สาวสดใสกับนายซึน

ตอนที่ 6 : Chapter 6 : เริ่มต้นการเดินทาง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 27
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    29 มี.ค. 57

Chapter 6 : เริ่มต้นการเดินทาง



ขณะนี้เวลา 16.00 นาฬิกา ฉันกำลังเดินทางไปสนามบินนานาชาติประจำจังหวัด

สถานที่ซึ่งนัดรวมกลุ่มกับยัยลินินแล้วก็อีกสองหนุ่ม(เก๊ๆ)เอาไว้

จุดเริ่มต้นการตะลุยทริปเกาหลี 5 วัน 4 คืนของเรา

เพื่อที่จะไปต่อเครื่องที่สนามบินสุวรรณภูมิ ไปยังสนามบินอินชอนประเทศเกาหลีใต้

 


 

วันนี้ฉันตื่นเต้นเป็นพิเศษ      อ๊าาาาา....ไม่ได้ไปเที่ยวนานแค่ไหนแล้วนะ!!!!

ไม่สิ ต้องเรียกว่าตั้งแต่เริ่มทำงาน จนกระทั่งลาออกจนถึงตอนนี้ ฉันไม่ได้ไปเที่ยวที่ไหนเลย

ทั้งๆที่ตอนเรียนมหาลัย การท่องเที่ยวถือเป็นงานอดิเรกที่สำคัญของฉันเลย ไม่ว่าจะใกล้ หรือไกลแค่ไหน

ขอให้มีคนชวนเถอะ ฉันพร้อมที่จะไปกับทุกคน



ถึงนี่จะไม่ใช่การไปต่างประเทศครั้งแรกของฉัน แต่ฉันก็ยังไม่เคยไปเที่ยวไกลๆขนาดนั้นสักที

อย่างมากก็แบ็คแพ็คอยู่แถวๆประเทศใกล้ๆอย่าง ลาว เวียดนาม พม่า มาเลเซีย


นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ฉันได้เดินทางไปเกาหลีใต้ ประเทศแห่งซีรี่ย์หลายเรื่องในดวงใจฉัน (ตาเป็นประกายปิ๊งๆ)

 

 

ขณะที่ฉันกำลังคิดอะไรเพลินๆ ฉันก็มาถึงสนามบิน

โดยมีป๊าสุดหล่อ และคุณนายแม่สุดสวยมาส่ง
จริงๆจะเรียกว่ามาส่งจะถูกมั๊ยนะ


เพราะท่านทั้งสองมีธุระต้องมาแถวนี้ เลยเอาฉันมาหย่อนทิ้งไว้ที่สนามบิน....


 

ตอนแรกฉันจะให้เจ้าน้องชายมาส่ง แต่มันดันชิ่งหนีไปซะก่อน หลังจากฝากรายการซื้อของยาวเป็นหางว่าว

แถมฝากซื้อแต่ไม่ฝากตังค์ คิดแล้วก็ปรี๊ด ดีนะที่ป๊ากับแม่มีธุระแถวนี้พอดี ไม่อย่างนั้นฉันอาจต้องแบก

กระเป๋าตะกายขึ้นแท็กซี่มาเองก็ได้





“ป๊าเดี๋ยวเราเข้าไปส่งยัยอันข้างในดีกว่า ให้ลูกลากกระเป๋าเข้าไปเองน่าสงสารออก” คุณแม่ที่เคารพพูดขึ้น

“ดีเหมือนกันไม่ได้เจอเจ้านินนานแล้ว แล้วนี่เห็นบอกมีลูกชายเสี่ยชัยกับพิศมัย

แล้วก็ลูกชายเสี่ยอนันต์ไปด้วย จะได้ไปฝากให้ช่วยดูแลยัยอันด้วย

เกิดไปป้ำๆเป๋อๆขายหน้าขึ้นมาหละแย่เลย” ป๊าพูดขำๆ


“โหยยยย ป๊า.... อันหนะระดับไหนแล้ว ป๊าดูถูกมากอะ ดูถูก” ฉันพูดแล้วยิ้มขำกับป๊า

“ถ้าอย่างนั้นนี่มันก็ทัวร์หนุ่มหล่อ สาวสวยกับลิงหนึ่งตัวหนะสิ”คุณแม่แซวฉัน

“โหยยยยย แม่อะ อันก็สวยเหมือนกันนะ เชอะ!”ฉันแกล้งงอนแม่

“ย่ะ สวยแบบแปลกๆหนะสิเรา ดูแต่งตัวเข้าสิ ไม่สมเป็นกุลสตรีเลย แบบนี้ใครจะมาแจกขนมจีบ

สงสัยจะได้ขึ้นคานหละสิไม่ว่า อายุก็ไม่ใช่น้อยๆแล้ว” แม่พูดอย่างงอลๆบ้าง


“แม่อย่าเครียดเลยค่ะ เรื่องแบบนี้พอมันจะมาเดี๋ยวมันก็มาเองแหละแม่” ฉันพูดอย่างสบายใจ

 

 

ฉันป๊าและแม่เดินเข้าไปในสนามบิน สักพักก็เจอนายนัฐกำลังยืนรออยู่บริเวรที่นัดหมาย

นายนัฐมองเห็นพ่อและแม่ของฉันเขาจึงเดินเข้ามาทักทายและสวัสดี


“สวัสดีคับ คุณอาอมร คุณอาอนงค์” นายนัฐเดินมาทักทายพร้อมกับไหว้พ่อและแม่ของฉันอย่างไม่ขัดเขิน

“อาไม่ได้เจอนัฐตั้งนานหล่อขึ้นจมเลยนะ ช่วงนี้งานยุ่งเหรอลูก ไม่ค่อยเห็นมาส่งคุณแม่เลย”

แม่ฉันพูดกับนายนัฐอย่างสนิทสนม แม่รู้จักนายนัฐด้วยเหรอเนี่ย....




“เจอนัฐก็ดีแล้ว ฝากน้องด้วยนะลูก ยัยอันมันกระโดกกระเดก ถ้าดื้อหรือซนก็ว่าได้เลย อาอนุญาติ

แล้วลินินกับนะโมหละลูก” ป๊าก็อีกคนทำไมพูดกับนายนัฐอย่างคนคุ้นเคย ฉันได้แต่แอบสงสัยในใจ


“สองคนนั้นยังมาไม่ถึงเลยครับ”นายนัฐตอบป๊าฉันอย่างสุภาพ

“เดี๋ยวอาต้องไปแล้วหละ นัดกับพ่อแม่นายนั้นแหละไว้ ฝากดูแลน้องด้วยนะลูก

อันก็เหมือนกันจะทำอะไร ถ้าพี่เค้าเตือนก็ฟังพี่เค้าบ้างหละ เรามันยิ่งชอบทำอะไรตามใจตัวเองอยู่ด้วย”

ป๊าพูดกับนายนัฐและฉัน ก่อนที่ป๊ากับแม่จะขอตัวไปทำธุระ

 
 

“กระเป๋าเธอมีแค่นั้นเหรอ” นายนัฐถามฉันพร้อมมองดูสัมภาระของฉัน

ซึ่งมีแค่กระเป๋าลากขนาด 22 นิ้วกับเป้สะพายหลังอีก 1 ใบ


“ค่ะ” ฉันตอบรับไปอย่างไม่รู้จะตอบอะไรดี

“ตั้ง 5 วัน นึกว่าผู้หญิงเขาต้องเตรียมของเยอะกว่านี้ซะอีก” นายนัฐพูดพร้อมยิ้มกวนๆ

แบบนี้หาเรื่องกันนี่หว่า... นายเกย์นี่บังอาจมาก ว่าฉันทำตัวไม่สมกับเป็นผู้หญิงเหรอเนี่ย!!!!!

“ฉันไม่ใช่คนเรื่องมากขนาดนั้น ก็นายบอกเองนี่ว่าไปแบบแบ็คแพ็ค มันก็ต้องคล่องตัวสิ

จะให้ฉันแบกอะไรมามากมาย” ฉันพูดอย่างฉุนๆ


“รู้ก็ดี เพราะฉันคงไม่เป็นสุภาพบุรุษขนาดที่จะมาขนของอะไรให้เธอขนาดนั้น” เขายิ้มอย่างพอใจ

ซึ่งในสายตาฉัน รอยยิ้มนั้นมันช่างกวนประสาทสิ้นดี...

ดีซะจนฉันอย่ากจะข่วนหน้าหล่อๆของนายนั่นให้เป็นแผลสักรอยสองรอย




“มันถึงเวลาที่เราสมควรต้องเช็กอินแล้วนะ พี่โมกับยัยลินินทำไมยังไม่มาเนี่ย...”

ฉันเริ่มกระวนกระวายเมื่อยังไม่เห็นยัยลินินกับนายนะโม


“นั้นสิ เธอลองโทรหาลินินแล้วกัน เดี๋ยวฉันโทรหานายนะโม”

เขาบอกให้ฉันโทรหายัยลินินพร้อมกับที่เขากดโทรศัพท์หาเพื่อนของเขา


ทำไมฉันถึงรู้สึกถึงลางร้ายยังไงพิกลนะ...



“ยัยนินแกอยู่ไหน” “ฮะ ว่าไงนะ” “แกทำกับฉันแบบนี้ได้ยังไง” “ถ้าฉันเจอแก แกโดนดีแน่ๆ”

ฉันวางสายจากยัยลินินอย่างหงุดหงิด

ฉันหันไปมองเขาที่กำลังคุยกับนายนะโม ฉันเห็นแค่เขาพูดอืม.. อืม.. เป็นการตอบรับ

แต่สีหน้าของเขาดูไม่ดีเลย


“ว่าไงบ้าง” เขาถามฉันหลังจากวางสายจากเพื่อนของเขาแล้วด้วยสีหน้าเครียดๆ

“ตอนนี้ยัยลินินอยู่ต่างจังหวัดค่ะ บอกว่าต้องไปทำธุระกับคุณแม่กระทันหัน” ฉันพูดอย่าไม่รู้จะทำอย่างไรดี

“นายนะโมก็โดนแม่เขาพาไปดูตัวกระทันหันเหมือนกัน ตอนนี้อยู่ต่างจังหวัดยังไงก็คงไปกับเราไม่ได้”

เขาพูดขึ้นด้วยสีหน้าเครียดๆ


“แล้วเธอจะเอายังไง ตอนนี้เหลือแค่ฉันกับเธอแล้ว ยังไงฉันก็คงต้องไปเพราะมันเป็นงาน

ถ้าเธอไม่ไว้ใจฉัน  ฉันไปคนเดียวได้”

เขาพูดกับฉันด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่ทำไมคำพูดของเขาทำให้ฉันรู้สึกหงุดหงิดชอบกล

เหมือนมันเป็นการท้าทายว่าฉันจะกล้าไปกับเขาแค่สองคนหรือเปล่ายังไงก็ไม่รู้


“ฉันไม่คิดว่านายจะทำอะไรฉันหรอกนะ ฉันจะไปกับนายเอง ยังไงฉันก็รับปากไว้แล้วนี่ว่าจะช่วยงานนาย”

ฉันตอบเขาพร้อมยิ้มยั่วๆเหมือนจะบอกเขากลายๆว่าฉันมั่นใจว่าเกย์อย่างเขาไม่มีทางทำอะไรฉันแน่นอน


เขามองฉันแล้วส่ายหน้าอย่างเพลียๆ แล้วบอกฉันว่าเขาจะเอากระเป๋าไปโหลดและเช็คอิน

ถึงเขาจะบอกกับฉัน ว่าเขาไม่ใช่สุภาพบุรุษที่จะมาคอยยกของหรือดูแลฉัน

แต่เขาก็เป็นคนยกกระเป๋าทั้งของเขาและฉันไปโหลด พร้อมทั้งเป็นคนจัดการเรื่องเช็คอินเองคนเดียวทั้งหมด




1 ชั่วโมงที่เงียบงันบนเครื่องบินจากสนามบินบ้านเกิดของฉัน ถึงสนามบินดอนเมือง

หรือตอนที่เรานั้งแท็กซี่จากสนามบินดอนเมืองไปยังสนามบินสุวรรณภูมิ

เขาก็ยังคงเป็นคนที่จัดการเรื่องกระเป๋าคนเดียวทั้งๆที่เขาเป็นคนพูดเองว่า

เขาไม่ใช่สุภาพบุรุษและจะไม่มีการดูแลฉันเป็นพิเศษ




“หาอะไรกินกันก่อนแล้วกัน เครื่องออกเที่ยงคืน เหลือเวลาอีกราวๆชั่วโมง

ช่องเช็คอินและโหลดกระเป๋าถึงจะเปิด” เขาพูดพร้อมทั้งลากกระเป๋าของฉันไปด้วยทั้งๆที่

กระเป๋าของเขาซึ่งเป็นกระเป๋าแบ็คแพ็กสำหรับเดินทางใบใหญ่ที่เขากำลังสะพายอยู่ก็ดูจะหนักไม่น้อย


“เดี๋ยวฉันลากกระเป๋าเองไหมคุณ" เพราะกระเป๋าที่เขาแบกอยู่ก็ดูน่าจะหนักพอแล้ว

“ไม่เป็นไร ไหนๆก็ลากมาแล้ว ร้านอาหารญี่ปุ่นตรงนั้นแล้วกันพอจะมีที่นั้ง”

นายนัฐบอกฉันแล้วเดินนำเข้าไปในร้าน


“คุณจะสั่งอะไร” เขาวางกระเป๋าลงบนเก้าอี้แล้วหันมาถามฉัน

“เซ็ตข้าวทงคัทสึกับน้ำเปล่าแล้วกันค่ะ”ฉันตอบไปอย่างไม่เรื่องมาก

เขาเดินไปสั่งอาหารแล้วกลับมานั่งที่โต๊ะ

“ถ้าพ่อกับแม่คุณรู้ว่าคุณไปกับผมแค่ 2 คนจะไม่เป็นไรเหรอ” เขาถามฉันเรียบๆ

“ถึงมันจะดูไม่ดีเท่าไหร่ แต่ยังไงท่านก็ไม่รู้นี่คะ” ฉันพูดขำๆ

“คุณคิดง่ายเกินไปหรือเปล่า” เขาพูดแล้วทำหน้ายุ่ง

เขาจะกังวลอะไรนักหนาเนี่ย ขนาดฉันยังไม่กังวลอะไรเลย


“คุณแลกเงินมาหรือยัง แลกดอลลาร์ไปเผื่อด้วยก็ดีนะ พาสปอร์ต

เอกสารการเดินทางคุณเอามาครบหรือเปล่า” เขาถามฉันอย่างกับฉันเป็นเด็กเล็กๆ


“โหยคุณ มือระดับนี้แล้ว” ฉันพูดโอ่ๆ

สักพักอาหารของเราก็มาเสริฟ อาหารของเขาเหมือนกับของฉัน!!!!

ฉันเลยได้โอกาสแขวะเขาไปนิดหน่อย


“เหมือนกัน??? สั่งไม่คิดเลยนะคุณ”

“ก็ผมอยากกิน” เขาพูดแค่นั้นแล้วลงมือทานอาหารอย่างรวดเร็ว

 

 

ที่สนามบินสุวรรณภูมิเขาก็ยังคงเป็นคนจัดการเรื่องกระเป๋าและทุกอย่างเพียงผู้เดียวอีกตามเคย
 
ระหว่างที่ฉันรอเขาจัดการเช็คอินและโหลดกระเป๋าที่ต้องใช้เวลาพักใหญ่ๆ

ก็เพราะแถวเช็คอินที่ยาวเหยียดนั่น ฉันเลยได้แต่แอบคิดว่าเขาก็เป็นคนดีเหมือนกันนะเนี่ย

ถึงมันจะไม่ค่อยเข้ากับหน้าตาหงุดหงิดตลอดเวลาของเขาเท่าไหร่ ฉันคิดว่าจะใจร้ายกว่านี้เสียอีก


ฉันเดินเล่นรอเขาได้สักพัก เขาโหลดกระเป๋าและเช็คอินเสร็จ แล้วเขาก็เดินกลับมาหาฉัน

เพื่อเอาพาสปอร์ตและตั๋วเครื่องบินมาให้ 


“รูปพาสปอร์ตคุณตลกดีนะ”เขาพูดกับฉันยิ้มๆ ตอนเขายิ้มนี่ดูดีจริงๆพับผ่าสิ

“นี่นายแอบดูเหรอ!!!!” ฉันขอคืนคำที่บอกว่าเขาเป็นคนดีได้หรือเปล่าเนี่ย!!!!

“ผมไม่ได้แอบนะ ตอนตรวจพาสปอร์ตมันเห็นเอง” เขาหัวเราะนิดๆ

ฉันจึงพยายามแย่งพาสปอร์ตในมือเขามา แต่เขารู้ทันเลยยกพาสปอร์ตหนีฉัน แต่ไม่มีวันซะหละ

ฉันกระโดดโดยใช้มือข้างหนึ่งท้าวไหล่ของเขาเป็นแรงส่ง และใช้มืออีกข้างดึงโน้มแขนเขาลงมา

ด้วยน้ำหนักทั้งตัวของฉัน แล้วแย่งพาสปอร์ตของเขามาจนได้

เขาส่ายหัวให้กับความพยามอย่างบ้าคลั่งของฉันในการพยายามแย่งพาสปอร์ตจากเขา

ราวกับว่าฉันเป็นเด็กไม่รู้จักโต


“ได้มาแล้ว” ฉันหัวเราะอย่างชอบใจ

พร้อมเปิดดูรูปในพาร์สปอร์ตของเขา

แต่... มันทำให้ฉันหงุดหงิดอย่างที่สุด

ก็รูปในพาสปอร์ตของเขาหนะสิ
 มันหล่ออย่างร้ายกาจเลยหละ!!!!



ฉันได้แต่หงุดหงิดแล้วคืนพาสปอร์ตให้กับเขาไป เขาหัวเราะให้กับท่าทางหงุดหงิดของฉันน้อยๆ

แต่นั่นยิ่งทำให้ฉันหงุดหงิดขึ้นกว่าเดิม เพราะการที่เขายิ้มหรือหัวเราะมันทำให้เขาดูดีขึ้นกว่าเดิมมากๆ

อยากจะบ้า นายเกย์นี่จะดูดีเกินไปแล้วนะ
!!!

 

หลังเราผ่านตม. มาก็พบกับร้านค้าปลอดภาษีมากมายในสนามบินสุวรรณภูมิ

เนื่องจากมีเวลาเหลือพอประมาณฉันเลยเดินดูของไปเรื่อย โดยไม่คิดจะเกรงใจเขาสักนิด

แต่เขาก็เป็นเพื่อนร่วมทางที่ดีนะ เพราะเขาหยุดรอและทำแค่มองดูฉันเข้าร้านโน้น ออกร้านนี่อย่างเงียบๆ



เหนื่อยเป็นบ้าเลย กว่าจะเดินถึงเกทเนี่ย ไอ้เกทสายการบินราคาประหยัดนี่มันไกลได้ใจจริงๆ

แต่นายนะโมก็เลือกที่นั้งได้ดีนะเนี่ย ติดหน้าต่างด้วย

แต่... ทำไมมันไม่ใช่ของฉัน
!!!


“นี่คุณ เปลี่ยนที่กันได้หรือเปล่าฉันอยากนั่งข้างหน้าต่าง นะนะ” ฉันบอกกับเขาอย่างอ้อนๆ 

“แล้วแต่คุณเถอะ” เขาบอกพร้อมพยักหน้าอย่างเนือยๆให้ฉัน ที่นั่งของเขาจึงถูกฉันยึดไปโดยปริยาย

“แล้วตั๋วของลินินกับพี่โมหละคะ” ฉันถามเขาด้วยความสงสัย เพราะที่นั่งข้างเขามีผู้ชายคนหนึ่งนั่งอยู่

“ตั๋วแรนด้อมหนะ ไม่ได้เลือกที่นั่งหรอก คงอยู่ที่ไหนสักแห่งในเครื่องบินลำนี้แหละ

นายโมมันจัดการโดยเน้นความประหยัดหนะ การไม่บุคที่นั่งก็เป็นวิธีประหยัดวิธีหนึ่ง 

สายการบินโลว์คอสนี่ก็ด้วย” เขาพูดเนือยๆ


“สมกับเป็นทัวร์แบ็คแพ็คดีจริงๆ”ฉันพูดขำๆ แต่พอหันไปมองเขา เขาก็หลับไปแล้ว เชอะ คนอุส่าห์ชวนคุย

แต่การเดินทางสู่ดินแดนแห่งซีรี่ย์ของฉันได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว จะมีอะไรสนุกๆรออยู่กันนะ!!!!

29 ความคิดเห็น

  1. #14 Night-Fatima (@drakness13) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 29 มีนาคม 2557 / 21:53
    เราเริ่มเซ็งแล้วตอนนี้..... ยังไม่ต้องแก้คำผิดแล้วแต่งต่อก่อนก็ได้นะคะ-3-;; อยากอ่านต่องะ มันชักเพลินชักลุ้น พากำลังเพลินดัน 'ไม่พบตอนต่อไป'ซะงั้น!!! เซ็งเป็ดเลย= =
    คำผิดนะคะ
    มั๊ย-ไหม หนะ-นะ คับ-ครับ อนุญาติ-อนุญาต เช็กอิน-เช็คอิน เสริฟ-เสิร์ฟ
    ถ้าหาเจอไม่หมดต้องขอโทษนะคะ พ่อทำร้ายมาก ปิดไฟเล่นโน้ตบุ๊ค เกิดอาการแบบ คีย์บอร์ดอยู่ไหนแว๊- -;
    #14
    0
  2. #7 AuttazA (@auttaza) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 29 มีนาคม 2557 / 11:06
    ไม่โกรธค่ะ ขอบคุณนะคะที่ช่วยคอมเม้น ส่วนใหญ่จะปั่นช่วงตี3ตี4ค่ะ กำลังเบลอๆ

    เดี๋ยวจะแก้ไขนะคะ ขอบคุณมากค่ะที่ช่วยคอมเม้น 
    #7
    0
  3. #5 อยากอ่าน (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 29 มีนาคม 2557 / 09:57
    สะกดผิดเยอะมาก ช่วยแก้ไขบ้างก็ดีค่ะ นั่ง เนื่อง เสมียน ลางสังหรณ์ ลางร้าย สังเกต อุตส่าห์ ฯลฯ// เรื่องน่าอ่าน แต่คำผิดเยอะจนอ่านแล้วหงุดหงิดค่า อย่าโกรธกันนะคะ
    #5
    0