ลำนำรักภูตราตรี

ตอนที่ 14 : บทที่ 13 เหยื่อรายที่สิบ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 553
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    19 ต.ค. 60

บทที่ 13 เหยื่อรายที่สิบ

 

ในอดีตกฎหมายโบราณระบุไว้ ว่าหากมีรายชื่อขุนนางทั้งฝ่ายซ้ายและขวาที่มีตำแหน่งสูงกว่าขั้นเก้าเป็นต้นไปรวมกันได้ไม่ต่ำกว่าสิบห้าชื่อ เหล่าขุนนางสามารถกระทำการใดๆ ต่อผู้คิดกบฏได้ทันที แล้วค่อยมาถวายรายงานทีหลังโดยไม่มีความผิด ทว่าน้อยคนนักที่จะรู้ถึงกฎหมายข้อนี้ แม้แต่องค์ฮามานเองก็ไม่ทรงทราบว่ามีกฎข้อนี้อยู่ เพราะไม่ได้ใช้มาเนิ่นนานหลายรัชสมัย

เหล่าขุนนางชั่วจึงใช้ข้อกฎหมายนี้ ร่วมกันลงนามเพื่อจัดการปิดปากแม่ทัพไซฟราน ที่มีหลักฐานความชั่วของพวกตนอยู่ในมือ องค์ราชาหายประชวรเมื่อใด แม่ทัพไซฟรานต้องเข้าเฝ้าเพื่อถวายหลักฐานทั้งหมดแน่ ทว่าแม้จะรวมตัวกัน รายชื่อก็ยังไม่ครบตามจำนวน เหล่าขุนนางดีจึงถูกบังคับให้ลงนามไปด้วย หนึ่งในนั้นคือเซคิล อดีตเสนาบดีกรมการค้า ผู้ลงนามเป็นคนที่สิบ

หลังองค์ฮามานสิ้นเหล่าขุนนางดีที่ร่วมลงนามซึ่งล้วนตายอย่างเป็นปริศนา ขณะนี้มีเซคิลซึ่งลาออกจากราชการหันมาเปิดร้านอาหารเล็กๆ อยู่อย่างสงบเท่านั้นที่ยังมีชีวิตรอด

ชีวิตเรียบง่ายสุขสงบนี้ดำเนินมาเกือบสิบปี แล้ววันหนึ่งก็มีผู้มาแจ้งข่าวร้ายว่าตนคือเหยื่อรายต่อไปของภูตราตรี ข้อความนั้นหาได้สร้างความหวั่นเกรงให้กับเซคิล อย่างที่หลายคนเข้าใจ ชายวัยกลางคนทำเพียงรับฟังอย่างสงบ

หากนางจะมาปลิดชีวิตข้าเพื่อแก้แค้นให้ท่านแม่ทัพไซฟราน ข้าก็ยินดีมอบชีวิตนี้ให้

อดีตขุนนางกล่าวอย่างไม่เกรงกลัวความตาย ตราบาปครั้งนั้นยังตามติดเกาะรัดมโนสำนึกมาจนถึงทุกวันนี้ แม้จะถูกบังคับให้ลงนาม แต่เขาก็รู้อยู่เต็มอกว่าหากทำลงไปแล้ว จะมีผู้บริสุทธิ์มากมายต้องตาย เพื่อชดใช้บาปในอดีต เซคิลจึงไม่ต้องการให้มีการคุ้มกันใดๆ

เมื่อไม่มีทหาร การรับมือกับภูตราตรีก็ยิ่งยากเป็นเท่าตัว จะมีทางไหนบ้างให้นางเปลี่ยนใจไม่ยอมลงมือ ให้พูดความจริงกับนาง นางก็ดื้อดึงนัก ไม่ยอมแม้แต่จะรับฟัง

ไคมอสตรองอยู่นาน สุดท้ายก็ได้แผนการขึ้นมาหนึ่งแผน หากภูตราตรียังมีจิตใจอย่างมนุษย์เหลืออยู่ นางจะไม่มีวันลงมือ

 

การมีแขกยามเที่ยงเป็นแม่ทัพไคมอส ถือเป็นเรื่องประหลาดมหัศจรรย์ ชนิดสวรรค์ปั้นนรกแต่งเลยทีเดียวสำหรับฟาเซล อยู่ๆ คนหน้าตายนิสัยไม่น่าคบหา ก็มาชวนนางออกไปข้างนอก บอกว่าอยากพาไปเลี้ยงอาหาร ตอบแทนที่วันก่อนช่วยเลือกดาบให้

หลายวันก่อนตอนไหนกัน ทำไมถึงนึกไม่ออกเลย หากนางไม่เป็นโรคหลงลืมอย่างหนัก คนที่ไปช่วยเลือกดาบให้ท่านแม่ทัพ ต้องเป็นเฟเนสอย่างไม่ต้องสงสัย

คนที่กำลังงงเพราะไม่รู้เรื่องอะไรด้วย ทำได้แต่เออออรับคำ แล้วเดินต้อยๆ ไปรับเลี้ยงจากท่านแม่ทัพอย่างว่าง่าย

ไคมอสพาฟาเซลนั่งรถม้ามาที่เขตนอกกำแพงเมือง รถม้าสีดำหยุดอยู่ตรงหน้าร้านอาหารเล็กๆ แห่งหนึ่ง ตัวร้านมีโต๊ะแค่สิบโต๊ะ เป็นกิจการของครอบครัวที่มีสามีภรรยาช่วยกันทำงาน

เจ้าของร้านนี้เคยเป็นถึงอดีตเสนาบดีกรมการค้าเชียวละ แต่ลาออกมาเปิดร้านอาหารกว่าสิบปีแล้ว

แม่ทัพหนุ่มกล่าวแล้วผายมือเชิญให้ฟาเซลเป็นคนเลือกที่นั่ง

หญิงสาวเลือกนั่งโต๊ะทางฝั่งซ้ายที่ติดกับหน้าต่าง ตรงนี้มองลอดออกไปจะเห็นแปลงผักเขียวชอุ่ม อาหารหลายอย่างคงทำขึ้นจากผักที่ปลูกเองเหล่านี้

สงสัยที่มาเปิดร้านเล็กๆ อย่างนี้คงอยากจะหาความสงบในบั้นปลาย อยู่อย่างนี้ก็มีความสุขดีออก ไม่ต้องมีอำนาจวาสนาอะไร อยู่แบบพอมีพอกิน ข้าว่าดีกว่าเป็นขุนนางอีก

นางเองก็หวังจะมีชีวิตแบบนี้ ขอแค่ได้อยู่กับท่านอาจารย์ เฟเนสและเลฟินอย่างสงบ เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว

แล้วถ้าเป็นการลาออกเพื่อหนีความผิดล่ะ

ไคมอสพูดพลางสังเกตท่าที ทว่าสีหน้าหรือดวงตาของหญิงสาวกลับไม่มีพิรุธ

หากหนีความผิดจริงคงไม่อยู่รอดมาจนถึงป่านนี้หรอก บ้านเมืองมีกฎหมายนี่นา ฟาเซลตอบไปตามเรื่อง

ใจนึกอยากให้รีบสั่งอาหารเสียที จะได้รีบกินรีบกลับ นางไม่ชอบอยู่กับคนหน้าบึ้งอย่างนี้นานๆ

ท่าทางที่ไม่บ่งว่ารู้สึกอะไรเลยสักนิด สร้างความแปลกใจให้แม่ทัพหนุ่มอย่างมาก

นิ่งจนไม่น่าเชื่อ ภูตราตรีจะมาไม้ไหน

ฟาเซลยังคงไม่รู้ตัวว่าสถานการณ์ตอนนี้ไม่ปกติ เพราะกำลังเลือกรายการอาหารอย่างตั้งใจ

สั่งอาหารเสร็จรออีกไม่กี่อึดใจ หมูย่างร้อนๆ ผัดผักหอมกรุ่น ปลานึ่งกับยำจานใหญ่ก็ถูกยกมาวางตรงหน้าด้วยฝีมือของสาวน้อยอายุแปดขวบและห้าขวบ

เก่งจังนะ ตัวแค่นี้ก็ช่วยพ่อแม่ทำงานแล้ว ขยันจริง ฟาเซลชมและยิ้มให้สาวน้อยทั้งสอง

ลูกสาวของเจ้าของร้าน กำลังน่ารักเชียว เจ้าว่าจะน่าสงสารไหม หากเด็กต้องกำพร้าพ่อทั้งที่อายุเพิ่งจะแค่นี้

คำถามของท่านแม่ทัพทำเอาอาหารมื้อนี้รสชาติเริ่มฝืดคอ ทีแรกนึกว่าเขาเป็นญาติกับเจ้าของร้าน ถึงได้รู้เรื่องครอบครัวละเอียดนัก แต่พอคุยไปคุยมากลับชวนพูดเรื่องเศร้า ทำนองแช่งให้พ่อเด็กตายเสียอย่างนั้น

ของที่ข้าให้ใช้ได้ดีรึเปล่า หากลองแล้วจะรู้ว่าคมขนาดตัดคอหมูป่าขาดได้ในดาบเดียว

พอหมดเรื่องแช่งชาวบ้าน พี่แกก็วกเข้ามาหาเรื่องสยดสยองเลือดกระฉูด แค่นึกถึงภาพหมูน้อยโดนเชือดคอ ฟาเซลก็เริ่มกลืนอาหารตรงหน้าไม่ลง นึกอยากขย้อนหมูย่างที่กินลงไปออกมา

ข้ายังไม่ได้ลองใช้ หญิงสาวอ้อมแอ้มตอบกลับไป

เดาว่าเขาคงให้ดาบหรืออะไรสักอย่างกับเฟเนสมา ทำไมเฟเนสไม่ยอมบอกนางสักคำ

ฟาเซลนั่งเขี่ยอาหารมื้อนั้น พร้อมฟังเรื่องเจ้าของร้านสลับกับเรื่องเลือดสาดอยู่หนึ่งชั่วโมงเต็มๆ กว่าแม่ทัพไคมอสจะยอมปล่อยนางกลับบ้าน

มื้อนี้นอกจากจะไม่อิ่มแล้ว ยังได้รู้ด้วยว่า นอกจากจะชอบทำหน้าดุ แม่ทัพไคมอสยังเป็นคนที่สรรหาเรื่องมาสนทนาบนโต๊ะอาหารได้ห่วยบรม

พอเจอกับเฟเนส คนที่โดนพาไปนั่งร่วมโต๊ะกับคนหน้าบูด ก็บ่นใส่ฝาแฝดยาวเหยียด โทษฐานที่ไม่บอกกันก่อนว่าเจอกับอะไรมา

แล้วเขาพูดอะไรบ้าง เฟเนสถามกลับด้วยท่าทีอยากรู้จนเกินพอดี

ใครจะไปจำได้ เยอะแยะไปหมด

เขาพูดอะไรมาฟาเซลพยายามไม่สนใจ ก็มันไม่ใช่การสนทนาที่น่ารื่นรมย์เลยสักนิด โดยเฉพาะบนโต๊ะอาหาร

นึกหน่อยนะฟาเซล คนอยากรู้อ้อนวอน

ทำไมเฟเนสถึงมีท่าทีสนใจได้ขนาดนี้ ระหว่างเฟเนสและอีตาแม่ทัพหน้าตายนี่ชักจะอย่างไรๆ เสียแล้วสิ แต่คงไม่ยอมเล่าให้ฟังเหมือนเคย เอาเถิด ในเมื่อน้องอยากรู้ พี่สาวคนนี้ก็จะลองนึกดู

มีคำพูดมากมายพรั่งพรูออกมาจากปากของฟาเซล แต่มีเพียงข้อความเดียวที่เหมือนจะมอบให้ภูตราตรีโดยตรง

ถ้าไม่อยากให้เด็กน้อยที่ไม่มีความผิดใดๆ ต้องกำพร้าพ่อก็ต้องหยุดการฆ่า

ฟังแล้วแทบไม่รู้สึกอะไรเลยสักนิด สายไปที่จะมากล่าวเตือนกัน ปีศาจอย่างนางไม่มีคำว่าเมตตา

 

และแล้วคืนก่อนจันทร์เต็มดวงก็มาเยือนอีกครั้ง มีดพกเล่มบางคมกริบ ถูกกรีดลงบนข้อมือขาวเนียน เลือดนี้หลั่งเพื่อสังเวยแด่ภูตสังหาร อาวุธมนตราที่เกิดจากอำนาจมืด ยามปกติมันคือดาบจันทร์เสี้ยว แต่สามารถเปลี่ยนตนเองได้หลากหลาย ตั้งแต่มีดสั้น กงจักร หอกหรือแม้แต่โล่กำบัง

หลังจากหลั่งเลือดเพื่อปลุกภูตสังหารแล้ว ก็จะสามารถใช้งานมันได้ตามประสงค์ หากแต่ก่อนรุ่งสางภูตสังหารจะต้องได้ลิ้มรสเลือดมนุษย์ มิฉะนั้นมันจะหันมาทำร้ายผู้ที่ปลุกมันออกมาจากการนิทรา

นักฆ่าสาวสืบทราบที่อยู่ของเป้าหมายจนแน่ชัด และลอบเข้าไปในตัวบ้านได้อย่างง่ายดาย ภายในไม่มีเวรยามและการคุ้มกันใดๆ หญิงสาวย่างเท้าเข้าไปอย่างระวังระไว ด้วยกลัวว่ามันจะเป็นกับดัก

ทว่าพอเข้ามาถึงห้องโถง คนที่ต้องการจะฆ่ากลับยืนรออยู่แล้ว ในมือไม่มีอาวุธและไม่มีท่าทีหวาดกลัวหรือคิดจะหลบหนี เหมือนเตรียมพร้อมรอรับความตายอยู่แล้ว

ภูตราตรีสินะ เชิญเลย เชิญมาเอาชีวิตข้าไป

เซคิลเดินมาหยุดนิ่งตรงหน้าภูตราตรีดั่งนักโทษที่ได้เตรียมใจรอรับการประหารมาเป็นอย่างดีแล้ว

ไม่มีคำวิงวอนร้องขอชีวิตเช่นเหยื่อทุกราย ดวงตานั้นไม่ประหวั่นแม้เห็นประกายจากคมดาบ กล้าหาญเสียจนนักฆ่าสาวนึกนับถือ ถึงกระนั้นความแค้นก็ยังคงต้องชำระ ดาบในมือตวัดขึ้นหมายสังหารเหยื่อ ความปรานีเดียวที่ภูตราตรีมอบให้กับเหยื่อทุกราย คือตายในดาบเดียวอย่างไม่ต้องทรมาน

ก่อนได้ลงดาบลงไป เสียงกรีดร้องของเด็กหญิงก็ดังลั่น มันทำให้เพชฌฆาตสาวยั้งมือไว้

อย่าทำท่านพ่อนะ!”

ภูตราตรีหันขวับไปมอง ด้านหลังมีหญิงวัยสามสิบต้นๆ นางหนึ่งกำลังอุ้มลูกสาวคนเล็กไว้ในอ้อมแขน ส่วนสาวน้อยเจ้าของเสียงร้องนั้น ขณะนี้ก็ปราดเข้ามากอดตัวผู้เป็นบิดาไว้แน่น

อย่าทำพ่อข้านะ อย่าทำดวงตาเด็กน้อยเปรอะด้วยคราบน้ำตา

มิเลียม เจ้าพาลูกออกมาทำไม พาลูกหนีไป เซคิลร้องตะโกน

ไม่ท่านพี่ ข้าไม่ยอมปล่อยให้ท่านตาย แล้วทิ้งพวกเราไว้หรอก จะอยู่จะตายก็ไปพร้อมกัน

คำพูดนั้นแสลงหูคนที่ได้ชื่อว่าเป็นนักฆ่ายิ่งนัก มันเหมือนกับคำพูดของท่านแม่ในวันนั้นไม่มีผิด

ปล่อยลูกเมียข้าไปเถิด ข้ายินดีมอบชีวิตให้ท่าน ขออย่าทำอะไรผู้หญิงไม่มีทางสู้กับเด็กๆ ที่ไม่รู้เรื่องราวอะไรด้วยเลย

คนที่เผชิญหน้ากับความตายได้อย่างกล้าหาญ กลับก้มลงกราบอ้อนวอนขอชีวิตคนในครอบครัวด้วยท่าทางน่าสมเพชอย่างไม่น่าเชื่อ เพื่อลูกเมียแล้ว ผู้ชายตรงหน้าทำได้ทุกอย่าง แม้ต้องทรมานยิ่งกว่าตายหลายล้านเท่า

สิ่งที่เห็นทำให้หัวใจเจ็บแปลบ ความทรงจำที่พยายามลืมเลือนผุดขึ้นมาอีกครั้ง นักฆ่าสาวแทบทรุดกายลงกับพื้นเพราะอาการปวดจี๊ดที่ศีรษะเมื่อมีภาพหนึ่งแทรกเข้ามา

เปลวไฟ กลิ่นคาวเลือด ภาพท่านพ่อคุกเข่าลงขอชีวิตนางกับท่านแม่ ซ้อนทับกับภาพของครอบครัวนี้ได้พอดิบพอดี ท่านพ่อโดนดาบแทงที่หัวใจจนมิดด้าม ส่วนท่านแม่ก็เอากายเข้าบังไม่ให้นางได้รับอันตราย ดาบคมเสียบทะลุตัวท่านจนปลายด้านหนึ่งครูดเข้ากับแขนนาง

ในตอนนั้นขณะที่คิดว่าคงต้องตายแล้ว จอมเวทบาดีนก็มาช่วยนางไว้ได้อย่างทันท่วงที มาทันสำหรับนางทว่ามาช้าไปสำหรับท่านพ่อท่านแม่

นักฆ่ามากมายตรงหน้ากับเปลวไฟที่ลุกโชน ทำให้ไม่มีเวลาแม้แต่จะพาร่างของท่านทั้งสองออกมาจากกองเพลิง ได้แต่ปล่อยทิ้งให้เปลวเพลิงเผาผลาญร่างของท่านทั้งอย่างนั้น เฟเนสจำได้ดีว่านางกรีดร้องเสียงดัง บอกให้กลับไปช่วยท่านทั้งสอง

ท่านพ่อกับท่านแม่ข้ายังไม่ตาย กลับไปนะ กลับไปช่วยท่านพ่อกับท่านแม่

เสียงสะอื้นร่ำไห้ของตนเองยังก้องอยู่ในหู นางเด็กเกินกว่าจะรู้ว่าท่านทั้งสองหมดลมหายใจไป ตั้งแต่คมดาบแรก

ภูตราตรีชาไปทั้งร่าง สมองเหมือนจะไม่สั่งการ ด้วยรู้สึกสะเทือนใจเกินกว่าจะทนเห็นภาพเหล่านี้ได้อีก หญิงสาวทำได้เพียงหลับตาลง แล้วใช้ดาบเสี้ยวจันทร์หยัดกายไม่ให้ล้มลงไปกับพื้น

มอบตัวเสียเถิดภูตราตรี หยุดการฆ่าได้แล้ว

เสียงของแม่ทัพไคมอส ราวกับกุญแจที่ช่วยไขปลดภูตราตรีออกจากพันธนาการความทรงจำ ร่างเขากำลังเข้ามาประชิดหมายจะจับตัวนางไว้ ทว่าภูตราตรีก็ยังมีสติพอที่จะหลบหนี

ภูตสังหารพาข้ากลับ

ด้วยอำนาจของอาวุธมนตรา พายุทรายที่ไม่ทราบที่มาที่ไปก็พัดกระหน่ำ อึดใจร่างของภูตราตรีก็อันตรธานหายไปต่อหน้าทุกคน

ภูตราตรียังมีจิตใจเช่นมนุษย์นางจึงลังเลที่จะลงมือ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่านางจะยอมเลิกรา ไคมอสทำได้เพียงหวังให้นางละความแค้น ยอมวางมือจากการฆ่าเสีย

 

ความรู้สึกปวดแปลบที่ข้อมือ เหมือนถูกคมมีดกรีด ทำให้เลฟินรู้ว่าเฟเนสกำลังทำพิธีปลุกภูตสังหาร ระหว่างพวกเขาสามคน หากมีใครคนใดคนหนึ่งบาดเจ็บอีกสองคนจะรับรู้ได้เสมอ ไม่ใช่แค่บาดเจ็บเท่านั้น หากกำลังเข้ามาใกล้ ตกอยู่ในอันตรายหรือแม้แต่เรียกหา อีกสองคนจะรู้ได้ทันที มันเป็นความสัมพันธ์อันแปลกประหลาดระหว่างคนสามคน ซึ่งเขาและพวกนางเองก็อธิบายไม่ได้ว่าเป็นเพราะอะไร

ค่ำคืนนี้คือคืนลงมือของภูตราตรี เลฟินห่วงหญิงสาวยิ่งกว่าคืนไหนๆ ที่นางออกไปข้างนอก ห่วงจนต้องเดินไปมา ด้วยความกระวนกระวาย

แล้วพายุทรายก็พัดร่างร่างหนึ่งเข้ามาในห้อง ภูตราตรีเดินโซเซมาหาเหมือนสิ้นเรี่ยวแรง ก่อนทรุดตัวลงในอ้อมแขน

เฟเนสเจ้าเป็นอะไร บาดเจ็บตรงไหน

นักบวชหนุ่มประคองร่างนั้นไว้แล้วมองหาบาดแผล ไม่มีแผลอื่นนอกจากรอยตรงข้อมือที่นางใช้เลือดเรียกภูตสังหาร

ข้าทำงานพลาด เลฟิน ข้าทำไม่ได้ ข้าเห็นท่านพ่อ ข้ากลัว ข้า…”

ฉับพลันก็มีเสียงสะอื้นไห้ดังมา ร่างของหญิงสาวสั่นสะท้านราวกับลูกนกตัวน้อยที่เปียกฝน

เลฟินกอดหญิงสาวไว้แนบอก ลูบไล้เรือนผมดำขลับเบาๆ แล้วพูดปลอบใจนาง

ไม่เป็นไรเฟเนส เจ้าอยู่กับข้าแล้ว เจ้าปลอดภัยแล้ว

อ้อมกอดอบอุ่นนั้นเป็นที่พักใจของคนกำลังสับสนได้เป็นอย่างดี ไม่นานน้ำตาบนใบหน้าก็ถูกซับออกด้วยมือของชายหนุ่ม

ไม่เป็นไรแล้วนะ

มือข้างหนึ่งของนักบวชหนุ่มอยู่ที่แก้มของคนกำลังร้องไห้ คอยซับน้ำตาให้ อีกข้างหนึ่งกอดหญิงสาวไว้หลวมๆ เพื่อให้รู้ว่ายังมีเลฟินคนนี้อยู่ข้างกาย

ไม่เป็นไรแล้ว ขอโทษด้วยที่ทำให้เจ้าตกใจ ข้าแค่สับสน

เฟเนสผละออกมาจากอ้อมกอดเขา เมื่อสติคืนมา ภาพความทรงจำในอดีตก็ถูกปิดผนึกไว้เช่นเดิม

ช่างเถิด คืนนี้เจ้านอนที่นี่แหละ ข้าจะนั่งเฝ้าเจ้าเอง จะกล่อมให้นอนหลับ แถมนิทานให้อีกสักเรื่องก็ยังได้

ก่อนคนฟังจะได้ปฏิเสธ ร่างบางก็ถูกช้อนขึ้นมาวางบนเตียงนุ่ม โดยที่ข้างเตียงมีนักบวชหนุ่มนั่งอยู่ คอยลูบไล้เรือนผม แล้วจ้องมองมาด้วยแววตาปลอบโยน

รอเดี๋ยวนะ ข้าจัดการอะไรก่อนแล้วจะมาเล่านิทานให้ฟัง

เลฟินผุดลุกจากข้างเตียง ไปที่ดาบซึ่งตกอยู่ที่พื้น ชายหนุ่มใช้คมดาบกรีดเลือดตนเองหยดลงไป คืนนี้ภูตสังหารไม่ได้ลิ้มรสเลือด ดังนั้นจึงต้องใช้เลือดของเขาเพื่อทำให้มันหลับไปอีกครั้ง

ทำทำไม อย่าเจ็บแทนข้าเลย ข้าจะใช้เวทรักษาแผลให้

เฟเนสผุดลุกขึ้นมาจากเตียง หากแต่อีกฝ่ายกลับรั้งกายนางให้ลงไปนอน

เจ้าเหนื่อยมามากแล้ว แผลแค่นี้ไม่นานก็หาย พักเสียเถิดเด็กน้อย

หญิงสาวยอมเอนกายกลับลงไป เพราะไร้เรี่ยวแรงที่จะฝืน ดวงหน้าขาวซีดที่ซบอยู่บนหมอนแลดูอ่อนล้าเหลือเกิน

ข้าเหนื่อยจังเลฟิน ไม่อยากฆ่าอีกแล้ว แต่ก็ต้องทำ

เป็นครั้งแรกที่เฟเนสพูดอะไรในทำนองนี้ สิ่งใดกันที่ทำให้คนซึ่งจมอยู่กับความแค้น ถึงขั้นปฏิญาณว่าจะเป็นปีศาจ เอ่ยคำนี้ออกมา

เหนื่อยก็ไม่ต้องทำ อย่าคิดอีกเลย พักเถิด

แม้ความคิดนี้จะเป็นเรื่องดี แต่เลฟินก็ยังไม่อยากให้หญิงสาวคิดอะไรให้ปวดใจ จนพานร้องไห้ออกมาอีก

กอดข้าจนกว่าจะหลับได้ไหม หญิงสาวหันมาส่งสายตาวิงวอน

ไม่มีคำตอบจากชายหนุ่ม หากแต่มีวงแขนแข็งแรงมากอดรัดตัวนางไว้แทน

หลับเสียเถิดสาวน้อย คำพูดนี้มาพร้อมกับจุมพิตอ่อนโยนที่หน้าผาก

อ้อมกอดเจ้าเหมือนกับท่านพ่อข้าเลยเลฟิน

คำพูดคำนี้แทงใจคนฟังนัก ท่านพ่อ ท่านพี่ สายตานางไม่เคยมองผิดไปกว่านี้ แต่ไม่ว่าสายตานั้นจะมองมาแบบใด สองมือและหัวใจดวงนี้ ก็พร้อมพลีเพื่อปกป้องนาง


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

12 ความคิดเห็น