My Control My Luffy

ตอนที่ 55 : ขอน้ำข้าวต้มที่นึง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 321
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    17 มี.ค. 57

ยามเช้าในหน้าร้อน แสงแดดจ้าที่ใครๆก็ต้องยอมสยบ เขาไม่อาจข่มตาหลับได้จึงเด้งตัวขึ้นมาจากเตียง หูแว่วยินเสียงใสๆของน้ำที่กระทบพื้น จะว่าไปเขาไม่เห็นลูฟี่บนเตียงเลยนี่นา คงเป็นเจ้าตัวเล็กที่อยู่นั้นสินะ

 

คิดดังนั้นดอฟฟี่เลยเดินไปยังห้องน้ำ ประตูไม่ได้ล็อกไว้บางทีเจ้าตัวเล็กอาจจะลืมหรือจงใจแกล้งยั่วเขากันแน่ เอาเป็นว่ารวบรัดเป็นเหตุผลที่สอง เขาเปิดประตูเข้าไปด้านใน ห้องที่ถูกกั้นฉากด้วยกระจกแก้วขุ่นมัวฉายเรือนร่างบอบบางชวนให้จินตนาการก้าวไกล

“อรุณสวัสดิ์มิงโก้ ตื่นแล้วเหรอ?”

“อรุณสวัสดิ์ที่รัก”

ท่าทางฝ่ายนั้นจะเห็นว่าเขาเข้ามา ร่างกายเล็กๆขยับเข้าหากระจก วางทาบมือเรียวบางลงช้าๆ เขาตอบรับด้วยการวางทาบมือลงซ้อนไปที่จุดเดียวกัน เพราะกระจกกั้นขวางทำให้เราไม่อาจเอื้อมถึงกันได้

 

ร่างเล็กฉีกยิ้มที่อีกฝ่ายรับมุขของเขา จึงแกล้งต่อด้วยการแนบริมฝีปากอวบอิ่มกับกระจก ดอฟฟี่กระตุกหยักยิ้มที่มุมปาก ก่อนค่อยๆยื่นหน้าเข้าไป แต่ใช่ว่าจะจูบผ่านกระจก มือหนาที่ว่างอยู่เอื้อมเปิดประตูเข้าไปข้างใน คว้าตัวเจ้าหน้าหวานมาบดจูบโดยตรง ร่างกายที่แนบชิดทำดอฟฟี่เปียกปอนไปด้วย

“ชิชิ เล่นแบบนี้ขี้โกงนี่นา...”

“มายั่วกันแบบนี้ไม่ให้โกงได้ไงล่ะ?”

“อาบน้ำซะสิ วันนี้ต้องไปทำงานไม่ใช่เหรอ?”

“ไม่อยากไปเลย อยากอยู่ด้วยกันมากกว่า”

“อย่าอ้อนสิ ไม่งั้นคืนนี้จะไม่มาหานะ”

“งี้ก็แย่สิ ขาดเธอไปฉันต้องตายแน่เลยลูฟี่”

“ถ้างั้นก็รีบอาบน้ำซะ ผมจะไปแต่งตัว...แล้วก็...ผมยังรออยู่นะครับ สัญญาที่ว่าจะพาไปเยี่ยมเด็กคนนั้นน่ะ”

“ฉันรู้ดี...ไม่ต้องห่วง ฉันไม่ผิดคำพูดหรอก”

ร่างเล็กยิ้มแล้วเดินออกไป ผมคิดไปเองรึเปล่านะ...ถ้อยคำที่ลูฟี่ใช้พูดกับผมมันฟังดูห้วนและมั่นใจขึ้น ปกติเจ้าตัวจะดูตื่นกลัวและพูดครับ ผม อยู่เสมอเลยนี่ แต่คำพวกนั้นดูน้อยลง หรือแค่ปรับตัวเพื่อเพิ่มความสนิทสนมเฉยๆ ....ช่างมันเถอะ

 

ที่ห้องเดิมของเรา เด็กน้อยแต่งตัวเสร็จแล้ว ตอนนี้นั่งไขว้ขาสบายๆบนเตียงกว้าง นิ้วเรียวเกี่ยวเส้นผมสีนิลขึ้นทัดหู ดวงตากลมจ้องไปข้างหน้าอย่างเลื่อนลอย ทุกกิริยาดูน่ารักและแฝงไปด้วยเสน่ห์ที่อันตราย รอยยิ้มจางๆปรากฏขึ้นเมื่อเห็นเขา ตรงเข้าหาและโน้มคอร่างสูงลงมาจูบเบาๆราวทักทาย

“อยู่ทานข้าวเช้าด้วยกันไหม?”

“แน่นอน แต่แต่งตัวเถอะ เดี๋ยวจะเป็นหวัด”

เจ้าตัวเล็กหันหลังกลับไป ปล่อยให้เขามีเวลาส่วนตัวในการแต่งองค์ทรงเครื่องให้เรียบร้อย มือเรียวยกหูโทรศัพท์เตรียมกดเบอร์เรียกรูมเซอร์วิส แต่ดอฟฟี่กลับตามมา กดวางหูโทรศัพท์นั้นไปเสียดื้อๆ สร้างความประหลาดใจให้เจ้าตัวน้อยในครอบครอง

“มิงโก้?”

“วันนี้ฉันเข้างานบ่าย แค่ข้าวเช้าฉันจะทำให้กินเอง นายอยากกินอาหารฝีมือฉันไม่ใช่เหรอ?”

!? จำได้ด้วยแฮะ ก็ได้ แต่ผมไม่ชอบรอนานหรอกนะ”

“แน่นอน”

เขาบอกเองนี่ว่าจะทำให้ ร่างเล็กจึงออกไปรอข้างนอก ในห้องครัวที่ดอฟฟี่เดินเข้าไปค่อนข้างกว้างและอย่างที่เขาเคยบอก เขาไม่ได้ทำกับข้าวกินเองแล้ว ห้องครัวจึงเป็นอะไรที่โล่งแสนโล่ง มีแค่อุปกรณ์สำคัญๆ ไม่มีการตกแต่งใดๆทั้งสิ้น ไม่มีโต๊ะทานอาหาร

“....”

ท่าทางเขาจะพูดจริงเรื่องที่ว่าทำกับข้าวเป็น ดูคล่องแคล่วเหมือนมืออาชีพ มุมของมิงโก้ที่ผมไม่เคยเห็น ดีจริงๆที่ความทรงจำกลับมาก่อนจะพลาดอะไรดีๆแบบนี้ไป

  

เขามองอยู่ กำลังจ้องมองผม เขินจังแฮะ ไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้ทำกับข้าวให้คนรักได้กิน บอกตามตรงผมไม่เคยคิดว่าจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นด้วยซ้ำ ชีวิตที่ผ่านมา ผมไม่ต่างอะไรกับคนแสเพลคนหนึ่ง แต่ตอนนี้ผมกลับคิดที่จะรักใครอย่างจริงจัง ใส่ใจกับอนาคตของเรา อยากมีชีวิตอันแสนสุขกับคนที่รัก

“มิงโก้”

“หะ หา? มีอะไรเหรอลูฟี่?”

“กลิ่นหอมจัง”

“นั่นสิ ได้ที่แล้วล่ะ มากินกันเถอะ”

ข้าวห่อไข่เหรอ? เจ๋งนี่ หน้าตาดูดี กลิ่นก็หอม แต่ตัวตัดสินคือรสชาติต่างหาก ซึ่งก็...ไม่เลว ปรุงรสออกกลางๆ ไม่เข้มไม่อ่อนเกินไป

“เป็นไงบ้าง?”

“ระดับภัตตาคาร อร่อยมากเลยมิงโก้”

“ดีใจที่เธอชอบนะ”

โอ๊ะโอ!? มิงโก้เขินด้วยล่ะ ใบหน้าแดงระเรื่อชัดเจน เราทานอาหารพร้อมหน้ากัน เหตุผลหนึ่งที่ทำให้มันอร่อยสุดๆเลย มิงโก้เป็นคนดีนั่นผมรู้ แต่เขายังมีมุมน่ารักในแบบที่ผมยังไม่เห็นอีกมากมาย

 

“ได้เวลาไปทำงานแล้วแฮะ...เวลาเดินเร็วชะมัด”

“ใช่ เวลามีความสุขน่ะเวลาจะเดินเร็วไปเสมอแหละ”

หลังทานอาหาร เรากลับมาที่ห้องนอนเพราะมิงโก้ต้องเตรียมตัวไปทำงาน คนตัวสูงปั้นหน้าเศร้า ขณะที่มือกำลังดึงจัดเสื้อสูทสีดำให้เรียบร้อย ร่างเล็กเข้าไปช่วยจัดทรงให้ มือเรียวขยับเนคไทสีดำให้เข้ารูป ดอฟฟี่จับจ้องเด็กน้อยไม่วางตา

 

มือหนาเชยคางมนขึ้นสบตา ก้มต่ำลงไปที่ริมฝีปากเอิบอิ่ม แต่อีกฝ่ายเบือนหน้าหนีและผลักเขาออก ท่าทีขัดขืนกลับเป็นเสน่ห์ดึงดูดที่แสนเย้ายวนใจ แขนเรียวโอบร่างเล็กเข้าแนบชิด บดจูบเร่าร้อนไม่เว้นจังหวะให้หายใจ มือหนาออกแรงกดท้ายทอย ไม่ปล่อยให้ดิ้นหนี อีกมือยังคงโอบรัดเอวบางเอาไว้แน่น ยังไง...ก็หนีไม่พ้น....แรงปรารถนา....

“อึก!? มิงโก้อย่า...คุณต้องไปทำงานนะ?”

“งั้นก็อย่าขัดขืน มันจะได้จบเร็วๆ”

 “คนบ้า...อื้อ! อย่า...”

หลังความร้อนแรงในกายถูกปลุกขึ้น คนตัวสูงก็ได้ยกร่างในอ้อมแขนโยนลงบนเตียง โถมกายใส่ด้วยใบหน้าแสยะยิ้มอย่างผู้คว้าชัย ลิ้นชื้นๆลากวนที่ต้นคอขาวชวนให้รื้อฟื้นความรู้สึกเก่าๆที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อคืน ความเร่าร้อนในกายปะทุรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีใครห้ามได้อีกแล้ว

 

เสื้อผ้าที่เพิ่งใส่ไปถูกปลดออกจนหมด ร่างเล็กถอนใจน้อยๆกับความเอาแต่ใจนี้ ฝืนกายขึ้นนั่งบนเตียงนุ่ม เหลียวมองร่างที่นอนอยู่ข้างกาย ฝ่ายนั้นส่งยิ้มกริ่มให้ คงจะสำนึกตัวสินะ แต่มันไม่สายไปหน่อยเหรอ? ด้วยความหมั่นไส้สะสม ร่างเล็กบีบจมูกโด่งๆนั่นเชิงระบาย แต่สุดท้ายก็ต้องยิ้มหน่ายๆตอบกลับไปอยู่ดี

“ไปทำงานได้แล้วมั้ง เดี๋ยวโมเนะจะโกรธเอานะ”

“ฉันยังไม่อยากไปจากเธอ”

“ผมรักคุณมิงโก้ แล้วคืนนี้ผมจะมาหาอีก ตกลงไหม?”

“จริงนะ?”

“จริงสิ ผมไม่เคยผิดสัญญาใคร”

ในที่สุดเขาก็ยอมแต่งตัวแล้วก็ออกไปทำงานเสียที มิงโก้ยังคงเป็นเด็กขี้อ้อนคนเดิมอย่างที่เคยเป็น ตอนนี้ผมต้องกลับแล้ว และอาจต้อง แวะจัดการเรื่องส่วนตัวบางอย่างแถวๆนี้ก่อนกลับ

 

ประมวลผลก่อน ตอนนี้ผมยังจำใครไม่ได้ทั้งนั้นสินะ เพราะฉะนั้นผมไม่ควรพูดมากให้คนอื่นสงสัย เดี๋ยวมันจะเกี่ยวพันถึงเรื่องในอดีต ถ้ามีใครรู้ทุกอย่างก็จบ ไม่ควรพูดถึงเรื่องในอดีต ถ้าจะให้ดีปล่อยให้ฝ่ายนั้นพูดเองจะดีที่สุด...ไม่สิ...คงยังมีอีกคนที่ไม่รู้ว่าผมความจำเสื่อม

 

ชายหนุ่มในร้านกาแฟ กำลังนั่งจ้องมือถือของตนด้วยสีหน้าอันหลากหลาย แต่โดยรวมแล้วคงหนีไม่พ้นสีหน้าเศร้า และเหงาหงอย

 

“....มัลโก้...”

...เกือบอาทิตย์แล้วที่เขาจากไป เมื่อไรจะครบสองเดือนกันนะ คิดถึงใจจะขาดอยู่แล้ว....

“มีอะไรเหรอเอส? ท่าทางนายดูเศร้าๆนะ?”

!? ไงลูฟี่ หายดีแล้วเหรอ?

“ใช่ สบายดีไหม?”

“แย่นิดหน่อย พอดีคนที่ฉันรักเขาออกเดินทางไกล ฉันได้แต่เฝ้ารอการติดต่อจากเขาจนไม่เป็นอันทำงาน ฉันนี่บ้าชะมัดเลยเนอะ?”

“ไม่หรอกฉันเข้าใจ แปลว่านายรักเขามากสินะ?”

“อือ...”

เอสยังคงจ้องเข้าไปในโทรศัพท์ ดวงตาเขาเต็มไปด้วยความหวัง ตอนนี้เขาคงทำงานไม่ลงจริงๆนั่นแหละ มันสะท้อนให้ฉันนึกถึงสีหน้าของมิงโก้เมื่อเช้านี้ ฉันควรจะพูดอะไรกับเขารึเปล่า หรือแค่เฝ้ามองเฉยๆไม่รบกวนก็พอ?

!? มัลโก้!?

เพียงแค่โทรศัพท์มือถือสั่น เอสก็สะดุ้งคว้ามันขึ้นมาดู ดวงตาลุกวาวส่องประกายถึงความดีใจ รอยยิ้มนั่นบ่งบอกว่าเขาไม่เป็นอะไรแล้ว และจากนี้เขาจะยังคงยิ้มไปอีกประมาณสองถึงสามชั่วโมง

เพื่อไม่ให้ขัดความสุขนั้นลูฟี่จึงขอตัว ได้เวลากลับบ้านซะที แต่ที่ยากที่สุดคงเป็นการแกล้งทำเป็นไม่รู้จักทุกคน เอาเถอะ ถ้าพลาดก็แก้ตัวไปเรื่อยเปื่อย มันเป็นข้อดีของเด็กที่ไม่เคยโกหกไงล่ะ

“ลูฟี่คุง โย่ว!

“คิด? สวัสดีครับ”

“ท่าทางสบายดีนะ พี่ชายนายเขาเป็นห่วงนายมาก...เอ่อ...ลอว์น่ะ คุณหมอในตอนนั้น”

“ครับ ผมพอจำได้อยู่...ฝากขอบคุณเขาด้วย บอกว่าผมไม่เป็นไรแล้ว ไม่ต้องห่วงครับ”

“อือ แล้วจะบอกให้”

ชายผมแดงขยี้เรือนผมสีเข้มด้วยความเอ็นดู ตัวเขามีกลิ่นจางๆของน้ำมันเครื่องด้วย เป็นช่างเครื่องเหรอ? หรือเพิ่งซ่อมรถมากัน? เป็นไปได้ทั้งสองกรณี เอาเป็นว่าตอนนี้กลับไปนอนต่อที่บ้านดีกว่า คิดถึงเจ้าปุกปุยซะแล้วสิ ป่านนี้คงเหงาแย่เลย

 

หลังแยกจากเจ้าตัวเล็ก เขาก็กลับไปที่ห้องของตัวเอง มื้อเที่ยงปกติต้องประทังชีวิตด้วยข้าวกล่องจากร้านสะดวกซื้อ แค่เอามาอุ่นแล้วก็กิน ง่ายๆตามแบบหนุ่มเคยโสต จะว่าไปตอนนี้คุณหมอจะกินข้าวรึยังนะ?

 

คิดแบบนั้นจึงอดโทรศัพท์ไปหาไม่ได้ ซึ่งอีกฝ่ายก็ไม่รับสายเหมือนอย่างเคย เพราะงานยุ่งอยู่ตลอด คนไข้มาไม่เว้นช่วง ได้แต่ส่งข้อความไปให้กำลังใจ หวังเพียงแค่ว่าเขาจะเห็นมันแล้วตอบกลับมา

 

คิดคาบส้อมเอาไว้ด้วยสีหน้าสุดเซ็ง วางมือถือลงข้างตัวแล้วกินต่อ ขณะที่กำลังจิ้มไก่ทอดเข้าปากมือถือก็สั่นเตือน มีข้อความเข้ามา จะไม่ทำให้เขาตื่นเต้นเลยหากมันไม่ใช่ชื่อของคุณหมอ เขารีบเปิดและกวาดตาอ่านอักษรในข้อความ

“เอ๋? ใกล้เลิกงานแล้วล่ะ เย็นนี้อยากกินอะไรดี ...เหรอ?....อือ...”

เขาใช้เวลาคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพิมพ์ตอบไป ที่โรงพาบาล ลอว์กำลังแยกเอกสารเก็บเข้าตู้ มือถือบนโต๊ะสั่นและมีเสียงชัดเจน ร่างบางหันกลับมาเปิดดูข้อความนั้น

อะไรก็ได้ที่คุณเป็นคนทำครับ ...เจ้าบ้า...ให้ฉันคิดเมนูเองงั้นเหรอ?”

“ฮิๆ ใช่...เขาชอบพูดแบบนั้นแหละ สุดท้ายก็กินหมดทุกทีเลย”

“ผู้ชายก็แบบนี้แหละเนอะ ต่อให้เราฝีมือห่วยขนาดไหนแต่ก็ยอมกินโดยไม่บ่นซักคำ น่ารักดีเนอะ?”

พวกนางพยาบาลเอ่ยคุยกันผ่านห้องนี้ สิ่งที่ได้ยินมันชวนให้คิดมาก ถึงเราจะทำอาหารเป็นก็เถอะ แต่ถ้าเขาไม่ชอบ และกำลังฝืนอยู่ ถ้ามันเป็นไปตามที่พวกเธอพูดกันล่ะ?

“....”

...............................

....................................................

ผมกลับมาพร้อมวัตถุดิบทำกับข้าว คิดออกมาต้อนรับที่หน้าประตูเหมือนกับทุกวัน วันนี้ผมจะทำอาหารง่ายๆที่รสชาติธรรมดาและดีต่อสุขภาพ แต่เพื่อทดสอบคำพูดของพยาบาลสาวพวกนั้นผมจึงต้องทำอะไรบางอย่าง

“เสร็จแล้ว”

“ทานล่ะนะครับ!!

คิดเริ่มลงมือทานไปตามปกติ แต่ผมอยากรอดูผลการทดลองนั้นก่อน จึงได้แต่จับจ้องเขาเอาไว้ ทุกกิริยา สุดท้ายเขาก็ทานสิ่งนั้นเข้าไปจนได้ เขาแค่ชะงัก แล้วก็ส่งยิ้มให้ผม แปลว่านั่นคือเรื่องจริงสินะ

“ลอว์? มีอะไรเหรอ?”

“...”

ผมวางจานข้าวลง เขาคงสงสัย แต่ก็ไม่เท่าผมตอนนี้หรอก ก็ซุปที่เขาดื่มเข้าไปน่ะ ผมใส่เกลือเข้าไปจนเสียรสชาติเลยนะสิ แต่เขากลับดื่มเข้าไปโดยไม่แสดงทีท่าใดๆออกมาเลย นี่เขา....อดทนเพื่อผมอยู่จริงๆสินะ...

“ซุปอร่อยไหมคิด?”

“เอ๋? คะ ครับ อร่อยมากเลย”

“....”

.......พอกันที ฉันขอโทษนะ......

ร่างบางลุกขึ้นไปจากโต๊ะอาหารตรงไปที่หม้อซุป ยกมันขึ้น แล้วเททิ้งจนหมดหม้อ

!? ทำอะไรน่ะครับ!?

คิดลุกพรวดขึ้นมาจับมือผมไว้ แรงกระชากทำให้มันปล่อยหม้อลงอ่างจนเกิดเสียงดัง ผมขัดขืนแรงที่มากกว่า ตะโกนโต้ตอบเจ้าบ้านี่อย่างสุดเสียง

“อึก!? ปล่อยฉันนะ!!

“คุณเป็นบ้าอะไร!? ทำไมทำแบบนี้ล่ะ?”

“นายแหละเป็นบ้าอะไร? ทำไมต้องถึงต้องโกหกฉันด้วย? ซุปนั่นน่ะ มันไม่มีความอร่อยเลยแม้แต่นิดเดียว แล้วทำไมถึงยังบอกว่ามันอร่อยกันล่ะ!!

“เรื่องนั้น...”

“ฉันสิต้องถามว่านายทำอะไร...ทำไมถึงต้องอดทนเพื่อฉันด้วยล่ะ? ระหว่างเรามันคืออะไรกันแน่คิด?”

ร่างสูงฉุดมือทั้งสองข้างเข้าหา โอบกอดคนตรงหน้าเอาไว้ ปลอบประโลมเขาด้วยคำว่า ขอโทษ เรือนกายบอบบางจึงเริ่มกระตุกไหว เสียงสะอื้นดังขึ้นเป็นระยะ นี่ผมทำผิดไปสินะ

“จริงๆก็ไม่อยากทนหรอก”

“เอ๋?”

“กับคุณ ผมอยากเอาแต่ใจ อยากอ้อน แต่เพราะชีวิตคุณต้องเจออะไรมามากแล้ว ผมไม่อยากให้คุณต้องมาเหนื่อยเพราะผมอีก ขอโทษถ้ามันทำให้คุณหมอต้องลำบากใจ ยกโทษให้ด้วยนะครับ”

“หุบปากไปเลยเจ้าบ้า....ทำเป็นพูดดี จริงๆเพราะฉันน่ารำคาญ เลยไม่อยากฟังฉันบ่นสินะ?”

“หา? ไหงเข้าใจผิดแบบนั้นล่ะ? ผมน่ะไม่เคยรำคาญคุณเลยแม้แต่นิดเดียว”

ร่างบางพยายามผลักแผงอกแกร่งออกไป แต่มือทั้งสองข้างก็ยังถูกพันธนาการอยู่  เจ้าเด็กคิดยื่นหน้าเข้าไปใกล้ จับจ้องดวงตาคมสวยนั่นด้วยแววตาแสนออดอ้อน ลอว์ทำได้แค่หลบสายตาลูกหมาน้อยนั่น เบือนหน้าหนีไปมาด้วยความดื้อดึง

“ไม่จริง...นายโกหก”

“ผมไม่ได้โกหกนะ เพราะผมรักคุณ รักทุกสิ่งที่เป็นคุณยังไงล่ะ”

เขาพูดแบบนั้นพร้อมกับยื่นหน้าเข้าไป ดวงตาที่หันมาสบกันชั่วครู่หยุดชะงัก คิดอาศัยช่วงที่อีกฝ่ายตกใจ มอบจูบชวนฝันแบบไม่ทันตั้งตัว

 

รสจูบอันเนิ่นนานเริ่มปะทุและร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ เจ้ามือซุกซนลูบเลื้อยตามเอวบางเข้าไปใต้เสื้อ ลอว์พยายามดิ้นหนี แต่ก็สายไปซะแล้ว เพราะเจ้าเด็กคิด กำลังเข้าโหมดเอาแต่ใจอย่างที่เขาต้องการ

“เดี๋ยวสิ! เอ่อ..คะ คือ...นายยังกินข้าวไม่หมดเลยนะ?”

“ตอนนี้ผมมีอะไรที่น่ากินกว่าข้าวอีก ไว้ค่อยกลับไปกินทีหลังก็ได้”

“อึก!? หยุดนะคิด!!

แรงดิ้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คิดจึงรีบตัดปัญหานั้น และมัดมือชกตามสำนวนโบราณ เข็มขัดแฟชั่นเส้นเล็ก รวบรัดข้อมือลอว์เอาไว้ จับเขาโยนลงเตียง และแล้วลูกแกะตัวน้อยก็หนีไม่พ้นลูกหมาที่กลายร่างเป็นหมาป่า

 

 
 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

439 ความคิดเห็น

  1. #423 Jitlada Jakthong (@fha333777) (จากตอนที่ 55)
    วันที่ 2 กันยายน 2562 / 00:25

    วันนี้ข้าวไม่อร่อยเลย

    #423
    0
  2. #213 vviiwwyy (@vviiwwyy) (จากตอนที่ 55)
    วันที่ 18 มีนาคม 2557 / 11:17
    อร๊ายยยย ไม่ว่าคู่ไหนกอบอะ รุกเรยๆ 555 ลูฟี่ๆ มาต่อเร็วๆนะคะ ไรท์ขาา รออ่านๆๆ
    #213
    0