดูก่อน มันเป็นผ้าสีครีมเนื้อนุ่มท่าทางอุ่นใช้ได้ แถมยังมีกลิ่นหอมเหมือนเพิ่งซักใหม่ๆ เธอเลยเอามาห่ม

 

คนขับรถวัยกลางคนยิ้มละไมเมื่อเห็นหญิงสาวชันเข่าขึ้นมา แล้วห่อตัวเองอยู่ในผ้าห่มจนเหมือนเป็นก้อนกลมๆ

 

“ท่าทางคุณจะไม่ชินกับอากาศหนาว”

 

“ใช่ค่ะ เลยต้องปรับตัวขนานใหญ่เลย”

 

หญิงสาวย้ายตามครอบครัวมาอยู่อเมริกาตั้งแต่เก้าขวบ แล้วใช้ชีวิตอยู่ในรัฐที่มีอากาศอบอุ่นอย่างแคลิฟอร์เนียมาตลอด

 

“เขาว่าปีนี้จะหนาวนานกว่าปกติ หาซื้อเสื้อโค้ตหนาๆ เอาไว้ใส่สักตัวสองตัวก็ดีนะครับ”

 

น้ำงามน้อมรับคำแนะนำ ตอนมาเธอมัวแต่รีบร้อนเก็บของ ไหนจะกังวลเรื่องงานใหม่แล้วก็เรื่องพี่อีก เลยลืมคำนึงถึงสภาพอากาศไปเสียสนิท

 

“อีกไกลไหมคะกว่าจะถึง” หญิงสาวถามขณะมองทัศนียภาพเบื้องหน้า

 

เนื่องจากขณะนี้หิมะกำลังตกก็เลยมองไปได้ไม่ไกลนัก

 

“ไม่เกินห้าสิบนาทีครับ ถ้าคุณง่วงอยากนอนก็ตามสบายเลย ถึงแล้วเดี๋ยวผมช่วยปลุกให้”

 

“ขอบคุณค่ะ แต่ตอนนี้ฉันไม่ง่วงเลย ชักตื่นเต้นแล้วสิคะว่าเจ้านายคนใหม่จะเป็นคนแบบไหน”

 

“แล้วคุณต้องทำงานกับใครละครับ”

 

“ยังไม่รู้เลยค่ะ”

 

“พูดจริงหรือครับนี่” จอร์จทำท่าประหลาดใจ

 

“ใช่ค่ะ ตอนตกลงทำสัญญากันไม่มีการแจ้งรายละเอียดให้รู้เลย”

 

น้ำงานแนะนำตัวเองต่อว่ามาทำงานในตำแหน่งพยาบาล แล้วถามกลับไปว่าที่บ้านของตระกูลคอนเนอร์มีใครเจ็บป่วยบ้างไหม

 

จอร์จนิ่งคิดไปอึดใจก่อนจะบอกว่าไม่แน่ใจเหมือนกัน ที่คฤหาสน์คอนเนอร์แห่งนี้มีกฎเหล็กอยู่ว่าห้ามแพร่งพรายเรื่องของคนในให้คนนอกรู้ แม้แต่กับคนที่ทำงานคนละส่วนกันก็ห้ามเลย ลูกจ้างส่วนใหญ่จึงไม่ค่อยได้คุยกันเรื่องเจ้านายมากนัก

 

“คุณต้องระวังเอาไว้นะครับ ในหมู่พวกเรามีคนคอยจับตาดูอยู่ หลุดปากเผลอนินทาหรือพูดอะไรไม่ควรเมื่อไร ไม่รู้กี่รายต่อกี่รายแล้วที่ถูกไล่ออก”

 

ชายหนุ่มลดเสียงลงขณะเตือนราวกับกลัวว่าจะมีคนได้ยินการสนทนา

 

“ดูเข้มงวดจังนะคะ”

 

น้ำงามรู้อยู่แก่ใจว่าการทำงานให้ตระกูลคอนเนอร์มันยุ่งยาก ยิ่งมีคนเตือนอย่างนี้ก็ยิ่งหวั่นใจ

 

“แรกๆ ก็รู้สึกอย่างนั้นครับ พอนานเข้าก็ชินไปเอง แลกกับค่าตอบแทนกับสวัสดิการดีๆ ก็จัดว่าคุ้มค่านะครับ”

 

น้ำงามคุยกับจอร์จไปเรื่อยๆ จึงได้รู้ว่าชายหนุ่มแต่งงานแล้วและมีลูกชายหนึ่งคน ภรรยาของเขาก็ทำงานให้พวกคอนเนอร์ ชายหนุ่มยังบอกอีกว่าถ้าอยากไปนอกเมืองให้บอกเขาได้เลยไม่ต้องเกรงใจ เพราะเป็นหน้าที่ของเขาอยู่แล้ว

 

ตอนนี้เป็นฤดูหนาว ถ้าอยากเข้าเมืองก็ต้องใช้รถที่สามารถลุยหิมะได้ ก็เลยมีการจัดสวัสดิการพิเศษคือให้ยืมรถเอาไว้ใช้ขับเข้าเมือง ใครไม่มั่นใจฝีมือการขับขี่ของตัวเองก็ลงชื่อจองตัวคนขับรถได้

 

“โดยรวมแล้วคุณท่านใจดีและใจกว้างกับพวกเรามากครับ”

 

“คุณท่านนี่ใครคะ”

 

“มิสเตอร์โทมัส คอนเนอร์ นายใหญ่ของที่นี่ครับ”

 

น้ำงามพึมพำรับรู้ ก่อนมานี่เธอลองหาข้อมูลดูคร่าวๆ แล้ว ทำให้ทราบว่ามิสเตอร์โทมัสเป็นชายชราที่ร่ำรวย เขามีภรรยาสี่คน ลูกหก หลานสิบสี่และเหลนอีกพอประมาณ มีหนังสือชีวิตประวัติของเขาวางขายอยู่ในร้านทั้งแบบรูปเล่มและที่ให้ดาวน์โหลด แต่น้ำงามไม่ได้ซื้อมาเพราะเห็นว่าคงไม่มีเวลาอ่าน

 

หิมะหยุดตกเมื่อใกล้ถึงคฤหาสน์คอนเนอร์ ตอนนี้มองไปทางไหนก็ขาวโพลนไปหมด ต้นไม้ริมทางส่วนใหญ่เหลือแต่กิ่งก้าน จอร์จบอกว่าถ้าเป็นฤดูใบไม้ร่วงสองข้างทางจะเต็มไปด้วยใบไม้หลากสีสันดูสวยงามมาก

 

“วันไหนอากาศไม่หนาวจนเกินไป การออกมาขับรถเล่นในช่วงฤดูใบไม้ร่วงก็ไม่เลวนะครับ”

 

“ถ้ามีโอกาสฉันจะลองดูค่ะ”

 

น้ำงามแบ่งรับแบ่งสู้ทั้งที่ไม่มั่นใจเลยสักนิดว่าจะทำงานที่นี่ได้นานแค่ไหน

 

คุยกันอีกสองประโยครถก็มาหยุดอยู่หน้าประตูเหล็กดัดบานใหญ่ของคฤหาสน์หลังงาม ทันทีประตูเปิดออกโดนอัตโนมัติหญิงสาวก็ต้องตะลึงกับคฤหาสน์หลังใหญ่สีน้ำเงินขาว แม้ว่าจะมีหิมะปกคลุมไปทั่วบริเวณแต่ก็ไม่อาจลดทอดความงดงามโอ่อ่าของสถานที่ไปได้

 

รถหยุดอีกครั้งตรงหน้าอาคารสามชั้นหลังหนึ่ง น้ำงามหิ้วสัมภาระและเปิดประตูลงมาเองโดยไม่ต้องให้จอร์จช่วย ชายหนุ่มก็เลยรีบตามลงมาดูแลเธอ แต่ก็ยังช้ากว่าคนที่รอต้อนรับอยู่แล้ว

 

“มิสแสงพลอยศิใช่ไหมครับ ผมมารับคุณไปที่พัก” ชายแปลกหน้าร่างสูงเอ่ย

 

เขายื่นมือมาคว้ากระเป๋าเดินทางไปจากเธอ แล้วส่งให้ผู้ชายอีกคนเอาไปเก็บที่รถ

 

จอร์จทำหน้าตกใจมากทีเดียวเมื่อเห็นคนที่มารอรับน้ำงาม แต่หญิงสาวไม่ทันสังเกตท่าทีของคนที่อยู่ข้างกายเพราะมัวแต่สนใจชายหนุ่มตรงหน้าอยู่ เกิดมาเธอเพิ่งเคยเห็นผู้ชายแต่งชุดเครื่องแบบพ่อบ้านเต็มยศในสถานที่อื่นที่ไม่ใช่โรงแรมก็วันนี้เอง

 

“ต้องไปอีกไกลหรือคะ ถึงต้องใช้รถ”

 

“ไม่ไกลแล้วก็ไม่ใกล้ครับ แต่เขตที่คุณอยู่ห้ามผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้า”

 

หญิงสาวนึกนึกสงสัยกระนั้นก็ไม่ได้ถาม เธออยากรีบไปอยู่ในที่อุ่นๆ เพราะตอนนี้หนาวจนสั่นไปทั้งตัว

 

“ฉันต้องไปแล้ว ขอบคุณนะคะจอร์จ” น้ำงามโบกมือลาจอร์จ

 

ชายหนุ่มไม่ยิ้มตอบ เขาทำท่าเหมือนอยากพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ไม่กล้า ดูท่าจะเกรงคนที่มารับเธอไม่น้อย

 

พอเข้าไปในรถคันใหม่ได้ น้ำงามก็เลยแอบสังเกตเขา ชายหนุ่มน่าจะอายุประมาณสามสิบปลายๆ ผมสีน้ำตาลแดง ดวงตาสีเทา หากจะถามว่าหน้าตาเป็นอย่างไรก็คงต้องบอกว่าดูดี แม้จะไม่หล่อเหลากระชากใจแต่ก็มีบ้างอย่างที่ทำให้รู้สึกสะดุดตา

 

“ผมชื่อเกลิค แม็กกี เป็นหัวหน้าคนรับใช้ของมาสเตอร์เค” ชายหนุ่มแนะนำตัว

 

“มาสเตอร์เคคือใครคะ”

 

“เจ้านายของคุณไงครับ ผมขอเตือนคุณเอาไว้สักอย่างก็แล้วกัน กฎของเราไม่เหมือนกับกฎของตึกใหญ่ มีปัญหาหรือข้อข้องใจอะไรให้ถามผมหรือมามิ มามิเป็นหัวหน้าแม่บ้าน เธอพักอยู่ห้องติดกับคุณ อีกสักเดี๋ยวผมจะแนะนำให้รู้จัก”

 

“กฎที่ว่ามีอะไรบ้างคะ”

 

“ไม่มีอะไรมากครับ นอกจากทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีแล้ว ก็แค่ปิดปากให้สนิท ห้ามเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวของมาสเตอร์เคให้คนนอกรู้เด็ดขาดไม่ว่ากรณีใดๆ ข้อหลังนี่ผมเตือนเพื่อสวัสดิภาพของตัวคุณเองนะครับ”

 

น้ำเสียงราบเรียนของเกลิคเจือด้วยกระแสจริงจัง จนน้ำงามรู้สึกเหมือนถูกข่มขู่

 

“หมายความว่ายังไงคะ”

 

หญิงสาวลองหยั่งเชิงดูเพราะไม่อยากเผลอเข้าใจผิดไปเอง

 

“พวกที่พยายามเอามาสเตอร์เคไปขายกับสื่อ ส่วนใหญ่ถ้าไม่โดนฟ้องล้มละลาย ก็ออกไปในสภาพศพ” ชายหนุ่มยิ้มเย็นขณะพูดทำเอาเสียวสันหลังวาบ

 

แววตาของเกลิคไม่มีคำว่าล้อเล่นเจืออยู่เลย น้ำงามเลยได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ พอสบโอกาสก็เบือนหน้าหนีแล้วแอบกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่

 

เธอนึกอยากยกเลิกสัญญาเสียเดี๋ยวนั้นแต่มันก็สายไปเสียแล้ว ถ้าเปลี่ยนใจตอนนี้ก็ต้องจ่ายค่าปรับจำนวนมหาศาล เพราะในสัญญาระบุเอาไว้ว่าเธอต้องทำงานให้ครบสามเดือนก่อนถึงจะมีสิทธิ์ลาออก

 

เขาอาจจะแค่ขู่เล่นๆ ก็ได้ ถ้าไม่ได้ทำอะไรผิดคงไม่มีอะไรหรอก

 

น้ำงามปลุกปลอบใจตัวเองในขณะที่รถแล่นขึ้นเนินตรงดิ่งไปยังคฤหาสน์สีเทาหม่น สถานที่ทำงานแห่งใหม่ รวมถึงที่พักอาศัยต่อจากนี้ไป

 

 

 

ถ้าไม่นับว่าเรื่องความสะอาด บรรยากาศภายในคฤหาสน์ของมาสเตอร์เคก็ไม่ต่างอะไรกับบ้านผีสิงนัก นอกจากจะค่อนข้างสลัวแล้ว ทางเดินยังถูกปูด้วยพรมสีแดงสดราวกับเลือด แม้ว่าภายในจะไม่อึดอัดเพราะมีเพดานสูงและมีระบบระบายอากาศอย่างดี แต่สถานที่แห่งนี้กลับแทบไม่มีหน้าต่างอยู่เลย ราวกับเป็นป้อมปราการไม่ก็คุกสำหรับขังนักโทษที่มีศักดินามากกว่าบ้านคน

 

น้ำงามเดินตามเกลิคไปอย่างกระชั้น เนื่องจากไฟที่เปิดไว้ตามทางเดินเป็นไฟหรี่ คนที่ยังปรับสายตาไม่ได้จึงก้าวเท้าอย่างระมัดระวังทำให้อีกฝ่ายยิ่งทิ้งห่าง

 

สักพักหนึ่งคนเดินนำก็หยุดรอเธอที่ทางแยก เสี้ยวหน้าของเกลิคตอนถูกย้อมด้วยเสียงไฟสีส้มชวนให้หวาดหวั่นจนหายใจไม่ทั่วท้อง เธออดคิดไม่ได้จริงๆ ว่าอาจถูกลวงมาฆ่า ต้องรวบรวมความกล้าแทบตายกว่าจะก้าวขาออก

 

หลังจากผ่านทางแยกมาไฟบริเวณทางเดินก็สว่างกว่าเดิมมาก เกลิคพาหญิงสาวไปที่ห้องพักของหัวหน้าแม่บ้าน พอฝากเธอเอาไว้กับมามิเรียบร้อยแล้ว ก็ขอตัวกลับไปทำงาน ทันทีที่ชายหนุ่มผละไปมวลอากาศหนักๆ ที่ห้อมล้อมอยู่รอบตัวน้ำงามก็หายไปในบัดดล หญิงสาวเลยถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก

 

มามิหัวเราะเสียงใสเมื่อเห็นท่าทีของพยาบาลคนใหม่

 

“โดนเกลิคขู่มาใช่ไหม ไม่ต้องกลัวหรอกจ้ะ ก็แค่เก๊กท่าทำเป็นผู้คุมกฎไปอย่างนั้นเอง”

 

มามิแนะนำตัวอย่างเป็นทางการอีกครั้ง เธอมีชื่อเต็มว่า มามิ ฮอนดะ อายุสี่สิบสาม เธออยู่รับใช้คนในตระกูลคอนเนอร์มาสามสิบปีแล้ว ความที่เธอเป็นคนร่างเล็กก็เลยดูเด็กกว่าวัยมาก ขนาดน้ำงามเป็นคนเอเชียด้วยกันยังประมาณอายุพลาดไปเกือบครึ่งรอบ

 

“หนูเรียกฉันว่ามามิก็ได้นะจ๊ะ ส่วนชื่อหนูนี่เรียกยากจริงมีชื่อเล่นง่ายๆ บ้างไหม”

 

“มีค่ะ เพื่อนๆ เรียกหนูว่านีน่า”

 

“ฉันขอเรียกอย่างนั้นบ้างได้ไหม”

 

“ได้ค่ะ ด้วยความยินดีเลย”

 

หญิงสาวตอบรับความเป็นกันเองนี้ด้วยน้ำเสียงสดใส นึกดีใจที่หัวหน้าแม่บ้านเป็นคนน่ารักผิดกับที่เธอจินตนาการเอาไว้ว่าจะต้องเป็นหญิงชราสูงวัยท่าทางเข้มงวด

 

“ต่อไปนี้เราเป็นเพื่อนร่วมงานกันแล้วนะจ๊ะ มีอะไรไม่เข้าใจหรือมีปัญหาก็ปรึกษากันได้ตลอด ไม่ต้องเกรงใจ”

 

มามิต้อนรับนีน่าด้วยการกอด อ้อมแขนของคนอายุมากกว่าทำให้หญิงสาวคลายความกังวลไปได้มากทีเดียว

 

หัวหน้าแม่บ้านผู้แสนใจดีพาน้ำงามไปที่ห้องพัก ระหว่างทางก็เล่าให้ฟังว่านอกจากมาสเตอร์เค ตัวเธอและเกลิคแล้ว คฤหาสน์หลังนี้ก็ไม่มีใครอยู่ประจำอีก คนงานคนอื่นจะทำกันแบบผลัดกะ ถ้าไม่ใช่คนที่ไว้ใจจริงๆ ก็จะไม่มีสิทธิ์มาพักอยู่ที่นี่

 

“แล้วทำไมคนใหม่อย่างหนูถึงได้อยู่ละคะ”

 

“อ้าว! นี่หนูก็ไม่รู้หรอกหรือ ฉันว่าจะหลอกถามอยู่เชียวว่าหนูเป็นญาติห่างๆ ของพวกคอนเนอร์หรือเปล่า”

 

สีหน้าของมามิมีความแคลงใจเคลือบอยู่ น้ำงามจึงต้องยืนยันอย่างหนักแน่นว่าไม่ใช่ญาติและไม่ทราบเหตุผลจริงๆ

 

พูดจบก็มาถึงห้องพักพอดี มามิเลยบิดลูกบิดแล้วผลักประตูเปิดออกให้น้ำงามเดินนำเข้าไปก่อน

 

“พออยู่ได้ไหมจ๊ะ ขาดเหลืออะไรก็ขอให้บอกนะ”

 

“ห้องสวยมากเลยค่ะ ดูดีกว่าห้องที่หนูเคยอยู่ตั้งหลายเท่า” น้ำงามสำรวจห้องอย่างตื่นเต้น

 

ห้องนี้ตกแต่งสไตล์วิกตอเรียแต่ก็แทรกความทันสมัยลงไปด้วย เฟอร์นิเจอร์จึงเป็นของใหม่ โทนสีที่ใช้ก็เป็นโทนสว่างอย่างขาวครีม ที่ชอบที่สุดคือบรรยากาศภายในไม่ได้มืดสลัวอย่างที่เธอกลัว ทั้งยังมีประตูกระจกบานใหญ่เชื่อมต่อกับระเบียงทำให้ไม่รู้สึกอึดอัดด้วย

 

“ฉันดีใจนะที่หนูชอบ เชิญพักผ่อนตามสบายนะจ๊ะ อาหารเครื่องดื่มสามารถโทรสั่งได้เลย คู่มืออยู่ตรงโทรศัพท์แล้ว ตอนบ่ายค่อยมาจิบชาที่ห้องฉันแล้วคุยเรื่องงานกัน”

 

น้ำงามทิ้งตัวลงบนเตียงแทบจะทันทีเมื่อมามิออกไปจากห้อง เธอทั้งโล่งอกและดีใจที่สถานที่แห่งนี้ยังมีคนใจดีที่ดูเป็นมนุษย์ปกติอยู่บ้าง

 

หญิงสาวไม่รู้สึกหิวก็เลยจัดกระเป๋าก่อน ข้าวของของเธอส่วนใหญ่ถูกจัดส่งมาล่วงหน้าแล้ว ทั้งยังมีคนจัดเก็บให้อย่างเป็นระเบียบ น้ำงามเดาได้อยู่แล้วว่าต้องมีคนจัดการให้ ในกระเป๋าสัมภาระที่หอบหิ้วมาในวันนี้จึงมีแค่เสื้อผ้าเผื่อฉุกเฉินสองชุด นอกนั้นเป็นของใช้ส่วนตัวกับชุดชั้นใน

 

จัดของเสร็จเรียบร้อยแล้วน้ำงามจึงค่อยสั่งอาหาร อาหารในใบรายการเป็นสวัสดิการอย่างหนึ่ง อยากสั่งเท่าไรก็สั่งได้ไม่เสียค่าใช้จ่ายและของฟรีที่ว่านี้ยังรวมถึงขนมหวานและเครื่องดื่มด้วย

 

นอกจากรายการอาหารแล้วข้างโทรศัพท์ยังมีแคตตาล็อกปึกใหญ่สำหรับสั่งสินค้าอยู่ด้วย ในนั้นมีทั้งที่เขียนว่าฟรีเพราะเป็นสวัสดิการกับที่ต้องเสียเงินแต่ได้รับส่วนลดพิเศษ แค่โทรศัพท์สั่งของก็จะถูกนำมาส่งถึงห้องโดยไม่ต้องดั้นด้นเข้าเมืองให้เหนื่อย

 

ที่นี่ห้ามนำโทรศัพท์มือถือเข้ามาแต่สามารถใช้สายภายในโทรออกไปข้างนอกได้ จะข้ามรัฐหรือข้ามประเทศก็ไม่ถูกหักค่าใช้จ่าย เสียอยู่อย่างเดียวตรงที่ไม่อนุญาตให้เล่นอินเทอร์เน็ต การติดต่อสื่อสารไปยังโลกภายนอกนอกเหนือจากโทรศัพท์ที่จัดเตรียมเอาไว้ให้แล้วอย่างอื่นถือเป็นเรื่องต้องห้าม เคราะห์ดีที่น้ำงามไม่เสพติดพวกเครือข่ายสังคมออนไลน์ ไม่อย่างนั้นคงคลั่งตายก่อน

 

หญิงสาวรับประทานอาหารและงีบหลับไปพักหนึ่งมามิก็โทรศัพท์มาชวนไปที่ห้อง ห้องของมามิแตกต่างจากห้องของน้ำงามอย่างชิ้นเชิง นอกจากจะกว้างกว่าแล้วยังเป็นสไตล์โมเดิร์นที่ทันสมัยจนน่าแปลกใจ

 

“ฉันไม่ค่อยชอบพวกเฟอร์นิเจอร์ใหญ่เทอะทะหรือพวกที่มีระบายน่ะ” มามิพูดราวกับจะอ่านใจน้ำงามออก

 

หญิงสาวเชิญให้นั่งดื่มชาร้อนด้วยกัน จิบชาเสร็จก็ได้เวลาคุยกันถึงเรื่องงาน ตามตารางแล้วเวลาทำงานของน้ำงามคือสี่ทุ่มถึงหกโมงเช้า หน้าที่หลักของเธอคือคอยดูแลเรื่องอาหารกับยาของมาสเตอร์เค อาหารจะมีคนเตรียมเอาไว้ให้แล้ว เธอแค่จัดยาตามคำสั่งแพทย์แล้วยกไปให้พร้อมกันก็พอ

 

“มาสเตอร์เคป่วยเป็นอะไรคะ”

 

“หลายอย่างจ้ะ ฉันก็เรียกไม่ถูก รู้แต่ที่หนักสุดก็คือโรคแพ้แสง”

 

น้ำงามได้เข้าใจในตอนนี้เองว่าเหตุใดคฤหาสน์แห่งนี้จึงมีหน้าต่างน้อยบานและถูกทำให้มืดสลัวเกือบทุกส่วน ในกรณีของคนที่แพ้แสงมากๆ แค่แสงจากหลอดไฟก็ทำให้ปวดแสบปวดร้อนได้แล้ว

 

มามิบอกว่าแพทย์ประจำตัวของมาสเตอร์เคจะมาคุยกับเธอในวันพรุ่งนี้ น้ำงามจึงไม่ได้ซักเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพของนายจ้างต่อ

 

นอกจากน้ำงามแล้วยังมีพยาบาลอีกสองคนทำงานร่วมกับเธอ โดยคนหนึ่งจะเข้ากะแปดชั่วโมงก่อนหน้านี้ ในขณะที่อีกคนรับช่วงต่อจากเธอ ส่วนวันหยุดเดือนนี้ยังไม่สามารถเลือกได้เพราะจัดตารางกันไปเรียบร้อยแล้ว หญิงสาวเลยต้องทำงานติดกันเกือบสามสัปดาห์ ก่อนจะได้พักยาวสามวันรวด

 

ในระหว่างที่ไม่ได้ทำงานนี้ น้ำงามสามารถไปได้ทุกที่ในคฤหาสน์ที่ไม่ใช่เขตหวงห้าม อยากไปเล่นฟิตเนสหรือพบปะสังสรรค์กับลูกจ้างคนอื่นที่ศูนย์สวัสดิการของพนักงานก็ทำได้ ขอแค่ว่าอย่าออกไปข้างนอกอาณาเขตรั้วก็พอ หญิงสาวจะมีสิทธิ์ออกไปได้ก็ต่อเมื่อเป็นวันหยุดเท่านั้น

 

“เหมือนโรงเรียนประจำเลยนะคะ”

 

“ก็คล้ายๆ อย่างนั้น แต่ฉันคิดว่าที่นี่ดีกว่าเยอะ”

 

หญิงสาวกรอกตาขึ้นเหมือนกำลังนึกย้อนไปในอดีต

 

“คุณมามิเคยอยู่โรงเรียนประจำหรือคะ”

 

“อืม...ก็คล้ายๆ อย่างนั้นจ้ะ แล้วหนูล่ะเคยไหม”

 

“ไม่เคยค่ะ หนูเรียนโรงเรียนแบบไปกลับตลอด”

 

“แสดงว่าบ้านอยู่ใกล้โรงเรียนสินะ”

 

“ใช่ค่ะ เพราะอยู่ใกล้มากเลยต้องเดินไปโรงเรียนจนจบไฮสกูลเลย”

 

โรงเรียนที่น้ำงามเคยเรียนเป็นโรงเรียนเอกชน นักเขียนส่วนใหญ่มาจากครอบครัวที่มีฐานะดีพวกเพื่อนๆ จึงมีรถขับกัน เธอกับพี่ชายอยากได้บ้างจึงอ้อนขอพ่อกับแม่ดู พวกท่านอนุญาตให้เอารถของที่บ้านไปใช้เฉพาะกรณีที่จำเป็น ถ้าอยากมีรถเป็นสมบัติของตัวเองก็ต้องทำงานพิเศษหาเงินมาซื้อเอง เธอกับพี่เลยทำงานหนักกันตลอดช่วงซัมเมอร์ ทว่าสุดท้ายก็ไม่ได้ซื้อเพราะเกิดพร้อมใจกันเสียดายเงินที่หามาด้วยน้ำพักน้ำแรงตัวเอง

 

น้ำงามคุยกับมามิอย่างถูกคอทีเดียว หญิงสาวไม่รู้เลยว่าผู้หญิงแสนใจดีคนนี้กำลังพยายามหลอกถามข้อมูลส่วนตัวและจับผิดพฤติกรรมเธออยู่

 

มามิถามไปอย่างนั้นเองว่าใครส่งเธอมา ทั้งที่ความจริงรู้อยู่เต็มอกว่าเป็นฝีมือฟินน์ คอนเนอร์ ชายหนุ่มขอร้องกึ่งบังคับว่าให้เธอพักอยู่ที่นี่ ทั้งยังรับประกันหนักหนาว่าคัดสรรมาอย่างดีแล้ว

 

แม้คุณฟินน์จะเป็นญาติสนิทและมิตรที่ดีต่อมาสเตอร์เคมานาน แต่มามิก็ไม่คิดจะไว้ใจ สำหรับเธอแล้วมาสเตอร์เคเป็นยิ่งกว่าชีวิตจิตใจของเธอเลยก็ไม่ปาน

 

มามิเกิดและโตที่ญี่ปุ่น เธอติดตามคุณพี่อายากะ คุณแม่ของมาสเตอร์เคมาอยู่ที่อเมริกาก่อนที่ชายหนุ่มจะเกิดเสียอีก คุณพี่อายากะดีกับเธอมาก ถึงฐานะของมามะจะเป็นเพียงเด็กรับใช้ก็ยังให้ความสำคัญเสมือนญาติ เมื่อคุณพี่ไม่อยู่แล้วหน้าที่ปกป้องคุ้มครองมาสเตอร์เคจะตกเป็นของใครได้ถ้าไม่ใช่เธอ

 

“มาสเตอร์เคเป็นคนยังไงคะ” น้ำงามลองถามดู

 

มามิมองหน้าเธออยู่ประมาณสองวินาที ก่อนจะตอบคำถามด้วยรอยยิ้มที่ดูลึกลับ

 

“ถ้าได้เจอหนูก็จะรู้เอง”

 

จากนั้นบรรยากาศการสนทนาที่แสนสนุกสนานก็เปลี่ยนไป น้ำงามเริ่มรู้สึกอึดอัดกับการที่คู่สนทนาดูสงวนคำพูดขึ้น ท่าทีของมามิเตือนให้รู้ว่าเธอไม่สมควรพูดเรื่องนายจ้าง น้ำงามรู้สึกว่าตัวเองทำพลาดไปจึงเอ่ยขอโทษอย่างตรงไปตรงมา

 

“ฉันไม่ได้ตั้งใจจะสอดรู้นะคะ เพียงแต่มาสเตอร์เคดูเป็นคนลึกลับเหลือเกิน ถ้าไม่รู้อะไรเกี่ยวกับตัวเขาเลยฉันกลัวว่าจะทำงานได้ไม่ดี ฉันมาใหม่แล้วก็ยังอ่อนประสบการณ์ ถ้าทำอะไรผิดพลาดคุณมามิเชิญต่อว่าไม่ก็ตักเตือนได้เลยนะคะ ฉันจะขอบคุณมากๆ”

 

มามิยิ้มรับ ความอ่อนน้อมตามแบบคนตะวันออกเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่งในโลกเสรี คนที่มีรากเหง้ามาจากแดนบูรพาจึงรู้สึกพอใจในตัวผู้มาใหม่ไม่น้อย น่าเสียดายเหลือเกินที่มาเจอกันในสถานการณ์อย่างนี้ ไม่อย่างนั้นคงจะเอ็นดูได้โดยไม่ต้องระแวง

 

 

 

น้ำงามขอปลีกตัวออกมาเมื่อเห็นว่าบรรยากาศการสนทนาเริ่มดีขึ้นและถึงเวลาอันสมควรที่จะกลับ พอมาถึงห้องหญิงสาวก็สั่งอาหารเย็นมารับประทาน อาบน้ำเสร็จก็มายืนเกาะประตูกระจกมองแสงไฟจากตัวตึกใหญ่

 

เธอเห็นว่ามีรถวิ่งเข้าออกเป็นระยะ วันนี้เป็นวันคริสต์มาสที่นั่นคงมีงานเลี้ยงฉลอง งานรวมญาติอย่างนี้บรรยากาศคงสนุกสนานน่าดู คนที่ต้องอยู่ลำพังอย่างน้ำงามเลยยิ่งเหงาจับใจ

 

หญิงสาวตัดสินโทรศัพท์ไปหาพ่อกับแม่ที่อังกฤษเพื่อรายงานเรื่องงานใหม่ เธอไม่ได้บอกพวกท่านว่าย้ายมาอยู่เวอร์จิเนียเพราะอยากให้อะไรๆ มันเข้าที่เข้าทางเสียก่อน พ่อกับแม่ประหลาดใจทีเดียวแต่ก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะเคารพการตัดสินใจของลูกเสมอ

 

“คริสต์มาสที่อังกฤษเป็นยังไงบ้างคะ”

 

“สนุกใช้ได้ แต่ไม่เท่าอยู่กับลูกๆ ใช่ไหมแม่” กล่าวจบคนเป็นพ่อก็ยื่นโทรศัพท์ให้ภรรยา

 

“แม่รักหนูนะลูก”

 

“พ่อก็รักหนู” เสียงบิดาดังแทรกเข้ามาเพราะไม่อยากน้อยหน้า

 

“หนูก็รักพ่อกับแม่ค่ะ”

 

น้ำงามหัวเราะเบาๆ บอกก่อนจะขอตัววางสาย เนื่องจากน้ำตามันรื้นขึ้นมาที่ขอบตาอย่างห้ามไม่อยู่

 

 หญิงสาวเป็นคนที่ค่อนข้างติดครอบครัว ช่วงเทศกาลแบบนี้เลยรู้สึกเหงาและอ่อนไหวเป็นพิเศษ

 

พอสงบใจได้แล้วน้ำงามก็มองไปที่โทรศัพท์อีกครั้ง เธอยกหูขึ้นมาอย่างลังเลว่าควรจะโทรหาพี่ชายดีไหม ทว่าสุดท้ายแล้วก็ไม่ได้โทรเพราะนึกถึงคำอีกฝ่ายขึ้นมาได้ พี่ย้ำเอาไว้ว่าอย่าเพิ่งติดต่อมาในช่วงนี้ อย่างน้อยก็เว้นระยะสักสองสามสัปดาห์

 

“ทำอะไรของเขาอยู่นะ ไม่รู้หรือไงว่าคนเขาเป็นห่วง”

 

พึมพำจบประโยคก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น พอไปเปิดก็พบว่าเป็นคนรับใช้ในชุดเครื่องแบบสีดำ ผูกผ้ากันเปื้อนติดระบายสีขาว หญิงสาวให้เธอตรวจสอบสินค้าแล้วเซ็นรับว่าค่าใช้จ่ายจะหักจากเงินค่าจ้าง

 

“ของมาเร็วจังนะคะ”

 

“ก็คุณบอกให้ส่งด่วนนี่คะ” เมดสาวตอบ

 

ทำเอารู้สึกผิดไปเลยที่เป็นต้นเหตุให้คนส่งของต้องลุยหิมะมาในวันหยุดสุขสันต์อย่างนี้

 

เพื่อไม่ให้ฝ่ายจัดส่งสินค้าต้องลงแรงโดยเปล่าประโยชน์ น้ำงามเลยใส่เสื้อโค้ตกับรองเท้าบู๊ตที่สั่งมาออกไปเดินเล่นเสียเลย

 

ตอนนี้เป็นเวลาสามทุ่มครึ่งโดยประมาณ แต่ภายนอกตัวคฤหาสน์ไม่ถึงกับมืดสนิทเพราะมีไฟติดอยู่รอบบริเวณ นอกจากนี้บริเวณตึกใหญ่ยังประดับไฟเอาไว้จำนวนมากด้วย เลยกลายเป็นแหล่งแสงสว่างชั้นดี

 

น้ำงามมองลงเนินไป ใจหนึ่งก็อยากจะไปร่วมงานฉลองคริสต์มาสกับพวกพนักงานตามคำชวนของจอร์จแต่อีกใจก็ห่วงสวัสดิภาพของตัวเองว่าจะทำอย่างไรหากขากลับหิมะตก คนที่ไม่ชินกับอากาศหนาวอย่างเธอไม่มีปัญญาลุยหิมะขึ้นเนินกลับมาที่นี่แน่ เลยตัดใจแล้วเปลี่ยนไปเดินสำรวจรอบคฤหาสน์แทน

 

เมื่อได้พิจารณาโครงสร้างของสถานที่แห่งนี้อย่างละเอียด น้ำงามก็พบว่าที่นี่ออกแบบได้อย่างสวยงามตามแบบฉบับคฤหาสน์ในยุควิกตอเรีย ถึงสีมันจะทึมไปหน่อยแต่ก็ดูมีรสนิยม

 

หญิงสาวมองเลยบริเวณหลังคาไปยังหมู่เมฆ คืนนี้ท้องฟ้าปิดแต่ดวงจันทร์ก็ยังพยายามสุดความสามารถที่จะทอแสงลงมา เมฆสีดำทะมึนจึงยอมเปิดทางให้บางส่วน ชวนให้รู้สึกถึงความเปลี่ยวเหงามากกว่าน่าสะพรึงกลัว

 

ชมบรรยากาศได้สักพักลมเย็นก็พัดมา หญิงสาวห่อตัวแล้วรูดซิบเสื้อปิดไปถึงคาง แต่ถึงอย่างนั้นสายลมก็ยังหอบเอาความเย็นมาทำร้ายใบหน้าอยู่ดี น้ำงามเลยรีบกวาดตามองหาทางกลับเข้าไปหาความอบอุ่นด้านใจ

 

ขามาหญิงสาวเดินมาเรื่อยเปื่อยก็เลยไม่มั่นใจว่าตัวเองอยู่จุดไหนกันแน่ ในขณะที่กำลังทบทวนความทรงจำ สายตาก็พลันเหลือบไปเห็นใครคนหนึ่งที่ระเบียง

 

ไม่หนาวหรือไงนะ

 

นี่คือความคิดแรกที่แวบเข้ามาในหัวขณะที่เห็นชุดสีขาวเนื้อบางของอีกฝ่าย ความมืดทำให้หญิงสาวลังเลว่าคนคนนี้เป็นหญิงหรือชายกันแน่ เนื่องจากมีรูปร่างสูงโปร่งและผมสีดำขลับยาวสลวย

 

ความกระหายใคร่รู้ทำให้น้ำงามขยับเข้าไปใกล้ พอเปลี่ยนมุมมองจึงได้เห็นว่าเขาเป็นผู้ชาย เธอมั่นใจว่ามองไม่ผิดเพราะหน้าอกแบนราบกับส่วนสูงที่เกินมาตรฐานสตรีทั่วไป ชายหนุ่มกำลังเหม่อมองท้องฟ้าอย่างตั้งใจ ราวกับว่ามีบางอย่างที่น่าสนใจบนนั้น

 

ในขณะที่น้ำงามกำลังกำลังพิจารณากิริยาของเขา สายลมก็พัดหมู่เมฆให้เคลื่อนไป เปิดโอกาสให้แสงจันทร์ก็สาดลงมาเบื้องล่างได้มากขึ้น ทำให้เห็นดวงหน้าสวยชวนตะลึงของบุคคลปริศนาที่อยู่ตรงระเบียบชัดเจนขึ้น

 

วูบหนึ่งหญิงสาวเผลอคิดไปโดยไม่ได้ตั้งใจว่าเขาไม่ใช่มนุษย์ พอลองขยี้ตาแล้วมองต่อดีๆ ก็รู้สึกปวดแปลบในอกขึ้นมา เมื่อสัมผัสได้ถึงบรรยากาศเศร้าสร้อยที่ห่อหุ้มตัวชายหนุ่มเอาไว้

 

เกิดอะไรขึ้นกับเขากันนะ ทำไมถึงได้ทำหน้าอย่างนั้น

 

หญิงสาวเหม่อมองชายปริศนาท่ามกลางลมหนาว ใจปรารถนาจะเข้าไปโอบกอดเขาเพื่อปลอบประโลม นี่ไม่ใช่ความสงสารแต่เป็นความรู้สึกที่อยากจะฉุดคนสักคนขึ้นมาจากปากเหวแห่งความเศร้า

 

ถ้าเขากับเธออยู่ใกล้กันกว่านี้ น้ำงามคงเดินไปหาเขาแล้ว แต่เนื่องจากระเบียงอยู่สูงเกินกว่าจะปีนและเธอก็ไม่รู้ว่าควรจะทักทายเขาอย่างไร ก็เลยได้แต่ยืนอยู่อย่างนั้นจวบจนกระทั่งร่างของชายหนุ่มหายลับไปจากระเบียง

 

คืนนั้นน้ำงามกลับเข้าไปในคฤหาสน์ด้วยสติที่ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์นัก เธอไม่สนใจเรื่องที่จมูกกับแก้มแสบเพราะความเย็นเลยสักนิด เพราะในห้วงความคิดมีแต่ภาพของชายหนุ่มปริศนาอยู่เต็มไปหมด มันฝังแน่นตราตรึงอยู่ในจิตใจจนยากที่จะลบเลือน ไม่ทันรู้ตัวก็เก็บเอาไปฝันราวกับเจอรักแรกพบ

 

++++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

สวัสดีท้ายตอนค่ะ หลังจากลงตอนนี้แล้ว พบกันอีกทีอีกวันที่ 28 เลยนะคะ พอดีจะไปหลั่นล้าร่าเริงที่เชียงใหม่

 

ขออนุญาตแจ้งข่าวสักนิดสำหรับคนที่เพิ่งเข้ามาอ่านนิยายนะคะ ตอนนี้มีนิยายอีกเรื่องชื่อว่าข้ามกาล ลงใกล้จบแล้ว (มีให้อ่านทั้งในเด็กดี ห้องสมุด และที่เว็บเลิฟ) ไม่ถึงสิบตอนก็จะจบแล้วค่ะ จบแล้วลบเลยนะคะ ถ้าสนใจเข้าไปอ่านได้นะคะ บอกว่าก่อนว่าเรื่องนี้ยาวมากอ่านไม่ทันจะเสียดายน้า ^O^

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

63 ความคิดเห็น

  1. #3 pp_siegerin (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 28 มกราคม 2557 / 12:04
    เป็นแฟนพันธ์แท้ตามมาจากข้ามกาลเลยค่ะ แล้วก็ไม่มีคำว่าผิดหวังเลยค่ะ สนุกที่สุดเลย อัพเร็วๆ นะคร้าาาา ^^
    #3
    0