ไฟรักรัญจวน วางแผงแล้ว

ตอนที่ 4 : บทที่ 3 โลกิ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 479
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    3 ก.พ. 57

บทที่ 3 โลกิ

 

น้ำงามถูกสั่งให้เริ่มงานทันที ดังนั้นในตอนบ่ายของวันรุ่งขึ้นจึงมีคนเอาชุดพยาบาลมาให้ คนที่ทำงานที่นี่ทุกคนต้องสวมเครื่องแบบและจะต้องมีป้ายชื่อติดเอาไว้ด้วย เพื่อความเป็นระเบียบและเพิ่มความสะดวกในการรักษาความปลอดภัย

 

ชุดพยาบาลที่หญิงสาวได้รับมาเป็นเสื้อคอวีสีครีมใส่คู่กับกางเกงสีเดียวกัน ที่อกมีตราสัญลักษณ์ปักอักษรเค เดาว่าคงจะหมายถึงมาสเตอร์เค เจ้านายคนใหม่ของเธอ

 

หญิงสาวรอที่จะได้เริ่มงานใหม่อย่างตื่นเต้น พอถึงเวลาสามทุ่มตรงก็มีคนมารับเธอถึงห้องพักเพื่อพาไปยังสถานที่ทำงาน

 

ตัวคฤหาสน์แห่งนี้แบ่งเป็นสองส่วน ฝั่งตะวันออกคือที่ที่เธออยู่ ส่วนตะวันตกเป็นพื้นที่ส่วนตัวของมาสเตอร์เค สองฝากฝั่งนี้ถูกกั้นเอาไว้ด้วยกำแพงหนา ทางเข้าออกมีเพียงทางเดียวคือบริเวณชั้นสอง ตรงทางเชื่อมนี้จะมีพนักงานรักษาความปลอดภัยร่างกำยำคอยเฝ้าอยู่ตลอดเวลา คนที่จะผ่านเข้าไปได้จะต้องได้รับอนุญาตเท่านั้น

 

น้ำงามมองการ์ดผิวดำท่าทางขึงขังอย่างเกร็งๆ คนพวกนี้ไม่ยิ้มเลย ทั้งยังมีสายตาพิฆาตประหนึ่งพร้อมจะกระโจนเข้ามาหักแขนหักขาเธอได้ทุกเมื่อ กระนั้นการอยู่กับคนพวกนี้ก็ยังให้ความรู้สึกดีกว่าเวลาที่อยู่กับเกลิคหลายเท่า

 

นึกถึงไม่ทันไรชายหนุ่มก็ปรากฏกายแบบไม่ให้สุ้มให้เสียง ทำเอาน้ำงามเกือบร้องกรี๊ดออกมาตอนเห็นเขาอยู่ห่างออกไปไม่ถึงหนึ่งช่วงแขน

 

เมื่อเกลิคปรากฏกาย เมดสาวที่นำทางน้ำงามมาก็ปลีกตัวกลับออกไป ปล่อยให้หัวหน้าพ่อบ้านทำหน้าที่ต่อ โดยไม่ยอมอยู่เป็นเพื่อนเธอเลยสักนิด

 

“อรุณสวัสดิ์มิสแสงพลอยศิ” เกลิคทักทายด้วยใบหน้าไร้อารมณ์

 

วันนี้เขาออกเสียงนามสกุลเธอได้ชัดจนน่าแปลกใจ ทั้งที่เมื่อวานยังเป็นแซงพอยซีอยู่เลย ที่พิลึกอีกอย่างคือการใช้คำว่าอรุณสวัสดิ์ตอนกลางคืนแบบนี้

 

“มาสเตอร์เคใช้ชีวิตแบบสลับกลางวันเป็นกลางคืน” ชายหนุ่มอธิบายโดยไม่ต้องถาม

 

ชายหนุ่มไม่พูดอะไรมากนอกจากย้ำว่าห้ามเดินเพ่นพ่าน ห้องทำงานของเธอจะอยู่ติดกับห้องของมาสเตอร์เค หน้าที่ของเธอคือดูแลเขาผ่านกล้อง ถ้าพบอะไรผิดปกติให้เรียกเกลิคในทันที ห้ามทำอะไรโดยพลการเด็ดขาด

 

น้ำงามตะลึงไปเลยเมื่อเข้าไปในห้องทำงานตัวเองแล้วเห็นว่ามันเป็นห้องกว้างที่มีอุปกรณ์การแพทย์ครบครัน ทั้งยังมีห้องย่อยสำหรับผ่าตัดและทำทันตกรรมด้วย

 

“สวัสดีครับคุณแม็กกี”

 

บุรุษพยาบาลที่อยู่เวรก่อนหน้าน้ำงามตรงเข้ามาทักทาย เขาเป็นชายหนุ่มร่างอวบ ไว้เคราน้อยๆ ท่าทางจริงจัง

 

“วันนี้คุณหมอไวท์เข้ามาไม่ได้ คุณสอนงานเด็กใหม่แทนได้ใช่ไหมมาร์ก”

 

“ได้ครับคุณแม็กกี” ชายหนุ่มรับคำขันแข็ง

 

“ถ้าอย่างนั้นผมฝากด้วย” เกลิคผินกายออกไปทันทีเมื่อพูดจบ

 

พอบานประตูปิดลงน้ำงามก็ได้ยินเสียงมาร์กถอนหายใจเฮือกใหญ่ เห็นแล้วก็ดีใจที่ไม่ได้นึกกลัวเกลิคไปคนเดียว

 

“ยินดีที่ได้รู้จักสาวน้อย ชื่อเธออ่านว่ายังไงน่ะ” มาร์กก้มลงมองป้ายชื่อที่หน้าอกพยาบาลคนใหม่ เขาพยายามสะกดแต่ออกเสียงไม่ถูกเสียที

 

“น้ำงาม แสงพลอยศิค่ะ ถ้ามันออกเสียงยาก เรียกฉันว่านีน่าก็ได้”

 

“โอเคนีน่า มาทางนี้กัน ผมจะแนะนำวิธีการทำงานให้”

 

ที่นี่ใช้ระบบเข้าเวรออกเวรเหมือนโรงพยาบาลทั่วไป ถ้าคนใหม่ยังไม่มาคนที่อยู่ก่อนก็ไม่มีสิทธิ์ออกจากห้อง พวกยาต่างๆ จะอยู่ในตู้สีขาวตรงมุมห้องทั้งหมด ส่วนข้อมูลสุขภาพของมาสเตอร์เคเขาเตรียมเอาไว้เรียบร้อยแล้วอยู่บนโต๊ะ ส่วนสิ่งสำคัญที่ต้องจำอยู่ในหน้าแรกที่วงแดงเอาไว้

 

“หน้าที่ของพยาบาลประจำตัวมาสเตอร์เคก็ไม่มีอะไรมาก แค่ดูแลเขาผ่านหน้าจอนี่ก็พอ จอนี้จะแสดงอัตราการเต้นของหัวใจกับชีพจร ส่วนอีกสามจอนี่เป็นภาพมาสเตอร์ ถ้าเห็นอะไรผิดปกติให้แจ้งเกลิคทันที กดปุ่มแดงนี่ก็จะติดต่อเขาได้โดยตรงเลย เข้าใจไหมสาวน้อย”

 

“เข้าใจค่ะ แต่มัน...”

 

น้ำงามตั้งใจจะบอกว่านี่มันพิลึกเกินไปแล้ว แต่มาร์กยกมือขึ้นจุปากเสียก่อน ชายหนุ่มบุ้ยใบ้ให้ดูกล้องที่ติดเอาไว้มุมห้อง หญิงสาวก็เลยต้องเงียบ

 

งานพยาบาลที่น้ำงามสัมผัสมาตลอดสามปีมีแต่การดูแลคนป่วยอย่างใกล้ชิด การเฝ้าดูผ่านกล้องจะทำในกรณีผู้ป่วยติดเชื้อหรือต้องเฝ้าระวังยี่สิบสี่ชั่วโมงเท่านั้น ดูจากในจอแล้วมาสเตอร์เคก็ดูปกติดี ยังนั่งทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์อยู่เลย ไม่แปลกไปหน่อยหรือที่ต้องจับตาดูมนุษย์ที่สุขภาพแข็งแรงราวกับเป็นหนูในห้องทดลอง

 

มาร์กเข้าใจความรู้สึกของน้ำงาม ก็เลยส่งสายตาในทำนองว่า ทำใจเสียเถอะสาวน้อย ที่นี่มันก็เป็นอย่างนี้แหละมาให้

 

น้ำงามได้แต่ยิ้มรับแห้งๆ แล้วฟังคำอธิบายเรื่องการทำงานต่อไป สรุปแล้วหน้าที่หลักของเธอคือการยกอาหารไปให้เขาและเฝ้าระวังผ่านจอภาพ เรื่องเจาะเลือดไปส่งตรวจ ให้น้ำเกลือหรือฉีดยา จะทำให้กรณีที่มาสเตอร์เคป่วยเท่านั้น

 

ขณะที่ทำงานหญิงสาวสามารถสั่งอาหารเข้ามากินได้แต่ห้ามเอาอะไรอย่างอื่นมาทำ แอบงีบก็ไม่ได้เพราะมีคนคอยเฝ้าดูอยู่อีกต่อหนึ่ง เวลาจะเข้าห้องน้ำก็เข้าได้แต่ห้ามนานจนเกินงาม ไม่อย่างนั้นจะมีคนมาตาม

 

“มีคำถามอะไรอีกไหม” มาร์กถาม

 

“ไม่มีค่ะ” น้ำงามฝืนตอบทั้งที่แววตาเต็มไปด้วยคำถามมากมาย

 

เธอไม่เข้าใจเลยว่าทำไมถึงต้องเฝ้าระวังกันขนาดนี้ แค่ต้องดูแลนายจ้างผ่านกล้องก็พิลึกพอแล้ว นี่ยังมีคนเฝ้าสังเกตการณ์เธออีกต่อด้วย

 

คุกชัดๆ เลยหญิงสาวกรีดร้องในใจ

 

“ถ้าไม่มีอะไร ผมขอตัวละนะ”

 

ตอนนี้เลยเวลาออกเวรของมาร์กมานานแล้ว ท่าทางเขาอยากพักเต็มที น้ำงามจึงไม่รั้งเอาไว้ หญิงสาวกล่าวขอบคุณเขาแล้วเดินไปนั่งประจำที่แทน

 

เธอไล่สายตามองจอภาพอย่างช้าๆ ทั้งสามอันเป็นภาพจากห้องห้องเดียวกันต่างแค่มุมมองเท่านั้น แต่ไม่ว่าจะดูจากมุมไหนก็มองใบหน้าของชายหนุ่มได้ไม่ชัด

 

มาสเตอร์เคคงยังเป็นบุคคลปริศนาต่อไป ถ้าน้ำงามไม่บังเอิญสะดุดตากับผมยาวจนถึงกลางหลังของเขา

 

ใช่ผู้ชายคนนั้นหรือเปล่านะ

 

หญิงสาวพยายามเพ่งอย่างเอาเป็นเอาตายแต่อีกฝ่ายก็ไม่ยอมหันมาหากล้องเสียที เธอเลยจำต้องถอดใจแล้วหันไปอ่านข้อมูลสุขภาพของนายจ้างแทน

 

มาสเตอร์เคแพ้แสง แพ้ยาสองตัว มีปัญหาโลหิตจาง สาเหตุเกิดจากการพักผ่อนไม่เพียงพอและไม่ค่อยรับประทานอาหาร อุณหภูมิร่างกายกับชีพจรของเขาต่ำกว่าคนปกติ นอกนั้นก็เหมือนคนทั่วไป ในแฟ้มข้อมูลมีวันเดือนปีเกิดบอกเอาไว้ด้วย พอหักลบแล้วมากกว่าน้ำงามสองปีเศษ ทั้งยังบังเอิญไปเท่ากันกับอายุบุตรชายคนเล็กของโทมัส คอนเนอร์พอดี

 

ต่อให้เป็นเด็กประถมก็ต้องเดาออกว่าคนที่สามารถเป็นเจ้าของคฤหาสน์ในอาณาเขตรั้วนี้ได้จะต้องเป็นญาติกับเจ้าของสถานที่

 

เควิน โคฮาคุ คอนเนอร์ คือเจ้าของฉายาแวมไพร์และเป็นหนึ่งในห้าอสูรทึ่โจษจันกัน ตอนหาข้อมูลเกี่ยวกับนายจ้าง น้ำงามเจอด้วยว่ามีคนให้รางวัลภาพถ่ายของเควินในราคาสูง ถ้าคนอย่างเธอเดาได้ว่าเขาเป็นใคร คนที่ทำงานมาก่อนหน้านี้ก็ต้องรู้ แปลกเสียจริงที่เรื่องอาการป่วยของลูกชายมหาเศรษฐีระดับโลกไม่เคยหลุดออกไปยังโลกภายนอกเลย คิดแล้วชวนให้สงสัยเสียจริงว่าพวกคอนเนอร์มีวิธีปิดข่าวกันอย่างไร

 

นิ่งคิดได้สักพักใบหน้าของเกลิคก็ผุดขึ้นมาพร้อมคำตอบ ทำเอาหนาวยะเยือกและหมดความสงสัยในทันที

 

 

 

ตลอดการทำงานในช่วงสัปดาห์แรกน้ำงามไม่มีโอกาสได้เจอกับนายจ้างเลย ทุกครั้งที่เธอไปเคาะประตูห้อง ล็อกมันก็จะเปิดโดยอัตโนมัติ แล้วมีเสียงจากหุ่นยนต์หน้าตาเหมือนรถเข็นบอกให้วางอาหารเอาไว้บนตัวมัน น้ำงามเคยแอบมองก็เห็นว่าเจ้าหุ่นกระป๋องติดล้อหายลับไปทางประตูเลื่อน ตรงนั้นเป็นห้องโล่งเหมือนกัน ไม่รู้ว่าต้องผ่านไปกี่ชั้นถึงจะเจอห้องทำงานของมาสเตอร์เค

 

ชีวิตการทำงานของน้ำงามผ่านไปอย่างเชื่องช้าพร้อมความน่าเบื่อหน่าย วันๆ แทบไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากทนนั่งจ้องคนในจอที่ไม่เคยแม้แต่จะหันหน้ามาให้เห็น ต่อให้เธอเป็นแฟนพันธุ์แท้ของเขาก็ยากที่จะทนไหว

 

หญิงสาวโอดครวญเรื่องงานอันแสนน่าเบื่ออยู่ทุกวี่วัน ไม่นานสวรรค์ก็เห็นใจ ส่งความตื่นเต้นมาให้ได้สัมผัส

 

ภารกิจแรกของน้ำงามตอนมารับเวรต่อคือการยกอาหารพร้อมยาไปให้นายจ้าง ยาในช่วงนี้คือวิตามินบำรุงไม่ใช่มียารักษาโรคเพราะว่าเขายังแข็งแรงดี

 

วันนี้เจ้าหุ่นรถเข็นไม่ยักบอกว่าให้วางอาหารลงบนตัวมัน เธอคิดว่ามันอาจเสียก็เลยยกไปให้เอง แต่ประตูเลื่อนกลับไม่มีท่าทีว่าจะเปิด ก็เลยต้องกลับมาที่ห้องแล้วติดต่อไปหาเกลิค

 

“หุ่นไม่ได้เสีย มาสเตอร์แค่ยังไม่อยากกิน คุณเอาทิ้งไว้ตรงหุ่นนั่นแหละ” เกลิคตอบ

 

หญิงสาวรอจนถึงตีสอง พอกลับไปดูของที่ยกไปให้ก็ยังอยู่ที่เดิม เกลิคเลยสั่งให้เธอไปเก็บมาแล้วเอาของใหม่ไปวางไว้แทน

 

จากการสังเกตหน้าจอพบว่ามาสเตอร์เคเอาแต่ทำงานไม่ยอมแตะต้องอาหารเลยจนกระทั่งเช้า อย่างมากก็แค่จิบน้ำที่วางเอาไว้ข้างตัวเท่านั้น น้ำงามเลยจำใจต้องติดต่อเกลิคอีกครั้งตอนใกล้ออกเวร

 

“น่าจะมีคนเตือนมาสเตอร์เคให้ทานอะไรสักหน่อยนะคะ”

 

“ผมเตือนไปสองครั้งแล้วแต่มาสเตอร์บอกไม่หิว ถ้าคุณอยากให้มาสเตอร์กินก็ยกเอาไปให้เองก็แล้วกัน”

 

น้ำเสียงของเกลิคฟังดูเป็นมิตรกว่าทุกที ชวนให้รู้สึกไม่ชอบมาพากลเป็นอย่างยิ่ง เขาชอบย้ำว่าไม่ให้ยุ่งเรื่องของนายจ้าง ทำไมถึงยอมให้เธอยกถาดอาหารเข้าไปให้กันหนอ

 

“ตกลงค่ะเกลิค ฉันจะยกไปให้เอง ช่วยเปิดประตูให้หน่อยนะคะ”

 

“โอเค ขากลับค่อยๆ วิ่งนะ”

 

คำพูดของเกลิคทำให้เข้าใจในทันทีว่านี่คือการบุกเข้าถ้ำเสือ มาสเตอร์เคคงเป็นคนอารมณ์ร้ายน่าดูเกลิคถึงพูดอย่างนี้ แม้จะกลัวแต่จรรยาบรรณในตัวก็ปลุกความกล้าภายในจิตใจขึ้นมา เขาจ้างเธอมาแล้ว ดังนั้นหน้าที่ดูแลรับผิดชอบสุขภาพของเขาก็คืองานของเธอ หญิงสาวทนนิ่งเฉยมองคนในความดูแลไม่ใส่ใจตัวเองไม่ได้หรอก

 

น้ำงามโทรศัพท์บอกห้องครัวให้เอาอาหารชุดใหม่มาให้เร็วหน่อย แล้วยกไปให้ก่อนที่ซาร่า พยาบาลที่อยู่เวรต่อจากเธอจะเข้ามา

 

ประตูเลื่อนเปิดออกอย่างง่ายดายเมื่อเจ้าหน้าที่ได้รับคำสั่งจากเกลิค ห้องแรกเป็นห้องโล่ง ห้องที่สองก็ยังเป็นห้องโล่ง จนมาถึงห้องที่สามจึงค่อยมีเฟอร์นิเจอร์เพิ่มขึ้นมา กลางห้องมีเบาะกลมอันใหญ่กับหมอนกองโต หญิงสาวไม่ได้สนใจมองเท่าไรเพราะถัดไปก็เป็นห้องทำงานของมาสเตอร์เคแล้ว

 

น้ำงามเห็นแสงไฟจากหน้าจอคอมพิวเตอร์อยู่แวบๆ เดินไปอีกไม่ถึงสิบก้าวก็จะเข้าถึงตัวเขาแล้ว แต่น้ำงามกลับไม่กล้าขยับเพราะมียามเฝ้าประตูตัวโตนอนหมอบอยู่

 

สวรรค์โปรด! นี่มันถ้ำเสือจริงๆ ด้วย

 

ห่างไปไม่ใกล้มีเสือดำตัวโตนอนเหยียดยาวปิดทางเข้าออกจนมิด เจ้าตัวนี้มีปลอกคอแต่ไม่ได้ถูกล่ามโซ่เอาไว้ นั่นหมายความว่ามันสามารถกระโจนมาขย้ำคอเธอได้ทุกขณะ

 

หญิงสาวมองสบตากับเจ้าตัวโตแล้วพยายามหลอกตัวเองว่าเสือเลี้ยงอาจจะเชื่อง ทว่าเจ้าตัวนี้กลับไม่ใช่อย่างนั้น มันลุกขึ้นจากพื้นในทันทีที่เห็นผู้บุกรุกแล้วตั้งท่าพร้อมจู่โจม

 

น้ำงามถอยกรูดออกมาทันทีตอนที่มันขยับตัว สุดท้ายแล้วหญิงสาวก็ปราชัยในการบุกเข้าถ้ำเสือ เธอไม่ถึงกับวิ่งหางจุกตูดกลับมาให้เกลิคสมน้ำหน้า แต่ก็ขวัญกระเจิงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

 

 

หลังจากวันหยุดเทศกาลปีใหม่ผ่านพ้นไป คฤหาสน์ไวท์คิงก็เริ่มมีคนให้เห็นหนาตา คนสวนหลายคนช่วยกันโกยหิมะบนถนนออกตั้งแต่เช้าตรู เมื่อคืนมีพายุเข้าลมเพิ่งจะสงบตอนใกล้รุ่งนี่เอง น้ำงามไม่รู้เรื่องเลยเพราะอยู่แต่ในห้องสี่เหลี่ยมทั้งยังขวัญหายเพราะเสืออีก เธอรักสัตว์มากก็จริงอยู่ แต่เจอสัตว์ป่าในบ้านคนแบบนี้เป็นใครก็ตั้งตัวไม่ทัน

 

หญิงสาวตัดสินใจออกมาเดินรับอรุณแทนที่จะพักผ่อนเพื่อเรียกขวัญตัวเอง เธอลงเนินไปจนถึงอาคารสวัสดิการที่จัดเอาไว้ให้พนักงาน ที่นี่มีทั้งโรงอาหาร ฟิตเนสและเครื่องเล่นมากมายราวกับเป็นเกมเซ็นเตอร์ คะเนจากจำนวนอาหารที่จัดเอาไว้แบบบุฟเฟต์ ที่นี่น่าจะมีลูกจ้างอยู่ประมาณสามสิบคนได้

 

“ว่าไงนีน่า เบื่อที่จะสั่งอาหารไปกินแล้วใช่ไหม”

 

มาร์กเข้ามาทักทายด้วยอาการสาวแตกเกินล้าน ทำเอาภาพลักษณ์จริงจังที่เห็นจนชินตาแหลกละเอียดเป็นผุยผง

 

น้ำงามพอรู้หรอกว่าอีกฝ่ายไม่ใช่ผู้ชายร้อยเปอร์เซ็นต์แต่ไม่คิดว่าอยู่นอกเวลางานแล้วจะเป็นแบบนี้

 

“ก็ไม่เชิงค่ะ พอดียังไม่ง่วงก็เลยออกมาสูดอากาศหน่อย”

 

“กินอะไรมาหรือยัง”

 

“ยังเลยค่ะ”

 

“ดีเลย มากินอาหารเช้าด้วยกันสิ ออมเลตกับฮันนี่โทสต์ของที่นี่เลิศที่สุดในสามโลกเชียวนะ”

 

มาร์กลงทุนเชื้อเชิญขนาดนี้ น้ำงามเลยไม่ปฏิเสธทั้งที่ไม่หิวสักนิด นั่งเขี่ยอาหารในจานได้สักพัก เพื่อนร่วมวิชาชีพก็หันมากระชิบถาม

 

“ไปเจอเจ้าแมวเหมียวยักษ์นั่นมาใช่ไหม”

 

น้ำงามยกช้อนที่ตักอาหารค้างเอาไว้ แล้วหันไปมองมาร์กอย่างสงสัย

 

“คุณรู้ได้ยังไงคะ”

 

“มองหน้าก็รู้แล้ว เจอเจ้านั่นครั้งแรกก็เป็นอย่างนี้ทุกคนแหละ หน้าซีดเป็นไก่ต้ม” มาร์กจิ้มอาหารเข้าปาก เสร็จแล้วจึงค่อยเอ่ยในทำนองปลอบใจ “คิดเสียว่าเป็นการรับน้องก็แล้วกันนะ”

 

น้ำงามเพิ่งมาคิดได้ตอนนี้เองว่าควรจะโมโหเกลิคที่ไม่เตือนเธอ แล้วก็น่าจะพาลใส่มาร์กกับซาร่าสักหน่อยที่ไม่ยอมบอกเรื่องเสือเลยแม้แต่คำเดียว

 

หญิงสาวเคืองเพื่อนร่วมงานอยู่ประมาณครึ่งนาทีก็เลิกโกรธ ที่ปลงได้อย่างรวดเร็วเพราะรู้ดีว่าที่นี่ไม่ใช่สถานที่ปกติ ต่อให้อยากเตือนก็พูดลำบาก ต่างคนต่างก็อยู่ในสภาพน้ำท่วมปากกันทั้งนั้น

 

“เป็นการรับน้องที่ประทับใจไม่รู้ลืมเลยค่ะ”

 

จบประโยคนี้น้ำงามก็ปลอบขวัญตัวเองด้วยฮันนี่โทสต์คำโต รายการนี้อร่อยสมคำอวดอ้าง ขนาดเธอไม่เจริญอาหารยังตักกินเสียหลายคำ

 

ในขณะที่กำลังสนทนากันจอร์จก็เข้ามาทักทาย เขาแนะนำภรรยาให้รู้จัก พลางถามอย่างมีน้ำใจว่าอยากฝากซื้ออะไรไหมเพราะจะเข้าไปในเมืองบ่ายนี้

 

“ไม่ค่ะ...อ๊ะ!” น้ำงามอุทานอย่างนึกขึ้นได้ “ในเมืองมีร้านสัตว์เลี้ยงไหมคะ”

 

“มีสิครับ ร้านใหญ่มากเลยล่ะ มีสารพัดอย่าง ที่บ้านพักพนักงานอนุญาตให้เลี้ยงสัตว์ได้แต่ที่คฤหาสน์รัตติกาลผมไม่แน่ใจ ถ้าจะเลี้ยงตัวอะไรลองขออนุญาตมิสเตอร์แม็กกีดูก่อนดีกว่านะครับ”

 

น้ำงามเพิ่งจะรู้วันนี้เองว่าคฤหาสน์ที่เธออยู่มีชื่อด้วย คฤหาสน์รัตติกาลฟังดูแล้วช่างเหมาะกับเจ้าของสถานที่เสียเหลือเกิน

 

“ใครกล้าขอก็บ้าแล้วย่ะ” มาร์กว่าพลางทำท่าสยดสยอง

 

“พวกหมาพวกนกคงไม่ได้ แต่ถ้าเป็นปลาน่าจะอะลุ้มอล่วยนะ” มิเชล ภรรยาของจอร์จเสริม

 

“อย่าบ้ายุเชียว หาเรื่องเอาคอเข้าไปยัดปากเสือชัดๆ พ่อเจ้าประคุณทูนหัวร้ายกว่าเจ้าเหมียวยักษ์นั่นอีกนะยะขอบอก”

 

น้ำงามได้ข้อสรุปในตอนนี้เองว่าทุกคนกลัวเกลิคกันหมด หญิงสาวมารู้ทีหลังว่าชายหนุ่มสร้างวีรกรรมเอาไว้มาก ไม่ใช่แค่ข่มขู่แต่เป็นการลงมือทำเลย เคยมีคนแฝงตัวเข้ามาในนี้ แล้วพยายามถ่ายรูปมาสเตอร์เค ผลคือถูกเกลิคซ้อมปางตาย สาบานได้ว่าแค่สามหมัดแต่กระดูกกับเครื่องในพังยับ นอกจากนี้ยังปามีดเก่ง ยิงปืนแม่นอย่างกับฮันนิบาล[1]กลับชาติมาเกิด ในอาณาจักรคอนเนอร์แห่งนี้ต่อให้กร่างแค่ไหนก็ไม่มีใครกล้าหือด้วย

 

“ที่นี่มีคนเลี้ยงหมา แมว แล้วก็กระต่ายอยู่ ถ้าอยากเล่นด้วยฉันจะแนะนำให้รู้จักเจ้าของ ไม่ต้องเลี้ยงเองด้วยสบายออกจะตาย” มาร์กเสนอทางออกให้สำหรับคนรักสัตว์

 

“ฉันไม่ได้อยากมีสัตว์เลี้ยงหรอกค่ะ” น้ำงามปฏิเสธก่อนจะเข้าใจผิด “แค่อยากจะฝากซื้อของเท่านั้นเอง”

 

หญิงสาวบอกชื่อสิ่งที่ต้องการ เธอย้ำว่าอยากได้เยอะๆ กวาดมายกแผงเลยก็ได้ มิเชลกับมาร์กไม่รู้ว่ามันคืออะไรแต่จอร์จรู้จักดีเพราะเคยเลี้ยงแมว

 

“จะเอาไปเลี้ยงฝูงแมวที่ไหนล่ะ”

 

“ไม่ใช่ฝูงแมวหรอกค่ะ แต่เป็นแมวที่ตัวใหญ่สักหน่อย”

 

หญิงสาวไม่มั่นใจนักหรอกว่าแผนการนี้จะได้ผล ถึงอย่างนั้นก็ถือคติไม่ลองไม่รู้ มาสเตอร์เคไม่ยอมกินอีกเมื่อไร คงได้เห็นกันว่าเจ้าเหมียวยักษ์จะยอมให้เธอติดสินบนหรือเปล่า

 

 

 

ห้องทำงานของเควินเป็นทรงกลม โต๊ะทำงานที่ใช้เลยเป็นวงกลมด้วย ชายหนุ่มมักนั่งอยู่ตรงกลาง รอบตัวรายล้อมไปด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ไม่ต่ำกว่าหกเครื่องที่แสดงข้อมูลต่างๆ กันไป นอกจากที่โต๊ะแล้วบริเวณผนังยังเต็มไปด้วยจอภาพจำนวนมาก แต่ส่วนใหญ่จะปิดเอาไว้ เขาจะสั่งให้แสดงผลเฉพาะเวลาที่ต้องการเท่านั้น

 

นอกจากเป็นทายาทมหาเศรษฐีกับนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จแล้ว เควินยังมีอีกโฉมหน้าหนึ่งนั่นคือแฮกเกอร์อัจฉริยะ เขาเกิดมาพร้อมความสามารถในการเรียนรู้อันเป็นเลิศ ชายหนุ่มพูดได้หลายภาษา ไม่ว่าจะอ่านอะไรก็จำได้เกือบทั้งหมด ดังนั้นมันจึงไม่ใช่เรื่องยากเลยที่จะกลายเป็นพหูสูตในโลกเสรีที่มีความรู้ให้สูบมากมายทางอินเทอร์เน็ต

 

ตอนเด็กๆ สิ่งที่เควินสนใจไม่ใช่โปรแกรมคอมพิวเตอร์แต่เป็นเรื่องเครื่องยนต์กลไก จนเติบโตเป็นวัยรุ่น ความต้องการก็เปลี่ยนไป เขานึกอยากจะสร้างบารมีโดยไม่ต้องพึ่งอำนาจของบิดา เลยลองคิดหาหนทางดู

 

ความคิดแรกที่แวบเข้ามาในหัวคือการเป็นแฮกเกอร์มือดี ที่ไม่ว่าตำรวจหรือผู้ร้ายต่างก็ต้องการตัว ถ้าทำได้แบบนั้นจริงก็จะได้ทั้งเงินและอิทธิพลโดยไม่ต้องเหนื่อย เมื่อคิดได้อย่างนั้นก็ลงมือทำในทันที

 

ชายหนุ่มศึกษาความรู้พื้นฐานที่จำเป็นอยู่ไม่นานก็เริ่มเอามาประยุกต์ใช้ได้ ความสามารถของเควินเริ่มฉายแววโดดเด่นทีละน้อย ไม่ว่าจะเป็นการสร้างไวรัสหรือเจาะระบบรักษาความปลอดภัย เขาก็สามารถทำได้เทียบเท่ากับคนที่คร่ำหวอดในวงการมาเป็นสิบๆ ปี

 

ตอนเป็นวัยรุ่นยังคะนองเขาบังเอิญไปขโมยข้อมูลลับของพวกมาเฟียเข้า ก็เลยกลายเป็นเรื่องใหญ่ มีแต่คนบอกว่าถ้าเขาไม่ใช่ลูกพ่อคงตายไปนานแล้ว แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เขาวางมือจากวงการ ชายหนุ่มยังขยันสร้างความวุ่นวายอีกเรื่อยๆ สุดท้ายพ่อก็ยื่นคำขาดว่าเขาต้องมีบอดี้การ์ดประจำตัว นับจากวันนั้นก็เลยได้เกลิคมาคอยดูแลเรื่องความปลอดภัยให้

 

เกลิคต้องทำงานหนักมากในช่วงที่เควินยังอยู่ในวัยยี่สิบต้นๆ แต่หลังจากนั้นมางานของบอดี้การ์ดกึ่งพ่อบ้านคนนี้ก็เบาลงโขเพราะนายน้อยตัวแสบเริ่มหันมาสนใจงานถูกกฎหมาย

 

ช่วงสามสี่ปีหลังมานี้เควินใช้เวลาหกชั่วโมงต่อวันในการดูแลกิจการเอฟเคแอสเซตให้เป็นไปโดยราบรื่น ส่วนเวลาที่เหลือหมดไปกับงานอดิเรก ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการหาทางทำลายระบบป้องกันข้อมูลที่ตัวเองเป็นคนสร้าง

 

ชายหนุ่มเชื่อว่าโลกนี้ไม่มีความสมบูรณ์แบบ ก็เลยสร้างระบบที่แน่นหนาและทรงประสิทธิภาพที่สุดขึ้นมา แล้วประกาศท้าให้พวกแฮกเกอร์หาทางทำลายมัน ทว่าสามเดือนก็แล้ว หกเดือนก็แล้ว ยังไม่มีใครเจาะเกราะเข้าไปได้สักคน เขาก็เลยลองจัดการเอง

 

หากจะถามว่าทำไปทำไม เควินคงจะยักไหล่แล้วตอบว่ามันคืองานอดิเรกส่วนตัว ที่ไม่ทำให้ว่างจนเกินไป ชีวิตในคฤหาสน์รัตติกาลจะได้มีสีสันบ้าง ฟินน์รู้เข้าเลยค่อนว่าเขาเป็นอัจฉริยะโรคจิต ซึ่งข้อนี้เควินยอมค้อมกายรับโดยดุษฎีเชียวล่ะ

 

เวลาหมกมุ่นกับอะไรบางอย่างเควินมักไม่กินไม่นอน พอเกลิคเตือนมากเข้าเขาก็จะหยิบแซนด์วิชเข้าปากแบบขอไปที ส่วนที่เหลือยกให้เจ้าโลกิหมด มันเลยเริ่มกลายเป็นเสืออ้วนเพราะกินอาหารของคนมากไป

 

เกลิคกับครูฝึกเสือพร้อมใจกันบ่นเขาใหญ่ แต่ใครจะไปสนกัน สัตว์เลี้ยงอ้วนๆ น่ารักออกจะตาย

 

โลกิเป็นเสือดำ ตามกฎหมายแล้วมันคือสัตว์ป่าคุ้มครอง เควินจึงไม่เคยมีความคิดว่าอยากจะเอามาเป็นสัตว์เลี้ยง ที่ต้องรับอุปการะมันเพราะไอ้บ้าฟินน์โยนมาให้เป็นของขวัญคริสต์มาสเมื่อสี่ปีก่อน

 

ญาติตัวแสบบอกว่าเป็นสัตว์ที่ได้รับการตัดต่อพันธุกรรมอย่างผิดกฎหมาย ตัวมันมียีนของสุนัขอยู่ ทั้งยังรับประกันเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าสามารถฝึกให้เชื่องเหมือนสุนัขได้

 

ผลน่ะเหรอ? มันตอแหลน่ะสิ’’

 

ครูฝึกคนแรกที่จ้างมาโดนมันขย้ำจนกลางอกเป็นรอยแผลยาว คนที่สองเกือบเสียตาไป คนเดียวที่ปราบมันได้คือเกลิค หมอนั่นเอ็นดูเจ้าเหมียวยักษ์โลกิมาก แต่คงจะรักด้วยแส้หนักข้อไปหน่อยมันเลยหนีหัวซุกหัวซุนมาพึ่งใบบุญเควิน สัญชาตญาณในตัวมันคงบอกว่าเขามีอำนาจเหนือเกลิค โลกิมันเลยประจบด้วยการทำตัวเชื่องแสนเชื่อง

 

เวลาที่เควินทำงาน โลกิจะนั่งเฝ้าอยู่หน้าห้องเกือบตลอดเวลา มันรู้ว่าเขาไม่อนุญาตให้มันเข้ามาในห้องทำงาน เลยรออย่างสงบเสงี่ยมอยู่หน้าห้อง ในขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่เป็นยามคอยไล่คนที่มารบกวนให้ด้วย

 

จะว่าไปแล้วการมีเจ้านี่อยู่ด้วยก็มีประโยชน์เหมือนกัน ตั้งแต่เอามันเข้ามาเลี้ยงมามิก็เลิกเข้ามาวุ่นวายในห้องทำงานของเขาเกินจำเป็น ชายหนุ่มไม่ชอบให้มามิมาเจ้ากี้เจ้าการชีวิตแต่ก็ไม่ได้เกลียดเธอ สำหรับเขาแล้วหัวหน้าแม่บ้านคนนี้เป็นเหมือนแม่นม จะเรียกว่าญาติสนิทก็ยังได้เลย

 

เควินพรมนิ้วไปบนแป้นคล่องมือ ขณะที่กำลังคีย์คำสั่งอยู่นั้น สมาธิก็มีอันต้องสะดุดเพราะเสียงเรียกไม่คุ้นหู เขาเผลอพิมพ์ผิดทำให้หน้าจอขึ้นคำว่า ‘Error’ เต็มไปหมด

 

“ฉันยกอาหารมาให้ค่ะ วันนี้คุณยังไม่ได้ทานอะไรนอกจากน้ำผักปั่นเลยนะคะ” น้ำงามยื่นถาดอาหารไปให้เขา

 

ชายหนุ่มไม่ยอมรับมาเธอเลยวางเอาไว้ตรงที่ว่างบนโต๊ะ

 

“เข้ามาได้ยังไง”

 

“ฉันขอให้คุณแม็กกีเปิดประตูให้ค่ะ”

 

นี่ไม่ใช่คำตอบที่เควินต้องการ สิ่งที่ชายหนุ่มอยากรู้คือเธอผ่านโลกิมาได้อย่างไรต่างหาก เขารีบกวาดตามองหามัน พอเห็นหางของสัตว์เลี้ยงโบกไปมาอยู่แวบๆ ที่หน้าประตูชายหนุ่มก็หันมาจ้องผู้บุกรุกเขม็ง

 

โลกิไม่มีทางปล่อยให้คนนอกเข้ามา นอกเสียจากว่าเจ้าหล่อนจะเล่นลูกไม้อะไรกับมัน

 

“คุณทำอะไรกับโลกิ”

 

“ให้ของว่างมันนิดหน่อยค่ะ ก่อนให้ฉันขออนุญาตมิสเตอร์แม็กกีแล้วนะคะ”

 

“ให้อะไร”

 

“แคทนิปค่ะ” น้ำงามสารภาพเสียงอ่อย

 

แคทนิป (Catnip) เป็นพืชชนิดหนึ่งที่มีสรรพคุณทางยา เวลาสัตว์ตระกูลแมวสูดดมหรือกินเข้าไปจะออกฤทธิ์หลอนประสาท ทำให้เคลิบเคลิ้มมีความสุข หลายคนก็เลยเรียกมันว่ากัญชาแมว

 

ได้ฟังเควินก็ตะโกนเรียกสัตว์เลี้ยงให้เข้ามาหา เจ้าเสือดำตัวโตลุกขึ้นมาอย่างขี้เกียจ มันเดินเป๋ไปเป๋มา ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนแผละพลางทำตาเยิ้มใส่เจ้าของ

 

เยี่ยมมาก! ไอ้เสืออ้วนไม่ได้เรื่อง เควินสบถในใจ

 

“ขอโทษด้วยนะคะที่ทำไปโดยพลการ คุณไม่ยอมกินเลย ใครๆ ก็ไม่กล้าเข้ามาฉันก็เลย...”

 

“วางยายามหน้าประตู” เควินต่อให้ด้วยน้ำเสียงกล่าวหา

 

“ขอโทษจริงๆ ค่ะ แต่แคทนิปนี่ไม่มีอันตรายนะคะ ลูกแมวอายุสามสี่เดือนก็กินได้ ไม่เกินสิบห้านาทีโลกิก็จะกลับมาเป็นปกติคะ” หญิงสาวรีบอธิบายจนลิ้นแทบพันกัน

 

เป็นเธอก็คงเคืองเหมือนกันเวลาที่มีคนเอาของแปลกๆ มาให้สัตว์เลี้ยงกิน

 

เควินตวัดสายตามองสาวเอเชียในชุดพยาบาลตั้งแต่หัวจรดเท้า ชายหนุ่มมีพยาบาลส่วนตัวมาก็มากแต่ก็ไม่มีใครอาจหาญได้เท่าเธอคนนี้ ไม่รู้ว่าพ่อไปสรรหาคนแบบนี้มาจากไหน

 

“บอกผมมาว่าคุณต้องการอะไร”

 

“ฉันแค่อยากให้คุณกินอาหารค่ะ”

 

“แค่นั้น?” ชายหนุ่มทำเสียงสูงอย่างประหลาดใจ

 

เควินไม่เชื่อที่เธอพูดมาสักนิด หากไม่มีวัตถุประสงค์แอบแฝง หญิงสาวคงไม่ลงทุนใช้วิธีนี้เพื่อพบเขาหรอก

 

“ค่ะ ต้องการแค่นั้น”

 

“ทำเกินกว่าเหตุ” ชายหนุ่มโวย

 

“ก็คุณอยากดื้อเองนี่คะ”

 

“หมายความว่าผมผิด” ชายหนุ่มชี้นิ้วมาที่ตัวเอง

 

“ใช่ค่ะ คุณผิด”

 

เควินนึกว่าตัวเองหูฝาดไปแล้วตอนได้ยินประโยคนี้ เธอไม่รู้หรือไงว่าเขาเป็นใครถึงได้กล้าต่อปากต่อคำด้วย แล้วยังมีหน้ามากล่าวโทษอีก

 

ชายหนุ่มรู้สึกไม่พอใจขึ้นมาตงิดๆ กระนั้นก็ยังเก็บอารมณ์เอาไว้ เขาเริ่มรู้สึกสนุกยามที่ได้โต้เถียงกับเธอ

 

“ก็ได้...ผิดก็ผิด แล้วคุณจะทำยังไงต่อ”

 

ปากเขาบอกว่าผิดแต่ไม่ได้แสดงออกตามนั้นเลยสักนิดเดียว ชายหนุ่มเท้าแขนลงกับโต๊ะ แล้วยื่นหน้าสวยๆ เข้ามาใกล้

 

ตอนมองจากระยะใกล้ชายหนุ่มดูคล้ายผู้หญิงกว่านี้ แต่เมื่อสังเกตใกล้ๆ ก็พบว่าแม้ใบหน้าเขาจะสวยหวานปานใดก็ยังมีเค้าความเป็นชายให้เห็น ไม่ว่าจะเป็นดวงตาคม คิ้วเข้มดกหนาและไรหนวดจางๆ เควินในภาพลักษณ์นี้ทำให้หัวใจของน้ำงามเต้นรัวทีเดียว

 

“ฉันไม่ทำอะไรคุณหรอกค่ะ เว้นแต่ว่าถ้าคุณดื้อจนป่วยขึ้นมา อาจจะถูกลงโทษด้วยการฉีดยาเจ็บๆ ไม่ก็หายาที่ขมที่สุดมาให้กิน”

 

“ถ้าผมไม่ยอมคุณจะทำอะไรได้” เจ้าของสถานที่เอ่ยอย่างไม่กลัว

 

“เอาเป็นว่าฉันมีปัญญามัดคุณติดเตียงแล้วจับฉีดยาก็แล้วกันค่ะ”

 

“ใครจะกดใครติดเตียงกันแน่สาวน้อย”

 

นัยน์สีอำพันของชายหนุ่มมีประกายยั่วเย้า ยิ่งมองสบลึกลงไปก็ยิ่งพบว่ามันงดงามราวกับอัญมณีเลอค่า หญิงสาวกล้าพนันหมดตัวเลยว่า ไม่ว่าชายหรือหญิงลองได้เจออย่างนี้เข้าไปเป็นอันต้องใจละลายกันทั่วหน้า ขนาดเธอแอบหยิกแขนตัวเองเพื่อเรียกสติแล้ว ยังต้องฝืนแทบตายไม่ให้แสดงอาการ

 

“ถึงเวลาก็รู้เองค่ะ”

 

เควินรู้สึกถึงความมั่นใจในน้ำเสียงก็เลยมองเธออย่างพิจารณามากขึ้น บ่งว่ายกระดับเธอจากผู้บุกรุกที่ไม่อยู่ในสายตามาเป็นบุคคลที่สมควรให้ความสนใจ

 

ชายหนุ่มไม่เข้าใจว่าเธอมีดีอะไรถึงคิดว่าจะจัดการเขาได้ ถ้าเทียบกับพวกการ์ดแล้วตัวเขาอาจจะดูบางแต่ก็ยังหนากว่าเธออยู่ดี เรื่องส่วนสูงก็ต่างกันครึ่งฟุต แล้วไหนยังจะเรี่ยวแรงที่มีมากกว่าผู้หญิงอีก

 

“สารภาพมาซะดีๆ คุณเป็นสายลับซีไอเอที่มีวิทยายุทธ์เป็นเลิศใช่ไหม”

 

น้ำงามหัวเราะลั่นกับจินตนาการอันแสนบรรเจิดของเขา แทนที่จะโกรธเควินกลับนิ่งมองรอยยิ้มบนดวงหน้าของหญิงสาวอย่างไม่อาจละสายตา แล้วก็ต้องยอมรับจากใจว่าเธอไม่ใช่คนสวยจัด แต่เป็นผู้หญิงที่ยิ้มได้น่ามองทีเดียว

 

“ฉันเป็นคนปกติค่ะ” หญิงสาวยืนยันเมื่อกลั้นหัวเราะได้

 

“แล้วทำไมถึงมั่นใจว่าจะจัดการผมได้”

 

“ก็ถ้าคุณยังไม่ยอมกินยอมนอนอยู่อย่างนี้ ถึงเวลาสู้กันขึ้นมาแม้แต่เด็กสิบขวบยังเอาชนะได้สบายเลยค่ะ”

 

“ผมชักเชื่อแล้วสิว่าที่คุณวางแผนมาทั้งหมดเพราะอยากให้ผมกินอาหารจริงๆ”

 

“ก็ใช่น่ะสิคะ ถ้าคุณยอมกินดีๆ ฉันก็ไม่ต้องวุ่นวายหรอก”

 

เควินยังดูไม่เชื่อว่าน้ำงามไม่มีวัตถุประสงค์แอบแฝง หญิงสาวก็เลยเปิดฝาครอบถาดอาหารออกให้เขาดู ในนั้นมีเนื้ออบปรุงสุกใหม่ส่งกลิ่นหอมน่ารับประทาน กับเครื่องเคียงและอาหารคาวหวานยั่วน้ำลายจัดใส่จานมาอย่างสวยงาม

 

“ทานสักหน่อยนะคะ ฉันรับรองว่าไม่มียาพิษหรือของอะไรแปลกๆ แน่ สัญญาด้วยเกียรติของพยาบาลวิชาชีพเลยว่าถ้าพูดกันดีๆ รู้เรื่อง ฉันจะไม่ใช้ไม้แข็งกับคุณเด็ดขาด”

 

“ผู้หญิงอวดดี” เควินจงใจต่อว่าแต่หญิงสาวก็ไม่โกรธ

 

น้ำงามคอยให้เขายอมรับประทานอาหารโดยไม่มีท่าทีรำคาญเลยสักนิด ใบหน้าเนียนใสมีรอยยิ้มอ่อนโยนเคลือบอยู่ตลอดเวลา มองแล้วเหมือนได้เห็นเหตการณ์คุ้นตาในวันวาน

 

ภาพแม่นั่งอยู่ข้างเตียงคอยหลอกล่อให้เขากินอาหารเพิ่มอีกสักคำหนึ่งเริ่มแจ่มชัด ทั้งที่ลืมเลือนมันไปนานแล้ว ไม่รู้ทำไมวันนี้ถึงเกิดจำได้ขึ้นมากะทันหัน

 

เควินรู้สึกเหมือนได้เจอของสำคัญที่ทำหล่นหายไปเมื่อนานมาแล้ว นี่กระมังเหตุผลที่ทำให้เขายอมกินอาหารที่เธอยกมาให้ในที่สุด

 

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

สวัสดีท้ายตอนค่ะ โน้มกลับมาจากเชียงใหม่แล้วนะคะ สำหรับนิยายเรื่องนี้จะเอามาลงให้อ่านทุกสามวัน สลับกับข้ามกาลนะคะ แล้วเจอกันวันที่ 5 ค่ะ ^O^

 



[1] รัฐบุรุษของชาวคาร์เทจ เขาเป็นแม่ทัพที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่งในประวัติศาสตร์ เคยบุกโจมตีโรมและทำศึกโดยปราศจากความพ่ายแพ้เป็นเวลานานกว่า 15 ปี โดยใช้กลยุทธ์และยุทธศาสตร์ต่างๆ ในการรบ

 

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

63 ความคิดเห็น

  1. #54 NoName (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 22 กรกฎาคม 2557 / 12:14
    น่ารักอ่ะ แม่จ๋าหนูอยากได้ๆ
    #54
    0
  2. #10 Fon (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 8 มีนาคม 2557 / 21:12
    อ่านแล้วชอบมากกกกกกกก อยากเติม ก. ซักล้านตัวรุ้ย
    #10
    0
  3. #4 babymildzang (@babymildzang) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2557 / 16:42
    อ้าย รอคะ ติดหนึบเบย
    #4
    0