ไฟรักรัญจวน วางแผงแล้ว

ตอนที่ 9 : บทที่ 8 ดอกคาร์เนชัน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 395
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    30 เม.ย. 57

บทที่ 8 ดอกคาร์เนชัน

 

ตอนที่น้ำงามเดินร้องไห้ออกมาจากห้องของเควินเป็นช่วงเปลี่ยนเวรพอดี โชคดีที่ยังไม่มีคนมาหญิงสาวก็เลยรีบเช็ดน้ำตา แล้วก้มหน้าก้มตาเขียนสรุปทุกอย่างลงบนชาร์จ พอซาร่ามาถึงก็ส่งเวรต่อให้ทันทีแล้วรีบกลับออกมา หญิงสาวบอกเลิกนัดทานอาหารเช้ากับมาร์กโดยอ้างว่าปวดหัว จากนั้นก็ขังตัวเองอยู่ในห้อง

 

น้ำงามทิ้งตัวลงบนเตียง ดึงผ้าห่มมาคลุมโปงแล้วหลับตาแน่นเพื่อบังคับไม่ให้น้ำตาไหล เธอเสียใจเรื่องเควินแต่ที่เคืองยิ่งกว่าคือตัวเอง น่าจะรู้ดีอยู่แล้วว่าตัวเองเป็นใครเขาเป็นใคร สำหรับเขาแล้วเธอคงไม่แตกต่างจากดอกไม้ริมทางที่เขาจะเด็ดเอามาดมแล้วโยนทิ้งเมื่อไรก็ได้

 

“ห้ามร้องไห้นะ อย่าไปแคร์คนที่เขาไม่เห็นค่าของเราเด็ดขาด”

 

หญิงสาวท่องคำพูดนี้ราวกับมันเป็นคาถาเรียกสติตัวเอง ทว่าน้ำตาร้อนๆ ก็ยังไหลเอ่อออกมาไม่หยุด น้ำงามร้องไห้อยู่ใต้ผ้าห่มพักใหญ่กว่าอารมณ์จะสงบลง เธอโผล่หน้าออกมารับอากาศบริสุทธิ์ด้วยจมูกและดวงตาที่แดงก่ำ

 

มองดูนาฬิกาตอนนี้เพิ่งจะเจ็ดโมครึ่งเท่านั้น ยังเร็วเกินกว่าที่จะนอน น้ำงามต้องทำงานตอนกลางคืนจึงปรับเวลานอนเป็นช่วงสิบโมงเช้าแล้วค่อยไปตื่นเอาตอนบ่ายคล้อย หญิงสาวเลยลุกไปอาบน้ำล้างคราบน้ำตา

 

น้ำอุ่นทำให้รู้สึกสดชื่นและผ่อนคลายขึ้นมา พอออกมาจากห้องน้ำแล้วหญิงสาวก็หยิบเอาดินสอดำกับสมุดสเกตช์ภาพขึ้นมาวาดภาพ เวลามีความสุขน้ำงามมักจะวาดรูปเพื่อถ่ายทอดอารมณ์ขณะนั้นออกมา เช่นเดียวกับยามทุกข์ที่เธอมักจะระบายความขุ่นข้องหมองใจผ่านผืนผ้าใบแทนการพร่ำบ่น

 

น้ำงามเรียบเรียงความคิดของตัวเองผ่านดินสอสีดำลงไปบนกระดาษสีขาว ไม่นานก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างให้เห็น ทว่าแทนที่มันจะเป็นทิวทัศน์จากนอกหน้าต่างตามความตั้งใจแรก มันกลับกลายเป็นภาพผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่ตรงระเบียงแทน

 

หญิงสาวถอนหายใจหนักๆ กับภาพร่างที่ไม่ได้ตั้งใจจะวาดขึ้นมานี้

 

“คุณไม่มีทางรักฉันจริงๆ ใช่ไหม”

 

เธอเอ่ยกับภาพร่างราวกับว่ามันเป็นตัวแทนของเขา

 

น้ำงามไม่อยากจะเชื่อเลยว่าสิ่งที่เควินแสดงออกมาคือกลลวง แต่ในเมื่อเขาบอกชัดว่าต้องการมีอะไรกับเธอแต่ไม่ได้รักเธอ หญิงสาวก็จนใจจะสรรหาเหตุผลมาโต้แย้ง

 

“รู้ตัวก็ดีแล้ว ต่อจากนี้จะได้ไม่โง่ตกเป็นเหยื่อเขา” หญิงสาวปลอบใจตัวเอง

 

อีกไม่ถึงสองเดือนเธอก็จะทำงานครบตามกำหนดแล้ว ถึงตอนนั้นจะได้ลาออกจากที่นี่แล้วลืมเรื่องราวที่ทำให้ทุกข์ใจไปเสียที

 

 

 

น้ำงามกลับไปทำงานอีกครั้งด้วยสภาพจิตใจที่ไม่ดีขึ้นเลย คนที่รออยู่ในห้องยังคงเป็นซาร่า หญิงสาวทำงานติดต่อกันสิบหกชั่วโมงรวดแต่สีหน้ายังดูสดชื่น ผิดกับคนที่เพิ่งผ่านการพักผ่อนนอนหลับมาหมาดๆ

 

“ไม่สบายหรือนีน่า” ซาร่าถามเมื่อเห็นสภาพอิดโรยของเพื่อนร่วมงาน

 

“ค่ะ” น้ำงามจำต้องรับคำเพราะไม่รู้ว่าจะอธิบายอย่างไร

 

“มีไข้ไหม”

 

“ไม่แน่ใจค่ะ”

 

ซาร่าเปิดลิ้นชักควานหาปรอทมาวัดไข้ให้ในทันที หญิงสาวอายุมากกว่าใครเพื่อน เลยเป็นเหมือนพี่สาวใจดีของทุกคน หลายครั้งที่เธอคอยดูแลเรื่องต่างๆ ให้โดยไม่ต้องร้องขอ

 

“เหมือนจะมีไข้นิดๆ นะ กินยากันไว้ก่อนก็ดี” หญิงสาวแนะ

 

น้ำงามรับคำแต่ไม่คิดจะกินยา เนื่องจากรู้ดีอยู่แก่ใจว่าไม่ได้ป่วย ทั้งยังรู้สึกผิดที่ทำให้ซาร่าต้องเป็นห่วงด้วย

 

“วันนี้มาสเตอร์เคเป็นยังไงบ้างคะ” น้ำงามไม่อยากถามถึง แต่ก็ต้องถามเพื่อไม่ให้ซาร่าผิดสังเกต

 

“ก็เหมือนทุกวัน ทุกอย่างปกติ”

 

ก่อนเปลี่ยนเวรจะมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันอย่างนี้เสมอ น้ำงามพยักหน้ารับแล้วหันไปทางจอมอนิเตอร์ ทว่ากลับมองไม่เห็นชายหนุ่ม

 

“มาสเตอร์เคไปไหนคะ”

 

หญิงสาวรีบถามก่อนซาร่าจะออกไปจากห้อง ตั้งแต่มาทำงานที่นี่เธอยังไม่เคยเห็นตัวเขาหายไปจากจอมอนิเตอร์มาก่อนเลย ขนาดเขาไปเข้าห้องน้ำเธอยังต้องจับเวลาเลย เกลิคบอกว่าเควินเคยเป็นลมในนั้น ถ้าเขาหายไปนานผิดปกติให้แจ้งทันที

 

“มาสเตอร์ไม่ได้อยู่ในห้องตั้งแต่เมื่อสิบชั่วโมงก่อนแล้ว”

 

“เขาไปไหนคะ”

 

“ไม่รู้สิ คงไปนอนหรือไปทำธุระอย่างอื่นมั้ง”

 

ซาร่าเห็นสีหน้าน้ำงามดูเป็นกังวล ก็เลยชี้แจงว่าเรื่องที่มาสเตอร์หายไปจากหน้าจอเป็นเรื่องปกติ เขายอมให้พวกพยาบาลเฝ้าสังเกตการณ์ก็เฉพาะแต่ตอนทำงานเท่านั้น ส่วนเวลานอนหรือการใช้ชีวิตส่วนตัวด้านอื่นถือเป็นความลับ

 

“ดูแค่สัญญาณชีพก็พอ ถ้ามันผิดปกติหรือเครื่องดังก็ติดต่อมิสเตอร์แม็กกีได้เลย”

 

น้ำงามคลายความกังวลลง หญิงสาวนั่งประจำที่แล้วรอให้ชายหนุ่มปรากฏตัวที่หน้าจอ แต่ตลอดคืนนั้นกลับไม่เห็นแม้แต่เงาของเขา เธอตอบตัวเองไม่ได้จริงๆ ว่าดีใจหรือเสียใจกันแน่ที่คนใจร้ายหายไปจากสายตา

 

 

 

หลังจากออกเวรแล้วน้ำงามก็กลับมาพักผ่อน ทว่ายังไม่ทันได้นอนก็ถูกตามกลับไปเข้าเวรต่อเพราะมาร์กไปช่วยงานที่ตึกใหญ่ ดูเหมือนว่าที่นั่นจะมีคนป่วยพร้อมกันหลายคน ส่วนซาร่าขับรถเข้าเมืองไปแล้วเพราะเป็นวันหยุดของเธอ

 

น้ำงามต้องเข้าเวรติดกันสองกะรวด ผลคือไม่ได้นอนครบยี่สิบสี่ชั่วโมงพอดี ส่วนเควินก็ยังไม่กลับมา อาหารที่จัดเตรียมเอาไว้ให้ไม่รู้กี่มื้อต่อกี่มื้อต้องเททิ้งหมด

 

“มิสเตอร์แม็กกีคะ เกินยี่สิบสี่ชั่วโมงแล้วนะคะที่มาสเตอร์เคไม่ได้แตะต้องน้ำหรืออาหารเลย” น้ำงามตัดสินใจติดต่อไปตามหน้าที่

 

“ผมรู้แล้ว เดี๋ยวผมจัดการเอง” เกลิครับคำสั้นๆ แล้วก็หายเงียบไปเลย

 

น้ำงามจึงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น มีเพียงจอมอนิเตอร์ที่บอกอัตราการเต้นของหัวใจเท่านั้นที่เป็นหลักฐานว่าเขายังมีชีวิตอยู่

 

ซาร่าถูกตามตัวกลับมาช่วยอยู่เวรแทนน้ำงามตอนสี่โมงเย็น หญิงสาวอุทานลั่นตอนที่ได้มองใบหน้าของพยาบาลรุ่นน้องแบบเต็มตา

 

“สีหน้าเธอดูแย่มากเลยนีน่า”

 

“สงสัยเพราะอดนอนมั้งคะ”

 

“ไม่ใช่อย่างนั้น หน้าเธอแดงก่ำเลย” ซาร่าเอามือแตะหน้าผากน้ำงาม แล้วก็ต้องสะดุ้งกับความร้อนของผิวกาย “ตัวเธอร้อนจี๋เลยนี่นา”

 

“จริงหรือคะ”

 

น้ำงามหยิบปรอทวัดไข้ขึ้นมาหนีบใต้รักแร้ รอสักพักผลก็ออกมา

 

“38.7 °C” ซาร่าชะโงกหน้ามาอ่านตัวเลข “ตายแล้วนีน่า! ไข้เธอสูงขึ้นนี่ หายาที่แรงกว่าเดิมกินแล้วไปนอนเดี๋ยวนี้เลย” หญิงสาวไม่พูดเปล่าแต่ยังกระวีกระวาดหายามายัดใส่มือให้ด้วย

 

“เดินไหวไหม”

 

“ไหวค่ะ”

 

“ถ้าอาการไม่ดีขึ้นก็โทรหาเมดนะ บอกคุณมามิไว้ก่อนก็ดี”

 

“ค่ะซาร่า ขอบคุณนะคะที่เป็นห่วง”

 

น้ำงามส่งยิ้มให้เพื่อบอกว่าตัวเองไม่เป็นไร เธอเข้าใจมาตลอดว่าที่มึนหัวเพราะอดนอนและคิดมากเรื่องเควิน ไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่ากำลังมีไข้ สงสัยสวรรค์จะลงโทษเธอที่โกหกมาร์กกับซาร่าว่าป่วย เลยเกิดไม่สบายขึ้นมาจริงๆ

 

หญิงสาวเอายากลับมาที่ห้องแต่ไม่ได้กินเพราะอยู่ๆ ไข้ก็ลด เธอมัวแต่ชะล่าใจว่าตัวเองคงไม่เป็นอะไรมากจึงไม่ได้บอกใคร ไม่คิดเลยว่าพอค่ำลงจะมีไข้สูงจนไม่ได้สติ

 

 

 

ตั้งแต่ทะเลาะกับน้ำงามเควินก็ไม่มีอารมณ์ทำอะไรเลย ปัญหาไม่ใช่เขาผิดหรือเธอผิด แต่เป็นเขาแคร์เธอมากเกินไปต่างหาก ชายหนุ่มรู้สึกแย่อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ไม่ว่าพยายามอย่างไรก็ขจัดอารมณ์ขุ่นมัวนี้ออกไปไม่ได้

 

เควินบอกตัวเองให้เขานอนเพื่อจะได้ลืมๆ เรื่องนี้ไป แต่กลับไม่รู้สึกง่วงเลยสักนิด ทั้งที่เมื่อวานก็ไม่ได้นอนแม้แต่งีบเดียว

 

“น่ารำคาญเป็นบ้า หยุดงี่เง่าสักที” ชายหนุ่มก่นด่าตัวเอง

 

เขาพลิกตัวไปมาบนเตียงอย่างทรมาน สุดท้ายก็ทนไม่ไหวต้องออกไปว่ายน้ำเพื่อดับอารมณ์ เควินแช่ตัวอยู่ในสระปรับอุณหภูมิ สักพักก็ชันเข่ากอดขา ทำตัวให้อยู่ในสภาพของทารกในครรภ์มารดา แล้วปล่อยตัวเองให้จมดิ่งลงไปใต้น้ำ

 

ชายหนุ่มมักทำอย่างนี้เสมอเวลาที่อารมณ์ขุ่นมัว ทว่ายังไม่ทันรู้สึกดีขึ้น เกลิคก็มาลากตัวเขาขึ้นไปจากสระเพราะคิดว่าจมน้ำ

 

“ฉันยังอยู่ดี” ชายหนุ่มตะโกนอย่างหัวเสีย

 

“แต่คุณอยู่ใต้น้ำมาไม่ต่ำกว่าห้านาทีแล้วนะครับ”

 

“แล้วไง สถิติสูงสุดของฉันคือแปดนาที”

 

“สถิติสูงสุดในวันที่สภาพร่างกายพร้อม ไม่ใช่อดอาหารมาเกินหนึ่งวันอย่างนี้ครับ” เกลิคต่อให้

 

เควินยังกลั้นหายใจในน้ำได้นานกว่าคนปกติเพราะความผิดปกติของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิร่างกาย อัตราการเต้นของหัวใจ ความดันเลือด ทุกอย่างอยู่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานหมด ถ้าเป็นคนปกติความดันต่ำขนาดนี้อาจจะเป็นลมไปแล้ว แต่ชายหนุ่มกลับยังออกกำลังกายได้หน้าตาเฉย

 

“แล้วนายล่ะ กลั้นหายใจในน้ำได้นานที่สุดเท่าไร” เควินถาม

 

“น่าจะพอๆ กับสถิติโลกมั้งครับ”

 

พ่อบ้านมหากาฬคนนี้ยังคงตอบแบบทีเล่นทีจริงได้น่าหมั่นไส้เหมือนเดิม สถิติโลกในตอนนี้คือยี่สิบสองนาที ถึงจะฟังดูโม้ไปหน่อยแต่ก็มีความเป็นไปได้เพราะสมรรถภาพร่างกายของเกลิคนั้นไม่ธรรมดา

 

หลังจากพาเจ้านายขึ้นมาจากน้ำแล้ว เกลิคก็ส่งผ้าเช็ดตัวกับเสื้อคลุมให้ โดยไม่สนใจว่าตัวเองจะเปียกปอนตั้งแต่หัวจรดเท้า ชุดพ่อบ้านที่เขาสวมทั้งหนาหนักและอุ้มน้ำ เห็นแล้วชวนให้รู้สึกไม่สบายตัวแทน

 

“จะไปไหนก็ไป” เควินไล่ให้ไปเปลี่ยนชุดทางอ้อม

 

ชายหนุ่มรับคำแต่สักพักก็กลับมาพร้อมแซนด์วิชทูน่ากับน้ำผักปั่นกลิ่นเหม็นเขียว

 

“ฉันไม่หิว”

 

“แต่คุณต้องกินครับ ไม่อย่างนั้นใครบางคนคงได้เสียน้ำตาเพราะคุณอีกรอบ”

 

ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเกลิคหมายถึงน้ำงาม นานทีชายหนุ่มจะเข้ามายุ่งเรื่องส่วนตัวของเจ้านายสักครั้ง เควินเลยหยิบอาหารเข้าปากเพื่อตัดรำคาญ

 

เกลิคยิ้มอย่างพอใจที่หนนี้ไม่ต้องหว่านล้อมให้เหนื่อย เขาดูแลรับใช้มาสเตอร์เคมาสิบปีแล้ว ระยะเวลานี้ยาวนานพอจะทำให้รู้สึกผูกพันต่อกัน แม้ไม่ใช่ญาติก็เหมือนญาติ พอเห็นว่ากำลังมีปัญหาก็เลยอดที่จะให้คำแนะนำไม่ได้

 

“ถ้าลำบากใจที่จะพูดว่าขอโทษ ก็ใช้ดอกไม้พูดแทนสิครับ”

 

“ไม่ต้องมายุ่ง” เควินตวาด

 

“ไฮเดรนเยียสักดอกเป็นไงครับ ภาษาดอกไม้แปลว่าขอโทษ” เกลิคยังคงพูดต่อไป โดยไม่ใส่ใจโทสะของเจ้านาย

 

“ทำไมฉันต้องทำอย่างนั้นด้วย ฝันไปเถอะ” เควินโต้

 

คุณพ่อบ้านไม่ว่ากระไร เขาเก็บจานแล้วเดินยิ้มๆ ออกไป ด้วยท่าทางมั่นอกมั่นใจเสียเหลือเกินว่าคนปากแข็งจะต้องทำตรงกันข้ามกับที่พูด

 

 

 

เควินกลับมาอาบน้ำแต่งตัวใหม่ที่ห้อง ด้วยความคิดมุ่งมั่นว่าจะไม่มีวันเอาดอกไม้ไปขอโทษน้ำงามอย่างเด็ดขาด ชายหนุ่มรู้สึกว่ามันไม่ปลอดภัยถ้าไปพบเธอในสภาพที่ยังสูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง กระนั้นก็ยังอดคิดย้อนไปไม่ได้ จะเกิดอะไรขึ้นหากวันนั้นเขาโกหกเธอไปว่ารัก บางทีน้ำงามอาจจะยอมมีความสัมพันธ์ด้วย แล้วเขาก็จะชนะพนันอย่างง่ายดาย แต่ต่อให้ย้อนเวลาได้เควินก็ยังเลือกที่จะทำเหมือนเดิม

 

สำหรับเควินแล้วความรักคือสิ่งที่น่าพรั่นพรึง เปรียบประดุจอาถรรพ์ร้าย ไม่ก็คำสาปที่ไม่อาจลบล้าง อย่าว่าแต่รักใครเลย แต่เอ่ยคำคำนี้ออกมาก็ทำให้หนาวสะท้านไปทั้งร่างแล้ว

 

เควินยังจำภาพเหตุการณ์ในพิธีศพของมารดาได้อย่างแม่นยำ สีของโลง ชุดที่แม่ใส่ รวมถึงดอกไม้ที่ประดับในงาน ทุกอย่างแจ่มชัดอย่างน่าขำ โดยเฉพาะภาพของพ่อที่หลั่งน้ำตาขณะจูบลาแม่เป็นครั้งสุดท้าย เขาเคยคิดว่าการที่พ่อร้องไห้เมื่อสูญเสียคนรักเป็นเรื่องธรรมดา แต่เมื่อโตพอรู้ความถึงได้เข้าใจว่าน้ำตาหยดนั้นมีค่าแค่ไหน

 

โทมัส คอนเนอร์ ได้รับฉายาว่าสุภาพบุรุษไร้พ่าย เขาไม่เคยแพ้ให้กับอะไรและไม่เคยเสียใจกับการตัดสินใจของตัวเอง ทว่าผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งกลับเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง

 

แม่กุมหัวใจของพ่อเอาไว้อย่างแม่นมั่น พอจากโลกนี้ไปแล้วก็เอามันไปด้วย พ่อเลยต้องใช้ชีวิตโดยมีเงาของแม่ตามติดอยู่ตลอดเวลา จากที่แข็งแกร่งกลายเป็นอ่อนแอ ที่เคยกระฉับกระเฉงก็แก่ชรา เรื่องของแม่กลายเป็นจุดอ่อนของพ่อ ถ้าหากจับทางได้ก็ไม่ยากเลยที่จะปั่นหัวผู้ชายคนนี้ เขาไม่อยากเป็นอย่างนั้น เลยปิดหัวใจตัวเองและปฏิเสธที่จะมีความรักมาโดยตลอด

 

เควินเริ่มเหนื่อยที่ต้องคิดมาก เลยหาหางานให้ตัวเองทำด้วยการเปิดแท็บเล็ต เขาเช็กเรื่องงานเป็นอย่างแรก วันนี้เหมือนคลื่นลมจะสงบ ธุรกิจทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่น เขาเลยเข้าไปในเว็บบอร์ดของพวกแฮกเกอร์เผื่อว่าจะมีอะไรน่าสนุกทำ ไล่อ่านกระทู้ไร้สาระได้สักพักก็ปิดมันทิ้งไป ด้วยอารมณ์เบื่อหน่าย

 

ในขณะที่กำลังนิ่งคิดว่าจะทำอะไรเป็นอย่างต่อไปดี มือซนๆ ก็เผลอกดเรียกข้อมูลจากกล้องวงจรปิดในห้องพยาบาลออกมาดู ปกติน้ำงามจะชอบฮัมเพลงแล้วยิ้มเวลาอยู่คนเดียว แต่ตั้งแต่เกิดเรื่องเธอก็ไม่เคยยิ้มอีกเลย

 

เควินไล้มือบนหน้าจออย่างเผลอไผล สัมผัสแข็งกระด้างทำให้นึกเปรียบเทียบกับพวงแก้มของจริง ว่าเนียนนุ่มหอมกรุ่นขนาดไหน

 

เอาอีกแล้ว เผลอคิดถึงเธออีกแล้ว

 

ชายหนุ่มมองดวงหน้าสวยแล้วถอนหายใจออกมาหนัก ถ้าไม่ทำอะไรสักอย่างเขาคงกลายเป็นบ้า

 

“ทำให้หายโกรธก่อน อย่างอื่นค่อยว่ากัน”

 

เควินโยนแท็บเล็ตในมือก่อนจะดีดตัวลุกขึ้นจากเตียง ชายหนุ่มตรงดิ่งไปที่ผนัง เคาะมันเบาๆ เพื่อเปิดทางลับสำหรับออกไปข้างนอก

 

คฤหาสน์หลังนี้มีประตูกลมากมาย ส่วนใต้ดินก็มีทางลับหลายทาง พ่อสร้างเอาไว้เพื่อให้เขาไปในที่ต่างๆ ได้โดยไม่ต้องเจอกับแสงแดด

 

ชายหนุ่มย่องอย่างเงียบกริบไปที่เรือนกระจก ในนี้ไม่มีไฮเดรนเยียปลูกอยู่เลยแม้แต่ต้นเดียว ที่เห็นสะดุดตาก็มีแต่พวกกุหลาบกับดอกไม้กระจุ๋มกระจิ๋มน่ารักทั้งหลาย

 

กวาดตาหาอยู่อีกสักพักหนึ่งก็ไปสะดุดเข้ากับดอกคาร์เนชันสีชมพู ที่น่าสนใจไม่ใช่ความสวยแต่เป็นความหมาย คนญี่ปุ่นยกให้ดอกคาร์เนชันเป็นดอกไม้ประจำวันแม่ เพราะเชื่อว่ามันสื่อถึงความรักที่มีต่อแม่ได้

 

ความทรงจำในอดีตแวบเข้ามาในหัว เมื่อกลิ่นหอมกรุ่นๆ ของมันลอยมาต้องนาสิก เขาลืมไปได้อย่างไรกันว่าตอนยังเล็ก เคยมอบดอกคาร์เนชันช่อโตให้แม่เป็นของขวัญ

 

เควินรักแม่มาก เลยไม่อยากจะลืมเรื่องท่าน แต่ทุกความทรงจำกลับเหือดหาย พ่อมักจะทำหน้าเศร้าเวลาเอ่ยถึงเรื่องแม่ เขาเลยต้องแสร้งทำเป็นว่าไม่คิดถึงท่าน นานเข้าความทรงจำก็เลยลบเลือนไปตามกาลเวลา

 

นึกถึงเรื่องดอกคาร์เนชัน ก็จำนิทานที่แม่เคยเล่าให้ฟังได้ มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับลูกเสือตัวน้อยที่ทะเลาะกับเพื่อน เนื้อหาเขาจำไม่ได้แล้วแต่ตอนจบเจ้าเสือน้อยเอาดอกคาร์เนชันไปให้เพื่อนคนนั้นเพื่อขอโทษ

 

เหมือนกับเขาเลย กำลังพยายามทำให้ใครคนหนึ่งหายโกรธ

 

ไม่ทันรู้ตัวเควินก็เด็ดมันติดมือกลับมาเสียแล้ว ชายหนุ่มกลับมาที่คฤหาสน์อย่างเงียบๆ เหมือนตอนออกไป ผิดกันก็แต่เขาใช้เส้นทางที่ทะลุออกมาทางปีกตะวันออก เพื่อไปยังห้องพักของน้ำงาม

 

เกลิคยืนยิ้มกริ่มอยู่หน้าประตูห้องของพยาบาลสาวตอนเขาไปถึง เควินพยายามซ่อนดอกไม้แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว

 

“เลือกได้ดีนี่ครับ คาร์เนชันสีชมพูหมายถึงรักที่เริ่มผลิบาน ใช้แทนคำขอโทษหรือขอให้หายดีในเร็ววันก็ได้ ครบวงจรเลย”

 

เกลิครู้อยู่แล้วว่ามาสเตอร์ไม่มีทางโทรสั่งดอกไม้ให้ถูกล้อ ต้องแอบไปเด็ดที่เรือนกระจกแล้วย่องมาที่นี่แน่ก็เลยมาดักรอ

 

“ความรู้พวกนี้ไม่เข้ากับหน้านายเลยสักนิด” เควินอดเหน็บไม่ได้

 

พ่อบ้านตัวร้ายยิ้มรับแล้วผายมือไปทางประตูอย่างเชื้อเชิญ

 

“เชิญครับมาสเตอร์ ประตูห้องไม่ได้ล็อก”

 

ถ้าหูเควินไม่ฝาดดูเหมือนจะได้ยินเสียงกุญแจดังกรุ๊งกริ้งมาจากกระเป๋าเสื้ออีกฝ่าย ดูเหมือนว่าน้ำงามจะล็อกห้อง แต่ตอนนี้มันไม่ใช่ปัญหาแล้ว

 

ให้ตายเถอะ! มาดักแซวไม่พอแต่ยังอำนวยความสะดวกให้ด้วย เขาไม่รู้เลยจริงๆ ว่าควรรักหรือเกลียดหมอนี่ดี

 

คุณพ่อบ้านผู้รู้ทันไปเสียหมดทุกเรื่องรีบก้าวยาวๆ เดินหนีไป เพื่อไม่ให้เจ้านายต้องเขินอายมากนัก

 

เควินรอจนมั่นใจว่าอีกฝ่ายไปแล้วจริงๆ จึงค่อยผลักประตูเข้าไปด้านใน ชายหนุ่มไม่คิดจะเคาะประตูก่อนเพราะไม่อยากเสียเวลาอ้อนวอนขอเข้าไป

 

เจ้าของห้องไม่ได้ตำหนิเขาเลยแม้แต่คำเดียว เพราะกำลังนอนหลับสนิทอยู่บนเตียง น้ำงามเปิดไฟเอาไว้เสียสว่างจ้า ไม่รู้ว่าเป็นเพราะนิสัยหรือว่าเหนื่อยจนลืม

 

ชายหนุ่มบรรจงวางดอกไม้เอาไว้ข้างหมอน คนอย่างเควินง้อผู้หญิงได้มากที่สุดเท่านี้ ถึงจะไม่ได้ฝากข้อความเอาไว้ แต่เขาก็เชื่อว่าดอกคาเนชันดอกนี้จะทำให้เธอเข้าใจทุกอย่าง

 

เควินตั้งใจจะออกไปโดยไม่รบกวน แต่กลับไม่สามารถละสายตาไปจากเธอได้ หากรอยยิ้มของน้ำงามคือยาที่ทำให้สดแจ่มใส ใบหน้าตอนหลับคงไม่ต่างอะไรกับยาเสน่ห์ ใครจะคาดคิดกันเล่าว่ายามแพขนตาหลุบลงกับริมฝีปากอิ่มที่เผยอขึ้นจะเย้ายวนใจได้ขนาดนี้ ชายหนุ่มเริ่มจะเข้าใจความรู้สึกของเจ้าชายที่หลงรักเจ้าหญิงนิทราตั้งแต่แรกเห็นขึ้นมาแล้ว

 

มันยากเหลือเกินที่จะห้ามใจไม่ให้สัมผัสเธอ

 

เควินไล้มือบนแก้มนุ่มแล้วก็ต้องขมวดคิ้ว ตัวเขาเย็นก็จริงอยู่ แต่ตัวเธอนี่สิที่ร้อนจนน่าตกใจ

 

“น้ำงาม คุณไม่สบายนี่ เป็นอะไรหรือเปล่า”

 

สัมผัสของมือเย็นเฉียบกับเสียงเรียกปลุกคนที่กำลังหลับใหลให้ได้สติ หญิงสาวปรือตาขึ้นมาอย่างยากเย็น ใบหน้าพร่าเบลอของเควินชวนให้คิดว่านี่เป็นความฝัน

 

“ตอบผมหน่อย คุณโอเคไหม” ชายหนุ่มถามอีกครั้ง

 

“ค่ะ” หญิงสาวตอบรับเสียงแผ่ว ก่อนจะหลับตาลงอีกครั้ง

 

“มีสติหน่อย ไม่เป็นไรแล้วทำไมตัวร้อนจี๋”

 

เควินประคองตัวหญิงสาวขึ้นมาเพื่อจะได้คุยกันง่ายขึ้น

 

“ฉัน...ไม่สบาย...นิดหน่อย”

 

“ไม่หน่อยแล้ว ตัวคุณร้อนมาก”

 

ชายหนุ่มทำท่าจะโทรตามคนมา แต่เหลือบเห็นยากับปรอทวัดไข้เสียก่อน ก็เลยสั่งให้หญิงสาวหนีบไว้ที่รักแร้ ในระหว่างที่รอผล เควินก็ถือวิสาสะเปิดตู้หยิบเอาผ้าขนหนูไปชุบน้ำมาเช็ดตัวให้ เขาไม่เคยพยาบาลใคร แต่ก็ป่วยเป็นไข้สูงบ่อยครั้ง เลยรู้ขั้นตอนการปฐมพยาบาลโดยละเอียด

 

ผลการวัดไข้พบว่าหญิงสาวไข้สูงถึงสามสิบเก้าองศา เขาเลยให้เธอกินยาลดไข้แล้วเช็ดตัวให้ ถ้าสักพักไข้ไม่ลดคงต้องตามหมอ

 

“ผมเช็ดตัวให้แล้ว ดีขึ้นไหม”

 

“ฉันชอบมือคุณ เย็นสบายดี”

 

คนกำลังมึนตอบไม่ตรงคำถามไม่พอ ยังคว้าเอามือของบุรุษพยาบาลจำเป็นไปแนบข้างแก้ม แล้วหลับตาพริ้มอย่างเป็นสุขเสียอีก

 

ตอนนี้คนป่วยกำลังคิดว่าตัวเองฝันอยู่ ไม่รู้หรอกว่านี่เป็นความจริงล้วนๆ ก็เลยทำตามใจตัวเอง นอกจากดวงตาสีอำพันของเขาแล้ว สิ่งที่น้ำงามชอบเป็นอันดับสองในตัวเควินคือมือ ชายหนุ่มมีมือที่ได้ขนาดและนิ้วยาวเรียวจนน่าริษยา ถึงมันจะเย็นเฉียบแต่ก็ทำให้รู้สึกดี

 

“ยั่วกันอย่างนี้ไม่แฟร์เลยนะคุณพยาบาล” เควินบ่นอุบ

 

เธอจะรู้หรือเปล่าว่าเขาต้องใช้ความพยายามแค่ไหนที่จะเช็ดตัวให้โดยไม่เผลอปล้ำเธอเข้า เควินรู้อยู่เต็มอกว่าถ้ายังขืนอยู่ลำพังในห้องนี้ต่อไป เขาต้องสวมวิญญาณคนโฉดแน่ ก็เลยพยายามแกะมือของน้ำงามออก ผลคือเธอส่งเสียงครางประท้วง

 

“ไม่เอา...ห้ามไป”

 

“รู้ตัวหรือเปล่าว่ากำลังทำอะไรอยู่” ชายหนุ่มถอนใจออกมาเฮือกใหญ่

 

น้ำงามไม่ตอบแต่หายใจแรงขึ้นแล้วทำท่าเหมือนกำลังทรมาน เควินตัดสินใจเช็ดตัวให้อีกครั้งก่อนจะเรียกคนมารับช่วงต่อ ทว่ายังไม่ทันได้ทำอะไร แค่วางมือบนแก้มเธอเท่านั้น สีหน้าของหญิงสาวก็กลับมาเป็นสุขดังเดิม

 

ถ้าตัดแขนทิ้งเอาไว้ให้เธอได้เขาคงทำไปแล้ว แต่ในเมื่อทำไม่ได้แวมไพร์ตัวร้ายก็จำเป็นต้องรับบทบุรุษพยาบาลต่อไป เขาสาบานได้ว่าจะไม่ดูดเลือดเธอ แต่เรื่องอื่นนั้นไม่ขอรับประกันอะไรทั้งสิ้น

 

 

 

++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

สวัสดีท้ายตอนค่ะ มาสารภาพว่าลืมลงนิยาย ขออภับสำหรับการรอคอยนะคะ

 

ช่วงนี้มัวแต่รีไรท์งาน+ชีวิตวุ่นวายเล็กน้อย เลยมึนๆ เอ๋อๆ ค่ะ ไม่ว่าไม่โกรธไม่เคืองกันนะคะ

 

ถ้าเห็นว่าเกินอาทิตย์แล้วยังไม่มีตอนไหม ตามได้ที่แฟนเพจเลยนะคะ ^O^

 บทที่ 8 ดอกคาร์เนชัน

 

ตอนที่น้ำงามเดินร้องไห้ออกมาจากห้องของเควินเป็นช่วงเปลี่ยนเวรพอดี โชคดีที่ยังไม่มีคนมาหญิงสาวก็เลยรีบเช็ดน้ำตา แล้วก้มหน้าก้มตาเขียนสรุปทุกอย่างลงบนชาร์จ พอซาร่ามาถึงก็ส่งเวรต่อให้ทันทีแล้วรีบกลับออกมา หญิงสาวบอกเลิกนัดทานอาหารเช้ากับมาร์กโดยอ้างว่าปวดหัว จากนั้นก็ขังตัวเองอยู่ในห้อง

 

น้ำงามทิ้งตัวลงบนเตียง ดึงผ้าห่มมาคลุมโปงแล้วหลับตาแน่นเพื่อบังคับไม่ให้น้ำตาไหล เธอเสียใจเรื่องเควินแต่ที่เคืองยิ่งกว่าคือตัวเอง น่าจะรู้ดีอยู่แล้วว่าตัวเองเป็นใครเขาเป็นใคร สำหรับเขาแล้วเธอคงไม่แตกต่างจากดอกไม้ริมทางที่เขาจะเด็ดเอามาดมแล้วโยนทิ้งเมื่อไรก็ได้

 

“ห้ามร้องไห้นะ อย่าไปแคร์คนที่เขาไม่เห็นค่าของเราเด็ดขาด”

 

หญิงสาวท่องคำพูดนี้ราวกับมันเป็นคาถาเรียกสติตัวเอง ทว่าน้ำตาร้อนๆ ก็ยังไหลเอ่อออกมาไม่หยุด น้ำงามร้องไห้อยู่ใต้ผ้าห่มพักใหญ่กว่าอารมณ์จะสงบลง เธอโผล่หน้าออกมารับอากาศบริสุทธิ์ด้วยจมูกและดวงตาที่แดงก่ำ

 

มองดูนาฬิกาตอนนี้เพิ่งจะเจ็ดโมครึ่งเท่านั้น ยังเร็วเกินกว่าที่จะนอน น้ำงามต้องทำงานตอนกลางคืนจึงปรับเวลานอนเป็นช่วงสิบโมงเช้าแล้วค่อยไปตื่นเอาตอนบ่ายคล้อย หญิงสาวเลยลุกไปอาบน้ำล้างคราบน้ำตา

 

น้ำอุ่นทำให้รู้สึกสดชื่นและผ่อนคลายขึ้นมา พอออกมาจากห้องน้ำแล้วหญิงสาวก็หยิบเอาดินสอดำกับสมุดสเกตช์ภาพขึ้นมาวาดภาพ เวลามีความสุขน้ำงามมักจะวาดรูปเพื่อถ่ายทอดอารมณ์ขณะนั้นออกมา เช่นเดียวกับยามทุกข์ที่เธอมักจะระบายความขุ่นข้องหมองใจผ่านผืนผ้าใบแทนการพร่ำบ่น

 

น้ำงามเรียบเรียงความคิดของตัวเองผ่านดินสอสีดำลงไปบนกระดาษสีขาว ไม่นานก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างให้เห็น ทว่าแทนที่มันจะเป็นทิวทัศน์จากนอกหน้าต่างตามความตั้งใจแรก มันกลับกลายเป็นภาพผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่ตรงระเบียงแทน

 

หญิงสาวถอนหายใจหนักๆ กับภาพร่างที่ไม่ได้ตั้งใจจะวาดขึ้นมานี้

 

“คุณไม่มีทางรักฉันจริงๆ ใช่ไหม”

 

เธอเอ่ยกับภาพร่างราวกับว่ามันเป็นตัวแทนของเขา

 

น้ำงามไม่อยากจะเชื่อเลยว่าสิ่งที่เควินแสดงออกมาคือกลลวง แต่ในเมื่อเขาบอกชัดว่าต้องการมีอะไรกับเธอแต่ไม่ได้รักเธอ หญิงสาวก็จนใจจะสรรหาเหตุผลมาโต้แย้ง

 

“รู้ตัวก็ดีแล้ว ต่อจากนี้จะได้ไม่โง่ตกเป็นเหยื่อเขา” หญิงสาวปลอบใจตัวเอง

 

อีกไม่ถึงสองเดือนเธอก็จะทำงานครบตามกำหนดแล้ว ถึงตอนนั้นจะได้ลาออกจากที่นี่แล้วลืมเรื่องราวที่ทำให้ทุกข์ใจไปเสียที

 

 

 

น้ำงามกลับไปทำงานอีกครั้งด้วยสภาพจิตใจที่ไม่ดีขึ้นเลย คนที่รออยู่ในห้องยังคงเป็นซาร่า หญิงสาวทำงานติดต่อกันสิบหกชั่วโมงรวดแต่สีหน้ายังดูสดชื่น ผิดกับคนที่เพิ่งผ่านการพักผ่อนนอนหลับมาหมาดๆ

 

“ไม่สบายหรือนีน่า” ซาร่าถามเมื่อเห็นสภาพอิดโรยของเพื่อนร่วมงาน

 

“ค่ะ” น้ำงามจำต้องรับคำเพราะไม่รู้ว่าจะอธิบายอย่างไร

 

“มีไข้ไหม”

 

“ไม่แน่ใจค่ะ”

 

ซาร่าเปิดลิ้นชักควานหาปรอทมาวัดไข้ให้ในทันที หญิงสาวอายุมากกว่าใครเพื่อน เลยเป็นเหมือนพี่สาวใจดีของทุกคน หลายครั้งที่เธอคอยดูแลเรื่องต่างๆ ให้โดยไม่ต้องร้องขอ

 

“เหมือนจะมีไข้นิดๆ นะ กินยากันไว้ก่อนก็ดี” หญิงสาวแนะ

 

น้ำงามรับคำแต่ไม่คิดจะกินยา เนื่องจากรู้ดีอยู่แก่ใจว่าไม่ได้ป่วย ทั้งยังรู้สึกผิดที่ทำให้ซาร่าต้องเป็นห่วงด้วย

 

“วันนี้มาสเตอร์เคเป็นยังไงบ้างคะ” น้ำงามไม่อยากถามถึง แต่ก็ต้องถามเพื่อไม่ให้ซาร่าผิดสังเกต

 

“ก็เหมือนทุกวัน ทุกอย่างปกติ”

 

ก่อนเปลี่ยนเวรจะมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันอย่างนี้เสมอ น้ำงามพยักหน้ารับแล้วหันไปทางจอมอนิเตอร์ ทว่ากลับมองไม่เห็นชายหนุ่ม

 

“มาสเตอร์เคไปไหนคะ”

 

หญิงสาวรีบถามก่อนซาร่าจะออกไปจากห้อง ตั้งแต่มาทำงานที่นี่เธอยังไม่เคยเห็นตัวเขาหายไปจากจอมอนิเตอร์มาก่อนเลย ขนาดเขาไปเข้าห้องน้ำเธอยังต้องจับเวลาเลย เกลิคบอกว่าเควินเคยเป็นลมในนั้น ถ้าเขาหายไปนานผิดปกติให้แจ้งทันที

 

“มาสเตอร์ไม่ได้อยู่ในห้องตั้งแต่เมื่อสิบชั่วโมงก่อนแล้ว”

 

“เขาไปไหนคะ”

 

“ไม่รู้สิ คงไปนอนหรือไปทำธุระอย่างอื่นมั้ง”

 

ซาร่าเห็นสีหน้าน้ำงามดูเป็นกังวล ก็เลยชี้แจงว่าเรื่องที่มาสเตอร์หายไปจากหน้าจอเป็นเรื่องปกติ เขายอมให้พวกพยาบาลเฝ้าสังเกตการณ์ก็เฉพาะแต่ตอนทำงานเท่านั้น ส่วนเวลานอนหรือการใช้ชีวิตส่วนตัวด้านอื่นถือเป็นความลับ

 

“ดูแค่สัญญาณชีพก็พอ ถ้ามันผิดปกติหรือเครื่องดังก็ติดต่อมิสเตอร์แม็กกีได้เลย”

 

น้ำงามคลายความกังวลลง หญิงสาวนั่งประจำที่แล้วรอให้ชายหนุ่มปรากฏตัวที่หน้าจอ แต่ตลอดคืนนั้นกลับไม่เห็นแม้แต่เงาของเขา เธอตอบตัวเองไม่ได้จริงๆ ว่าดีใจหรือเสียใจกันแน่ที่คนใจร้ายหายไปจากสายตา

 

 

 

หลังจากออกเวรแล้วน้ำงามก็กลับมาพักผ่อน ทว่ายังไม่ทันได้นอนก็ถูกตามกลับไปเข้าเวรต่อเพราะมาร์กไปช่วยงานที่ตึกใหญ่ ดูเหมือนว่าที่นั่นจะมีคนป่วยพร้อมกันหลายคน ส่วนซาร่าขับรถเข้าเมืองไปแล้วเพราะเป็นวันหยุดของเธอ

 

น้ำงามต้องเข้าเวรติดกันสองกะรวด ผลคือไม่ได้นอนครบยี่สิบสี่ชั่วโมงพอดี ส่วนเควินก็ยังไม่กลับมา อาหารที่จัดเตรียมเอาไว้ให้ไม่รู้กี่มื้อต่อกี่มื้อต้องเททิ้งหมด

 

“มิสเตอร์แม็กกีคะ เกินยี่สิบสี่ชั่วโมงแล้วนะคะที่มาสเตอร์เคไม่ได้แตะต้องน้ำหรืออาหารเลย” น้ำงามตัดสินใจติดต่อไปตามหน้าที่

 

“ผมรู้แล้ว เดี๋ยวผมจัดการเอง” เกลิครับคำสั้นๆ แล้วก็หายเงียบไปเลย

 

น้ำงามจึงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น มีเพียงจอมอนิเตอร์ที่บอกอัตราการเต้นของหัวใจเท่านั้นที่เป็นหลักฐานว่าเขายังมีชีวิตอยู่

 

ซาร่าถูกตามตัวกลับมาช่วยอยู่เวรแทนน้ำงามตอนสี่โมงเย็น หญิงสาวอุทานลั่นตอนที่ได้มองใบหน้าของพยาบาลรุ่นน้องแบบเต็มตา

 

“สีหน้าเธอดูแย่มากเลยนีน่า”

 

“สงสัยเพราะอดนอนมั้งคะ”

 

“ไม่ใช่อย่างนั้น หน้าเธอแดงก่ำเลย” ซาร่าเอามือแตะหน้าผากน้ำงาม แล้วก็ต้องสะดุ้งกับความร้อนของผิวกาย “ตัวเธอร้อนจี๋เลยนี่นา”

 

“จริงหรือคะ”

 

น้ำงามหยิบปรอทวัดไข้ขึ้นมาหนีบใต้รักแร้ รอสักพักผลก็ออกมา

 

“38.7 °C” ซาร่าชะโงกหน้ามาอ่านตัวเลข “ตายแล้วนีน่า! ไข้เธอสูงขึ้นนี่ หายาที่แรงกว่าเดิมกินแล้วไปนอนเดี๋ยวนี้เลย” หญิงสาวไม่พูดเปล่าแต่ยังกระวีกระวาดหายามายัดใส่มือให้ด้วย

 

“เดินไหวไหม”

 

“ไหวค่ะ”

 

“ถ้าอาการไม่ดีขึ้นก็โทรหาเมดนะ บอกคุณมามิไว้ก่อนก็ดี”

 

“ค่ะซาร่า ขอบคุณนะคะที่เป็นห่วง”

 

น้ำงามส่งยิ้มให้เพื่อบอกว่าตัวเองไม่เป็นไร เธอเข้าใจมาตลอดว่าที่มึนหัวเพราะอดนอนและคิดมากเรื่องเควิน ไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่ากำลังมีไข้ สงสัยสวรรค์จะลงโทษเธอที่โกหกมาร์กกับซาร่าว่าป่วย เลยเกิดไม่สบายขึ้นมาจริงๆ

 

หญิงสาวเอายากลับมาที่ห้องแต่ไม่ได้กินเพราะอยู่ๆ ไข้ก็ลด เธอมัวแต่ชะล่าใจว่าตัวเองคงไม่เป็นอะไรมากจึงไม่ได้บอกใคร ไม่คิดเลยว่าพอค่ำลงจะมีไข้สูงจนไม่ได้สติ

 

 

 

ตั้งแต่ทะเลาะกับน้ำงามเควินก็ไม่มีอารมณ์ทำอะไรเลย ปัญหาไม่ใช่เขาผิดหรือเธอผิด แต่เป็นเขาแคร์เธอมากเกินไปต่างหาก ชายหนุ่มรู้สึกแย่อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ไม่ว่าพยายามอย่างไรก็ขจัดอารมณ์ขุ่นมัวนี้ออกไปไม่ได้

 

เควินบอกตัวเองให้เขานอนเพื่อจะได้ลืมๆ เรื่องนี้ไป แต่กลับไม่รู้สึกง่วงเลยสักนิด ทั้งที่เมื่อวานก็ไม่ได้นอนแม้แต่งีบเดียว

 

“น่ารำคาญเป็นบ้า หยุดงี่เง่าสักที” ชายหนุ่มก่นด่าตัวเอง

 

เขาพลิกตัวไปมาบนเตียงอย่างทรมาน สุดท้ายก็ทนไม่ไหวต้องออกไปว่ายน้ำเพื่อดับอารมณ์ เควินแช่ตัวอยู่ในสระปรับอุณหภูมิ สักพักก็ชันเข่ากอดขา ทำตัวให้อยู่ในสภาพของทารกในครรภ์มารดา แล้วปล่อยตัวเองให้จมดิ่งลงไปใต้น้ำ

 

ชายหนุ่มมักทำอย่างนี้เสมอเวลาที่อารมณ์ขุ่นมัว ทว่ายังไม่ทันรู้สึกดีขึ้น เกลิคก็มาลากตัวเขาขึ้นไปจากสระเพราะคิดว่าจมน้ำ

 

“ฉันยังอยู่ดี” ชายหนุ่มตะโกนอย่างหัวเสีย

 

“แต่คุณอยู่ใต้น้ำมาไม่ต่ำกว่าห้านาทีแล้วนะครับ”

 

“แล้วไง สถิติสูงสุดของฉันคือแปดนาที”

 

“สถิติสูงสุดในวันที่สภาพร่างกายพร้อม ไม่ใช่อดอาหารมาเกินหนึ่งวันอย่างนี้ครับ” เกลิคต่อให้

 

เควินยังกลั้นหายใจในน้ำได้นานกว่าคนปกติเพราะความผิดปกติของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิร่างกาย อัตราการเต้นของหัวใจ ความดันเลือด ทุกอย่างอยู่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานหมด ถ้าเป็นคนปกติความดันต่ำขนาดนี้อาจจะเป็นลมไปแล้ว แต่ชายหนุ่มกลับยังออกกำลังกายได้หน้าตาเฉย

 

“แล้วนายล่ะ กลั้นหายใจในน้ำได้นานที่สุดเท่าไร” เควินถาม

 

“น่าจะพอๆ กับสถิติโลกมั้งครับ”

 

พ่อบ้านมหากาฬคนนี้ยังคงตอบแบบทีเล่นทีจริงได้น่าหมั่นไส้เหมือนเดิม สถิติโลกในตอนนี้คือยี่สิบสองนาที ถึงจะฟังดูโม้ไปหน่อยแต่ก็มีความเป็นไปได้เพราะสมรรถภาพร่างกายของเกลิคนั้นไม่ธรรมดา

 

หลังจากพาเจ้านายขึ้นมาจากน้ำแล้ว เกลิคก็ส่งผ้าเช็ดตัวกับเสื้อคลุมให้ โดยไม่สนใจว่าตัวเองจะเปียกปอนตั้งแต่หัวจรดเท้า ชุดพ่อบ้านที่เขาสวมทั้งหนาหนักและอุ้มน้ำ เห็นแล้วชวนให้รู้สึกไม่สบายตัวแทน

 

“จะไปไหนก็ไป” เควินไล่ให้ไปเปลี่ยนชุดทางอ้อม

 

ชายหนุ่มรับคำแต่สักพักก็กลับมาพร้อมแซนด์วิชทูน่ากับน้ำผักปั่นกลิ่นเหม็นเขียว

 

“ฉันไม่หิว”

 

“แต่คุณต้องกินครับ ไม่อย่างนั้นใครบางคนคงได้เสียน้ำตาเพราะคุณอีกรอบ”

 

ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเกลิคหมายถึงน้ำงาม นานทีชายหนุ่มจะเข้ามายุ่งเรื่องส่วนตัวของเจ้านายสักครั้ง เควินเลยหยิบอาหารเข้าปากเพื่อตัดรำคาญ

 

เกลิคยิ้มอย่างพอใจที่หนนี้ไม่ต้องหว่านล้อมให้เหนื่อย เขาดูแลรับใช้มาสเตอร์เคมาสิบปีแล้ว ระยะเวลานี้ยาวนานพอจะทำให้รู้สึกผูกพันต่อกัน แม้ไม่ใช่ญาติก็เหมือนญาติ พอเห็นว่ากำลังมีปัญหาก็เลยอดที่จะให้คำแนะนำไม่ได้

 

“ถ้าลำบากใจที่จะพูดว่าขอโทษ ก็ใช้ดอกไม้พูดแทนสิครับ”

 

“ไม่ต้องมายุ่ง” เควินตวาด

 

“ไฮเดรนเยียสักดอกเป็นไงครับ ภาษาดอกไม้แปลว่าขอโทษ” เกลิคยังคงพูดต่อไป โดยไม่ใส่ใจโทสะของเจ้านาย

 

“ทำไมฉันต้องทำอย่างนั้นด้วย ฝันไปเถอะ” เควินโต้

 

คุณพ่อบ้านไม่ว่ากระไร เขาเก็บจานแล้วเดินยิ้มๆ ออกไป ด้วยท่าทางมั่นอกมั่นใจเสียเหลือเกินว่าคนปากแข็งจะต้องทำตรงกันข้ามกับที่พูด

 

 

 

เควินกลับมาอาบน้ำแต่งตัวใหม่ที่ห้อง ด้วยความคิดมุ่งมั่นว่าจะไม่มีวันเอาดอกไม้ไปขอโทษน้ำงามอย่างเด็ดขาด ชายหนุ่มรู้สึกว่ามันไม่ปลอดภัยถ้าไปพบเธอในสภาพที่ยังสูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง กระนั้นก็ยังอดคิดย้อนไปไม่ได้ จะเกิดอะไรขึ้นหากวันนั้นเขาโกหกเธอไปว่ารัก บางทีน้ำงามอาจจะยอมมีความสัมพันธ์ด้วย แล้วเขาก็จะชนะพนันอย่างง่ายดาย แต่ต่อให้ย้อนเวลาได้เควินก็ยังเลือกที่จะทำเหมือนเดิม

 

สำหรับเควินแล้วความรักคือสิ่งที่น่าพรั่นพรึง เปรียบประดุจอาถรรพ์ร้าย ไม่ก็คำสาปที่ไม่อาจลบล้าง อย่าว่าแต่รักใครเลย แต่เอ่ยคำคำนี้ออกมาก็ทำให้หนาวสะท้านไปทั้งร่างแล้ว

 

เควินยังจำภาพเหตุการณ์ในพิธีศพของมารดาได้อย่างแม่นยำ สีของโลง ชุดที่แม่ใส่ รวมถึงดอกไม้ที่ประดับในงาน ทุกอย่างแจ่มชัดอย่างน่าขำ โดยเฉพาะภาพของพ่อที่หลั่งน้ำตาขณะจูบลาแม่เป็นครั้งสุดท้าย เขาเคยคิดว่าการที่พ่อร้องไห้เมื่อสูญเสียคนรักเป็นเรื่องธรรมดา แต่เมื่อโตพอรู้ความถึงได้เข้าใจว่าน้ำตาหยดนั้นมีค่าแค่ไหน

 

โทมัส คอนเนอร์ ได้รับฉายาว่าสุภาพบุรุษไร้พ่าย เขาไม่เคยแพ้ให้กับอะไรและไม่เคยเสียใจกับการตัดสินใจของตัวเอง ทว่าผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งกลับเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง

 

แม่กุมหัวใจของพ่อเอาไว้อย่างแม่นมั่น พอจากโลกนี้ไปแล้วก็เอามันไปด้วย พ่อเลยต้องใช้ชีวิตโดยมีเงาของแม่ตามติดอยู่ตลอดเวลา จากที่แข็งแกร่งกลายเป็นอ่อนแอ ที่เคยกระฉับกระเฉงก็แก่ชรา เรื่องของแม่กลายเป็นจุดอ่อนของพ่อ ถ้าหากจับทางได้ก็ไม่ยากเลยที่จะปั่นหัวผู้ชายคนนี้ เขาไม่อยากเป็นอย่างนั้น เลยปิดหัวใจตัวเองและปฏิเสธที่จะมีความรักมาโดยตลอด

 

เควินเริ่มเหนื่อยที่ต้องคิดมาก เลยหาหางานให้ตัวเองทำด้วยการเปิดแท็บเล็ต เขาเช็กเรื่องงานเป็นอย่างแรก วันนี้เหมือนคลื่นลมจะสงบ ธุรกิจทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่น เขาเลยเข้าไปในเว็บบอร์ดของพวกแฮกเกอร์เผื่อว่าจะมีอะไรน่าสนุกทำ ไล่อ่านกระทู้ไร้สาระได้สักพักก็ปิดมันทิ้งไป ด้วยอารมณ์เบื่อหน่าย

 

ในขณะที่กำลังนิ่งคิดว่าจะทำอะไรเป็นอย่างต่อไปดี มือซนๆ ก็เผลอกดเรียกข้อมูลจากกล้องวงจรปิดในห้องพยาบาลออกมาดู ปกติน้ำงามจะชอบฮัมเพลงแล้วยิ้มเวลาอยู่คนเดียว แต่ตั้งแต่เกิดเรื่องเธอก็ไม่เคยยิ้มอีกเลย

 

เควินไล้มือบนหน้าจออย่างเผลอไผล สัมผัสแข็งกระด้างทำให้นึกเปรียบเทียบกับพวงแก้มของจริง ว่าเนียนนุ่มหอมกรุ่นขนาดไหน

 

เอาอีกแล้ว เผลอคิดถึงเธออีกแล้ว

 

ชายหนุ่มมองดวงหน้าสวยแล้วถอนหายใจออกมาหนัก ถ้าไม่ทำอะไรสักอย่างเขาคงกลายเป็นบ้า

 

“ทำให้หายโกรธก่อน อย่างอื่นค่อยว่ากัน”

 

เควินโยนแท็บเล็ตในมือก่อนจะดีดตัวลุกขึ้นจากเตียง ชายหนุ่มตรงดิ่งไปที่ผนัง เคาะมันเบาๆ เพื่อเปิดทางลับสำหรับออกไปข้างนอก

 

คฤหาสน์หลังนี้มีประตูกลมากมาย ส่วนใต้ดินก็มีทางลับหลายทาง พ่อสร้างเอาไว้เพื่อให้เขาไปในที่ต่างๆ ได้โดยไม่ต้องเจอกับแสงแดด

 

ชายหนุ่มย่องอย่างเงียบกริบไปที่เรือนกระจก ในนี้ไม่มีไฮเดรนเยียปลูกอยู่เลยแม้แต่ต้นเดียว ที่เห็นสะดุดตาก็มีแต่พวกกุหลาบกับดอกไม้กระจุ๋มกระจิ๋มน่ารักทั้งหลาย

 

กวาดตาหาอยู่อีกสักพักหนึ่งก็ไปสะดุดเข้ากับดอกคาร์เนชันสีชมพู ที่น่าสนใจไม่ใช่ความสวยแต่เป็นความหมาย คนญี่ปุ่นยกให้ดอกคาร์เนชันเป็นดอกไม้ประจำวันแม่ เพราะเชื่อว่ามันสื่อถึงความรักที่มีต่อแม่ได้

 

ความทรงจำในอดีตแวบเข้ามาในหัว เมื่อกลิ่นหอมกรุ่นๆ ของมันลอยมาต้องนาสิก เขาลืมไปได้อย่างไรกันว่าตอนยังเล็ก เคยมอบดอกคาร์เนชันช่อโตให้แม่เป็นของขวัญ

 

เควินรักแม่มาก เลยไม่อยากจะลืมเรื่องท่าน แต่ทุกความทรงจำกลับเหือดหาย พ่อมักจะทำหน้าเศร้าเวลาเอ่ยถึงเรื่องแม่ เขาเลยต้องแสร้งทำเป็นว่าไม่คิดถึงท่าน นานเข้าความทรงจำก็เลยลบเลือนไปตามกาลเวลา

 

นึกถึงเรื่องดอกคาร์เนชัน ก็จำนิทานที่แม่เคยเล่าให้ฟังได้ มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับลูกเสือตัวน้อยที่ทะเลาะกับเพื่อน เนื้อหาเขาจำไม่ได้แล้วแต่ตอนจบเจ้าเสือน้อยเอาดอกคาร์เนชันไปให้เพื่อนคนนั้นเพื่อขอโทษ

 

เหมือนกับเขาเลย กำลังพยายามทำให้ใครคนหนึ่งหายโกรธ

 

ไม่ทันรู้ตัวเควินก็เด็ดมันติดมือกลับมาเสียแล้ว ชายหนุ่มกลับมาที่คฤหาสน์อย่างเงียบๆ เหมือนตอนออกไป ผิดกันก็แต่เขาใช้เส้นทางที่ทะลุออกมาทางปีกตะวันออก เพื่อไปยังห้องพักของน้ำงาม

 

เกลิคยืนยิ้มกริ่มอยู่หน้าประตูห้องของพยาบาลสาวตอนเขาไปถึง เควินพยายามซ่อนดอกไม้แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว

 

“เลือกได้ดีนี่ครับ คาร์เนชันสีชมพูหมายถึงรักที่เริ่มผลิบาน ใช้แทนคำขอโทษหรือขอให้หายดีในเร็ววันก็ได้ ครบวงจรเลย”

 

เกลิครู้อยู่แล้วว่ามาสเตอร์ไม่มีทางโทรสั่งดอกไม้ให้ถูกล้อ ต้องแอบไปเด็ดที่เรือนกระจกแล้วย่องมาที่นี่แน่ก็เลยมาดักรอ

 

“ความรู้พวกนี้ไม่เข้ากับหน้านายเลยสักนิด” เควินอดเหน็บไม่ได้

 

พ่อบ้านตัวร้ายยิ้มรับแล้วผายมือไปทางประตูอย่างเชื้อเชิญ

 

“เชิญครับมาสเตอร์ ประตูห้องไม่ได้ล็อก”

 

ถ้าหูเควินไม่ฝาดดูเหมือนจะได้ยินเสียงกุญแจดังกรุ๊งกริ้งมาจากกระเป๋าเสื้ออีกฝ่าย ดูเหมือนว่าน้ำงามจะล็อกห้อง แต่ตอนนี้มันไม่ใช่ปัญหาแล้ว

 

ให้ตายเถอะ! มาดักแซวไม่พอแต่ยังอำนวยความสะดวกให้ด้วย เขาไม่รู้เลยจริงๆ ว่าควรรักหรือเกลียดหมอนี่ดี

 

คุณพ่อบ้านผู้รู้ทันไปเสียหมดทุกเรื่องรีบก้าวยาวๆ เดินหนีไป เพื่อไม่ให้เจ้านายต้องเขินอายมากนัก

 

เควินรอจนมั่นใจว่าอีกฝ่ายไปแล้วจริงๆ จึงค่อยผลักประตูเข้าไปด้านใน ชายหนุ่มไม่คิดจะเคาะประตูก่อนเพราะไม่อยากเสียเวลาอ้อนวอนขอเข้าไป

 

เจ้าของห้องไม่ได้ตำหนิเขาเลยแม้แต่คำเดียว เพราะกำลังนอนหลับสนิทอยู่บนเตียง น้ำงามเปิดไฟเอาไว้เสียสว่างจ้า ไม่รู้ว่าเป็นเพราะนิสัยหรือว่าเหนื่อยจนลืม

 

ชายหนุ่มบรรจงวางดอกไม้เอาไว้ข้างหมอน คนอย่างเควินง้อผู้หญิงได้มากที่สุดเท่านี้ ถึงจะไม่ได้ฝากข้อความเอาไว้ แต่เขาก็เชื่อว่าดอกคาเนชันดอกนี้จะทำให้เธอเข้าใจทุกอย่าง

 

เควินตั้งใจจะออกไปโดยไม่รบกวน แต่กลับไม่สามารถละสายตาไปจากเธอได้ หากรอยยิ้มของน้ำงามคือยาที่ทำให้สดแจ่มใส ใบหน้าตอนหลับคงไม่ต่างอะไรกับยาเสน่ห์ ใครจะคาดคิดกันเล่าว่ายามแพขนตาหลุบลงกับริมฝีปากอิ่มที่เผยอขึ้นจะเย้ายวนใจได้ขนาดนี้ ชายหนุ่มเริ่มจะเข้าใจความรู้สึกของเจ้าชายที่หลงรักเจ้าหญิงนิทราตั้งแต่แรกเห็นขึ้นมาแล้ว

 

มันยากเหลือเกินที่จะห้ามใจไม่ให้สัมผัสเธอ

 

เควินไล้มือบนแก้มนุ่มแล้วก็ต้องขมวดคิ้ว ตัวเขาเย็นก็จริงอยู่ แต่ตัวเธอนี่สิที่ร้อนจนน่าตกใจ

 

“น้ำงาม คุณไม่สบายนี่ เป็นอะไรหรือเปล่า”

 

สัมผัสของมือเย็นเฉียบกับเสียงเรียกปลุกคนที่กำลังหลับใหลให้ได้สติ หญิงสาวปรือตาขึ้นมาอย่างยากเย็น ใบหน้าพร่าเบลอของเควินชวนให้คิดว่านี่เป็นความฝัน

 

“ตอบผมหน่อย คุณโอเคไหม” ชายหนุ่มถามอีกครั้ง

 

“ค่ะ” หญิงสาวตอบรับเสียงแผ่ว ก่อนจะหลับตาลงอีกครั้ง

 

“มีสติหน่อย ไม่เป็นไรแล้วทำไมตัวร้อนจี๋”

 

เควินประคองตัวหญิงสาวขึ้นมาเพื่อจะได้คุยกันง่ายขึ้น

 

“ฉัน...ไม่สบาย...นิดหน่อย”

 

“ไม่หน่อยแล้ว ตัวคุณร้อนมาก”

 

ชายหนุ่มทำท่าจะโทรตามคนมา แต่เหลือบเห็นยากับปรอทวัดไข้เสียก่อน ก็เลยสั่งให้หญิงสาวหนีบไว้ที่รักแร้ ในระหว่างที่รอผล เควินก็ถือวิสาสะเปิดตู้หยิบเอาผ้าขนหนูไปชุบน้ำมาเช็ดตัวให้ เขาไม่เคยพยาบาลใคร แต่ก็ป่วยเป็นไข้สูงบ่อยครั้ง เลยรู้ขั้นตอนการปฐมพยาบาลโดยละเอียด

 

ผลการวัดไข้พบว่าหญิงสาวไข้สูงถึงสามสิบเก้าองศา เขาเลยให้เธอกินยาลดไข้แล้วเช็ดตัวให้ ถ้าสักพักไข้ไม่ลดคงต้องตามหมอ

 

“ผมเช็ดตัวให้แล้ว ดีขึ้นไหม”

 

“ฉันชอบมือคุณ เย็นสบายดี”

 

คนกำลังมึนตอบไม่ตรงคำถามไม่พอ ยังคว้าเอามือของบุรุษพยาบาลจำเป็นไปแนบข้างแก้ม แล้วหลับตาพริ้มอย่างเป็นสุขเสียอีก

 

ตอนนี้คนป่วยกำลังคิดว่าตัวเองฝันอยู่ ไม่รู้หรอกว่านี่เป็นความจริงล้วนๆ ก็เลยทำตามใจตัวเอง นอกจากดวงตาสีอำพันของเขาแล้ว สิ่งที่น้ำงามชอบเป็นอันดับสองในตัวเควินคือมือ ชายหนุ่มมีมือที่ได้ขนาดและนิ้วยาวเรียวจนน่าริษยา ถึงมันจะเย็นเฉียบแต่ก็ทำให้รู้สึกดี

 

“ยั่วกันอย่างนี้ไม่แฟร์เลยนะคุณพยาบาล” เควินบ่นอุบ

 

เธอจะรู้หรือเปล่าว่าเขาต้องใช้ความพยายามแค่ไหนที่จะเช็ดตัวให้โดยไม่เผลอปล้ำเธอเข้า เควินรู้อยู่เต็มอกว่าถ้ายังขืนอยู่ลำพังในห้องนี้ต่อไป เขาต้องสวมวิญญาณคนโฉดแน่ ก็เลยพยายามแกะมือของน้ำงามออก ผลคือเธอส่งเสียงครางประท้วง

 

“ไม่เอา...ห้ามไป”

 

“รู้ตัวหรือเปล่าว่ากำลังทำอะไรอยู่” ชายหนุ่มถอนใจออกมาเฮือกใหญ่

 

น้ำงามไม่ตอบแต่หายใจแรงขึ้นแล้วทำท่าเหมือนกำลังทรมาน เควินตัดสินใจเช็ดตัวให้อีกครั้งก่อนจะเรียกคนมารับช่วงต่อ ทว่ายังไม่ทันได้ทำอะไร แค่วางมือบนแก้มเธอเท่านั้น สีหน้าของหญิงสาวก็กลับมาเป็นสุขดังเดิม

 

ถ้าตัดแขนทิ้งเอาไว้ให้เธอได้เขาคงทำไปแล้ว แต่ในเมื่อทำไม่ได้แวมไพร์ตัวร้ายก็จำเป็นต้องรับบทบุรุษพยาบาลต่อไป เขาสาบานได้ว่าจะไม่ดูดเลือดเธอ แต่เรื่องอื่นนั้นไม่ขอรับประกันอะไรทั้งสิ้น

 

 

 

++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

สวัสดีท้ายตอนค่ะ มาสารภาพว่าลืมลงนิยาย ขออภับสำหรับการรอคอยนะคะ

 

ช่วงนี้มัวแต่รีไรท์งาน+ชีวิตวุ่นวายเล็กน้อย เลยมึนๆ เอ๋อๆ ค่ะ ไม่ว่าไม่โกรธไม่เคืองกันนะคะ

 

ถ้าเห็นว่าเกินอาทิตย์แล้วยังไม่มีตอนไหม ตามได้ที่แฟนเพจเลยนะคะ ^O^

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

63 ความคิดเห็น

  1. #30 PeachesPie (@luk-peach) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2557 / 17:56
    กรี๊ด อัพแล้ว เควินเราน่ารักเนอะ
    #30
    0
  2. #29 I2ainI3ow (@choompu) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2557 / 16:31
    กดโหวต - .. - มาซะที คิดถึ้งงคิดถึงค่ะ 
    อิอิ สนน. ตาแวมไรเอ๊ยย 

    #29
    0
  3. #28 ppppp12 (@ppppp12) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 30 เมษายน 2557 / 17:31
    เม้นๆ สนุกมากเลยค่า
    #28
    0
  4. #26 อรดา (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 30 เมษายน 2557 / 14:43
    ชอบเรื่องนี้มากคะ อยากให้เควินดูแลคนป่วยนาน ๆ หน่อยคะ อยากให้น้ำงามพอจะรู้ตัวบ้างว่าได้บุรุษพยาบาลพิเศษมาดูแล จะรอติดตามนะคะ ขอบคุณคะ
    #26
    0