เหตุนี้จึงไม่แปลกใจที่รัฐบาลได้วางรากฐานสร้างค่านิยมให้ชาวเกาหลีรักกันและกัน ความเข้มแข็งเป็นปึกแผ่นของคนในชาติ ทะเลาะเบาะแว้งกันน้อยลงไป เพราะตัวอย่างจากการที่ประชาชนซึมซับค่านิยมสมานสามัคคีจากละครที่ได้ดูทุกวัน ตัวอย่างอีกประการหนึ่งก็คือ การรณรงค์ให้ชาวเกาหลีลดการสูบบุหรี่ ซึ่งแต่เดิมตัวละครรุ่นเก่า มักมีฉากสูบบุหรี่กันแทบทุกเรื่อง แต่เมื่อมีนโยบายรัฐออกมา ฉากดังกล่าวก็ไม่มีในละครเกาหลีให้เห็นอีก นั่นเท่ากับเด็กรุ่นใหม่จะไม่เห็นตัวอย่างการสูบบุหรี่ว่าเป็นของเท่ห์ได้ออกทีวีอีกต่อไป เป็นต้น
ที่น่าจับสังเกตอีกประการหนึ่งในระยะหลังนี้ ละครเกาหลียังพัฒนาการเขียนบทละครไปอีกขั้น ด้วยเนื้อหาที่ไม่มีบุคคลที่ 3 เข้ามาเกี่ยวข้อง ละครก็ยังคงชวนติดตาม น่าสนใจ และดึงให้ผู้ชมติดตามจนจบเรื่องได้ชนิดติดหนึบ ลุ้นทุกตอน
ทั้งนี้วิธีการผูกเรื่องให้น่าสนใจดังกล่าวก็คือ การเขียนให้ตัวเอกของเรื่องคือ พระเอก หรือนางเอก หรือทั้งพระเอกและนางเอก มีปมปัญหาชีวิตของตนเองที่สังคมมักเห็นเป็นเรืองผิดปรกติ และตัวเอกของเรื่องจำต้องหาทางปรับตัว หรือแสดงให้สังคมเห็นว่า พวกเขาสามารถเป็นที่ยอมรับของสังคมได้ ไม่ว่าด้วยเกียรติความเป็นมนุษย์ หน้าที่การงานที่สามารถประสบความสำเร็จได้ ไม่แพ้คนปรกติที่ไม่ได้ป่วย และยังสามารถมีความรักได้เช่นคนปกติธรรมดาอีกด้วย เป็นต้น
ยกตัวอย่างเช่น ละครเกาหลีเรื่อง Good Doctor พระเอกของเรื่องป่วยเป็นออทิสติก ที่มีความสามารถเฉพาะด้านมนการจดจำสรีระวิทยา และตัวหนังสือทุกตัวที่อ่านผ่านตาได้แบบการถ่ายภาพหน้ากระดาษเก็บไว้ในสมอง แต่ปัญหาคืออาการของเขาก็ยังคงแสดงแบบเด็กออทิสติกทั่วไป คือความกังวลที่มีมากและแสดงออกให้เห็นเด่นชัดกว่าคนปรกติที่สามารถควบคุมอารมณ์และสีหน้าให้เป็นปรกติได้ดีกว่าเสมอ
อีกปัญหาหนึ่งของเด็กออทิสติกคือ เขาจะคาดหวังให้ทุกสิ่งอย่างเหมือนๆ กันในแต่ละวัน หากเกิดเหตุที่นอกเหนือไปจากที่พวกเขาได้คาดการณ์ไว้ ก็จะรู้สึกหวาดกลัว และแสดงออกมาด้วยการกรีดร้อง เหมือนคนทุรนทุราย ญาติๆ จับตัวไว้ให้นิ่งไม่ได้เพราะพวกเขาจะสะบัดและออกแรงเต็มพิกัดเท่าที่พวกเขามี เหล่านี้เป็นต้น
นี่คือแนวใหม่ๆ (แนวอื่นๆ) ที่ละครเกาหลีนำมาเขียน และในช่วงหลังๆ ก็มีแนวคล้ายๆ กันนี้ออกมาเขียนเป็นบทละครกันมาก โดยมีจุดเฉพาะปมปัญหาของเรื่องที่เกิดจากตัวพระเอกหรือนางเอก หรือทั้งสองคนเองแตกต่างกันออกไป โดยไม่จำเป็นต้องมีบุคคลที่3 มาแทรกกลางระหว่างเขาทั้งสอง และผู้เขียนทั้งหลายพยายามเขียนเรื่องราวไม่ให้ซ้ำ โดยในแต่ละช่องทีวี พยายามหาสิ่งแปลกใหม่ ในจุดใหม่ๆ มานำเสนอเพื่อการแข่งกันกันอยู่แล้วด้วย
ที่อยากนำเสนออีกเรื่องก็คือ ละครเรื่อง It's Okay That's Love ที่ทั้งพระเอก และนางเอกเองต่างก็มีปมปัญหาของตัวเอง ต่อหน้าสังคมพวกเขามีชื่อเสียงในหน้าที่การงาน
พระเอกจางแจยอล (นำแสดงโดย โจอินซอง) เป็นนักเขียนชื่อดัง เป็นที่รู้จักในสังคมสาธารณะ
ส่วนนางเอกในละครเรื่องนี้ จีแฮซู (นำแสดงโดย กงฮโยจิน) เป็นจิตแพทย์ที่มีหน้าที่การงานได้รับการยกย่องจากบุคคลทั่วไปว่าเป็นหมอรักษาผู้ป่วยให้หายจากอาการต่างๆ แต่เบื้องหลังของพวกเขา กลับมีอาการป่วย
โดยนางเอกรู้ตัวว่าตัวเองป่วย และในฐานะจิตแพทย์ก็พยายามหาทางรักษาตัวเองอยู่ ในขณะที่พระเอกกลับไม่รู้ตัวว่าตัวเองป่วยทางจิต และกำลังเข้าขั้นรุนแรงถึงขนาดจินตนาการเพื่อหาทางในการฆ่าตัวตายจากอุบัติเหตุเพื่อปกป้องแม่ของเขา และเรื่องนี้นางเอกก็ไม่เคยเฉลียวใจเลยว่า พระเอกของเธอมีอาการป่วยทางจิตมากมายขนาดนั้น เพราะเธอเองก็พยายามหาทางรักษาตัวเองให้เป็นปรกติด้วยการช่วยเหลือของพระเอก จึงทำให้เธอเข้าใจไปว่าพระเอกคือแพทย์ทางจิตของเธอ และเป็นจุดที่ทำให้เธอไม่เคยเฉลียวใจว่าพระเอกเองก็มีปัญหาในชีวิตจนอาจป่วยทางจิตได้ไม่ต่างจากเธอเหมือนกัน ซ้ำยังรุนแรงกว่าซะงั้น เพราะการแสดงออกที่ออกจะเพลย์บอยของพระเอก ที่สามารถเข้ากันได้กับคนอื่นในสังคม โดยเฉพาะกับสาวๆ ที่ผลัดกันมาเป็นคู่นอนของเขาได้ละมั้ง ที่ทำให้นางเอกไม่เคยเฉลียวใจแม้แต่น้อย
ต่อเมื่อเขาและเธอได้ตกลงที่จะรักกันอย่างเป็นจริงเป็นจังแล้ว เรื่องต่างๆ จึงค่อยๆ เปิดเผยขึ้นมาให้ผู้ชมได้เห็นภาพปัญหาของแต่ละคนชัดเจนขึ้น
ที่น่าสนใจ เป็นประเด็นให้ผู้ชมติดตามไปจนจบเรื่อง คือการแก้ปมปัญหา ว่าละครจะมีจุดคลายปมอาการที่เกิดขึ้นกับพวกเขาได้อย่างไร ด้วยวิธรการใด ซึ่งในแต่ละฉาก หากเป็นฉากความรู้ด้านอาการ หนทางการรักษา จะมีซับเกาหลีขึ้นมาอธิบายศัพท์ทางการแพทย์นั้นๆ ขยายความให้ผู้ชมเข้าใจได้ด้วย
ความน่าติดตามของเรื่องไม่ใช่การตามอ่านความรู้จากซับ แต่เป็นอาการป่วยของโรค ที่แทบทุกคนในสังคม สามารถเป็นกันได้ดาดดื่น มีให้เห็นกันอยู่ทั่วไป เช่น ผู้ป่วยที่เข้ามาทำการรักษาอาการทางจิตกับนางเอก มีอาการชอบล้างมือบ่อย หรือผู้ป่วยแปลงเพศที่ถูกทางบ้านทำร้าย เพราะไปแปลงเพศมา ยอมปล่อยให้พวกเขาตบตีทุกวัน โดยไม่ป้องกันตัวจากการถูกทำร้ายเลย, คู่สามีภรรยาที่สูญเสียลูกไป จนภรรยาเกิดภาพหลอนว่าลูกยังอยู่, คู่สามีภรรยาที่เห็นภาพหลอนจากการใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน, ผู้ชายที่ชอบโชว์ของลับในที่สาธารณะ ปัญหาที่เขาเป็น และวิธีการปรับสภาพจิต ฯลฯ
ผู้เขียนบทได้ดึงประเด็นปัญหาการป่วยทางจิตที่คนปรกติในสังคม สามารถป่วยกันได้ทั่วไปในสังคม (อาการป่วยเหล่านี้ก็อาจมีอยู่ในตัวผู้ชม หรือคนรอบข้างของผู้ชม) แทรกอยู่ในการดำเนินเรื่อง นำเสนอเรื่อง ทำให้ผู้ชมอยากทราบ และติดตามการแก้ปัญหา หาทางออกเหล่านั้นไปพร้อมๆ กับรอตามชมพัฒนาการความรักที่กำลังงอกเงยระหว่างพระเอกและนางเอกที่ทำให้ผู้ชมต้องจิกหมอนลุ้นกระจาย เลือดกำเดากระฉูด และลงแดงเมื่อจบฉากในแต่งละตอน เฝ้ารอติดตามตอนต่อไปกันชนิดอยากให้วันที่ฉายในตอนต่อไปเป็นวันพรุ่งนี้ แทนที่จะเป็นสัปดาห์หน้า
นี่คือสิ่งที่ละครเกาหลีเป็น ไม่ต้องคอยเอือมระอา กับการตบตี ด่าทอ กัน ไม่ต้องไปมองหาว่าจะมีบุคคลที่ 3 มาแทรกให้เกิดรอยร้าว
ส่วนประเด็นที่พระเอกนางเอกต้องชนะใจที่ละครเกาหลีมักนำมาเสนอ คือบุพการีของแต่ละฝ่าย ซึ่งเป็นวัฒนธรรมเข้มแข็งที่พวกเขาจะต้องทำให้พ่อแม่ และรวมถึงคนรักเก่าของพระเอกและนางเอก(หากมี) อนุญาต และยอมรับ ความรักกันของพวกเขา (วัฒนธรรมนี้เนียวแน่น แข็งแรงมากๆ)
สรุปคือ It's Okay That's Love เป็นละครอีกเรืองหนึ่งที่แม้มีแค่ 16 ตอน แต่เดินเรื่องกระชับ ไม่ยืด จึงทำให้ทุกตอนมีความหมายในการติดตาม ละครเรื่องนี้จึงโอเคมากๆ และการผูกเรื่องยังน่าสนใจ มีจุดพลิกล็อคที่ทำให้ผู้ชมคาดไม่ถึง อึ้งกิมกี่ เห็นใจกับตัวร้ายของเรื่อง ที่ในตอนแรกใครๆ ในสังคม(ผู้ชม)ประนามไว้ แต่สุดท้ายกลับทำให้ผู้ชมสะกิตอารมณ์กับความคาดไม่ถึงนั้นอีกด้วย
ปล. ตัวอย่างละครเกาหลี อื่นๆ ในแนวนี้ มีอีกหลายเรื่อง เช่น Family's Honor, City Hunter, 7th Grade Civil Servant, Gu Family Book, That Winter, The Wind Blows, Two Weeks เป็นต้น
ความคิดเห็น